ภูเขาน้ำแข็งละลาย

ผู้เขียน: 
คอลัมภ์สังคมโลก โดย เลนซ์ซูม
ที่มา: 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2560

 

เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ ภูเขาน้ำแข็งในเอเชียจะลดขนาดลงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม อันเนื่องจากภาวะโลกร้อน ถือเป็นเรื่องเลวร้ายมากต่อประชาชนหลายล้านคนที่พึ่งพาน้ำจืด

คณะนักวิจัยที่เขียนรายงานลงวารสารเนเจอร์ระบุว่า การทำตามเป้าหมายให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจะเป็นภารกิจที่ยากมาก และภาวะโลกร้อนจะทำให้มวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ปกคลุมภูเขาสูงสุดของเอเชียหดตัวประมาณร้อยละ 36 ในปี ค.ศ. 2100 หรือ พ.ศ. 2643 หรืออีก 83 ปีข้างหน้า

ด้วยอุณหภูมิสูงขึ้นที่ 3.5 องศาเซล เซียส, 4.0 องศาเซลเซียส และ 6.0 องศาเซลเซียสตามลำดับ จะทำให้ธารน้ำแข็งหดตัวร้อยละ 49, ร้อยละ 51 หรือร้อยละ 63 ในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ โดยเทือกเขาสูงเอเชียในบริเวณที่ราบสูงทิเบต ถือเป็นแหล่งน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อยู่นอกขั้วโลก และหล่อเลี้ยงแม่น้ำแห่งใหญ่สายต่าง ๆ ของโลก รวมถึงแม่น้ำคงคา, แม่น้ำสินธุ และแม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งประชาชนหลายร้อยล้านคนต้องพึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้

ประเทศต่าง ๆ เกือบ 200 ชาติที่ลงนามข้อตกลงปารีสในฝรั่งเศสเมื่อปี 2558 กำหนดเป้าหมายจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2.0 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกัน ดำเนินความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระดับต่ำสุด 1.5 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า พื้นผิวโลกในขณะนี้มีอุณหภูมิอยู่ที่ 1.0 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญทำนายว่า ระดับน้ำในทะเลจะเพิ่มขึ้น และพายุจะมีความรุนแรงกว่าแต่ก่อน รวมถึงโลกต้องเผชิญภัยแล้งและน้ำท่วมบ่อยขึ้น และโรคระบาด

นอกจากนี้ ผลการศึกษาใหม่ยังพบว่า อุณหภูมิแถบภูเขาสูงของเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส หมายถึงว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในภูมิภาคแถบที่ราบสูงทิเบตเพิ่มราว 2.1 องศาเซลเซียส ผลการศึกษายังทำนายว่า เทือกเขาฮินดูกูชจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นราว 2.3 องศาเซลเซียส และทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นราว 1.9 องศาเซลเซียส

ขณะที่จีนและภูมิภาคเอเชียใต้พึ่งพาน้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งหิมาลัยเอาไว้ใช้สอยหลายอย่าง เช่น เป็นน้ำดื่ม, ผลิตกระแสไฟฟ้า และการชลประทาน แต่ขณะเดียวกัน ภูมิภาคเหล่านี้เผชิญน้ำท่วมอย่างรุนแรงจากการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง กอปรกับมีฝนตกหนัก และพายุรุนแรงขึ้นกว่าเก่า เนื่องจากภาวะโลกร้อน

นอกจากนั้น ผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียหรือเอเอ็นยูระบุว่า เมืองซิดนีย์และเมืองเมลเบิร์นของออสเตรเลียเสี่ยงเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด ด้วยอุณหภูมิทะลุ 50 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนภายในเวลา 25 ปีข้างหน้า แม้ว่าออสเตรเลียจะปฏิบัติตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดปัญหาโลกร้อน ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศควรเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดเช่นกัน

การศึกษาด้านสภาพอากาศครั้งนี้พบว่าอุณหภูมิประจำวันจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.8 องศาเซลเซียส เหนือกว่าอุณหภูมิปัจจุบันในรัฐวิกตอเรียและรัฐนิวเซาท์เวลส์ แม้ว่าออสเตรเลียจะพยายามควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับเป้าหมายหลักของข้อตกลงปารีสคือการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสและพยายามจำกัดไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยการกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ซึ่งเท่ากับระดับที่พืช ดินและมหาสมุทรสามารถดูดซับได้ตามธรรมชาติ

ในทุก 5 ปีจะมีการพิจารณาระดับส่วนร่วมของประเทศต่าง ๆ ต่อการลดการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทาย โดยประเทศพัฒนาแล้วให้การช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาผ่านการจัดสรรเงินทุนเพื่อให้ประเทศเหล่านี้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน.

by ThaiWebExpert