บันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ประเทศต้องปฏิรูปอย่างไรเพื่อเกษตรกรไทยพ้นวิกฤต”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน
ที่มา: 
http://sathai.org/hotissue/060-GreenReformeActivity%204Feb53.htm

บันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประเทศต้องปฏิรูปอย่างไรเพื่อเกษตรกรไทยพ้นวิกฤต
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553  เวลา 8.30 น. – 15.30 น.
ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

 

จัดโดย
คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม  (สปกช.)

………………………………….

การประชุมในวันนี้ เกิดจากหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) แต่มีหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมอีกหลายหลายงาน ได้แก่ บุคลากรในการจัดประชุม สื่อ เอกสาร สื่อมวล ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก มูลนิธิวิถีไทย มูลนิธิชีววิถี และไทยนิวส์ ที่จะถ่ายทอดสดไปยังวิทยุชุมชนทั้ง 300 แห่งทั่วประเทศ

วัตถุประสงค์การจัดงาน ได้แก่

1) การสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของเกษตรกรในภาคเกษตรกรรมและความจำเป็นในการ ปรับปรุงระบบและประมวลสภาพการณ์ที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพ วิถีชีวิต คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

2) เพื่อสร้างความตระหนักในผลกระทบต่อประเทศให้แก่ผู้นำของภาคส่วนต่างๆที่มี บทบาทเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะการเปิดการค้าเสรีอาเซียน และการเข้ามาช่วยกันของภาคส่วนต่างๆ

3) เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง มาตรการในการป้องกัน เฝ้าระวัง แก้ไขปัญหา และฟื้นฟูสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดความมั่นคงด้านอาหาร และชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

4) ประมวลข้อเสนอแนะที่มีต่อ สปกช. ในการดำเนินงานด้านนี้

 


ความเป็นมาและเหตุผลในการตั้งสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)
โดย คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์
ประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ

กราบ เรียน ศ.นพ.ประเวส วะสี และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน คิดว่าเวลาที่สำคัญคือการปาฐกถาและเสวนาโต๊ะกลม เพื่อไปสู่การประชุมกลุ่มย่อยในตอนบ่าย ก่อนที่จะเข้าสู่รายการ จะขอเล่าสั้นๆ ว่าตั้งแต่ นายกอภิสิทธิ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรค จริงๆก่อนหน้านั้น ท่านมีความชัดเจนว่าบ้านเมืองจะไปได้ชุมชนต้องเข้มแข็ง และเงินไม่ใช่ตัวหลัก งานซึ่งชาวบ้านเป็นฐาน ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง ให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง และเมื่อท่านได้เป็นนายก ทางภาคประชาชนก็ได้เข้าไปปรึกษา และเกิดการตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชาติ ที่มีกรรมการมาจากผู้นำชาวบ้าน ชุมชน ที่ได้รับการยอมรับ ภาครัฐก็มีบางส่วน ทำงานเพื่อเสริมให้เข้มแข็งหน่วยงานหลักที่ช่วยมากคือ สสส. และ พอช. ส่วนกรรมการชุดนี้ ภาคเกษตร เข้ามาร่วมมาก

หนึ่ง ปีที่ผ่านมา ที่ทำไปได้ด้วยดีเพราะชุมชนได้ทำกันมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการชุมชน ซึ่งไม่ต้องพูดเรื่องเงินก่อนความเข้มแข็งของชุมชน สุดท้ายได้เริ่มสมทบเงิน ปีที่แล้วได้มา 733 ล้าน (แต่ยังใช้บางส่วน) นั่นคือ เมื่อชุมชนพร้อม รัฐก็พร้อมสมทบ และวันที่ 12 ท่านนายกฯจะมอบเงินก้อนแรกให้กับคนมากู้เกือบพันล้าน แสดงให้เห็นว่าชุมชนเข้มแข็ง

นอก นั้นก็มีหลายเรื่อง เช่น ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ ปลูกไม้ใช้หนี้ เพื่อการออม เพื่อสิ่งแวดล้อม และเรื่องการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อต้องไปเชื่อมกับราชการ (ที่อาจยังไม่เปิดกว้าง) การแก้ปัญหาที่ดิน โฉนดชุมชน เช่น การติดตามเรื่องที่คณะกรรมสิทธิ์ส่งมาให้รัฐบาล พบว่าเป็นเรื่องที่ดินเกือบหมดเลย ที่รัฐมองไม่เห็น

เรื่อง ที่เรามาคุยกันวันนี้ เราตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อดูทั้งระบบ โดยให้เกษตรกรเป็นคนคิดเอง (โดยได้แรงบันดาลใจกับท่านอาจารย์ประเวศ) เมื่อวันที่ 17 ทางคณะกรรมการก็มีความเห็นให้แต่งตั้ง สปกช. และอยู่ระหว่างการร่างระเบียบสำนักนายก ทางภาคประชาชน เกษตรกรก็ตื่นเต้นกันมาก

สำนักงานนี้จะเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงภาคีต่างๆมาร่วมกัน

ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะคุณบัณฑูร คุณวิฑูรย์ ได้ช่วยให้ข้อมูลกับรัฐบาลจนนำไปสู่การตัดสินใจเรื่อง AFTA ได้อย่างทันท่วงที

ดิฉัน ขอพูดนิดนึงสิ่งที่เราพยายามเร่งทำเป็นระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อยืนยันว่าการทำงานจะได้มีความต่อเนื่อง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามทางการเมือง เมื่อกี้ที่พูดว่าราชการไม่ค่อยเอื้อ จะหมายถึงบางหน่วยงานที่ได้ลงไปสัมผัส ไม่ได้หมายถึงทุกหน่วยงาน

สุดท้าย ขอกราบขอบคุณทุกท่านมากที่มาช่วยกันร่วมกันคิดในวันนี้ แล้วดิฉันจะกลับมาฟังผลสรุปในช่วงท้าย


ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง
การปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร
โดย ศาสตราจารย์ น.พ. ประเวศ วะสี

“ความยั่งยืนของสังคมเกษตรกรคือความยั่งยืนของสังคมทั้งหมด”
Norman Uphoff ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร มหาวิทยาลัยคอร์แนล

สิ่ง ที่นอร์มัน อัพฮอฟประกาศถือเป็นหลักสำคัญ เราพูดกันถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องจับหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้ว่าความยั่งยืนของสังคมทั้งหมดอยู่ ที่ความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร เพราะว่าเรื่องเกษตรกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีความเป็นไปได้มาก ที่จะทำให้สัมมาชีพสามารถเกิดเต็มพื้นที่ เป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข สัมมาอาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืนของสังคม: คนจำนวนมาก...สัมมาชีพเต็มพื้นที่, ความมั่นคงทางอาหาร, ความมั่นคงสิ่งแวดล้อม

ใน พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่าบ้านเมืองเกิดโจรผู้ร้าย ต้องส่งเสริมอาชีพ ในสมัยโบราณมีสามอาชีพคือ เกษตรกรรม พานิชกรรม และรับราชการ

ในสังคมร่วมสมัยเราก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน ย้อนหลังไป 40-50 ปี ที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เต็มไปด้วยยาเสพติดและการพนัน พระสอนเท่าไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาไปได้ การสอนธรรมะอย่างเดียวไม่พอ แต่มีพระรูปหนึ่งคือพระครูสังวรณ์วรกิจ ซึ่งเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ โดยสอนให้คนทำน้ำตาลมะพร้าวขาย มีรายได้สองร้อยถึงสี่ร้อยบาทต่อคน ปรากฏว่าความชั่วหายไปหมด ทั้งการลักขโมย ยาเสพติด และการพนัน นี่คือหลักการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นบ่อเกิดของศีลธรรมความดีงามทั้งหลาย

การ ทำอาชีพเกษตรกรสามารถนำไปสู่สัมมาชีพเต็มพื้นที่ได้ ไม่ใช่อุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมนั้นล่มสลายได้ง่าย ดูอย่างเมืองดีทรอยท์ ขณะนี้คนว่างงาน เกิดปัญหาคนไม่มีงานทำ เพราะอุตสาหกรรมไม่ได้มุ่งเน้นที่ชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง แต่มุ่งเน้นที่การทำเงิน อเมริกามีที่ดินทั้งทวีปแต่ก็พบกับความลำบาก จริงๆแล้วถ้าจับคนเอเมริกันไปทำเกษตรยังชีพเต็มแผ่นดินก็จะมีสัมมาชีพเต็ม พื้นที่ เพราะฉะนั้นเรื่องเกษตรกรรมก็เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

ความมั่นคงด้านอาหาร ถือ เป็นจุดแข็งของเรา ประเทศไทยสามารถผลิตอาหารเหลือกินไม่ว่าโลกจะวิกฤตอย่างไรก็แล้วแต่ประเทศ ไทยก็อยู่ได้ ในทางกลับกัน มีเงินแต่ไม่มีอาหารให้ซื้อ จะเอาอะไรกิน

ลอง ยกตัวอย่างขณะนี้ สมมติเรายกเลิกระบบเงินตราทั้งหมด คนที่รวยที่สุดคือเกษตรกร มีข้าวกิน มีผักกิน มีปลากิน มีไข่กิน แต่เงินกินไม่ได้ เงินเป็นของสมมติ อย่างที่ ม.จ.สิทธิพร กฤษดากรกล่าวไว้ “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” เงิน ทองเป็นสิ่งสมมติขึ้น แต่สมมติอย่างไม่ยุติธรรม ทำให้คนรวยกลับจน คนจนกลับรวย แต่ก็เพราะว่าเป็นสิ่งสมมติ ก็สามารถแก้ไขได้ให้เกิดความเป็นธรรมได้ เราต้องยึดความมั่นคงด้านอาหารเป็นสิ่งสำคัญ

ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม เรา มีเกษตรที่เรียกว่าวนเกษตรบ้าง เกษตรผสมผสานบ้าง เกษตรยั่งยืนบ้าง พร้อมๆกับการไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เป็นเรื่องของดุลยภาพเกิดขึ้นได้ มีคนลองทำกันแล้ว ทั้งเกษตรยั่งยืน วนเกษตร ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมนั้น ย้อนหลังไปเมื่อสามสิบปีที่แล้วปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว ก็ขาดทุน แต่ขณะนี้เปลี่ยนมาทำวนเกษตร มีต้นไม้กว่าหกร้อยชนิด

ทั้ง หมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก คือสามารถสร้างสัมมาชีพได้เต็มพื้นที่ มีความมั่นคงด้านอาหาร มีความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดรวมกันแล้วคือความยั่งยืน เป็นความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร

สำหรับ คนที่พูดต่างไปจากนี้มาก และบอกว่าเกษตรกรรมมีความสำคัญน้อยลงๆ เพราะไปยึดถือรายได้จากการส่งออกว่ามาจากเกษตรกรน้อยลง อย่างนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จะไปมองแต่ตัวเงินไม่ได้ ต้องมองทั้งหมด ต้องมองที่คนจำนวนมาก มองที่ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

ประเทศ ไนจีเรีย เคยทำเกษตรกรรม แต่ต่อมาภายหลังค้นพบน้ำมัน คนก็เฮโลไปทำน้ำมันจนเลิกทำเกษตรจนกระทั่งต้องนำเข้าอาหารมากิน อาหารแพงมาก ต่อมาน้ำมันราคาลดลงมาก ส่งผลให้ไนจีเรียเกิดการจลาจลเพราะราคาอาหาร นี่คือตัวอย่างว่าเราต้องดูความมั่นคงเรื่องอาชีพต่างๆ

คุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง เกษตรยั่งยืน

การ พัฒนาที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาอย่างแยกส่วน ร่างกายของเราที่เป็นปกติดี เพราะพัฒนาอย่างสมดุล ถ้ายังพัฒนาอย่างแยกส่วนโดยไม่คำนึงถึงทั้งหมดนั่นคือเป็นมะเร็ง การพัฒนาเศรษฐกิจคือการเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ว่าอะไรตามที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจะพลาดเสมอ การพัฒนานั้นถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัว ตั้ง เหมือนการศึกษาที่ผิดพลาด เพราะตัวแนวคิดผิด เอาวิชาเป็นตัวตั้ง เด็กที่เรียนยังไม่อยากคุยกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราต้องเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง อะไรที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจะพลาดเสมอ แม้แต่ธรรมะ ถ้าเอาธรรมะเป็นตัวตั้งนั่นก็คือพลาด

คุณภาพ ชีวิตเกษตรกรจะอยู่รอดต้องพัฒนาแบบบูรณาการ เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะเป็นการแยกส่วน และการพัฒนาประเทศที่แล้วมาเราก็เอากรมเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นการพัฒนาที่จะมีบูรณาการได้ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นตัวชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจึงเป็นหลัก เราพลาดมาตลอดที่พัฒนามา 17-18 ปี

ไม่ มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างจากยอด พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐานและฐานของสังคมก็คือชุมชนท้องถิ่น แต่เราเอาจากยอดลงข้างล่าง ก็ไม่สำเร็จ ช่องว่างก็ห่างมากขึ้นเกิดปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการศึกษาเราก็เอาจากข้างบนลงล่าง เกือบไม่มีมหาวิทยาลัยอะไรเลยที่ไปดูแลชุมชนท้องถิ่น

เรื่องการเมืองก็เช่นเดียวกัน ไม่มีประชาธิปไตยใดสำเร็จโดยการปราศจากประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local Democracy) ตัวอย่างประเทศอเมริกานั้น เป็นแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่นจริงๆ และเป็นที่มาของชื่อ United States of America พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงลิขิตคำว่า Local Democracy ไว้เช่นกัน

ชุมชน ท้องถิ่นนั้นเป็นประชาธิปไตยโดยตรง บ้านหนองกลางดง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยทั้งหมู่บ้าน เป็นประชาธิปไตยทางตรง ประชาชนทั้งหมู่บ้านในสภาประชาชนช่วยกันตัดสินใจ กลายเป็นแผนชุมชนของคนทั้งหมู่บ้านแล้วช่วยกันขับเคลื่อน และเมื่อเขาร่วมกันขับเคลื่อนแล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นหมด ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย

ตัว ชุมชนคือภาคประชาชน องค์กรท้องถิ่นคือภาครัฐ องค์กรท้องถิ่นต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน นี่คือหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิตเกษตรกร เราเรียนรู้และทดลองกันมา 20-30 ปี เรารู้แล้วว่าวิถีชีวิตแบบใดจึงจะสมดุล การวิจัยที่สำคัญคือการวิจัยโดยชาวบ้านเป็นการวิจัยโดยวิถีชีวิตว่าแบบใดจึง จะสมดุล สภาวิจัยอาจจะไม่เรียกว่าเป็นการวิจัยแต่ผมเรียกว่านี่คือการวิจัยที่ใหญ่ ที่สุดโดยชาวบ้าน เราได้ผ่านการวิจัย ผ่านการทดลอง ถึงเวลาแล้วที่จะขยายไปทั่วประเทศทั้งเจ็ดหมื่นหกพันหมู่บ้าน

และ ถ้าทุกอย่างหนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยควรต้องไปหนุนชุมชนด้วย รัฐบาลควรต้องมีนโยบาย หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด ขณะนี้มหาวิทยาลัยรังสิตประกาศแล้วว่าเขาจะทำงานกับจังหวัดปทุมธานี เป็นไปได้ไหมที่มหาวิทยาลัยจะหนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด ให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด สร้างจังหวัดน่าอยู่ ขณะที่แต่ละจังหวัดควรจะประกาศตัวว่าทุกจังหวัดทำได้ เพราะตอนนี้เรามีโครงสร้าง มีบุคคล มีแนวคิด มีทฤษฎี มีองค์กรที่จะหนุนด้วย ผมคิดว่าถ้าเราร่วมกันทำภายในสิบปีก็น่าจะได้เห็นหน้าเห็นหลัง

เราต้องไม่พลาดเรื่องเกษตรที่เป็นหลักของประเทศคือเกษตรยั่งยืน ที่ชาวบ้านทุกชุมชนจะต้องทำเพื่อบริโภคเอง ฝรั่งเรียกว่า Production for Consumption ถ้า ผลิตกินเองก็จะลดปัญหาอื่นลงไป เกษตรยั่งยืนต้องเน้นการผลิตเพื่อบริโภคเองเหลือก็ให้กับขาย และเวลาที่เราทำอย่างนี้ ก็เห็นผลเลยว่าหนี้สินพ้นไป สอง มีเงินออมเพิ่มขึ้น สาม กินอิ่มเหลือเผื่อ สี่ สุขภาพดีขึ้นทุกๆทาง ห้า สังคมดีขึ้นเพราะกินอิ่ม หลุดหนี้ ใจเย็น และวิถีชีวิตที่ลดความรุนแรงลดลง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับโลกและวิถีชีวิตนี้ชัดเจน ว่าการปรับตัวมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนแล้วความรุนแรงลดลง และสุดท้าย ประการที่หก ต้นไม้เพิ่มขึ้นเพราะทำเกษตรผสมผสาน ถ้าทุกอำเภอตั้งเป้าหมายให้ต้นไม้เพิ่มขึ้นห้าล้านต้น ตัดมาทำประโยชน์สักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แล้วต้นหนึ่งทำปะโยชน์ได้อย่างน้อยหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท มีกำไรกว่าห้าล้านต่อปี เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าลงทุนที่สุด กำไรมากกว่าฝากธนาคารเยอะ เพราะขณะนี้ฝากธนาคารไม่มีดอกเบี้ย และอำนาจอยู่ที่ผู้ปลูกต้นไม้ ถ้าราคาไม่ดีไม่ขาย ถ้าเราทำเช่นนี้ก็จะเกิดความมั่นคงทุกๆด้าน ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประชาธิปไตย

ครู บาสุทธินันท์ เคยกล่าวว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวยิ่งแก่ ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งป่วย และตัวตาย แต่ถ้าทำต้นไม้ วนเกษตรและปลูกต้นไม่เยอะๆ ยิ่งแก่ยิ่งสบายเป็นบำนาญ สามารถผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ เงินไม่มีก็ขายสักต้นละสองหมื่นสามหมื่นก็ได้ แล้วก็ยังสามารถกรองคาร์บอนได้ด้วย

ยุทธศาสตร์คือชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ส่วนเกษตรขนาดใหญ่จะส่งออกหรืออะไรก็ต้องทำโดยคำนวนดูว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นพิษกับประชาชน นักเศรษฐศาสตร์อาจจะคำนวณดูได้

ปัจจัย คือเมล็ดพันธุ์และที่ดิน เรามีที่ดิน 321 ล้านไร่ ต้องทำวิจัยว่าทำอย่างไรให้ที่หนึ่งไร่พอสำหรับครอบครัว รวมถึงรัฐบาลและสังคมต้องทำร่วมกันทั้งหมด ต้องจัดที่ดินให้คนไทยไปทำกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และทำสัมมาชีพ อาชีพหลักคือเกษตรยั่งยืน ส่วนจะไปทำอะไรอย่างอื่น เช่น ค้าขายอะไรก็บวกเข้าไป มีพยาบาลที่ขอนแก่นรายหนึ่ง ทำสวนเกษตรยั่งยืนไปด้วย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกดเอทีเอ็มเลย และใช้เวลาในการดูแลสวนน้อยมากใช้เวลาวันละชั่วโมงสองชั่วโมง

คุณ โจน จันได ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านดินเคยมาคุยให้ฟังว่า “ชีวิตง่ายๆ ทำให้ยากทำไม” เขาใช้เวลาทำเกษตรแค่ครึ่งชั่วโมง เวลาที่เหลือก็สามารถไปเล่นดนตรี ทำอะไรต่ออะไรได้

ประเทศมาดาร์กัสการ์ ค้นพบการปลูกข้าว ทิ่ดินหนึ่งเอเคอร์ผลิตข้าวได้ 19 ตัน ภูมิปัญญานี้ได้ส่งต่อไปยังศรีลังกา กัมพูชาโดยอธิบายว่าการปลูกข้าวแบบนี้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ใช้น้ำก็น้อย ไม่ใช้ปุ๋ยเลย ข้าวต้นใหญ่รากใหญ่ เรื่องแบบนี้เราต้องรวบรวมทางวิชาการ บางครั้งนักวิชาการไม่เชื่อเราก็ต้องลองไปศึกษาดู เพราฉะนั้นต้องมีการทำงานวิชาการพื้นฐานที่ดีและรวบรวมสิ่งดีๆมา

เกษตรกร ต้องสามารถรวมตัวมีองค์กรของตัวเอง มีธนาคารของตัวเอง มีความเข้มแข็งรวมตัวสามารถต่อรองนโยบายได้ และต้องมีคณะทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อสังเคราะห์นโยบายมาปฏิบัติ พวกนักวิชาการบางทีคิดๆเอาเองก็ไม่รู้ และส่วนใหญ่ไม่ทำงานเชิงนโยบายเลย ได้แต่สอนไปวันๆหนึ่ง ปล่อยให้เรื่องของนโยบายเป็นเรื่องของคนบางส่วนที่ความรู้น้อยและผลประโยชน์ ส่วนตัวมาก ทำให้ประเทศเสียหายเพราะมหาวิทยาลัยไม่ทำงานเชิงนโยบายเลย

ผู้ ปฏิบัติจะรู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ แล้วอะไรมาส่งเสริมแล้วจะดีขึ้น ทำอย่างไรเขาจะมีข้อมูลข่าวสาร มีความความรู้ซึ่งควรจะมี คนมาทำงานกับเกษตรกรแล้วสังเคราะห์ประเด็นนโยบายมาสู่การปฏิบัติและ สังเคราะห์ไปสู่ระดับชาติ นี่ก็คือประชาธิปไตยแล้ว ประชาธิปไตยคือการสามารถโยงฐานคิดเชิงนโยบายจากฐานรากไปสู่ระดับชาติ ถ้าถามว่าประชาธิปไตยได้ผลจริงก็อยู่ที่ตรงนี้ คือการโยงนโยบายจากฐานรากไปสู้นโยบายระดับชาติเพื่อประโยชน์ของคนข้างล่าง

องค์กรสนับสนุนไตรภาคี: รัฐ วิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน

ภาคี ทั้งหมดต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งหมดนี้พูดง่ายแต่เวลาปฏิบัติยาก โดยเฉพาะเวลาที่ธุรกิจขนาดใหญ่มุ่งกำไรอยากจะขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง เขาก็จะต่อต้านบอกว่าเขาทำได้ทุกอย่าง และเงินขนาดใหญ่จะไปล็อบบี้ ดูตัวอย่างที่อเมริกาที่โอบามากำลังปวดหัวมากเพราะเงินขนาดใหญ่จะไปมี อิทธิพลทางการเมือง จะเกิดแรงเสียดทาน องค์กรสนับสนุนและชุมชนจึงต้องรวมตัวกัน

และ ถ้าเป็นไปได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงเกษตรกร หรือกระทรวงเพื่อเกษตรกรดีหรือไม่ เพราะเดิมนั้นกระทรวงมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้า (Product) มุ่งเน้นการขาย ไม่ได้มุ่งเน้นให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น การเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรฯ เป็นการเน้นประเด็นว่าเราต้องปรับแนวคิด กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องช่วยดูตรงนี้ เรื่องสหกรณ์เรามีมานาน จนกระทั่งมีบรรดาศักดิ์ เช่นหลวงเดชสหกรณ์ แต่ว่าเรื่องสหกรณ์ของเราไม่ไปถึงไหน การรวมตัวของสหกรณ์จะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการต่อรองทุกด้าน เท่าที่ผมสัมผัสว่ามันไม่เดินเพราะเขาไปเน้นเรื่องกฎหมาย แต่องค์กรที่รวมตัวเขาเน้นเรื่องใจเป็นตัวตั้ง จะปรับอย่างไรให้เรื่องสหกรณ์เข้มแข็งขึ้น ในประเทศญี่ปุ่นนั้น สหกรณ์เขาเข้มแข็งมาก สามารถต่อรองได้ สินค้าเกษตรของญี่ปุ่นมีราคาแพงแต่คนญี่ปุ่นซื้อ นี่คือนโยบาย เพราะเขามีอำนาจต่อรองเยอะ

ใน การส่งเสริมการขับเคลื่อนภาคี ภาครัฐก็ไม่คุ้นเคยกับการหนุนเอ็นจีโอ ไม่ค่อยมีกองทุน เช่น กองทุนเกษตรยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการส่งเสริมการทำงานของเอ็นจีโอหรือไม่ ถ้าต้องการการสนับสนุนก็ไม่ยากเลย ใช้กฎหมายเก็บเปอร์เซ็นต์จากสินค้าที่เอาไปขายต่างประเทศ เพื่อจะหนุนความเข้มแข็งที่ตรงนี้

สุด ท้ายความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจชุมชน ผู้บริโภคในเมืองและเศรษฐกิจมหภาคให้เกื้อกูลกัน เพราะเศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจบูรณาการ เศรษฐกิจยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในชนบท การบริโภคในเมืองก็จะไปส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคบริโภคอาหารที่ใช้ยาฆ่าแมลงก็ไปส่งเสริมแผ่นดินอาบยาพิษ ถ้าบริโภคอาหารสะอาดก็ไปส่งเสริมเกษตรอย่างยั่งยืน แล้วการเชื่อมโยงกันก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยเทคนิคการตรวจยาฆ่าแมลงหรือ อะไร แต่เป็นการเชื่อมโยงกันด้วยใจ ผมได้พบกับชาวอเมริกันที่เมืองพิตสเบิร์กเล่าให้ฟังว่า มีการจ่ายเงินล่วงหน้าให้เกษตรกรผลิตอาหารที่ปราศจากสารพิษ และอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจกัน เป็นเรื่องของการไว้วางใจ (Trust) ไม่ใช่ไปใช้การตรวจสารพิษซึ่งมีการโกงกันเยอะ

นอก จากนี้ ผู้ใช้แรงงานเวลานี้เดือดร้อนไม่พอกินไม่พอใช้ ขณะนี้ไม่มีคำตอบเรื่องผู้ใช้แรงงาน คำตอบคือต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน ทำให้การแข่งขันดีขึ้น ผู้ใช้แรงงานดีขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)

สิ่ง สำคัญของสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม สำนักงานฯ ต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งหมด และจุดสำคัญคือการต้องสร้างสัมมาทิฐิ ว่าความยั่งยืนของเกษตรกรคือความยั่งยืนของคนทั้งหมด สร้างสัมมาชีพได้ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

ตัว สำนักงานฯ เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยกันดูว่าเราอยากเห็นมันเป็นอย่างไรการก่อตั้งสำนักงานโดยอาศัยร่าง ระเบียบสำนักนายกฯ ดีกว่าการเสนอคณะรัฐมนตรีแห่งตั้ง เพราะถ้าแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาล ผ่านไปหน่วยงานจะถูกยุบด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณากันว่าสำนักงานจะมีองค์ประกอบมีอะไร ที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคีทั้งหมด


เสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ
แนวทางการรับมือกับผลกระทบจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนที่มีต่อเกษตรกรไทย

ผู้ร่วมเสวนา:
รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ, คุณเดชา ศิริภัทร, คุณนิกร จำนง, คุณภาวิญญ์ เถลิงศรี, คุณวัลลภ พิชญ์พงศา และคุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ผู้ดำเนินการเสวนา

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ทำให้เราถึงเลือกคุยในประเด็นนี้ ในหน้าที่ 4 แสดงให้เห็นว่าระบบที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรมีอยู่มาก เรื่องที่เราจะคุยเป็นเรื่อง ระบบการค้าระหว่างเกษตรกรกับเอกชน และ ระบบการค้าระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องอื่นๆ จะจัดต่อเนื่องไป

เรื่องนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ขอให้ท่านภาวิชฉายภาพก่อน

นายภาวิญญ์ เถลิงศรี
จริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงอาเซียน จะมีประเทศเพื่อนบ้านเรารวมกัน 10 ประเทศ ก่อตั้งช่วงแรกเน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก ต่อต้านภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ ต่อมาเกิดแนวคิดว่าจะรวมตัวอย่างไรให้แน่นเฟ้น ประเด็นหลักๆ จึงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การบริการ และผู้นำอาเซียนได้ก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 35 นัยยะ คือ เมื่อมี AFTA ข้อจำกัดด้านภาษีโควต้าจะยกเลิกไป โดยดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

จริงๆ แล้วเรื่องการค้าเสรี ไม่ได้เสรีจริงๆ มีประเทศเดียวที่ทำได้จริงคือ เช็ค กับ สโลวัค นอกนั้นไม่เคยเสรีอย่างจริงๆ เพราะแต่ละประเทศมีความอ่อนไหวภาคเกษตร จึงไม่ได้เปิดอย่างแท้จริง ในประเทศไทย หลัง 1 มกราคม 2553 มันก็ไม่ได้เสรีด้านเกษตร เพราะมีมาตรการต่างๆควบคุมอยู่ แล้วทำอย่างไรในฐานะพี่ใหญ่ของอาเซียนต้องผลักดันต่อ

มาตรการ หลายๆ มาตรการที่ภาครัฐไม่สามารถยกเลิกได้ คงเป็นระยะสั้น วันหนึ่งก็ต้องถูกบีบให้เลิกไปในที่สุด ถามว่าเกษตรกรจะอยู่อย่างไร ท่านหมอประเวศก็ให้ข้อคิดว่า

1. ถ้าเอาสินค้าเป็นตัวตั้งเราคงไปไม่รอด ต้องเอาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง นโยบายต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนตาม เช่น การรประกันราคาสินค้า

2. คนท้องถิ่นต้องมีบทบาทสำคัญที่สุด ความเข้มแข็งของชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ที่อาจยังไม่ชัดนัก

3. ความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจมหภาค

สินค้า ที่ชูโรง (ดูจากเม็ดเงิน) เช่น น้ำตาล มัน ไก่ ยางพารา แต่สินค้าที่กังวล (กาแฟ น้ำมั้นปาล์ม ชา ข้าว) ต้องควบคุมต่อไปอีกสักระยะ มาตรการเช่น การกำหนดคนนำเข้า การตรวจสอบการนำเข้า การปกป้องขึ้นภาษีได้ถ้านำเข้ามาเยอะ

นายนิกร จำนง
ก่อนที่จะคุยกัน อย่างเรียนว่ายินดีที่ได้รับเกียรติมาพูดเรื่องนี้ แล้วก็มีเรื่องตกค้างว่า เรื่องชื่อการประชุมต้องเปลี่ยนเป็นว่า การเกษตรต้องปฏิรูปอย่างไรให้พ้นวิกฤติ เพราะเราผ่านวิกฤติมาเพราะภาคเกษตร เป็นเสาเข็มที่มั่นคงของเรา และ เรื่องน่าจะเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตร ผมก็ทักในที่ประชุมว่า ทำไมต้องมีสหกรณ์ เพราะมันเป็นการรวมกลุ่ม แต่ในกระทรวงเกษตรมีเรื่องเกษตร 15 กรม แต่มีกรมสหกรณ์แค่กรมเดียว

เรื่อง AFTA เราเองไม่ได้กำหนดนโยบายเรื่องนี้ เพราะมีมาแต่ปี 2535 สมัยท่านอานันท์ ที่ประเมินว่าเราได้เปรียบแต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ ประเด็นสำคัญคือในปี 2535 นั้นสินค้าที่เราขายได้มากคือคอมพิวเตอร์ การเจรจาเหมือนการเอาคนละตระกร้าไปแลกกัน ภาคเกษตรก็เป็นส่วนหนึ่งในหลายหลายการ และไม่ใช่ว่าเราได้เปรียบทุกอย่าง ประเทศเล็กๆ จะเสียเปรียบ

ผมเชื่อว่าเรื่อง FTA เราเสียเปรียบ แต่เรื่อง AFTA เรายังไม่แน่อาจเป็นผู้กำหนดหรือถูกกำหนดก็ได้ การเจรจาที่ผ่านมาสินค้าเกษตรส่วนหนึ่งเราได้ส่วนหนึ่งเราเสียใน 23 ชนิด ที่เปิดมา เราต้องดูให้ดี ที่ผ่านมาเราดูไม่เห็นว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ปัญหาคืออะไร เราไม่มีอาวุธในมือเลย จึงคณะกรรมการมาชุดหนึ่งทำเฉพาะกิจ เพราะแต่ก่อนจะถามแต่ละเรื่องมันกระจายไปจนเกือบ 23 กรรมการ

โจทย์แรกที่กำหนดขึ้น ในกรณี AFTA ผลกระทบคืออะไร ก็ยังไม่มีใครรู้ชัดๆ ทั้งเอ็นจีโอ ภาครัฐ ถ้าอย่างนั้นลองศึกษาผลกระทบให้ชัดๆ หาจุดให้พบ กระทบไม่ว่าบวกหรือลบ จึงจัดกลุ่มโดยดูประเด็นว่า

- กระทบจำนวนเกษตรกรอย่างไรบ้าง (มากสุดคือข้าว ไหม ปาล์มน้ำมัน กาแฟ)
            - จำนวนไร่พื้นที่ (ข้าว
64 ล้านไร่ ปาล์ม กาแฟ ไหมดิบ)

สรุป ว่ากลุ่มที่กระทบมากคือ ข้าว (กระทบด้านลบมาก ปัญหาการสวมสิทธิ์ ปัญหาการปนเปื้อนจีเอ็มโอ) ปาล์ม (กระทบทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ป้องกันลำบากมาก) กาแฟ (ขนาดปัญหาไม่ใหญ่นักดูแลได้) ไหม (อาจมีปัญหาไหมจากจีน)

- กลุ่มปานกลาง เช่น มะพร้าว
            - กลุ่มน้อย เช่น กาแฟสำเร็จรูป

            - ไม่กระทบ เป็นบวก เช่น เมล็ดลำไยแห้ง กากถั่วเหลือง

 

พอ แยกเสร็จแล้วก็มาคิดว่าจะทำอะไรต่อ การแก้ปัญหาที่กำลังดำเนินการ พบข้อมูลดังนี้ ข้าวส่งออกได้มากขึ้น ที่ส่งออกตกลงมาคือสัตว์น้ำ การนำเข้าธัญพืชที่สำเร็จรูปนำเข้ามากขึ้น พบว่าโดยรวมไม่เสียเปรียบมากนัก ในภาคเกษตรโดยรวมเราไม่เสียเปรียบ ที่กระทบคือ ข้าวกับปาล์ม แล้วเรามีปัญหาอะไร

- ข้าวที่กระทบ คือ ปลายข้าว ข้าวหัก ที่ให้นำเข้า โควต้าเดิมไม่มีอยู่แล้ว จึงกระทบเรื่องภาษี แต่เราก็ส่งปลายข้าวมากที่สุดในโลก และเวียดนามก็นำเข้าปลายข้าวมากขึ้น ปัญหาที่ห่วงมากคือ ข้าวที่ลักลอบมาผสม ไปจับได้ที่ลาว อีกอย่างคือ จีเอ็มโอ (ต้นทุนต่ำ) ปัญหาจึงอยู่ที่การลักลอบนำเข้าข้าว

- ปาล์ม ทางเดียวที่จะได้เปรียบคือย้ายประเทศลงไป เราต้องยอมมาเลเซีย เขาราคาถูกกว่าเรา 30% แต่เราก็เปิดให้นำเข้าเฉพาะผ่านรัฐ และนำเข้าเฉพาะปาล์มเพื่อการบริโภค ปัญหาคือการปรับระบบการผลิตปาล์มที่ผลผลิตต่ำทำได้ยาก ช่วงปรับตัวทำอย่างไร

 

เดิมเรามีปัญหาภายในอยู่แล้ว พอเปิดเสรีปัญหาก็มากขึ้นไปอีก จึงเป็นคำถามที่ต้องมาคุยกันว่าก่อนจะเปิดเสรีอะไร คงต้องดูกันให้ดี

ที่มองว่าข้าวมันเป็นบวก มันเป็นแง่สินค้า แล้วในแง่เกษตรกรเป็นอย่างไร มีแนวทางรับมืออย่างไร พอไหวไหม

นายเดชา ศิริภัทร
ที่พบเคยอภิปรายหลายๆ ครั้งจะจับผิดรัฐบาล แต่ตอนนี้คงเสนอแง่บวกๆไว้ก่อน ก่อนอื่นขอแสดงความเห็นใจรัฐบาลที่มาเจอ AFTA ช่วงนี้ และความไม่แน่นอนของปัญหา ก็ยอมรับว่า จริง เราทำงานมานานก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบอย่างไรถ้าเปิดกับอาเซียน

ก่อนนั้นต้องมองปัญหาระดับใหญ่ก่อน ว่าเรามองอะไร คือ ความมั่นคงของภาคเกษตรคือความมั่นคงของประเทศ ต้องปรับความคิดตรงนี้ก่อน เห็นความสำคัญก่อน อย่างอื่นจะง่ายขึ้น คุยกันง่าย เพราะถ้ามองเกษตรว่าคือความมั่นคง ก็เหมือนมองกองทัพว่าเป็นความมั่นคง เราจะไม่ปฏิบัติเหมือนเกษตรกร แต่เปรียบกับทหาร ทหารของบประมาณไม่เคยมีปัญหาการขอ แต่ก่อน ทหารกับเกษตรกรมีศักดิ์ศรีเท่ากัน คือ แม่พิมพ์ของชาคิ รั้วของชาติ กระดูกสันหลังของชาติ ที่เราเลิกเรียกไปตั้งแต่ทักษิณที่เรียกเกษตรกรว่าเป็นรากหญ้า ที่เป็นคนทั่วๆไป ไม่มีอะไรพิเศษเลย ทำให้ความเข้าใจถึงความสำคัญของเกษตรกรหายไป

ชาวนา เป็นอาชีพที่ศักดิ์สิทธิ์ เรามีแม่ของเราเอง ในหลวง สมเด็จพระเทพฯ ก็เมตตาชาวนามากที่สุด แต่รัฐไม่เห็นเลย วันข้าวแห่งชาติเพิ่งจะมี แต่วันวัวมีมานานแล้ว

เรื่องข้าว ก่อนเปิด AFTA ก็มีปัญหาชาวนามหาศาลอยู่แล้ว เราน่าจะไปแก้ปัญหาเก่าให้ตกเสียก่อน ชาวนา 37 ล้านครอบครัว อายุ 57 ปี ในอีก 3 ปี ใครจะมาทำ ชาวนาปัจจุบันมีหนี้สินเฉลี่ยห้าแสนบาท ที่ติดกับผมเลยเฉลี่ยล้านกว่าบาท ที่อยู่ไม่รอดเพราะการเกษตรไม่ยั่งยืน ที่ยั่งยืนก็มีพวกเราทำเกษตรจนได้รางวัลระดับชาติก็มีให้เห็น เช่น คุณชัยพร สามารถซื้อนาเพิ่มจาก 25 ไร่เป็น 103 ไร่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ทำวิจัยแล้วว่าเกษตรยั่งยืนทั้ง 5 รูปแบบดีกว่าเกษตรเชิงเดี่ยวทุกรูปแบบ แต่เกษตรยั่งยืนไม่ขยายตัวเลย เพราะเกษตรกรมีทิฏฐิที่ไม่เอื้อ การทำ การเกษตรยั่งยืน ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ กระบวนทัศน์กำหนดพฤติกรรมแล้วเปลี่ยน ถ้ารัฐไม่ช่วยก็สำเร็จแต่ทำได้ช้า รัฐต้องช่วย วิธีช่วยง่ายนิดเดียว เช่น สสส.ได้เงินมาจากเหล้าบุหรี่ สมัยก่อนรุ่นผมใครไม่สูบบุหรี่กินเหล้าคบไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้พอมี สสส. พอห้ามโฆษณา แล้วเป็นกองทุนต่อสู้ ตอนนี้ใครสูบถูกมองว่าไม่ดี

สิ่งที่ง่ายที่สุด ยกเลิกโฆษณาสารเคมีเกษตรเสีย ก็จะลดการใช้ได้ และตรงเป้าหมายวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติด้วย ตั้งแต่ปี 2547 ที่จะลดลง 50% ในปี 2551 แต่กลับว่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 100% และยิ่งกว่านั้นสารเคมีไม่เก็บภาษีสารเคมีเกษตรมาตั้งแต่ปี 2538 เรากินยายังเสียภาษี

บริษัท บุหรี่โลกบอกว่า ถ้าเอาชนะไทยได้ชนะได้ทั้งโลก เราทำให้สินค้าสารเคมีเป็นอย่างบุหรี่ได้ไหม ต้องถามรัฐบาลว่าทำไมไม่เกิด ก็ต้องถามว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญของเกษตรกรจริงไหม

นายวัลลภ พิชญ์พงศา
จริงๆแล้วผมมีหมวกหลายใบ ตัวเองก็เป็นกรรมการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยด้วย ส่วนที่เป็นชาวนาถ้ากระทบดีก็ดีมาก ถ้ากระทบไม่ดีก็ไม่ดีมาก

ในอาเซียน ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง 8-10 ล้านตัน เวียดนามตามมาติดๆ 4-5 ล้านตัน รองลงมาคือพม่าประมาณ 1 ล้านตัน กัมพูชามีข้าวที่ปลูกเหลือไหลไปทางเวียดนาม ประเทศที่นำเข้าข้าวคือ ฟิลิปปินส์ นำเข้าเกือบ 2.5 ล้านตัน มาเลเซีย สิงค์โปร์ บรูไน จะเห็นเมื่อเปิดเสรีแล้วการส่งออกเราน่าจะดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูว่าข้าวไทยกับข้าวเวียดนามจะต่างจากไทยมาก (เป็นร้อยเหรียญ) ในแง่ส่งออกไม่รู้ว่าจะหาเงินเข้าได้แค่ไหน ส่วนประเทศนำเข้าที่ไม่ได้เปิดเสียทีเดียว มันก็ยังไม่ชัดเจนว่าเราได้เรื่องตลาดมากขึ้นหรือไม่

แต่ผลกระทบคือ มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการหาวัตถุที่ถูกกว่ามาผลิตส่งไปได้ ที่ผ่านมาการลักลอบนำเข้าข้าวมันมีอยู่แล้ว แต่ช่องทางของ AFTA ที่ให้เฉพาะปลายข้าวและมีมาตรการรองรับ ณ ปัจจุบันเรายังไม่เห็นผลกระทบจริงจัง

ผมว่าเรื่อง AFTA ก็เรื่องหนึ่ง แต่ภาคเกษตรเราได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีมาตลอด ผมคิดว่าสิ่งเราต้องเตรียมพร้อมคือข้อมูล แต่ก็ไม่ง่ายนัก ที่จะส่งข้อมูลเหล่านี้ไปสู่เกษตรกร และเรื่องกรอบการค้าเสรีต่างๆ บางทีทำความเข้าใจได้ยาก อย่างข้าว ถ้าเกษตรกรมองหรือออกมาเรียกร้องจะเป็นในระยะสั้น เรื่อง AFTA ก็เพิ่งมารู้สึกตัวมันช้าไป

ผม มีข้อเสนอว่า ในสัญชาตญาณของสัตว์ถ้ามีภัยเข้ามาจะแสดง 4 อย่าง คือ หนี สู้ตาย หยุดนิ่ง(แกล้งตาย) พรางตัว แล้วเรามองในเรื่องการรับมือ

- ถ้าหนี เลิกทำเกษตรไปเป็นแรงงานก่อสร้าง
            - ถ้าสู้ตาย ลองลดต้นทุน เพิ่มองค์ความรู้

            - ถ้าหยุดนิ่ง รอดูว่าภัยจะมาค่อยคิด

            - แปลงตัว ยังคิดไม่ออก

 

แต่ ในฐานะมนุษย์เราน่าจะสามารถพัฒนาภาคเกษตรเราไปได้ เช่น เกษตรกรรมยั่งยืน แล้วเมื่อเราทำ ชุมชนก็อยู่ได้ เศรษฐกิจอยู่ได้ ถ้าทำเรื่องอินทรีย์ก็มีช่องทางตลาด ทำให้ได้รายได้เพิ่มสิ่งแวดล้อมก็ดี น่าจะนำมารับมือได้

ศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ
ขอตรงไปที่แนวทางรับมือเลย คิดว่าการรับมือแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ มาตรการที่เขตแดน และมาตรการในประเทศ

มาตรการ ที่เขตแดน กระทรวงพาณิชย์ทำได้ดีพอสมควร เป็นด้านแรกที่กันแรงปะทะได้ เช่น การบริหารการนำเข้า การติดตามตรวจสอบการนำเข้า การใช้ข้อตกลงให้เป็นประโยชน์โดยดูเรื่องสุขอนามัยหรือการใช้ฉลาก และที่ค่อยๆลดภาษีลงมาทำให้เราเตรียมการได้ดีในระดับหนึ่ง

มาตรการในประเทศ เราหลุดอย่างรุนแรง เราไม่ได้เตรียมการเท่าที่ควร ไปเพลินกับมาตรการบางอย่างที่อาจไม่เป็นผลดีกับเกษตรกรที่แท้จริง

สินค้า ที่ได้รับผลกระทบมาก ในทางเศรษฐศาสตร์ดูว่าถ้าเรามีต้นทุนสูงกว่าจะได้รับผลกระทบ (ข้าว กาแฟ ปาล์ม) ในอดีตเวียนนามทำข้าวได้ดีกว่าไทย และไทยเองได้มีการพัฒนาเครือข่ายการตลาดเข้ามามาก การตั้งรับทางแรกคือทำอย่างไรให้ต้นทุนลดลง

ต้นทุนด้านการผลิต แนวทางของพี่เดชาเป็นตัวอย่างที่ดี แนวทางเกษตรยั่งยืน เห็นได้ชัด แต่เกษตรยั่งยืนจะทำได้ผลดีการรวมกลุ่มเป็นสิ่งสำคัญ โดยบทบาทของภาคประชาชนมีเต็มที่ และกระทรวงเกษตรจะต้องมีระบบการวิจัยที่เข้มแข็ง เดิมเรามีงบงานวิจัยมาก ตอนนี้ถูกแบ่งไปเรื่องตรวจสอบสินค้าพืชส่งออก แทนที่จะสร้างเรื่องประสิทธิภาพ จึงน่าจะมาทบทวน โดยเฉพาะการวิจัยที่ต่อยอดจากชาวบ้าน

การปรับปรุงคุณภาพสินค้า ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรา

การ วางแผนปลูกพืชให้เก็บเกี่ยวเหลื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยเราให้ความสำคัญกับข้อมูลน้อยไป เมื่อก่อน การเกษตรมีฐานข้อมูลเยอะมาก แต่ตอนนี้เราให้ความสำคัญน้อยลงไป

จำ ได้ตอนมีวิกฤติราคาอาหาร นักวิชาการภาครัฐไม่รู้ว่าผลผลิตข้าวออกมาเท่าไหร่ ต้องไปถามข้อมูลจากบริษัทรับเกี่ยวข้าว เรื่องฐานข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ

ด้านการตลาด ที่ผ่านมาทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับไม่สูงเท่าที่ควร ราคา 100 บาท เกษตรกรได้ 25 บาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าการจัดการตลาด ซึ่งบางครั้งเราต้องลดต้นทุนตรงนี้ลงให้ได้ เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง หรือ ระบบสหกรณ์ ที่เราต้องนำมารือฟื้นกันใหม่ กลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวทำเรื่องสวัสดิการเก่งๆ พอมาทำเรื่องตลาดแล้วทำได้ยาก เราต้องทะลุเรื่องนี้ให้ได้

ด้าน การตลาดที่ควรต้องทำ คือ การรณรงค์ให้ผู้บริโภค หรือ ผู้ซื้อสินค้าเกษตรเห็นความสำคัญกับเกษตรกร โดยมีการสื่อสารกับผู้บริโภค เช่น คุณภาพที่ดี การติดฉลากการนำเข้า แหล่งผลิตสินค้า ที่ต้องระวังคือ พฤติกรรมการปลอมปนของพ่อค้าเราเอง

การทบทวนผลด้านลบกับนโยบายบางอย่าง

การประกันรายได้และประกันราคา ด้านหนึ่งอาจดี อีกด้านทำให้เกษตรกรไม่ได้รับสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงของราคา ในระยะยาวจะดีหรือเปล่า

มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภค ถ้าเราเชื่อว่าสินค้าเราดีกว่า การคุ้มครองผู้บริโภคสามารถเอามาเป็นเครื่องมือได้ และสามารถแยกแยะสินค้านำเข้ากับในประเทศไทย

บริษัทการเกษตรญี่ปุ่น เคยเกิดปัญหาว่าทำพันธสัญญากับเกษตรกร พอภาษีหายไปก็ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ

การ จัดการทุกอย่างมีต้นทุน ต้องเลือกมาตรการที่ส่งผลในระยะยาว รัฐบาลไทยมีกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต เท่าที่ดูกองทุนนี้ไม่ทันการณ์ เป็นการตั้งรับเกินไป แล้วเกษตรกรเข้าถึงได้ยาก น่าจะทำให้มีความยืดหยุ่นกว่านี้

ปัญหา การเกษตร มีความเฉพาะถิ่นเฉพาะพื้นที่ มาตรการใดที่รวมศูนย์แก้ไม่ได้แก้ไม่ทัน ต้องมีการกระจายอำนาจในระยะยาว ในระยะสั้นทำอย่างไรให้ชุมชนกับท้องถิ่นทำงานด้วยกันให้มากขึ้น ระบบติดตามเฝ้าระวังใครทำ ทำอะไร เรื่องงานวิจัยและพัฒนาเรื่องพื้นฐานอาจรวมศูนย์บ้าง ส่วนงานวิจัยประยุกต์น่าจะกระจายให้ท้องถิ่นทำ

จุด สุดท้าย เรื่องข้าวหรือสินค้าอื่นๆ มีทั้งคนที่ได้และเสีย เราไม่ห่วงคนที่ได้ แต่ควรดูคนที่เสีย ต้องมีความร่วมมือ 4 ฝ่าย รัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกร และผู้บริโภคปลายทางได้ตระหนัก

นายนิกร จำนง
เรื่องข้าวและปาล์ม เรามีกองทุน FTA ที่ไม่ ทำงาน มีเงินร้อยกว่าล้าน แต่ใช้ไม่เป็น โดยหลักที่ให้เกษตรกรเสนอมาเองไม่มีทาง แต่เรากำลังรื้อกันครั้งใหญ่ อย่างเรื่องข้าวผลผลิตเราได้แค่ 450 กิโลกรัมต่อไร่ ต่ำกว่าอาเซียนที่ 600 กว่า (เวียดนาม 800 กว่า) มันจึงชี้ความบกพร่องของระบบการผลิต โดยสองมิติ คือ เอาน้ำใส่เพิ่มในภาคอีสาน และ การพัฒนาพันธุ์ เราจะตั้งศูนย์ข้าวระดับโลก ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ปาล์มเองก็จะเปลี่ยนพันธุ์ปาล์ม ล้มปาล์มเก่าทั้งหมด ปาล์มสำหรับพลังงานเราต้องยืนให้ได้

            - เราสร้างกรมมาก ทำให้ข้อมูลมันไม่เชื่อมโยงถึงกัน

            - เรื่องขนส่งก็สำคัญ

            - ปัญหา FTA คือ

+ ความไม่รู้ทั่วไปหมด ทั้งรัฐ ทั้งเกษตรกร ต้องทำให้ชัด
+ เอกภาพในการจัดการ พืช 23 ชนิด 13 อย่างอยู่ในเกษตร ข้าวให้การพานิชย์ เป็นต้น มากหมอมากความ ในระดับเราตั้งคณะกรรมการรวบแล้ว ควรมีการตั้งคณะกรรมการสักชุดที่มองทุกเรื่องไปพร้อมกัน

            - เรากำลังอยู่กับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง เราต้องเคลื่อนไหวเหมือนกันติดอยู่กับที่ไม่ได้

 

ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น

ระนอง ซุ้นสุวรรณ ที่ ทำนารอบทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งอาหาร แต่ตอนนี้โดยนโยบายโครงการไทยเข้มแข็งกำลังส่งเสริมให้ปลูกปาล์มน้ำมันอยู่ อีก บางคนบอกว่ารู้แล้วว่าไม่ดี แต่เป็นนโยบายของรัฐก็ยังต้องมาจัดอบรม

สายชล อัปมานะ เกษตรกรคลื่นลูกใหม่ ผมว่าแนวทางเกษตร น่าจะหลงทางหมด ผมใจหายมากที่รู้ว่าภาครัฐไม่รู้ผลกระทบเหมือนกัน อย่างเรื่องยางพารา รัฐส่งเสริมไปทั่วประเทศ ที่ญี่ปุ่นมีการกำหนดโซนนิ่งไว้หมด น่าจะมีการทำโซนนิ่งการผลิตได้แล้ว เช่น ยางพาราไปปลูกอีสานทำไม ผมถามไปที่นักวิชาการเขาบอกว่าปลูกไป 7 ปี ยางกรีดไม่ออกก็ล้มต้นขายได้

เกษตรกร ที่ทำงานไม่เต็มเวลา มาบอกว่าเป็นเกษตรไม่ได้ เกษตรกรที่ดีไม่ง่าย ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทุกด้าน วันนี้มาวิเคราะห์การส่งเสริมภาคเกษตรต้องอัดความรู้ให้ภาคเกษตร และจัดโซนนิ่ง ทำเรื่องการตลาด องค์กรเข้มแข็ง ต่อให้มี FTA ถึงไม่ได้ขายก็ไม่เป็นไร

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการปลูกฝังอุดมการณ์ให้รักถิ่นฐานของตัวเอง

ชวลิต เจนจัด เครือข่ายวิทยุชุมชน
ภูมิใจที่มีสำนักงานใหม่ เมื่อวานได้รับเชิญและเมล์ ก็ได้ประชุมกันสรุปออกมาว่า เป้าหมายสองปีขอเพิ่มคือ

1.ตั้งบริษัทการเกษตรที่มีเกษตรกรเป็นเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์
2.กำหนดภาษีนำเข้าสารเคมีทุกชนิด

นายภาวิญญ์ เถลิงศรี
ผมคงได้กลับไปคิดต่อ

- เอฟทีเอ ตั้งต้นจากเศรษฐกิจ แต่มีผลกระทบกับหลายส่วน

- การทำเขตการค้าเสรีต้องมีมาตรการรองรับ โดยเฉพาะนโยบายภายใน จึงเกิดช่องว่างมาก ตามหลักการค้าเสรี คนต้องเข้าถึงข้อมูลทั่วถึงกัน มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม และมีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้เสรี แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรื่องข้อมูลจะมีคนบางกลุ่มได้มาก ส่วนเรื่องการแข่งขันคนที่มีอำนาจการตลาดมากกว่าจะได้เปรียบ คนชอบคิดว่าการค้าเสรีจะมีผลกระทบก็ให้เลิกทำการเกษตรไปเสีย แต่ในความจริงการเคลื่อนไหวไปยังภาคส่วนอื่นๆทำได้อย่างมีข้อจำกัด

- ทุกวันนี้เรามีกองทุนช่วยเหลือ แต่กองทุนไม่ได้ทำเป็นระบบ ตั้งรับเป็นหลัก ไม่ได้มองในระยะยาว รัฐบาลอ้างไม่ได้ว่าไม่รู้ผลกระทบ เพราะถ้าไม่รู้เราทำได้อย่างไร


สรุปการประชุมช่วงเช้า
โดย ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้อำนวยการ สปกช.

- ตั้งแต่เช้าเราได้รับสารที่ส่งมาแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ว่า ความสำคัญของภาคเกษตรกร เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง แล้วจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมา

- “เกษตรไม่ใช่สินค้าเพื่อขาย แต่เป็นอาหาร เป็นเครื่องในการแก้ปัญหาของสังคม เป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมให้เกิดความอบอุ่น ที่สำคัญ

- “ถ้าภาคเกษตรไม่เข้มแข็ง ภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้น

- เราต้องมาพูดเรื่องเกษตรยั่งยืนมากขึ้น ตัวเลขจีดีพีน่าจะไม่สำคัญ และรูปแบบก็มีหลากหลาย จุดสำคัญคือการสร้างความยั่งยืน และ ภาคเกษตรแบ่งได้เป็นเกษตรเพื่อการบริโภคก็ได้ เพื่อการค้าขายก็ได้ แต่เมื่อจะทำการค้าขายต้องระวังไม่ให้ผลกระทบ

- มรรค 8 แก้ปัญหาเกษตร และ การทำเกษตรจะช่วยพัฒนามรรค 8 ได้

- การทำงานให้เกิดความสมบูรณ์ต้องบูรณาการกัน เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง การเกษตรเป็นเรื่องเฉพาะถิ่นการใช้แนวทางจากส่วนกลางไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามส่วนกลางสามารถช่วยสร้างองค์ความรู้ได้โดยเฉพาะองค์ความรู้พื้น ฐาน

- AFTA เป็นเพียงคลื่นลูกหนึ่ง ยังมีลูกอื่นๆตามมาอีกมาก โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก สิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อทำสัญญาจะมีคนได้คนเสีย ทำอย่างไรให้คนเสียไม่เสียมากนัก คนได้จะแบ่งปันให้อย่างไร เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

- ตัวเลข 3.7 ล้านครอบครัวชาวนา ไม่เล็ก จำเป็นต้องมีการพิจารณาแก้ไขหลายอย่าง

- ภาครัฐเองก็มีบอกว่าจะต้องมีการทบทวนนโยบาย การสร้างความรู้ การจัดการความรู้ รู้เขารู้เรา และความสำคัญของข้อมูล

- บทบาทของ สปกช. ที่ได้รับการแนะนำจากเวที สิ่งสำคัญที่สุด คือ

+ การระดมสมองและสังเคราะห์ประเด็นยุทธศาสตร์ออกมาให้ได้ เราต้องอาศัยจากทุกภาคส่วน

+ การสร้างสัมมาทิฐฐิให้กับสังคมไทย

+ การรวบรวมความรู้ ทั้งสมัยใหม่และภูมิปัญญา

+ เราจะส่งเสริมให้ภาคีต่างๆ ทำบทบาทให้ดีขึ้นได้อย่างไร เช่นการสังเคราะห์นโยบายจากระดับพื้นที่

+ กฎหมายที่เราต้องผลักดันเร็วที่สุด คือ การเก็บภาษีสารเคมี การควบคุมการโฆษณา การมีสื่อสีเขียวที่ทำให้คนเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์

+ สร้างกลไกเชื่อมโยงชุมชน และติดตามนโยบายต่างๆ

- สปกช.จะอยู่ไม่ยาว เมื่อปฏิบัติภารกิจแล้ว ก็คงให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการต่อ.......

 

 

by ThaiWebExpert