มองไปข้างหน้ากับปัญหาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
Energy Saving วันที่ 11 เมษายน 2559
ที่มา: 
http://www.energysavingmedia.com/


การจัดการปัญหาโลกร้อน ในปัจจุบันมีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากการประชุมที่ฝรั่งเศสที่ผ่านมา ได้เห็นมุมมองใหม่ต่อการจัดการที่ต้นทาง รวมทั้งประเทศมหาอำนาจ ประเทศที่มีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสูง จากการพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้ต้องหันเหจากวิธีการเดิม ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ในวันนี้ทุกภาคส่วนต่างลงมาร่วมรับผิดชอบ  เช่น ประเทศจีน ประกาศเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง มีความชัดเจน  กลุ่มนักวิจัยปัญหาโลกร้อนมองถึงการลดกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ เช่น การจัดการฟาร์มปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้เป็นฟาร์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การคำนึงถึงวัฏจักรการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการกำจัดของเสียที่เคยละเลยในทุกกระบวนการมากขึ้น

ในการมองไปข้างหน้าต่อปัญหาโลกร้อน มาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจนรับรู้ได้ เช่น ความแห้งแล้ง ความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ในระดับประเทศ การจัดการยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติ และการจัดการที่ดิน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์และความเป็นธรรมต่อการพัฒนาที่เกิดขึ้น จึงมีการวางแผนในลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ  เน้นการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติมากขึ้น  การเพิ่มพื้นที่ป่าของแต่ละประเทศที่มีการบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลายพื้นที่จึงหันกลับมาปลูกป่าทดแทนกันมากขึ้น



ในเรื่องการค้าและการกำหนดมาตรการต่าง ๆ การลดปัญหาภาวะโลกร้อนต้องทำอย่างมีกติกา การจัดการพลังงานจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาทางเลือก เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จึงมีการเน้นพลังงานทางเลือก เช่น จากแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ หรือการวิจัยและพัฒนาพลังงานใหม่ขึ้นมาทดแทน  ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ถูกหยิบยกมาพิจารณาเป็นการมองไปข้างหน้าถึงการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อโลกใบนี้ โดยเฉพาะภาวการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสู่อนาคตที่นับวันจะเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก

สิ่งที่อยากให้พิจารณาถึง และเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วมกันคือ การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่การรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง หรือการรณรงค์ชั่วครั้งชั่วคราว แต่หมายถึง การออกกฎกติกาของโลกที่ต้องทำร่วมกันอย่างจริงจัง  และมีผลในทางปฏิบัติ โดยในบทความนี้แบ่งออก 2 กลุ่มสำคัญ กลุ่มแรก คือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก เช่น จีนหรือสหรัฐอเมริกา ต้องมีมาตรการลดผลกระทบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งไปที่การใช้พลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง มีค่าเป้าหมายที่ชัดเจน และทำนายถึงอนาคตที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก   กลุ่มที่สอง เป็นประเทศกำลังพัฒนา และได้รับผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ต้องมีมาตรการในการปรับตัวและเฝ้าระวังความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ภาวะความแห้งแล้งที่ยาวนาน การเกิดผลกระทบต่อสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงของประชากร ได้แก่ เด็ก และผู้สูงอายุ เป็นต้น ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด นั่นหมายถึง นโยบายของกลุ่มประเทศเหล่านี้ต้องเน้นการดำรงอยู่ในปัจจุบันและอนาคตในภาวะที่มีความรุนแรงของปัญหาภาวะโลกร้อน อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต การประกอบอาชีพที่เคยสุขสบายอาศัยในสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีความขาดแคลนมากขึ้น



วันนี้มนุษย์ชาติได้รับความทุกข์และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากที่เคยคิดว่าเป็นปัญหาที่ไกลตัว กับเป็นปัญหาที่ได้รับผลกระทบและรู้สึกได้ในปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การฟื้นฟูสภาพเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่การอยู่ร่วมกันในสภาพที่เปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องทำให้ได้  ในประเทศที่มีความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลง เช่น ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเล หรือภาวะความแห้งแล้งที่ทำให้การเกษตรกรรมที่เคยใช้น้ำเยอะ อาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกอย่างมาก  ความสำคัญคือการช่วยเหลือกัน การพัฒนาและวิจัยที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ต้องมีความรับผิดชอบ และมีความเป็นธรรมต่อความร่วมมือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง งบประมาณที่ต้องทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สุดท้ายเราหวังว่าในอนาคตความรับผิดชอบของแต่ละประเทศจะมีมากขึ้น โดยการแสดงออกที่มีผลอย่างแท้จริงในการพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม และยอมรับต่อปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นของทุกคนที่ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง  โดยเฉพาะเมื่อโลกร้อนนั้นกำลังส่งผลทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างเร็วมาก เมื่อน้ำแข็งละลายทำให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติเป็นอย่างมาก และผลกระทบโดยตรงเลยก็คือทำให้ระดับน้ำทะเลนั้นสูงขึ้นจากปกติ ทั่วโลกก็จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะประเทศที่มีความสูงจากน้ำทะเลไม่มากนัก รวมทั้งประเทศไทยของเราก็จะถูกน้ำท่วมหายไปเป็นบางส่วนด้วย ในอนาคตกรุงเทพมหานครก็จะจมไปอยู่ใต้ทะเล นั่นคือ อนาคตที่เราไม่อยากเห็น และหลายประเทศกำลังเข้าสู่หายนะเช่นที่กล่าวมาแล้ว

ในวันนี้เราได้คุยกันประชุมกันมากมาย แต่ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังไม่หยุดยั้งและไปในทิศทางที่เลวร้าย ความหวังของมนุษย์ชาติคือความต้องการให้สิ่งบ่งชี้ต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่ากำลังจะได้รับการแก้ไขและลดอัตราการเปลี่ยนแปลงจากที่เราได้รับรู้กันอยู่ในขณะนี้ ภาพของหมีขั้วโลกที่เราเห็นถึงการไม่มีที่ยืนเพราะน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย บนกระแสของไอร้อนที่ไหลผ่านในบริเวณขั้วโลกได้รับการจัดการอย่างจริงจัง  ความหวังในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับปัจจุบันที่จะทำอย่างจริงจังในทุกภาคส่วน




ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ http://www3.epa.gov/climatechange
http://
www.americantraditions.org
http://
static6.businessinsider.com
https://
inavukic.files.wordpress.com
เรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com 

by ThaiWebExpert