ประชาชาติธุรกิจ

ก.อุตฯบูมโครงการรง.ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการจัดทำ โครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสถานประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนภายใต้ หลักเกณฑ์การมีธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ที่ดีของสถานประกอบการอุตสาหกรรม 7 ประการได้แก่

1)การให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสาร 2)การให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา 3)มีความโปร่งใส 4)มีความรับผิดชอบต่อสังคม 5)มีหลักนิติธรรม 6)มีความยุติธรรม และ 7)ความยั่งยืน ปรากฏมีโรงงานจาก 11 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ- สมุทรสาคร-นนทบุรี-พระนครศรีอยุธยา-นครปฐม-ฉะเชิงเทรา-ราชบุรี-ชลบุรี-ระยอง-สระบุรี และปทุมธานี เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ต้นปี 2551 บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่จำนวน 102 ราย

มาในปี 2552 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะขยายผลการดำเนินงานด้วยการจัดตั้ง โครงการบริหารจัดการลุ่มน้ำและวางระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ด้วยการเพิ่ม ผู้ประกอบการรายใหม่อีก 50 รายจาก 11 จังหวัดเดิมเข้าร่วมโครงการและจะขยายไปสู่อีก 18 จังหวัดใหม่ในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญๆ คือปราจีนบุรี-นครนายก-สระแก้ว-ชัยนาท-สุพรรณบุรี-นครสวรรค์-สิงห์บุรี-อ่างทอง-กาญจนบุรี-สมุทรสงคราม-ขอนแก่น-นครราชสีมา-กาฬสินธุ์-สงขลา-พัทลุง-นครศรีธรรมราช-เชียงใหม่ และ ลำพูน คาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเพิ่มอีกกว่า 75 ราย

"เราจะนำระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมมาดำเนินการในโรงงาน เป้าหมายที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตร อย่างน้อย 1 ชุมชนต่อ 1 จังหวัด รวมประมาณ 75 ราย โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มดำเนินการ การเปิดเผยข้อมูล การเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การดูแลโรงงานและเฝ้าระวังภาคอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบ ต่อทรัพยากรน้ำ รวมถึงสามารถบริหาร จัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมต่อไป" นายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

ทั้งนี้ โครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม จัดเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้ โครงการอุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างเสริมเศรษฐกิจไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่โดยเป้าหมายระยะแรก (2551-2554) จะมีโรงงานที่เข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 450 โรงงานใน 50 จังหวัดเพื่อให้สถานประกอบการดำเนินกิจการได้อย่างเข้มแข็งยั่งยืน และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข

สถานการณ์น้ำของประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำของประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งน้ำที่มั่นคงและควบคุมได้มีอยู่ประมาณ 47,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ในขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำอยู่ที่ 68,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับยังมีปริมาณน้ำที่ขาดแคลนอยู่ 20,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร แต่ที่ไทยอยู่ได้เพราะได้ใช้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ และน้ำบาดาลที่ชาวบ้านขุดเจาะขึ้นมาใช้เอง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงของการใช้น้ำในอนาคตจึงต้องมีการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมและจัดแหล่งน้ำใหม่เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้มากขึ้น

สำหรับสถานการณ์น้ำที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัยรอบ 20 ปี พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากจำนวน 27 ล้านไร่ ส่งผลต่อเศรษฐกิจในเมืองสำคัญ 32 เมือง เช่น เชียงใหม่, สุโขทัย, แพร่, น่าน เป็นต้น ส่วนกรณีน้ำหลาก/ดินถล่มได้สร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 2,370 หมู่บ้าน คนเสียชีวิตกว่า 100 คน โดยเฉพาะ ภาคเหนือ ใต้ ตะวันตก ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการก่อสร้างฝายต้นน้ำ ลดการกัดเซาะของตะกอน สร้างระบบเตือนภัยไปแล้ว 232 สถานี ครอบคลุม 1,000 กว่าหมู่บ้าน โดยปีนี้คาดจะติดตั้งเพิ่มอีก 830 หมู่บ้าน ผลการดำเนินการติดตั้งระบบเตือนภัยจะช่วยให้ประชาชนได้เตรียมอพยพได้ทัน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่ผ่านมามีการเตือนภัยใน 71 หมู่บ้านไปแล้ว

ส่วนเรื่องการจัดการคุณภาพน้ำทั้ง 5 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ท่าจีน, ลำตะคองตอนบน, บางปะกง และทะเลสาบสงขลา ที่เกิดการเสื่อมโทรมจาก 3 สาเหตุหลักคือ โรงงานอุตสาหกรรม 42% ชุมชน 40% และเกษตรกรรม 18% ทางกรมทรัพยากรน้ำได้เข้าไปแก้ไขปัญหาจากแหล่งกำเนิด ด้วยการใช้กฎหมายและกติกาควบคุม มีการติดตั้งสถานีวัดคุณภาพน้ำให้รู้ว่าสาเหตุมาจากแหล่งใด ระดับความเข้มข้นของมลพิษเท่าใด เพื่อดำเนินการกับผู้ปล่อยมลพิษได้

ตั้งธนาคารข้าว

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการ ข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระประสงค์สร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชาชนในทุกถิ่นสถาน ด้วยการเร่งจัดตั้งธนาคารข้าวในเขตทุรกันดาร เพื่อสำรองข้าวให้เกษตรกรและประชาชนผู้ที่ขาดแคลนข้าวได้ยืมไปบริโภค ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2550-2554 ช่วงปี 2551-2554 จำนวนรวม 40 แห่ง แบ่งเป็นปีละ 10 แห่ง โดยใช้ศูนย์วิจัยข้าว หรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นที่ตั้งของธนาคารข้าว เพื่อช่วยให้ประชาชนมีข้าวบริโภคตลอดปีแล้ว

ทั้งนี้รูปแบบการดำเนินงานของธนาคารข้าวจะเป็นการรวบรวมเกษตรกรเป็นกลุ่มเพื่อรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ที่มีอยู่ให้พอเพียงระดับหนึ่ง หรือหากไม่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจะใช้วิธีสนับสนุนเงินทุนเพื่อจัดซื้อข้าวเปลือกมาเก็บสำรองไว้ในยุ้งฉางที่มีอยู่แต่เดิม หรือขอรับการสนับสนุนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้จัดสร้างขึ้น โดยข้าวที่เก็บสำรองไว้จะใช้สำหรับเพื่อให้ประชาชนที่ขาดแคลนยืมไปบริโภคก่อน แล้วส่งคืนภายหลังพร้อมดอกเบี้ยตามแต่จะตกลงกันเอง หรือหากไม่มีข้าวส่งคืนอาจกำหนดเป็นอย่างอื่นที่มีมูลค่าเท่าเทียมกัน ส่วนเกษตรกรที่นำข้าวมาฝากจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าการนำข้าวไปจำหน่ายในท้องตลาด ในการดำเนินงานเน้นการบริหารงานที่นำไปสู่ความยั่งยืนโดยอาศัยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจากประชาชนในถิ่นนั้น และมีระเบียบข้อบังคับการดำเนินงานที่ชัดเจน นอกจากนี้กรมการข้าวยังทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัด

แผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4035

แผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2551-2554 มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลงแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2551-2554 ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 12 แผนงาน 104 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 4,826.8 ล้านบาท แยกเป็นในปี 2551 วงเงิน 1,118.42 ล้านบาท (ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว) ปี 2552 วงเงิน 1,463.31 ล้านบาท ปี 2553 วงเงิน 1,085.42 ล้านบาท และปี 2554 วงเงิน 1,158.67 ล้านบาท โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้

1.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 แผนงาน 37 โครงการ วงเงิน 1,753.59 ล้านบาท แยกเป็นปี 2551 วงเงิน 491.13 ล้านบาท (ได้รับงบประมาณแล้ว) ปี 2552-2554 วงเงิน 1,262.46 ล้านบาท

2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้าน ประกอบด้วย 3 แผนงาน 17 โครงการ วงเงิน 2,431.14 ล้านบาท โดยแยกวงเงินงบประมาณเป็นปี 2551 วงเงิน 533.95 ล้านบาท (ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว) ปี 2552-2554 จำนวน 1,897.19 ล้านบาท

3.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างศักยภาพการเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์สู่สากล ประกอบด้วย 3 แผนงาน 45 โครงการ วงเงิน 591.03 ล้านบาท แยกงบประมาณเป็นปี 2551 วงเงิน 89.89 ล้านบาท (ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว) ปี 2552-2554 จำนวน 501.14 ล้านบาท

4.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย ประกอบด้วย 2 แผนงาน 5 โครงการ วงเงิน 51.10 ล้านบาท โดยแยกงบประมาณเป็นปี 2551 วงเงิน 3.45 ล้านบาท (ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว) ปี 2552-2554 จำนวน 47.65 ล้านบาท

สถานการณ์ "พลังงานโลก" การปรับตัวของประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดอภิปรายเรื่อง "สถานการณ์พลังงานโลกและการปรับตัวของไทย" โดย นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เชื่อว่า ราคาน้ำมันที่แพงในขณะนี้มีข้อมูลที่จะมาสนับสนุนว่าเกิดจากเก็งกำไรถือว่า "น้อยมาก" ความจริงเกิดจากดีมานด์และซัพพลายเท่านั้นที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

แต่สิ่งที่เห็นคือ ราคายิ่งแพงคนก็ยิ่งซื้อน้ำมัน ตอนนี้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือ ซาอุดีอาระเบีย โดยกลุ่มโอเปก จะมีรายได้จากการขายน้ำมันอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ/ปี

ต่อจากนี้ไปให้เลิกคิดถึงพลังงานราคาถูก ควรหันมารับมือมากกว่าว่า ค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สิ่งที่ทำได้ก็คือประหยัดเพื่อลดการใช้พลังงาน ลง เร่งพัฒนาพลังงานทดแทน การผูกติดการใช้พลังงานไปที่ตัวใดตัวหนึ่งไม่ใช่ผลดี โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่อนาคตทั่วโลกต่างก็มุ่งไปสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำ

ขณะที่ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงการนำเข้าพลังงานของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 900,000 ล้านบาท/ปี และเชื่อว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะสูงตามไปด้วย ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ในช่วง ปี 2546 การใช้น้ำมันเบนซินเริ่มลดลง และน้ำมันดีเซลไม่เพิ่มมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว

ในขณะที่การใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2548 การใช้ไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง จากเดิมที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นในระดับร้อยละ 6-7/ปี ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4-5 เท่านั้น ฉะนั้นถือว่าช่วงที่ผ่านมาคนไทยเริ่มที่จะปรับตัวแล้ว

การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผ่านมาถือว่า "ต่ำกว่า" การใช้จริงมาก ปี 2550 มีการใช้ไฟฟ้าลดลงถึง 3,500 เมกะวัตต์ คิดเป็นเม็ดเงินอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท ปีล่าสุดเบื้องต้นการใช้ลดลงต่ำกว่า 1,300 เมกะวัตต์ มีนัยสำคัญคือ 1)เมื่อใช้น้อยลง จึงต้องคืนกลับไปไว้ในค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ทำให้ค่า Ft ลดลง 10 สตางค์/หน่วย หากขยายผลในแง่การร่วมประหยัดจะยิ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าลงอีก กับ 2)สามารถลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม ดร.เดชรัตได้ตั้งข้อสังเกตถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 (Power Development Plan 2007) ว่า เพราะเหตุใดในทุกๆ ทางเลือกตั้งแต่แผน B1-B3 จึงต้องมี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาในแผน และยังกำหนดการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไว้ทุกแผนที่กำลังผลิตเพียง 1,700 เมกะวัตต์เท่านั้น ทั้งที่ความจริงศักยภาพมากกว่านั้น

"ผมอยากให้ภาครัฐคิดให้ดีในเรื่องนิวเคลียร์ เราควรให้นิวเคลียร์เป็นทางเลือก ไม่ใช่ต้องเลือก เมื่อศึกษาอย่างรอบด้านแล้วมีประโยชน์ก็สามารถทำได้ แต่ให้มองศักยภาพพลังงานทดแทนที่เสนอขายเข้ามาสูงถึง 9,000 เมกะวัตต์ แต่รับเพียง 1,700 เมกะวัตต์ เป็นเพราะอะไร"

"น้ำมัน" วาระร้อน จี-8 โสมขาวนำร่องประหยัดพลังงานรัฐ 10%

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิกฤตพลังงาน อาหารแพง และโลกร้อน แม้จะเป็นหัวข้อหลักที่ขาดไม่ได้ในการประชุมระดับสุดยอดผู้นำ โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ชาติ (จี-8) ในวันที่ 7-9 กรกฎาคม ที่ญี่ปุ่น

แต่ผลลัพธ์สุดท้ายของการประชุมอาจจะไม่มีอะไรใหม่ และเป็นภาพกว้างๆ

ในร่างแถลงการณ์ร่วม ที่หนังสือพิมพ์ นิกเคอินำบางส่วนมาเผยแพร่ พบว่าในประเด็นของน้ำมัน มาตรการที่จะออกมาประกอบด้วยการเรียกร้องให้เพิ่มความโปร่งใสในตลาดน้ำมัน ด้วยการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลมากยิ่งขึ้น

และมีการตรวจสอบว่า การเก็งกำไรเป็นต้นเหตุให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานหรือไม่ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างตลาด ตลอดจนการเพิ่มการลงทุน เพื่อ เพิ่มศักยภาพการกลั่น ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน และพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากนักกิจกรรมว่า ขณะที่คนคาดหวังจะได้เห็นการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ เป็นไปได้สูงที่เวทีประชุมจี-8 จะเลือกส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์แทน

จีน และอินเดีย กำลังถูกกดดันให้ลดปริมาณการบริโภคน้ำมัน

ทั้งนี้ จากการประเมินตัวเลขการใช้พลังงาน โดยบีพี พบว่าการใช้พลังงาน ต่อหน่วยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีน มากกว่าสหรัฐ 3 เท่า มากกว่าญี่ปุ่น 5 เท่า และมากกว่าอังกฤษ 8 เท่า

ในบางรายงานคาดการณ์ว่า อีก 20 ปีข้างหน้าการบริโภคน้ำมันของจีนจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 7.5% ต่อปี ขณะที่อัตราการบริโภคน้ำมันของอินเดียเพิ่มขึ้นที่ 5.5% เปรียบเทียบกับอัตราเพิ่ม 1% ต่อปี ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

สำหรับอินเดีย มีการนำเข้าน้ำมันเกือบ 70% ของความต้องการใช้เจ้าหน้าที่ใน รัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า การนำเข้าน้ำมันของอินเดียนับถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2552 จะสูงถึงประมาณ 1.10-1.20 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่ารัฐบาลจะต้องใช้ งบประมาณเพื่ออุดหนุนเป็นมูลค่า 4.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หากราคาน้ำมันโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 123 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นี่คือเหตุผลที่กระตุ้นให้หลายประเทศเร่งดำเนินมาตรการตั้งรับปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่อาจรอความหวังที่จะได้เห็นทางออกจากประเทศพี่เบิ้มทั้งหลาย ดังกรณีของเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากญี่ปุ่นนัก รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแผนนำร่องลดการใช้พลังงานของภาครัฐลง 10% โดยครอบคลุมมาตรการจำกัดการขับรถของข้าราชการ โดยนำระบบสับเปลี่ยนเลขคู่-เลขคี่มาใช้ ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม การจำกัดอุณหภูมิในสถานที่ราชการ และกำกับดูแลการใช้พลังงานในสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดการบริโภคพลังงานได้ประมาณ 6.6%

แม้แต่ในส่วนของกองทัพเกาหลีใต้ ก็มีมาตรการประหยัดการใช้พลังงานออกมาด้วย โดยกองทัพจะลดขนาดการซ้อมรบลง โดยเฉพาะในส่วนที่มีการใช้ยานพาหนะ เพื่อสนองตอบเป้าหมายการลดปริมาณการใช้พลังงานของกองทุนลง 14% ต่อปี

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินต่อสู้ของกองทัพได้เริ่มลดชั่วโมงการบิน จาก 159 ชั่วโมงต่อปี เหลือ 135 ชั่วโมง ขณะที่กองทัพเรือจะปรับลดชั่วโมงการ ซ้อมรบลงประมาณ 27%

รัฐบาลคาดหวังว่าหากสามารถจูงใจให้ภาคเอกชนใช้พลังงานน้อยลงอีกสัก 10% จะช่วยประหยัดการบริโภคน้ำมันได้ถึง 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

พลังงานทดแทน... การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ถึงแม้ว่าปริมาณสำรองและทรัพยากรของพลังงานฟอสซิลจะมีปริมาณเหลืออยู่มาก แต่อุปทานของพลังงานฟอสซิลก็มี "ข้อจำกัด" ดังนี้

ประการแรก เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่อยู่ใต้ดิน/น้ำที่ลึกเกินไป หรืออยู่ไกลแหล่งบริโภคมากเกินไป หรือที่อยู่กระจัดกระจายเกินไป และถึงแม้ว่าอาจพัฒนาขึ้นมาใช้ได้ แต่ก็มีต้นทุนที่สูงเกินไป

ประการที่สอง การใช้พลังงานเหล่านี้อาจมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมของโลกมากเกินไป

ประเด็นสำคัญจึงเป็นความท้าทายที่ว่า เราจะเปลี่ยนแบบแผนการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินในปัจจุบัน ไปเป็นการใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงนี้มี 4 ทางเลือก

1.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเข้มข้นในการใช้พลังงาน (energy intensity) ในประเทศอุตสาหกรรมลดลงในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานยังมีอยู่มาก ทั้งในกรณีที่ยังใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีอยู่เดิม และในกรณีของการก้าวกระโดดไปใช้อุปกรณ์เครื่องจักร กระบวนการผลิต ยานยนต์ และระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถลดความเข้มข้นในการใช้พลังงานลงได้ถึงปีละ 2.5% แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ศักยภาพนี้กลายเป็นจริง เพราะมักเกี่ยวข้องกับผู้เล่นหลายฝ่าย และนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สนใจ/เต็มใจที่จะผลักดันมาตรการจำกัดการใช้พลังงานเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับคะแนนนิยมทางการเมือง

การประหยัดพลังงานในภาคขนส่งจะมีความสำคัญมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เพราะความต้องการใช้รถยนต์จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศเหล่านี้ เทคโนโลยีที่สามารถทำให้รถยนต์ใช้เชื้อเพลิงได้ประหยัดมากขึ้นมีทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพของการสันดาปภายในเครื่องยนต์ และการใช้ตัวถังที่ทำด้วยวัสดุที่เบาขึ้นแต่คงทนแข็งแรง การขนส่งในอนาคตจะใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น ทั้งในรูปของแบตเตอรี่ เซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) และระบบลูกผสม (hybrid) รัฐบาลสหรัฐมีแผนที่จะใช้ hydrogen ในรถยนต์ซึ่งจะทำให้ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเลย

ในอาคารและโรงงาน เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เกี่ยวกับแสงสว่าง (เช่น หลอดไฟตะเกียบ บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดไฟแบบอัตโนมัติ) เครื่องปรับอากาศ (เช่น heat exchanger สารทำความเย็นประสิทธิภาพสูง และ centrifugal compressor) การหุงต้มด้วยเตาถ่านเตาก๊าซที่มีประสิทธิภาพสูง และการใช้มอเตอร์แบบ variable speed drives

2.พลังงานหมุนเวียน (renewable energy)

พลังงานหมุนเวียนครอบคลุมชีวมวล (biomass คือวัสดุจากพืช สัตว์ รวมทั้งขยะ) พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ความร้อนใต้พิภพ และพลังงานจากคลื่น พลังงานหมุนเวียนมีข้อได้เปรียบหลายประการ คือ เป็นพลังงานที่สะอาด ทำให้ประเทศสามารถลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมการเกษตร สร้างงานและรายได้ในชนบท และสามารถใช้ได้ในชนบทที่อยู่ห่างไกล ในปัจจุบันโลกใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณคิดเป็น 14% ของการใช้พลังงานขั้นต้นทั้งหมด โดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการใช้ฟืน ถ่าน ในครัวเรือนชนบทของประเทศกำลังพัฒนา ส่วนที่เหลือประมาณ 2% เป็นพลังงานหมุนเวียนแบบใหม่ เช่น พลังน้ำขนาดเล็ก และไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์

ผลิตพลังงานขั้นสุดท้ายที่ได้จากพลังงานหมุนเวียนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ไฟฟ้า และน้ำมันชีวมวล (biofuel) พลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่สามารถใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนน้ำมันชีวมวลมักจะ ผลิตจากพืช กล่าวคือ ethanol ที่ผลิตจากอ้อย ข้าวโพด และมันสัมปะหลัง ส่วน biodiesel ผลิตได้จากพืชประเภทน้ำมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ถั่วเหลือง สบู่ดำ รวมทั้งน้ำมันพืชใช้แล้ว ในอนาคต คาดกันว่าน้ำมันชีวมวลจะผลิตจากวัตถุดิบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น biodiesel จากสาหร่ายเซลล์เดียว และ ethanol จากข้าวฟ่างหวาน เศษหญ้า และเศษไม้

ข้อจำกัดสำคัญของพลังงานหมุนเวียนคือ ต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่ เทคโนโลยีที่ยังต้องการพัฒนา และวัตถุดิบที่มีปริมาณจำกัด ในกรณีที่ใช้พืชอาหารเป็นวัตถุดิบ การเพิ่มปริมาณพลังงานชีวมวลกลับเป็นผลเสียทำให้การปลูกพืชเพื่อใช้เป็นอาหารลดลงไปและอาหารอาจมีราคาแพงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้ลดลงมากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

เทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันยังอยู่ในขนาด (scale) ที่เล็ก ดังนั้น เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้นและขนาดการผลิตใหญ่ขึ้น จึงมีโอกาสที่ต้นทุนต่อหน่วยจะลดต่ำลงได้จากการประหยัดจากขนาด (economies of scale) ผลจากการเรียนรู้ (learning effects) รวมทั้งการปรับปรุงเทคโนโลยี ข้อมูลในอดีตชี้ว่า การเพิ่มปริมาณการผลิตอีก 1 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง 10%-20% ในกรณีของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม และการผลิต ethanol

3.เทคโนโลยีพลังงานฟอสซิล

เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานฟอสซิลคือ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยปล่อยมลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจกออกมาให้น้อยที่สุด

ในโรงไฟฟ้า มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้นและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าประเภท combined cycle ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง co-generation ซึ่งผลิตไฟฟ้าและไอน้ำพร้อมกัน reciproca ting engines และเซลล์เชื้อเพลิง

เทคโนโลยีเกี่ยวกับ coal gasification ทำให้สามารถผลิตก๊าซสังเคราะห์ (syngas) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าประเภท integrated gasifier combined cycle ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนาเทคนิคในการผลิตน้ำมันเหลวได้จากถ่านหินและแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ตั้งอยู่ห่างจากแหล่งบริโภค

การรวบรวมและกักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage หรือ CCS) เป็นเทคโนโลยีอีกประเภทหนึ่งซึ่งสามารถทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิตไม่หลุดลอยขึ้นไปอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก วิธีการคือการรวบรวมและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน/น้ำ เช่น ในแหล่งน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติที่สูบออกมาหมดแล้ว หรืออาจนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม CCS ยังมีต้นทุนที่สูงอยู่และต้องใช้พลังงานจำนวนมากเพื่อขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในปัจจุบัน CCS มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคแต่ยังไม่มีการพัฒนาใช้ในขนาด (scale) ที่ใหญ่ การใช้ CCS ในโรงไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง เพราะต้องใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นอีก 15%-40% และจะต้องจัดหาที่กักเก็บที่มีขนาดใหญ่มากอีกด้วย คาดกันว่าเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีการใช้งานก่อนปี 2020 แต่ในระยะยาวคาดว่า CCS จะมีบทบาทสำคัญในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในบรรยากาศโลก และในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

4.พลังงานนิวเคลียร์

World Nuclear Association รายงานว่า ในศตวรรษที่ 21 นี้ พลังงานนิวเคลียร์สามารถแข่งขันกับพลังงานฟอสซิลได้มากขึ้น เพราะต้นทุนเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ลดลง ทั้งที่เป็นต้นทุนการก่อสร้าง ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนในการดำเนินงาน และต้นทุนที่เกี่ยวกับการจัดการกับวัสดุที่มีกัมมันตภาพรังสี ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีต้นทุนการก่อสร้างที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น แต่ก็มีค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า World Nuclear Association สรุปว่า ต้นทุนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยัง ต่ำกว่าของโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินและ ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตไฟฟ้าแบบ base load

ในปัจจุบัน การใช้พลังงานนิวเคลียร์มีปริมาณคิดเป็น 7% ของการใช้พลังงานขั้นต้นทั้งหมดของโลก และพลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 17% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด คาดว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม แต่การยอมรับในพลังงานนิวเคลียร์ก็ยังแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก เพราะหลายประเทศยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเก็บวัสดุที่มีกัมมันตภาพรังสีในระยะยาว คาดว่ายุโรปตะวันตกจะลดกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ลงหลังปี 2010 แต่หลายประเทศในเอเชียจะขยายกำลังไฟฟ้านิวเคลียร์ในอัตราที่สูงมาก

ไทยดึง 16 ประเทศผู้ผลิตยาง ร่วมแก้ภาวะโลกร้อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 กรกฎาคม 2551

นายสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยโดยกรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยยาง จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาด และการซื้อขายคาร์บอนขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2551 ณ โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางรายใหญ่และรายย่อยของสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) จำนวน 16 ประเทศได้นำเสนอผลงานวิจัย ความก้าวหน้าการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาดและการซื้อขายคาร์บอน พิจารณาโครงการความร่วมมือด้านการวิจัย และโครงการวิจัยที่เหมาะสมเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนระหว่างประเทศ โดยมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร (นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด วันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เวลา 9.00 น.

จากปัญหาภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำรงชีวิตของประชากรโลก ทั้งจากภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม นับเป็นปัญหาสำคัญซึ่งประเทศสมาชิกได้มีการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้คงที่ โดยพิธีสารเกียวโต ภายใต้ UNFCCC ได้กำหนดกลไกการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ 3 กลไก คือ 1.การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก 2.การดำเนินการร่วมกัน และ 3.กลไกการพัฒนาที่สะอาด

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางของ IRRDB และเป็นประเทศผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลกได้เล็งเห็นปัญหาภาวะโลกร้อนและความสำคัญของการปลูกยางพาราที่สามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกได้ ประเทศสมาชิกจึงมีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการประชุมครั้งนี้ขึ้นจำนวน 3 วัน โดย 2 วันแรกจะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัย วันสุดท้าย ทัศนศึกษาที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหาร นักวิชาการ และนักวิจัย จากประเทศสมาชิก 16 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา บราซิล แคมารูน จีน โก๊ตดิวัวร์ ฝรั่งเศส กาบอง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก ไนจิเรีย ฟิลิปปินสื ศรีลังกา เวียดนาม และประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 150 คน

ไฮไลต์เวทีประชุม "เจดดาห์"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การประชุมสุดยอดพลังงานที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ปิดฉากลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยปราศจากข้อตกลงร่วมที่เป็นรูปธรรม ยกเว้นเพียงข้อเสนอของบางประเทศที่น่าสนใจ โดยเฉพาะซาอุดีฯเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

ซาอุฯดันตั้งกองทุนช่วย ปท.กำลังพัฒนา

ซาอุดีอาระเบียเสนอตั้งกองทุนพลังงานระหว่างประเทศเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน ด้วยรัฐบาลซาอุฯจะสบทบเงินเข้ากองทุน 1 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารโลกเป็นแกนนำในการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางวางรูปแบบและการจัดตั้งกองทุน นอกจากนี้ยังเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศยากจนเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานต่างๆ อีก 500 ล้านดอลลาร์

ซาอุฯยังยืนยันด้วยว่าจะเพิ่มปริมาณ การผลิตในแต่ละวัน เป็น 9.7 ล้านบาร์เรล ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และพร้อมที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีกหากจำเป็น

จีนเรียกร้องเพิ่มความร่วมมือมากขึ้น

รองนายกรัฐมนตรี สี่ จิน ปิง ของจีน เรียกร้องต่อที่ประชุมเจดดาห์ให้นานาประเทศเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการสำรวจทางเลือกพลังงานสะอาด และเพิ่มการดูแลตลาดพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาพลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า การพุ่งทะยานขึ้นของราคาน้ำมันเป็นปัญหาท้าทาย ทั้งกับประเทศผู้ผลิต และผู้นำเข้า เช่นเดียวกับการสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการพลังงาน ตลอดจนการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของโลก เป็นภารกิจของทุกประเทศ เนื่องจากพลังงานเป็นประเด็นปัญหาร่วมกัน

เรียกร้องเพิ่มความโปร่งใส-ลงทุน

ในแถลงการณ์ร่วม บรรดาผู้นำและรัฐมนตรีจาก 36 ประเทศ ได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการพุ่งทะยานไม่หยุดของราคาน้ำมัน ซึ่งอยู่ที่ระดับเกือบ 135 ดอลลาร์ มาตั้งแต่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากหลายปัจจัย

"สถานการณ์ดังกล่าว ต้องการการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภคน้ำมัน ในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดน้ำมันระหว่างประเทศ เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย" แถลงการณ์ร่วมระบุ พร้อมเรียกร้องให้มีการเพิ่มความโปร่งใสและการกำกับดูแลตลาดการเงิน ผ่านมาตรการต่างๆ ที่จะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของพวกกองทุนดัชนี (index fund) และตรวจสอบพฤติกรรมระหว่างตลาดต่างๆ ในตลาดน้ำมันดิบด้วย

นอกเหนือจากนี้ แถลงการณ์ร่วมยังเรียกร้องให้มีการลงทุนเพิ่มในการผลิตน้ำมันดิบ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าตลาดจะมีปริมาณน้ำมันดิบเพียงพอ ซึ่งการมีกำลังการผลิตสำรองในทุกข้อต่อของห่วงโซ่ การผลิต มีความสำคัญต่อเสถียรภาพ ในตลาดน้ำมัน

ญี่ปุ่นร้องมะกันยกเลิก zeroing

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ญี่ปุ่นออกโรงค้านร่างข้อเสนอการเจรจาการค้ารอบโดฮาชุดใหม่ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในเรื่องกฎการทุ่มตลาด โดยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายอากิระ อมาริ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมการค้าและเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขารู้สึกผิดหวังกับเอกสารของ WTO ในเรื่องกฎว่าด้วยการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่เปิดเผยออกมาล่าสุด พร้อมกับเรียกร้องให้ทบทวนข้อเสนอดังกล่าวเพื่อสะท้อน ถึงจุดยืนของประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเห็นว่าร่างข้อเสนอชุดใหม่ ยังให้ความสำคัญที่จะคงกฎทางการค้า เรื่อง "zeroing" ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ต้องการให้มีเรื่องนี้บรรจุไว้ในข้อตกลง

เนื่องจาก zeroing เป็นวิธีการคำนวณหาส่วนต่างที่ติดลบให้เป็นศูนย์ ซึ่งสหรัฐ มักใช้หาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้า (anti-dumping) ในกรณีราคาสินค้านำเข้ามีอัตราไม่เท่าเทียมกับราคาสินค้าภายในประเทศผู้ส่งออก

แต่ฝ่ายญี่ปุ่นกลับเห็นว่า วิธีการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้านี้กลับจะทำให้อัตราการชำระภาษีทุ่มตลาดเพิ่มขึ้น แม้ว่ากฎ WTO จะอนุญาตให้ประเทศ สมาชิกใช้ภาษีชดเชยสำหรับสินค้านำเข้า ที่ขายในราคาต่ำกว่าราคาในประเทศ ผู้ส่งออก ในกรณีที่สินค้าดังกล่าวจะมีผลเสียให้กับอุตสาหกรรมในประเทศผู้นำเข้า แต่วิธีการ zeroing กลับไม่ยอมรับราคานำเข้าที่แท้จริง เท่ากับการหาส่วนต่างของราคาที่เกินขึ้น ซึ่งประเทศสมาชิก WTO อื่นเห็นว่าวิธีนี้ไม่เป็นธรรมในการสร้างกฎ การค้าโลก

ขณะที่สหรัฐกลับเห็นว่า การเจรจาการค้ารอบโดฮาของ WTO อย่างไรเสียก็ไม่อาจตัดเรื่อง zeroing ออกไปได้ แม้ว่าประเทศสมาชิกรายอื่นๆ จะยื่นข้อเสนอให้ทบทวนร่างดังกล่าวแล้วก็ตาม

by ThaiWebExpert