เร่งเปลี่ยนคน-รีบปฏิรูประบบ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย!

ผู้เขียน: 
นริศ ขำนุรักษ์
ที่มา: 
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง By Narit เดลินิวส์ วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2559


ต้องมี “การปฏิรูประบบ” จึงจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ได้ และต้อง “เปลี่ยนแปลงคนบางคน” ในบางตำแหน่งไปพร้อมๆ กัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมถึงจะแก้ไขได้ และปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ “เร่งรีบทำ” เถอะครับ

ไม่เหนือความคาดหมายใดๆ เลย ที่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ภายใต้การบริหารโดย นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรม คพ. และว่าที่ปลัดกระทรวง ทส.คนใหม่ ได้รับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ จาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท.) เป็นอันดับ 1 ในกระทรวง ทส. และเป็นอันดับที่ 28 จาก 148 หน่วยงานระดับกรม และจากหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 8,279 หน่วยงาน โดย คพ.ได้ 83.59 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานที่สูงมาก

ข่าวนี้ ทำเอาคนที่ใน “วงการทรัพยากรธรรมชาติ” ตลอดจนคนที่สนใจงานด้านสิ่งแวดล้อม มีหัวใจกระชุ่มกระชวยขึ้นมาบ้าง เพราะมีข่าวคราวดีๆ มาให้ชื่นชมกัน และข่าวดีนี้ก็เกี่ยวข้องอยู่กับคนที่กำลังจะเข้าสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวง อันเป็นตำแหน่งสำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่งใน กระทรวง ทส. ในเร็วๆ นี้ด้วย นอกจากข่าวนี้จะเป็นข่าวดีแล้ว ยังเป็นข่าวที่ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาอีกด้วย

เพราะก่อนหน้านี้ข่าวส่วนใหญ่ใน กระทรวง ทส. จะเป็นข่าวที่เศร้าใจและสะเทือนใจ บาดความรู้สึก ทำลายความหวัง ทำให้รู้สึกหดหู่อย่างต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้ว เช่น ข่าวที่ว่าบางกรม “ยึดคืนฝืนป่าล้มเหลว” ยึดได้เพียงเฉพาะในเอกสารการจับกุม แล้วรายงานเท็จว่าทำได้จริง แต่ของจริงผู้กระทำผิดยังคงอยู่และทำมาหากินอยู่เช่นเดิม ปล่อยปละละเลยจนเขาหัวโล้นไปทั่ว แล้วแก้ไขฟื้นฟูอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีพื้นที่ป่าที่ยึดคืนมาได้แต่อย่างใด ดีแต่ออกทีวีหลอกผู้บังคับบัญชาและประชาชนไปเรื่อยๆ ข่าวแบบนี้ก็เห็นได้อยู่บ่อยครั้ง ข่าวที่ว่าบางกรมบางยุค “ผู้บริหารทำงานในหน้าที่ล้มเหลว” เพราะมัวแต่บริหารให้พวกเอง หรือเพื่อนร่วมรุ่นว่าจะให้ไปอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้รวมหัวกันหาผลประโยชน์ ปล่อยให้ภารกิจในหน้าที่เป็นไปตามยถากรรม และคงมีสภาพที่เลวร้ายแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลง แม้หัวระดับสูงไม่กระดิก แต่หางระดับอธิบดียังกระดิกแรงมากๆ เช่นเดิม นี่ก็เป็นข่าวที่มีมาเสมอ ข่าวที่ว่าบางกรมก็ “ทำแต่งานอีเวนท์” ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ใช้บริการเอกชน จนกลายเป็นมืออาชีพด้านนี้ ที่หน่วยอื่นต้องมาขอคำปรึกษาและดูงาน มีดารานักแสดงเดินเข้าออกห้องอธิบดีเหมือนโรงถ่ายละคร หรือสตูดิโอ ทิ้งภารกิจที่แท้จริงที่ต้องดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ข่าวแบบนี้ก็มีให้ได้เห็นกันมาเป็นระยะๆ ข่าวที่ว่าบางกรมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำ ทั้งเพื่อการบริโภค หรืออุปโภค และน้ำเพื่อการใช้เป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและด้านอื่นๆ แต่ผู้บริหารบางยุค มีข่าวคราว “การหาผลประโยชน์” ไม่เคยจางหาย เล็กน้อยยิบย่อยเอาหมด สร้างรอยบาปไว้กับกรมและแผ่นดิน ทำลายโอกาสและความสุขของประชาชนและประเทศชาติ นี่ก็เป็นข่าวใหญ่ที่มีมาเสมอ ข่าวที่ว่าบางกรมมีกำลังมาก มีอาวุธครบครัน แทนที่จะใช้กำลังไปปกป้องทรัพยากรป่าไม้ แต่ผู้บริหารบางยุค แปรมาเป็นกำลัง “รับใช้นักการเมือง และกลุ่มการเมือง” จนถึงกับถูกปลดอาวุธจากหน่วยงานทหารมาแล้ว เพราะไม่ไว้วางใจในพฤติกรรม นี่ก็เป็นข่าวใหญ่และเป็นเรื่องจริงเสมอมา

สำหรับ กรมมลพิษ แม้บางช่วงฝ่ายการเมืองและผู้บริหารกรมได้สร้างรอยด่างไว้บ้างในอดีต เช่น จากกรณีคลองด่าน แต่โดยภาพรวมของข้าราชการ และของเจ้าหน้าที่กรมนี้ มีจิตวิญญาณที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง มีอุดมการณ์ที่จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ข้องแวะหาผลประโยชน์ซะเป็นส่วนใหญ่

จากที่กระผมเคยทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน ตลอดจนในขณะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนฯ ได้พบเห็นว่ากรมนี้ มีคนดีที่มีอุดมการณ์อยู่มากมาย และในฐานะผู้แทนราษฎรก็เคยอภิปรายขอให้รัฐบาลในขณะนั้น ให้คืนงบประมาณที่ตัดปรับลดไปของกรมนี้ ซึ่งความจริงก็ได้ไม่มากอยู่แล้ว เพื่อจะเอาไปให้หน่วยงานอื่นอีก ให้คืนกลับมาเพื่อให้กรม คพ.ได้ทำงานให้คล่องตัวขึ้น และเป็นไปตามเป้าหมาย

สำหรับรายละเอียดของดัชนีชี้วัดในการประเมินก็มีด้วยกัน 5 ดัชนี ได้แก่ 1.ความโปร่งใส 2.ความพร้อมรับผิด 3.การปลอดทุจริตในการปฏิบัติงาน 4.วัฒนธรรม คุณธรรมในองค์กร 5.คุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน

โดย คพ.ได้คะแนนสูงสุดในดัชนีที่ 3 คือ “การปลอดการทุจริตในการปฏิบัติงาน” 96.13 % ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2560 คพ.ตั้งเป้าหมายให้ไปถึงอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ ซึ่งเชื่อว่าภายใต้การกำกับดูแลของปลัดกระทรวงและ รมต.ท่านนี้จะสามารถทำได้

ในสภาพการณ์ของ กระทรวง ทส. ขณะนี้ เห็นด้วยกับ รมต. ทส.ในการเลือก นายวิจารย์ อธิบดีกรม คพ. ให้ขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวง ทส. เพราะตัวนายวิจารย์เองก็ไม่มีประวัติด่างพร้อยในเรื่องผลประโยชน์ จึงเหมาะที่จะรับผิดชอบบริหารงานในขณะนี้ และจากผลงานบริหารกรม คพ.จนได้รับการประเมินเช่นนี้ เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการให้หน่วยงานอื่นในกระทรวง ทส. ปรับตัวกลับมาอยู่ในแถวได้ เพราะที่กระทรวง ทส.เชื่อว่า รมต. ทส. คงสนับสนุนให้ปลัดกระทรวงทำงานตามความตั้งใจได้อย่างเต็มที่

แต่สำหรับบางกรม เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะทำให้การดำเนินงานเป็นไปตามดัชนีดังกล่าว เพราะพฤติกรรมผู้บริหารบางคน ไม่เคยมีความโปร่งใสเป็นสีเทาๆ ตลอด มีการทุจริตในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ขาดความพร้อม ขาดความรับผิดชอบ ทำงานฉาบฉวยตลอดจนวัฒนธรรม คุณธรรมในองค์กร และในบางบุคคลมีปัญหา ไม่เคยมีการทบทวนแก้ไขแต่อย่างใด

จึงเป็นเรื่องท้าทายที่สุดของ กระทรวง ทส. ที่ รมต.ทส.และปลัดกระทรวง ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง เพื่อจะทำให้ทุกกรมใน กระทรวง ทส. มีคะแนนการประเมินดีขึ้น โดยเฉพาะกรมใหญ่ๆ ที่คะแนนรั้งท้ายอยู่มาก ให้มีคะแนนการประเมินมากขึ้น หรือให้ใกล้เคียงกับ คพ.ได้

ต้องมี “การปฏิรูประบบ” จึงจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ได้ และต้อง “เปลี่ยนแปลงคนบางคน” ในบางตำแหน่งไปพร้อมๆ กัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมถึงจะแก้ไขได้ และปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ “เร่งรีบทำ” เถอะครับ 

by ThaiWebExpert