ธรรมชาติเอาคืน หายนะภัย ปัญหาใหญ่ที่รอไม่ได้

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา: 
เดลินิวส์ วันที่ 30 ธันวาคม 2558


หายนะภัยทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน เมื่อนับวันจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและยิ่งยากจะคาดเดา

นอกจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน วิกฤติด้านมนุษยธรรมในหลายภูมิภาค รวมถึงภัยก่อการร้าย ที่เป็นประเด็นร้อนครองพื้นที่ในสื่อหลักตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา หายนะภัยทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน เมื่อนับวันจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและยิ่งยากจะคาดเดา นับเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์เรามากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งในฐานะปัจจัยเร่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบโดยตรงจากสิ่งเหล่านั้น

หากจะไล่เรียงกันแล้วภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ยากจะลืมในลำดับต้น ๆ ย่อมหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดอย่างแผ่นดินไหว แม้จะมีคำเตือนจากนักวิชาการถึงความเป็นไปได้ในการเกิดการสั่นไหวระดับรุนแรงด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ แต่เหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.8 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงกาฐมาณฑุประเทศเนปาล ซึ่งตามมาด้วยการสั่นไหวรุนแรงระลอกสองในระดับ 7.3 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ยังไม่นับรวมแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อกระดับย่อมลงมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน กลายเป็นเรื่องช็อกโลกที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง ด้วยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงกว่า 9,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 23,000 ราย นอกจากนี้ยังมีความเสียหายที่ยากจะประเมินทั้งด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงความเสียหายที่เกิดแก่สถานที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียไม่น้อย แม้จะไม่มากเท่ากรณีแรก คือแผ่นดินไหวระดับ 7.5 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 26 ต.ค. จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน ใกล้พรมแดนปากีสถาน ห่างจากเมืองไฟซาบัดในจังหวัดบาดัคชานไปราว 82 กิโลเมตร มีผู้เสียชีวิตทั้งในอัฟกานิสถานและปากีสถานรวมอย่างน้อย 311 ราย และบาดเจ็บกว่า 1,800 ราย โดยแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน เป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเชีย

ถัดมาคือ สถานการณ์คลื่นความร้อนกระหน่ำอินเดียและปากีสถานระหว่างช่วงเดือน พ.ค. และเดือน มิ.ย. โดยรัฐอานธรประเทศและรัฐเตลันคานา ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นจุดที่สถานการณ์รุนแรงที่สุดของอินเดีย อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 48 องศาเซลเซียส มีผู้เสียชีวิตนับจนถึงต้นเดือน มิ.ย. กว่า 2,500 ราย เช่นเดียวกันกับพื้นที่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 2,000 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองการาจีของจังหวัดสินธ์ โดยอุณหภูมิสูงสุดวัดได้ที่เมืองตุรบัตในจังหวัดบาลูจิสถาน 49 องศาเซลเซียส สาเหตุการเสียชีวิตส่วนมากมาจากโรคลมแดด

ลมมรสุมและสภาพอากาศที่แปรปรวนก่อให้เกิดฝนหลงฤดูในหลายพื้นที่ ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยเหตุอุทกภัยในรัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดียเมื่อเดือน มิ.ย. นับเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบ 90 ปีของคุชราต มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 ราย และสังเวยชีวิตสัตว์ป่าอีกนับพัน ขณะที่ฤดูมรสุมในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. ทำให้หลายพื้นที่ของเมียนมาจมอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในแถบพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอิระวดี คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 103 ราย และมีผู้ได้รับผลกระทบนับล้านคน

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีเหตุหิมะถล่มในอัฟกานิสถานเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 286 ราย และผลกระทบจากพายุ ทั้งพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียงคิวซัดกระหน่ำฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไปจนถึงเมืองทางตะวันออกของจีน รวมถึงพายุเฮอริเคนในสหรัฐและเม็กซิโกด้วย ความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อม เช่น ตำแหน่งของการเกิด อย่างกรณีแผ่นดินไหวเนปาลที่มีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ตื้นมากเพียงประมาณ 10 กิโลเมตร ทำให้เกิดการสั่นไหวรุนแรงในระดับพื้นผิว ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งของกรุงกาฐมาณฑุเป็นชั้นหินตะกอนหนาราว 600 เมตร ซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำมาก่อน จึงยิ่งช่วยขยายความรุนแรง

นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับลักษณะการกระจายตัวของชุมชน รูปแบบการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการป้องกันและการตอบสนองต่อสถานการณ์ของภาครัฐ เช่นการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนและวางแผนการบริหารจัดการน้ำ หรือจัดเตรียมแผนช่วยเหลือเพื่อลดความสูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และถนนหนทางได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เช่นกรณีคลื่นความร้อนในอินเดียและปากี ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง คือเหตุไฟฟ้าดับจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูง ขณะที่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมในพื้นที่ห่างไกลที่ถูกตัดขาดอาจตกสำรวจและต้องรอคอยเป็นเวลานานกว่าความช่วยเหลือจะเข้าไปถึง

แม้ปัจจัยทางด้านธรณีฟิสิกส์จะเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติที่เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างอย่างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ หรือคลื่นยักษ์สึนามิ แต่กลับมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 10 ของภัยพิบัติที่บันทึกในฐานข้อมูลของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยอ้างอิงจากความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

รายงานเรื่อง “ความเสียหายของมนุษย์จากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ” (The Human Cost of Weather Related Disasters) ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 2548 ถึงเดือน ส.ค. ปีนี้ภัยพิบัติที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ เช่นน้ำท่วมและคลื่นความร้อนเกิดขึ้นเกือบทุกวันโดยเฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 335 ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเวลาระหว่างปี 2538-2547 และคิดเป็นเกือบสองเท่าของเมื่อราว 20 ปีก่อน

นับตั้งแต่ 2538 เป็นต้นมา ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศคร่าชีวิตผู้คนไปราว 606,000 ราย ขณะที่อีกราว 4,100 ล้านรายได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ ประเทศที่มีอัตราการเกิดภัยพิบัติโดยเฉลี่ยมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ สหรัฐ 472 ครั้ง จีน 441 ครั้ง อินเดีย 288 ครั้ง ฟิลิปปินส์ 274 ครั้ง และอินโดนีเซีย 163 ครั้ง ด้านสำนักงานลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นไอเอสดีอาร์) ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติทุกประเภทที่เกิดขึ้นทั่วโลกต่อปีอยู่ที่ราว 250,000-300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.9-10.7 ล้านล้านบาท)

แม้ทีมนักวิจัยจะไม่สามารถคำนวณถึงสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของภัยพิบัติเหล่านี้โดยเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ก็คาดคะเนได้ว่าภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เป็นผลมาจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งยูเอ็นเผยว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณเพิ่มสูงทำลายสถิติในทุกปี ส่วนใหญ่จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งการเผาไหม้เชื้อเพลิงดึกดำบรรพ์ในอุตสาหกรรมและครัวเรือน ยานพาหนะ การทำลายพื้นที่ป่า ทั้งในส่วนของการค้าไม้และการแผ้วถางพื้นที่เพื่อเกษตรกรรม

การเปลี่ยนแปลงสมดุลของธรรมชาติก่อให้เกิดผลที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือสภาพอากาศวิปริตแปรปรวน ผิดเพี้ยนจากฤดูกาลที่เคยเป็นมา เริ่มจากพายุหิมะกระหน่ำพื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกของสหรัฐเมื่อช่วงต้นปี บางจุดมีหิมะสะสมสูงถึง 61 เซนติเมตร กลับตาลปัตรกับช่วงปลายปีเช่นนี้ที่อุณหภูมิช่วงวันหยุดยาวคริสต์มาสกลับเพิ่มสูงจนเสียบรรยากาศ คาดว่าเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ หรือการที่อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรอุ่นกว่าปกติ ส่งผลต่อลักษณะความกดอากาศและความชื้นบนผืนแผ่นดิน ทำให้บางแห่งมีฝนมากกว่าปกติ และบางแห่งเผชิญกับสภาวะแล้งรุนแรง รายงานจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (เอ็นโอเอเอ) ของสหรัฐ ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่ช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ที่ผ่านมา อุ่นที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2540 โดยคาดว่าจะยังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การแพร่กระจายของสาหร่าย (Algae Bloom) ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ที่เริ่มขึ้นช่วงเดือน พ.ค. เป็นต้นมา กินพื้นที่ตั้งแต่เกาะอะลูเชียนของรัฐอะแลสกา เรื่อยมาจนถึงทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ในปีนี้ขยายวงกว้างและกินระยะเวลานานซึ่งอาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากจะส่งผลต่อการท่องเที่ยว ธุรกิจประมงชายฝั่ง และระบบนิเวศทางทะเล สาหร่ายเซลล์เดียวซูโด-นิตซ์เชีย ยังเป็นตัวการสร้างกรดโดโมอิคซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท โดยจะสะสมอยู่ในสัตว์น้ำเปลือกแข็ง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อนักล่า ทั้งสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์ที่กินเข้าไป

การแพร่กระจายของสาหร่ายยังพบว่าเป็นผลมาจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งทำให้แสงอาทิตย์ส่องลงไปยังระดับน้ำชั้นบนของมหาสมุทรได้มากขึ้น ทำให้เกิดการสังเคราะห์ด้วยแสงและการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่าย ในปี 2558 พบว่ามีการแพร่กระจายในวงกว้างของแพลงก์ตอนพืช ทั้งในทะเลอาร์กติกและชายขอบไหล่ทวีป ซึ่งรวมถึงพื้นน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกของเกาะกรีนแลนด์ ทะเลแบริงระหว่างอะแลสกาและรัสเซียรวมถึงทะเลแบเรนต์ ทะเลคารา และทะเลลัปเตฟ ทางตอนเหนือของรัสเซีย

รายงานจากเอ็นโอเอเอระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในแถบอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าส่วนอื่นของโลก อุณหภูมิเฉลี่ยของขั้วโลกเหนือปีนี้ สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการจดบันทึกมาตั้งแต่ปี 2443 หรือราว 115 ปีก่อน โดยพื้นที่ธารน้ำแข็งใหญ่ 9 แห่งละลายหายไปราว 16.5 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตขั้วโลกที่ต้องอาศัยพื้นที่บนแผ่นน้ำแข็งในการหลบภัย ขยายพันธุ์ และหาอาหาร นอกจากนี้ ยังทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเกาะเล็ก ๆ และแถบที่อยู่อาศัยชายฝั่ง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตัวแทน 195 ชาติสมาชิกยูเอ็นและองค์การระหว่างประเทศ ร่วมหารือในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ คอพ 21 (COP21) ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ได้ข้อสรุปที่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการหาทางรับมือกับปัญหาโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกวัน โดยใจความสำคัญในข้อตกลงปารีส คือการกำหนดขอบเขตการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกจากยุคก่อนอุตสาหกรรมถึงปี 2643 ไม่ให้สูงกว่า 2 องศาเซลเซียส หรือจะให้ดีกว่านั้นคือไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ข้อตกลงเรื่องเงินช่วยเหลือจากประเทศร่ำรวย สำหรับการสนับสนุนมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเยียวยาและป้องกันผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่กลุ่มประเทศยากจนต้องเผชิญ โดยมีตัวเลขอยู่ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.58 ล้านล้านบาท) ต่อปี ระหว่างปี 2563-2568 และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่ต้นไม้ ดิน และมหาสมุทรสามารถดูดซับได้โดยธรรมชาติ โดยมีกว่า 180 ประเทศแล้วที่ยื่นเสนอแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงคัดค้านจากบางประเทศและกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วน ซึ่งมองว่าข้อตกลงนี้ยังไม่ดีพอจะหยุดยั้งหายนะที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงกว่า คือกลุ่มประเทศหมู่เกาะ พื้นที่แถบชายฝั่ง และประเทศยากจน โดยองค์กรไคลเมต เซนทรัล เผยว่า หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 4.7 เมตร และกลืนพื้นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกราว 280 ล้านคน ขณะที่ภัยพิบัติและความแห้งแล้งที่จะเพิ่มความถี่และความรุนแรงในการเกิด จะกระทบต่อเกษตรกรรมและการผลิตอาหาร และส่งผลถึงสถานการณ์ความอดอยาก

นอกจากนี้ ในหลายส่วนของข้อตกลงยังไม่ใช่ข้อผูกพันทางกฎหมาย จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าประเทศสมาชิกจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ โดยข้อตกลงนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อรัฐสภาของประเทศสมาชิก 55 ชาติ ที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55 ให้การรับรอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขณะที่แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหลายประเทศก็ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นแค่แผนที่ยังไม่ได้ลงมือทำ.

by ThaiWebExpert