ปฏิรูปนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองกับโจทย์ปัญหาคอรัปชั่น

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank
ที่มา: 
โพสต์ทูเดย์ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

ภาพ : http://www.zimbabweelection.com/

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2557 มีงานใหญ่เกี่ยวกับการปฏิรูปการต่อต้านคอรัปชั่น ทางองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ACT) ได้ร่วมกับเพื่อนองค์กรภาคีจัดงานใหญ่ขึ้นเนื่องในวันต่อต้านคอรัปชั่น 2557 เป็นงานที่จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 4 ในงานดังกล่าวมีห้องเสวนาห้องหนึ่งที่ชวนคิดชวนคุยกันเกี่ยวกับเรื่อง “การปฏิรูปการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร” หัวข้อนี้เป็นหนึ่งใน 6 แนวทางที่อยู่ในแผนแม่บทการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน ซึ่งทาง ACT ร่วมกับเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านการต่อต้านคอรัปชั่นนำเสนอแผนแม่บทฯ ต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมการเสวนาในห้องดังกล่าว ตอนเตรียมประเด็นไปร่วมเสวนานับเป็นความหนักใจอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่ต้องจัดทำเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรมจะรู้สึกว่าสิ่งที่ประชาชนและสังคมเรียกร้องค่อนข้างห่างไกลกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่มาก แม้ว่ามีความพยายามปรับเปลี่ยนกฎกติกา ระบบการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งมาหลายรูปแบบ แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นวนเวียนกลับมาสู่ปัญหาเดิมๆ

เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาได้ทำงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการนโยบายสาธารณะ ท้ายที่สุดก็เลยนำเอาแง่มุมเรื่องนโยบายสาธารณะกับการเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้งไปร่วมเสวนาแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ในหลายกรณีจะสังเกตเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้งกับปัญหาคอรัปชั่นที่ตามมาเมื่อพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจึงน่าจะเป็นอีกปมประเด็นสำคัญในการปฏิรูปการเลือกตั้ง

งานวิจัยเกี่ยวกับการเรื่องการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (3 กรกฎาคม 2554) โดยอาจารย์สิริพรรณ นกสวนและคณะ มีข้อมูลสำคัญและน่าสนใจหลายประการที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายหาเสียงเลือกตั้งเป็นปัจจัยที่มีผลสำคัญต่อการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนและมีผลต่อ “การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง” จากการศึกษาในพื้นที่ 22 จังหวัด พบว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่การซื้อสิทธิขายเสียงได้ถูกลดความสำคัญลง ไม่ได้มีอิทธิพลมากเหมือนในอดีต พรรคการเมืองและประชาชนสนใจกับ “ชุดนโยบาย”มากขึ้น  ประชาชนมีการเรียนรู้ทางการเมืองมากขึ้น และตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น ฯลฯ ข้อค้นพบดังกล่าวสนับสนุนความจำเป็นและความสำคัญต่อการปฏิรูปการกำหนดกฎกติกาเกี่ยวกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต

ในที่นี้ขอเสนอประเด็นชวนคิดชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน้อย 3 ประการ


1. ควรสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง “เป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ประเทศ” กับ “นโยบายของรัฐบาล” : เป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ประเทศเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ควรมีการปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล ในขณะที่ “นโยบายของรัฐบาล” ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนโยบายช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานของรัฐบาล เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ของประเทศ

ตัวอย่างรูปธรรมในเรื่องนี้เช่น ประเทศหนึ่งในแถบสแกนดิเนเวียมีเป้าหมายของประเทศว่า ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้พ่อแม่ร่วมกันเลี้ยงดูและอยู่กับลูกในช่วง 6 เดือนแรกหลังเกิด ซึ่งจะมีผลช่วยทำให้เด็กมีการพัฒนาสูงทั้งด้านไอคิวและอีคิว ทำให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องแข่งขันกันนำเสนอนโยบายว่าทำอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมายของประเทศ เช่น นโยบายให้ผู้ชายที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐลาไปเลี้ยงลูกกับภรรยาได้ นโยบายลดภาษีให้กับบริษัทที่อนุญาตให้ผู้ชายลาไปเลี้ยงลูก ฯลฯ

สำหรับประเทศไทย อันที่จริงแล้ว เป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ประเทศถูกกำหนดไว้แล้วในหลายรูปแบบ ที่สำคัญได้แก่ (1) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนระยะ 5 ปี ตัวอย่างเป้าหมายในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” (2) แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การกระจายการถือครองที่ดิน (3) แผนพัฒนาสาขาการผลิตหรือแผนแม่บทด้านต่างๆ เช่น แผนแม่บทด้านเกษตรอินทรีย์ (5ปี) แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม (20 ปี) แผนแม่บทด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (37 ปี) ฯลฯ

หากนโยบายของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ต้องตอบสนองต่อเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ประเทศ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือยุทธศาตร์การพัฒนาในด้านต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นเสมอตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลหรือมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีก็จะลดลงไป และจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองแบบที่เราเรียกกันว่า “นโยบายประชานิยม” อีกทางหนึ่ง

2. ปฏิรูปข้อกำหนด กฎเกณฑ์และสร้างกติกาใหม่เกี่ยวกับนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง  :
นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จะต้องมีเนื้อหาสาระสำคัญที่เพียงพอ ไม่ใช่เป็นเพียงเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์แบบกว้างๆ หรือเป็นนามธรรม เช่น เพิ่มรายได้แก่ประชาชนทุกอาชีพ ฯลฯ นอกจากนี้จะต้องระบุกลไกและแนวทางดำเนินการให้ชัดเจน ที่มาของงบประมาณ รวมทั้งผลกระทบในทางบวกและทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายนั้น แนวทางป้องกันหรือลดผลกระทบ และที่สำคัญ คือ รูปแบบและระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นการมีส่วนร่วมในระดับการแสดงความเห็น หรือระดับการปรึกษาหารือ หรือระดับการร่วมตัดสินใจ หรือระดับการให้ประชาชนตัดสินใจ (เช่น การออกเสียงประชามติ)

เพื่อการปฏิบัติตามข้อเสนอนี้ จะต้องมีการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ กติกา หรือข้อบังคับในกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะต้องทำนโยบายออกมาเป็นเอกสารหรือสื่อเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ ที่มีเนื้อหาสาระตามหัวข้อที่เสนอข้างต้น

3. การมีส่วนร่วมและบทบาทของประชาชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง:
การมีส่วนร่วมสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำนโยบาย ไปจนถึงขั้นการติดตามตรวจสอบ
ขั้นการจัดทำนโยบายของพรรคการเมือง : ควรเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ซึ่งจะช่วยทำให้พรรคการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนหรือกลุ่มอาชีพต่างๆ มากยิ่งขึ้น
ขั้นการนำเสนอนโยบายต่อสาธารณะ : ควรมีการจัดสรรพื้นที่และเวลาในสื่อสาธารณะให้กับภาคประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ  นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ได้วิพากย์นโยบายของทุกพรรคการเมือง ทั้งในแง่ความเป็นได้ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ผลกระทบในด้านต่างๆ  การตอบสนองต่อเป้าหมายของประเทศ ฯลฯ เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างการเรียนรู้ทางการเมืองแก่สังคม และเป็นข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมสำหรับประชาชนในการเลือกลงคะแนนให้กับพรรคการเมือง
ขั้นการดำเนินงาน นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ : การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันไป บางกรณีเป็นการมีส่วนร่วมในระดับการแสดงความเห็น บางกรณีเป็นการปรึกษาหารือ บางกรณีเป็นการร่วมตัดสินใจ บางกรณีให้ประชาชนตัดสินใจ (เช่น การออกเสียงประชามติในเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ )  หรือมีส่วนร่วมหลายระดับไปพร้อมกัน
ขั้นการติดตามตรวจสอบ : การสนับสนุนและส่งเสริมให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ รวมทั้งองค์กรวิจัยที่เป็นอิสระ ได้มีข้อมูล ทรัพยากรและงบประมาณเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดนโยบายที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยลด/ป้องกันปัญหาการคอรัปชั่นอีกทางหนึ่ง ที่ผ่านมาการนำเสนอผลงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาในช่วงทุก 1 ปีของการบริหารเป็นเพียงพิธีกรรมที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีการตรวจสอบผลการดำเนินงานอย่างจริงจัง และส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสม

นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในระบบการเลือกตั้ง มีแนวโน้มชัดเจนว่าการแข่งขันด้านโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งจะมีความเข้มข้นและดุเดือดมากยิ่งขึ้น การเตรียมออกแบบกฎเกณฑ์กติกาเพื่อรับมือกับเรื่องนี้เป็นความจำเป็นและเป็นการบ้านสำคัญเรื่องหนึ่งของโจทย์ปัญหาคอรัปชั่นและโจทย์ปฏิรูปทางการเมืองของประเทศไทย 

by ThaiWebExpert