ภาษีสิ่งแวดล้อม "ทางออก" หรือ "ทางตัน"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน
ที่มา: 
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

สภาวะโลกร้อน เป็นปัญหาเร่งด่วนระดับโลก ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมนับเป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ พร้อมกับออกกฎหมายควบคุมสภาพแวดล้อมและลดการปล่อยมลพิษ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาอย่างสหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าประเทศที่พัฒนาจะมีการนำกฎหมายสิ่งแวดล้อมมาตั้งเงื่อนไขทางด้าน การค้าและบริการระหว่างประเทศด้วย ในงานเสวนา “ชำแหละภาษีสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์จริงหรือ?” จัด ขึ้น ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรามูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ในโครงการร่วมปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ 13/2553 เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ระดมความเห็นของนักวิชาการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง และตัวแทนของผู้ประกอบการ มาร่วมวิพากษ์วิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการทางการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของนักวิชาการมองว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดีจะให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น โดยผู้ประกอบการจะมีการบริหารจัดการของเสียก่อนที่จะปล่อยออกมาภายนอก ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น ส่วนเอกชนขอความชัดเจนพร้อมปฏิบัติตาม และองค์กรภาคเอกชน ก็มองว่า ใครปล่อยมลพิษคนนั้นควรเป็นผู้จ่าย เป็นระบบที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว รายละเอียดความเห็นที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

มิ่งสรรพ์ ยันยังต้องออกพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับ

ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ (นสธ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นถึงพ.ร.บ.มาตรการทางการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมานั้น เป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเป็นเครื่องมือเพื่อลดการก่อปัญหามลพิษ ซึ่งกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ทำให้จะต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกาอีกหลายฉบับ ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษ ที่สร้างผลกระทบต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมหนัก เช่น โลหะ ก่อน

“พ.ร.บ.นี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ร่างขึ้นมาเพื่อถอนขนห่าน หรือต้องการหารายได้ แต่มุ่งให้เกิดการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก ต้องให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยเฉพาะการที่เราเป็นประเทศที่เน้นการท่องเที่ยว หากไม่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม การบำบัด การจัดการขยะ ตามสถานประกอบการ ก็จะทำให้การท่องเที่ยวบ้านเราไม่เฟื่องฟู” ผอ.สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มช. ระบุ พร้อมชี้ให้เห็นประเทศที่ยังไม่มีภาษีสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ไทย ลาว พม่า โดยไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมมากกว่าอีก 2 ประเทศ แต่กลับ “ไม่มี” ภาษีตัวนี้

สำหรับหลักการกำหนดภาษีสิ่งแวดล้อมนั้น ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ บอกว่า มีอยู่ 6 มาตรการ ได้แก่ 1 รูปแบบการจัดเก็บภาษีจะต้องมีการคำนวณจากการปล่อยของเสีย หรือการสร้างมลภาวะ 2.ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ เช่น การเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือ เรือสำราญที่เข้ามาในประเทศทิ้งขยะและของเสียให้ประเทศต้องจัดการ 3.ค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์ ในสภาพยุโรปและญี่ปุ่นบังคับให้ผู้ใช้มีการจ่ายภาษีแบตเตอรี่และยางรถยนต์ 4.การเก็บเงินจากการประกันความเสี่ยง 5 .การซื้อขายสิทธิจากการใช้ทรัพยากร เป็นการกำหนดใช้ในอนาคต กรณีที่ไม่สามารถลดปัญหามลพิษได้ และ 6 การสนับสนุนและให้สิทธิพิเศษ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการปัญหามลพิษ

“รูปแบบการเก็บภาษีจะมีการกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา พร้อมกับจัดตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อให้ความรวดเร็วต่อการดำเนินการในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เพราะการจะนำเงินมาจากกองทุนสิ่งแวดล้อมออกมาใช้นั้นล่าช้า ต้องการผ่านกระบวนและขั้นตอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่กองทุนนี้มีรูปแบบการบริหารจัดการแบบเดียวกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มีความคล่องตัวและมีการกำกับและมีการตรวจสอบจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)”

ทีดีอาร์ไอติงกองทุนอาจซ้ำซ้อน

เมื่อถามความเห็นเกี่ยวกับการภาษีสิ่งแวดล้อมฉบับนี้ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธาน สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) มอง ว่า ภาคอุตสาหกรรมที่สร้างมลภาวะและมีการปล่อยของเสีย จำเป็นต้องจ่ายเงินในการแก้ปัญหาสิ่งแวดที่เสื่อมโทรมลงด้วย ขณะที่ภาษีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐบาล ที่ต้องการนำมาใช้บังคับให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย
“ผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการจ่ายภาษีสิ่งแวด ล้อม ก็สามารถดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ไม่มีการปล่อยของเสียทำลายมลภาวะ เมื่อเอกชนไม่มีการปล่อยของเสียออกมาสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษี ดังนั้นผู้ประกอบการควรเร่งปรับปรุงอุตสาหกรรม หรือนำเทคโนโลยีที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อจะได้รับการยกเว้นจากภาษีฉบับนี้”
ส่วนการตั้งกองทุนที่กำหนดในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ประธานทีดีอาร์ไอ หวั่นว่าจะ “ซ้ำซ้อน” กับกองทุนเพื่อสิ่งแวดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ต้องลงมาดูในเรื่องของรายละเอียด แต่เชื่อสามารถแก้ไขได้

กองทุนสวล.ที่มีอยู่เบิกจ่ายติดขัด

ในฐานะนักวิชาการที่จับเรื่องกฎหมายว่าด้วย เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม สนับสนุนแนวคิด หลักการ ตลอดจน กฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.กอบกุล รายะนาคร รองผู้อำนวยการแผนงาน นสธ. เห็นว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ได้งบประมาณจากภาษีที่รัฐบาลใส่เงินสนับสนุน เบื้องต้นประมาณ 5,000 ล้านบาท ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา18 ปี ในรูปของการชดเชยผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับการใช้ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย

“หากให้มีการนำเงินภาษีสิ่งแวดล้อมเข้ามา ใส่ในกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่นั้น คงจะต้องมีการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้งฉบับ เพื่อจะทำให้เกิดความคล่องตัว” รศ.ดร.กอบกุล ชี้แจง และเชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้จะไม่ไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในส่วนของคณะกรรมการและการจัดตั้งกองทุน โดยมอบให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข ไปร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแล้วส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบอีกครั้งก่อนนำ เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม รองผอ.แผนงาน นสธ. ยังบอกด้วยว่า ก่อนนี้มีกระแสข่าวว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการจัดตั้งกองทุน เพราะเห็นว่าไปซ้ำซ้อนกับกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ และอาจจะมีการคว่ำกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นได้

จับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดอัตราภาษีและค่าธรรมเนียม แยกเป็น 1.ภาษีมลพิษทางน้ำ ปีละ 10,000 บาทต่อตันของปริมาณมลพิษ 2.ภาษีมลพิษทางอากาศ ปีละ 2,500 บาทต่อตันของปริมาณมลพิษ 3.ภาษีนักท่องเที่ยว ร้อยละ 15 ของราคาค่าโดยสาร หรือ 1,000 บาทต่อคน 4.ภาษีผลิตภัณฑ์หรือค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 15 ของราคาผลิตภัณฑ์ หรือ 10,000 บาทต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ และ 5.ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ร้อยละ 15 ของราคาหรือ 10,000 บาทต่อหน่วยของปริมาณมลพิษ

ในส่วนโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันมีอยู่ ประมาณ 40,000 แห่ง โรงงานขนาดเล็กประมาณกว่า 1,000 แห่ง และโรงงานขนาดใหญ่ประมาณ 15,000 แห่ง โดยจะมีการเรียกเก็บมลภาวะทางอากาศประมาณ3,000 บาทต่อตันในการปล่อยมลพิษทางอากาศ

รศ.ดร.กอบ กุล แจกแจงขั้นตอนการจัดเก็บ ว่า มีแนวคิดที่จะเก็บค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหากับสิ่งแวดล้อมหรือการ สร้างมลภาวะในรูปขยะพิษ เช่น ตู้เย็นจะมีการเรียกเก็บ 1,000 บาทต่อเครื่อง ,เครื่องปรับอากาศ 1,200 บาทต่อเครื่องและโทรศัพท์เครื่องที่ 100 บาท ต่อเครื่อง ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่มีข้อยุติเนื่องจากเป็นแค่ตุ๊กตาที่ตั้งขึ้น ส่วนการจัดเก็บคาดว่า กระทรวงการคลังจะเป็นผู้กำหนด ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีประสบการณ์ ในเรื่องการจัดเก็บภาษี

ซึ่งเรื่องนี้ นายลวรณ แสงสนิท โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเสริมถึงวิธีการเก็บภาษีนั้น กรมโรงงานจะเป็นผู้ดำเนินการการตรวจสอบแล้วแจ้งมายังกระทรวงการคลังในการจัด เก็บภาษี เนื่องจากคลังมีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการจัดเก็บภาษีอยู่แล้วไม่ว่า จะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพาสามิต และกรมศุลกากร โดยรายละเอียดจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาก่อน

เอกชนร้องขอความชัดเจน

ขณะที่ในหลายประเทศมีการจัดเก็บภาษีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกันไปแล้ว มุมมองภาคเอกชนนั้น นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.)ยืน ยันว่า สมาชิกของสภาอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะมีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม แต่เอกชนต้องการความชัดเจนของการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะต้องศึกษารายละเอียดของภาษีฉบับนี้ด้วย

“กรณีที่สินค้าบางตัวหากมีการส่งออกไปยัง ประเทศที่มีการเก็บภาษีเหมือนกัน รัฐบาลก็น่าจะคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการด้วย มิเช่นนั้นผู้ประกอบการก็จะมีภาระภาษี 2 ต่อ” รองประธาน สอท.มีข้อเสนอ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังมองว่า การที่รัฐจะออกมาตรการอะไรมาบังคับใช้ ควรจะให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมด้วย เนื่องจากภาษีที่สูงเกินจะมีผลกระทบต่อการแข่งขันของเอกชน อีกทั้งรัฐก็จะต้องสร้างแรงจูงใจ ยกเว้นภาษีหรือมาตรการต่างๆด้านภาษีให้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีบำบัดของเสีย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

“สิ่งที่ต้องคำนึงหากมีการเรียก เก็บภาษี รัฐบาลใช้มาตรการอย่างไรในการเก็บภาษี เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จะถูกผลักภาระให้ผู้บริโภค ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคก็จะต้องจ่ายภาษีที่เกิดขึ้น”

เอ็นจีโอเสนอ 3 มาตรการแก้ปัญหาสวล.

สำหรับตัวแทนภาคประชาชน นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เสนอ 3 มาตรการผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรูปธรรม เพื่อเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์การปฏิรูปประเทศไทย และ นำไปสู่หลักประกันการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสู่คนรุ่นหลัง
1. มาตรการเชิงป้องกันปัญหาอันเกิดจากสิ่งแวดล้อม
1.1 การปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในทุกมาตราที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรา 66, 67 หรือมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง
1.2 การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง สมควรมีการประเมินและติดตามหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระยะต่อ เนื่องและเหมาะสม
1.3 ควรเร่งผลักดัน เรื่องการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment) ในประเทศไทยอย่างจริงจัง
1.4 สมควรจัดทำหลักเกณฑ์ พื้นที่ เหมาะสม ที่เอื้อต่อการพัฒนา เช่น
- การจัดทำผังเมืองอย่างเป็นระบบ และใช้อย่างจริงจัง
- เร่งดำเนินการสร้างกลไกจัดทำแนวกันชน( Buffer Zone) อย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่
- เร่งจัดทำ ศักยภาพการรองรับมลพิษในพื้นที่ (Carrying Capacity) เพื่อกำหนดการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม
1.5 สร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่อย่างมีรูปธรรมที่ยั่งยืนและชัดเจน
2. มาตรการเชิงควบคุม (การบังคับใช้กฎหมาย)
2.1 การบังคับใช้กฎหมาย
2.2 สร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนในท้องถิ่น
2.3 กำหนดทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลต่อการเอาจริงเอาจังด้านการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบ (วาระแห่งชาติ)
2.4 มีบทลงโทษอย่างจริงจัง ต่อผู้ที่ละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ควบคุม
2.5 มีมาตรการในการจูงใจเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาให้ความสนใจปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
3. มาตรการเชิงการแก้ไขและเยียวยา
3.1 ผลักดันเรื่องการชดเชยอย่างเป็นธรรมในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น จากเหตุการณ์อุทกภัย ที่ประชาชนได้รับปัญหานั้นควรได้รับการชดเชยจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
3.2 ผลักดันเรื่องการออกกฎหมาย เรื่อง “เครื่องมือเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม” ด้วยอาศัยหลักการผู้ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเป็นผู้จ่าย เพื่อจะได้นำเงินที่เก็บได้จากภาษีผู้ก่อไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิด ขึ้น โดยไม่กระทบภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย www.thaireform.in.th
ติดต่อสอบถาม โทร. 02-241-3160

by ThaiWebExpert