เพิกเฉย PM2.5 ประเทศไทยพลาดเป้าการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ผู้เขียน: 
นันทิชา โอเจริญชัย
ที่มา: 
Greenpeace Thailand 14 กรกฎาคม 2560


เกือบหนึ่งปีหลังจากที่สหประชาชาติโลก หรือยูเอ็น (UN) ได้ประกาศ “
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ในปีพ.ศ. 2559 ซึ่งรัฐบาลไทยได้เริ่มดำเนินการแผน โดยมีมติกำหนดให้มี 30 ประสงค์เร่งด่วนที่จะต้องเร่งรัดดำเนินการในช่วง 5 ปีแรก จากเป้าหมายทั้งหมด 17 ประการและ 169 เป้าประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนแต่ใน 30 เป้าประสงค์นี้ ไม่มีข้อไหนเลยที่กล่าวถึงเรื่องมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM2.5 ที่กำลังเป็นประเด็นเร่งด่วนของประเทศไทย

รายงานดัชนีประสิทธิภาพ SDGs ปี พ.ศ. 2560 ของ UN
 เผยว่าประเทศไทยได้รับคะแนน 25.8 เต็ม 100 ในเรื่องของ “ระดับ PM2.5 (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ในเขตเมือง” ทั้งนี้จากการจัดระดับมลพิษทางอากาศของเมืองโดยกรีนพีซพบว่าทั้ง 19 พื้นที่มีความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปในเวลา 1 ปี ตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก(10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)และเกินค่ามาตรฐานของประเทศไทยเองที่ตั้งไว้อยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้น ไทยถูกจัดอันดับว่า “แย่” ในอีกหลายด้าน รวมทั้ง “การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคผลิตพลังงาน” และ “ความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังล้าหลังอยู่ในเรื่องของการต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตัวชี้วัดการปล่อยมลพิษทางอากาศของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM2.5
 เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย 11ซึ่งมุ่งที่จะ “ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของประชากรมีความปลอดภัยทั่วถึง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Sustainable Cities and Communities) ส่วนในการจัดเรียงของสถิติทางการของประเทศไทยก็ได้ระบุว่า “ประชากรในเขตเมืองได้รับมลพิษทางอากาศกลางแจ้งเกินค่ามาตรฐานตามค่าที่กำหนดขององค์การอนามัยโลก” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเช่นเดียวกัน แม้ว่าเป้าหมายเหล่านี้จะควบคู่ไปกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอื่นๆโดยเฉพาะเป้าหมาย 3: การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เป้าหมาย 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมาย 15: การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภาคพื้นดิน ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพอากาศ แต่ยังดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยยังคงเพิกเฉยกับฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกวินาที

อันที่จริงแล้ว แต่ละเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน นั้นมีความเชื่อมโยงกับ การพัฒนาที่ยั่งยืนทุกเป้าหมาย โดยส่งเสริมเป้าหมายซึ่งกันและกัน การปรับปรุงในเรื่องหนึ่งไม่เพียงแต่ช่วยบรรลุความสำเร็จในด้านนั้นๆเพียงด้านเดียว แต่ยังคงช่วยแก้ไขปัญหาในด้านอื่นๆไปอีกด้วย ทั้งนี้การดำเนินแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะไม่ถูกจุดประสงค์ของมันเลย หากรัฐบาลเน้นปรับปรุงด้านใดด้านหนึ่ง โดยที่ละทิ้งเป้าหมายอื่น ๆ ไว้จัดการทีหลัง การบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนรัฐบาลจำเป็นที่จะพัฒนาทั้งระบบไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากว่าฝุ่นพิษ PM2.5 เป็นอีกหนึ่งต้นตอที่กระทบต้นทุนชีวิตของประชาชน จึงควรเป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลต้องมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน



ในปีนี้ รัฐบาลไทยได้ประกาศนำการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาผูกโยงกับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เพื่อที่จะเดินแผนไปในทิศทางเดียวกันกับที่วางไว้ก่อนหน้า แต่สิ่งที่เป็นปัญหากับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทยนั้น คือการที่ขาดคำว่ายั่งยืนไป และการที่ขาดคำนั้นจะทำให้การดำเนินแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDG นั้นไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง

ขณะนี้ดูเหมือนว่าจุดหมายปลายทางเดียวของรัฐบาลคือการพัฒนา โดยมุ่งการเจริญเติบโตทางเงินและการผลาญทรัพยากร ดูตัวอย่างจากการพัฒนาเมืองหลวงและอีกหลายเมืองที่กำลังรุดพัฒนาที่กำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหามลพิษทางอากาศที่คร่าชีวิตของประชาชนหลายหมื่นคนต่อปี หลักของการพัฒนาอาจหมายถึงเมืองที่ใหญ่ขึ้น แต่หลักของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นย่อมหมายถึงการพัฒนาเมืองที่ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วประเทศไทยจะหวังที่จะพัฒนาอย่างแท้จริงได้อย่างไร หากคนไทยยังต้องทนใช้ชีวิตในเมืองที่เต็มไปอากาศสกปรก

by ThaiWebExpert