ไทยเกินดุลอาฟต้า6.6แสนล.

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 - ข่าวหน้า1
ที่มา: 
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,517 28 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

ฐานเศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2010 เวลา 08:36 น.

พาณิชย์-ผู้ ส่งออกยัน 3 เดือนอาฟต้าลดภาษีเป็น 0% ไทยได้มากกว่าเสีย 9 ทูตพาณิชย์อาเซียนยาหอม ปัญหาการเมืองไทยไม่เป็นอุปสรรค ผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ฟันธง ปีนี้ค้าไทยกับอาเซียนขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20% เกินดุลการค้าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภาคเอกชนประสานเสียงยังไม่กระทบ ขณะทูตพาณิชย์มาเลย์ติง ไทยอย่าเพิ่งเหลิงตัวเลขการค้าพุ่ง แข่งฟิลิปปินส์จีบไทยลงทุน

จาก ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า)ที่ 6 ประเทศสมาชิกเดิมประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไนได้ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสัดส่วนเกือบ 100% ของรายการที่ค้าขายระหว่างกัน ลงเป็น 0% ให้กับ 10 ประเทศสมาชิก เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ขณะที่ 4 ประเทศสมาชิกใหม่ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือ CLMV จะเริ่มลดภาษีลงเป็น 0% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) อย่างสมบูรณ์ในปีเดียวกัน นั้น
พาณิชย์ยันไทยได้มากกว่าเสีย

ผศ.ดร.วีระศักดิ์ จิ นารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการประเมินผลเบื้องต้นหลังผ่านไปหนึ่งไตรมาส คาดการณ์ว่าการค้าของไทยกับ 9 ประเทศสมาชิกอาเซียน ไทยน่าจะได้มากกว่าเสีย (ตัวเลขอยู่ระหว่างการรวบรวม) โดยตัวเลขการส่งออกของไทยไปอาเซียนในไตรมาสแรก รวมถึงตลอดทั้งปีนี้ มั่นใจว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 % จากปีที่แล้วการส่งออกไปตลาดอาเซียนของไทยติดลบ 19% จากผลกระทบเศรษฐกิจโลก และเกินดุลการค้าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 660,000 ล้านบาท คำนวณที่ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) จากปี 2552 ที่ผ่านมาการค้าระหว่างประเทศของไทยกับ 9 ชาติอาเซียน มีมูลค่ารวม 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยส่งออก 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 24,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ดุลการค้า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับ ปัจจัยสนับสนุนตัวเลขข้างต้น มีปัจจัยสำคัญจากอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันที่ลดลงเป็น 0% ขณะที่ตลาดอาเซียนได้กำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าระหว่างกันที่ไม่เข้มงวดมาก เหมือนตลาดสภาพยุโรป(อียู) ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อลดอุปสรรคการค้าระหว่างกัน อีกทั้งหลายประเทศของอาเซียน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ทำให้มีความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภค รวมถึงวัสดุก่อสร้างเป็นจำนวนมาก น่าจะเป็นโอกาสของไทย ที่คุณภาพสินค้าได้รับการยอมรับอยู่แล้ว เป้าหมายที่ว่าทำได้แน่นอน

"จาก การพูดคุยกับ 9 ทูตพาณิชย์อาเซียนประจำประเทศไทย ก็ระบุตรงกันว่า เขาไม่ได้กังวลต่อปัญหาทางการเมืองของไทย ว่าจะกระทบต่อการค้า การลงทุนระหว่างกัน แต่มองว่าเป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคุมสถานการณ์ได้"
ด้านแหล่งข่าวจากกรมการค้าต่าง ประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกรมอยู่ระหว่างการรวบรวมสถิติการส่งออกของไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และ มีนาคม อย่างไรก็ดี จากสถิติในเดือนมกราคม หรือเดือนแรกของปีนี้ การใช้สิทธิส่งออกภายใต้อาฟต้าของผู้ประกอบการไทย มีมูลค่าทั้งสิ้น 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 547 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดย ประเทศที่ไทยมีการส่งออกภายใต้สิทธิประโยชน์อาฟต้าสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ อินโดนีเซีย สัดส่วน 32% ของการส่งออกไปอาเซียนทั้งหมด รองลงมา คือ มาเลเซียสัดส่วน 24% และเวียดนาม 23% สำหรับ สินค้าที่ใช้สิทธิสูงได้แก่ รถยนต์ส่วนบุคคล ยานยนต์สำหรับขนส่ง แป้งมันสำปะหลัง เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตัวถังรถยนต์ ตู้เย็น แชมพู ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ ยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุก และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ส่วนการค้าระหว่างประเทศของไทยกับอาเซียนในภาพรวม ทั้งที่ใช้สิทธิและไม่ใช้สิทธิอาฟต้า ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า11,213 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยส่งออกมูลค่า 6,685 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 65% และนำเข้า 4,528 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 27% ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 2,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอาฟต้าที่ลดภาษีลงเป็น 0%

-เอกชนชี้ยังไม่กระทบ
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการ รองเลขาธิการ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการค้าไทยกับอาเซียนจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน จากที่เพิ่มทุกปีอยู่แล้ว และปัจจุบันอาเซียนคือตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย (ปีที่แล้วไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับ 9 ชาติอาเซียนมูลค่า 1.9 ล้านล้านบาท) ที่ต้องให้ความสำคัญลำดับต้น ๆ ส่วนผลกระทบที่เคยห่วงว่าอาจมีกับสินค้าเกษตรไทย อาทิ ข้าว หรือปาล์มน้ำมัน ขณะนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น เท่าที่ผ่านมายังก็ไม่มีเอกชนรายใดเข้ามาร้องเรียน ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนเลย เช่นเดียวกับนายสันติ วิลาสศักดานนท์ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังไม่มีสมาชิกส.อ.ท.ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน

-แป้งมันเฮออร์เดอร์จ่อทะลัก
นาย ปรีชา เต็มพร้อม นายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ตลาดอาเซียนถือเป็นตลาดสำคัญของแป้งมันสำปะหลังไทยทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม การลดภาษีตามความตกลงอาฟต้าลงเป็น 0% ไทยจะได้ประโยชน์แน่นอนจากต้นทุนการส่งออกที่ต่ำลง ประกอบเวลานี้เวียดนามประสบปัญหาไต้ฝุ่นเข้าถึง 3 ลูกทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังเสียหายไป กว่า 60% และอินโดนีเซียเจอภัยแล้งผลผลิตหายไป 70% จึงทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์หลายเด้ง คาดว่าแนวโน้มราคาจะดีอีกด้วย

-ผ้าผืนร้องยังไม่ได้ประโยชน์

ขณะที่นายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ประเมินในทางลบว่า กลุ่ม ทอผ้าไทยมีแนวโน้มที่จะเสียผลประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ เนื่องจากยังมีอีก 4 ประเทศที่ยังไม่เปิดเสรี ภาษียังไม่ได้ลดลงเป็น 0%ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (ภาษีเป็น 0% ในปี 2558) ทำให้ไทยเสียเปรียบ เช่น เวียดนามส่งผ้าผืนมาขายให้ไทยได้รับการลดภาษีลงเป็น 0% ขณะที่ไทยส่งออกผ้าผืนไปเวียดนามยังต้องเสียภาษีนำเข้า 2-6% ทำให้ผู้ประกอบการผ้าผืนของไทยยังไม่มีใครได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้า ในครั้งนี้เลย

ทูตพาณิชย์มาเลย์-ปินส์จีบลงทุน
ด้าน นายโมฮาหมัด อิ๊คบา โมฮาหมัด นอร์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ จากสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากเป้าหมายการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน ได้เปิดโอกาสใหม่หลายด้าน คือ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีรวมกันถึง 587 ล้านคน ได้ใช้สินค้าที่ถูกลง จากภาษีที่ลดลงเป็น 0% หรือแม้บางตัวยังเก็บอยู่ก็ต่ำมาก ทำให้สินค้าในอาเซียนด้วยกันมีราคาถูกลงอย่างมาก รวมทั้งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนประกอบก็ถูกลง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงด้วย แต่ขณะเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าประชาคมเศรษฐกิจจะเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันทางด้านราคา มากขึ้น

สำหรับ มาเลเซียมีความพร้อม ที่จะนำเสนอจุดเด่นที่จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการของไทย หรือสมาชิกประเทศอื่นๆ ที่สนใจเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย เพื่ออาศัยประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่เปิดกว้าง เช่น การเข้าไปหาแหล่งเอาต์ซอร์ซ(outsourcing)ใน งานผลิตหรืองานบริการที่มาเลเซียมีความเชี่ยวชาญ เช่น การผลิตและทำการตลาดสินค้าฮาลาล การโยกย้ายฐานการปฏิบัติการมาที่มาเลเซียเพื่อลดต้นทุน การดำเนินการหรือเพื่อเข้าถึงวัตถุดิบและทรัพยากรบางอย่างที่มาเลเซียมี มากกว่าและราคาถูกกว่า รวมทั้งการเข้าไปลงทุนด้านธุรกิจบริการที่ไทยมีความชำนาญ และรัฐบาลมาเลเซียก็กำลังให้การสนับสนุน เช่น บริการด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นต้น

"การ ค้าสองฝ่ายไทย-มาเลเซียเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีปริมาณเพิ่มขึ้นราว 40 % เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพราะผลจากการบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน อย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ เพราะเป็นสถิติเพียงแค่เดือนเดียวและยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบจึงจะตอบเช่นนั้นได้"

ด้าน นายเคนเน็ท แย๊บ ทูตพาณิชย์สถานทูตฟิลิปปินส์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การค้าเสรีอาเซียน เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกมีกิจกรรมการค้า-การลงทุนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าผู้ประกอบการภาคเอกชน ยังใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เปิดกว้างนี้ไม่เต็มที่นัก เขาอยากเชิญชวนให้นักธุรกิจของไทยเข้าไปแสวงหาลู่ทางการลงทุนในฟิลิปปินส์ มากยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนการค้าระหว่างกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งภาคธุรกิจที่ฟิลิปปินส์กำลังให้การส่งเสริม และอยากเชิญชวนนักธุรกิจต่างชาติ รวมทั้งไทย เข้าไป ได้แก่ธุรกิจพลังงานทางเลือก การท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การแปรรูปอาหาร รวมทั้งธุรกิจยา เป็นต้น

by ThaiWebExpert