ประชาชาติธุรกิจ

"น้ำมัน" วาระร้อน จี-8 โสมขาวนำร่องประหยัดพลังงานรัฐ 10%

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิกฤตพลังงาน อาหารแพง และโลกร้อน แม้จะเป็นหัวข้อหลักที่ขาดไม่ได้ในการประชุมระดับสุดยอดผู้นำ โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ชาติ (จี-8) ในวันที่ 7-9 กรกฎาคม ที่ญี่ปุ่น

แต่ผลลัพธ์สุดท้ายของการประชุมอาจจะไม่มีอะไรใหม่ และเป็นภาพกว้างๆ

ในร่างแถลงการณ์ร่วม ที่หนังสือพิมพ์ นิกเคอินำบางส่วนมาเผยแพร่ พบว่าในประเด็นของน้ำมัน มาตรการที่จะออกมาประกอบด้วยการเรียกร้องให้เพิ่มความโปร่งใสในตลาดน้ำมัน ด้วยการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลมากยิ่งขึ้น

และมีการตรวจสอบว่า การเก็งกำไรเป็นต้นเหตุให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานหรือไม่ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างตลาด ตลอดจนการเพิ่มการลงทุน เพื่อ เพิ่มศักยภาพการกลั่น ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน และพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากนักกิจกรรมว่า ขณะที่คนคาดหวังจะได้เห็นการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ เป็นไปได้สูงที่เวทีประชุมจี-8 จะเลือกส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์แทน

จีน และอินเดีย กำลังถูกกดดันให้ลดปริมาณการบริโภคน้ำมัน

ทั้งนี้ จากการประเมินตัวเลขการใช้พลังงาน โดยบีพี พบว่าการใช้พลังงาน ต่อหน่วยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีน มากกว่าสหรัฐ 3 เท่า มากกว่าญี่ปุ่น 5 เท่า และมากกว่าอังกฤษ 8 เท่า

ในบางรายงานคาดการณ์ว่า อีก 20 ปีข้างหน้าการบริโภคน้ำมันของจีนจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 7.5% ต่อปี ขณะที่อัตราการบริโภคน้ำมันของอินเดียเพิ่มขึ้นที่ 5.5% เปรียบเทียบกับอัตราเพิ่ม 1% ต่อปี ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

สำหรับอินเดีย มีการนำเข้าน้ำมันเกือบ 70% ของความต้องการใช้เจ้าหน้าที่ใน รัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า การนำเข้าน้ำมันของอินเดียนับถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2552 จะสูงถึงประมาณ 1.10-1.20 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่ารัฐบาลจะต้องใช้ งบประมาณเพื่ออุดหนุนเป็นมูลค่า 4.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หากราคาน้ำมันโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 123 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นี่คือเหตุผลที่กระตุ้นให้หลายประเทศเร่งดำเนินมาตรการตั้งรับปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่อาจรอความหวังที่จะได้เห็นทางออกจากประเทศพี่เบิ้มทั้งหลาย ดังกรณีของเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากญี่ปุ่นนัก รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแผนนำร่องลดการใช้พลังงานของภาครัฐลง 10% โดยครอบคลุมมาตรการจำกัดการขับรถของข้าราชการ โดยนำระบบสับเปลี่ยนเลขคู่-เลขคี่มาใช้ ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม การจำกัดอุณหภูมิในสถานที่ราชการ และกำกับดูแลการใช้พลังงานในสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดการบริโภคพลังงานได้ประมาณ 6.6%

แม้แต่ในส่วนของกองทัพเกาหลีใต้ ก็มีมาตรการประหยัดการใช้พลังงานออกมาด้วย โดยกองทัพจะลดขนาดการซ้อมรบลง โดยเฉพาะในส่วนที่มีการใช้ยานพาหนะ เพื่อสนองตอบเป้าหมายการลดปริมาณการใช้พลังงานของกองทุนลง 14% ต่อปี

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินต่อสู้ของกองทัพได้เริ่มลดชั่วโมงการบิน จาก 159 ชั่วโมงต่อปี เหลือ 135 ชั่วโมง ขณะที่กองทัพเรือจะปรับลดชั่วโมงการ ซ้อมรบลงประมาณ 27%

รัฐบาลคาดหวังว่าหากสามารถจูงใจให้ภาคเอกชนใช้พลังงานน้อยลงอีกสัก 10% จะช่วยประหยัดการบริโภคน้ำมันได้ถึง 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

พลังงานทดแทน... การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ถึงแม้ว่าปริมาณสำรองและทรัพยากรของพลังงานฟอสซิลจะมีปริมาณเหลืออยู่มาก แต่อุปทานของพลังงานฟอสซิลก็มี "ข้อจำกัด" ดังนี้

ประการแรก เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่อยู่ใต้ดิน/น้ำที่ลึกเกินไป หรืออยู่ไกลแหล่งบริโภคมากเกินไป หรือที่อยู่กระจัดกระจายเกินไป และถึงแม้ว่าอาจพัฒนาขึ้นมาใช้ได้ แต่ก็มีต้นทุนที่สูงเกินไป

ประการที่สอง การใช้พลังงานเหล่านี้อาจมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมของโลกมากเกินไป

ประเด็นสำคัญจึงเป็นความท้าทายที่ว่า เราจะเปลี่ยนแบบแผนการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินในปัจจุบัน ไปเป็นการใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงนี้มี 4 ทางเลือก

1.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเข้มข้นในการใช้พลังงาน (energy intensity) ในประเทศอุตสาหกรรมลดลงในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานยังมีอยู่มาก ทั้งในกรณีที่ยังใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีอยู่เดิม และในกรณีของการก้าวกระโดดไปใช้อุปกรณ์เครื่องจักร กระบวนการผลิต ยานยนต์ และระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถลดความเข้มข้นในการใช้พลังงานลงได้ถึงปีละ 2.5% แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ศักยภาพนี้กลายเป็นจริง เพราะมักเกี่ยวข้องกับผู้เล่นหลายฝ่าย และนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สนใจ/เต็มใจที่จะผลักดันมาตรการจำกัดการใช้พลังงานเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับคะแนนนิยมทางการเมือง

การประหยัดพลังงานในภาคขนส่งจะมีความสำคัญมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เพราะความต้องการใช้รถยนต์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศเหล่านี้ เทคโนโลยีที่สามารถทำให้รถยนต์ใช้เชื้อเพลิงได้ประหยัดมากขึ้นมีทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพของการสันดาปภายในเครื่องยนต์ และการใช้ตัวถังที่ทำด้วยวัสดุที่เบาขึ้นแต่คงทนแข็งแรง การขนส่งในอนาคตจะใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น ทั้งในรูปของแบตเตอรี่ เซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) และระบบลูกผสม (hybrid) รัฐบาลสหรัฐมีแผนที่จะใช้ hydrogen ในรถยนต์ซึ่งจะทำให้ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเลย

ในอาคารและโรงงาน เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เกี่ยวกับแสงสว่าง (เช่น หลอดไฟตะเกียบ บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ) เครื่องปรับอากาศ (เช่น heat exchanger สารทำความเย็นประสิทธิภาพสูง และ centrifugal compressor) การหุงต้มด้วยเตาถ่านเตาก๊าซที่มีประสิทธิภาพสูง และการใช้มอเตอร์แบบ variable speed drives

2.พลังงานหมุนเวียน (renewable energy)

พลังงานหมุนเวียนครอบคลุมชีวมวล (biomass คือวัสดุจากพืช สัตว์ รวมทั้งขยะ) พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ความร้อนใต้พิภพ และพลังงานจากคลื่น พลังงานหมุนเวียนมีข้อได้เปรียบหลายประการ คือ เป็นพลังงานที่สะอาด ทำให้ประเทศสามารถลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมการเกษตร สร้างงานและรายได้ในชนบท และสามารถใช้ได้ในชนบทที่อยู่ห่างไกล ในปัจจุบันโลกใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณคิดเป็น 14% ของการใช้พลังงานขั้นต้นทั้งหมด โดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการใช้ฟืน ถ่าน ในครัวเรือนชนบทของประเทศกำลังพัฒนา ส่วนที่เหลือประมาณ 2% เป็นพลังงานหมุนเวียนแบบใหม่ เช่น พลังน้ำขนาดเล็ก และไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์

ผลิตพลังงานขั้นสุดท้ายที่ได้จากพลังงานหมุนเวียนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ไฟฟ้า และน้ำมันชีวมวล (biofuel) พลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่สามารถใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนน้ำมันชีวมวลมักจะ ผลิตจากพืช กล่าวคือ ethanol ที่ผลิตจากอ้อย ข้าวโพด และมันสัมปะหลัง ส่วน biodiesel ผลิตได้จากพืชประเภทน้ำมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ถั่วเหลือง สบู่ดำ รวมทั้งน้ำมันพืชใช้แล้ว ในอนาคต คาดกันว่าน้ำมันชีวมวลจะผลิตจากวัตถุดิบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น biodiesel จากสาหร่ายเซลล์เดียว และ ethanol จากข้าวฟ่างหวาน เศษหญ้า และเศษไม้

ข้อจำกัดสำคัญของพลังงานหมุนเวียนคือ ต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่ เทคโนโลยีที่ยังต้องการพัฒนา และวัตถุดิบที่มีปริมาณจำกัด ในกรณีที่ใช้พืชอาหารเป็นวัตถุดิบ การเพิ่มปริมาณพลังงานชีวมวลกลับเป็นผลเสียทำให้การปลูกพืชเพื่อใช้เป็นอาหารลดลงไปและอาหารอาจมีราคาแพงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้ลดลงมากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

เทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันยังอยู่ในขนาด (scale) ที่เล็ก ดังนั้น เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้นและขนาดการผลิตใหญ่ขึ้น จึงมีโอกาสที่ต้นทุนต่อหน่วยจะลดต่ำลงได้จากการประหยัดจากขนาด (economies of scale) ผลจากการเรียนรู้ (learning effects) รวมทั้งการปรับปรุงเทคโนโลยี ข้อมูลในอดีตชี้ว่า การเพิ่มปริมาณการผลิตอีก 1 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง 10%-20% ในกรณีของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม และการผลิต ethanol

3.เทคโนโลยีพลังงานฟอสซิล

เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานฟอสซิลคือ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยปล่อยมลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจกออกมาให้น้อยที่สุด

ในโรงไฟฟ้า มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้นและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าประเภท combined cycle ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง co-generation ซึ่งผลิตไฟฟ้าและไอน้ำพร้อมกัน reciproca ting engines และเซลล์เชื้อเพลิง

เทคโนโลยีเกี่ยวกับ coal gasification ทำให้สามารถผลิตก๊าซสังเคราะห์ (syngas) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าประเภท integrated gasifier combined cycle ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนาเทคนิคในการผลิตน้ำมันเหลวได้จากถ่านหินและแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ตั้งอยู่ห่างจากแหล่งบริโภค

การรวบรวมและกักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage หรือ CCS) เป็นเทคโนโลยีอีกประเภทหนึ่งซึ่งสามารถทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิตไม่หลุดลอยขึ้นไปอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก วิธีการคือการรวบรวมและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน/น้ำ เช่น ในแหล่งน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติที่สูบออกมาหมดแล้ว หรืออาจนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม CCS ยังมีต้นทุนที่สูงอยู่และต้องใช้พลังงานจำนวนมากเพื่อขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในปัจจุบัน CCS มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคแต่ยังไม่มีการพัฒนาใช้ในขนาด (scale) ที่ใหญ่ การใช้ CCS ในโรงไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง เพราะต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นอีก 15%-40% และจะต้องจัดหาที่กักเก็บที่มีขนาดใหญ่มากอีกด้วย คาดกันว่าเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีการใช้งานก่อนปี 2020 แต่ในระยะยาวคาดว่า CCS จะมีบทบาทสำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในบรรยากาศโลก และในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

4.พลังงานนิวเคลียร์

World Nuclear Association รายงานว่า ในศตวรรษที่ 21 นี้ พลังงานนิวเคลียร์สามารถแข่งขันกับพลังงานฟอสซิลได้มากขึ้น เพราะต้นทุนเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ลดลง ทั้งที่เป็นต้นทุนการก่อสร้าง ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนในการดำเนินงาน และต้นทุนที่เกี่ยวกับการจัดการกับวัสดุที่มีกัมมันตภาพรังสี ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีต้นทุนการก่อสร้างที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น แต่ก็มีค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า World Nuclear Association สรุปว่า ต้นทุนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยัง ต่ำกว่าของโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินและ ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตไฟฟ้าแบบ base load

ในปัจจุบัน การใช้พลังงานนิวเคลียร์มีปริมาณคิดเป็น 7% ของการใช้พลังงานขั้นต้นทั้งหมดของโลก และพลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 17% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด คาดว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม แต่การยอมรับในพลังงานนิวเคลียร์ก็ยังแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก เพราะหลายประเทศยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเก็บวัสดุที่มีกัมมันตภาพรังสีในระยะยาว คาดว่ายุโรปตะวันตกจะลดกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ลงหลังปี 2010 แต่หลายประเทศในเอเชียจะขยายกำลังไฟฟ้านิวเคลียร์ในอัตราที่สูงมาก

ไทยดึง 16 ประเทศผู้ผลิตยาง ร่วมแก้ภาวะโลกร้อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 กรกฎาคม 2551

นายสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยโดยกรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยยาง จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาด และการซื้อขายคาร์บอนขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2551 ณ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางรายใหญ่และรายย่อยของสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) จำนวน 16 ประเทศได้นำเสนอผลงานวิจัย ความก้าวหน้าการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาดและการซื้อขายคาร์บอน พิจารณาโครงการความร่วมมือด้านการวิจัย และโครงการวิจัยที่เหมาะสมเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนระหว่างประเทศ โดยมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร (นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เวลา 9.00 น.

จากปัญหาภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำรงชีวิตของประชากรโลก ทั้งจากภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม นับเป็นปัญหาสำคัญซึ่งประเทศสมาชิกได้มีการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้คงที่ โดยพิธีสารเกียวโต ภายใต้ UNFCCC ได้กำหนดกลไกการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ 3 กลไก คือ 1.การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก 2.การดำเนินการร่วมกัน และ 3.กลไกการพัฒนาที่สะอาด

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางของ IRRDB และเป็นประเทศผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลกได้เล็งเห็นปัญหาภาวะโลกร้อนและความสำคัญของการปลูกยางพาราที่สามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกได้ ประเทศสมาชิกจึงมีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการประชุมครั้งนี้ขึ้นจำนวน 3 วัน โดย 2 วันแรกจะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัย วันสุดท้าย ทัศนศึกษาที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหาร นักวิชาการ และนักวิจัย จากประเทศสมาชิก 16 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา บราซิล แคมารูน จีน โก๊ตดิวัวร์ ฝรั่งเศส กาบอง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก ไนจิเรีย ฟิลิปปินสื ศรีลังกา เวียดนาม และประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 150 คน

ไฮไลต์เวทีประชุม "เจดดาห์"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การประชุมสุดยอดพลังงานที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ปิดฉากลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยปราศจากข้อตกลงร่วมที่เป็นรูปธรรม ยกเว้นเพียงข้อเสนอของบางประเทศที่น่าสนใจ โดยเฉพาะซาอุดีฯเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

ซาอุฯดันตั้งกองทุนช่วย ปท.กำลังพัฒนา

ซาอุดีอาระเบียเสนอตั้งกองทุนพลังงานระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน ด้วยรัฐบาลซาอุฯจะสบทบเงินเข้ากองทุน 1 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารโลกเป็นแกนนำในการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางวางรูปแบบและการจัดตั้งกองทุน นอกจากนี้ยังเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศยากจนเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานต่างๆ อีก 500 ล้านดอลลาร์

ซาอุฯยังยืนยันด้วยว่าจะเพิ่มปริมาณ การผลิตในแต่ละวัน เป็น 9.7 ล้านบาร์เรล ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และพร้อมที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีกหากจำเป็น

จีนเรียกร้องเพิ่มความร่วมมือมากขึ้น

รองนายกรัฐมนตรี สี่ จิน ปิง ของจีน เรียกร้องต่อที่ประชุมเจดดาห์ให้นานาประเทศเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการสำรวจทางเลือกพลังงานสะอาด และเพิ่มการดูแลตลาดพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาพลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า การพุ่งทะยานขึ้นของราคาน้ำมันเป็นปัญหาท้าทาย ทั้งกับประเทศผู้ผลิต และผู้นำเข้า เช่นเดียวกับการสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการพลังงาน ตลอดจนการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของโลก เป็นภารกิจของทุกประเทศ เนื่องจากพลังงานเป็นประเด็นปัญหาร่วมกัน

เรียกร้องเพิ่มความโปร่งใส-ลงทุน

ในแถลงการณ์ร่วม บรรดาผู้นำและรัฐมนตรีจาก 36 ประเทศ ได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการพุ่งทะยานไม่หยุดของราคาน้ำมัน ซึ่งอยู่ที่ระดับเกือบ 135 ดอลลาร์ มาตั้งแต่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากหลายปัจจัย

"สถานการณ์ดังกล่าว ต้องการการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภคน้ำมัน ในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดน้ำมันระหว่างประเทศ เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย" แถลงการณ์ร่วมระบุ พร้อมเรียกร้องให้มีการเพิ่มความโปร่งใสและการกำกับดูแลตลาดการเงิน ผ่านมาตรการต่างๆ ที่จะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของพวกกองทุนดัชนี (index fund) และตรวจสอบพฤติกรรมระหว่างตลาดต่างๆ ในตลาดน้ำมันดิบด้วย

นอกเหนือจากนี้ แถลงการณ์ร่วมยังเรียกร้องให้มีการลงทุนเพิ่มในการผลิตน้ำมันดิบ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าตลาดจะมีปริมาณน้ำมันดิบเพียงพอ ซึ่งการมีกำลังการผลิตสำรองในทุกข้อต่อของห่วงโซ่ การผลิต มีความสำคัญต่อเสถียรภาพ ในตลาดน้ำมัน

ญี่ปุ่นร้องมะกันยกเลิก zeroing

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ญี่ปุ่นออกโรงค้านร่างข้อเสนอการเจรจาการค้ารอบโดฮาชุดใหม่ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในเรื่องกฎการทุ่มตลาด โดยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายอากิระ อมาริ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมการค้าและเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขารู้สึกผิดหวังกับเอกสารของ WTO ในเรื่องกฎว่าด้วยการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่เปิดเผยออกมาล่าสุด พร้อมกับเรียกร้องให้ทบทวนข้อเสนอดังกล่าวเพื่อสะท้อน ถึงจุดยืนของประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเห็นว่าร่างข้อเสนอชุดใหม่ ยังให้ความสำคัญที่จะคงกฎทางการค้า เรื่อง "zeroing" ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ต้องการให้มีเรื่องนี้บรรจุไว้ในข้อตกลง

เนื่องจาก zeroing เป็นวิธีการคำนวณหาส่วนต่างที่ติดลบให้เป็นศูนย์ ซึ่งสหรัฐ มักใช้หาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้า (anti-dumping) ในกรณีราคาสินค้านำเข้ามีอัตราไม่เท่าเทียมกับราคาสินค้าภายในประเทศผู้ส่งออก

แต่ฝ่ายญี่ปุ่นกลับเห็นว่า วิธีการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้านี้กลับจะทำให้อัตราการชำระภาษีทุ่มตลาดเพิ่มขึ้น แม้ว่ากฎ WTO จะอนุญาตให้ประเทศ สมาชิกใช้ภาษีชดเชยสำหรับสินค้านำเข้า ที่ขายในราคาต่ำกว่าราคาในประเทศ ผู้ส่งออก ในกรณีที่สินค้าดังกล่าวจะมีผลเสียให้กับอุตสาหกรรมในประเทศผู้นำเข้า แต่วิธีการ zeroing กลับไม่ยอมรับราคานำเข้าที่แท้จริง เท่ากับการหาส่วนต่างของราคาที่เกินขึ้น ซึ่งประเทศสมาชิก WTO อื่นเห็นว่าวิธีนี้ไม่เป็นธรรมในการสร้างกฎ การค้าโลก

ขณะที่สหรัฐกลับเห็นว่า การเจรจาการค้ารอบโดฮาของ WTO อย่างไรเสียก็ไม่อาจตัดเรื่อง zeroing ออกไปได้ แม้ว่าประเทศสมาชิกรายอื่นๆ จะยื่นข้อเสนอให้ทบทวนร่างดังกล่าวแล้วก็ตาม

ชุมชนเมืองขยายเร่งโลกร้อน แนะพึ่งพลังงานทางเลือก-ผนึกกำลัง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2551

หลังเกิดเหตุพายุนาร์กีสพัดถล่มพม่า และเหตุธรณีวิปโยคที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ทำให้กระแสความตื่นตัวเรื่องภัยพิบัติและภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง

ภายหลังเหตุภัยพิบัติเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ได้มีการจัดการเสวนาเรื่อง "การประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม" (Energy Efficiency and Green Environment Forum) โดยบริษัท อินเตอร์เนชั่นเนิล เอนจิเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ IEC และบริษัท จงหัวเทเลคอม จำกัด ซึ่งงานนี้มีไฮไลต์อยู่ที่การมาร่วมเป็นวิทยากรของ ดร.ไมเคิล โนเบล ทายาทโนเบลรุ่นที่ 4 ที่อยู่ในระหว่างการเดินสายทัวร์เอเชีย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน

ดร.ไมเคิล โนเบล ประธานมูลนิธิ โนเบล แชริตี้ ทรัสต์ ให้ความเห็นว่า ในปีนี้ถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่าชานเมืองและชนบท และจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น ทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานมากขึ้นหลายเท่า โดย 92% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้อยู่เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานยังเป็นการเพิ่มมลพิษให้โลกด้วย

ดร.โนเบลได้เสนอหนทางแก้ไข ได้แก่ ลดการใช้พลังงานในด้านต่างๆ เช่น การใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น ใช้วิธีทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือคาร์พูล รวมทั้งลดการเดินทางโดยเปลี่ยนเป็นการประชุมจากที่บ้าน ลดสินค้าที่ไม่สำคัญทางเศรษฐกิจ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง เนื่องจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า การผลิตเนื้อสัตว์ใช้พลังงานและทรัพยากรมากกว่าการปลูกพืช และควรจะหาวิธีการอื่นที่จะผลิตน้ำมันแทนการใช้พืชอาหารเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนอาหาร

นอกจากนั้น ดร.โนเบลยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่สำคัญอยู่ที่การขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยแต่ละฝ่ายได้มีการพัฒนาในส่วนของตนอยู่แล้ว รัฐบาลควรจะเป็นผู้นำเนื่องจากส่วนสำคัญในการกำหนดมาตรการต่างๆ และต้องร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์ ผู้ออกกฎหมาย รวมถึงผู้ผลิตในการร่วมมือกันพัฒนาเพื่อส่วนรวม โดยให้ออร์แกไนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพเผยแพร่ และกระตุ้นแนวคิดการพัฒนา หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้กับประชาชน รวมทั้งยังต้องให้ความรู้แก่เด็กเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ในส่วนของไทยนั้น ดร.สหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกอยู่ อุณหภูมิของโลกก็จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ ที่รุนแรงขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำท่วม และพายุที่รุนแรงขึ้น เช่น พายุทอร์นาโดแคทรีนา สึนามิ และพายุนาร์กีส

ดังนั้น เราจำเป็นต้องลงมือจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรไว้ให้ลูกหลานในอนาคต และเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลไทยจึงได้ออกนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาการ บริการพลังงานที่มีอยู่ให้ทั่วถึง ส่งเสริม การใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งขณะนี้สามารถประหยัดการใช้น้ำมันได้ถึง 8% และในปี 2551-2555 ได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้ประหยัดพลังงาน รวมทั้งใช้พลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไปแทน เช่น พลังงานลม และใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ต่างๆ

ตั้งรับพิบัติภัยธรรมชาติ รัฐบาลไทยพร้อมหรือยัง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ภายในชั่วระยะเวลเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ปรากฎการณ์พิบัติภัยทางธรรมชาติซึ่งสร้าง ความเสียหายอย่างรุนแรงต่อประเทศเพื่อน บ้านใกล้ที่อยู่ติดกันปับประเทศไทยอย่าง พม่า และประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ของเอเชียอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความแปรปรวน และความไม่แน่นอนอันเกิดจากธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะควบคุมหรือ หาทางป้องกันได้

ปรากฎการณ์พายุไซโคลน นาร์กีส ที่ถล่มเข้า ใส่หลายๆ เมืองของพม่าจนยับเยินมีจำนวน ผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน ไร้ที่พักอาศัย ขาดน้ำ ประสบชะตากรรมอย่างหนักอีกนับล้านคน หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับความรุนแรง 7.6 ริกเตอร์ในมณฑลเสฉวน คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นหลักหมื่น ทำลายอาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง สาธารณูปโภคพื้นฐานรวมเป็นมูลค่าไม่น้อยเช่นเดียวกันนั้น น่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน และต้องตั้งรับกับพิบัติภัยที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพายุ แผ่นดินไหว อุทกภัย ภาวะแห้งแล้ง ฯลฯ

จากภาพตัวอย่างใกล้ตัวดังกล่าว ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วประเทศไทย รัฐบาลไทยตระหนักถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภัยคุกคามจากธรรมชาติมากน้อยเพียงใด มีกระบวนการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย แผ่นดินถล่มซึ่งเกิดซ้ำมากขึ้นๆ หรือผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ สึนามิ ที่เคยได้รับบทเรียนมาแล้ว จนถึงจุดที่จะมั่นใจได้หรือไม่ว่า พร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ อาจเกิดขึ้นได้จากพิบัติภัยทางธรรมชาติเหล่านั้น หรือเคยคิดแผนจำลองเหตุการณ์ไว้บ้างหรือไม่ว่า หากเกิดพายุแบบในพม่า หรือเกิดแผ่นดินไหวแบบในประเทศจีน จะรับมืออย่างไรหรือจะเสียหายขนาดไหน

ที่สำคัญมีการติดตาม ทบทวนการประสานข้อมูลความรู้ในเบื้องต้นให้เกิดการพัฒนา หรือยกระดับมากขึ้นเพียงใด สำหรับ คาดการณ์ พยากรณ์ หรือสร้างระบบเตือนภัย เตรียมความพร้อม ซ้อมรับเหตุร้ายได้ดีมากขึ้นกว่าที่เคยทำได้ใน อดีตหรือไม่ ในกรณีทีเกิดเหตุพิบัติภัย เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว จะมีระบบบริหารจัดการอย่างไร จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในลักษณะไหน

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตประธานสภาพัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ความหวังกับประเด็นดังกล่าวว่า จริงๆ แล้ว โดยองค์ความรู้เท่าที่มีในประเทศไทย รวมถึงการทำงานของ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) สามารถหาข้อมูลดาวเทียมมาประสานกับข้อมูลภาคพื้นดิน จนทำให้ได้ข้อมูลตามเวลาจริง (เรียลไทม์) และใช้สำหรับติดตาม พยากรณ์เบื้องต้นได้แต่เนิ่นๆ ว่าโอกาสที่จะเกิดพายุ ภัยธรรมชาติ หรือฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง จะกระทบกับบริเวณใด พื้นที่ใด จุดไหนบ้างที่มีความเสี่ยงจะเผชิญภาวะน้ำท่วม ดินถล่ม ฯลฯ

สุดท้ายจึงเหลือแต่ความพร้อมและความตื่นตัวของรัฐบาลนั่นแหละ ที่จะเอาจริงเอาจังกับฐานข้อมูลที่มีจากหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงแข็งขันกับการวางแผนตั้งรับ กำหนดมาตรการซักซ้อมให้พร้อมรับมือกับพิบัติภัยทางธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน หรือจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

โลกร้อน-ทะเลเป็นกรด "ปะการังแข็ง"ตายเกลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กำลังเตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อปะการังชนิดแข็งในทะเลอันดามัน ถือเป็นโครงการแรกที่จะศึกษาผลกระทบโดยตรง และนับเป็น 1 ใน 12 โครงการที่สถาบันวิจัยภูเก็ต ได้รับคัดเลือกจากทางสหภาพยุโรปให้ดำเนินการวิจัย ขณะที่ยังมีสถาบันวิจัยอื่นๆ จากแถบเอเชีย อเมริกา และยุโรปที่จะศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ เต่า หอย ปลาในทะเลด้วย เพื่อสรุปเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวกัน สหภาพยุโรปสนับสนุนงบฯทั้งโครงการจำนวน 12.5 ล้านยูโร

"สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าปะการังชนิดแข็งจำนวนมากเริ่มตายแล้ว เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในท้องทะเลมากเกินไป เป็นผลมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีมาก ทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น เราได้วิจัยค่าความเป็นกรด แ ละด่างของน้ำทะเลย้อนหลังไ ป 30-40 ปี พบว่าค่าความเป็นด่างลดลง 0.1 ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของปะการัง และเรื่องดังกล่าวนี้หลายประเทศทั่วโลกก็เป็นห่วงต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะตกลงสู่ท้องทะเลมากขึ้น" นายสมเกียรติกล่าว

โลกร้อน-ทะเลเป็นกรด "ปะการังแข็ง"ตายเกลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กำลังเตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อปะการังชนิดแข็งในทะเลอันดามัน ถือเป็นโครงการแรกที่จะศึกษาผลกระทบโดยตรง และนับเป็น 1 ใน 12 โครงการที่สถาบันวิจัยภูเก็ต ได้รับคัดเลือกจากทางสหภาพยุโรปให้ดำเนินการวิจัย ขณะที่ยังมีสถาบันวิจัยอื่นๆ จากแถบเอเชีย อเมริกา และยุโรปที่จะศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ เต่า หอย ปลาในทะเลด้วย เพื่อสรุปเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวกัน สหภาพยุโรปสนับสนุนงบฯทั้งโครงการจำนวน 12.5 ล้านยูโร

"สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าปะการังชนิดแข็งจำนวนมากเริ่มตายแล้ว เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในท้องทะเลมากเกินไป เป็นผลมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีมาก ทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น เราได้วิจัยค่าความเป็นกรด แ ละด่างของน้ำทะเลย้อนหลังไ ป 30-40 ปี พบว่าค่าความเป็นด่างลดลง 0.1 ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของปะการัง และเรื่องดังกล่าวนี้หลายประเทศทั่วโลกก็เป็นห่วงต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะตกลงสู่ท้องทะเลมากขึ้น" นายสมเกียรติกล่าว

UNตั้งทีมฉก. รับมือสู่วิกฤต อาหารทั่วโลก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายบัน คี-มุน เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) แถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วม 27 หน่วยงานหลักของยูเอ็นที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (29 เม.ย.) โดยประกาศตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการแก้ไขวิกฤตการณ์อาหารร่วมกับธนาคารโลก โดยคณะทำงานชุดดังกล่าว ซึ่งมีนายบันเป็นหัวหน้าคณะ จะประกอบภารกิจสำคัญอันดับแรก คือ การจัดหาเงินทุนที่ยังขาดอยู่ 755 ล้านดอลลาร์ มาสนับสนุนโครงการอาหารโลก (World Food Program)

นอกจากนี้ องค์การอาหารและเกษตร (FAO) มีแผนจัดหาเมล็ดพันธุ์มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ ให้แก่เกษตรกรในประเทศยากจนที่สุดของโลก

ด้านนายโรเบิร์ต เซลลิค ประธานธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ในเวทีเดียวกัน โดยเรียกร้องให้ประเทศผู้บริจาคสนับสนุนคำร้องขอเงินช่วยเหลือ 755 ล้านดอลลาร์ของยูเอ็น เนื่องจากมีประชาชน กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกต้องดิ้นรนรับมือ กับราคาอาหารที่แพงขึ้นอย่างมาก และในจำนวนนั้นกว่า 100 ล้านคน ต้องกลายเป็นคนยากจน จากผลของภาวะอาหารแพงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ประธานธนาคารโลกกล่าวย้ำว่า ธนาคารโลกจะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น เพื่อระบุประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งความช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ขณะนี้ธนาคารโลกอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค เพื่อบูรณาการงานต่างๆ เข้าด้วยกัน

by ThaiWebExpert