ความจริงที่ถูกบิด (Twisted Truth) : แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน

ผู้เขียน: 
ประสาท มีแต้ม
ที่มา: 
MGR ONLINE 22 เม.ย. 2561

ภาพจาก : http://www.servicenation.org

ในที่สุด “แผนการปฏิรูปประเทศ” ด้านต่างๆ รวม 11 ด้านรวมทั้งด้านพลังงานได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยโรงเรียน คสช.ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2561 โดยแผนฯ ดังกล่าวจะมีอายุนานถึง 20 ปี ตามรัฐธรรมนูญในระหว่างการจัดทำได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 4 ภาคยกเว้นภาคใต้ รวม 4 ครั้ง แต่ถามจริงๆ เถอะว่าใครได้มีส่วนร่วมหรือรับรู้ทั้งกระบวนการจัดทำและเนื้อหาสาระที่เขาจะปฏิรูปกันบ้าง ทั้งๆ ที่มีกระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารปี 2557 

แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงานมีความยาวทั้งสิ้น 256 หน้า มี 17 ประเด็น แต่ในที่นี้ผมจะขอเสนอความเห็นเป็นข้อๆ เพียง 2 ข้อ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง จะปฏิรูปจากอะไรไปสู่อะไร

แผนดังกล่าวได้มีการกล่าวถึงสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยสำคัญ เช่น การพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในทุกสาขา กระแส Climate Change ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องมุ่งไปสู่เศรษฐกิจและสังคมสีเขียว นอกจากนี้ยังได้อ้างถึงเป้าหมายการปฏิรูปซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ “มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และ “สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้ว

นอกจากนี้ยังได้ให้ข้อมูล “สถานการณ์พลังงานของไทย” (ปี 2559) ว่ามีการใช้พลังงานจำนวนเท่าใด มีการนำเข้าเท่าใด ประเภทใดบ้าง (หมายเหตุ ในแผนนี้ระบุว่า มูลค่าการใช้พลังงานรวม 868,105 ล้านบาท ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดไปจากเอกสารของกระทรวงพลังงานคือ 1,948,862 ล้านบาท รวมทั้งระบุว่าจำนวนประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมี 300 ล้านคน-หน้า 9แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดถึง) แต่ผมเห็นว่าวิธีการเขียนดังกล่าว ทำให้ผู้อ่านไม่ได้เห็นความจริงที่สำคัญของสถานการณ์พลังงานของไทย

หรือจะเรียกว่าเป็นการเขียนที่จงใจซ่อนความจริงที่สำคัญก็ได้

ผมได้นำข้อมูล (ซึ่งอยู่ในเว็บไซต์ http://www.eppo.go.th/index.php/th/energy-information) แล้วนำมาแสดงในตาราง พร้อมได้คำนวณเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เราเห็นได้ภาพรวมของสถานการณ์พลังงานไทยได้อย่างชัดเจนขึ้นว่า

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นร้อยละ 49 ถึง 61 ของมูลค่าที่ใช้ทั้งหมด (ในช่วงปี 2557 ถึง 2560) โดยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึงร้อยละ 13 ถึง 17 ของจีดีพี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของราคาพลังงานในตลาดโลก ถ้าในแง่ของปริมาณพลังงานที่ใช้ พบว่ามีการใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.4 ต่อปี (ดูตาราง)

โจทย์ที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ ควรจะตั้งก็คือ สถานการณ์พลังงานของไทย มีความยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ เพราะประมาณครึ่งหนึ่งต้องนำเข้าและขึ้นกับต่างประเทศกำหนด

กล่าวเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าซึ่งมีมูลค่าประมาณปีละ 6.5 แสนล้านบาท มาจากผู้ผลิตกี่ราย และเมื่อเทคโนโลยีพลังงานมีความก้าวหน้าขึ้นจนสามารถทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิตได้ในคนเดียวกัน ดังที่แผนฯ เรียกว่า Prosumer (หน้า 6) จะสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำซึ่งประเทศไทยเรามีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกได้มากน้อยแค่ไหน

นอกจากจะไม่ได้มีการตั้งคำถามดังกล่าวแล้ว ยังได้มีมาตรการกีดกันแบบเนียนๆ ไม่ให้ Prosumer เกิดขึ้นอีกด้วยซึ่งจะกล่าวถึงในข้อที่สอง 

แผนฯ ดังกล่าวได้อ้างถึง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบการกักเก็บพลังงาน (หรือแบตเตอรี่) ที่มีประสิทธิภาพสูง อ้างถึงข้อตกลงปารีสซึ่งแผนฯ นี้ได้ยอมรับว่า “ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยภาคพลังงานเป็นภาคหลักที่มีการปล่อยสูงสุด” (หน้า 96)

นอกจากนี้ ยังได้ระบุว่าแหล่งก๊าซในประเทศพม่าและแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียก็กำลังจะหมด แต่แทนที่จะให้ความสนใจประเด็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และแบตเตอรี่ แผนฯ ดังกล่าวกลับให้ความสนใจกับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เฉยเลย

ผลงานวิจัยของ Bloomberg New Energy Finance ล่าสุดสรุปได้ว่า “Power Shift: Anything Coal And Gas Can Do, Renewables And Energy Storage Can Do Cheaper” (ขั้วอำนาจเปลี่ยนแล้ว อะไรที่ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติทำได้ พลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่สามารถทำได้ถูกกว่า) ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “โรงไฟฟ้าหลัก (Base Load)” และโรงไฟฟ้าที่ตอบสนองความต้องการในช่วงความต้องการใช้สูง หรือPeaker ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 1-2 ทุ่ม เป็นต้น

แต่แทนที่คณะกรรมการปฏิรูป จะทำการศึกษา อ้างอิง และวิเคราะห์ถึงสถานการณ์แนวโน้มของโลก (ดังที่ตนเองกล่าว) กลับเขียนว่า “เนื่องจากประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการลดการปลดปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นตัวเลือกที่สำคัญเนื่องจากเป็นพลังงานจากปิโตรเลียมที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด” (หน้า 6-7)

ข้อความดังกล่าวเป็นความจริงที่ถูกบิด (Twisted Truth) ซึ่งตามพจนานุกรมหมายถึง “เป็นความจริงที่ถูกบิดไปเพียงเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ได้เปรียบ” (A twisted truth is one that you have changed slightly to turn it into your advantage.)

เพราะถ้า “ก๊าซธรรมชาติเป็นตัวเลือกที่สำคัญ” ประเทศเยอรมนีมีแผนจะใช้พลังงานหมุนเวียน (ซึ่งหมายถึง พลังงานแสงแดด ลม ชีวมวล และน้ำ) ผลิตไฟฟ้าถึง 35-40% ภายในปี 2025 และไม่น้อยกว่า 80% ภายในปี 2050 ได้อย่างไร

นอกจากนี้ผู้ชนะการประมูลโซลาร์ฟาร์มในเยอรมนีเมื่อปี 2016 ได้เสนอราคาขายไฟฟ้าในราคา 2.75 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า ซึ่งถูกกว่าที่ประเทศไทยรับซื้อในราคา 4.12 บาทต่อหน่วยอย่างน่าสงสัย (ข้อมูลจาก IRENA-อ้างถึงในรูปข้างล่าง) 

และรัฐบาลสกอตแลนด์มีแผนจะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2020 ได้อย่างไร(https://en.wikipedia.org/wiki/Renewable_energy_in_Scotland#cite_note-3)

เพื่อเป็นหลักฐานว่าคณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้ “บิดความจริง” ผมจึงขอนำผลงานวิจัยขององค์กรระหว่างรัฐบาลที่ชื่อว่า IRENA (ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกด้วย) มายืนยันว่า นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา กำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนมีมากกว่าพลังงานชนิดอื่นๆ ทุกชนิดรวมกัน ซึ่งหมายถึงถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์

แล้วจะเรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเป็นตัวเลือกที่สำคัญได้อย่างไร

ดังนั้น คณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงาน (ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากผู้ประกอบการกิจการพลังงานทั้งปิโตรเลียมและไฟฟ้า) แทนที่จะตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน (ซึ่งประเทศไทยมีอย่างอุดมสมบูรณ์มาก) อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพสูงเช่นอารยประเทศทั้งหลาย แต่แผนฯได้เขียนอย่างคลุมเครือว่า “คำนึงถึงการกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงที่สมดุลและความเสี่ยงของการจัดหาเชื้อเพลิงทั้งระบบความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศในการผลิตไฟฟ้า กำลังผลิตสำรองที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าหลักและไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” (หน้า 66)

เรื่องที่สอง การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟที่ไม่มีระบบ Net Metering 

เรื่องนี้ผมได้เขียนเคยถึงมาครั้งหนึ่งแล้ว กล่าวคือ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอรัฐบาลให้ “ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี”โดยให้รัฐบาลรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาที่เหมาะสม

แต่กระทรวงพลังงานให้เหตุผลว่า “จะรับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายส่ง” (คือต่ำกว่าราคาที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่แผนของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้สรุปว่า “ไฟฟ้าส่วนที่เหลือไม่สามารถขายให้การไฟฟ้าฯ ได้ แต่ให้ขายกันเองระหว่างเอกชนกับเอกชน” (ดูภาพประกอบ)

เหตุผลหนึ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ เขียนก็คือ “ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเวลา และมีความเสรีอย่างแท้จริง” ซึ่งน่าจะหมายถึงไม่ต้องการให้ใช้สายส่งของระบบไฟฟ้าเลย

ปัญหาในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองบนหลังคาบ้านอยู่อาศัยก็คือ เวลาที่มีแสงแดด(ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า) เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็เหมือนสสารทั่วไปคือต้องการที่อยู่ ที่เก็บ ดังนั้นที่เก็บที่ไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มก็คือ การอนุญาตให้กระแสไฟฟ้าไหลออกไปสู่บ้านหรือสถานที่อื่นที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ กับบ้านที่ผลิต นอกจากจะไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบไฟฟ้ารวมแล้ว ยังช่วยให้แรงดันไฟฟ้าไม่ตกหรือที่เรียกว่า “ไฟฟ้าไม่ตก” ได้อีกด้วย

เมื่อเจ้าของบ้านกลับมาในตอนกลางคืน ก็นำกระแสไฟฟ้าที่ “ได้ฝากไว้” ในตอนกลางวันกลับมาใช้ เมื่อถึงเวลาคิดเงินก็คิดกันตามตัวเลขสุทธิที่ปรากฏในมิเตอร์ หรือที่เรียกว่า “Net Metering” แต่ในปัจจุบันทางการไฟฟ้าฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ระบบนี้

ครั้นเจ้าของบ้านจะลงทุนติดตั้งแบตเตอรี่ แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่คุ้มทุนหรือไม่จูงใจมากพอโดยเฉพาะกับกิจการขนาดเล็กอย่างที่อยู่อาศัย

ดังนั้น ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปฯ จึงเป็นข้อเสนอที่เปิดเสรี แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ แม้เป็นการติดตั้งในโรงเรียนซึ่งใช้ไฟฟ้าในกลางวัน แต่วันหยุดก็ไม่ได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมทราบ เจ้าของบ้านในออสเตรเลียที่ติดโซลาร์เซลล์แล้ว (นับล้านราย) ประมาณ 1 ใน 3 ได้ติดตั้งแบตเตอรี่แล้ว ดังนั้น ในเกมนี้ฝ่ายที่ล้าหลังและเห็นแก่ตัวจะต้องพ่ายแพ้ต่อพลังความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มาอย่างรุนแรงและรวดเร็วราวกับสึนามิและพลังของแสงอาทิตย์อย่างแน่นอน

จากที่ได้กล่าวมาแล้ว การบิดเบือนความจริง หรือ ความจริงที่ถูกบิดเบือน (Twisted Truth) ไม่จำเป็นต้องบิดให้ขาวกลายเป็นดำเพราะคนจะรู้ทัน แต่ขอให้บิดเพียงนิดๆ อย่าให้คนจับได้ เช่น การพูดถึง Prosumer ที่ดูเท่และทันสมัย แต่ไม่ยอมให้เกิด “Net Metering” สิ่งที่เขียนมาแม้ดูดี แต่ก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความเหลื่อมล้ำ หรือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

มีคำพูดที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็น Stephen Hawking กล่าวว่า “ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของความรู้ไม่ใช่ความโง่เชลา แต่คือการลวงทางปัญญา” (The greatest enemy of knowledge is not ignorance it is the illusion of knowledge.)

หรือเรียกอีกอย่างว่า “ความจริงที่ถูกบิด (Twisted Truth)” ครับแต่อย่าบิดมากเกินไปนะ

by ThaiWebExpert