การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปกับความมั่นคงทางอาหาร

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank
ที่มา: 
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,855 วันที่ 23 - 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและห่วงใยทั้งในระดับประชาคมโลกและในประเทศไทย เนื่องจากมีแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่จะส่งผลกระทบบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารในปัจจุบันและในอนาคต ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ราคาอาหารที่สูงขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ฯลฯ การเจรจาจัดทำความตกลง FTA ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปก็มีประเด็นเชื่อมโยงกับเรื่องความมั่นคงทางอาหารที่ควรให้ความสนใจพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องมาจากข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในกรณีการคุ้มครองพันธุ์พืช และผลของความตกลง FTA ต่อการขยายตัวของระบบการเกษตรเชิงเดี่ยว

ขอทำความเข้าใจร่วมกันว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ ต้องมีปัจจัยเอื้ออำนวยสนับสนุนหลายด้านประกอบกัน ปัจจัยที่กล่าวถึงกันอยู่มากโดยทั่วไป ได้แก่ (1) การมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอ สามารถตอบสนองกับความต้องการ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ (2) มีอาหารที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพต่อผู้บริโภค (3) มีการเข้าถึงและระบบกระจายอาหารอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม หากมีอาหารปริมาณมากและปลอดภัย แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากราคาสูง หรือระบบกระจายอาหารถูกผูกขาด หรือในบางช่วงเกิดปัญหาเนื่องจากภัยธรรมชาติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร

แต่นอกเหนือจากปัจจัย 3 ด้านข้างต้นแล้ว ความมั่นคงทางอาหารยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญอีก 3 ด้านที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงและให้ความสำคัญ ได้แก่ (1) การมีระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย มีการปลูกพืชหลากหลายชนิดพันธุ์ มีระบบนิเวศการเกษตรหลากหลายรูปแบบ หากมีปัญหาโรคหรือแมลงศัตรูพืชแพร่ระบาด หรือมีปัญหาความแปรปรวนของภูมิอากาศ จะยังคงมีผลผลิตทางการเกษตรที่ให้ผลผลิตเพียงพอ (2) ฐานความหลากหลายทางชีวภาพ มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืช สัตว์ จุลินทรีย์ เพื่อเป็นฐานของการนำมาปรับปรุงให้ได้พันธุ์ที่ดีมากขึ้น (3) เกษตรกรสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพืชและทรัพยากรพันธุกรรมอื่นๆ ได้อย่างสะดวก เพื่อการเก็บรักษาพันธุกรรมไว้ปลูกในฤดูถัดไป และนำพันธุกรรมที่เก็บรักษาไว้ไปแลกเปลี่ยนกับชุมชนเกษตรอื่นๆ เพื่อการอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมืองและช่วยปรับปรุงให้ได้พันธุ์พืชชนิดใหม่ๆ

ข้อเรียกร้องและผลกระทบจากการทำความตกลง FTA ที่อาจส่งผลกระทบต่อปัจจัยเกื้อหนุนความมั่นคงทางอาหารที่ควรพิจารณาระมัดระวังอย่างยิ่ง คือ ข้อเรียกร้องจากสหภาพยุโรปต่อการปรับเปลี่ยนระบบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งจะมีระบบการคุ้มครองคล้ายคลึงกับระบบสิทธิบัตร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาพันธุ์พืชเพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไป หรือเพื่อการแลกเปลี่ยนและปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งผลกระทบต่อระบบและกฎเกณฑ์ในการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุกรรมพืชของไทยอย่างเป็นธรรม

ผลกระทบในอีกด้านหนึ่งของการทำความตกลง FTA ต่อความมั่นคงทางอาหาร คือ ผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายระบบการผลิตไปสู่การผลิตทางการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออกมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะและได้มาตรฐานตอบสนองต่อความต้องการของตลาดมากที่สุด มีรายงานการศึกษาของสำนักงานเลขาอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่ระบุว่า ระบบการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเป็นสาเหตุสำคัญในลำดับต้นๆ ของปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้พันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชท้องถิ่นสูญหายไปเนื่องจากไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ประกอบกับเป็นการผลิตที่ใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณสูง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร และส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพในท้ายที่สุด

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารบางเรื่องเป็นปัจจัยที่ควบคุมหรือแก้ไขได้ยาก เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่ปัจจัยจากเรื่องการเปลี่ยนระบบการคุ้มครองพันธุ์พืช การรักษาระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เป็นเรื่องที่ดูแลจัดการได้ ในการเจรจาความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป จึงไม่ควรที่จะยอมรับข้อเรียกร้องที่จะสร้างปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย (และของโลก) มากขึ้น

ภาพ: http://www.ftawatch.org/taxonomy/term/143

by ThaiWebExpert