ประชาชาติธุรกิจ

โตชิบา-พานาฯปรับตัวรับกฎเหล็กEU ยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมพลังรักษ์"สวล."

โดยประชาชาติฯ วันที่ 20 สิงหาคม 2550

ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ "โตชิบา/พานาโซนิค" ชี้ทิศทางอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่อจากนี้ไป จะต้องเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการประหยัดพลังงานมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวด้วยการยึดระเบียบ EU ที่เข้มงวดที่สุดเป็นหลักไว้ก่อน หากรายใดผลิตสินค้าตามระเบียบได้ ก็หมายถึงส่งออกไปขายที่ไหนในโลกก็ได้

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล ประธาน บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า อนาคตของการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า จะเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับการประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้ง 2 เรื่องนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการภายในประเทศจะต้องตระหนักและปรับตัว โดยเน้นการผลิตสินค้าให้สอดคล้องทิศทางดังกล่าว เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

ทิศทางข้างต้นได้ถูกส่งสัญญาณมาในรูปแบบ ของการออกระเบียบ-มาตรการของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ที่ปัจจุบันมีการออกระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระเบียบว่าด้วยการจัดการซากเศษเหลือทิ้งของเครื่องใช้และอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2548 กับระเบียบว่าด้วยการห้ามใช้สารโลหะหนักที่เป็นอันตรายบางประเภทในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2549

โดยระเบียบทั้ง 2 ฉบับ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอ นิกส์ที่ผลิตสินค้าส่งออกไปยังสหภาพยุโรปโดยตรงไม่ว่าจะเป็น กระบวนการส่งออกที่ยุ่งยากมากขึ้น ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น รวมไปถึงการขจัดเศษซากเหลือใช้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หยุดใช้งาน หรือเลิกใช้งานไปแล้ว เป็นต้น

ในส่วนของบริษัทโตชิบาเอง ขณะนี้ได้มีการปรับตัวและได้ลงทุนผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าวแล้ว ด้วยการลงทุนประมาณ 80-90 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงการผลิตสินค้าทุกรายการให้เป็นไปตามระเบียบของ RoHS พร้อมกับลงทุนอีกประมาณ 100 ล้านบาทในการสร้าง "โรงงานรีไซเคิล" หลอดไฟตามระเบียบ WEEE ขึ้นที่จังหวัดปทุมธานีอีก 1 แห่ง โดยเป็นการนำหลอดไฟที่ใช้แล้วมาแยกชิ้นส่วนและเอาตัวหลอดแก้วไปหลอม เพื่อนำไปหล่อเป็นตัวหลอดไฟขึ้นมาใหม่ มีกำลังการผลิตเดือนละ 10,000 หลอด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ การจัดเก็บหลอดไฟที่ใช้แล้วกลับคืนมาสู่โรงงานค่อนข้างลำบาก

"การผลิตสินค้าที่เน้นเรื่องของสิ่งแวดล้อมบริษัทโตชิบาทำมานานแล้ว เราไม่ได้ทำเพราะถูกบังคับ แต่เป็นสัญญาระหว่างบริษัทโตชิบา ไทยแลนด์กับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งผลของการลงทุนอาจจะยังเห็นไม่ชัดเจน เราคิดว่า อะไรที่เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม เราถือเป็นหน้าที่หรือกลไกหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้" นางกอบกาญจน์กล่าว

อย่างไรก็ตามสินค้าที่บริษัทโตชิบาผลิตทั้งหมด 70% จะส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะส่งออกไปยังประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปน้อย แต่กรณีที่บริษัทสามารถผลิตสินค้าได้ตามระเบียบมาตรฐานที่ EU กำหนด ในอนาคตคาดว่าโตชิบาจะผลิตสินค้าส่งออกไป สหภาพฯได้มากขึ้น

ด้านนายไดโซ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ให้ความเห็นในฐานะผู้ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสหภาพยุโรปว่า "พานาโซนิค" มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นมีนโยบายที่ชัดเจนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท ที่เน้นในเรื่องคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันตลาดส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักของพานาโซนิค ประเทศไทย อยู่ที่อาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งเน้นสินค้าสำเร็จรูป ส่วนตลาดสหรัฐ-สหภาพยุโรป จะเน้นการส่งออกชิ้นส่วน โดยสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป บริษัททำตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปทั้งหมด โดยถือว่า กฎระเบียบของสหภาพยุโรป "เข้มงวดมากที่สุดแล้ว"

หากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถปรับตัวจนสามารถส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปได้ ก็เท่ากับผู้ผลิตสินค้ารายนั้นสามารถส่งผลิตภัณฑ์รายการเดียวกันนั้นไปขายได้ทั่วโลก ซึ่งพานาโซนิคอยู่ในสถานะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ต่างก็มีระเบียบเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานตามอย่างสหภาพยุโรป

นายอิโตะยอมรับว่า การปรับตัวเพื่อรองรับ กฎระเบียบของสหภาพยุโรปจะทำให้ต้นทุนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% แต่ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบกับต้นทุนของพานาโซนิคมากนัก ปัญหาที่กระทบ จริงก็คือ วัตถุดิบที่ปรับขึ้นราคา ทั้งนี้แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทก็ไม่ได้ปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยจะหันไปใช้วิธีการลดค่าใช้จ่ายด้าน อื่นๆ แทน รวมทั้งการสั่งซื้อสินค้าพร้อมกันทุกโรงงานของพานาโซนิคในภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้ต้นทุนราคาสินค้าลดลง

"นโยบายของบริษัทแม่ก็คือ สินค้าทั้งหมดของพานาโซนิคจะต้องไม่มีสารตะกั่วปนเปื้อน หากนำสินค้าของพานาโซนิคไปแยกชิ้นส่วนจะเห็นว่าไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และเราใช้วัตถุดิบที่สามารถรีไซเคิลได้ ในญี่ปุ่นเรามีโรงงานรีไซเคิลและกำลังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย เพื่อร่วมกันทำโรงงานรีไซเคิลในไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับการทำโรงงานรีไซเคิลในไทย ยังบอกไม่ได้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับกฎระเบียบต่างๆ ในไทยด้วย" นายอิโตะกล่าว

พีเบค โบ้ยออร์แกไนซ์ทำ อัล กอร์ ล่ม

ประชาชาติธุรกิจ (2 สิงหาคม 2550)

ตามที่มีกระแสข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำรณรงค์ปัญหาภาวะโลกร้อนในระดับโลก ตอบปฏิเสธจะเดินทางมาบรรยายปัญหาโลกร้อนแบบดินเนอร์ทอล์ก และเข้าพบพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ตามคำเชิญของสภาเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (PBEC) ทั้งที่ ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ ในฐานะรองประธานสภาเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากสภาเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (PBEC : Pacific Basin Economic Council) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สาเหตุที่ทาง

พีเบคต้องยกเลิกการจัดงานพบปะกับนายอัล กอร์ เนื่องจากทางบริษัท DNM Strategies จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประสานในเรื่องนี้ ไม่สามารถเชิญนายอัล กอร์ มาร่วมงานได้ โดยแจ้งถึงสาเหตุว่า นายอัล กอร์ มีภารกิจมาก จึงไม่สามารถที่จะเดินทางเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ได้

"ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเมืองไทย ทาง DNM Strategies ยังให้การคอนเฟิร์มกับพีเบคว่า นายอัล กอร์ ยินดีที่จะมาร่วมงานด้วย แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงได้มีการยกเลิกเกิดขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของการยกเลิกการเดินทางมาเมืองไทยของนายอัล กอร์นั้น ทางผู้จัดงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ โดยทางผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท DNM Strategies จำกัด จะเดินทางเข้ามาแถลงข่าวด้วยตัวเอง

ASEAN CCIนัดสมาชิกถกFTA ปิดช่องได้-เสียลดภาษีต่างกัน

ประชาชาติธุรกิจ (19 กรกฎาคม 2550)

"ASEAN CCI" เตรียมศึกษาผลดี-ผลเสีย เปิดเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น หวังแชร์ข้อมูลระหว่างประเทศอาเซียนที่เปิด FTA กับญี่ปุ่นไปแล้ว เสนอให้รัฐมนตรีอาเซียนนำไปใช้เป็นท่าทีเจรจากับญี่ปุ่น

นายอรินทร์ จิรา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และเลขาธิการหอการค้าและอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Chambers of Commerce and Industry : ASEAN - CCI) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตัวแทนภาคเอกชนจากอาเซียนจะมีการประชุมร่วมกันในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อกำหนดแนวทางในการทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Corporation Economic Partnership หรือ AJCEP) ให้แต่ละประเทศได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยหลังจากนี้จะนำข้อเสนอต่อไปยังที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อจะได้นำข้อเสนอเหล่านี้ไปเป็นท่าที่การจัดทำ เอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่นต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ภาคเอกชนจะนำข้อตกลงที่รัฐบาลของแต่ละประเทศที่ทำเอฟทีเอกับญี่ปุ่นไปแล้ว และกำลังทำอยู่มาดูร่วมกันว่า ประเด็นใดที่อาเซียนจะได้ประโยชน์-เสียประโยชน์ต่างกันอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูล หากประเด็นที่ได้ประโยชน์น้อยกว่า ก็อาจจะต้องพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในการลงนามเอฟทีเออาเซียนญี่ปุ่นให้ได้มากกว่า ป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันเองด้วย โดยหลังจากนี้จะนำข้อเสนอไปยังที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อนำไปหารือร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นต่อไป

ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องมีการหารือระหว่างภาคเอกชนเพราะอาเซียนมีเป้าหมายในการจัดทำประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 8 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้แต่ละประเทศสามารถบูรณาการการค้า-การลงทุนภายในอาเซียนได้ในลักษณะเดียวกันกับสหภาพยุโรป

แต่ขณะนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนต่างทยอยลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement หรือ EPA) กับญี่ปุ่นไปแล้ว เช่น ไทยลงนามไปเมื่อเดือนเมษายน 2550 มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ลงนามไปก่อนหน้านี้แล้ว และยังมีอีกหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และบรูไน

ทั้งนี้ ASEAN CCI จะหารือกันเพื่อช่วยให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายของการเจรจาภายใต้ AJCEP ในส่วนของไทยต้องการผลเจรจาที่จะต้องมีมูลค่าเพิ่ม (value-added) มากกว่าความตกลง JTEPA ในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า โดยสามารถใช้วัตถุดิบจากประเทศอาเซียนในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปญี่ปุ่น รวมทั้งส่งออกวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตในประเทศอาเซียนอื่นๆ

"การดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคเอกชนอาเซียนนี้ จะต้องขยายไปยังการทำเอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่ค้าอื่น ซึ่งกำลังเจรจาอยู่ในอนาคต โดยจะรวมถึงประเทศที่ได้ลงนามเอฟทีเอไปแล้วด้วย เช่น การที่ไทยลงนามเอฟทีเอ กับออสเตรเลีย - นิวซีแลนด์ ก็ต้องมาพิจารณาว่าต้องปรับปรุงอะไร เพราะขณะนี้อาเซียนก็อยู่ระหว่างการเจรจาอาเซียน-ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (CER)" นายอรินทร์กล่าว

สำหรับความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ได้เริ่มเจรจารอบแรกตั้งแต่ปี 2548 และมีกำหนดให้เสร็จสิ้นในปีนี้ เพื่อจะได้มีผลบังคับใช้ในปี 2551

จีนชูนโยบาย "สินเชื่อสีเขียว" ลดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ (12 กรกฎาคม 2550)

หลังตกเป็นเป้าวิจารณ์ว่าเป็น ประเทศหนึ่งที่ถือเป็นต้นตอของ การแพร่มลพิษทางอากาศ ทางการจีนเตรียมนำ "นโยบายสินเชื่อสีเขียว" หรือนโยบายสินเชื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการปล่อยกู้แก่บริษัท ในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาบางรายมักจะยอม จ่ายค่าปรับหรือติดสินบนเจ้าพนักงาน เพื่อให้ ช่วยลดเกณฑ์มาตรฐานด้านมลพิษ

ปัน เหยอ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีน อธิบายว่า ภายใต้นโยบายใหม่ บริษัทซึ่งไม่สามารถ ผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ด้านการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมจะถูกตัดสิทธิไม่สามารถขอสินเชื่อ จากธนาคารหรือสถาบันการเงินได้

แม้แต่บริษัทใดที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่า บริษัทนั้นมีการละเมิดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ก็จะถูกเรียกสินเชื่อ ดังกล่าวคืน

ไม่เพียงแต่นโยบายสินเชื่อสีเขียว ดูเหมือนสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของจีนที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลปักกิ่งมีแนวคิดจะจัดแผนริเริ่มโดยโยงเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับนโยบายหลักทรัพย์และประกัน ออกมาในอนาคตอันใกล้ด้วย

รวมทั้งรัฐบาลเตรียมเพิ่มค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสีย เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ เนื่องจากค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียในปัจจุบัน ซึ่งจัดเก็บทั้งจากบริษัทและรายบุคคลมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะระดมเงินมาแก้ไขปัญหามลพิษ ทางน้ำได้

ดังนั้น การเพิ่มค่าธรรมเนียมจะช่วยให้ทางการมีเงินมากพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่าย ในการบำบัดน้ำเสียได้ โดยพุ่งเป้าไปที่การจัดเก็บ จากบริษัทที่ปล่อยมลพิษ และใช้พลังงาน จำนวนมาก

ปัจจุบันมีรายชื่อโรงงานที่ก่อมลพิษ 32 ราย และงานที่เป็นบ่อเกิดน้ำเสียอีก 6 แห่ง ซึ่งสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมพบว่า ละเมิดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้แจกแจงในรายละเอียดว่า นโยบาย ใหม่ที่ออกมาจะนำไปบังคับใช้อย่างไร ประกอบกับสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบังคับกฎหมายด้าน สิ่งแวดล้อมไม่ค่อยได้ผล เพราะผู้ปล่อยกู้ใน แต่ละท้องที่ลังเลใจที่จะดำเนินมาตรการ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม หรือลดการ จ้างงาน รวมถึงรายได้ภาษี

อีกทั้งโรงงานที่ผลิตมลพิษออกมามาก มักจะใช้วิธีการติดสินบน เพื่อให้หาทางช่วยเหลือ หรือติดสินบน มากกว่าจะดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ

การตัดสินใจประกาศนโยบายเหล่านี้ มีขึ้นหลังจากผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมออกมาระบุว่า ปัญหามลพิษที่เลวร้ายลงเป็น ชนวนให้เกิดการประท้วงในหมู่ประชาชน มากขึ้นเรื่อยๆ

จากข้อมูลของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระบุว่า พบ 1 ใน 4 ของแนวแม่น้ำทั้ง 7 สายหลักของประเทศมีปัญหามลพิษมากจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้คนที่ใช้น้ำบริเวณนั้น

ทั้งนี้ ปัญหามลพิษในปี 2548 ทำให้เมือง ฮาร์บินต้องลดการจ่ายน้ำให้กับประชาชน 3.8 ล้านราย และกระทบต่อความสัมพันธ์ กับรัสเซีย ซึ่งแม่น้ำของจีนไหลผ่านเข้าไป ประกอบกับก่อนหน้านี้ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ปักกิ่งได้พยายามโน้มน้าวให้ธนาคารโลกตัดเนื้อหาหลักฐานออกจาก ร่างรายงานสิ่งแวดล้อม ซึ่งกล่าวหาว่าพบปัญหามลพิษในประเทศจีน เป็นสาเหตุให้ชาวจีน ทั่วประเทศตายก่อนกำหนดประมาณ 750,000 รายต่อปี

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้อนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายมลพิษทางน้ำ โดยเรียกร้องให้มีการทดสอบ ควบคุมการออกใบอนุญาต และกำหนด บทลงโทษที่รุนแรงขึ้น

"ตื่นรู้เพราะ...โลกร้อน" - คอลัมน์ สามัญสำนึก

ผู้เขียน: 
สมปรารถนา คล้ายวิเชียร

ประชาชาติธุรกิจ (12 กรกฎาคม 2550)

หลังจากรับข้อมูลจำนวนมหาศาล อย่างต่อเนื่อง จากทุกสื่อ ทุกรูปแบบ

นาทีนี้ ผมว่าตัวเองและคุณผู้อ่านอีกเป็นจำนวนไม่น้อยคงเชื่อแล้วว่า โลกร้อน !

ไม่น่าเชื่อว่าพลังที่อดีตรองประธานาธิบดี สหรัฐ อัล กอร์ จะสร้างความสั่นสะเทือนให้ กับโลกทั้งใบได้ถึงขนาดนี้ สิ่งที่เขาสื่อสารส่งสัญญาณออกมา มีผู้คนทั่วโลก "ได้ยิน" และยัง สามารถรับ "ข้อความ" ไปคิดต่อจนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่มหาศาล สำหรับกระแสตื่นตัว เรื่อง "โลกร้อน"

ต้องไม่ลืมขอบคุณ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่กร้าวแกร่งบนเวทีการเมืองสหรัฐ และหาทางสกัดอดีตผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ชื่อ อัล กอร์ จนบรรลุความสำเร็จ และนั่น ทำให้โลกได้นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมคนสำคัญมาปลุกจิตสำนึกคนได้อย่างกว้างขวางเช่นนี้

พลังที่ส่งออกมาจากคุณอัล กอร์ มิได้ยุติลงเพียงแค่สารคดี An Inconvenient Truth เท่านั้น

ประเด็นที่สื่อสารออกมาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวและหนังสือเล่มใหญ่ที่อ่านสนุก มีรูปภาพ แบบจำลองในการนำเสนออย่างฉลาด ช่วยปลุกให้คนส่วนใหญ่สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากวงจรปกติของการเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่ของการทำลายล้างโลกแบบไร้สติและขาดความยั้งคิด

กระแสดังกล่าวถูกตอกย้ำอย่างแรงอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2007 ที่เขียนออกมาได้เป็นรหัสเท่ๆ 7-07-07 วันเลขเด็ดที่แม้แต่ฝรั่ง ก็ยังหลงใหลและใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ จัดกิจกรรมการแสดงดนตรีบนเวทีในเมืองสำคัญๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน, นิวยอร์ก, ริวเดจาเนโร, โจฮันเนสเบิร์ก ฯลฯ

เป็นวาระที่นอกจากจะถูกใช้เพื่อกระตุ้น ให้คนหลายแสนคนมาชุมนุมพร้อมกัน ณ เวที ที่จัดกิจกรรมแล้ว ยังถ่ายทอดสด เผยแพร่ ภาพการแสดงจากทุกทวีป ไปยังสายตาผู้ชม ทั่วโลก ทั้งที่ชมผ่านโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หรือบนอินเทอร์เน็ต

เป็นวาระแห่งการรณรงค์ที่ทำให้ผมได้สาระความรู้และความบันเทิงครบถ้วนจนแทบไม่เป็น อันทำกิจการอย่างอื่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมาเลยก็ได้

อานิสงส์ของมหกรรมดนตรี Live Earth ที่ได้ชมทางเคเบิลทีวีช่อง 56 นอกจากจะได้เมามันและร้อนมากขึ้นกับการแสดงของซูเปอร์สตาร์อย่าง มาดอนน่า หรือ Red Hot Chili Pepers แล้วยังได้ชมภาพยนตร์สั้นๆ ชั้นดีที่นำเรื่องราวเกี่ยวกับโลกร้อนมาถ่ายทอดผ่านภาพที่สวยงาม โครงเรื่องที่น่าสนใจ พร้อมกับแง่คิดใหม่และเก่าสลับกันไป

ไม่นับสปอตสั้นๆ ที่มีดาราดังระดับโลกอย่าง เบน เอฟเฟล็ก, โทบี้ แม็กไกว์, คาเมรอน ดิอาซ ฯลฯ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ชักชวนให้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่จะเป็นส่วนหนึ่ง หรือได้มีส่วนร่วมในการช่วยให้โลกใบร้อนเย็นขึ้น หรือร้อนน้อยลง

ในความคิดของผม นี่อาจเป็นการ "ตื่นรู้" หรือเพิ่งจะ "ตระหนัก" อย่างจริงจังของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติตะวันตกและอเมริกันชน ที่วิถีชีวิตก้าวไปกับเทคโนโลยีที่อำนวย ความสะดวก สร้างลักษณะนิสัยที่ต้องการ ความสบายทุกรูปแบบเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยไม่รู้หรือไม่เข้าใจหรอกว่า การใช้รถยนต์ ใช้น้ำมัน ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำ ฯลฯ ในชีวิตประจำวัน โดยพฤติกรรมปกติของพวกเขา (รวมถึง พวกเราด้วย) นั่นแหละ ล้วนเป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้โลกร้อน

วันนี้เมื่อ "ค้นพบ" ว่าทุกๆ คนคือส่วนหนึ่ง ในกลไกที่ทำให้โลกร้อน หากจะเริ่มแก้ไขกัน ทันทีก็ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน

ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นเรื่องที่บ้านเราก็รับรู้รณรงค์กันมา ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดตะเกียบเพื่อประหยัดพลังงานแทนการใช้หลอดไฟแบบเดิม, แยกขยะ, ใช้วัสดุรีไซเคิล, บริโภคสินค้าแบบรีฟิล, ลดการใช้รถยนต์ หันมาใช้จักรยานแทน ฯลฯ

แต่ถึงที่สุดแล้ว เรื่องง่ายๆ นี่แหละยากชะมัด เพราะเนื้อแท้แล้วมันคือ การเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนวิธีคิดในชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่า ถ้าทำได้สักครึ่งหนึ่ง และ "ตื่นรู้" กันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำเพียง เพราะมันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส นี่ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จมหาศาลแล้ว

FTAAPยังอีกไกลขอแค่รอบ"โดฮา"ผ่านก่อน

ประชาชาติธุรกิจ (12 กรกฎาคม 2550)

นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมรัฐมนตรีการค้า เอเปก ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแคร์นส์ (Cairns) ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ว่า ที่ประชุมได้หารือกันเกี่ยวกับบทบาทของเอเปกในการสนับสนุนการเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (WTO)

โดยทุกประเทศต่างเห็นด้วยที่จะเริ่มกระบวนการเจรจารอบโดฮาที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและทำให้ประเทศสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น ต่างจากการประชุมกลุ่มเล็กระหว่างประเทศใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศเหมือนที่ผ่านมา และทุกประเทศควรแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นเจรจาหลัก 2 ประเด็น คือ เกษตรและสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร (NAMA) ซึ่งแต่ละประเทศควรมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ตัวเลขระดับไหนได้หรือไม่ได้ เพื่อการเจรจาจะได้คืบหน้าไปได้มากกว่าปัจจุบัน

"ในส่วนของไทยได้เรียกร้องให้ทุกประเทศแสดงความยืดหยุ่นและไม่ยึดติดกับท่าทีของตนมากเกินไป และไทยได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนของกลุ่มที่เสนอ Middle Ground Paper on NAMA ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของหลายประเทศ จึงได้ชักชวนให้สมาชิกพิจารณาข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะได้ใช้เป็นท่าทีของประเทศต่างๆ ในกลุ่มต่อไป" นายเกริกไกรกล่าว

นอกจากนี้ในที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบแผน การดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าขั้นที่ 2 ของเอเปก (Trade Facilitation Action Plan II) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการทำธุรกิจทางการค้าภายในภูมิภาคลงอีก 5% ภายในปี 2553 หลังจากที่ได้ลดต้นทุนไปก่อนหน้านี้แล้ว 5% ในปี 2549 สำหรับแผนงานนี้ครอบคลุมถึง 4 เรื่องสำคัญ คือ พิธีการศุลกากร มาตรฐานและการรับรอง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ ซึ่งไทยได้ระบุว่าสนใจเรื่อง single window และการให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)

สำหรับแผนงานด้านการปฏิรูปโครงสร้างและมาตรการภายในประเทศ (structural reform and behind-the-border measures) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเปิดเสรีการค้าการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายโบกอร์ (Bogor goals) ในปี 2553 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และ 2563 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเอเปกมีแผนงานดำเนินการเรื่องนี้ 5 ด้าน คือ นโยบายการแข่งขัน การปฏิรูปกฎระเบียบธรรมาภิบาลของภาครัฐ ธรรมาภิบาลของภาคเอกชน และการสร้างความเข้มแข็งด้านกฎหมายและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ best practice มากกว่าการจัดทำแนวทางหรือ framework ขึ้นมาใช้ร่วมกัน

"ไทยได้ให้การสนับสนุนการปฏิรูป โดยประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งด้านนโยบายแข่งขันและธรรมาภิบาลของเอกชนระดับเอสเอ็มอี" นายเกริกไกรกล่าว

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปกให้ใกล้ชิดขึ้น (regional economic integration หรือ REI) ซึ่งเป็นผลจากการประชุมที่ฮานอยในครั้งก่อนที่มอบให้เอเปกไปศึกษาความเป็นไปได้ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปก และการจัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีเอเปก (FTAAP) ซึ่งที่ประชุมครั้งนี้ต่างเห็นพ้องกันว่า การทำเอฟทีเอ เอเปก ควรจะเป็นเป้าหมายระยะยาว ส่วนเป้าหมายระยะสั้นควรเป็นการผลักดันการเจรจารอบโดฮา อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีเอเปกทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางการเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างกัน โดยใช้เอกสารศึกษาที่ออสเตรเลียยกร่างขึ้นมาใช้เป็นพื้นฐานได้

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา โลกร้อนความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องรู้ !!

ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ Brain Up (9 กรกฎาคม 2550)

แม้ว่าประเด็นโลกร้อนจะได้รับการพูดถึงกันมากในช่วงเวลากว่าปีที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่องปรากฏการณ์ที่เป็นผลจากโลกร้อนนั้น เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาจากหลายเวที หลายแหล่งที่มา หากแต่น่าสนใจว่า ประเด็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้กลับมิใช่ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ผลสะเทือนที่กำลังจะเกิดกับภาคธุรกิจในวันนี้กลับอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมจากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน ที่คนทำธุรกิจไม่ควรมองข้าม

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นนี้อย่างชัดเจน เมื่อมาบรรยายในวันอนุรักษ์พลังงาน ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่า "ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวันนี้ยังไม่ได้กระทบชีวิตผู้คนมากเท่าไหร่นัก และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้น แต่ประเด็นที่น่าจับตากลับเป็นประเด็นผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นที่กำลังค่อยปรากฏชัดในต่างประเทศ จากการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบชัดเจนกับภาคธุรกิจในไทย"

แต่กลับเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยได้รับรู้นัก !!

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ดร.อานนท์กล่าวว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งสหภาพยุโรป ในแง่หนึ่งการรณรงค์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีในการชะลอปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศของโลก แต่ในทางกลับกันมีอีกแง่มุมที่น่าสนใจ เช่น ในยุโรปวันนี้เริ่มมีการรณรงค์ให้เดินทางน้อยลง โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะมองว่าการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งเรื่องนี้อาจจะส่งผลชัดเจนกับธุรกิจท่องเที่ยว หรือเรื่องการซื้อสินค้า ปัจจุบันเริ่มมีการรณรงค์ให้ไม่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่ไม่สนใจลดและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บางประเทศประชาชนถึงกับหยุดซื้อสินค้าที่ต้องขนส่งทางอากาศ เช่น ผลไม้ ดอกไม้ รวมไปถึงการลดการใช้ซีเมนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีกระบวน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง ตอนนี้จึงมีการเริ่มคิดค้นวัสดุที่อาจจะนำมาใช้แทนซีเมนต์ในการก่อสร้างในอนาคต

ดังนั้น หากผู้ประกอบการในไทยที่ยังไม่สนใจเรื่องนี้อาจจะได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจ หากไม่ได้เตรียมตั้งรับ

"แม้ว่าวันนี้จะว่ากันตามจริงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนจะยังไม่ได้ส่งผลที่ชัดเจนมากนักทางกายภาพ แต่ผลกระทบในเชิงความคิดที่กำลังจะเกิดกับธุรกิจนั้นมีจริงแล้ว แต่ผมก็เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างการท่องเที่ยวฯ ก็ยังไม่ได้มองเรื่องเหล่านี้"

"ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบชัดเจนวันนี้น่าจะเป็นธุรกิจระหว่างประเทศ และเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ด้านการท่องเที่ยวและการส่งออกอย่างการเลี้ยงกุ้งในแบบ intensive ซึ่งเป็นการเลี้ยงกุ้งแบบที่ไทยเลี้ยง โดยมีการเจือปนยา ปฏิชีวนะมาก ซึ่งเขาก็จะบอกว่าการเลี้ยงกุ้งแบบนี้จะมีการปล่อย มีเทนจำนวนมหาศาล"

หากจะให้กล่าวโดยสรุป ดร.อานนท์มองว่า ธุรกิจที่ควรจะเตรียมตั้งรับจากผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น่าจะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่ทำ การค้ากับประเทศในแถบยุโรป ธุรกิจเกี่ยวกับต้น ทุนทางวัตถุดิบ ได้แก่ ผลิตซีเมนต์ ผลิตพลังงาน ผลิตไฟฟ้า ธุรกิจที่ต้องใช้วัตถุดิบด้านการเกษตร เช่น ธุรกิจอาหาร รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับที่ดิน เพราะการใช้ที่ดินจะถึงจุดที่มีข้อจำกัด เพราะในอนาคตบางพื้นที่ที่เคยเป็นที่ดินก็อาจจะถูกน้ำท่วม เป็นต้น รวมไปถึงธุรกิจที่ต้องใช้น้ำเป็นองค์ประกอบ

ดังนั้นแม้ว่าวันนี้ปัญหาเรื่องโลกร้อนจะยังมาไม่ถึง แต่ผลกระทบที่ธุรกิจไม่ควรมองข้ามคือผลกระทบทางอ้อม ซึ่ง ดร.อานนท์แนะนำว่า ธุรกิจต้องมองปัจจัยนี้เป็นปัจจัยในการพิจารณาในการดำเนินธุรกิจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!

APEC เดินหน้า... ผ่าทางตันเจรจาโดฮา

ประชาชาติธุรกิจ (5 กรกฎาคม 2550)

การประชุมรอบโดฮาของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปีแล้ว ล่าสุดมีความพยายามของประเทศผู้เจรจาที่สำคัญ คือ สหรัฐ สหภาพยุโรป บราซิล และอินเดีย เข้าร่วมประชุมกันที่ Potsdam ประเทศเยอรมนี ในนามกลุ่ม G4 สหรัฐและสหภาพยุโรปเป็นตัวแทนของประเทศอุตสาหกรรม ขณะที่บราซิลและอินเดียเป็นตัวแทนประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนเองในประเด็นเรื่องการอุดหนุนสินค้าเกษตร และการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุม G4 จบลงอย่างไม่น่าพอใจ โดยอินเดียและบราซิลประท้วงโดยเดินออกจากห้องประชุม ทำให้ความหวังที่จะปิดรอบการเจรจาโดฮา ซึ่งเจรจายืดเยื้อมานานกว่า 6 ปี ต้องยืดเยื้อต่อไปอีก นายปาสคาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) แสดงความเป็นห่วงการเจรจารอบโดฮา โดยระบุว่า ประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในการเจรจาคือ การจัดทำกรอบการเจรจา (modalities) สินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม

แม้การประชุม G4 จะจบอย่างไม่น่าพอใจ แต่ Mr.Warren Truss รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย ยังมีความหวัง โดยระบุว่า ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกถือเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันให้ประเทศสมาชิก WTO สามารถจัดทำ modalities ได้สำเร็จในเดือนตุลาคม เนื่องจากประเทศสมาชิกเอเปกถือเป็นผู้เจรจาที่มีอิทธิพลใน WTO

ในความเห็นของ Mr.Warren Truss มองว่า การประชุม G4 สะท้อนให้เห็นว่า การเจรจารอบโดฮาใกล้จะถึงทางตัน จึงต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก โดยยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก เพื่อหาทางเชื่อมผลประโยชน์ของฝ่ายที่ต้องการปกป้องเกษตรกรภายในประเทศ และฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกภาษีสินค้า ซึ่งช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายถือว่ามหาศาล และยากที่จะเห็นว่าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายจะเชื่อมกันได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับประเทศมหาอำนาจ หรือกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ ที่จะหาทางออก ซึ่งแน่นอนว่าเอเปกคือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใหญ่พอที่จะสามารถผลักดันการเจรจา WTO ได้ ดังนั้นหากประเทศสมาชิก APEC พร้อมใจกันผลักดัน เชื่อมั่นว่าโอกาสที่ modalities จะสำเร็จได้ภายในเดือนตุลาคมมีความเป็นไปได้มาก

หากการเจรจารอบโดฮาล้มเหลว หรือมีแนวโน้มจะล้มเหลว จะกลายเป็นการส่งเสริมให้การเจรจาเขตการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคี และระดับภูมิภาคขยายตัวมากขึ้น

Mrs.Susan Schwab ผู้แทนการค้าสหรัฐ แสดงความหวังว่า การประชุมเอเปกจะเป็น แรงผลักดันทำให้การเจรจารอบโดฮาเดินหน้าต่อไปได้

ตั้งอนุกรรมการ ศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ประชาชาติธุรกิจ (25 มิถุนายน 2550)

ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบในการวางแผนพลังงาน นายชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. กล่าวถึง "ยุทธศาสตร์พลังงาน" ของกระทรวงพลังงาน ว่า ต้องใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันที่ต้องนำเข้าสูงมากถึงร้อยละ 90 ส่วนหนึ่งช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) 2)การจัดหาพลังงานให้เพียงพอ เฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละปีที่สูงขึ้นร้อยละ 5-6 ทุกปี ในขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจะเน้นไปที่การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศจากการประเมินจะเหลือใช้ได้เพียง 20 ปีเท่านั้น ฉะนั้นการมองพลังงานทางเลือกที่มั่นคงและต้นทุนต่ำที่สุดอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงถูกระบุอยู่ในแผน PDP

ทั้งนี้ยอมรับว่า "นิวเคลียร์" เป็นเรื่องใหม่สำหรับไทย ซึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรง ต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปีขึ้นไป เมื่อพิจารณาตาม PDP มีเวลาเตรียมตัว 6 ปี ซึ่งวันนี้ สนพ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในแต่ละประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ตั้งแต่เรื่องกฎหมายที่จะออกมากำกับดูแล บุคลากร รวมถึงเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า จะยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุด หากไม่ยอมรับแผน PDP นี้ยังสามารถ ปรับเปลี่ยนใหม่ได้ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) รับรองแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 (Power Development Plan 2550-2564) หรือ PDP 2007 ที่ระบุประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมกำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ 4 โรงเกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชูประโยชน์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่า จะกลายเป็นทางเลือกด้านเชื้อเพลิงที่ใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันจากทั่วโลกมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีราคาปรับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และที่สำคัญโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซและน้ำมันจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

เมื่อเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษระหว่างแผน PDP 2007 ที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง, โรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 26 โรง, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 โรง และการรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) 1,700 เมกะวัตต์ รวมการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 2,982,018 ล้านหน่วย โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ตลอดแผนเพียง 1,837.95 ล้านตัน ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับแผน PDP 2006 ฉบับเดิมที่ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 15 โรง, โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ/LNG 15 โรง, โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (ดีเซล) จำนวน 3 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1,085 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 500 เมกะวัตต์ รวมการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,082,119 ล้านหน่วย แต่จะมีการปล่อย Co2 สูงถึง 1,925.79 ล้านตัน

The Revenge of Gaia : เมื่อโลกแก้แค้น (2)

ผู้เขียน: 
ดร.ไสว บุญมา

ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ (21 มิถุนายน 2550)

ในบทที่ 5 ผู้เขียนพูดถึงที่มาของพลังงานโดยเฉพาะในการผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่โลกปัจจุบันขาดไม่ได้โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม มุมมองของเขามักต่างจากแนวคิดกระแสหลักของนักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

กลุ่มแรกได้แก่พลังงานจากฟอสซิลอันเกิดจากซากสัตว์และพืชซึ่งตายทับถมกันไว้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์อันประกอบด้วย น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ผู้เขียนมองว่าเนื่องจากฟอสซิลเกิดจากสิ่งมีชีวิต ฉะนั้นมันจึงเกิดขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับที่มาของพลังงานชนิดอื่น เช่น ต้นไม้ และการเผาฟอสซิลเพื่อเอาพลังงานไม่ต่างจากการเผาท่อนไม้ ความจริงข้อนี้คนส่วนใหญ่มองข้ามทำให้พากันคิดกันว่าฟอสซิลจะหมดไปโดยไม่มีการเกิดขึ้นใหม่มาแทน นั่นอาจเป็นความจริงหากเรามองในกรอบเวลาเพียงสั้นๆ แต่อายุของโลกต้องนับกันเป็นพันล้านปี

เราผลิตกระแสไฟฟ้าจากการเผาน้ำมันและถ่านหิน ในกระบวนการเผานี้เราเก็บพลังงานได้เพียงราว 40% ส่วนอีก 60% สูญเสียไปในในรูปต่างๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ เท่าที่ผ่านมาเราไม่สามารถเก็บพลังงานได้มากกว่านี้เพราะเทคโนโลยีมีข้อจำกัด ในขณะนี้เทคโนโลยีใหม่เริ่มเกิดขึ้นซึ่งจะเอื้อให้เก็บพลังงานได้มากขึ้นพร้อมกับฟอกควันให้สะอาดก่อนที่มันจะถูกปล่อยออกไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึงปีละ 27,000 ล้านตัน หากเราทำให้มันเย็นลงถึงลบ 80 องศาเซนติเกรด มันจะแข็งเป็นภูเขาสูงขนาด 1 ไมล์ และมีเส้นรอบฐานยาว 12 ไมล์ เราจะไปเก็บมันไว้ที่ไหนยังเป็นปริศนา ฉะนั้นผู้เขียนจึงมองว่ายังอีกนานกว่าเทคโนโลยีใหม่จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

ส่วนก๊าซธรรมชาติซึ่งใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและในบ้านเพื่อการหุงต้มและทำความร้อนก็มีปัญหามากเช่นกัน จริงอยู่การเผาผลาญก๊าซธรรมชาติจะสะอาดกว่าการเผาถ่านหิน แต่ก๊าซธรรมชาติมักรั่วไหลได้ง่ายซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้ ก๊าซที่รั่วออกไปเป็นมีเทน ซึ่งมีผลร้ายในการสร้างก๊าซเรือนกระสูงถึง 12 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ ฉะนั้นการมองเพียงด้านเดียวจึงไม่พอ

กลุ่มที่ 2 เป็นก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเราต้องผลิตขึ้นมาจากสิ่งอื่น เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและน้ำ จริงอยู่ก๊าซไฮโดรเจนผลิตไม่ยาก แต่ผู้เขียนมองว่าโอกาสที่มันจะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในอนาคตอันใกล้มีน้อยเพราะข้อจำกัดต่างๆ เช่น ราคาแพงและยากแก่การเก็บ นอกจากนั้นมันยังระเบิดง่ายอีกด้วย

กลุ่มที่ 3 เป็นสิ่งที่ไม่หมดไปหรือผลิตขึ้นมาทดแทนได้เมื่อนำมาใช้ซึ่งประกอบด้วยลม คลื่น น้ำ ชีวมวลและแสงแดด ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าถ้ามนุษย์เราสามารถใช้พลังงานกลุ่มนี้แทนการเผาผลาญฟอสซิลได้แล้วเราจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปโดยไม่สร้างปัญหาให้แก่โลก เขาเห็นว่านั่นอาจเป็นความจริงถ้าเรามีประชากรต่ำกว่าในปัจจุบัน ณ วันนี้โลกมีประชากรมากถึงกว่า 6 พันล้านคน และทุกคนต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น พลังงานจากกลุ่มนี้จึงไม่สามารถที่จะสนับสนุนระดับการบริโภคนั้นได้โดยไม่สร้างปัญหาต่อโลก

ประเทศในทวีปยุโรปตั้งความหวังที่จะใช้พลังงานจากลมไว้สูงมาก แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าความหวังนั้นอาจเป็นความฝันลมๆ แล้งด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น (1) การผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมมีต้นทุนสอง 2.5-3 เท่าของการผลิตจากก๊าซธรรมชาติและจากพลังนิวเคลียร์ (2) ลมพัดในเพียงบางเวลา มันจึงผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 16-25% ของเวลาทั้งมดเท่านั้น ในช่วงเวลาที่เหลือเราต้องใช้พลังงานที่เก็บไว้หรือใช้จากแหล่งอื่น แต่การเก็บพลังงานในปริมาณมหาศาลยังทำไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นในช่วงเวลาที่มีลมพัดก็จะต้องสร้างกังหันลมจำนวนมากจึงจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้พอใช้ เช่น อังกฤษจะต้องสร้างกังหันลมถึง 276,000 ตัว หรือ 3 ตัวต่อเนื้อที่ 1 ตารางไมล์ ซึ่งจะทำให้เนื้อที่ทั้งประเทศเต็มไปด้วยกังหันลม และ (3) กระแสลมที่เราเข้าใจในปัจจุบันว่าจะเกิดขึ้นนั้นอาจไม่เกิดอีกต่อไปเมื่อผิวโลกร้อนขึ้นยังผลให้เขตร้อนขยายออกไปจนครอบคลุมเขตอบอุ่นในปัจจุบัน

ในด้านการใช้พลังงานจากคลื่นในมหาสมุทร ผู้เขียนมองว่าการค้นคว้าเพิ่งเริ่มต้นและคงต้องใช้เวลาอีกราว 20-40 ปีกว่าจะนำมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง ส่วนพลังงานจากกระแสน้ำนั้นมีอันตรายน้อยกว่าจากฟอสซิลจริง แต่กระแสน้ำมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนคนบนผิวโลก ตอนนี้มีการพูดถึงพลังงานจากชีวมวลกันมาก แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการผลิตชีวมวลจำนวนมากแฝงไว้ด้วยอันตรายที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง นั่นคือ มันต้องการที่ดินซึ่งโลกใบนี้ไม่มีให้อีกแล้ว ฉะนั้นพลังงานจากแหล่งนี้จำกัดอยู่ที่การเผาผลพลอยได้จากการเกษตร เช่น ฟางและแกลบ ส่วนพลังงานจากแสงอาทิตย์ยังมีข้อจำกัดทั้งที่มีการพัฒนามาหลายสิบปีแล้ว เช่น ราคายังแพงมาก แสงแดดไม่มีตลอดเวลาและยังไม่สามารถเก็บพลังงานที่ผลิตได้ไว้ใช้ในยามที่ไม่มีแดด

กลุ่มที่ 4 เป็นพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าจะเป็นแหล่งที่ถูกนำมาใช้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ความเห็นของเขาต่างจากของนักวิทยาศาสตร์และคนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อว่าพลังงานนิวเคลียร์มีอันตรายสูง เขานำข้อมูลมากมายมาเสนอเพื่อแย้งว่าความเชื่อนั้นไม่ได้วางอยู่บนฐานของข้อมูลที่แท้จริงและเพื่อแสดงว่าอันตรายที่อาจเกิดจากการผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์นั้นต่ำกว่าอันตรายที่เกิดจากการเผาผลาญฟอสซิล

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เสนอให้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ตลอดไป เขามองว่าในระหว่างที่เรามองหาแหล่งที่มาของพลังงานใหม่ที่จะไม่สร้างอันตรายต่อโลก นิวเคลียร์เป็นพลังงานสำหรับใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมที่สุด มิฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนแนวการดำรงชีวิตกันขนานใหญ่เพื่อจำกัดการใช้พลังงาน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เต็มใจที่จะทำ

ในบทที่ 6 ผู้เขียนพูดถึงสิ่งที่เรากระทำในนามของการปกป้องสิ่งแวดล้อมหลังจากถูก Rachel Carson ปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยหนังสือชื่อ Silent Spring ซึ่งคงแปลว่า "เมื่อโลกนี้ไม่มีเสียงนก" เมื่อปี 2505 หนังสือเรื่องนี้ชี้ให้เห็นอันตรายของการใช้สารเคมีเพื่อฆ่าวัชพืชและแมลงที่ทำลายพืชผักผลไม้ในนา ในไร่และในสวน เมื่อนกตายจากการกินแมลงที่มีสารเคมีตกค้างอยู่

อันตรายนั้นนำไปสู่การห้ามใช้สารเคมีต่างๆ รวมทั้งดีดีทีซึ่งมีประโยชน์สูงมากในการกำจัดยุงที่มีชื้อมาลาเรีย ปราศจากดีดีทีประชาชนจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากโรคนั้นทั้งที่ปัญหาไม่ได้เกิดจากการใช้สารเคมีเพื่อควบคุมโรคร้าย

หากเกิดจากการใช้สารเคมีมากเกินไปเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การห้ามใช้สารเคมีซึ่งมีประโยชน์จึงเป็นการมองแบบแยกส่วน แทนที่จะมองภาพรวมทั้งหมด เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมีที่มีสารไนเตรดซึ่งเราเข้ากันใจว่าเป็นอันตราย การใช้ปุ๋ยคอกเพียงเล็กน้อยไม่สร้างปัญหาหนักหนาสาหัส แต่การใช้จำนวนมากทำให้ส่วนหนึ่งไหลลงสู่สายน้ำยังผลให้น้ำสกปรกจนปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ อยู่ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นผลการวิจัยซึ่งลงพิมพ์ในวารสาร Scientific American เมื่อเดือนกันยายน 2547 ชี้ให้เห็นว่าสารไนเตรดในอาหารและน้ำไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคน ตรงข้ามมันช่วยในการย่อยอาหารและฆ่าแบคทีเรียในร่างกาย

การกระทำด้วยความตั้งใจดีแต่มองปัญหาแบบแยกส่วนและไม่ศึกษาต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริงนำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่าย เช่น การกำจัดฝนพิษ เนื่องจากหมอกควันส่วนหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดฝนพิษเป็นละอองของกำมะถันจากการพ่นแอโรโซล หมอกควันนี้มีประโยชน์เพราะมันช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปทำให้ผิวโลกเย็นลงหลายองศา การกำจัดหมอกควันจึงทำให้ปัญหาโลกร้อนร้ายแรงยิ่งขึ้น

ในยุคนี้สิ่งที่เรากลัวกันมากที่สุดอย่างหนึ่งได้แก่โรคมะเร็ง เราพยายามจำกัดสารเคมีต่างๆ เพราะคิดว่ามันเป็นต้นตอของโรค แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่ก่อเกิดโรคมะเร็งมากที่สุดมีอยู่แล้วในธรรมชาติ เช่น ก๊าซออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปทุกวันนั้นเป็นตัวก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดมะเร็ง เช่นเดียวกับกัมมันตภาพรังสี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในดิน ในอากาศและในบ้านของเราเอง ยิ่งไปกว่านั้นพืชที่เราคิดว่าเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของเรานั้นอันที่จริงแล้วไม่ชอบให้เรากินมันเลย มันจึงพยายามผลิตสารพิษขึ้นมาต่อต้านเรา อาหารจึงเป็นต้นตอของโรคมะเร็งด้วย

by ThaiWebExpert