ความตกลง JTEPA กับรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ : ทำไมไม่ผ่านสภานิติบัญญัตแห่งชาติ ??

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

8 ตุลาคม 2550

จากโจทย์ปัญหาเรื่องการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงพยายามออกแบบระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาสังคม เพื่อให้กระบวนการเจรจาและลงนามความตกลงระหว่างประเทศมีธรรมาภิบาล แก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งให้เกิดการเสริมหนุนอำนาจในการเจรจาของฝ่ายบริหาร โดยใช้พลังจากภาคประชาสังคมและฝ่ายนิติบัญญัติ

การแสดงเจตนาผูกพันความตกลง JTEPA ของไทยที่รัฐบาลได้ยื่นหนังสือทางการทูตแลกเปลี่ยนกับฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ เป็นกรณีแรกที่พิสูจน์ว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีผลในทางปฏิบัติจริงอย่างไร แก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลทักษิณได้หรือไม่ หรือซ้ำรอยกับปัญหาในอดีต

ย้อนไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีของไทยและญี่ปุ่น (พล.อ.สุรยุทธ์ กับ นายชินโซะ อาเบะ) ได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ภายหลังการลงนามซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศยังไม่ถือว่าความตกลง JTEPA มีผลใช้บังคับ แต่ละฝ่ายต้องมีขั้นตอน “การแสดงเจตนาผูกพัน” (Expression of Consent to be Bound) ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ

ในฝ่ายญี่ปุ่น รัฐบาลได้เสนอเรื่องนี้ให้รัฐสภาได้พิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบต่อการแสดงเจตนาผูกพันความตกลง JTEPA หรือไม่ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น มาตรา ๗๓ ต่อมารัฐสภาของญี่ปุ่นก็ได้มีมติเห็นชอบให้สัตยาบันเพื่อแสดงเจตนาผูกพันความตกลง JTEPA

สำหรับฝ่ายไทย ทางรัฐบาลอ้างว่าไม่มีข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี ๒๕๔๙ ที่บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่านักวิชาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กรเห็นว่ารัฐบาลจะต้องเสนอเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาก่อนแสดงเจตนาผูกพัน ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีอยู่ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ม.๒๒๔ และในช่วงรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ต้องยึดถือปฎิบัติเช่นนั้น เหตุผลข้อโต้แย้งของรัฐบาลที่ไม่นำเรื่อง JTEPA เข้าสู่รัฐสภาก็คือ ความตกลง JTEPA ไม่อยู่ในขอบข่ายเงื่อนไขของหนังสือสัญญาตาม ม.๒๒๔

เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ใน ม.๑๙๐ (หรือ ม.๒๒๔ เดิม) ได้ขยายขอบเขตเงื่อนไขหนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จากเดิม ๓ เงื่อนไขเป็น ๕ เงื่อนไข เงื่อนไขที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ (หนึ่ง) เป็นหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ (สอง) เป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง

ผลจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทำให้กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ๑ วัน ลงนามโดยนายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยมีสาระสำคัญที่ คือ ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเสนอความตกลง JTEPA เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบในโอกาสแรก ก่อนการดำเนินการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อให้ความตกลง JTEPA มีผลใช้บังคับ เหตุผลหลักประการหนึ่งที่กระทรวงการต่างประเทศอธิบายไว้ในจดหมาย คือ “ความตกลง JTEPA น่าจะเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เนื่องจากมีข้อผูกพันเปิดเสรีทางด้านการค้า การค้าบริการ และการลงทุนที่ไม่ใช่ภาคบริการ ซึ่งเป็นการเปิดเสรีมากกว่าที่ไทยเคยผูกพันไว้ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก”

แต่ในเช้าวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำหนังสือด่วนที่สุดอีกฉบับหนึ่งส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงนามโดยนายนิตย์ พิบูลสงคราม ขอให้ยกเลิกหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ และได้เปลี่ยนแปลงข้อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีว่า ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตกับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อให้ความตกลง JTEPA มีผลใช้บังคับภายในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยไม่ต้องเสนอสภานิติบัญญัติเพื่อขอความเห็นชอบแต่อย่างใด

ในหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ชี้แจงเหตุผลใดๆ ว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ต้องเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนแสดงเจตนาผูกพัน ทั้งที่ในจดหมายฉบับแรกของกระทรวงการต่างประเทศได้ระบุชัดแจ้งแล้วว่าตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสองจะต้องเสนอขอความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อน

รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จึงเสมือนระเหิดไปได้ชั่วข้ามคืน พร้อมกับความหวังเรื่องการปฏิรูปการเมือง

by ThaiWebExpert