ต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน

ผู้เขียน: 
-
ที่มา: 
Greenpeace Thailand วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559


การเผาไหม้ถ่านหินมีมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ และถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงตามที่ได้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.1653 ซึ่งใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยเริ่มจากประเทศสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรก และขยายไปทั่วทั้งโลกในเวลาต่อมา โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาคือโรงไฟฟ้า เพิร์ล สตรีท สเตชั่น (Pearl Street Station) ตั้งขึ้นบริเวณชายฝั่งทางทิศตะวันออกของแม่น้ำในมหานครนิวยอร์กในเดือนกันยายน พ.ศ.2425 หลังจากนั้นไม่นานถ่านหินก็กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมทั่วโลก

ในปัจจุบันถ่านหินเกือบร้อยละ 40 ถูกนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก อย่างไรก็ตามการเผาไหม้ของถ่านหินเป็นสิ่งที่ให้โทษอย่างร้ายแรงที่สุดต่อโลก เพราะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถสร้างทดแทนได้ รวมถึงสุขภาพของมนุษย์และสังคมต่างๆทั่วโลก อุตสาหกรรมถ่านหินไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากสิ่งที่ก่อขึ้น แต่โลกโดยรวมกลับเป็นผู้ได้รับความเสียหาย และนั่นคือต้นทุนที่ถือว่าเป็นต้นทุนที่จริงของถ่านหินที่รายงานฉบับนี้เปิดเผย และแสดงให้เห็นผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม รวมถึงจำนวนผู้ได้รับผลกระทบนั้น


ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการใช้ปริมาณพลังงานถ่านหินที่สูงขึ้น และเป็นอัตราที่น่าตกใจ เพราะในระหว่างปี พ.ศ.2542 ถึง พ.ศ.2549 การใช้ถ่านหินทั่วโลกเติบโตขึ้นร้อยละ 30 เป็นการเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ ถ้าเรายังไม่ลดการพึ่งพาพลังงานจากสิ่งที่สกปรกที่สุดอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิล ความจริงคือถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่มีมลพิษมากที่สุด และเป็นแหล่งที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าแหล่งพลังงานอื่นๆ ในโลก โดยคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณ 11 พันล้านตันของทั่วโลก จะถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในแต่ละปี


ในปี พ.ศ.2548 มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลออกมาร้อยละ 41 และหากแผนการสร้างโรงงานถ่านหินแห่งใหม่ได้รับการอนุมัติ จะทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี พ.ศ.2573


การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดต่อผู้คนและเศรษฐกิจ ที่โลกที่ไม่เคยได้ประสบมาก่อน ประชาชนหลายล้านคนได้รับรู้ถึงผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแล้ว และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 150,000 คนต่อปีจากผลกระทบนี้ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก อันรวมถึงภัยแล้ง อุทกภัยและการย้ายถิ่นที่อยู่ของประชากรจำนวนมากเนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เราต้องจำกัดให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับระดับในช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม) ในการนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ระบุในรายงานการประเมินครั้งที่ 4 ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องเพิ่มขึ้นสูงที่สุดปี พ.ศ.2558


เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าเราจะจัดการกับปัญหาถ่านหินได้สำเร็จหรือล้มเหลวลง  แต่ เจมส์ แฮนเซน นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของนาซ่าก็ได้กล่าวว่า "วิธีที่สำคัญที่สุดเพียงวิธีเดียวในการจัดการปัญหาทางด้านภูมิอากาศก็คือ  คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน ซึ่งเป็นความเห็นที่ถูกยกขึ้นมากล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก"



ทำไมการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหินจึงสำคัญ ?

ถ่านหินอาจจะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกที่สุดในตลาด แต่ราคาตลาดเป็นแค่เพียงครึ่งหนึ่งของเรื่องทั้งหมด ราคา ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เริ่มจากต้นทุนการทำเหมืองและต้นทุนการขายปลีก ไปถึงภาษีที่รัฐเรียกเก็บ และรวมถึงกำไร แต่ไม่ได้คำนึงถึงภาษีและต้นทุนที่สูงที่สุดของถ่านหิน นั่นคือ ความเสียหายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากถ่านหิน และหากต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหินที่เกิดกับประเทศต่างๆและประชาชนทั่วโลกสะท้อนให้เห็นอยู่ในราคาตลาดแล้ว การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มขึ้นก็จะแตกต่างจากปัจจุบันนี้มาก


ผลกระทบนี้ไม่ได้เริ่มต้นและจบเพียงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กระบวนการทั้งหมดเริ่มจากการทำเหมืองไปจนถึงกระบวนการเผาไหม้เพื่อกำจัดของเสียที่เป็นผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของคน โครงสร้างทางสังคมของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้กับเหมือง โรงไฟฟ้าหรือบริเวณที่ทิ้งขยะ สิ่งเหล่านี้รบกวนระบบนิเวศ และทำให้แหล่งน้ำถูกเจือปนไปด้วยสารพิษ อีกทั้งยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ มีเทน คาร์บอนดำ (Black Carbon) และสารเคมีเป็นพิษ เช่น ปรอท และสารหนู การรั่วไหลของสารเคมีเหล่านี้จะทำลายประชากรสัตว์นำ้ การเกษตร รวมถึงวิถีการดำรงชีวิต อีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพ เช่น โรคฝุ่นจับปอด (Black lung disease) เหล่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนของถ่านหิน ซึ่งถือเป็น "ต้นทุนภายนอก"


ซึ่งมีสังคมเป็นผู้รับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และบ่อยครั้งโดยประชาชนที่มีฐานะยากจนที่สุด ประชาชนหลายพันคนในเมืองจาร์เรีย ประเทศอินเดีย ที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆ พื้นที่ย่อยสลายถ่านหิน ต้องทนอยู่กับสภาพความเป็นอยู่ที่น่ากลัวอันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่ไม่สามารถควบคุมได้


สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยในประเทศรัสเซียหมายถึงความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของคนงานจำนวนมาก การทำเหมืองในรัฐคูยาเวีย ปอมเมอร์ราเนียร์ (Kuyavia Pomeraniar) ในประเทศโปแลนด์ ส่งผลทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบออสโทรวสกี้ (Ostrowskie) ลดลงอย่างรวดเร็ว และยังมีตัวอย่างความเสียหายอีกไม่รู้จบ ในทางเศรษฐกิจ การนำถ่านหินมาใช้อย่างต่อเนื่องก็เหมือนกับระเบิดเวลาดีๆ ลูกหนึ่ง การวิเคราะห์ขั้นต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหินของกรีนพีซ ภายใต้การกำกับของสถาบันวิจัย ซีอี เดลฟท์ (CE Delft) ในเนเธอร์แลนด์ แสดงให้เห็นถึงความเสียหายจากการครอบครองถ่านหิน เป็นมูลค่าประมาณ 360 พันล้านยูโรในปี พ.ศ.2550 (จากต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน จะเห็นได้ว่าเป็นการประเมินที่ตำ่เกินไป เนื่องจากไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงจากถ่านหิน แต่อย่างไรก็ ตามผลการศึกษาดังกล่าวก็ทำให้เราทราบถึงระดับความเสียหายที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งต่อพวกเราเองและต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการยังคงทำเหมืองและเผาไหม้ถ่านหินต่อไป


เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินถูกสร้างขึ้น ต้นทุนภายนอกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราพูดถึงจำนวนเงินมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องต่อสู้กับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหิน


รายงานเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของสเสทิร์น (the Stern Review on the Economics of Climate Change) ที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ.2549 ยืนยันว่าจะต้องนำเงินร้อยละ 1 ของมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีของทั่วโลกในแต่ละปีมาลงทุนในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มเป็นร้อยละ 2 ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2551


นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ต้นทุนที่จะต้องใช้ในการต่อสู้กับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5–20 ของจีดีพีทั่วโลก ภายในปี พ.ศ.2643


และนี่เป็นเรื่องเร่งด่วน ต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหินเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความจำเป็นที่จะต้องลงมือทำเพื่อหลีกเลี่ยงผลที่ตามมาของพลังงานถ่านหินในอนาคต รัฐบาลส่วนมากในโลกตอบสนองต่อประเด็นนี้อย่างล่าช้ามาก ในขณะที่สังคมทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้ยุติถ่านหิน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่ง มีพลัง และกำลังได้รับแรงผลักดันอย่างมาก


ข่าวดีก็คืออนาคตที่ปราศจากถ่านหินสามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากโดยหลักการแล้ว ทุกวันนี้โลกมีพลังงานหมุนเวียนที่เข้าถึงได้ง่ายมากกว่าความต้องการใช้พลังงานปัจจุบันถึง 6 เท่า


ตัวอย่างเช่น มีการประมาณการณ์ไว้ว่า เพียงแหล่งพลังงานลมของโลกอย่างเดียวสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี พ.ศ.2563 ถึงสองเท่า ร่างรายงานการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซแสดงให้เห็นว่า การใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนร่วมกับประสิทธิภาพพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึงร้อยละ 50 และสามารถให้พลังงานได้ครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกภายในปี พ.ศ.2593 การขับเคลื่อนอนาคตไปสู่พลังงานหมุนเวียน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 180 พันล้านต่อปีเมื่อเทียบกับการใช้ปกติ นี่คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) สำหรับปี พ.ศ.2558


ถ่านหินเคยเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ขณะนี้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะเข้ามาแทนที่และผลักดันให้เกิดการปฏิวัติพลังงานครั้งใหม่ เพื่อช่วยโลกรอดจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

by ThaiWebExpert