คลังเดินหน้าเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน Financial - การเงิน-ตลาดทุน
ที่มา: 
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,522 15 - 17 เมษายน พ.ศ. 2553

คลังเดินหน้าเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม

 

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2010 เวลา 20:25 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน Financial - การเงิน-ตลาดทุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,522  15 - 17  เมษายน พ.ศ. 2553

 

 

สศค. เร่งจี้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมชี้เป็นเรื่องเร่งด่วน  ระบุรัฐต้องเสียรายได้กว่า 18,000 ล้านบาทต่อปีในการจัดการปัญหา    ขณะที่กฎหมายรองรับปัจจุบันมีข้อจำกัดอยู่มาก  เล็งเสนอ ครม.คลอดมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม เร็ว ๆนี้มุ่งควบคุม/ขจัด "ปัญหามลพิษทางน้ำ -ทางอากาศ -ก๊าซเสียจากยานยนต์  ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า  และภาษีจากนักท่องเที่ยว

 

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงแนวคิดในการออกมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม ว่า การแก้ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เร่งด่วน  ที่กระทรวงการคลังจะต้องให้การสนับสนุน  เนื่องจากในแต่ละปีนั้น รัฐมีภาระด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชนสูงกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี 


นอกจากนี้ ในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมภายใต้กฎหมายปัจจุบันยังมีปัญหา  และข้อจำกัดอย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำกับ  หรือควบคุมภายใต้กฎหมายที่เป็นอยู่  ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเข้มงวด  เนื่องจากการขาดแคลนบุคลากร 
ขณะที่เรื่องของการกำหนดค่าธรรมเนียมก็มีอัตราที่ต่ำจนเกินไป  เช่นเดียวกับการกำหนดบทลงโทษที่ยังน้อย  โดยเห็นได้ชัดเจนในเรื่อง"ขยะ"  ซึ่งมีความแตกต่างกับหลายประเทศที่มีข้อกำหนดที่เข้มงวด  ทั้งการทิ้ง  และการกำจัด  โดยประเด็นที่สำคัญก็คือไม่สามารถนำมาตรการภาษีภายใต้กฎหมายที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ยกตัวอย่างเช่น การนำภาษีสรรพสามิตมาใช้สนับสนุนการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ทุกประเภท  โดยมองว่าการใช้มาตรการภาษีเป็นมาตรการเสริมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ควรที่จะมีกฎหมายใหม่มารองรับเป็นการเฉพาะ  เพื่อให้เกิดความชัดเจน  และคล่องตัวในการดำเนินการ  เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในหลายๆประเทศ

 

สำหรับแนวทางในการดำเนินการนั้น  จะต้องมีการนำเสนอกฎหมายใหม่ได้แก่  ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... เพื่อใช้เป็นกฎหมายแม่บทในการวางกรอบนโยบายการใช้มาตรการภาษี  และมาตรการอื่นมาใช้เสริมการจัดการสิ่งแวดล้อม  โดยจะเปิดช่องให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเสนอให้มีการออกกฎหมายลำดับรอง  นั่นก็คือ ร่างพระราชกฤษฎีกา  กฎกระทรวง  หรือประกาศกระทรวง  เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์  รวมถึงวิธีการ  และเงื่อนไขในการนำมาตรการภาษี  และมาตรการอื่นไปใช้บริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

"

กลไกลในดำเนินการนั้นก็จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านคณะกรรมการกลาง  ซึ่งประกอบไปด้วย  ผู้แทนจากภาครัฐ  ภาคเอกชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และผู้ทรงคุณวุฒิ" นายสาธิต กล่าวและว่า


นายสาธิต กล่าวต่อไปอีกว่า ปัญหามลพิษที่จะต้องดำเนินการเมื่อกฎหมายแม่บทมีผลบังคับใช้นั้น  ในลำดับแรกก็คือ มลพิษทางน้ำ  และมลพิษทางอากาศ  ขณะที่ในลำดับถัดไป  ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนของการศึกษาก็คือ  ภาษีคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์  ภาษีการจัดการของเสียอันตรายจากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  และภาษีนักท่องเที่ยว
สำหรับอัตราภาษีที่จะจัดเก็บ  ซึ่งจะต้องไม่เกินอัตราเพดานที่กฎหมายกำหนด  ในเบื้องต้นได้มีการกำหนดไว้ดังนี้  ในส่วนของภาษีมลพิษทางน้ำจากค่าบีโอดี (BOD) และปริมาณสารแขวนลอย (TTS) นั้น  ขนาดสถานประกอบการขนาดเล็ก  ซึ่งมีปริมาณน้ำทิ้ง 1-50 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  อัตราภาษีที่จัดเก็บจะเป็นแบบคงที่ตั้งแต่ 1,000-น้อยกว่า 3,000 บาทต่อราย ต่อปี 
ส่วนกรณีที่เป็นสถานประกอบการขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำทิ้งเกินกว่า 50-500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  อัตราภาษีที่จัดเก็บจะเป็นแบบคงที่ตั้งแต่ 3,000-10,000 บาทต่อราย ต่อปี  และหากเป็นสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำทิ้งเกินกว่า 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  อัตราภาษีที่จัดเก็บจะเป็นแบบผันแปรตามปริมาณมลพิษที่ปล่อย  ตั้งแต่ 2,500-10,000 บาทต่อตัน ต่อราย ต่อปี


ส่วนภาษีมลพิษทางอากาศจากค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ,ออกไซด์ของไนโตรเจน  และฝุ่นละอองรวม (TPS) หากเป็นโรงงานขนาดเล็กที่มีขนาดเตาน้อยกว่า 500 แรงม้า  หรือขนาดหม้อน้ำเล็กกว่า 5 ตันต่อชั่วโมง  อัตราภาษีที่จัดเก็บจะเป็นแบบคงที่ตั้งแต่ 10,000-น้อยกว่า 30,000 บาทต่อรายต่อปี  ขณะที่หากเป็นโรงงานขนาดกลาง  ซึ่งมีขนาดเตาตั้งแต่ 500-น้อยกว่า 1,000 แรงม้า  หรือขนาดหม้อน้ำตั้งแต่ 5-น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง  อัตราภาษีที่จัดเก็บจะเป็นแบบคงที่ตั้งแต่ 30,000-50,000บาทต่อรายต่อปี  และหากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีขนาดเตาตั้งแต่ 1,000 แรงม้าขึ้นไป  หรือขนาดหม้อน้ำตั้งแต่ 10 ตันต่อชั่วโมงขึ้นไป  อัตราภาษีที่จัดเก็บจะเป็นแบบผันแปรตามปริมาณมลพิษที่ปล่อย 


"
ต้องเรียนว่าอัตราภาษีที่จัดเก็บไม่ได้เป็นการมุ่งหารายได้เข้ารัฐแต่อย่างใด  แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้สร้างปัญหาลดการปล่อยมลพิษหรือทำลายสิ่งแวดล้อม  โดยหากสิ่งแวดล้อมดีขึ้นรายได้ภาษีก็จะลดลง  ทั้งนี้  คาดว่าจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้พิจารณาเร็วๆนี้"

by ThaiWebExpert