ขอเทพาพูดความจริงกับอำนาจ เหตุใดภาครัฐยังดึงดันผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ผู้เขียน: 
Blogpost โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
ที่มา: 
Greenpeace Thailand กันยายน 18, 2560 v

การสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และมีปริมาณความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คือเหตุผลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 2,200 เมกะวัตต์  แต่จริงหรือที่ไฟฟ้าภาคใต้ไม่มั่นคง ไม่พอใช้? และมีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หรือเป็นเพียงความดึงดันของภาครัฐที่ต้องการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแม้ว่าจะมีผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560 ภาคประชาสังคม และกลุ่มนักวิชาการ รวมถึงเครือข่ายตือโละปาตานี เครือข่ายปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ต่างออกมาแสดงข้อกังวลถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ว่าได้มองข้ามความสำคัญของพื้นที่ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์อย่าง “ตือโละปาตานี” ที่ได้หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนมายาวนาน รวมทั้งมีวิถีวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของจังหวัดสงขลาและปัตตานี

ตือโละปาตานี คือพื้นที่รอบอ่าวปัตตานีตั้งแต่อำเภอเทพาถึงแหลมตาชี ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมายาวนาน เชื่อมร้อยกันตั้งแต่ภูเขา ผืนป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ ไปจนถึงสายน้ำหลายหลากสายที่ไหลลงสู่ทะเล เป็นพื้นที่ที่ก่อกำเนิดวิถีวัฒนธรรมอันเป็นมรดกทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทรงคุณค่าของสงขลาและปัตตานี ซึ่งพื้นที่นี้จะได้รับผลกระทบหากเกิดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น

“เทพาไม่ใช่เมืองโดดเดี่ยว อย่างที่คนบางกลุ่มพยายามให้ความหมาย แต่เป็นพื้นที่ใจกลางที่รายล้อมไปด้วยเมืองน้อยใหญ่ทั้งหาดใหญ่ สงขลา จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย โคกโพธิ์ ยะลา ยะรัง หนองจิก ปัตตานี หากเมืองเทพาเสียหาย เมืองต่างๆ ที่อยู่รายรอบอาจมีผลกระทบร้ายแรงไปด้วย ทะเลเทพาอันเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวปัตตานี  ที่เรียกกันว่า “ตือโละปาตานี” คือท้องทะเลที่เต็มไปด้วยเรือน้อยใหญ่นับพัน ชาวประมงนับหมื่นและชุมชนนับร้อยที่อาศัยอยู่ทำมาหากิน ถือเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่น่าศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่งและเราจะไม่ยอมให้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา มาทำลายแหล่งอาหารที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ” อาจารย์ดิเรก เหมนคร เครือข่ายตือโละปาตานี กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของอำเภอเทพา

อำเภอเทพา คือพื้นที่ทะเลเสื่อมโทรม?

“เขาบอกว่าเทพาคือทะเลเสื่อมโทรม แต่ทะเลแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้มีแต่ปลากระดี่ดังที่ EHIA บอก ที่นี่มีปะการังขนาดใหญ่  มีเรือประมงพื้นบ้านกว่า  2,000 ลำ ป่าชายเลนหมื่นกว่าไร่ เป็นที่พักพึงของสัตว์น้ำวัยอ่อน มีปลาเศรษฐกิจอย่างปลากุเลา ปลากระพงขาว ปลากระบอก และปู ชาวประมงบางคนจับปลาได้ด้วยมือเปล่า  เทพามีส่งออกปลากุเลาไปยังกรุงเทพฯ มีปลาดุกทะเลเป็นอาหารของโลมา แล้วท่านยังบอกว่าทะเลเราเสื่อมโทรม” คุณดอเลาะ อาแว ตัวแทนเครือข่ายตือโล๊ะปาตานี กล่าว

แม้ว่าทะเลเทพาจะไม่ได้มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวโด่งดังเหมือนกับกระบี่ หรือถูกขนานนามว่าเป็นอ่าวทองคำแหล่งผลิตอาหารเหมือนกับอ่าวท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่หากได้ลองไปสัมผัสทะเลเทพาและวิถีของชาวประมงที่นั่นจะพบว่า ความโดดเด่นของเทพาคือความอุดมสมบูรณ์กระทั่งสามารถจับปลาได้ด้วยมือเปล่า แต่ความอุดมสมบูรณ์นี้คือสิ่งที่ไม่ได้ถูกนำมาประเมินผลกระทบในรายงาน EHIA

เรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ของเทพาคงไม่มีใครบอกเล่าได้ดีเท่าคนท้องถิ่น และความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ คือเหตุผลที่เครือข่ายตือโล๊ะปาตานีต้องการปกป้องเทพาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในความต่อหนึ่งจากเสวนา "พลังงาน สิ่งแวดล้อมและสันติภาพ: พูดความจริงกับอำนาจ" อาจารย์ดิเรก เหมนคร ได้เล่าว่า

“โรงไฟฟ้าถ่านหินบอกผมว่าตรงนี้ไม่มีอะไรดีสักอย่างนึง เวลาพูดถึงบ้านเกิด ผมเศร้าว่าทำไมจะต้องเอาที่นี่ ผมรักมันมาก ธรรมชาติที่บ้านเรามันสวย จับปลาได้ด้วยมือเปล่า จับปลากระพงทีละเป็นสิบโล หอยนางรมขนได้เป็นลำเรือสองสามกระสอบ นี่คือชีวิตในป่าชายเลน มีเครื่องมือหาปลาเป็นร้อย ๆ ชนิด แต่ขึ้นอยู่กับวันเวลา ว่าจะใช้เครื่องมือไหนไปเกี่ยวปลาขึ้นมา ไม่มีการใช้เรดาร์ โซนาร์ แต่ดูภูเขาดูต้นไม้เอาและทิ้งเครื่องมือไว้ เช้า ๆ เดินเขี่ยหอยตามทะเล บางคนก็ทอดแห แต่ละวันได้ราวสามสี่ร้อยบ้าน ทะเลตรงนี้ป่าชายเลนตรงนี้สามารถเลี้ยงคนได้เป็นหมื่นเป็นแสนโดยไม่ต้องมีคนจ้างงานสักบาท สาเหตุที่ทะเลตรงนี้สมบูรณ์เพราะมีแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำเทพาไหลมารวมกันจากราวยี่สิบปากแม่น้ำ ชีวิตคนที่นี่มีความสุขมาก แต่วันนี้ทุกอย่างดูเหมือนเป็นนิยาย ผมอยากให้บันทึกไว้ว่า ผมได้เล่าถึงที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย เลี้ยงคนไทยได้นับหมื่น แต่ต่อจากนี้ไปที่ตรงนี้จะถูกสร้างเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ปล่อยควันพิษ มีบ่อขี้เถ้า ถ้ายืนยันได้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ส่งผลกระทบเลย ผมจะมีความสุข”

อ่านข้อมูลด้านความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่จากแผนที่ “ตือโละปาตานี” ได้ที่นี่

รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาระบุว่า การขนส่งถ่านหินลำเลียงด้วยเรือบรรทุกถ่านหินจากต่างประเทศ ขนาดระวางบรรทุก 80,000- 100,000 เดทเวทตัน และขนถ่ายลงเรือบรรทุกถ่านหินขนาด 13,000 เดทเวทตันอย่างน้อย 2ลำแล่นมายังท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินกลางทะเลซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไป ไม่น้อยกว่า 3 กิโลเมตร และมีการขนถ่ายถ่านหินทางเรืออย่างน้อย 100 เที่ยวต่อปี ขนถ่ายถ่านหินเที่ยวละราว 4วันตลอดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะใช้น้ำจากคลองและทะเล โดยความต้องการใช้น้ำทะเลราว 9 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน มีความต้องการใช้น้ำจืดราว 4 พันลูกบาศก์เมตรต่อวัน การสูบน้ำและการระบายน้ำหล่อเย็นจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะระบายลงสู่คลองตูหยงและทะเล ซึ่งจุดนี้ทำให้ชุมชนคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลอย่างแน่นอน

ภาคใต้และประเทศไทยไฟฟ้าไม่พอใช้?

แม้ว่าเจตนารมณ์ของอาจารย์ดิเรก เหมนคร และพี่น้องเครือข่ายตือโล๊ะปาตานี จะได้ถูกบันทึกไว้ในงานเสวนาครั้งนี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการเอาชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นเดิมพันเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน โดยอ้างว่าภาคใต้และประเทศไทยมีไฟฟ้าไม่พอใช้ ซึ่งนักวิชาการหลายต่อหลายคนต่างออกมาคัดค้านในประเด็นนี้ จากการคำนวณข้อมูลกำลังผลิตสำรองไฟฟ้า

“จากความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยและกำลังการผลิต ภาพรวมของการใช้ไฟฟ้า และกำลังผลิตสำรองทั่วประเทศที่เรามีมากถึงร้อยละ 31 และในส่วนเฉพาะภาคใต้ที่มีกำลังผลิตสำรองร้อยละ 17 ซึ่งเกินจากกำหนดเอาไว้ที่ขั้นต่ำร้อยละ 15 โดยทั้งประเทศใช้กำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 29,618 เมกะวัตต์ (เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559) จากการผลิตทั้งหมดราว 41,000 เมกะวัตต์ การพยากรณ์ไฟฟ้าเกินนั้นทำให้ภาระตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าในการจ่ายค่าไฟ ปัญหาหลักของภาคใต้ไม่ใช่ไฟฟ้าไม่พอ แต่เป็นการไม่สามารถส่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เข้าสู่สายส่งเพื่อให้ภาคใต้สามารถพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้ด้วยตนเอง” ดร.เดชรัต  สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาคือการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า?

“ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาไม่ใช่เรื่องของคนนอก แล้วถ่านหินที่จะเอามาใช้นั้นมาจากไหน ไม่ใช่จากต่างประเทศหรือ” ดร.เดชรัต  สุขกำเนิด กล่าวเสริม

ทางออกของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศไทยนั้นไม่ใช้การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และความมั่นคงของพลังงานไม่ใช่การนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาระบุว่า จะมีการขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลียหรือแอฟริกาใต้มากกว่า 21,000 ตันต่อวันหรือกว่า 8 ล้านตันต่อปี เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 12 ล้านตันต่อปี และเกิดเถ้าลอย ที่ปนเปื้อนโลหะหนักเป็นพิษ เช่น ปรอท ตะกั่วและสารหนูมากกว่า 1,200 ตันต่อวัน

รศ.ดร.ชาลี  เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็นความมั่นคงทางพลังงานว่า “เครือข่ายพลังงานที่ดีต้องมี มีประสิทธิภาพ คือ ผลิตที่ไหน ใช้ที่นั่น ลดการสูญเสียมากที่สุด ทางออกของไทยในการมีพลังงานใช้อย่างยั่งยืน คือ การทะยอยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ไม่สร้างใหม่ หันมาพัฒนาเทคโนโลยีในการใช้พลังงานหุมนเวียน เช่น smart grid ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ และแบตเตอรี รวมถึงส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งด้วย เพราะไฟฟ้าผลิตที่ไหนใช้ที่นั่นดีที่สุด ใช้ชุมชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ซึ่งจะเกิดได้เมื่อเราเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์พลังงาน ด้วยการปรับนโยบายของรัฐ เปลี่ยนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในแผนพีดีพี มีความโปร่งใสเป็นธรรม ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน เน้นการพึ่งพาตนเอง มิใช่ปล่อยให้อยู่ในกำมือของกลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อนและอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเพียงฝ่ายเดียว”

การดำเนินโครงการถ่านหินเทพาจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ถูกย้ายออกกว่า 148 ครัวเรือน พื้นที่มัสยิด กุโบร์  รวมถึงศาสนสถานและโรงเรียนมากกว่า 20 แห่ง ซึ่งยังไม่รวมถึงผลกระทบทางสุขภาพในแต่ละด้านที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชน ข้อชี้แจงของคนในชุมชนและนักวิชาการต่างบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความไม่จำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งค้านกับเหตุผลรัฐที่ต้องการผลักดันโครงการ แล้วอะไรเล่าคือความจำเป็นที่มีเหตุผลดีพอที่จะยอมแลกด้วยวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน 

by ThaiWebExpert