ประชาชาติธุรกิจ

ญี่ปุ่นร้องมะกันยกเลิก zeroing

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ญี่ปุ่นออกโรงค้านร่างข้อเสนอการเจรจาการค้ารอบโดฮาชุดใหม่ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในเรื่องกฎการทุ่มตลาด โดยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายอากิระ อมาริ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมการค้าและเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขารู้สึกผิดหวังกับเอกสารของ WTO ในเรื่องกฎว่าด้วยการทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่เปิดเผยออกมาล่าสุด พร้อมกับเรียกร้องให้ทบทวนข้อเสนอดังกล่าวเพื่อสะท้อน ถึงจุดยืนของประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเห็นว่าร่างข้อเสนอชุดใหม่ ยังให้ความสำคัญที่จะคงกฎทางการค้า เรื่อง "zeroing" ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ต้องการให้มีเรื่องนี้บรรจุไว้ในข้อตกลง

เนื่องจาก zeroing เป็นวิธีการคำนวณหาส่วนต่างที่ติดลบให้เป็นศูนย์ ซึ่งสหรัฐ มักใช้หาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้า (anti-dumping) ในกรณีราคาสินค้านำเข้ามีอัตราไม่เท่าเทียมกับราคาสินค้าภายในประเทศผู้ส่งออก

แต่ฝ่ายญี่ปุ่นกลับเห็นว่า วิธีการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดสินค้านี้กลับจะทำให้อัตราการชำระภาษีทุ่มตลาดเพิ่มขึ้น แม้ว่ากฎ WTO จะอนุญาตให้ประเทศ สมาชิกใช้ภาษีชดเชยสำหรับสินค้านำเข้า ที่ขายในราคาต่ำกว่าราคาในประเทศ ผู้ส่งออก ในกรณีที่สินค้าดังกล่าวจะมีผลเสียให้กับอุตสาหกรรมในประเทศผู้นำเข้า แต่วิธีการ zeroing กลับไม่ยอมรับราคานำเข้าที่แท้จริง เท่ากับการหาส่วนต่างของราคาที่เกินขึ้น ซึ่งประเทศสมาชิก WTO อื่นเห็นว่าวิธีนี้ไม่เป็นธรรมในการสร้างกฎ การค้าโลก

ขณะที่สหรัฐกลับเห็นว่า การเจรจาการค้ารอบโดฮาของ WTO อย่างไรเสียก็ไม่อาจตัดเรื่อง zeroing ออกไปได้ แม้ว่าประเทศสมาชิกรายอื่นๆ จะยื่นข้อเสนอให้ทบทวนร่างดังกล่าวแล้วก็ตาม

ชุมชนเมืองขยายเร่งโลกร้อน แนะพึ่งพลังงานทางเลือก-ผนึกกำลัง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2551

หลังเกิดเหตุพายุนาร์กีสพัดถล่มพม่า และเหตุธรณีวิปโยคที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ทำให้กระแสความตื่นตัวเรื่องภัยพิบัติและภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง

ภายหลังเหตุภัยพิบัติเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ได้มีการจัดการเสวนาเรื่อง "การประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม" (Energy Efficiency and Green Environment Forum) โดยบริษัท อินเตอร์เนชั่นเนิล เอนจิเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ IEC และบริษัท จงหัวเทเลคอม จำกัด ซึ่งงานนี้มีไฮไลต์อยู่ที่การมาร่วมเป็นวิทยากรของ ดร.ไมเคิล โนเบล ทายาทโนเบลรุ่นที่ 4 ที่อยู่ในระหว่างการเดินสายทัวร์เอเชีย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน

ดร.ไมเคิล โนเบล ประธานมูลนิธิ โนเบล แชริตี้ ทรัสต์ ให้ความเห็นว่า ในปีนี้ถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มากกว่าชานเมืองและชนบท และจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น ทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานมากขึ้นหลายเท่า โดย 92% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้อยู่เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานยังเป็นการเพิ่มมลพิษให้โลกด้วย

ดร.โนเบลได้เสนอหนทางแก้ไข ได้แก่ ลดการใช้พลังงานในด้านต่างๆ เช่น การใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น ใช้วิธีทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือคาร์พูล รวมทั้งลดการเดินทางโดยเปลี่ยนเป็นการประชุมจากที่บ้าน ลดสินค้าที่ไม่สำคัญทางเศรษฐกิจ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง เนื่องจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า การผลิตเนื้อสัตว์ใช้พลังงานและทรัพยากรมากกว่าการปลูกพืช และควรจะหาวิธีการอื่นที่จะผลิตน้ำมันแทนการใช้พืชอาหารเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนอาหาร

นอกจากนั้น ดร.โนเบลยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่สำคัญอยู่ที่การขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยแต่ละฝ่ายได้มีการพัฒนาในส่วนของตนอยู่แล้ว รัฐบาลควรจะเป็นผู้นำเนื่องจากส่วนสำคัญในการกำหนดมาตรการต่างๆ และต้องร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์ ผู้ออกกฎหมาย รวมถึงผู้ผลิตในการร่วมมือกันพัฒนาเพื่อส่วนรวม โดยให้ออร์แกไนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพเผยแพร่ และกระตุ้นแนวคิดการพัฒนา หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้กับประชาชน รวมทั้งยังต้องให้ความรู้แก่เด็กเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ในส่วนของไทยนั้น ดร.สหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกอยู่ อุณหภูมิของโลกก็จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ ที่รุนแรงขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำท่วม และพายุที่รุนแรงขึ้น เช่น พายุทอร์นาโดแคทรีนา สึนามิ และพายุนาร์กีส

ดังนั้น เราจำเป็นต้องลงมือจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรไว้ให้ลูกหลานในอนาคต และเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลไทยจึงได้ออกนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาการ บริการพลังงานที่มีอยู่ให้ทั่วถึง ส่งเสริม การใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งขณะนี้สามารถประหยัดการใช้น้ำมันได้ถึง 8% และในปี 2551-2555 ได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้ประหยัดพลังงาน รวมทั้งใช้พลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไปแทน เช่น พลังงานลม และใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ต่างๆ

ตั้งรับพิบัติภัยธรรมชาติ รัฐบาลไทยพร้อมหรือยัง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ภายในชั่วระยะเวลเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ปรากฎการณ์พิบัติภัยทางธรรมชาติซึ่งสร้าง ความเสียหายอย่างรุนแรงต่อประเทศเพื่อน บ้านใกล้ที่อยู่ติดกันปับประเทศไทยอย่าง พม่า และประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ของเอเชียอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความแปรปรวน และความไม่แน่นอนอันเกิดจากธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะควบคุมหรือ หาทางป้องกันได้

ปรากฎการณ์พายุไซโคลน นาร์กีส ที่ถล่มเข้า ใส่หลายๆ เมืองของพม่าจนยับเยินมีจำนวน ผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน ไร้ที่พักอาศัย ขาดน้ำ ประสบชะตากรรมอย่างหนักอีกนับล้านคน หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับความรุนแรง 7.6 ริกเตอร์ในมณฑลเสฉวน คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นหลักหมื่น ทำลายอาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง สาธารณูปโภคพื้นฐานรวมเป็นมูลค่าไม่น้อยเช่นเดียวกันนั้น น่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน และต้องตั้งรับกับพิบัติภัยที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพายุ แผ่นดินไหว อุทกภัย ภาวะแห้งแล้ง ฯลฯ

จากภาพตัวอย่างใกล้ตัวดังกล่าว ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วประเทศไทย รัฐบาลไทยตระหนักถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภัยคุกคามจากธรรมชาติมากน้อยเพียงใด มีกระบวนการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย แผ่นดินถล่มซึ่งเกิดซ้ำมากขึ้นๆ หรือผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ สึนามิ ที่เคยได้รับบทเรียนมาแล้ว จนถึงจุดที่จะมั่นใจได้หรือไม่ว่า พร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ อาจเกิดขึ้นได้จากพิบัติภัยทางธรรมชาติเหล่านั้น หรือเคยคิดแผนจำลองเหตุการณ์ไว้บ้างหรือไม่ว่า หากเกิดพายุแบบในพม่า หรือเกิดแผ่นดินไหวแบบในประเทศจีน จะรับมืออย่างไรหรือจะเสียหายขนาดไหน

ที่สำคัญมีการติดตาม ทบทวนการประสานข้อมูลความรู้ในเบื้องต้นให้เกิดการพัฒนา หรือยกระดับมากขึ้นเพียงใด สำหรับ คาดการณ์ พยากรณ์ หรือสร้างระบบเตือนภัย เตรียมความพร้อม ซ้อมรับเหตุร้ายได้ดีมากขึ้นกว่าที่เคยทำได้ใน อดีตหรือไม่ ในกรณีทีเกิดเหตุพิบัติภัย เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว จะมีระบบบริหารจัดการอย่างไร จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในลักษณะไหน

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตประธานสภาพัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ความหวังกับประเด็นดังกล่าวว่า จริงๆ แล้ว โดยองค์ความรู้เท่าที่มีในประเทศไทย รวมถึงการทำงานของ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) สามารถหาข้อมูลดาวเทียมมาประสานกับข้อมูลภาคพื้นดิน จนทำให้ได้ข้อมูลตามเวลาจริง (เรียลไทม์) และใช้สำหรับติดตาม พยากรณ์เบื้องต้นได้แต่เนิ่นๆ ว่าโอกาสที่จะเกิดพายุ ภัยธรรมชาติ หรือฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง จะกระทบกับบริเวณใด พื้นที่ใด จุดไหนบ้างที่มีความเสี่ยงจะเผชิญภาวะน้ำท่วม ดินถล่ม ฯลฯ

สุดท้ายจึงเหลือแต่ความพร้อมและความตื่นตัวของรัฐบาลนั่นแหละ ที่จะเอาจริงเอาจังกับฐานข้อมูลที่มีจากหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงแข็งขันกับการวางแผนตั้งรับ กำหนดมาตรการซักซ้อมให้พร้อมรับมือกับพิบัติภัยทางธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน หรือจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

โลกร้อน-ทะเลเป็นกรด "ปะการังแข็ง"ตายเกลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กำลังเตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อปะการังชนิดแข็งในทะเลอันดามัน ถือเป็นโครงการแรกที่จะศึกษาผลกระทบโดยตรง และนับเป็น 1 ใน 12 โครงการที่สถาบันวิจัยภูเก็ต ได้รับคัดเลือกจากทางสหภาพยุโรปให้ดำเนินการวิจัย ขณะที่ยังมีสถาบันวิจัยอื่นๆ จากแถบเอเชีย อเมริกา และยุโรปที่จะศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ เต่า หอย ปลาในทะเลด้วย เพื่อสรุปเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวกัน สหภาพยุโรปสนับสนุนงบฯทั้งโครงการจำนวน 12.5 ล้านยูโร

"สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าปะการังชนิดแข็งจำนวนมากเริ่มตายแล้ว เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในท้องทะเลมากเกินไป เป็นผลมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีมาก ทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น เราได้วิจัยค่าความเป็นกรด แ ละด่างของน้ำทะเลย้อนหลังไ ป 30-40 ปี พบว่าค่าความเป็นด่างลดลง 0.1 ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของปะการัง และเรื่องดังกล่าวนี้หลายประเทศทั่วโลกก็เป็นห่วงต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะตกลงสู่ท้องทะเลมากขึ้น" นายสมเกียรติกล่าว

โลกร้อน-ทะเลเป็นกรด "ปะการังแข็ง"ตายเกลื่อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายสมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และป่าชายเลน จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กำลังเตรียมศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อปะการังชนิดแข็งในทะเลอันดามัน ถือเป็นโครงการแรกที่จะศึกษาผลกระทบโดยตรง และนับเป็น 1 ใน 12 โครงการที่สถาบันวิจัยภูเก็ต ได้รับคัดเลือกจากทางสหภาพยุโรปให้ดำเนินการวิจัย ขณะที่ยังมีสถาบันวิจัยอื่นๆ จากแถบเอเชีย อเมริกา และยุโรปที่จะศึกษาผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ เต่า หอย ปลาในทะเลด้วย เพื่อสรุปเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวกัน สหภาพยุโรปสนับสนุนงบฯทั้งโครงการจำนวน 12.5 ล้านยูโร

"สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าปะการังชนิดแข็งจำนวนมากเริ่มตายแล้ว เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในท้องทะเลมากเกินไป เป็นผลมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีมาก ทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น เราได้วิจัยค่าความเป็นกรด แ ละด่างของน้ำทะเลย้อนหลังไ ป 30-40 ปี พบว่าค่าความเป็นด่างลดลง 0.1 ทำให้เกิดการกัดกร่อนทำลายแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของปะการัง และเรื่องดังกล่าวนี้หลายประเทศทั่วโลกก็เป็นห่วงต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะตกลงสู่ท้องทะเลมากขึ้น" นายสมเกียรติกล่าว

UNตั้งทีมฉก. รับมือสู่วิกฤต อาหารทั่วโลก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นายบัน คี-มุน เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) แถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วม 27 หน่วยงานหลักของยูเอ็นที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (29 เม.ย.) โดยประกาศตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการแก้ไขวิกฤตการณ์อาหารร่วมกับธนาคารโลก โดยคณะทำงานชุดดังกล่าว ซึ่งมีนายบันเป็นหัวหน้าคณะ จะประกอบภารกิจสำคัญอันดับแรก คือ การจัดหาเงินทุนที่ยังขาดอยู่ 755 ล้านดอลลาร์ มาสนับสนุนโครงการอาหารโลก (World Food Program)

นอกจากนี้ องค์การอาหารและเกษตร (FAO) มีแผนจัดหาเมล็ดพันธุ์มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ ให้แก่เกษตรกรในประเทศยากจนที่สุดของโลก

ด้านนายโรเบิร์ต เซลลิค ประธานธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ในเวทีเดียวกัน โดยเรียกร้องให้ประเทศผู้บริจาคสนับสนุนคำร้องขอเงินช่วยเหลือ 755 ล้านดอลลาร์ของยูเอ็น เนื่องจากมีประชาชน กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกต้องดิ้นรนรับมือ กับราคาอาหารที่แพงขึ้นอย่างมาก และในจำนวนนั้นกว่า 100 ล้านคน ต้องกลายเป็นคนยากจน จากผลของภาวะอาหารแพงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ประธานธนาคารโลกกล่าวย้ำว่า ธนาคารโลกจะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น เพื่อระบุประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งความช่วยเหลือด้านการเงิน และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ขณะนี้ธนาคารโลกอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค เพื่อบูรณาการงานต่างๆ เข้าด้วยกัน

วิกฤตการณ์อาหารไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 เมษายน 2551

แม้การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ได้ปิดฉากไปแล้วตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวทีนี้เป็นอีกเวทีหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ กระตุกให้ประชาคมโลกหันมาตระหนักถึงวิกฤตการณ์อาหารโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อผู้นำระดับโลกหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุม นำประเด็นวิกฤตอาหารเข้าสู่โต๊ะหารืออย่างต่อเนื่อง

"ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการอังค์ถัด ในเรื่องของวิกฤตการณ์อาหารที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ เนื้อหาหลายช่วงหลายตอน ซึ่งนอกจากจะให้สาระที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังฉายภาพสถานการณ์และสาเหตุต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่า วิกฤตอาหารเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะบางคนก็โทษว่าเป็นเพราะมาจากการทำพลังงานทดแทน (biofuel)
ผมบอกได้ว่า มีอยู่ 4-5 อย่าง ประการแรก เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ซึ่งมีผลต่ออาหารแน่ เพราะขณะที่มีการพยากรณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น แหล่งผลิตอาหารที่เป็นธัญพืช (grains) มีน้อยลง
ประการที่สอง มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของคนในโลก โดยเฉพาะจีน กับอินเดีย ซึ่งเปลี่ยนจากการกินธรรมดาๆ มาเป็นการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเพื่อสนองความต้องการตรงนี้ ก็มีการเอาธัญพืชไปป้อนวัวควาย ป้อนสัตว์ มากยิ่งขึ้น แล้วเอาเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาบริโภค เพื่อให้ได้โปรตีน ซึ่งการทำเช่นนั้นก็ทำให้สูญเสียธัญพืชไปมากขึ้น
ประการที่สาม การเกิดภาวะแห้งแล้งในแหล่งผลิตการเกษตรของโลกหลายที่ โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อผลผลิตของข้าวสาลี
ประการที่สี่ ถึงเป็นกรณีของพลังงานทดแทน (biofuel) แต่กับกรณีนี้ ผมอยากจะยืนยันแบบนี้ว่า ในประเทศกำลังพัฒนายังจำเป็นต้องทำอยู่ แต่ควรทำในลักษณะที่อังค์ถัดเข้าไปสอน ที่อังค์ถัดเรามีโครงการอบรมด้านพลังงานทดแทนที่ดีมาก มีการวางแผนไม่ให้กระทบต่อการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ทำด้วยกันได้ โดยไม่ทำให้เสียพื้นที่อาหาร และเราพยายามจะเคลื่อนย้ายจากพืชอาหารมาเป็นพืชที่ให้น้ำมันชนิดอื่น
ในเรื่องของพลังงานทดแทน ที่กระทบมากที่สุด คือ การใช้ข้าวโพด โดยเฉพาะในกรณีของอเมริกาที่กันพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเพื่อการบริโภคของคนและสัตว์กว่า 30% ไปทำพลังงานทดแทน ซึ่งตรงนี้คือ ส่วนที่กระทบกับอาหาร เพราะอเมริกาเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ ทั้งข้าวโพด และถั่วเหลือง ประเทศเล็กๆ น้อยๆ ทำคงไม่กระทบหรอกครับ ซึ่งก็รวมถึงยุโรปด้วย ซึ่งขณะนี้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตเอทานอล โดยกำหนดให้ต้องมีส่วนผสมของเอทานอลอย่างน้อย 10% ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยเฉพาะยุโรปได้มีการนำพื้นที่ไปเพาะปลูก rape seed เพื่อทำเอทานอล จะมองเห็นทุ่งสีเหลืองเต็มไปหมด เพราะเขามีนโยบายที่จะเอามาผลิตไบโอดีเซล

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทางยูเอ็น ทั้งบัน คี-มุน และผม เรายังเชื่อว่าพลังงานทดแทนจะช่วยแก้ได้ เรายังจำเป็นต้องมีพลังงานเหล่านี้อยู่ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลที่ทำจากข้าวโพดไม่ได้ช่วยลดปัญหาเท่าไร เพราะใช้พลังงานมากในการผลิต ต่างจากอ้อยที่ไทยใช้อยู่ และโดยเฉพาะจากสบู่ดำ (jatropha) ซึ่งเป็นต้นหญ้าชนิดหนึ่งซึ่งคนก็ไม่กิน สัตว์ก็ไม่กิน เป็นตัวพืชที่จะมาเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวภาพที่ดี เพียงแต่ในขณะนี้ตัวเปลี่ยนยังไม่คุ้มกับราคาน้ำมันที่ขาย ต้องการทำงานต่อไปเพื่อให้พลังงานชีวภาพรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
เราก็ได้แต่แนะนำหลายประเทศว่า อย่าเพิ่งเร่งร้อนทุ่มเอาพื้นที่มาผลิตพวกนี้หมด ให้วางแผนให้ดี ซึ่งเราก็แนะนำไป พลังงานทดแทนเป็นโครงการใหญ่ของอังค์ถัดด้วย

แต่สถานการณ์วิกฤตอาหารส่วนหนึ่งมาจากกระแสวิตก (panic) ของคนด้วยหรือเปล่า
ปัญหาส่วนหนึ่งของวิกฤตอาหารมาจากการเก็งกำไร ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนวิตกกันไปมาก ส่งผลให้บางประเทศขึ้นภาษีส่งออก บางประเทศก็หยุดส่งออก กลายเป็นเหยื่อของการเก็งกำไรมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการชะงักงันของการค้าทันที เมื่อบวกกับการเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ ยิ่งทำให้ผลผลิตส่วนหนึ่งหายไป เพราะถูกนำไปเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรกันมากขึ้น
อีกส่วนหนึ่งมาจากคนตื่นตระหนก ยิ่งทำให้สถานการณ์ไปกันใหญ่ อย่างกรณีของแอฟริกา วิกฤตขาดแคลนอาหาร ถือเป็นปัญหาถาวรของพวกเขา ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดวันนี้พรุ่งนี้ มีปัญหาขาดแคลนอาหารอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในแถบทะเลทรายซาฮารา

สถานการณ์ "วิกฤตอาหาร" อังค์ถัดจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร และแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น และระยะยาว เป็นอย่างไร
ในส่วนของอังค์ถัด เนื่องจากเราไม่ใช่แหล่งเงิน แต่เราช่วยด้านการวิเคราะห์ให้คำแนะนำในเชิงนโยบาย ซึ่งในระยะฉุกเฉิน เราพยายามให้คำแนะนำในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลของแหล่งผลิตกับแหล่งที่ต้องการอาหาร กับวิธีการที่จะเชื่อมโยง อย่างเช่น การติดต่อทางด้านการค้า การธนาคาร และด้านที่เกี่ยวข้อง กับดูแลอาหาร และธัญพืช

แต่ในกรณีระยะกลางและระยะยาว อังค์ถัดสามารถช่วยได้มากขึ้น และทางสหประชาชาติเวลานี้ เราพยายามเน้นจุดยืนว่า เรื่องของวิกฤตการณ์อาหารไม่ใช่เป็นปัญหาระยะสั้น แต่เป็นปัญหาฉุกเฉินในขณะนี้อย่างเดียว อังค์ถัดได้หยิบยกเรื่องนี้มาพูด 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความช่วยเหลือ ในส่วนของเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ส่วนใหญ่กลับไปทำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ governance การบริหาร การมีกฎระเบียบที่ดี กฎหมายที่ดี มีความโปร่งใส ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สัดส่วนที่ไปทุ่มกับเรื่อง governance กับการที่จะมาช่วยทางด้านการผลิตอาหาร มันผิดกันเหลือเกิน น้อยกว่า 10% ของ ODA ไปช่วยเรื่องการพัฒนาระบบเกษตรทั้งหมด โดยเฉพาะในแอฟริกา ถือว่าได้น้อยมาก ซึ่งงบฯที่ไปช่วยในด้านการค้นคว้า และวิจัยทางด้านการเกษตร มีน้อยกว่า 1% เขาบอกว่า ใช้เงินพันกว่าล้านดอลลาร์ไปช่วยพัฒนาด้าน governance ใช้เงิน 13 ล้านดอลลาร์ไปช่วยค้นคว้า และพัฒนาด้านเกษตร

ในมุมมองของอังค์ถัด หัวใจของปัญหาจึงอยู่การละเลย ทำไมถึงบอกว่าละเลย ก็คือ ระบบเศรษฐกิจโลกถูกผลักดันโดยกระบวนการโลกาภิวัตน์ ให้ประเทศทั้งหลายไปพึ่งการค้ามากกว่าพึ่งตนเอง ตรงนี้เป็นจุดของเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมนำมาบอกพวกเขาหลายครั้งเลยว่า ถ้าเกิดทุกคนพยายามรักษาความเป็นกลางสักนิด และพยายามเดินสายกลาง คือค้าขายต้องทำแน่นอน แต่ส่วนหนึ่งต้องรักษาการผลิตของตนเองไว้

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ แอฟริกา แอฟริกาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปี 1988 เป็นทวีปที่ส่งอาหารออกสุทธิ แต่ขณะนี้ต้องซื้อของเขากิน เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิตลอดเวลา เพราะคอยแต่พึ่งไปเรื่อยๆ ได้รับเงินช่วยเหลือมาให้มาทำด้านการค้า ข้างในก็เลยเลิกทำในเรื่องการพัฒนาเกษตร ทั้งๆ ที่น้ำมันก็มีเยอะ คนก็มีเยอะ เพราะขาดความรู้เรื่องการทำชลประทาน ขาดความรู้ด้านการพัฒนาเกษตร ขาดหมดเลย ดังนั้น จุดยืนของเราคือ เราจะทำงานด้านนี้ให้มีหลักมายิ่งขึ้น ผมหวังว่าอังค์ถัด 12 จะเป็นแหล่งกำเนิดคำแถลงยืนยันว่า ต่อไปนี้การจัดสรรเงินช่วยเหลือ ODA ต้องจัดสรรใหม่ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเพิ่มเท่าเดียว ผมก็คิดว่ายังไม่พอ ควรจะเป็น 10 เท่า ต้องอัดฉีดเต็มที่ในด้านการพัฒนาการเกษตร

เรื่องที่เราจะทำต่อไปคือ ต้องให้มีการปฏิวัติเขียวในแอฟริกาให้ได้ เพราะในส่วนของปฏิวัติเขียวในเอเชีย ไปได้ดีมากแล้ว มีการยอมรับอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในจีน อินเดีย โดยเฉพาะในอินเดีย แต่ในแอฟริกา คงขาดอะไรบางอย่างเช่น ในด้านนโยบายไม่ดี ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะไปช่วยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ แต่ปัจจุบันมีมูลนิธิหลายแห่งเข้ามาทำ เช่น มูลนิธิของเกตส์ มูลนิธิฟอร์ด และมูลนิธิของคลินตัน ต่างก็ทำ ซึ่งคงจะต้องมาประสานว่า จะทำเรื่องนี้กันอย่างไร ซึ่งยูเอ็นคงจะต้องเข้ามาเป็นตัวประสานมากขึ้น
สหประชาชาติเตรียมจัดประชุมใหญ่เรื่องวิกฤตอาหารโลกที่นิวยอร์กในเดือนพฤษภาคม และประมาณมิถุนายน หรือกรกฎาคม เอฟเอโอจะจัดประชุมเป็น food summit ที่โรม ส่วนเลขาธิการสหประชาชาติได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานระดับสูงด้านอาหารขึ้นมา เพื่อช่วยวางแผนนโยบาย เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ และอาจจะเป็นคณะทำงานด้านการพัฒนาเกษตรในระยะยาว ต่อเนื่องจากการประชุมวิกฤตการณ์อาหารโลกของเอฟเอโอ

@ พอปัญหาต่างๆ โยงเข้าด้วยกันหมด โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน กับวิกฤตการณ์อาหาร จะแก้ไขปัญหากันอย่างไร
ทางออกคือ ต้องมาดูเรื่องการลดปัญหาโลกร้อนก่อน ซึ่งถือเป็นความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของสหประชาชาติ โดยเน้นไปที่การลดปริมาณการปล่อยมลพิษและสารก่อภาวะเรือนกระจก และการปรับกระบวนการผลิต ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง (fossil fuel) น้อยที่สุด 2 อย่าง คือ เรื่องหลักที่จะต้องเร่งทำ ซึ่งอังค์ถัดกำลังช่วยอยู่ในเรื่องของ CDM (กลไกการพัฒนาที่สะอาด) และ carbon credit (เครดิต หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ให้เครดิตแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการลงทุนในบางเรื่อง ตัวอย่างเช่น การปลูกป่า ซึ่งไม่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ และไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ซึ่งผลการประชุมที่บาหลีออกมาก็ให้เครดิตกับไทยในเรื่องปลูกป่ามาก ซึ่งถือเป็นข่าวดีของประเทศไทย

@ การเจรจารอบโดฮาจะผลักไปทิศทางไหน
เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับลามี (ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก) เขามีความมั่นใจมากว่า จะเสร็จทันในสิ้นปีนี้ ผมเข้าใจว่าประเทศใหญ่ ซึ่งขอไม่เอ่ยชื่อ คงมีความพร้อมกันมากขึ้นในการดูแลข้อยกเว้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ หากเราต้องการให้มีการตัด หรือลดภาษีและการอุดหนุนมากๆ เพราะการเจรจาในปัจจุบัน เรื่องรายการที่มีความอ่อนไหวสูง (sensitive product) กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสามารถตกลงกันได้ในเรื่องของการลด และจะจำแนกได้อย่างไรว่าเป็นรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง ซึ่งที่ตกลงกันได้คือ ให้เป็นไปตามสัดส่วนของการบริโภคภายในประเทศ แต่อาจมีปัญหาอยู่ที่ว่า ในเรื่องของการบริโภคจะคำนวณกันอย่างไร แต่ทางลามีเองยืนยันว่า ในเรื่องของเทคนิคไม่มีปัญหาแล้ว ตกลงกันได้แล้ว เห็นว่าจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เจนีวากันอีกครั้งประมาณพฤษภาคมนี้

ที่ประชุมอังค์ถัดที่อักกรา เรามีการพูดเรื่องวิกฤตการณ์อาหาร และเห็นว่าการเจรจาเปิดตลาดสำคัญที่สุดในระยะยาว หากไม่มีการกีดกัน หรือบิดเบือนทางการค้า เกษตรกรจะได้ราคาที่ถูกต้อง ได้ราคาดีมากขึ้น และมีการผลิตมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี

สภาอุตฯ เปิดเวทียกแรก ถกผลกระทบ สวล.จากเอฟทีเอ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2551

ประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากข้อผูกพันในความตกลงด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในการทำความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมากขึ้น ภายหลังจากประเทศไทยทำข้อตกลงเอฟทีเอและมีผลผูกพันไปแล้ว 5 ฉบับ อันได้แก่ เอฟทีเออาเซียน-จีน เอฟทีเอไทย-อินเดีย (สินค้า 82 รายการ) เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ และเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น

โดยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมระดมความคิดเห็นครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการศึกษา วิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)

ดร.สรียา ชัยรัตนานนท์ ผู้จัดการโครงการและผู้จัดการสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมฯ ระบุถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้ว่า จะได้ข้อมูลรายการสินค้าและบริการกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐจะสนับสนุนเป็นยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยใช้หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ผลกระทบทั้งจากด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แล้วนำข้อเสนอแนะไปกำหนดนโยบาย ท่าที และแนวทางของไทยที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนภายใต้การเจรจาเอฟทีเอในอนาคต

อีกทั้ง ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ยังจะได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อใช้ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็น และนำเสนอรัฐบาลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจสำหรับการทำเอฟทีเอ โดยคาดว่าจะได้รับข้อมูลเปรียบเทียบผลได้-ผลเสีย จากการเพิ่มการผลิต การส่งออกสินค้า บริการ และการขยายการลงทุน ตามประเภทของกลุ่มสินค้า บริการและการลงทุนที่ควรได้รับการส่งเสริมให้เปิดเสรีการค้า

รวมถึงลักษณะของประเทศหรือกลุ่มประเทศคู่ค้าที่ไทยควรเลือกเปิดการเจรจาเอฟทีเอ เพื่อขยายตลาดรองรับการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน สำหรับการสร้างกรอบนโยบายในการกำหนดท่าทีการเจรจาในอนาคต

"คณะทำงานคาดว่า ผลรายงานการวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบฯ น่าจะเสร็จสิ้นเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ภายในเดือน ก.ย. ของปีนี้" ดร.สรียากล่าว

ด้าน นายวีรชัย วงศ์บุญสิน รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การทำเอฟทีเอนั้นต้องมี out-put กับ out-come โดยในส่วน out-put คือการลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน การสร้างความเข้าใจและการสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ขณะที่ด้าน out-come คือการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชนของทั้งสองฝ่าย

ถึงวันนี้ทางเลือกสำหรับประเทศต่างๆ ในการเปิดตลาดเสรีอยู่ที่ว่า คุณเลือกที่จะเลิกทำกิจการที่แข่งขันไม่ได้ หรือเลือกจะ สู้ต่อ ซึ่งการเลือกสู้ต่อ ธุรกิจหรือประชาชนจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในปัจจุบันมีผลทางรูปธรรม เช่น ในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการและการสร้างกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น

นอกจากนี้การสร้างมาตรฐานที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับย่อมเป็นอีกปราการหนึ่งที่ภาคธุรกิจและประชาชนจะอยู่ได้ในยุคการค้าที่เสรี โดยเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกิดจากความสมัครใจของภาคธุรกิจ

ส่วนมุมมองผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนจากเอฟทีเอ นางอรสา ไพบูลย์ ตัวแทนจากสำนักความร่วมมือ การลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและมีเอฟทีเอด้วย ย่อมเป็นที่ดึงดูดใจของนักลงทุนชาวต่างชาติ

"สำหรับหน่วยงานการส่งเสริมการลงทุนแล้ว เราให้ความสำคัญและดูแลในเรื่อง สิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่หากมีการตื่นตัวและบังคับใช้กฎระเบียบที่มีอยู่ให้เคร่งครัดมากขึ้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นการพัฒนาการลงทุนได้" นางอรสากล่าว

10 โครงการ CDM ลดก๊าซ เรือนกระจก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 อบก.ได้ออกหนังสือคำรับรองให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นโครงการที่เข้าข่าย CDM ซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้เพิ่มอีก 10 โครงการ ปริมาณลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม ปีละประมาณ 742,864 ตันคาร์บอน ประกอบด้วย

โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียของโรงงานแป้งมันสำปะหลัง ทดแทนพลังงานน้ำมันเตา 4 โครงการ ได้แก่ 1)บริษัท จิรัฐพัฒนา จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 24,884 ตันคาร์บอน 2)บริษัท ไทย ไบโอแก๊ซ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 11,681 ตันคาร์บอน

3)บริษัท ไทย ไบโอแก๊ซ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 46,963 ตันคาร์บอน 4)บริษัท cassava waste to energy จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 86,368 ตันคาร์บอน

5)โครงการนำทะลายปาล์มเปล่าและ น้ำเสียจากโรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี และปรับปรุงคุณภาพดิน ของบริษัท วิชิตพัน แพลนเทชั่น จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 265,000 ตันคาร์บอน 6)โครงการนำก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศจากฟาร์มสุกรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ของบริษัท Foxsys จำกัด และบริษัท วี พี เอฟ กรุ๊ป จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 34,673 ตันคาร์บอน

7)โครงการลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตไฮดรอกซลามินของโรงงานผลิตคาร์โปรแลคตรัม ของบริษัท ไทยคาร์โปรแลคตรัม จำกัด (มหาชน) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 165,000 ตันคาร์บอน 8)โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มโดยทดแทนการใช้น้ำมันเตา ของบริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 48,238 ตันคาร์บอน

9)โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ชีวมวล (แกลบ) ของบริษัท Power Prospect จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 41,937 ตันคาร์บอน 10)โครงการเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเตามาใช้วัสดุชีวมวลแทน (เปลือกไม้ ซังข้าวโพด ไม้สับ) ในการให้ความ

ร้อนผลิต กระแสไฟฟ้าของบริษัท ไทยยูรีเทน จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 18,150 ตันคาร์บอน

นายหน้าค้าคาร์บอนเครดิต ธุรกิจใหม่มาแรงใน "ภาวะโลกร้อน"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

ภาวะโลกร้อน ที่กำลังเกิดขึ้นและลุกลามไปทั่วโลก กลายเป็นตัวเร่งให้คนต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตเพื่อลดภาวะ โลกร้อน นอกจากภาคการผลิตสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากภาวะโลกร้อนแล้ว อีกธุรกิจที่มาแรง ได้รับอานิสงส์ประโยชน์จากภาวะโลกร้อนไปเต็มๆ โดยไม่ต้อง ผลิตสินค้า คือ "ธุรกิจที่ปรึกษาโครงการลด ก๊าซเรือนกระจก" และ "ธุรกิจรับซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต" ที่ปัจจุบันเกิดขึ้นมากในประเทศไทย

เหตุผลของการเกิดธุรกิจดังกล่าว เนื่องจาก "พิธีสารเกียวโต" หรือ KYOTO Protrocol ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) ที่ประเทศไทยได้เป็นภาคีสมาชิกอยู่ เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ ปี 2548 โดยประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกในกลุ่มบัญชี 1 (annex 1) ต้องมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2551-2555 ให้ได้ 5.2% จากปริมาณการปล่อยปี 2533

ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศไทยที่เป็นสมาชิกที่อยู่นอกกลุ่มบัญชี 1 (non-annex 1) สมัครใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (clean development mechanism หรือ CDM) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาดำเนินการลดหรือเลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่ง ปริมาณก๊าซจากที่ลดได้ หรือที่เรียกว่า "คาร์บอนเครดิต" ประเทศพัฒนาแล้วสามารถซื้อไปใช้เป็นเครดิต โดยไม่ต้องไปดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนเอง

หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการประหยัดพลังงาน นายอาณัติ ประภาสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอนเนอร์ยี่ พลัส จำกัด ฉายภาพให้เห็นว่า ปัจจุบันมีธุรกิจที่รับเป็นที่ปรึกษาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็น นายหน้าซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตจำนวนมากกว่า 10 รายแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทต่างชาติแทบทั้งสิ้น โดยแอดวานซ์ฯถือเป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกและรายเดียวที่เริ่มธุรกิจนี้

แนวทางการทำธุรกิจของแอดวานซ์ฯจะมีหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้เลือกว่าจะใช้บริการใด เช่น รับเป็นที่ปรึกษาโครงการอย่างเดียว, รับเป็นที่ปรึกษาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่จะคิดจากผลประโยชน์ส่วนแบ่งหลังจากที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว, มีโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะขายใคร บริษัทเข้าไปทำหน้าที่ติดต่อซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับผู้ซื้อให้ หรือบริษัทจะร่วมลงทุนทำโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับลูกค้าบางรายที่ขาดเงินลงทุนเลย เป็นต้น

ขณะนี้มีโครงการที่บริษัทแอดวานซ์ฯ รับผิดชอบดูแลอยู่ประมาณ 40 โครงการ เป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว 7 โครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล โดยราคาคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดโลกเฉลี่ยขณะนี้อยู่ประมาณ 6-10 ยูโร/ตันคาร์บอน

สำหรับทิศทางของธุรกิจที่ปรึกษา และการเป็นนายหน้าซื้อขายคาร์บอนเครดิต นายอาณัติมองว่า "ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง" เพราะเรื่องของภาวะโลกร้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียง 2-3 ปีนับจากนี้ แต่จะเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจะต้องตระหนักอยู่ตลอด และตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่ได้มีแค่เพียงตลาดที่จะต้องมีใบรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาดของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCC CDM-EB) อย่างเดียว จะมีตลาดใน "เชิงสมัครใจ" ที่ไม่ต้องมีการรับรอง แต่จะแสดงตัวเลขให้เห็นถึงความสมัครใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือกระจก เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรต่อสาธารณชนทั่วโลกได้

นางสาวพัทธ์หทัย ตันสุวรรณนนท์ ผู้จัดการโครงการ CDM บริษัท เซาท์โพล คาร์บอน แอสเซท แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า บริษัทมีเครือข่ายรับปรึกษาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ทั่วโลก มีคาร์บอนเครดิตที่รับซื้อและขายอยู่ในมือกว่า 12 ล้านตันคาร์บอน ซึ่งขณะนี้ก็มีลูกค้าคนไทยที่บริษัทเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้หลายรายแล้ว

ด้าน นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สรุปภาพรวมของธุรกิจไว้ว่า ในช่วงก่อนปี 2555 ตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะคึกคักเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีสถาบันการเงินของไทยหลาย แหล่งสนใจเข้ามาเล่นในตลาดนี้บ้างแล้ว อย่างกรณีของธนาคารไทยพาณิชย์ อาจจะมีแคมเปญออกสินเชื่อทำโครงการ พร้อมรับซื้อคาร์บอนเครดิตด้วย ส่วนองค์การเองก็มีแนวคิดจะตั้ง กองทุนในประเทศเพื่อรับซื้อคาร์บอนเครดิตแล้วนำไปขายต่อให้กับประเทศพัฒนาแล้วด้วยเช่นกัน

วิกฤตภาวะโลกร้อน นอกจากจะเป็นหน้าที่ที่คนทั้งโลกจะต้องช่วยกันแก้ไขแล้ว คนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็น "โอกาส" ก็สามารถแปลงวิกฤตนี้ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจตนได้เช่นกัน

by ThaiWebExpert