เกษตรกรรม: หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความต้องการน้ำและพลังงานในอนาคต

ผู้เขียน: 
แปลโดย ธัญลักษณ์ นรินยา ศูนย์ข่าว TCIJ
ที่มา: 
http://www.tcijthai.com/investigative-story/1011

การแย่งชิงทรัพยากรน้ำและอาหารจะรุนแรงขึ้นต่อการขยายตัวของประชากรราว 9 พันล้านคนในปีค.ศ. 2050ถ้ายังไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน เอฟเอโอจึงได้เสนอให้เกษตรกรรมเป็นแกนการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ในวาระการประชุมที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี 17 พฤศจิกายน 2554 โรม/บอนน์ เนื่องจากจะมีภูมิภาคต่างๆบนโลกจะมีทรัพยากรน้ำไม่เพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามสภาวะการดำเนินเศรษฐกิจตามปกติ(business-as-usual)อาจเป็นไม่ได้อีกต่อไป เอฟเอโอกล่าว

ฉะนั้นเกษตรกรรมจะเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน โดยทางเอฟเอโอได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในวาระการประชุมนานาชาติในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร พลังงานและน้ำ ที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี

โดยการประชุมที่เมืองบอนน์ ปีค.ศ.2011 นายอเล็กซานเดอร์ มูเอลเลอ ผู้ช่วยผู้อำนวยการทั่วไปด้านทรัพยากรธรรมชาติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) กล่าวว่า การรับมือกับปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางด้านพลังงานในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างต่อเนื่องจะต้องมีการปรับเปลี่ยนและมีแนวคิดใหม่โดยให้ความสนใจต่อการพัฒนาเกษตรกรรม และเกษตรกรรมควรกลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

การประชุมที่เมืองบอนน์ กระทรวงพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนีเป็นผู้จัดการการประชุมก่อน “Rio+20” โดยสหประชาชาติ (การเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการจัด"การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา หรือ Earth Summit 1992" ที่เมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล) ในประเด็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนปีค.ศ. 2012 และจะนำผู้นำด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม อาหาร และพลังงาน มาร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำ พลังงาน และอาหาร

การแก้ไขปัญหาต่างๆในอนาคต

โดยเอฟเอโอคาดการณ์ว่าโลกจะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของประชากรราว 9 พันล้านคนในปีค.ศ. 2050 และความต้องการพลังงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 36 เปอร์เซ็นต์ ในปีค.ศ. 2035 ดังนั้นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างการเกษตร ชุมชนเมือง และโรงงานอุตสาหกรรม จะยังคงรุนแรงขึ้นต่อไป

“ถึงเวลาที่จะต้องเลิกแก้ปัญหาเรื่องอาหาร ทรัพยากรน้ำและพลังงานแบบแยกส่วน และการแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงความสมดุลของทั้งสามส่วน จะต้องมีการประสานร่วมกัน หาทางที่จะลดการใช้ทรัพยากรโดยสูญเปล่าและสามารถใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่าที่จะแย่งชิงกัน ” มูเอลเลอ กล่าว

เกษตรกรรม : ศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว

การจัดให้เกษตรกรรมเป็นศูนย์กลางของทรัพยากรน้ำ พลังงาน อาหาร มูเดอเลอกล่าวว่า “ เมื่อคุณคิดว่าเรากำลังจัดการกับอาหาร น้ำ แสงสว่าง ความร้อนและบริการอื่นๆเพื่อตอบสนองคน 9 พันล้านคนในอนาคตอย่างไร ก็จะเป็นไปได้ว่าเกษตรกรรมเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ทั้งนี้ถ้าเรามีเจตจำนงทางการเมืองและวิสัยทัศน์ เราก็จะสามารถผลักดันให้เกษตรกรรมเป็นศูนย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ซึ่งปัจจุบันระบบการเกษตรที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ ที่ดิน และพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องกลายเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจเชิงเกษตรกรรมในอนาคต”

ทางด้านเอฟเอโอก็ให้ความสนใจต่อวาระการประชุมต่างๆที่เมืองบอนน์ โดยจะนำผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้ามาสังเกตการณ์ในประเด็นต่างๆ รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตพลังงานชีวภาพ การจัดหาทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงด้านอาหาร อีกทั้งจำเป็นต้องมีการบูรณาการการใช้ที่ดินและทรัพยากรน้ำด้วย และผลกระทบของการที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินและทรัพยากรน้ำในประเทศกำลังพัฒนาด้วย แม้ว่าพลังงานชีวภาพอาจเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด แต่ขณะเดียวกันการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจะต้องคำนึงถึงการส่งเสริมการเจริญเติบโตของชนบทและการจัดหาโอกาสการทำงานให้แก่เกษตรกรรายย่อยและแรงงานชนบท โดยให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดด้วย

แปลจาก บทความขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) http://www.fao.org/news/story/en/item/94760/icode/

แปลโดย ธัญลักษณ์ นรินยา ศูนย์ข่าว TCIJ

by ThaiWebExpert