'ตีแตก' การค้าเสรียุคอาฟต้า

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน
ที่มา: 
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,536 3-5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์"ฐานเศรษฐกิจ"ร่วมกับ 5 องค์กร พันธมิตร ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน และเคเบิ้ลทีวีโคราช จัดสัมมนายุทธศาสตร์การค้า การลงทุนสู่ภูมิภาคสัญจร เรื่อง "ตีแตก" การค้าในยุคอาฟต้า ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ ประชาชน เกษตรกร ข้าราชการ และนักศึกษาเข้าร่วมรับฟังและซักถามข้อสงสัยอย่างล้นหลามกว่า 500 คน

สำหรับเป้าหมายสำคัญของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนในเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์จากความตกลงทั้งในเชิงรุกและรับให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเตรียมตัวรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

++ตะลึง!สิบปียังเป็นเรื่องใหม่
นายสมศักดิ์ ปริสุทโธ เหมธานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดการเปิดสัมมนาว่า อาฟต้าหรือเขตการค้าเสรีอาเซียน แม้จะพูดกันมาเป็นสิบปี และมีผลในทางปฏิบัติแล้ว แต่ก็ยังมีผู้รู้และเข้าใจในวงจำกัด และอาฟต้ายังเป็นของใหม่สำหรับผู้ประกอบการในท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ขณะที่จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นประตูสู่อีสาน มีความโดดเด่นเรื่องสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมไหม และการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถใช้อาฟต้าให้เป็นก็จะเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในท้องถิ่นมาก

++แฉธุรกิจท้องถิ่นปรับตัวช้า
ขณะที่นางสุบงกช วงศ์วิชยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกของหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา มีประมาณ 800 ราย ประกอบอาชีพหลากหลายสาขา เช่น พาณิชยกรรม ธุรกิจบริการ โรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการเกษตร ร้านค้าห้องแถว และอื่นๆ สภาพข้อเท็จจริงของการรับรู้ เข้าใจ และการใช้ประโยชน์จากอาฟต้า ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีการติดต่อค้าขายกับประเทศสมาชิกของอาฟต้าเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ข้าราชการ นักศึกษา และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะถึงวันหนึ่งสินค้า บริการ และการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านจะไหลเข้ามาจากการเปิดเสรีอาฟต้า ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกสินค้าและบริการที่มีราคาถูกที่สุด และคุณภาพดีที่สุด หากสินค้า หรือธุรกิจในประเทศไม่เร่งศึกษาข้อมูลคู่แข่งขันแบบรู้เขา-รู้เรา และปรับตัวรองรับการแข่งขันคงได้รับผลกระทบแน่นอน

"ปัจจุบันกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ของไทยภายใต้ความตกลงอาฟต้าได้ลดลงเป็น 0%แล้ว สิ่งที่ห่วงคือ เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่พวกผัก ผลไม้ต่างๆจะกระทบมาก จากปัจจุบันผลผลิตก็ล้นตลาด และราคาตกต่ำอยู่แล้ว หากจากนี้ไปจะมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาแข่งขันอีกจะยิ่งล้นตลาด และราคาตกต่ำมากขึ้น เพื่อช่วยเกษตรกรและภาคธุรกิจในพื้นที่ขณะนี้ทางหอการค้านครราชสีมาได้มีโครงการเอสเอ็มอีคลินิก โดยรวมกลุ่มกันออกไปหาตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ได้มีโอกาสแจ้งเกิด"

++จี้เร่งใช้ประโยชน์ภาษี 0%
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในประเด็น "กฎ กติกาของอาฟต้า และการค้าระหว่างประเทศ" ว่า ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า มีมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งขณะนี้ภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างไทยกับสมาชิกเดิมของอาเซียนอีก 5 ประเทศได้ลดลงเป็น 0% แล้วเกือบทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 (ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวของแต่ละประเทศ)ขณะที่อีก 4 ประเทศซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกภายหลัง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือ CLMV สามารถส่งสินค้าเข้ามาขายใน 6 ประเทศสมาชิกเดิมได้รับสิทธิ์ภาษี 0% เช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้ยังไม่ลดภาษีให้ประเทศสมาชิกลงเป็น 0% แต่จะเริ่มในปี 2558 เพราะถือเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า และยังไม่พร้อมแข่งขันเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดีพัฒนาการของอาฟต้าจากนี้ไปประเทศสมาชิกอาเซียนมีเป้าหมายการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือ AEC ภายในปี 2558 ซึ่งจะทำให้อาเซียนกลายเป็นฐานตลาดและฐานผลิตเดียวกัน โดยจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่ถึง 580-600 ล้านคน เสมือนหนึ่งเป็นประเทศเดียวกันในลักษณะเดียวกับสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) โดย AEC จะมีการเปิดเสรีการค้า การลงทุน บริการ การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีมากขึ้น

++เตือนอยู่เฉยๆกระทบแน่
สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากผู้ประกอบการในท้องถิ่นอยู่เฉยๆ และบอกว่าไม่เกี่ยวคงไม่ได้ เพราะหากอยู่เฉยๆ จะมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายแข่ง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าจากมาเลเซีย สินค้าเกษตรจากเวียดนาม ลาว พม่า จะมีนักลงทุนจากสิงคโปร์ มาเลเซียเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อขายสินค้าหรือแข่งขันในธุรกิจบริการ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นจะต้องเร่งดำเนินการคือ หากอยู่ในภาคการผลิต ภาคเกษตร หรือภาคบริการจะต้องศึกษาว่าข้อตกลงในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างไรบ้าง เช่นเงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่องมาตรฐานสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเร่งปรับตัวผลิตสินค้าให้ได้ตามเงื่อนไขความตกลงและส่งไปขายแข่งในประเทศเพื่อนบ้าน หรือหากต้นทุนการผลิตในประเทศสูงก็ควรหาลู่ทางเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเพื่อชิงความได้เปรียบ เป็นต้น

นอกจากนี้ต้องเร่งสร้างเครือข่ายเอสเอ็มอีแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน การเรียนรู้ภาษา และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจ การศึกษาลู่ทางการลงทุน กฎหมาย กฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้าน และศึกษาโอกาสการทำธุรกิจใน AEC เป็นต้น

"ในสินค้าเกษตรปัจจุบันไทยถือเป็นผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งของอาเซียน แต่ในแง่สินค้าอุตสาหกรรมที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียน ปัจจุบัน การค้าสินค้าอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียนในภาพรวมไทยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในจำนวนนี้มีสินค้าเพียง 2 รายการเท่านั้นที่เรามีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาดอาเซียนคือ ยานยนต์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเราจะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพสินค้ากลุ่มอื่นๆให้มีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น"

++เผยเคล็ดไม่ลับรวยด้วยอาฟต้า
นายฉัตรชัย มงคลวิเศษไกวัล รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในประเด็น "ค้าขายให้รวยด้วยอาฟต้า"ว่า จากการที่ในปี 2558 อาฟต้าจะพัฒนากลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทั้ง 10 ประเทศกลายเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกัน การที่จะค้าขายให้รวยด้วยอาฟต้านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการไทยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต้องแสวงหาโอกาส มีข้อคิดคือต้องรู้เขา-รู้เรา

ขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมองอาเซียนเป็นฐานการผลิต เป็นศูนย์กระจายสินค้าและบริการ รวมถึงใช้เป็นประตูสู่ตลาดโลก แต่ทั้งนี้ในสินค้าและบริการใดหากไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็ขอให้ทำตัวเป็นนักวิ่งผลัด 4 คูณ 100 เมตร โดยหาทางดึงเขามาเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนธุรกิจ สร้างเครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างความมั่นคงระยะยาว หากทำอย่างนี้ได้รับรองว่ารวยแน่ แต่หากใครทำตัวเป็นนักวิ่ง 100 เมตรประเภทข้ามาคนเดียว ทำทุกอย่างเองครบวงจร กู้เงินมาขยายงานไปเรื่อยๆ ณ วันหนึ่งอาจเจ็บตัวและเจ๊งได้

by ThaiWebExpert