การต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน : การสู้เพื่อส่วนรวม

ผู้เขียน: 
โดย: สามารถ มังสัง
ที่มา: 
MGR ONLINE 11 ธันวาคม 2560

 

การต่อต้านการใช้เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดมลพิษมิได้เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา จังหวัดสงขลา เป็นครั้งแรก

แท้จริงแล้วได้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีโครงการจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เชื้อเพลิง อันก่อให้เกิดมลพิษเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ครั้งหนึ่งในอดีตเมื่อรัฐบาลมีนโยบายจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งใช้แร่ธาตุที่ทำให้เกิดกัมมันตรังสีเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ถ้าเกิดการรั่วไหลออกมาในครั้งนั้น ได้มีกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง และรัฐบาลในยุคนั้นฟังเสียงประชาชนจึงได้ระงับโครงการนั้น

ต่อมาได้มีโครงการจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ้านบ่อนอก ตำบลหินกรูด อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้เกิดกระแสคัดค้านทั้งจากชาวบ้าน และนักวิชาการอย่างรุนแรงถึงขั้นกระทบกระทั่งกัน จึงทำให้โครงการนี้ถูกระงับไป

แต่แนวคิดที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน มิได้ระงับไปด้วย

ดังนั้น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทะเล เกาะแก่งสวยงาม เป็นทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

ด้วยเหตุนี้ ในทันทีที่โครงการนี้แพร่ออกไป กระแสคัดค้านก็ดังขึ้นทั้งจากชาวบ้าน นักวิชาการ และผู้ประกอบการอันเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเช่นโรงแรม เป็นต้น ได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง สุดท้ายโครงการนี้ได้ถูกชะลอออกไป

ถึงแม้ว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้พบกับการต่อต้านมาแล้ว 2 โครงการ แต่ความอยากที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ในทางตรงกันข้าม ความอยากที่ว่านี้ยังคงเกิดขึ้นและคงอยู่ต่อไปด้วยโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และโครงการนี้ก็ถูกต่อต้านในลักษณะเดียวกันกับ 2 โครงการก่อนหน้านี้ ทั้งการต่อต้านมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้จะเห็นได้จากเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำ ครม.สัญจรไปประชุมที่ภาคใต้เป็นครั้งแรก ก็เจอการชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผู้ที่มาชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชาวประมงน้ำตื้นหรือชาวประมงชายฝั่งจับกุ้ง หอย ปู ปลา โดยใช้เรือขนาดเล็กได้รวมตัวกันขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ และมีเจ้าหน้าที่คอยป้องกันไม่ให้เข้าไป ประกอบกับนายกฯ แสดงอาการเกรี้ยวกราดทางวาจากับผู้ชุมนุม จึงเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมถึงขั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยทั้งสองฝ่าย สุดท้ายผู้ชุมนุมถูกจับกุมไป 15 คน แต่ได้รับการประกันตัวไปแล้ว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา บ่งบอกชัดเจนว่า ถ้ารัฐบาลยังคงเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในประเทศไทยรับรองได้ว่าจะต้องมีกระแสต้านในทุกที่

ดังนั้น จึงทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นมาว่า เมื่อประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งจะได้รับมลพิษอันเกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำไมรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่บริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของปวงชน จึงไม่ฟังเสียงของประชาชน และยังจะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโครงการอื่นใดในลักษณะสวนกระแสความต้องการของประชาชน ด้วยเหตุใดจากคำถามดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดคำถามต่อเนื่องว่า หรือว่ามีใครและองค์กรใดได้ประโยชน์จากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมอื่นใด เนื่องจากไปลงทุนทำเหมืองถ่านหินไว้ในต่างประเทศ จึงต้องผลักดันให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับถ่านหินที่ผลิตได้โดยเร็ว เนื่องจากหาตลาดอื่นรองรับได้ยาก เนื่องจากหลายประเทศมีนโยบายจะเลิกใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เพราะเป็นที่มาของการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นเหตุทำให้โลกร้อนทั้งยังทำให้เกิดมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และน่าจะด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีการผลักดันโครงการไฟฟ้าถ่านหินให้เกิดขึ้นให้ได้ แม้จะมีเสียงคัดค้านก็ตาม

ถ้าข้อสมมติฐานข้างต้นถูกต้อง ก็อนุมานได้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเดินเข้าสู่จุดวิกฤตแห่งศรัทธา และสะดุดขาตนเองล้มในที่สุด

จริงอยู่ประเทศไทยมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี ตามสัดส่วนการพัฒนาประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านคมนาคมซึ่งมีโครงการจะนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ เพื่อลดมลพิษอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง แต่ก็มิได้หมายความว่า จะต้องได้มาโดยการแลกกับการสูญเสียอันเกิดจากมลพิษในการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

แท้จริงแล้ว การผลิตกระแสไฟฟ้ายังมีทางเลือกอื่น เช่น การผลิตไฟฟ้าโดยพลังลม แสงอาทิตย์ และการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงจากวัตถุเหลือใช้อันเกิดจากการแยกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ออกเป็น 2 องค์กร โดยมีรูปแบบการจัดตั้ง และมีหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้

1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีสถานภาพขององค์กรยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจดังเดิม แต่มีหน้าที่และความรับผิดชอบลดลงเหลือเพียงการผลิตกระแสไฟฟ้า และจำหน่ายแบบเหมารวมให้แก่บริษัทสายส่งซึ่งแยกออกไป

2. บริษัทสายส่งซึ่งมีรูปแบบการจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชน โดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และองค์กรธุรกิจเอกชนซึ่งมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้เชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ก่อมลพิษ เช่น ผู้ประกอบการฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลสัตว์มากพอจะนำมาผลิตแก๊สชีวภาพ เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าใช้ในกิจการของตนเอง และจำหน่ายส่วนที่เหลือแก่บริษัทสายส่ง เป็นต้น

ถ้าทำได้เช่นนี้ เชื่อได้ว่าความขาดแคลนกระแสไฟฟ้าคงจะไม่เกิดขึ้น และยังป้องกันมลพิษอันเกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้ด้วย 

ภาพ : ENERGY NEWS CENTER ศูนย์ข่าวพลังงาน

by ThaiWebExpert