ปรับ...เพื่อเปลี่ยน "7 ข้อคิด"กู้วิกฤติป่าสงวน!!

ผู้เขียน: 
โดย “นริศ ขำนุรักษ์”
ที่มา: 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit วันที่ 15 มีนาคม 2560


หากกรมป่าไม้ยังไม่ปรับเปลี่ยนเลย และยังทำงานแบบที่เป็นอยู่ต่อไป เตรียมนับเวลาถอยหลังได้เลยว่า...
ต้นไม้ต้นสุดท้ายจะถูกทำลายรวมทั้งป่าสงวนแห่งชาติไร่สุดท้ายจะถูกบุกรุกในเร็ววันนี้

จากข้อมูลที่ว่า...ประเทศไทยมีป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด 1,221 ป่า และกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ช่วยดูแลระบบนิเวศน์ให้มีความสมดุลย์ และเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งช่วยในการพัฒนาประเทศชาติ

 

แต่จากหลายสาเหตุด้วยกันทำให้ในปัจจุบัน ป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนใหญ่มีสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ที่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ก็เหลืออยู่น้อย โดยเฉพาะที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กรมป่าไม้ นับว่าเหลือน้อยมากหรือแทบไม่เหลือเลย แต่ถ้า ป่าสงวนแห่งชาติ ที่อยู่ในรูปป่าชุมชน หรือรูปแบบอื่นก็ยังจะพอมีที่อุดมสมบูรณ์ให้เห็นอยู่บ้าง

 

ด้วยนโยบายของรัฐบาลชุดนี้และข้อกำหนดของคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยเฉพาะความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการจะทำให้ ป่าสงวนแห่งชาติ ที่เหลืออยู่ไม่ถูกบุกรุกอีกต่อไป และต้องการฟื้นฟูป่าที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมให้มีสภาพกลับฟื้นคืนมาใหม่ จึงมีแนวคิดยึดคืนผืนป่าและแก้ปัญหาเขาหัวโล้นขึ้นมา เป็นหนึ่งในการคืนความสุขให้กับประชาชนในยุคปฎิรูปนี้ จึงมีการผลักดันกันอย่างจริงจัง โดยให้ กรมป่าไม้ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และต้องตอบโจทย์ในการแก้ปัญหานี้ทั้งหมด

 

หากการทำงานใน กรมป่าไม้ เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ทำแบบเช้าชามเย็นชาม ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ทำแค่เฉพาะหน้าเพื่อให้ได้ผ่านไปวันๆ และทำเพื่อเอาตัวรอด โดยใช้ปากเป็นอุปกรณ์ในการทำงาน พฤติกรรมการทำงานแบบนี้ไม่อาจดูแลรักษาป่าที่เหลือเอาไว้ได้ และไม่สามารถฟื้นฟูป่าให้กลับมามีความสมบูรณ์เหมือนในอดีตได้ หรือไม่สามารถตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาได้

 

โดยข้อเท็จจริงในขณะนี้ จะเห็นว่าสภาพการทำงานเช่นนี้มีอยู่จริง จึงทำให้บางคนร่ำรวย มีชีวิตส่วนตัวอยู่อย่างสะดวกสบาย มีชีวิตการทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ น่าชิงชังรังเกียจมาก

 

หากการทำงานใน กรมป่าไม้ เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าวทำเพื่อเป้าหมายในทางอนุรักษ์ คือมีเป้าหมายทั้งป้องกันปราบปรามไม่ให้มีการบุกรุกทำลาย และมีการฟื้นฟูสภาพป่าให้อำนวยประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ การทำงานแบบนี้ต้องทุ่มเททั้งร่างกายและสติปัญญา โดยเฉพาะหัวใจต้องกล้าหาญเด็ดเดี่ยว การทำงานแบบนี้ใน กรมป่าไม้ ก็มีอยู่ ซึ่งน่าชื่นชมยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

 

จากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่าเป็นไปได้ยากที่ กรมป่าไม้ จะทำงานให้ประสบความสำเร็จหรือตอบโจทย์ของปัญหาดังกล่าวได้ เพราะมีเงื่อนไขและปัญหาที่มากมายและซับซ้อน จึงอยากเสนอเป็นข้อคิดว่า ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบ วิธีคิด ในการทำงานเสียใหม่ ตลอดจนต้องแก้กฎหมาย เพิ่มอำนาจและภารกิจ เพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายในการป้องกันรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า อาทิเช่น

 

1. ต้องตั้งหัวหน้าป่าสงวนแห่งชาติให้ครบทั้ง 1,221 ป่า ซึ่งป่าจะเล็กจะใหญ่ไม่สำคัญ จะมีป่าเหลืออยู่เท่าไหร่ก็ไม่ว่า หรือไม่เหลือเลยก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรให้มีการควบ 2-3 ป่า ต่อหัวหน้าหนึ่งคน ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์และไม่สามารถเป็นจริงแต่อย่างใดในทางปฏิบัติ ทางที่ดีควรแต่งตั้งหัวหน้าให้ครบและเหมาะสมกับภารกิจของแต่ละป่าที่มีความแตกต่างกัน

 

2. ป่าสงวนแห่งชาติใดมีสภาพป่าหลงเหลืออยู่ ควรปกป้องให้ได้ 100% ไม่ให้มีการบุกรุกอีกโดยเด็ดขาดแม้แต่ไร่เดียว หากปล่อยให้มีการบุกรุกก็จะย้ายหัวหน้าและผู้ช่วยทันทีเหมือนกับตำรวจที่ย้าย 5 เสือโรงพัก เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในป่าสงวนที่มีสภาพแบบนี้ต้องมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดี มีจิตใจที่เข้มแข้งกล้าหาญ มีอุดมการณ์ที่สูงส่ง มีความพร้อมในการทำงาน ไม่ควรรอหน่วยเฉพาะกิจเข้ามาดำเนินการให้

 

3. ป่าสงวนแห่งชาติที่ยังมีสภาพป่าที่สามารถฟื้นฟูได้ ก็ใช้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการปลูกและฟื้นฟูป่า โดยเฉพาะต้องมีศิลปะในการทำงานกับประชาชน เพื่อขอทั้งผืนป่าและขอความร่วมมือปลูกป่าร่วมกัน โดยเฉพาะกับชนกลุ่มน้อย จำเป็นต้องมีความสามารถเฉพาะ ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าทุกคนจะทำได้

 

4. ป่าสงวนแห่งชาติแห่งใดที่ไม่สามารถปลูกและฟื้นฟูป่าได้ ก็ให้ทำการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อเพิ่มสัตว์ป่าแล้วคืนให้ป่าธรรมชาติหรือผลิตให้ภาคเอกชนที่มีความต้องการเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ โดยอาจต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดทางให้ทำได้

 

5. ป่าสงวนแห่งชาติใดที่มีสภาพที่เหมาะสมเพื่อการท่องเที่ยวก็ให้จัดการป่าสงวนแห่งนั้นเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งป่าสงวนแห่งชาติหลายที่สามารถทำได้ โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญออกแบบให้เหมาะที่จะทำเพื่อการท่องเที่ยว เป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลอีกทางหนึ่ง

 

6. ป่าสงวนแห่งชาติบางป่าจัดทำเป็นแปลงเพาะชำกล้าไม้ เพื่อทำหน้าที่ผลิตกล้าไม้ป้อนให้พื้นที่อื่น หน่วยงานอื่น และประชาชนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถผลิตเพื่อการค้าได้ จะเห็นได้ว่าเอกชนที่ผลิตกล้าไม้ประสบความสำเร็จก็มีอยู่มากมาย

 

7. ป่าสงวนแห่งชาติที่ไม่มีป่า ไม่มีภารกิจด้านป่าไม้โดยตรงก็ควรทำงานให้ความรู้กับเด็กในโรงเรียน รวมทั้งเยาวชนทุกระดับ ทุกสถาบัน ตลอดจนให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ผ่านสื่อต่างๆ ตลอดจนทำกลุ่ม ชมรม และเครือข่ายทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทุกด้านและกระจายทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

หากได้มีการแก้กฎหมาย เปลี่ยนระเบียบ ปรับการทำงานทั้งวิธีการและแนวคิด หาคนดีมีฝีมือมาทำงาน เชื่อว่า กรมป่าไม้ จะป้องกันและรักษาป่ารวมทั้งฟื้นฟูป่าได้ เพราะถ้าหากไม่เป็นเช่นนี้ คือ ไม่ปรับเปลี่ยนเลยทำงานแบบที่เป็นอยู่ต่อไป

 

เชื่อว่าเตรียมนับเวลาถอยหลังได้เลยว่า ต้นไม้ต้นสุดท้ายจะถูกทำลาย รวมทั้งป่าสงวนแห่งชาติไร่สุดท้าย จะถูกบุกรุกในเร็ววันนี้

…..............................................

คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit

โดย นริศ ขำนุรักษ์

ขอบคุณภาพจาก กมธ. ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯ 

by ThaiWebExpert