มองปัญหาสิ่งแวดล้อม…ภัยพิบัติจากปัจจุบันสู่อนาคต

ผู้เขียน: 
Energy Saving
ที่มา: 
www.EnergySavingMedia.com วันที่ 30 มีนาคม 2559


ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายมนุษยชาติมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases : GHGs) สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากจนเกินสมดุลธรรมชาติ ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นโลกไม่สามารถระบายออกสู่บรรยากาศชั้นนอกของโลกได้ จึงเกิดการกักเก็บความร้อนหรือที่เรียกกันว่า ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) และทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ การละลายของภูเขานํ้าแข็งและธารนํ้าแข็ง การเพิ่มขึ้นของระดับนํ้าทะเลและมหาสมุทร ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และการเกิดพายุและภัยธรรมชาติที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น การเกิดแผ่นดินไหวที่เนปาล เป็นต้น

มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อประชากรโลกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาโลกร้อนนับเป็นปัญหาร่วมกันของทุกประเทศ  ซึ่งจะแก้ไขโดยประเทศใดประเทศหนึ่งมิได้ ผลกระทบของโลกร้อนตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่จะเกิดขึ้นในขณะเดียวกับที่สังคมและระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งจะทำให้เรามีกลุ่มประชากรที่เปราะบางต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น ในขณะที่พฤติกรรมการผลิตและการบริโภคซึ่งสร้างภาระเพิ่มขึ้นให้แก่สิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ กระแสโลกาภิวัตน์ด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว และการย้ายถิ่น จะทำให้ความเสี่ยงต่อการกระจายของโรคอุบัติใหม่เพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับความเสี่ยงและผลกระทบด้านอื่น ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังจะตามมา เมื่อมองไปข้างหน้าอนาคตของมนุษยชาติ รวมทั้งคนไทยย่อมมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น มีความเสี่ยงสูงขึ้น แม้ว่าในทุกวิกฤต จะมีโอกาส แต่โอกาสจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสารสนเทศที่แน่นแฟ้นอยู่บนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้


ประเด็นสำคัญของการมองอนาคต คือ การวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ การติดตามสถานการณ์ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่จะส่งผลถึงอนาคต ประเด็นสำคัญดังกล่าวจึงต้องสะท้อนถึงความเป็นจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในประเทศไทย ภาวะความแห้งแล้งในบางพื้นที่มีโอกาสที่จะประสบความเปลี่ยนแปลง และความแปรปรวนต่างกัน  เช่น บางจังหวัดจะร้อนและแล้งขึ้น บางจังหวัดจะมีฝนตกมากขึ้นแต่กระจุกตัว ดังนั้น ภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น นํ้าหลาก ดินถล่ม คลื่นพายุ (Storm surges) ที่จะเกิดในแต่ละอำเภอและตำบลจะไม่เหมือนกัน นัยยะทางนโยบาย ก็คือ มีความจำเป็นที่จะต้องกระจายอำนาจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น รวมทั้งให้ความรู้ งบประมาณที่จำเป็น เพราะการแก้ไขปัญหาแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน รัฐบาลไม่ควรมีนโยบายประชานิยมสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน ตรงกันข้ามนโยบายสาธารณะที่อาจจะต้องมีในอนาคต ก็คือ การตั้งรับ ปรับตัว โดยอาศัยมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีน้ำมัน ภาษีเชื้อเพลิง จึงต้องมีมาตรการในปัจจุบันที่จะต้องเข้มข้น ทั้งการส่งเสริมพลังงานทางเลือกอื่น ๆ พลังงานทดแทน การกำหนดมาตรฐานเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพของการใช้พลังงานให้เพิ่มมากขึ้น รองรับกับการพัฒนาในปัจจุบันและอนาคต



การขยายตัวของเมืองใหญ่ สะท้อนให้เห็นปัญหาการจราจร การคมนาคมขนส่งที่ไม่เพียงพอ และมีปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นมากมาย ในอนาคตปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของเมืองจึงเป็นปัญหาที่จะแสดงให้เห็นถึงระบบการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการวางผังเมืองเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองอย่างแท้จริง ในประเด็นการกระจายอำนาจที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน คือ การให้อำนาจทางกฏหมายและต้องมีงบประมาณรองรับในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาขยะของเมือง หากมีแต่กฎหมาย ไม่มีงบประมาณหรือการสนับสนุนที่เหมาะสมจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ต้องมีการกระจายงบประมาณอย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานคร เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด การขยายตัวของเมืองใหญ่ จากการที่มีประชากรอพยพย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลตลอด 50 ปี ที่ผ่านมา เป็นผลให้กรุงเทพมหานครคงสภาพการเป็นเอกนคร (Primate city) และทวีความเหลื่อมลํ้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมกับพื้นที่อื่นในประเทศ จากการคำนวณดัชนีความเป็นเอกนคร (Primacy index) ซึ่งเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครและพื้นที่เมืองที่ต่อเนื่องกับจำนวนประชากรของเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศในช่วงเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา พบว่า มหานครกรุงเทพยังเป็นศูนย์กลางความเจริญของประเทศไทย  แม้ว่ารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยได้พยายามดำเนินนโยบายการกระจายความเจริญไปสู่เมืองหลักในภูมิภาคมาแล้วก็ตาม แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความเป็นเมืองและความเป็นเอกนครของประเทศไทยมีทีท่าว่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลานาน จะต้องคำนึงถึงการรองรับของระบบสาธารณูปโภค ระบบบำบัดของเสียที่เพียงพอกับเมืองที่จะขยายตัวในอนาคต และคำนึงถึงค่าความสามารถในการรองรับมลพิษทางอากาศของเมืองที่มีการจราจร คมนาคม หรือกิจกรรมของเมืองที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ


ในการปฏิรูปกฎหมาย การร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตอบสนองต่อการพัฒนาในอนาคตต้องพิจารณาต่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ คือ การพัฒนาที่มีการรองรับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายต้องคุ้มครองสิทธิ ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน และต้องมองถึงทิศทางการพัฒนาที่เหมาะสม ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนจน เกิดการแบ่งชนชั้นระหว่างคนจนและคนรวยอย่างชัดเจน

ในประเด็นการกระจายอำนาจ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเตรียมพร้อมกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความพร้อมต่อการรับมือภัยทางธรรมชาติขาดประสิทธิภาพ การกระจายอำนาจการจัดการเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง ประชาชนเดือดร้อนแม้ในเมืองหลวงก็ตาม ในวันนี้เราได้เห็นแล้วถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้  ได้เห็นหายนะของมนุษยชาติที่กำลังมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาทิ ภัยพิบัติที่รุนแรงประชาชนตายนับหมื่น การขาดแคลนอาหาร โรคภัยต่าง ๆ ล้วนแล้วเป็นปัญหาที่หลายประเทศต้องคำนึงถึง วันเวลาที่ผ่านมาปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนอันมีค่า ที่เราต้องนำมาวิเคราะห์และหาทางรองรับ เผชิญเหตุกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คงจะรอคอยความช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แล้ว



มองอนาคตอย่างไรสำหรับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ในอนาตตส่วนหนึ่งเกิดจากการแบ่งแยกและรวมศูนย์อำนาจของราชการส่วนกลาง กล่าวคือ แต่ละหน่วยงานจัดสรรแบ่งแยกอำนาจในการจัดการทรัพยากรอย่างชัดเจน และรวมศูนย์การวางแผนอยู่ที่ส่วนกลาง เปรียบเสมือนว่า ทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกยึดไปจากคนไทยรากหญ้าที่ต้องอิงอาศัยธรรมชาติในความเป็นอยู่ และขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน  เมื่อประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ. 2535 ช่องว่างทางนโยบายในช่วงเวลานั้น จะเป็นการออกมาตรการ มาตรฐาน กฎเกณฑ์ ในการจัดการมลพิษ แต่ในปัจจุบันปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าจะเป็นปัญหาการจัดการพฤติกรรมของผู้สร้างมลพิษ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาขยะในเมืองจะแก้ไขไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการแยกขยะเสียก่อนกำจัด ในปัจจุบันปัญหาขยะจึงเป็นปัญหาหนักใจของทุกท้องถิ่นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง  สำหรับปัญหานํ้าเสีย อากาศเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ถึงแม้จะมีมาตรฐานนํ้าเสียและมลพิษอากาศควบคุมอยู่ แต่ก็เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และประเทศไทยอยู่ในกลุ่มสุดท้ายของประเทศอาเซียน (มี ไทย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์) ที่ยังไม่มีภาษีสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่ปัญหาเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาเชิงสถาบันของการสร้างแรงจูงใจให้รัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน หันมาพัฒนาพฤติกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการให้สามารถจัดการกับพฤติกรรมผู้สร้างมลพิษได้ สิ่งแวดล้อมไทยก็นับวันจะแย่ลง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันจัดทำร่าง พ.ร.บ.มาตราการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ครัวเรือนและธุรกิจมีพฤติกรรมรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยผ่านเครื่องมือการคลังในรูปเงินอุดหนุนภาษี ค่าธรรมเนียม เงินวางประกัน เป็นต้น โดยให้นำรายได้จากเครื่องมือเหล่านี้เข้าสู่กองทุนที่ภาครัฐและเอกชนสามารถนำไปจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น 

by ThaiWebExpert