หยุดโลกร้อน เก็บคาร์บอนไดออกไซด์ลงใต้ดิน

ผู้เขียน: 
-
ที่มา: 
เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2557


มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการประชุมนานาชาติเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและวิกฤติด้านพลังงาน ร่วมกับวิทยาลัยศาสนศึกษาและศูนย์สานสัมพันธ์พุทธ-อิสลามนานาชาติ ม.มหิดล เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เวทีนี้มีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การผลิตและการใช้พลังงานในโลกที่เห็นผลร้ายของก๊าซคาร์บอน”
โดย ดร.มัลคอน วิลสัน สมาชิกคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับอดีตประธานาธิบดีอัล กอร์ ของสหรัฐอเมริกา


ปัญหาที่คนทั่วโลกกังวลคือมลพิษทางอากาศ เช่น ภาวะเรือนกระจก ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่วัดได้ในปี คศ.2011 ที่แม่นยำที่สุดสอดคล้องกับการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน นอกจากนี้ยังมีการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน รวมทั้งการขุดเจาะน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


จากปัญหาดังกล่าว ดร.มัลคอม ได้เสนอทางออกเพื่อจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทางออกแรกคือการจะลดไฟฟ้าโดยเลือกใช้ถ่านหินบนเงื่อนไขว่าต้องมีเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีตัวอย่างในอเมริกาเหนือที่ได้ใช้น้ำมันผสมกับเอทานอล ชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้พลังงานไม่ได้ใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียว ซึ่งประเทศแคนาดาถือว่าเป็นประเทศเริ่มต้นในโลกที่ใช้พลังงานลักษณะนี้ก่อน


นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี ไพโรไรซิส คือการนำขยะมาผลิตไฟฟ้า และส่วนทางเลือกใหม่ล่าสุดคือการดักจับเก็บกักคาร์บอนได ออกไซด์ โดยใช้วิธีอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ความลึก 1.5 กม. ซึ่ง มีผลกระทบบ้างที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิริยากับน้ำใต้ดิน ทำให้น้ำใต้ดินในบริเวณนั้นใช้ไม่ได้ แต่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงไป ลดมลพิษลงได้


ดร.มัลคอม กล่าวว่า ระบบการกักเก็บคาร์บอนในชั้นใต้ดินได้เริ่มทำแล้วที่แคนาดา ที่รัฐอัลเบอร์ตา ห่างจากสหรัฐอเมริกา 300 กม. โดยได้ต่อท่อมายังสหรัฐเพื่อนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อัดลงไปในชั้นใต้ดิน ลงในบ่อน้ำมันเก่าของสหรัฐ เพราะจากการศึกษาพบว่า คาร์บอนไดออกไซด์เมื่อปล่อยลงสู่ชั้นใต้ดินที่มีแหล่งน้ำมันจะช่วยกระตุ้นให้้เกิดปฏิริยาเร่งการสะสมของฟอสซิส ทำให้ก่อตัวเป็นน้ำมันได้เร็วขึ้น


ทั้งนี้ระบบการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงชั้นใต้ดินนอกจากแคนาดาแล้ว ในประเทศญี่ปุ่น จีน ได้นำระบบกักก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ลงใต้ดินด้วย โดยเลือกทำในพื้นที่โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ส่วนข้อกังวลว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาจทำให้คาร์บอนไดออกไซด์เล็ดลอดออกมา ดร.มัลคอม ออกมายืนยันว่า ในญี่ปุ่นล่าสุดมีการฝังคาร์บอนไดออกไซด์ลงในดินลึก 1,000 เมตร เกิดแผ่นดินไหว 6 ริคเตอร์ ปรากฏว่าตรวจสอบแล้วไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์หลุดออกมา แม้ในผลการศึกษาระบุว่าอาจจะหลุดออกมา 10% ก็ตาม


จากผลการศึกษานี้ ดร.มัลคอมออกมายืนยันว่า การสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงนั้น เมื่อนำระบบกักคาร์บอนไดออกไซด์ลงในชั้นใต้ดิน จะช่วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เพราะนั่นหมายถึงความมั่นคงทางพลังงานของประเทศนั้น ๆ หลายประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า


สำหรับประเทศไทยนั้นเขามีความเห็นว่าหากจะติดตั้งระบบจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้วฝังอยู่ใต้ดินนั้น ควรเลือกเก็บคาร์บอนที่ออกมาจากโรงไฟฟ้า ดังเช่นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง แต่การเลือกพื้นที่เก็บในชั้นใต้ดิน ต้องเลือกในพื้นที่ห่างจากชายฝั่งทะเล และห่างจากชั้นหิน 1 กม. อย่างไรก็ตามหากจะทำจริงต้องศึกษาด้านธรณีวิทยาอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนค่าใช้จ่ายนั้น ยกตัวอย่างในโรงไฟฟ้าขนาด 150 เมกะวัตต์ สามารถเก็บกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ 1 ล้านตันต่อปี แต่การลงทุนเรื่องของระบบเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในชั้นใต้ดินนั้น อยู่ที่ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


แต่ ดร.มัลคอม ยังให้มุมมองว่า สำหรับประเทศไทยควรเลือกใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเหมือนกันหลาย ๆ ประเทศเพราะนั่นหมายถึงความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาพลังงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ


“ประเทศไทยควรนำพลังงานในประเทศที่มีอยู่มาบูรณาการใช้พลังงานลม โซลาร์เซลล์ รวมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากขยะ เพื่อความมีเสถียรภาพทางพลังงาน” ดร.มัลคอม กล่าว


ประสบการณ์ย่ำแย่กับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยเปิดตัวโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ด้วยความยากลำบาก ขณะเดียวกันเทคโนโลยีที่ว่าการจัดการมลพิษที่เกิดจากเผาถ่านหินก็แสนแพง เทียบเท่ากับการสร้างโรงไฟฟ้าได้อีก 1 แห่ง...พลังงานกว่าจะได้มาล้วนมีต้นทุน.

by ThaiWebExpert