โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ความท้าทายในการประเมินผลกระทบทางสังคม

ผู้เขียน: 
ชลลดา บัวทรัพย์
ที่มา: 
สำนักข่าวอิศรา วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561

 

รัฐบาลที่บอกว่าต้องมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนถ้าหากเราจะมองให้โยงกับเรื่องที่เกิดที่เทพา รัฐจะคิดแต่ด้านความมั่นคงทางพลังงานแต่ไม่คิดถึงความมั่นคงทางชุมชนถ้ามุ่งไปนั้นไม่มีทางยั่งยืนเด็ดขาดต้องพิจารณาควบคู่กัน

เป็นเวลาเกือบครึ่งเดือนแล้วที่ชาวบ้านจาก อ.เทพา จ.สงขลา ในนามเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เดินทางขึ้นมาปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ด้วยกระบวนการอหิสาเรียกร้องให้มีการยกเลิกโครงการนี้ไป

และแม้ว่าในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้จะมีความเคลื่อนไหวจากฟากคณะรัฐมนตรี อย่างกรณีคำสั่งชะลอโครงการออกไป 3 ปีแต่ชาวบ้านยืนยันว่า คำสั่งชะลอไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น แค่เพียงชะลอจึงไร้ความหมายใดๆ หากเพราะกระบวนการการได้มาซึ่งรายงานประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือ EHIA ขาดความเป็นธรรม ข้อมูลเท็จ อันเป็นพื้นฐานที่สะท้อนการขาดการมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดำเนินงานตั้งแต่ต้น (อ่านประกอบ ความไม่ชอบมาพากล 5 ประการ ในรายงาน EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ชาวบ้านต้องการสื่อสาร ) 

ในงานเสวนา “การบังคับโยกย้ายถิ่นฐานจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา : โจทย์ที่ถูกลืมและความท้าทายในการประเมินผลกระทบทางสังคม” เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาวิพากษ์อีกครั้ง 

เสียงสะท้อนจากคนในเทพา

ซานูซี สาและ ตัวแทนกลุ่มเยาวชนเทพาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ เล่าว่า ไม่ปฏิเสธเรื่องการพัฒนาแต่ไม่เข้าใจกับการพัฒนาในแต่ละครั้ง การพัฒนาต้องดูสิ่งแวดล้อม ต้องเอาความรู้สึก เอาภูมิปัญญาของชาวบ้านมาผนวกกับการพัฒนาพื้นที่ดูว่าเขามีสภาพการใช้ชีวิต ศาสนา วัฒนธรรมอย่างไร แต่ในกระบวนการรับฟังความเห็นที่ทำกลับไม่มีการถามความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง

“ชาวบ้านไม่เคยได้รับทราบว่า มีโครงการ จนมีการทำ ค. 1 ชาวบ้านยังไม่รู้ข้อเท็จจริง มีการแจกข้าวสาร ร่ม สิ่งอุปโภคบริโภคต่างๆ จนเวที ค. 2 ก็ยังไม่รู้ว่าจัดที่ไหน เราเป็นคนในพื้นที่แต่ไม่มีการระบุให้ทราบเลยว่าเราต้องแสดงความคิดเห็นอย่างไร จนถึงเวที ค. 3 ก็ไม่รู้ว่าจัดที่ไหนอีก”

ซานูซีสะท้อนความจริงจากพื้นที่ พร้อมระบุอีกว่า ในที่สุดชาวบ้านเพิ่งจะได้รู้รายละเอียดจริงๆ เมื่อเป็นรายงานแล้วว่าจะมีโครงการขนาดใหญ่ลงมาที่นี่ พี่น้องเกิดความไม่เข้าใจ บางคนคัดค้าน บางคนก็ไม่แสดงความคิดเห็นเพราะไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าเป็นโครงการแต่ไม่รู้รายละเอียด มีผลดีผลเสียอย่างไร

ซานูซี ได้พูดถึงประเด็นรายงานของ EHIA ว่าชาวบ้านในพื้นที่ได้อ่านรายงานและจับผิดได้หลายอย่าง เช่น การระบุว่าในทะเลมีปลากระดี่ ปลาหมอสี ทั้งที่ปลาทั้งสองชนิดเป็นปลาน้ำจืด ไม่สามารถอยู่ในทะเลได้ การไม่ระบุทรัพยากรดั้งเดิม การระบุว่ามีการทำประมงไม่กี่ลำทั้งที่ความจริงมีจำนวนมาก

ขณะที่ อามีน สะมะแอ หนึ่งผู้ได้รับผลกระทบและเป็น 1 ใน 17 ผู้ต้องหาที่ถูกจับที่สงขลาจากการสลายการชุมนุมจากกิจกรรมเดินเท้ายื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี 

อามีน อธิบายความรู้สึกว่า เขาไม่พอใจที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามาทับชุมชน เพราะในชุมชนมีครบทุกอย่างและอยู่กันอย่างสงบ ไม่ควรมีการโยกย้ายเพราะเกิดที่นี่ก็ต้องตายที่นี่

"บ้านของเขามีค่ากว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งประเมินค่าไม่ได้"อามีนตอกย้ำ

เทพาคือม้ามืด

เขมวไล ธีรสุวรรณจักร นักวิจัยจากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบชุมชน ได้นำเสนอประเด็นการเลือกพื้นทื่ (Site Selection) จากรายงาน ค. 3 การพิจารณาเลือกที่ตั้งโครงการมีหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ข้อ คือ ด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมและชุมชน เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการได้หลายพื้นที่ เช่น อำเภอละแม จังหวัดชุมพร อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอขนอม อำเภอท่าศาลาอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอปานาเระ  จังหวัดปัตตานี ซึ่งยังไม่มีอำเภอเทพา

แต่เมื่อพิจารณาด้านสังคมและชุมชน กลับมีอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในรายชื่อพื้นที่เหมาะสม

เธอตั้งข้อสังเกตต่อการเลือกพื้นที่อำเภอเทพาเป็นพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าจากรายงาน EHIA ฉบับนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ว่า ประเด็นการพิจารณาการใช้พื้นที่ในรายงานฉบับนี้ตีความแคบเกินไปว่าพื้นที่ปลูกอะไร ไม่พูดถึงจำนวนผลกระทบว่า มีทั้งหมดกี่ครัวเรือนและกระทบพื้นที่ในทะเลอย่างไร

มุมมองของ EHIA สวนทางกับมุมมองจากชุมชน 

มุมมองของนักวิชาการในเรื่องของรายงาน EHIA ดร.มนทกานต์ ฉิมมามี นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ยังมีจุดอ่อน จากการทำงานร่วมกับชาวบ้านอำเภอเทพาโดยการลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ มีบางหัวข้อที่รายงาน EHIA   ของรัฐไม่ตรงกับมุมมองชุมชนอย่างชัดเจน ดังนี้

1)การเปลี่ยนแปลงต่อการปกครองส่วนท้องถิ่น ในรายงาน EHIA มองในเชิงบวกมากที่สุด โดยระบุว่า การเข้ามาของโรงไฟฟ้าเกิดรายได้เข้าท้องถิ่นจำนวนมาก

แต่ในชุมชนมองว่าท้องถิ่นจะมีภาระเพิ่มขึ้นในการซ่อมแซมสาธารณูปโภคจากการคมนาคม ระบบประปา ไฟฟ้า การจัดการขยะ

2)ความหลากหลายของอุตสาหกรรม ในรายงาน EHIA พูดถึงการเข้ามาของโรงไฟฟ้าว่าสนับสนุนรายได้การจ้างงานอุตสาหกรรม การบริการต่างๆ โดยได้รับผลประโยชน์ด้านบวก

แต่ชุมชนแย้งว่า ไม่มีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อให้เห็นมูลค่าของอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งความหลากหลายทางการเกษตรดีกว่าอุตสาหกรรม

3)ความยุติธรรมในการจ้างงาน รายงาน EHIA ประเมินในทิศทางบวกว่ามาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

แต่ชุมชนมองว่า ค่าแรงขั้นต่ำยังน้อยกว่ารายได้ที่หาได้ในแต่ละวัน

“การย้ายถิ่นเป็นการปรับตัวเพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีก็จริง แต่เราต้องมองว่าจริงๆ การย้ายถิ่นฐานมีต้นทุน มีความเสี่ยงอยู่ การย้ายถิ่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป” ดร.มนทกานต์ ระบุให้เห็นข้อมูลที่แตกต่าง

เราต้องพัฒนาไปข้างหน้าโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ มองกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพากับการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า หากดูคำขวัญของรัฐบาลที่บอกว่า ต้องมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ถ้าหากเราจะมองให้โยงกับเรื่องที่เกิดที่เทพา รัฐจะคิดแต่ด้านความมั่นคงทางพลังงาน แต่ไม่คิดถึงความมั่นคงทางชุมชน ถ้ามุ่งไปนั้นไม่มีทางยั่งยืนเด็ดขาด ต้องพิจารณาควบคู่กัน คำขวัญที่เป็นหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนคือเราต้องพัฒนาไปข้างหน้าโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ เห็นว่า การพูดคุยในครั้งนี้เหมือนกับ 20 ปีที่แล้ว คือการพูดคุยเพียงอย่างเดียว แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้มีการผลักดัน ไม่ได้รุกเรื่องกรอบความชัดเจน 

“ส่วนแนวการพัฒนาที่จะไม่ทอดทิ้งกัน ฟังแล้วเหมือนจะสร้างกลุ่มที่ถูกทอดทิ้งซึ่งสวนทางกับความตั้งใจของรัฐบาลและนโยบายยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งมีความสมเหตุสมผลที่ต้องนำเสนอช่องว่างเหล่านี้ไปให้คนที่กำลังจะตัดสินใจคิดดูอีกที”  

by ThaiWebExpert