บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใหม่ กับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ที่มา: 
สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม : GREEN NEWS
 
   บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ บรรยายในงานครบรอบ 20 ปี ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม “โจทย์ 10 ข้อ ชี้อนาคตสิ่งแวดล้อมไทย” วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557 ณ ห้องดวงกมล โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร
    การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (และทรัพยากรธรรมชาติ) เป็นหนึ่งประเด็นสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับปี 2557  ในมาตรา 27 ข้อ (8) กำหนดให้ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” ทำหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูป
    กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกันเพื่อการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมในขณะนี้ คือ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอาจจำแนกออกมาได้ 3 ส่วนหลักๆ คือ
(หนึ่ง) ข้อเสนอการปฏิรูปที่เกี่ยวโยงกับการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ ( เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535, พ.ร.บ.ผังเมือง 2518 ฯลฯ)  หรือการตรากฎหมายใหม่ ( เช่น กฎหมายสิทธิชุมชนในการจัดการฐานทรัพยากร, กฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดิน ฯลฯ)
(สอง) ข้อเสนอการปฏิรูปที่ไม่ใช่การแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เป็นการปฏิรูปด้านนโยบาย มาตรการ เครื่องมือการบริหาร เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านที่ดิน การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี ฯลฯ
(สาม) ข้อเสนอการปฏิรูปที่เชื่อมโยงกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
    บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย มีหลายหมวดที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “สีเขียว” เนื่องจากมีเนื้อหาในหลายมิติและหลายหมวดที่เกี่ยวกับเรื่องฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การรณรงค์ผลักดันรัฐธรรมนูญจึงใช้ “ธงสีเขียว” เป็นสัญลักษณ์ ต่อมาในฉบับปี 2550 ได้เพิ่มความเข้มข้นเกี่ยวกับเนื้อหาบทบัญญัติด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540  มีการตัดข้อความ “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ที่อยู่ในหลายมาตราออกไป เพื่อให้บทบัญญัติเหล่านั้นมีผลใช้บังคับได้ทันที ซึ่งส่งผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในหลายกรณี ตัวอย่างเช่น กรณีศาลปกครองสั่งระงับการดำเนินโครงการอุตสาหกรรมในเขตนิคมมาบตาพุดและบริเวณพื้นที่ จ.ระยอง 76 โครงการ เนื่องจากขัดกับมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550
    ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการยกร่างนี้ มีบทบัญญัติอย่างน้อยใน 4 หมวดสำคัญที่ควรมีการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้ที่ผ่านมา และควรมีการบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สอดคล้องกับสภาพปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองในปัจจุบันและอนาคต
 
1. หมวดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
1.1 สิทธิชุมชน
1.ยืนยันการรับรองและคุ้มครอง “สิทธิชุมชน” ในการบริหารจัดการฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
2. ขยายการปกป้องคุ้มครอง “สิทธิชุมชน” จาก “นโยบาย” และ “โครงการหรือกิจกรรม” ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง โดยไม่ให้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะภายใต้รายการบัญชี “โครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรง” (ปัจจุบันมีอยู่ 11 โครงการ)
3. กำหนดแนวทางป้องกันมิให้ “สิทธิชุมชน” ถูกละเมิดหรือลิดรอนโดยอาศัยข้อยกเว้นตามมาตรา 67 วรรคสอง (การจัดทำรายงาน EHAI , การจัดรับฟังความเห็นของประชาชน และ การให้องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบ)
 
1.2 การเพิ่มเติม/ ขยาย สิทธิของประชาชน (เป็นสิทธิของปัจเจกชน – Individual Right)
  • สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (Right to Healthy Environment) : เป็นสิทธิของประชาชนที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย เพื่อคุณภาพของการดำรงชีวิต ความอยู่เย็นเป็นสุข การมีสุขภาวะที่ดี และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นสิทธิเชิงเนื้อหา (Substantive Right)
สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองในกติกาสากล ( เช่น UN Resolution 45/94 และ ASEAN Human Rights Declaration ) และเป็นสิทธิที่ในหลายประเทศได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น โปรตุเกส สเปน ตุรกี
  • สิทธิในความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Right to Environmental Justice) : สิทธิในเชิงกระบวนการ (Procedural Right) เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาการถูกละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่เป็นสิทธิเชิงเนื้อหา เพื่อให้สิทธิดังกล่าวบังคับใช้ได้จริง ควรนำมาตรการตามอนุสัญญาว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมสาธารณะในการตัดสินใจ และการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม หรือ The Convention on Access to Information, Public Participation in Decision-Making and Access to Justice in Environmental Matters (Aarhus Convention, 1998) มาเป็นแนวทาง  โดยแบ่งออกเป็น 3 สิทธิ ได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สิทธในการมีส่วนร่วมของสาธารณะในกระบวนการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม และ สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
 
1.3 การเพิ่มเติม/ ขยายสิทธิของประชาชนและสิทธิของชุมชน (Individual Right and Community Right)
  • สิทธิในการพัฒนา (Right to Development) : เป็นสิทธิของประชาชนและชุมชนในการร่วมกำหนดทิศทาง นโยบายและแผนการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม รวมถึงสิทธิที่จะให้มีส่วนร่วมทุกระดับในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่การริเริ่มนโยบาย/โครงการ การรับรู้ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การร่วมปรึกษา การร่วมตัดสินใจ การร่วมดำเนินงาน และการร่วมติดตาม/ตรวจสอบ ( เป็นการเพิ่ม/ขยาย สิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมจากขั้นตอน “ก่อน” การดำเนินโครงการ เช่น ม.57 , ม.67 เดิมใน รธน.2550 ให้ครอบคลุมถึงการมีส่วนร่วม “ระหว่าง” และ “หลัง” การดำเนินโครงการด้วย)
  • สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค (Right over Natural Resources) เป็นสิทธิของประชาชนและชุมชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ภายใต้กรอบกติกาที่กฎหมายกำหนด
 2. หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
1.ยึดถือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างดุลภาพระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม
2. การสร้าง “ธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม” (Environmental Governance) ในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
3. ให้มีประเภทของ “รูปแบบการกำหนดสิทธิในทรัพยากร” (Property Rights Regime) ในรูปแบบ “การกำหนดสิทธิโดยส่วนรวม” (Communal Property Regime) สำหรับการจัดการทรัพยากรประเภทส่วนรวม (Common-pool Resources)
 
3. หมวดการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
1.ให้มีการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด หรือฐานทางระบบนิเวศ (เช่น ระบบลุ่มน้ำ)
2. การกระจายอำนาจด้านการบริหารจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไปสู่ระดับท้องถิ่น ทั้งในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมีการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสม และมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และภาคประชาชน
 
4. หมวดปฏิรูป
1.  การนำ “การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์” (SEA) มาใช้ในการตัดสินใจระดับนโยบาย แผนพัฒนารายสาขา และการพัฒนาพื้นที่
2.   การจัดทำ “ประมวลกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการใช้บังคับกฎหมายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
3. การปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการ กำหนดตัดสินใจของ “คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ” และ คณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป่าไม้แห่งชาติ คณะกรรมการประมงแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ฯลฯ  ให้เป็นไปตามหลักการธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม (มีความโปร่งใส มีส่วนร่วม มีความพร้อมรับผิดชอบ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็นไปตามหลักนิติธรรม)
4. ให้มีการประเมินผลกระทบของนโยบายและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ต่อ “สิทธิของประชาชนและสิทธิชุมชน” ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ และความสอดคล้องกับ “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญ

5. การจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นกลไกกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ สร้างความสอดคล้องระหว่างนโยบายการพัฒนาในมิติต่างๆ (สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม) และเพื่อเป็นกลไกคัดกรอง เสนอแนะ ปรับปรุงนโยบาย แผนงาน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ให้สอดคล้องและเสริมหนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

by ThaiWebExpert