ฝ่าวิกฤติมาบตาพุดตามกลไกรัฐธรรมนูญ ม.๖๗

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ที่มา: 
นสพ.ฐานเศรษฐกิจ

ฝ่าวิกฤติมาบตาพุดตามกลไกรัฐธรรมนูญ ม.๖๗

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

15 กุมภาพันธ์ 2553

กรณีมาบตาพุดเป็นปัญหาวิกฤติทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน หากไม่มีกรณีมาบตาพุดเกิดขึ้น การปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญคงยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันการจัดทำกฎกติกาที่เป็นเงื่อนไขตามมาตรา ๖๗ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ร่างกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ รวมทั้งการกำหนดบัญชีรายการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน

“องค์การอิสระสิ่งแวดล้อม” เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ พอมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มเติมเรื่อง “สุขภาพ” เข้ามาเนื่องจากกระแสความตระหนักด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จึงกลายเป็น “องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ฐานคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ระบุอยู่ในบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ คือ เป็นกลไกที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม (องค์การเอกชน และนักวิชาการ) ในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานภาครัฐ โดยที่องค์การอิสระไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือไม่มีอำนาจยับยั้งใดๆ อำนาจการตัดสินใจอนุมัติโครงการยังอยู่ที่หน่วยงานของรัฐเหมือนเดิม

เรื่องโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสับสนกันอย่างมาก โครงการหรือกิจกรรมที่อยู่ในรายการประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าห้ามก่อสร้างหรือดำเนินการ เพียงแต่ก่อนการดำเนินการจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโครงการหรือกิจกรรม ๓๔ ประเภท ที่ต้องทำจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ เงื่อนไขที่เพิ่มเติมขึ้นมาหากเป็นโครงการหรือกิจกรรมในข่ายมาตรา ๖๗ คือ การรับฟังความเห็นจากประชาชนในขั้นก่อนการอนุมัติให้ดำเนินโครงการ และ การให้องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ “ความเห็นประกอบ” ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่เจ้าของโครงการต้องปฏิบัติอยู่แล้วหากเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อยู่ใน ๓๔ ประเภทโครงการที่ต้องทำ EIA

ความเห็นประกอบหมายความว่าอย่างไร ?? องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาให้ความเห็นแย้ง ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือในบันทึกการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดเช่นนั้น หากโครงการหรือกิจกรรมได้ผ่านการตรวจสอบกลั่นกรองจากผู้ศึกษาและจัดทำรายงาน EIA จากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) หรือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาเป็นอย่างดี องค์การอิสระก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องให้ความเห็นประกอบในลักษณะที่คัดค้านโครงการนั้น องค์การอิสระอาจมีความเห็นสอดคล้องกับคชก. หรือมีความเห็นเสริมเรื่องมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติโครงการก็สามารถพิจารณาได้ว่าจะเพิ่มเติมมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพที่องค์การอิสระเสนอมาหรือไม่ หรือจะชี้แจงตอบกับองค์การอิสระว่ามาตรการลดผลกระทบที่กำหนดไว้เพียงพอแล้วก็ได้

ในองค์ประกอบขององค์การอิสระก็ประกอบด้วยผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพ หากองค์การอิสระจะให้ความเห็นประกอบในเชิงท้วงติงโครงการหรือกิจกรรม ความเห็นนั้นก็จะต้องประกอบด้วยข้อมูล หลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ มิฉะนั้นองค์การอิสระก็จะไม่เป็นที่เชื่อถือ ยอมรับจากสังคม ในอีกมุมหนึ่ง หากองค์การอิสระมีความเห็นประกอบในลักษณะท้วงติดโครงการพร้อมด้วยข้อมูล หลักฐานที่เพียงพอ ก็สมควรไม่ใช่หรือที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีอำนาจอนุมัติโครงการจะรับฟัง และนำความเห็นประกอบขององค์การอิสระไปใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน และลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างโครงการพัฒนากับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

สำหรับรายการประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงนั้น ในปี ๒๕๕๑ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้เคยแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาจัดทำบัญชีรายการไว้แล้ว โดยใช้ข้อมูลทางวิชาการ ศึกษากฎเกณฑ์ของต่างประเทศ และศึกษาจากกรณีปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการต่างๆ ของไทย และมีการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภูมิภาค ได้ข้อสรุปออกมาเป็น ๑๙ ประเภท แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ เรื่องจึงหยุดชะงักไป ในขณะนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ (หรือกรรมการ ๔ ฝ่าย) กำลังจะจัดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกภูมิภาครวม ๖ ครั้งเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้ (ลงทะเบียนเข้าร่วมและดูรายละเอียดได้จาก www.publicconsultation.opm.go.th/rubfung67/register.asp )

กรณีมาบตาพุดสะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การพัฒนาหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงต้นทุนของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป กลไกที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ เป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมให้กว้างขึ้น รองรับการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของภาคประชาสังคม ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้นว่าการตัดสินใจของรัฐเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้าน วิกฤตกรณีมาบตาพุดและอีกหลายพื้นที่สามารถคลี่คลายไปได้และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องจะยึดถือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2553

by ThaiWebExpert