วัดปรอทเอฟทีเอ 12 ฉบับ

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การค้า-ส่งออก - การค้า-ส่งออก
ที่มา: 
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,518 1 - 3 เมษายน พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 31 มีนาคม 2010 เวลา 08:41 น.

จาก ภาคการส่งออกของไทย ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่ตัวเลข 2 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง (ขยายตัว 31 และ 23%ตามลำดับ) โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงตึงเครียดมากนัก ส่วนหนึ่งกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีนอกจากเป็นผลจาก เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวแล้ว ยังมีส่วนสำคัญจากแต้มต่อด้านภาษีที่ลดลงจากการที่ประเทศไทยได้ไปจัดทำความ ตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ในหลายกรอบ ทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งขันการส่งออกไปในหลายประเทศที่ไทยได้ไปจัดทำ ความตกลงเอาไว้

++12 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว
จาก ข้อมูล ณ ปัจจุบัน มีเอฟทีเอที่ไทยได้ไปลงนามและมีผลบังคับใช้แล้วทั้งในแบบทวิภาคี และแบบภูมิภาคในนามอาเซียนกับคู่เจรจา รวมทั้งสิ้น 12 ฉบับ ที่ทำกับ 6 ประเทศคู่เจรจา(ไม่นับรวมความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนด้วยกันเอง)ได้แก่ ไทย-ออสเตรเลีย ,ไทย-นิวซีแลนด์ ,ไทย-อินเดีย(เฉพาะ สินค้านำร่องลดภาษี 82 รายการ) ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-จีน (ด้านสินค้าและบริการ แยก 2 ฉบับ)อาเซียน-ญี่ปุ่น (สาระสำคัญเฉพาะเรื่องสินค้า) อาเซียน-อินเดีย(ด้านสินค้า) อาเซียน-เกาหลี(ด้านสินค้า ด้านบริการ และการลงทุนแยก 3 ฉบับ) และอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์)

ส่วน เอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจายังมีอีก 3 ฉบับได้แก่อาเซียน-สหภาพยุโรป(ล่าสุดจะมีการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสหภาพ ยุโรปกับอาเซียนรายประเทศ) และอาเซียน-อินเดีย(ด้านการบริการและการลงทุนแยก 2 ฉบับ) ขณะที่มีเอฟทีเอที่ได้ระงับการเจรจาออกไปก่อน 5 ฉบับได้แก่ ไทย-เปรู(ด้านบริการ และการลงทุนแยก 2 ฉบับ) ไทย-เอฟต้า ไทย-สหรัฐอเมริกา และไทย-บาห์เรน

++แบงก์ชาติชี้ทำการค้าพุ่ง
จาก ข้อมูลของฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ และฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้วิเคราะห์เรื่อง "เจาะลึกความตกลงเอฟทีเอของไทย และนัยต่อการค้าระหว่างประเทศ" ระบุถึงมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยกับ 6 ประเทศคู่เจรจาพบว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคีส่วนใหญ่คือ ออสเตรเลีย อินเดีย และจีน ขยายตัวสูงขึ้นมาก อีกทั้งอันดับตลาดการส่งออกเลื่อนสูงขึ้นทันทีหลังจากเอฟทีเอมีผลบังคับใช้ ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของประเทศภาคีคู่สัญญา มีสัดส่วนการส่งออกต่อการส่งออกของไทยทั้งหมดของไทยที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศที่ไม่มีเอฟทีเอกับไทยส่วนมากมีสัดส่วนที่ลดลง

สอด คล้องกับที่ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้รวบรวมข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยกับ 6 ประเทศภาคีเอฟทีเอในปี 2552 มีมูลค่ารวม 3.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 35% ของการค้าไทยกับทั่วโลก (ปีที่แล้วการค้าไทยกับทั่วโลกมีมูลค่า 9.80 ล้านล้านบาท)แต่หากรวมการค้าไทยกับ 6 ประเทศภาคีเอฟทีเอ รวมการค้าที่ไทยค้ากับอาเซียนจะมีมูลค่าถึง 5.39 ล้านล้านๆ บาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 55% ของการค้าไทยกับทั่วโลก

++แต่ขาดดุลจีน-ญี่ปุ่นเพิ่ม
ส่วน ด้านดุลการค้า ข้อมูลของ ธปท.ระบุว่า หลังจากความตกลงมีผลบังคับใช้ ไทยขาดดุลการค้ากับจีนและญี่ปุ่นมากขึ้น แต่กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลมาโดยตลอด และสำหรับอินเดีย ก่อนมีเอฟทีเอไทยเป็นฝ่ายขาดดุล กระทั่งเอฟทีเอไทย-อินเดีย ( 82 กลุ่มสินค้านำร่อง) มีผลบังคับใช้ไทยกลับเป็นฝ่ายเกินดุลมาตลอด ด้านอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากความตกลง พบว่า มีการใช้สิทธิส่งออกไปยังออสเตรเลียค่อนข้างสูงและอัตราการใช้สิทธิส่งออกไป จีน และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างการลดภาษีภายใต้ความตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน และไทย-ญี่ปุ่น เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
ส่วนอุปสรรคและปัญหาที่พบในแต่ละ เอฟทีเอ ที่สำคัญได้แก่ การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(เอ็นทีบี) ปัญหาการขาดเครื่องมือในการกระจายผลประโยชน์จากความตกลงไปยังกลุ่มผู้เสีย ประโยชน์ การขาดการประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้สิทธิประโยชน์ และปัญหาเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า

++อย่ามองแค่การค้าด้านเดียว
สำหรับ ภาพรวม เอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้ว ทาง ธปท.สรุปว่า มีส่วนช่วยให้การค้าระหว่างกันขยายตัวเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกค่อนข้างเห็นชัดเจน แต่หากมองผลประโยชน์ด้านการค้าสินค้าในภาพรวมเพียงด้านเดียวคงยังไม่สามารถ สรุปได้แน่ชัดว่า เอฟทีเอมีประโยชน์ต่อไทยมากน้อยเพียงใด เนื่องจากการวัดผลดี-ผลเสียจากความตกลงในภาพรวมทั้งหมดยังต้องรวมถึงการค้า บริการและการลงทุน ซึ่งเป็นอีกสองภาคสำคัญของการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งวัดเป็นตัวเลขได้ยาก สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อเรื่องเอฟทีเอ รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบดูแลติดตาม จัดเก็บข้อมูล จัดทำกลยุทธ์เชิงรุก ประชาสัมพันธ์และประเมินผลการจัดทำความตกลงต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งการพิจารณาปรับปรุงกระบวนการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น

++สภาหอฯเร่งทบทวนอุปสรรค
สอดคล้องกับนายวีรชัย วงศ์บุญสิน ประธานคณะติดตามผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่กล่าวว่า ตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการจัดทำเอฟทีเอที่สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าทาง การค้า ทั้งการส่งออกและนำเข้าระหว่างกัน ซึ่งจากสถิติการค้าของไทยกับประเทศคู่เจรจาเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่ในทางปฏิบัติการค้ายอมมีปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การค้าเกิดความไม่คล่องตัว นอกจากนี้ มีปัญหาผู้ประกอบการมาใช้สิทธิเอฟทีเอในการส่งออกสินค้าในสัดส่วนที่ยังไม่ มาก อาจเกิดจากภาษีนำเข้าเดิมในประเทศคู่ค้าต่ำอยู่แล้ว ปัญหาผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่รับทราบ หรือขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในแต่ละเอฟทีเอ ปัญหาการตีความพิกัดอัตราภาษีศุลกากรของสองประเทศที่ไม่ตรงกัน เป็นต้น

ใน เรื่องนี้ทางสภาหอฯได้เตรียมจัดประชุมเพื่อทบทวนและศึกษารายละเอียดในแต่ละ เอฟทีเอที่ได้ลงนามมีผลบังคับใช้ไปแล้ว เริ่มจากเอฟทีเออาเซียน-จีนในต้นเดือนเมษายนนี้ โดยจะหารือกันถึงปัญหา-อุปสรรคที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการมาใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกให้ มากที่สุด และจะช่วยกันศึกษาวิเคราะห์ว่า ภายหลังการเปิดเสรีแล้ว ผู้ส่งออกได้ประโยชน์จริงมากน้อยเพียงใด การนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปเพื่อลดต้นทุน รวมถึงผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นจริงหรือไม่

++สภาอุตฯชี้ยังมีกีดกัน
ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา คณะกรรมการเอฟทีเอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการติดตามเอฟทีเอในหลายกรอบที่ได้ลงนามมีผลบังคับใช้แล้วมีทั้งผู้ได้และ เสียประโยชน์ ประเทศคู่สัญญายังมีการกีดกันทางการค้า บางเอฟทีเอมีปัญหาอุปสรรค เช่น กรณีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(เจเทป้า)ที่ยังมีปัญหาเรื่อง ถิ่น/แหล่งกำเนิดสินค้าบางรายการ

ใน เรื่องเอฟทีเอนี้ทาง ส.อ.ท.ได้ให้ความสำคัญมาก โดยมีหน่วยงานติดตามตรวจสอบเช่น การส่งแบบสอบถามสมาชิกเพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ ปัญหาอุปสรรคที่อยากให้รัฐบาลช่วยเจรจาทบทวน เช่น เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ไทย-ญี่ปุ่น ที่มีการเจรจาทบทวนทุกปี รวมถึงมีเวทีพูดคุยระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)กับสมาพันธ์องค์กรเศรษฐกิจญี่ปุ่น(ไคดันเรน)และหอการค้าญี่ปุ่น เพื่อทบทวนเรื่องเอฟทีเอในหลายแง่มุม สิ่งที่อยากเสนอคือ อยากให้รัฐบาลมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบดูแลติดตามผลกระทบ ดูแลเรื่องการกีดกันการค้า และประเมินผลการจัดทำความตกลงต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะทำให้ทราบว่าผลการทำเอฟเอทีไทยได้มากกว่าเสียจริง หรือไม่

by ThaiWebExpert