ประชาชาติธุรกิจ

โลกร้อน-ทะเลเป็นกรด "ปะการังแข็ง"ตายเกลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กำลังเตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อปะการังชนิดแข็งในทะเลอันดามัน ถือเป็นโครงการแรกที่จะศึกษาผลกระทบโดยตรง และนับเป็น 1 ใน 12 โครงการที่สถาบันวิจัยภูเก็ต ได้รับคัดเลือกจากทางสหภาพยุโรปให้ดำเนินการวิจัย ขณะที่ยังมีสถาบันวิจัยอื่นๆ จากแถบเอเชีย อเมริกา และยุโรปที่จะศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ เต่า หอย ปลาในทะเลด้วย เพื่อสรุปเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวกัน สหภาพยุโรปสนับสนุนงบฯทั้งโครงการจำนวน 12.5 ล้านยูโร

"สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าปะการังชนิดแข็งจำนวนมากเริ่มตายแล้ว เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในท้องทะเลมากเกินไป เป็นผลมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีมาก ทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น เราได้วิจัยค่าความเป็นกรด แ ละด่างของน้ำทะเลย้อนหลังไ ป 30-40 ปี พบว่าค่าความเป็นด่างลดลง 0.1 ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของปะการัง และเรื่องดังกล่าวนี้หลายประเทศทั่วโลกก็เป็นห่วงต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะตกลงสู่ท้องทะเลมากขึ้น" นายสมเกียรติกล่าว

โลกร้อน-ทะเลเป็นกรด "ปะการังแข็ง"ตายเกลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กำลังเตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อปะการังชนิดแข็งในทะเลอันดามัน ถือเป็นโครงการแรกที่จะศึกษาผลกระทบโดยตรง และนับเป็น 1 ใน 12 โครงการที่สถาบันวิจัยภูเก็ต ได้รับคัดเลือกจากทางสหภาพยุโรปให้ดำเนินการวิจัย ขณะที่ยังมีสถาบันวิจัยอื่นๆ จากแถบเอเชีย อเมริกา และยุโรปที่จะศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ เต่า หอย ปลาในทะเลด้วย เพื่อสรุปเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวกัน สหภาพยุโรปสนับสนุนงบฯทั้งโครงการจำนวน 12.5 ล้านยูโร

"สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าปะการังชนิดแข็งจำนวนมากเริ่มตายแล้ว เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในท้องทะเลมากเกินไป เป็นผลมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีมาก ทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น เราได้วิจัยค่าความเป็นกรด แ ละด่างของน้ำทะเลย้อนหลังไ ป 30-40 ปี พบว่าค่าความเป็นด่างลดลง 0.1 ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของปะการัง และเรื่องดังกล่าวนี้หลายประเทศทั่วโลกก็เป็นห่วงต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะตกลงสู่ท้องทะเลมากขึ้น" นายสมเกียรติกล่าว

UNตั้งทีมฉก. รับมือสู่วิกฤต อาหารทั่วโลก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายบัน คี-มุน เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) แถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วม 27 หน่วยงานหลักของยูเอ็นที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (29 เม.ย.) โดยประกาศตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการแก้ไขวิกฤตการณ์อาหารร่วมกับธนาคารโลก โดยคณะทำงานชุดดังกล่าว ซึ่งมีนายบันเป็นหัวหน้าคณะ จะประกอบภารกิจสำคัญอันดับแรก คือ การจัดหาเงินทุนที่ยังขาดอยู่ 755 ล้านดอลลาร์ มาสนับสนุนโครงการอาหารโลก (World Food Program)

นอกจากนี้ องค์การอาหารและเกษตร (FAO) มีแผนจัดหาเมล็ดพันธุ์มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ ให้แก่เกษตรกรในประเทศยากจนที่สุดของโลก

ด้านนายโรเบิร์ต เซลลิค ประธานธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ในเวทีเดียวกัน โดยเรียกร้องให้ประเทศผู้บริจาคสนับสนุนคำร้องขอเงินช่วยเหลือ 755 ล้านดอลลาร์ของยูเอ็น เนื่องจากมีประชาชน กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกต้องดิ้นรนรับมือ กับราคาอาหารที่แพงขึ้นอย่างมาก และในจำนวนนั้นกว่า 100 ล้านคน ต้องกลายเป็นคนยากจน จากผลของภาวะอาหารแพงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ประธานธนาคารโลกกล่าวย้ำว่า ธนาคารโลกจะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น เพื่อระบุประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งความช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ขณะนี้ธนาคารโลกอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค เพื่อบูรณาการงานต่างๆ เข้าด้วยกัน

วิกฤตการณ์อาหารไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 เมษายน 2551

แม้การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ได้ปิดฉากไปแล้วตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวทีนี้เป็นอีกเวทีหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ กระตุกให้ประชาคมโลกหันมาตระหนักถึงวิกฤตการณ์อาหารโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อผู้นำระดับโลกหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุม นำประเด็นวิกฤตอาหารเข้าสู่โต๊ะหารืออย่างต่อเนื่อง

"ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการอังค์ถัด ในเรื่องของวิกฤตการณ์อาหารที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ เนื้อหาหลายช่วงหลายตอน ซึ่งนอกจากจะให้สาระที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังฉายภาพสถานการณ์และสาเหตุต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่า วิกฤตอาหารเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะบางคนก็โทษว่าเป็นเพราะมาจากการทำพลังงานทดแทน (biofuel)
ผมบอกได้ว่า มีอยู่ 4-5 อย่าง ประการแรก เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ซึ่งมีผลต่ออาหารแน่ เพราะขณะที่มีการพยากรณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น แหล่งผลิตอาหารที่เป็นธัญพืช (grains) มีน้อยลง
ประการที่สอง มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของคนในโลก โดยเฉพาะจีน กับอินเดีย ซึ่งเปลี่ยนจากการกินธรรมดาๆ มาเป็นการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเพื่อสนองความต้องการตรงนี้ ก็มีการเอาธัญพืชไปป้อนวัวควาย ป้อนสัตว์ มากยิ่งขึ้น แล้วเอาเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาบริโภค เพื่อให้ได้โปรตีน ซึ่งการทำเช่นนั้นก็ทำให้สูญเสียธัญพืชไปมากขึ้น
ประการที่สาม การเกิดภาวะแห้งแล้งในแหล่งผลิตการเกษตรของโลกหลายที่ โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อผลผลิตของข้าวสาลี
ประการที่สี่ ถึงเป็นกรณีของพลังงานทดแทน (biofuel) แต่กับกรณีนี้ ผมอยากจะยืนยันแบบนี้ว่า ในประเทศกำลังพัฒนายังจำเป็นต้องทำอยู่ แต่ควรทำในลักษณะที่อังค์ถัดเข้าไปสอน ที่อังค์ถัดเรามีโครงการอบรมด้านพลังงานทดแทนที่ดีมาก มีการวางแผนไม่ให้กระทบต่อการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ทำด้วยกันได้ โดยไม่ทำให้เสียพื้นที่อาหาร และเราพยายามจะเคลื่อนย้ายจากพืชอาหารมาเป็นพืชที่ให้น้ำมันชนิดอื่น
ในเรื่องของพลังงานทดแทน ที่กระทบมากที่สุด คือ การใช้ข้าวโพด โดยเฉพาะในกรณีของอเมริกาที่กันพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเพื่อการบริโภคของคนและสัตว์กว่า 30% ไปทำพลังงานทดแทน ซึ่งตรงนี้คือ ส่วนที่กระทบกับอาหาร เพราะอเมริกาเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ ทั้งข้าวโพด และถั่วเหลือง ประเทศเล็กๆ น้อยๆ ทำคงไม่กระทบหรอกครับ ซึ่งก็รวมถึงยุโรปด้วย ซึ่งขณะนี้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตเอทานอล โดยกำหนดให้ต้องมีส่วนผสมของเอทานอลอย่างน้อย 10% ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยเฉพาะยุโรปได้มีการนำพื้นที่ไปเพาะปลูก rape seed เพื่อทำเอทานอล จะมองเห็นทุ่งสีเหลืองเต็มไปหมด เพราะเขามีนโยบายที่จะเอามาผลิตไบโอดีเซล

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทางยูเอ็น ทั้งบัน คี-มุน และผม เรายังเชื่อว่าพลังงานทดแทนจะช่วยแก้ได้ เรายังจำเป็นต้องมีพลังงานเหล่านี้อยู่ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลที่ทำจากข้าวโพดไม่ได้ช่วยลดปัญหาเท่าไร เพราะใช้พลังงานมากในการผลิต ต่างจากอ้อยที่ไทยใช้อยู่ และโดยเฉพาะจากสบู่ดำ (jatropha) ซึ่งเป็นต้นหญ้าชนิดหนึ่งซึ่งคนก็ไม่กิน สัตว์ก็ไม่กิน เป็นตัวพืชที่จะมาเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวภาพที่ดี เพียงแต่ในขณะนี้ตัวเปลี่ยนยังไม่คุ้มกับราคาน้ำมันที่ขาย ต้องการทำงานต่อไปเพื่อให้พลังงานชีวภาพรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
เราก็ได้แต่แนะนำหลายประเทศว่า อย่าเพิ่งเร่งร้อนทุ่มเอาพื้นที่มาผลิตพวกนี้หมด ให้วางแผนให้ดี ซึ่งเราก็แนะนำไป พลังงานทดแทนเป็นโครงการใหญ่ของอังค์ถัดด้วย

แต่สถานการณ์วิกฤตอาหารส่วนหนึ่งมาจากกระแสวิตก (panic) ของคนด้วยหรือเปล่า
ปัญหาส่วนหนึ่งของวิกฤตอาหารมาจากการเก็งกำไร ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนวิตกกันไปมาก ส่งผลให้บางประเทศขึ้นภาษีส่งออก บางประเทศก็หยุดส่งออก กลายเป็นเหยื่อของการเก็งกำไรมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการชะงักงันของการค้าทันที เมื่อบวกกับการเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ ยิ่งทำให้ผลผลิตส่วนหนึ่งหายไป เพราะถูกนำไปเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรกันมากขึ้น
อีกส่วนหนึ่งมาจากคนตื่นตระหนก ยิ่งทำให้สถานการณ์ไปกันใหญ่ อย่างกรณีของแอฟริกา วิกฤตขาดแคลนอาหาร ถือเป็นปัญหาถาวรของพวกเขา ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดวันนี้พรุ่งนี้ มีปัญหาขาดแคลนอาหารอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในแถบทะเลทรายซาฮารา

สถานการณ์ "วิกฤตอาหาร" อังค์ถัดจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร และแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น และระยะยาว เป็นอย่างไร
ในส่วนของอังค์ถัด เนื่องจากเราไม่ใช่แหล่งเงิน แต่เราช่วยด้านการวิเคราะห์ให้คำแนะนำในเชิงนโยบาย ซึ่งในระยะฉุกเฉิน เราพยายามให้คำแนะนำในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลของแหล่งผลิตกับแหล่งที่ต้องการอาหาร กับวิธีการที่จะเชื่อมโยง อย่างเช่น การติดต่อทางด้านการค้า การธนาคาร และด้านที่เกี่ยวข้อง กับดูแลอาหาร และธัญพืช

แต่ในกรณีระยะกลางและระยะยาว อังค์ถัดสามารถช่วยได้มากขึ้น และทางสหประชาชาติเวลานี้ เราพยายามเน้นจุดยืนว่า เรื่องของวิกฤตการณ์อาหารไม่ใช่เป็นปัญหาระยะสั้น แต่เป็นปัญหาฉุกเฉินในขณะนี้อย่างเดียว อังค์ถัดได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูด 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความช่วยเหลือ ในส่วนของเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ส่วนใหญ่กลับไปทำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ governance การบริหาร การมีกฎระเบียบที่ดี กฎหมายที่ดี มีความโปร่งใส ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สัดส่วนที่ไปทุ่มกับเรื่อง governance กับการที่จะมาช่วยทางด้านการผลิตอาหาร มันผิดกันเหลือเกิน น้อยกว่า 10% ของ ODA ไปช่วยเรื่องการพัฒนาระบบเกษตรทั้งหมด โดยเฉพาะในแอฟริกา ถือว่าได้น้อยมาก ซึ่งงบฯที่ไปช่วยในด้านการค้นคว้า และวิจัยทางด้านการเกษตร มีน้อยกว่า 1% เขาบอกว่า ใช้เงินพันกว่าล้านดอลลาร์ไปช่วยพัฒนาด้าน governance ใช้เงิน 13 ล้านดอลลาร์ไปช่วยค้นคว้า และพัฒนาด้านเกษตร

ในมุมมองของอังค์ถัด หัวใจของปัญหาจึงอยู่การละเลย ทำไมถึงบอกว่าละเลย ก็คือ ระบบเศรษฐกิจโลกถูกผลักดันโดยกระบวนการโลกาภิวัตน์ ให้ประเทศทั้งหลายไปพึ่งการค้ามากกว่าพึ่งตนเอง ตรงนี้เป็นจุดของเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมนำมาบอกพวกเขาหลายครั้งเลยว่า ถ้าเกิดทุกคนพยายามรักษาความเป็นกลางสักนิด และพยายามเดินสายกลาง คือค้าขายต้องทำแน่นอน แต่ส่วนหนึ่งต้องรักษาการผลิตของตนเองไว้

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ แอฟริกา แอฟริกาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปี 1988 เป็นทวีปที่ส่งอาหารออกสุทธิ แต่ขณะนี้ต้องซื้อของเขากิน เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิตลอดเวลา เพราะคอยแต่พึ่งไปเรื่อยๆ ได้รับเงินช่วยเหลือมาให้มาทำด้านการค้า ข้างในก็เลยเลิกทำในเรื่องการพัฒนาเกษตร ทั้งๆ ที่น้ำมันก็มีเยอะ คนก็มีเยอะ เพราะขาดความรู้เรื่องการทำชลประทาน ขาดความรู้ด้านการพัฒนาเกษตร ขาดหมดเลย ดังนั้น จุดยืนของเราคือ เราจะทำงานด้านนี้ให้มีหลักมายิ่งขึ้น ผมหวังว่าอังค์ถัด 12 จะเป็นแหล่งกำเนิดคำแถลงยืนยันว่า ต่อไปนี้การจัดสรรเงินช่วยเหลือ ODA ต้องจัดสรรใหม่ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเพิ่มเท่าเดียว ผมก็คิดว่ายังไม่พอ ควรจะเป็น 10 เท่า ต้องอัดฉีดเต็มที่ในด้านการพัฒนาการเกษตร

เรื่องที่เราจะทำต่อไปคือ ต้องให้มีการปฏิวัติเขียวในแอฟริกาให้ได้ เพราะในส่วนของปฏิวัติเขียวในเอเชีย ไปได้ดีมากแล้ว มีการยอมรับอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในจีน อินเดีย โดยเฉพาะในอินเดีย แต่ในแอฟริกา คงขาดอะไรบางอย่างเช่น ในด้านนโยบายไม่ดี ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะไปช่วยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ แต่ปัจจุบันมีมูลนิธิหลายแห่งเข้ามาทำ เช่น มูลนิธิของเกตส์ มูลนิธิฟอร์ด และมูลนิธิของคลินตัน ต่างก็ทำ ซึ่งคงจะต้องมาประสานว่า จะทำเรื่องนี้กันอย่างไร ซึ่งยูเอ็นคงจะต้องเข้ามาเป็นตัวประสานมากขึ้น
สหประชาชาติเตรียมจัดประชุมใหญ่เรื่องวิกฤตอาหารโลกที่นิวยอร์กในเดือนพฤษภาคม และประมาณมิถุนายน หรือกรกฎาคม เอฟเอโอจะจัดประชุมเป็น food summit ที่โรม ส่วนเลขาธิการสหประชาชาติได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานระดับสูงด้านอาหารขึ้นมา เพื่อช่วยวางแผนนโยบาย เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ และอาจจะเป็นคณะทำงานด้านการพัฒนาเกษตรในระยะยาว ต่อเนื่องจากการประชุมวิกฤตการณ์อาหารโลกของเอฟเอโอ

@ พอปัญหาต่างๆ โยงเข้าด้วยกันหมด โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน กับวิกฤตการณ์อาหาร จะแก้ไขปัญหากันอย่างไร
ทางออกคือ ต้องมาดูเรื่องการลดปัญหาโลกร้อนก่อน ซึ่งถือเป็นความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของสหประชาชาติ โดยเน้นไปที่การลดปริมาณการปล่อยมลพิษและสารก่อภาวะเรือนกระจก และการปรับกระบวนการผลิต ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง (fossil fuel) น้อยที่สุด 2 อย่าง คือ เรื่องหลักที่จะต้องเร่งทำ ซึ่งอังค์ถัดกำลังช่วยอยู่ในเรื่องของ CDM (กลไกการพัฒนาที่สะอาด) และ carbon credit (เครดิต หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ให้เครดิตแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการลงทุนในบางเรื่อง ตัวอย่างเช่น การปลูกป่า ซึ่งไม่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ และไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ซึ่งผลการประชุมที่บาหลีออกมาก็ให้เครดิตกับไทยในเรื่องปลูกป่ามาก ซึ่งถือเป็นข่าวดีของประเทศไทย

@ การเจรจารอบโดฮาจะผลักไปทิศทางไหน
เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับลามี (ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก) เขามีความมั่นใจมากว่า จะเสร็จทันในสิ้นปีนี้ ผมเข้าใจว่าประเทศใหญ่ ซึ่งขอไม่เอ่ยชื่อ คงมีความพร้อมกันมากขึ้นในการดูแลข้อยกเว้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ หากเราต้องการให้มีการตัด หรือลดภาษีและการอุดหนุนมากๆ เพราะการเจรจาในปัจจุบัน เรื่องรายการที่มีความอ่อนไหวสูง (sensitive product) กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสามารถตกลงกันได้ในเรื่องของการลด และจะจำแนกได้อย่างไรว่าเป็นรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง ซึ่งที่ตกลงกันได้คือ ให้เป็นไปตามสัดส่วนของการบริโภคภายในประเทศ แต่อาจมีปัญหาอยู่ที่ว่า ในเรื่องของการบริโภคจะคำนวณกันอย่างไร แต่ทางลามีเองยืนยันว่า ในเรื่องของเทคนิคไม่มีปัญหาแล้ว ตกลงกันได้แล้ว เห็นว่าจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เจนีวากันอีกครั้งประมาณพฤษภาคมนี้

ที่ประชุมอังค์ถัดที่อักกรา เรามีการพูดเรื่องวิกฤตการณ์อาหาร และเห็นว่าการเจรจาเปิดตลาดสำคัญที่สุดในระยะยาว หากไม่มีการกีดกัน หรือบิดเบือนทางการค้า เกษตรกรจะได้ราคาที่ถูกต้อง ได้ราคาดีมากขึ้น และมีการผลิตมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี

สภาอุตฯ เปิดเวทียกแรก ถกผลกระทบ สวล.จากเอฟทีเอ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2551

ประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากข้อผูกพันในความตกลงด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในการทำความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมากขึ้น ภายหลังจากประเทศไทยทำข้อตกลงเอฟทีเอและมีผลผูกพันไปแล้ว 5 ฉบับ อันได้แก่ เอฟทีเออาเซียน-จีน เอฟทีเอไทย-อินเดีย (สินค้า 82 รายการ) เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ และเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น

โดยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมระดมความคิดเห็นครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการศึกษา วิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)

ดร.สรียา ชัยรัตนานนท์ ผู้จัดการโครงการและผู้จัดการสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมฯ ระบุถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้ว่า จะได้ข้อมูลรายการสินค้าและบริการกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐจะสนับสนุนเป็นยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยใช้หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ผลกระทบทั้งจากด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แล้วนำข้อเสนอแนะไปกำหนดนโยบาย ท่าที และแนวทางของไทยที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนภายใต้การเจรจาเอฟทีเอในอนาคต

อีกทั้ง ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ยังจะได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อใช้ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็น และนำเสนอรัฐบาลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจสำหรับการทำเอฟทีเอ โดยคาดว่าจะได้รับข้อมูลเปรียบเทียบผลได้-ผลเสีย จากการเพิ่มการผลิต การส่งออกสินค้า บริการ และการขยายการลงทุน ตามประเภทของกลุ่มสินค้า บริการและการลงทุนที่ควรได้รับการส่งเสริมให้เปิดเสรีการค้า

รวมถึงลักษณะของประเทศหรือกลุ่มประเทศคู่ค้าที่ไทยควรเลือกเปิดการเจรจาเอฟทีเอ เพื่อขยายตลาดรองรับการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน สำหรับการสร้างกรอบนโยบายในการกำหนดท่าทีการเจรจาในอนาคต

"คณะทำงานคาดว่า ผลรายงานการวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบฯ น่าจะเสร็จสิ้นเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ภายในเดือน ก.ย. ของปีนี้" ดร.สรียากล่าว

ด้าน นายวีรชัย วงศ์บุญสิน รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การทำเอฟทีเอนั้นต้องมี out-put กับ out-come โดยในส่วน out-put คือการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน การสร้างความเข้าใจและการสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ขณะที่ด้าน out-come คือการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชนของทั้งสองฝ่าย

ถึงวันนี้ทางเลือกสำหรับประเทศต่างๆ ในการเปิดตลาดเสรีอยู่ที่ว่า คุณเลือกที่จะเลิกทำกิจการที่แข่งขันไม่ได้ หรือเลือกจะ สู้ต่อ ซึ่งการเลือกสู้ต่อ ธุรกิจหรือประชาชนจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในปัจจุบันมีผลทางรูปธรรม เช่น ในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการและการสร้างกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น

นอกจากนี้การสร้างมาตรฐานที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับย่อมเป็นอีกปราการหนึ่งที่ภาคธุรกิจและประชาชนจะอยู่ได้ในยุคการค้าที่เสรี โดยเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกิดจากความสมัครใจของภาคธุรกิจ

ส่วนมุมมองผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนจากเอฟทีเอ นางอรสา ไพบูลย์ ตัวแทนจากสำนักความร่วมมือ การลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและมีเอฟทีเอด้วย ย่อมเป็นที่ดึงดูดใจของนักลงทุนชาวต่างชาติ

"สำหรับหน่วยงานการส่งเสริมการลงทุนแล้ว เราให้ความสำคัญและดูแลในเรื่อง สิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่หากมีการตื่นตัวและบังคับใช้กฎระเบียบที่มีอยู่ให้เคร่งครัดมากขึ้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นการพัฒนาการลงทุนได้" นางอรสากล่าว

กางแผนพัฒนาฯ "มังกร" ชู "นวัตกรรม-สิ่งแวดล้อม" (1)

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

เป็นเรื่องน่าสนใจว่า ทำไมจีนจึงสามารถรักษาระดับการขยายตัวของจีดีพีเฉลี่ยที่ 9.6% มาได้ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาหลังจากเปิดประเทศ ทั้งที่จีนเป็นประเทศที่มาทีหลังในการใช้เศรษฐกิจระบบตลาด แต่สามารถไล่กวดประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งหนึ่งที่ผลักดันเศรษฐกิจจีนจนมาถึงทุกวันนี้ คือ การวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมียุทธศาสตร์รองรับ โดยจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีเป็นตัวกำหนดทิศทาง และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปีเป็นตัวผลักดัน ทำให้ การขับเคลื่อนของจีนเป็นไปอย่างมีทิศทาง ที่แน่นอน สอดคล้องกัน และมีการ ปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับปัจจุบัน

การเรียนรู้ถึงทิศทางที่จีนกำลังก้าวไป รวมถึงเข้าใจกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุนของจีน จะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจร่วมกับจีนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของงานสัมมนาเรื่อง "รู้ลึกกฎหมายม่านไม้ไผ่ ไขธุรกิจไทยในจีน" ที่จัดโดยสำนักงาน ยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์

นายวิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัทที่ปรึกษากฎหมายฟาร์อีสท์ ฉายภาพนโยบายการค้าการลงทุน รวมถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับธุรกิจ ของจีน ว่า ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนเป็นเศรษฐกิจการตลาด หลังจากศตวรรษที่ 20 เป็นเศรษฐกิจวางแผน โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ 3 "พออยู่พอกินอย่างทั่วถึง" ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (2549-2553) เพื่อปูทางไปสู่ การเป็นสังคมแบบ "กินดีอยู่ดี" ในอนาคต

แต่แม้จีนจะพัฒนาเศรษฐกิจให้ใหญ่โตเช่นนี้ได้ จีนกลับต้องเผชิญปัญหาและต้องหาวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา โดยเฉพาะที่ผ่านมา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเป็นไปอย่างไม่สมดุล ส่งผลให้จีนต้องจ่ายต้นทุนการพัฒนาในราคาที่แพง

โดยแผนพัฒนาฯฉบับล่าสุดระบุว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขในระหว่างปี 2549-2553 มี 9 เรื่อง ได้แก่ 1.โครงสร้างการผลิตที่ด้อยประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้ผลผลิตมวลรวมของจีนที่มีมูลค่า 1 ดอลลาร์ต้องสูญเสียพลังงานมากกว่าสหรัฐ 4.3 เท่า และมากกว่าญี่ปุ่น 11.5 เท่า 2.การขยายตัวทางเศรษฐกิจโตโดยอาศัยต้นทุนแรงงานต่ำและใช้ทรัพยากร สิ้นเปลือง ซึ่งรายงานของธนาคารโลกระบุว่า จีนต้องใช้งบประมาณในการเยียวยา สิ่งแวดล้อมราว 8-12% ของจีดีพี

3.เศรษฐกิจจีนขยายตัวในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงมูลค่า 4.นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญายัง ล้าหลัง จีนยังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในอัตราสูง 5.โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของโครงสร้างด้านบริโภค 6.การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล ทำให้เกิดช่องว่างในการกระจายรายได้และความไม่ยุติธรรม ในการใช้ทรัพยากร

7.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง แต่อัตราการจ้างงานต่ำ 8.การขยายอุปสงค์ภายในประเทศต่ำลง แต่การพึ่งพาต่างประเทศเพิ่มขึ้น และ 9.นโยบาย เดินออกไปนอกบ้านยังไม่เป็นเอกภาพ แม้รัฐวิสาหกิจจีนจะลงทุนในต่างประเทศมากถึง 6.299 แสนล้านดอลลาร์ แต่การแข่งขันบนเวทีโลกยังไม่มีเอกภาพมากพอ

ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 จึงได้มี การเสนอ 6 มาตรการเพื่อการพัฒนาแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดย 1.ต้องรักษาระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เร็วและมั่นคง 2.เร่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ 3.ยกระดับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง 4.ส่งเสริมการพัฒนาระหว่างภูมิภาคและระหว่างเมืองกับชนบทอย่างสมดุล 5.เพิ่มประสิทธิภาพ ในการสร้างสรรค์ให้สังคมเกิดความสมดุล และ 6.ยืนหยัดปฏิรูปเปิดเสรีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมี 6 ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสรรค์สังคมนิยมที่ทันสมัย ได้แก่ 1.การสร้างสรรค์สังคมนิยมชุมชนเกษตรที่ทันสมัย โดยเน้นแก้ไขปัญหา "3 เกษตร" เป็นอันดับแรก นั่นคือ เกษตรกร เกษตรกรรม และ ชุมชนเกษตร เพื่อลด ช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท 2.พัฒนาสังคมเศรษฐกิจของเมืองและชนบทอย่างบูรณาการ 3.ปรับโครงสร้างการผลิตและเปลี่ยนรูปแบบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยพลังสร้างสรรค์ของตนเอง อาทิ การยกระดับเทคโนโลยี ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมบริการ และยกระดับสาธารณูปโภคพื้นฐาน

4.ผลักดันนโยบายการบุกเบิกพัฒนา ภาคตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาในภาคต่างๆ เกื้อหนุนกันและกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล 5.พัฒนาเขตเมือง ในระดับต่างๆ อย่างสมดุล และ 6.เร่ง สร้างสรรค์รูปแบบการประหยัดทรัพยากรและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ในแง่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลจีนเสนอแนะ 2 ยุทธวิธี คือ การใช้วิทยาศาสตร์และการศึกษาสร้างชาติให้รุ่งเรือง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็ง

พร้อมกันนี้ทางการจีนได้ปรับรายการชี้แนะการลงทุนของชาวต่างชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนฉบับที่ 11 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา ซึ่งสาระสำคัญ อาทิ ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคธุรกิจให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยชักจูงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีระดับสูง บริการสมัยใหม่ สาธารณูปโภคพื้นฐานและธุรกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองระบบนิเวศวิทยา

รวมทั้งส่งเสริมนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจที่ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน การผลิตที่เน้นความสะอาด การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนการคุ้มครองระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการเปิดเสรีธุรกิจบริการ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมเอาต์ซอร์ซ การลงทุนด้านการสร้าง นวัตกรรม การให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งศูนย์วิจัยและศูนย์ฝึกอบรมในจีน

ส่วนในการประชุมล่าสุดระหว่าง วันที่ 5-18 มีนาคม รัฐบาลจีนได้แถลงนโยบายปี 2551 ต่อสภาและได้รับความเห็นชอบในการทำภารกิจเร่งด่วน 5 ประการ คือ เสริมสร้างและปรับปรุงการบริหารด้านมหภาค การผลักดันการปฏิรูปและเปิดประเทศ การสร้างนวัตกรรมที่ พึ่งตนเอง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาประเทศ และการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวทางสู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

จากการวิจัยในหัวข้อ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารองค์กรและทรัพยากรมนุษย์เพื่อความยั่งยืน" ของ ผศ.ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร พบว่า องค์กรธุรกิจที่ทำการศึกษาทั้งหมดสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินการทางธุรกิจ ของตน

ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ หรือมาม่า บริษัท ที่มีอายุมายาวนานมากกว่า 30 ปี มีจุดที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ ให้ความสำคัญกับพนักงาน ไม่มีการให้พนักงานออกในช่วงวิกฤตปี 2540 มีการวิจัยสร้างความรู้ใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆ ในผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา

มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูง เช่น ไม่เพิ่มราคาเลยเป็นเวลากว่า 11 ปี มองการณ์ไกล โดยการวางแผนดำเนินการทางธุรกิจในระยะยาว รวมทั้งยังมีความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างจริงจัง โดยที่ไม่มีการโฆษณาตนเอง

ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ถือว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่และมีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็นำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน โดยสามารถดำเนินธุรกิจของตนเองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตการณ์ฟองสบู่ปี 2540 มาได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นการทำธุรกิจในสิ่งที่ไม่มีความรอบรู้ ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับพนักงานและเน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกๆ ฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น

มีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพราะถือว่าเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์สูง คำนึงถึงการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำกำไรในระยะสั้นแต่คำนึงถึงธุรกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับองค์กรต่างชาติอย่างบริษัท Nordstrom และ Marriott International ก็มีการนำเอาหลักการนี้มาปรับใช้ในลักษณะคล้ายๆ กัน คือให้ความสำคัญกับพนักงาน เพราะถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ และยังให้โอกาสพนักงานใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ มีการลงทุนในการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องจนทำให้พนักงานมีทักษะที่หลากหลาย สิ่งสำคัญคือ การมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เน้นความซื่อสัตย์สุจริต จริยธรรม ความขยันหมั่นเพียร และการทำงานร่วมกันเป็นทีม

นอกจากนั้น จากผลของการวิจัยยังระบุอีกว่า ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง ยั่งยืนในการศึกษาครั้งนี้มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน คือ มองการณ์ไกลในการบริหารจัดการ และตัดสินใจในเชิงนโยบาย ไม่มุ่งหวังผลกำไรในระยะสั้น แต่คิดถึงผลกระทบในระยะยาว

ด้วยการให้คุณค่าแก่พนักงานอย่างจริงใจ และพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการให้พนักงานออกเพราะถือว่า พนักงานคือทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาได้ขององค์กร

ทั้งยังต้องให้ความจริงใจและหวังดีต่อ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของธุรกิจทั้งหมด รวมถึงประชากรและสังคมในอนาคตข้างหน้า ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทั่วทั้งองค์กร ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ ขบวนการ การให้บริการ และกระบวน การผลิต รวมถึงการใช้และการพัฒนา เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพแต่ ราคาไม่สูง

ทั้งนี้จากการศึกษายังพบอีกว่า องค์กรที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจ พอเพียงจะมีลักษณะเฉพาะ คือ มีนวัตกรรมขององค์กรสูง ทำให้ยากต่อการลอกเลียนแบบ สามารถผลิตสินค้า บริการที่มีคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ และสามารถที่จะปรับตัวได้อย่างทันท่วงที เมื่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง มีต้นทุนที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับบุคลากรต่ำ คือ พนักงานมีการแสดงออกอย่างเต็มที่และเต็มประสิทธิภาพแล้วกับการทำงาน

สำหรับการวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลาในการทำการศึกษาทั้งสิ้น 4 ปี จากองค์กร SMEs 296 แห่ง ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 6 กลุ่มของประเทศไทย และองค์กรธุรกิจที่ยั่งยืน 28 องค์กรจากโลกตะวันตก นอกจากนั้นยังมีองค์กรธุรกิจในการศึกษา อาทิ ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท บ้านอนุรักษ์กระดาษสา โรงพยาบาลเทพธารินทร์ บริษัท แพรนด้าจิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) อยู่ในกลุ่มธุรกิจศึกษาด้วย

ด้วยการใช้วิธี "Middle-range thinking" (เป็นวิธีการที่อยู่ตรงกลางระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ในการศึกษาสิ่งที่มีอยู่แล้ว และยังทำการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานประจำปี รายงานการวิเคราะห์ต่างๆ การสนทนาหรือสัมภาษณ์กับผู้บริหาร พนักงาน หรืออดีตสมาชิกขององค์กรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท การสังเกตการณ์ระหว่างการเยี่ยมชมองค์กร รวมถึงการสนทนากับนักวิจัยอื่นๆ

"Grounded theory" (เป็นวิธีการพัฒนาทฤษฎี) ขบวนการแบบอุปนัย (inductive process) ดูสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำไป ซ้ำมาเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี โดยการเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง การบันทึก การจัดกลุ่มของข้อมูล

องค์กรธุรกิจที่ศึกษาทั้งหมด ทำการศึกษาโดยทีมวิจัยที่หลากหลาย ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง จากผู้วิจัยคนใด

ที่สำคัญ องค์กรธุรกิจที่ศึกษายังมีทีม ผู้บริหารที่แตกต่างกัน มีสภาวการณ์การแข่งขันที่แตกต่างกันและในบางกรณีอยู่คนละส่วนของโลก แต่มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่คล้ายกัน และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

แต่กระนั้น "ผศ.ดร.สุขสรรค์" ยอมรับว่า ผลการวิจัยยังมีข้อจำกัดบางประการ คือ ธุรกิจในประเทศไทยที่ทำการศึกษามีอายุไม่มากนักเมื่อเทียบกับองค์กรธุรกิจทางตะวันตก สาเหตุหลักเกิดจากผู้บริหารของไทยตัดสินใจเพียงไม่กี่คน จึงทำให้เกิดข้อบกพร่อง

"ผศ.ดร.สุขสรรค์" ยังให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการบริหาร organization และ HR ไว้อย่างน่าสนใจว่า

การพัฒนาพนักงานนั้น จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกระดับ ไม่ใช่แต่เฉพาะระดับผู้จัดการหรือผู้บริหารเท่านั้น โดยที่การพัฒนาพนักงานในองค์กร จะต้องพัฒนาในเรื่ององค์ความรู้และทักษะเฉพาะขององค์กร และหัวหน้าจะต้องเป็นผู้อบรมให้กับลูกน้องเอง

การให้ความสำคัญกับพนักงานเป็น อันดับหนึ่งและอยู่ระดับนโยบาย กล่าวคือ ในบอร์ดการบริหาร หรือคณะกรรมการเพื่อการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ขององค์กร จะต้องมีตัวแทนของสหภาพหรือหากบางองค์กรไม่มีสหภาพ ก็ต้องมีตัวแทนของพนักงานจริงๆ ไม่ใช่พนักงานระดับบริหาร เข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมและตัดสินใจด้วย ทุกครั้ง

ต้องมีการกระจายอำนาจและการตัดสินใจออกไปทุกส่วนงาน เมื่อเราพูดถึงคำว่า องค์กรที่ยั่งยืน นั่นหมายความว่า จะต้องเป็นองค์กรที่อยู่ได้ไปเรื่อยๆ อย่างยาวนาน

องค์กรจะต้องมีการคำนึงถึงการทำแผนการสำหรับอนาคตด้านบุคลากร (succession plan) จากการศึกษาพบว่า บริษัทในไทยโดยเฉพาะองค์กรแบบ เอสเอ็มอี แทบจะไม่มีการคำนึงถึงเรื่อง แผนงานบุคคลล่วงหน้ากันเลย

หลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาโดยการปลดพนักงานออก ซึ่งสองเหตุผลที่เข้ามา สนับสนุนในเรื่องนี้ ประการแรก คือ เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนที่สอง คือ ระบบเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง เมื่อเข้าสู่ขาลงหากองค์กรปล่อยให้พนักงานส่วนหนึ่งต้อง ออกไป แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและมีการเติบโตขึ้น จะเอาที่ไหนมาทำงาน การหาคนใหม่เข้ามาแล้วพยายามอบรมให้มีองค์ความรู้และความชำนาญความสามารถได้เท่าเทียมกับคนเก่า ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ต้องให้ความเป็นธรรมกับพนักงาน ทุกคน ปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างดี ให้เหมือนกับเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว รวมทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงานและครอบครัว และต้องไม่ลืมว่า มนุษย์ทุกคนต้องการ การเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน

สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งโดยมีคุณธรรม การรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นค่านิยมพื้นฐานในการคัดเลือกพนักงานใหม่ การประเมินผลงานประจำปี และการเลื่อนตำแหน่ง

จากกรณีศึกษากว่า 300 องค์กร แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็น องค์กรที่ยั่งยืน นั่นคือ การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาบุคลากร เรื่องของการวางแผนการดำเนินธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมก็ตาม

10 โครงการ CDM ลดก๊าซ เรือนกระจก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 อบก.ได้ออกหนังสือคำรับรองให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นโครงการที่เข้าข่าย CDM ซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้เพิ่มอีก 10 โครงการ ปริมาณลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม ปีละประมาณ 742,864 ตันคาร์บอน ประกอบด้วย

โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียของโรงงานแป้งมันสำปะหลัง ทดแทนพลังงานน้ำมันเตา 4 โครงการ ได้แก่ 1)บริษัท จิรัฐพัฒนา จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 24,884 ตันคาร์บอน 2)บริษัท ไทย ไบโอแก๊ซ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 11,681 ตันคาร์บอน

3)บริษัท ไทย ไบโอแก๊ซ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 46,963 ตันคาร์บอน 4)บริษัท cassava waste to energy จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 86,368 ตันคาร์บอน

5)โครงการนำทะลายปาล์มเปล่าและ น้ำเสียจากโรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี และปรับปรุงคุณภาพดิน ของบริษัท วิชิตพัน แพลนเทชั่น จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 265,000 ตันคาร์บอน 6)โครงการนำก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศจากฟาร์มสุกรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ของบริษัท Foxsys จำกัด และบริษัท วี พี เอฟ กรุ๊ป จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 34,673 ตันคาร์บอน

7)โครงการลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตไฮดรอกซลามินของโรงงานผลิตคาร์โปรแลคตรัม ของบริษัท ไทยคาร์โปรแลคตรัม จำกัด (มหาชน) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 165,000 ตันคาร์บอน 8)โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มโดยทดแทนการใช้น้ำมันเตา ของบริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 48,238 ตันคาร์บอน

9)โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ชีวมวล (แกลบ) ของบริษัท Power Prospect จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 41,937 ตันคาร์บอน 10)โครงการเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเตามาใช้วัสดุชีวมวลแทน (เปลือกไม้ ซังข้าวโพด ไม้สับ) ในการให้ความ

ร้อนผลิต กระแสไฟฟ้าของบริษัท ไทยยูรีเทน จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 18,150 ตันคาร์บอน

นายหน้าค้าคาร์บอนเครดิต ธุรกิจใหม่มาแรงใน "ภาวะโลกร้อน"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

ภาวะโลกร้อน ที่กำลังเกิดขึ้นและลุกลามไปทั่วโลก กลายเป็นตัวเร่งให้คนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตเพื่อลดภาวะ โลกร้อน นอกจากภาคการผลิตสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากภาวะโลกร้อนแล้ว อีกธุรกิจที่มาแรง ได้รับอานิสงส์ประโยชน์จากภาวะโลกร้อนไปเต็มๆ โดยไม่ต้อง ผลิตสินค้า คือ "ธุรกิจที่ปรึกษาโครงการลด ก๊าซเรือนกระจก" และ "ธุรกิจรับซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต" ที่ปัจจุบันเกิดขึ้นมากในประเทศไทย

เหตุผลของการเกิดธุรกิจดังกล่าว เนื่องจาก "พิธีสารเกียวโต" หรือ KYOTO Protrocol ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) ที่ประเทศไทยได้เป็นภาคีสมาชิกอยู่ เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ ปี 2548 โดยประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกในกลุ่มบัญชี 1 (annex 1) ต้องมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2551-2555 ให้ได้ 5.2% จากปริมาณการปล่อยปี 2533

ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศไทยที่เป็นสมาชิกที่อยู่นอกกลุ่มบัญชี 1 (non-annex 1) สมัครใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (clean development mechanism หรือ CDM) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาดำเนินการลดหรือเลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่ง ปริมาณก๊าซจากที่ลดได้ หรือที่เรียกว่า "คาร์บอนเครดิต" ประเทศพัฒนาแล้วสามารถซื้อไปใช้เป็นเครดิต โดยไม่ต้องไปดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนเอง

หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการประหยัดพลังงาน นายอาณัติ ประภาสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอนเนอร์ยี่ พลัส จำกัด ฉายภาพให้เห็นว่า ปัจจุบันมีธุรกิจที่รับเป็นที่ปรึกษาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็น นายหน้าซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตจำนวนมากกว่า 10 รายแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทต่างชาติแทบทั้งสิ้น โดยแอดวานซ์ฯถือเป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกและรายเดียวที่เริ่มธุรกิจนี้

แนวทางการทำธุรกิจของแอดวานซ์ฯจะมีหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้เลือกว่าจะใช้บริการใด เช่น รับเป็นที่ปรึกษาโครงการอย่างเดียว, รับเป็นที่ปรึกษาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่จะคิดจากผลประโยชน์ส่วนแบ่งหลังจากที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว, มีโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะขายใคร บริษัทเข้าไปทำหน้าที่ติดต่อซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับผู้ซื้อให้ หรือบริษัทจะร่วมลงทุนทำโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับลูกค้าบางรายที่ขาดเงินลงทุนเลย เป็นต้น

ขณะนี้มีโครงการที่บริษัทแอดวานซ์ฯ รับผิดชอบดูแลอยู่ประมาณ 40 โครงการ เป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว 7 โครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล โดยราคาคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดโลกเฉลี่ยขณะนี้อยู่ประมาณ 6-10 ยูโร/ตันคาร์บอน

สำหรับทิศทางของธุรกิจที่ปรึกษา และการเป็นนายหน้าซื้อขายคาร์บอนเครดิต นายอาณัติมองว่า "ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง" เพราะเรื่องของภาวะโลกร้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียง 2-3 ปีนับจากนี้ แต่จะเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจะต้องตระหนักอยู่ตลอด และตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่ได้มีแค่เพียงตลาดที่จะต้องมีใบรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาดของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCC CDM-EB) อย่างเดียว จะมีตลาดใน "เชิงสมัครใจ" ที่ไม่ต้องมีการรับรอง แต่จะแสดงตัวเลขให้เห็นถึงความสมัครใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือกระจก เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรต่อสาธารณชนทั่วโลกได้

นางสาวพัทธ์หทัย ตันสุวรรณนนท์ ผู้จัดการโครงการ CDM บริษัท เซาท์โพล คาร์บอน แอสเซท แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า บริษัทมีเครือข่ายรับปรึกษาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ทั่วโลก มีคาร์บอนเครดิตที่รับซื้อและขายอยู่ในมือกว่า 12 ล้านตันคาร์บอน ซึ่งขณะนี้ก็มีลูกค้าคนไทยที่บริษัทเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้หลายรายแล้ว

ด้าน นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สรุปภาพรวมของธุรกิจไว้ว่า ในช่วงก่อนปี 2555 ตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะคึกคักเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีสถาบันการเงินของไทยหลาย แหล่งสนใจเข้ามาเล่นในตลาดนี้บ้างแล้ว อย่างกรณีของธนาคารไทยพาณิชย์ อาจจะมีแคมเปญออกสินเชื่อทำโครงการ พร้อมรับซื้อคาร์บอนเครดิตด้วย ส่วนองค์การเองก็มีแนวคิดจะตั้ง กองทุนในประเทศเพื่อรับซื้อคาร์บอนเครดิตแล้วนำไปขายต่อให้กับประเทศพัฒนาแล้วด้วยเช่นกัน

วิกฤตภาวะโลกร้อน นอกจากจะเป็นหน้าที่ที่คนทั้งโลกจะต้องช่วยกันแก้ไขแล้ว คนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็น "โอกาส" ก็สามารถแปลงวิกฤตนี้ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจตนได้เช่นกัน

SCG Paper กับสูตร 3 Green "ลดภาวะโลกร้อน"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่องค์กรธุรกิจจำนวนไม่น้อยตื่นตัว ที่สะท้อนให้เห็นผืนกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หากแต่อย่างที่มีคนเคยกล่าวว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวเรื่องความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ยังไม่ครบกระบวนการ

กระบวนการที่ยังขาดหายไปส่วนหนึ่งคือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ สิ่งแวดล้อมภายในองค์กรอย่างเป็นจริงเป็นจัง ถ้ามองในมุมคิดของ CSR : Corporate Social Responsibility สิ่งที่ขาดหายไปขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่คือการมุ่งเน้นที่ความรับผิดชอบภายในกระบวนการธุรกิจ (CSR in process)

เพราะองค์กรส่วนหนึ่งมองเป็นอุปสรรค เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการเป็นโอกาสทางธุรกิจ

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค อย่างที่ "เชาวลิต เอกบุตร" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ระบุไว้ในรายงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2549 ของบริษัทที่ว่า "เราเล็งเห็นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจมากกว่าที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน"

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "SCG Paper" เปิดตัว กลยุทธ์เชิงรุกในด้านการจัดการ สิ่งแวดล้อม ซึ่งทำพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปจนถึงผู้บริโภค ได้แก่ green process green product และ green mind

Green Process หมายถึงกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งกระดาษ ต้องดำเนินการด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตั้งแต่การเริ่มปลูกต้นไม้ที่จะนำมาทำเป็นกระดาษ แทนการตัดไม้จากธรรมชาติ การผลิตที่มีการจัดการน้ำและพลังงาน อย่างเหมาะสม มีการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม และทำให้โรงงานมีมาตรฐานสูงและเปิดให้คนภายนอกชมโรงงานได้

Green Product หมายถึง การกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักว่ามีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทให้ความสำคัญตลอดวงจรของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงหลังการใช้งานที่จะมีคนมารับซื้อเพื่อเข้าไปสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป

Green Mind หมายถึง จิตใจที่ตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เพียงปลูกฝังในระดับของพนักงาน ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างความตระหนักให้ผู้บริโภค ในการใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าที่สุด และนำไปรีไซเคิลกลับเป็นกระดาษที่นำมาใช้ใหม่และต้องการถ่ายทอดวัฒนธรรมการใช้กระดาษที่คุ้มค่าจากองค์กรไปสู่ผู้บริโภค โดยคาดหวังว่าในท้ายที่สุดผู้บริโภคจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เชาวลิตกล่าวถึงกลยุทธ์นี้ว่า ปัจจุบันธุรกิจกระดาษอาจถูกมองทั้งแง่ที่เป็นบวกและเป็นลบ บางคนมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย ขณะเดียวกันบางคนก็มองว่าธุรกิจกระดาษเป็นตัวทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการใช้ ป่าไม้ น้ำและพลังงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้เห็นว่า ธุรกิจและสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่คู่กันได้ อย่างยั่งยืน บริษัทจึงกำหนดนโยบายที่เน้นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดของเสียจากกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านกลยุทธ์ดังกล่าว"

ตั้งเป้าให้สูง เดินตามรอยมาตรฐานสากล

ในกระบวนการผลิตปัจจุบันมีการใช้วัตถุดิบจากไม้ ซึ่งมาจากสวนไม้ของ SCG 1% จากการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้ 16% จากสวนไม้เชิงพาณิชย์ 83% และมีการจัดการที่เดินตามแนวทางของ The Forest Stewardship Council (FSC) มาตรฐานสากลในการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ซึ่ง SCG Paper ถือเป็นบริษัทรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้

"บริษัทกระดาษวันนี้มี 2 ประเภทคือ ประเภทที่ตัดไม้จากป่าที่กำลังถูกต่อต้านและกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบจากการปลูกป่าในเชิงพาณิชย์ การทำตามแนวทางของ FSC เป็นการจัดการป่าอย่างยั่งยืน โดย FSC ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางว่าองค์กรเดินไปตามแนวทางการจัดการป่าอย่างยั่งยืนหรือไม่"

การจัดการป่าอย่างยั่งยืน อาทิ การปลูกต้นไม้ทดแทน โดยไม่ทำเพียงบดบังการตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ การตัดไม้จากป่าที่ปลูกมาใช้เป็นวัตถุดิบในสัดส่วนที่เหมาะสม ฯลฯ ปัจจุบันพื้นที่ป่าทั่วโลก มีอยู่ 4 พันล้านเฮกตาร์ เฉพาะไทยมีพื้นที่ 16 ล้านเฮกตาร์ แต่อัตราการสูญเสียป่ามีอยู่ 13 ล้านเฮกตาร์ต่อปี แม้ว่าปัจจุบันอัตราการสูญเสียป่าจะลดลงจากปี 1990-2000 ที่มีอัตราการสูญเสียอยู่ 8.9 ล้านเฮกตาร์ มาเป็น 7.3 ล้านเฮกตาร์ ในปี 2000-2005 จากการขยายตัวของป่าในเชิงพาณิชย์โดยอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญและการเกิดขึ้นของป่าตามธรรมชาติ

ทุกวันนี้ในโลกมีการผลิตกระดาษ 360-380 ล้านตัน ครึ่งหนึ่งทำจากป่าที่ปลูกใหม่ ขณะที่อีกครึ่งทำจากการรีไซเคิลกระดาษที่ใช้แล้ว ซึ่งแนวโน้มในอนาคตจะมีกระดาษรีไซเคิลมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อดีคือเราไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรใหม่ ถ้ามีการผลิตกระดาษจากกระบวนการรีไซเคิลมากขึ้น ในอนาคตก็ไม่ต้องปลูกป่าเพิ่มเพราะในโลกพื้นที่มีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องบริหารจัดการพื้นที่ป่าที่มีอยู่ 30% ของพื้นที่ทั้งโลกที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

"ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กระดาษที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จะมีเครื่องหมายนี้ปรากฏอยู่ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มจะสนใจมากขึ้น เราเองกำลังดำเนินการตามแนวทางนี้มา 5 ปี จนถึงขณะนี้เรากำลังจะได้รับการรับรอง และจะขยายผลไปสู่กลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ที่มีพื้นที่ 5-10 ไร่ในการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ โดยพื้นที่ป่าที่เราเกี่ยวข้องมีถึง 1 ล้านไร่และมีเกษตรกรสมาชิก 32,000 คน"

มากกว่านั้นบริษัทยังร่วมเป็นสมาชิกของคณะทำงาน Sustainable Forest Products Industry Working Group (SFPI WG) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 190 แห่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดบทบาทของผู้นำทางธุรกิจที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสังคม

"ในปีที่ผ่านมามีการลงนามร่วมกันว่าจะทำในเรื่องต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจในหมู่ผู้บริโภคโดยพยายามทำความเข้าใจ ว่าปัจจุบันมีบริษัทที่พร้อมจะทำสิ่งเหล่านี้และผู้บริโภคควรเลือกให้การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"

มากกว่าแค่กฎหมาย

"ทุกวันนี้แค่การทำตามกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราเองจึงอิงมาตรฐาน ในยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบที่ดีด้าน สิ่งแวดล้อมรวมทั้งเข้าร่วมเป็นเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ"

ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างปี 2550-2554 จึงมีทั้งเป้าหมายในการนำเรื่องระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการรับรองระบบการจัดการป่าไม้ การได้รับการรับรองห่วงโซ่ของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการใช้ไม้จากสวนไม้ปลูกที่ได้รับการรับรองแล้ว การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต เช่น กระบวนการผลิตเนื้อเยื่อที่ไม่ใช้คลอรีน การนำเทคโนโลยีการกรองมาใช้เพื่อแยกเส้นใยและน้ำให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยการปรับปรุงการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ซึ่งคุณภาพทั้งน้ำและอากาศจะต้องสามารถเทียบได้กับระดับสากลนอกจากนี้ยังมีการวางเป้าหมาย การจัดการวัสดุเหลือใช้ ในเรื่องลดปริมาณการฝังกลบวัสดุเหลือใช้จนกระทั่งไม่มีการฝังกลบภายในปี 2010 เพิ่มมูลค่าให้กับขี้เถ้าจากการผลิตพลังงานโดยนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ รวมไปถึง การจัดหาวัสดุทดแทน โดยจะเพิ่มอัตราส่วนวัสดุเหลือใช้ที่ผ่านการใช้งานแล้ว เพื่อทดแทนเส้นใยที่ได้จากต้นไม้

การวางกลยุทธ์ที่ลงลึกถึงการปลุกจิตสำนึกผู้บริโภค จึงทำให้อนาคตแม้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นการลงทุนแต่ในอนาคตนี่คือโอกาสเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในบรรดาอุตสาหกรรมผลิตกระดาษ SCG Paper ครองส่วนแบ่งการตลาดถึงในระดับ 35% และเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์กระดาษรีไซเคิลในอาเซียน สัญญาณผู้บริโภคในต่างประเทศกำลังสะท้อนภาพ ว่า การปรับตัวให้มิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

by ThaiWebExpert