ประชาชาติธุรกิจ

นโยบายโลจิสติกส์การค้า ผลกระทบการปรับตัวผู้ใช้-ผู้ให้บริการ

ประชาชาติ วันที่ 20 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา สำนัก โลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสัมมนาเรื่อง "นโยบายโลจิสติกส์การค้าและการปรับตัวของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์" ขึ้น ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา โดยมี นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสุชาติ จันทรานาคราช ผู้บริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และ ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมการส่งออก เป็นวิทยากร

ลดต้นทุน-สร้างมูลค่าเพิ่ม

ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมธุรกิจบริการโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การดำเนินกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ของไทย ต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และกฎหมายหลายอย่าง เช่น single window การตรวจสารเคมีตกค้างก่อนส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งกระแสการก่อการร้าย ผู้ส่งออกและผู้ให้บริการ โลจิสติกส์ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎระเบียบ กฎหมายเพื่อป้องกันการส่งอาวุธ สารเคมีอันตราย เข้าไปก่อการร้ายในสหรัฐ

ในเรื่องการปรับตัวของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ต้องมีการศึกษาหาความต้องการโกลบอลซอร์ซิ่ง วัตถุดิบไม่จำเป็นต้องใช้จากในประเทศ ใช้จากต่างประเทศก็ได้ จากเดิมผลิตตามใจผู้ผลิต มาเป็นผลิตตามความต้องการของลูกค้า ไม่เผื่อเหลือเผื่อขาด แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ โมเดิร์นเทรด ใช้เทคโนโลยี RFID VMI กันแล้ว ข้อมูลถูกต้องชัดเจน แม่นยำ

ประเทศไทยจะดีขึ้นหรือไม่ จะเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ในแถบอินโดจีนจากความได้เปรียบด้านสถานที่ตั้งหรือไม่ การตั้งเป้าลดต้นทุนโลจิสติกส์จากร้อยละ 19 ลงอีก 3% ใน 4 ปีข้างหน้า หรือปี 2011 จะทำได้หรือไม่ หวังว่าคงจะได้เห็น แต่การทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ต้องมีแผนปฏิบัติการคือ 1.การลดต้นทุนผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ 2.การพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งสินค้าและบริการตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ฯลฯ

ในแง่ของภาครัฐ ต้องลดขั้นตอนการออกเอกสารที่ล่าช้า กระทรวงพาณิชย์จะทำอย่างไรให้การค้าขายง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยกลยุทธ์ 6 ข้อที่ภาครัฐจะทำ คือ

1.แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บางฉบับใช้มานานกว่า 60 ปีก็มี

2.เพิ่มความสามารถแข่งขันด้านโลจิสติกส์ เช่น จัดอบรมบุคลากร การหาพันธมิตรมาร่วมกับภาคเอกชน

3.การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับเกษตรกร

4.ต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์

5.การขนถ่ายสินค้ารวดเร็วไม่ซ้ำซ้อน

6.การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอที โดยเน้นโลจิสติกส์สินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา สิ่งทอ ยานยนต์

สร้างนวัตกรรมสินค้า-จัดสมดุลห่วงโซ่

นายสุชาติ จันทรานาคราช ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2549 ที่ผ่านมา มูลค่านำเข้า-ส่งออกสินค้าของไทย 2.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออก 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลือเป็นการนำเข้า

แม้การส่งออกยังมากกว่าการนำเข้า แต่ยังวางไว้ไม่ได้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ปัญหาหรืออุปสรรคยังมี โดยปัจจัยภาคนอก จีน เวียดนาม ผลิตสินค้ามีคุณภาพใกล้เคียงกับไทย พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ การส่งมอบที่รวดเร็ว ราคา

ส่วนปัจจัยภายใน ก็มีเรื่องคุณภาพสินค้า ระบบโลจิสติกส์ภายในไม่มีคุณภาพมากพอ ที่หนักหนาคือ อัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ต้องปรับกันมาก

มาดูตัวเลขความสามารถในการแข่งขันของไทย ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีตั้งแต่ปี 2543-2549 ยังอยู่ระดับ 21-28% ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เกิน 10% ต่อจีดีพี เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ไทย ยังห่างไกลประเทศพัฒนาแล้วมาก

ในแง่ความสามารถในการแข่งขันที่จัดโดยสถาบันไอเอฟดี ในปีนี้ไทยตกไปอยู่อันดับ 33 จากปี 2549 อยู่อันดับที่ 20 กว่า จีนมาอยู่อันดับ 15 จากปีที่แล้วอันดับ 29 อินเดียอันดับ 27 จาก 42 มาเลเซียมาอยู่อันดับที่ 23

ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวถึงสภาวะในอนาคต ภาคธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนมาก จากความคิดที่เคยตั้งราคาสินค้าอย่างไร ต้องปรับมาเป็นจะเพิ่มมูลค่าสินค้าอย่างไร แค่นั้นยังไม่พอ ต้องเพิ่มบริการที่ดีเข้าไปด้วย การดีไซน์รูปแบบสินค้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องสร้างนวัตกรรมในสินค้าเพิ่ม รวมทั้งการสร้างสมดุลห่วงโซ่อุปทานให้ดีด้วย

เรื่องการก่อการร้าย จากเหตุการณ์ 11 ก.ย.2544 สหรัฐกำลังจะออกกฎหมายให้ประเทศที่ส่งสินค้าเข้าสหรัฐต้องมีการสแกนทุกตู้สินค้าเพื่อป้องกันการลักลอบนำอาวุธ สารเคมีอันตราย เข้าไปก่อการร้าย มีการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาในระยะเวลาอันสั้นได้ด้วย ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

การพัฒนาโลจิสติกส์ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สามารถครอบคลุมแหล่งข้อมูลคลังสินค้าและการสต๊อกสินค้า การปรับปรุงระเบียบรัฐที่ไม่เอื้อ การสร้างเครือข่ายการค้า การใช้อินฟราสตรักเจอร์ นโยบายที่ออกมาครอบคลุมได้ และเริ่มใช้กับสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา สิ่งทอ เป็นต้น

การบ้าน 5 ข้อสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์

นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ กล่าวว่า นโยบายการค้าด้าน โลจิสติกส์ เรามองว่าโลจิสติกส์ที่จะเชื่อมกับ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ทรัก เทอร์มินอล รถไฟ ไอซีดี รัฐดำเนินโครงการไปอย่างไรบ้าง อย่างเรื่องรถไฟความยาวเส้นทางทั่วประเทศ 4,000 กิโลเมตร หยุดสร้างมานาน

ปัจจุบันมีการขนส่งสินค้าทางรถไฟแค่ 2% ที่เหลือทางรถยนต์และทางน้ำ เขตฟรีโซนกับ โลจิสติกส์ปาร์กที่เป็นของใหม่น่าจะส่งเสริม เมื่อดูสนามบินสุวรรณภูมิมีเขตฟรีโซน 5 แสนตารางเมตร แต่ธุรกรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะกรมสรรพากรจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การขับเคลื่อนพิธีการศุลกากรสินค้าขาเข้า- ขาออก

รวมไปถึงกฎระเบียบของการท่าเรือฯ อีกเรื่องคือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพบริหารจัดการจากระบบที่มีกระดาษที่ใช้เวลาหลายวัน พอมาเป็น EDI เหลือแค่วันเดียว แล้วต่อไปคือระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีกระดาษ การใช้ RFID หรือเรื่องซิงเกิลวินโดว เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลมา ให้บริการ ณ จุดเดียว เป็นบูรณาการโลจิสติกส์

ทางด้านผู้ให้บริการเอง จะเพิ่มศักยภาพอย่างไรในนโยบายให้ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพมีเครือข่าย รวมทั้งเรื่องขาดแคลนบุคลากร

ตนอยากตั้งคำถามเอาไว้ว่าไทยจะเป็นศูนย์ กลางโลจิสติกส์ในแถบอินโดจีนได้อย่างไร คือ

1.โครงสร้างภูมิศาสตร์ ไทยเป็นศูนย์กลาง

2.ไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางบกมาก

3.ต้นทุนขนส่งไทยต่ำกว่าทุกประเทศในแถบนี้ ยกเว้นเวียดนามโดยไทยมีต้นทุนเพียง 1.93 บาท/ตัน/กิโลเมตร

4.ไทยมีการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิและท่าเรือแหลมฉะบังสามารถรับตู้สินค้าได้ถึง 7-8 ล้านตู้ต่อปี ปัจจุบันมีสินค้าเพียง 4 ล้านตู้เท่านั้น

5.ไทยมีการขนส่งสินค้าในและประเทศที่เชื่อมติดต่อกันถึง 500 ล้านตัน/ปี เหมาะที่จะทำระบบทางราง ทางบก ทางน้ำ มาเชื่อมกันได้ดียิ่งขึ้น

6.กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการออกกฎหมายที่ให้รถบรรทุกวิ่งข้ามพรมแดนไปอีกประเทศหนึ่งได้ 500 คัน การเป็นฮับด้านนี้จะเกิดเร็วขึ้น

7.เส้นทางอีสต์เวสต์ คอร์ริดอร์ จากพม่า-ไทย-ลาว ถึงเวียดนาม กับเส้นทางนอร์ท-เซาท์กรุงเทพฯ-เชียงราย-ลาว-จีน ถ้าไทยจะเป็นฮับด้านนี้ ควรทำธุรกรรมใดเสริมเพิ่มมูลค่า ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ สถานีบรรจุขนถ่ายสินค้า จะขยายเครือข่ายกันอย่างไร

ฉะนั้น ถ้าไทยอยากเป็นฮับหรือศูนย์กลางในแถบอินโดจีนควรจะทำการบ้าน 5 เรื่อง คือ

1.ต้องพัฒนาการขนส่งทางรถไฟมากขึ้นและเป็นรางคู่ มิเช่นนั้นไทยจะแข่งกับเพื่อนบ้านไม่ได้ หากไม่เปลี่ยนจากทางบกมาทางราง

2.เร่งรัดซิงเกิลวินโดว จากที่สามารถทำได้แค่หน่วยงานเดียว ควรจะทำธุรกรรมกับ 4-5 หน่วยงาน ในจุดเดียวได้เลย

3.เร่งรัดตกลงเจรจาเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน เพื่อนำมาใช้ธุรกรรมได้จริง เพราะยังไม่สามารถตกลงกันได้ ขณะที่สะพานเสร็จแล้ว

4.ขอสนับสนุนจากผู้ประกอบการผลิตสินค้ารับรองสถานะผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยด้วยกัน

5.พัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนมากขึ้น เร็วขึ้น เมื่อบุคลากรมีคุณภาพ ไทยจะเป็นฮับอย่างแน่นอน

อย.เข้มแก้กม.-นิยามลดขัดแย้งรับโลกดิจิทัล

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กันยายน 2550

อย.มาดใหม่ ใจป้ำเปิดเวทีให้ผู้ผลิต-เอเยนซี่-สื่อ สะท้อนปัญหา เตรียมทำข้อตกลง ปรับนิยาม-แก้กฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.อาหาร, ยา, เครื่องสำอาง, เครื่องมือแพทย์ ให้ทันสมัยลดข้อขัดแย้ง แต่ยังเน้นประสิทธิภาพในการตรวจสอบ เล็งคุมเข้มกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวัตกรรมใหม่ รวมถึงสื่ออินเทอร์เน็ต

น.พ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวในการประชุมแนวทางแก้ไขปัญหาการโฆษณาและเสนอข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทางสื่อว่า วัตถุประสงค์หลักในการเชิญหลายฝ่ายทั้งผู้ผลิตสินค้า ตัวแทนสมาคมธุรกิจโฆษณา ตัวแทนจากสื่อหนังสือพิมพ์ รวมถึงนักวิชาการเข้ามาพูดคุย ก็เพื่อที่จะหาทางออกมิให้เกิดการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็อาจหาข้อตกลงร่วมกันทั้งผู้ปฏิบัติและ อย.ที่เป็นผู้รักษากติกาว่าจะปรับกฎ กติกา อย่างไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค

"โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร อย.เป็นผู้กำกับตากกฎหมายที่ระบุเอาไว้ ก็อาจจะต้องมาดูว่ากฎหมายยังทันสมัยอยู่หรือเปล่า ต้องปรับวิธีการตีความหรือไม่ หรือหากมีความเห็นว่าต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันก็อาจต้องทำ"

ผศ.วรรณา ศรีวิริยานุภาพ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาประการหนึ่งในการควบคุม คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอายุการใช้งานมานาน และตามไม่ทันกับนวัตกรรมใหม่ของสินค้า รวมถึงวิธีการโฆษณาและการใช้สื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการโฆษณาแฝง หรือสื่อรูปแบบใหม่ๆ ทางอินเทอร์เน็ต หรือการอวดอ้างที่เกินจริง การที่แพทย์-เภสัช ไปรับรองผลิตภัณฑ์ซึ่งขัดกับระเบียบ จรรยาบรรณ รวมไปถึงการใช้รูปแบบของบทความทางวิชาการในเชิงพาณิชย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

"พ.ร.บ.ยาใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2510 พ.ร.บ. อาหาร พ.ร.บ.เครื่องสำอาง ใช้ตั้งแต่ปี 2522 ส่วน พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ก็ใช้มาตั้งแต่ปี 2531 นอกจากนี้ยังมีการออกประกาศตามมาที่จุกจิกอีกหลายเรื่อง ดังนั้นคงต้องมาพิจารณาร่วมกันใหม่ว่า จะจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพใหม่ให้เป็นสินค้าที่มีนิยามที่ชัดเจน การจะโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ก็ต้องแยกกันให้ชัดเจน"

ดร.นิวัติ วงศ์พรหมปรีดา เลขาธิการสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ควรมีการแยกนิยามให้ชัดว่า จริงๆ แล้วการโฆษณาคือลักษณะที่จ่ายเงินซื้อสื่อหรือช่องทางนำเสนอเพื่อประกาศคุณสมบัติของสินค้าและสื่อสารกับผู้บริโภค ส่วนการที่หนังสือพิมพ์หรือสื่อไปทำข่าว หรือนำข่าว-ภาพประชาสัมพันธ์ มานำเสนอเป็นอีกลักษณะหนึ่ง แต่ทั้งนี้นอกจากการปรับปรุงตัวกฎหมายให้ทันกับสภาพแวดล้อมยุคใหม่แล้ว ควรให้องค์กรวิชาชีพควบคุมดูแลกันเองเสียก่อนเป็นลำดับแรก ดีกว่าเน้นการควบคุม

ความท้าทายเศรษฐกิจไทย ภายใต้ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กันยายน 2550

ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด แต่เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กและพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยจึงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน

ความท้าทายเศรษฐกิจโลก

ในปี 2550 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประมาณการว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5.2% ตามการขยายตัวของจีน อินเดีย และยุโรป

โดย นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ความท้าทายของเศรษฐกิจโลกมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

ความท้าทายในระยะสั้นของเศรษฐกิจโลก ที่ต้องระวัง คือ ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ที่อาจมีความรุนแรงและลุกลามไปภาคเศรษฐกิจจริง, ราคา สินค้าโภคภัณฑ์ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน

นอกจากนี้การดำเนินนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มชะลอความ เข้มงวดออกไป หรือผ่อนคลายมากขึ้นจากปัญหาซับไพรม

ขณะที่ความท้าทายระยะปานกลางและระยะยาวที่ต้องจับตามอง คือ ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจการเงินโลก จากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐที่เรื้อรังมานาน, ปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่ยังอยู่ระดับสูง ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอาจผันผวนเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ และปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐต่อเศรษฐกิจโลก ที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากปัญหาซับไพรม ซึ่งยังประเมินได้ค่อนข้างยาก

นางสุชาดากล่าวว่า ปัญหาซับไพรมและปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลงบประมาณของสหรัฐจะทำให้อุปสงค์ภายในประเทศสหรัฐ ลดลงในอนาคตและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพราะอุปสงค์ภายในสหรัฐ คือ การส่งออกของประเทศต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอตัวของสหรัฐต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะรุนแรงน้อยกว่าในอดีต เนื่องจากแรงขับเคลื่อนของสหรัฐต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลง โดยมีจีนและอินเดียเข้ามาแทนที่

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินผลกระทบเมื่ออุปสงค์ภายในประเทศสหรัฐลดลง 1% จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของสหรัฐ ทำให้ ลดลงมากสุด -1.07% รองลงมา คือ ประเทศกลุ่มละติน -0.65% ประเทศกำลังพัฒนา -0.6% ญี่ปุ่น -0.35% กลุ่มประเทศยุโรป -0.27 และอังกฤษ -0.12% (ดูกราฟประกอบ)

"เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนว่าจะชะลอตัวลงมากน้อยแค่ไหน เพราะยังประเมินผลกระทบจากปัญหาซับไพรมได้ไม่ชัดเจน แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามดู" นางสุชาดากล่าว

ความท้าทายเศรษฐกิจไทย

จากสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย คือ การไหลเข้าออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่อาจสร้างความผันผวนให้ค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐ ที่อาจกระทบการชะลอตัว ของการส่งออกไทย

ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว คือ การสะสมของปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจการเงินโลก เพราะถ้าปรับตัวไม่เป็นระเบียบ โอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจและการเงินจะผันผวนมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การแข่งขันจากต่างประเทศทั้งด้านราคาและคุณภาพ จะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

ภายใต้สภาพแวดล้อมจากปัจจัยภายนอกประเทศดังกล่าว เป็นความท้าทายต่อไทยในการปรับตัว เพราะในฐานะที่เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กและเป็นเศรษฐกิจเปิด ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีความผันผวน

โดยความท้าทายของไทยในระยะสั้น คือ การดูแลค่าเงินไม่ให้มีความผันผวนมากเกินไป เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถปรับตัวได้ทัน และต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในประเทศ เพราะหากไม่มีความเชื่อมั่น การทำนโยบายจะยาก ที่สำคัญคือต้องสร้างความเชื่อมั่นทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองให้มีความชัดเจน เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ทดแทนการส่งออกที่มีแนวโน้ม ลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

สำหรับความท้าทายในระยะยาว คือ ต้องดำเนินนโยบายของรัฐให้เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน นั่นคือ ต้องดำเนินนโยบายที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเป็นเศรษฐกิจเปิด โดยการรักษาวินัยการเงินการคลังยังเป็นสิ่งจำเป็น แม้ต้องใช้กระตุ้นเศรษฐกิจแต่ต้องระวังด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐ ต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

จี้รัฐปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โดยภาครัฐต้องเร่งผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาการศึกษา และเพิ่มศักยภาพของแรงงาน การปรับโครงสร้างภาษีและกฎหมาย เพื่อสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ เช่น กฎหมายการควบรวมกิจการ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็ต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน เช่น การลดต้นทุน และการลงทุนวิจัยและพัฒนาคุณภาพของสินค้า

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเร่งพัฒนา ตลาดทุนและเครื่องมือทางการเงิน ทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดตราสารอนุพันธ์ และตลาดหุ้น รวมถึงการเพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันการเงินในประเทศเพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัตน์

"ถ้าเศรษฐกิจภายในแข็งแกร่ง มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี มีความสามารถในการแข่งขัน ตลาดการเงินในประเทศมีการพัฒนาเพิ่มความ เข้มแข็งให้สถาบันการเงิน และการดำเนินโยบายของรัฐเอื้อต่อการเติบโตแบบยั่งยืน จะเป็นเกราะกำบังที่สำคัญสามารถรองรับผลกระทบจากภายนอกได้" นางสุชาดากล่าว

ผลกระทบกระแสโลกาภิวัตน์ : มุมมอง "หม่อมอุ๋ย"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กันยายน 2550

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ : การปฏิรูปเชิงสถาบัน" ในงานสัมมนาวิชาการของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร มีมุมมองว่า ประเทศที่เปิดรับกระแสโลกาภิวัตน์ ถ้ารู้เท่าทันมีการดำเนินมาตรการเพื่อระมัดระวัง ก็จะได้ประโยชน์ในด้านการขยายตัวเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน แต่ถ้าเปิดรับโดยไม่มีกติกากำกับดูแล จะตกเป็นเหยื่อของต่างชาติได้

ดังเช่น ตลาดหลักทรัพย์ของไทย ที่ชักจูงทุนต่างชาติเข้ามามาก แง่หนึ่งช่วยให้ตลาด หลักทรัพย์ฯขยายตัวรวดเร็ว เป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ แต่ด้วยความที่ไม่ระมัดระวังทำให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของทุนต่างชาติโดยไม่รู้ตัว

ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นมูลค่าเกือบ 40% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด และเป็น 40% ที่มีธุรกรรมการซื้อขายเคลื่อนไหวบ่อย (active) ขณะที่อีก 60% เป็นของคนไทย มีบางส่วนเท่านั้นที่ active ดังนั้นการซื้อขายหุ้นแต่ละวันจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติ

"เราจำเป็นต้องเอาใจใส่ปรับแก้ทิศทางการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อไม่ให้เกิดการถูกครอบงำโดยต่างชาติมากไป เพราะจะกระทบต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในบางเรื่องทำได้ยากขึ้น"

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรย้ำว่า ไม่ว่าตลาด หลักทรัพย์ฯจะขึ้นหรือลง ต่างชาติซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่สามารถใช้พลังเงินและพลังทุนชี้นำตลาดให้ไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ได้ไม่ยาก ทำให้สามารถควบคุมตลาดและเอาประโยชน์จากตลาดเล็กๆ ของไทยได้ตลอดเวลา

ขณะที่ตลาดเงินจะได้รับผลกระทบจากเงินทุนเคลื่อนย้าย ทำให้ตลาดแกว่งไกวมากกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ตลาดไม่มีเสถียรภาพพอที่จะให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงพัฒนาหรือเติบโตได้อย่างราบรื่น

"เราต้องไม่ปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้าครอบงำตลาดหลักทรัพย์ฯหรือตลาดการเงินจนสูญเสียภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ หากปล่อยให้ตลาดเสรี เราจะเป็นเหยื่อ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้ความสนใจไม่ปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ เพราะเรายังจำเป็นต้องพัฒนาตาม กระแสโลกาภิวัตน์เป็นแนวทางหลักต่อไป ซึ่งไม่เสียหายอะไร ขอเพียงแต่ให้รู้เท่าทันถึง ผลเสียที่จะตามมา และหาทางป้องกันและแก้ไขไปพร้อมๆ กัน ประเทศก็จะเจริญไปได้อย่างมีดุลยภาพ" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

มีไม่ถึง10กลุ่มผ่านเงื่อนไข"อีไอเอ" "ไอพีพี"ชิงดำประมูลโรงไฟฟ้ารอบใหม่

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กันยายน 2550

พบกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการยื่นซองประกวดราคาโรงไฟฟ้า IPP รอบใหม่ 3,200 MW มีไม่เกิน 10 กลุ่ม หลังจากที่แห่ซื้อซองเข้ามาถึง 60 ราย ทั้งนักลงทุนต่างชาติ-ผู้รับเหมา เหตุถูกกระทรวงพลังงาน "ล็อก" ผู้ยื่นซองจะต้องมีสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่ผ่านการอนุมัติ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสียก่อน สุดท้ายจับคู่เป็น "กลุ่มผู้ร่วมค้า" ไทย-เทศ เข้ายื่นซองราคา

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเข้ามาหลังจากที่ กระทรวงพลังงานได้ปิดการขายซองประกวดราคาการรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP รอบใหม่ เพื่อจัดหาไฟฟ้าในช่วงปี 2555-2557 (โรงไฟฟ้า IPP ใหม่) จำนวน 3,200 เมกะวัตต์ (MW) ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า IPP/SPP เดิม, กลุ่มนักลงทุนรายใหม่, กลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้างและวางระบบไฟฟ้า และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการ แห่กันเข้ามาซื้อซองประกวดราคาไปถึง 60 ราย

ปรากฏในจำนวนผู้ซื้อซองประกวดราคาเหล่านี้ ในวงการผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า IPP ปัจจุบันคาดการณ์ว่าจะมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้ายื่นซองด้านเทคนิคกับซองราคา ไม่เกิน 10-15 ราย เนื่องจากในเงื่อนไขโครงการได้กำหนดชัดเจนว่า ผู้ยื่นซองจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน สิ่งแวดล้อมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นั้นหมายถึงสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะก่อสร้างจะต้องผ่านรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เสียก่อน

และต้องยื่นขนาดกำลังการผลิตต่อหนึ่งชุดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (1 unit) มีขนาดไม่เกิน 800 MW/1 unit และขนาดโรงไฟฟ้าต่อ 1 ข้อเสนอ ต้องไม่เกิน 1,600 MW ประเภทเชื้อเพลิงที่จะใช้ในโรงไฟฟ้าใหม่ถูกระบุให้ใช้อยู่ 2 ประเภท คือ ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้ง LNG กับถ่านหิน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบบรรดาผู้ประกอบการ-นักลงทุนที่ซื้อซองโรงไฟฟ้าใหม่ไปทั้ง 60 ราย พบว่ามีผู้ประกอบการบางรายซื้อซองประกวดราคาหลายซอง อาทิ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัทลูก, บริษัทไทยออยล์ จำกัด และบริษัทลูก, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ในเครือ ปตท., กลุ่มบริษัท เจ เพาเวอร์ (J-Power) และบริษัทเนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย

นั้นหมายความว่ามีผู้ประกอบการและนักลงทุนจริงๆ ไม่ถึง 60 ราย ที่จะเข้าแข่งขันการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ครั้งนี้ และยิ่งมาพิจารณาถึงโครงการที่ผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือโครงการที่กำลังอยู่ในระหว่างการทำรายงาน EIA แล้ว จะพบว่ามีอยู่เพียง 7 กลุ่มบริษัทเท่านั้นที่พร้อมจะยื่นซองด้านเทคนิคและซองราคาในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

โดยกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเต็มที่ในขณะนี้ ได้แก่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO รวมไปถึง บริษัทผลิตไฟฟ้าขนอม, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไตร เอนเนอจี้, บริษัทโกลด์ เหมราช พลังงาน, บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, กลุ่มอุตสาหกรรมโรจนะ (รายละเอียดตารางประกอบ)

ขณะที่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าและไอน้ำร่วม ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ได้ประกาศไม่ยื่นซองประกวดราคาเพราะถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ รวมไปถึงโรงไฟฟ้าของกลุ่มร็อคเรห์ ร่วมกับ Babcock & Brown ก็กำลังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม อย่างหนัก

นอกเหนือไปจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเหล่านี้แล้ว จะมีผู้ประกอบการที่ดำเนินการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) อยู่ในปัจจุบันยื่นซื้อซองประกวดราคาด้วย แต่เนื่องจากกระทรวงพลังงานได้ กำหนดให้การยื่นข้อเสนอเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใน โรงไฟฟ้าต่อ 1 unit มีขนาดไม่เกิน 800 MW และตัวโรงไฟฟ้าต่อ 1 ข้อเสนอ ต้องไม่เกิน 1,600 MW นั้น มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP ในปัจจุบันจะไม่ยื่นซองเทคนิคและซองเสนอราคา เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สูงเกินไป นอกเสียจากว่าจะไปจับคู่กับกลุ่มนักลงทุนรายใหม่ทั้งในและนอกประเทศที่มีเทคโนโลยี เงินทุน แต่ยังไม่มีสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่ผ่าน EIA ไปแล้ว

"มีข้อน่าสังเกตว่า กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ต่างประเทศ หรือบริษัทผู้ขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและวางระบบ ได้เข้ามาซื้อซองประกวดราคาครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Electricite" de France (EDF), SOJITZ Corporation, ALSTOM (Switzerland), General Electric Interna tional, Mitsubishi Corporation, YTL Power International Berhad (Malaysia), The Tokyo Electric Power Corp., Korea Electric Power Corp. และ Hongkong Electric International รวมไปถึงกลุ่มผู้รับเหมาอย่างบริษัทอิตาเลียน-ไทย หรือ Siemens Project Ventures Gmbh หากต้องการเข้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าในไทยจะต้องใช้วิธีเข้าไปเป็นผู้ค้าร่วม จับกลุ่มกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า IPP ที่มีสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าที่แน่นอนอยู่แล้ว เนื่องจากถูกเงื่อนไขของกระทรวงพลังงานบังคับไว้" ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายหนึ่งตั้งข้อสังเกต

ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร Green Policy คำมั่นสัญญาจาก ปตท.

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กันยายน 2550

ปัญหามลพิษที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ยังคงเป็นเรื่องที่สาธารณชนจับตามองการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หนึ่งในกลุ่มบริษัทรายใหญ่ที่ตั้งโรงงานอยู่ในนิคม มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะลดการปล่อยมลพิษ ลงให้ "ต่ำกว่า" มาตรฐานที่กำหนดไว้ "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (เครือ ปตท.)

- ความคืบหน้าในการลดมลพิษ

ความจริงเรามีการปล่อย "มลสาร" ไม่ว่าจะเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nox) และ สารอินทรีย์ระเหย VOx มากขึ้น แต่บริษัท ปตท.เดิมทีเราก็ทำได้ดีกว่ามาตรฐานที่บังคับไว้อยู่แล้ว แต่เราจะลดลงไปให้ได้อีก ซึ่งความจริงเราก็ค่อนข้างคาดหวังว่า กลุ่มโรงไฟฟ้าจะหันมาลด กิจกรรมดีๆ เรามีมาก

ตัวที่ปล่อย SOx Nox ส่วนใหญ่มันมาจากการสันดาปของเครื่องยนต์เป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ ปตท.ทำก็คือ เราศึกษาการขนเม็ดพลาสติกไปขายด้วยวิธีการเดิมนั้นไม่ได้ เราจะทำอย่างไรให้ใช้น้ำมันน้อยลง ก็ทดลองนำเม็ดพลาสติกขึ้นรถไฟและขนส่งทีละ 200 ตู้ จากมาบตาพุดไปแหลมฉบัง ซึ่งมันมีทางรถไฟอยู่ สร้างไว้ 10 กว่าปีไม่เคยใช้ ปตท.จึงจับมือกับเอกชนรายอื่นๆ แทนที่เราจะใช้วิธีเดิม มันเซฟการใช้น้ำมันได้ถึงร้อยละ 60 หมายความว่าลดการปล่อยมลสารด้วย

เราพยายามคิดนอกกรอบเพื่อช่วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม อะไรที่คิดได้เราจะทำ เรากำลังจะทำอีกโครงการที่สามารถลดการใช้น้ำมันลงได้อีกเยอะ วันนี้มาตรฐานของอีมิสชั่นจากโรงไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นแตกต่างกันตามวัตถุดิบ เชื้อเพลิงที่ใช้ โดย ถ่านหินจะถูกกำหนดไว้ค่อนข้างสูงกว่าก๊าซธรรมชาติ 20-30 เท่า ทำไมเป็นอย่างนั้น ก่อนหน้านั้นมองว่าเราต้องการค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุด เราจึงใช้ถ่านหินแต่มีมลพิษ

วิธีการก็คือต้องลงทุนติดตั้งเครื่องที่จะดูแลผลกระทบที่มันจะเกิดกับสิ่งแวดล้อม หากทำอย่างนั้นมันก็จะเป็นต้นทุน ค่า Ft ก็แพงขึ้น จากแนวคิดนี้เราก็เลยต้องยอมให้ถ่านหินปล่อยอีมิสชั่นได้เยอะ ต้นทุนเขาก็จะถูกลง เราก็ได้ค่าไฟฟ้าที่ถูกเช่นกัน ในฐานะผู้บริโภค หากเราอยากได้อากาศที่ดี เราก็ต้องยอมเสียค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น หากแฟร์คิดว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงไฟฟ้าซึ่งก็สามารถทำได้ แต่ทุกคนมองว่าไม่อยากให้ค่าไฟฟ้าขึ้น เราก็ต้องปล่อยอะไรออกไปมากขึ้น

ในแง่ของ ปตท.เอง เราไม่มีโรงไฟฟ้าใหญ่ แต่เราทำอีกเรื่องที่ดีคือ การดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาได้หรือไม่ คือ ด้วยวิธีการปลูกป่า ถือเป็นการแก้ปัญหาจากปลายเหตุขึ้นมา แผนของเราเสนอต่อภาครัฐไปหมด และเป็นคอมมิตเมนต์ด้วย ทางภาครัฐก็กำหนดไว้ว่าให้เราทำ เดิมทีเราก็ทำดีกว่ามาตรฐานอยู่แล้ว เราพร้อมที่จะทำ เราไม่ได้เอาเปรียบสังคม เพียงแต่ที่ผ่านมามันไม่มีใครพูดเท่านั้น หากอยากให้มีมาตรฐานก็ควรพูดให้ชัดเจน

- การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ทุกพื้นที่ของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง ส่วนใหญ่ผ่านมาตรฐานชีวอนามัย หรือ มอก. 18000 มีการดำเนินการมาต่อเนื่อง ระยะหลังที่มีการพูดถึงปัญหามลพิษที่ระยอง เราเองก็มีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาทำงานด้านนี้ เรารวมศูนย์การทำ มีการมอบเงินช่วยเหลือตามกลุ่มที่ร้องขอ การจัดสร้างสวนสาธารณะให้ใหม่ และเรายังลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลดการปล่อย SOx Nox VOc ที่มีการปล่อยออกมาที่เราจะดำเนินการในช่วง 2-3 ปีนี้ ซึ่งภาครัฐเองก็ค่อนข้างให้เวลาดำเนินงาน

ส่วนการทำงานร่วมกับชุมชน เช่น กลุ่ม ปตท.ในงานที่ผ่านมา มีการเปิดตัว Green Product เป็นรายแรก ที่สินค้าของเราไม่มีมลสาร หรือสารโลหะหนักต่างๆ นี่ถือเป็นรายแรกในอาเซียน

ด้านสิ่งแวดล้อม เราค่อนข้างให้ความสำคัญในเรื่องไบโอฟิลด์ 2 ตัว คือ ทั้ง เอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งทั้ง 2 ตัว ปตท.มีส่วนผลักดัน อย่างโรงงานไบโอดีเซล เราน่าจะสร้างเสร็จได้ในปีนี้ ที่ทำให้ ไบโอดีเซลเกิดขึ้นมาเป็น B2 ได้ในช่วงปีหน้า เรายังมีโครงการตรวจวัดมาตรฐานว่า ในแต่ละปีเรามีการปล่อยสารมลพิษออกไปอย่างไร และหลังจากนี้เชื่อว่าการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงไปทุกปี

นอกจากนั้นยังตรวจวัดคุณภาพน้ำ ตั้งแต่ช่วงบ้านฉางไปจนกระทั่งถึงบ้านค่าย จังหวัดระยอง จะมีหน่วยตรวจวัดขึ้นมาโดยเราลงทุนเอง ปัจจุบันในมาบตาพุดเองก็มีการวัดมาตรฐานคุณภาพน้ำอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ทำได้ดีกว่ามาตรฐานด้วย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยมีใครที่จะได้พูดถึง

เราก็ค่อนข้างจะเสียใจที่ไม่มีใครพูดถึงเลยว่า ในมาบตาพุดเราทำได้มาตรฐานที่ดีกว่าเกณฑ์ มีการวัดค่าจากหลายหน่วยงาน ในอนาคตแต่ละโรงงานจะมีป้ายแสดงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมให้เห็นกันชัดๆ ว่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่รู้ อย่างที่เห็นกัน เรามีเป้าหมายที่จะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องด้วย ตอนนี้เรามีทั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงงานปิโตรเคมีด้วย ที่ปล่อยมลสารเพียงร้อยละ 20 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดในมาบตาพุด ส่วนอีกร้อยละ 80 มาจากกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าซึ่งไม่ใช่ของเรา ผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย

- ที่ผ่านมาทำความเข้าใจกันน้อย

ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ต้องบอกว่าส่วนใหญ่พนักงานก็จะเป็นระดับวิศวกรกัน เวลาทำดีแล้ว เราก็คิดว่าคงจะมีคนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ แต่จริงๆ ผลไม่ได้เป็นแบบนั้น ในแง่กลุ่ม ปตท.จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกว่า สิ่งที่เราทำมีอะไรบ้าง ส่วนหนึ่งเราจะไปเห็นในงาน F.T.I.Fair อุตสาหกรรมก้าวไกล เศรษฐกิจไทยมั่นคง ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2550 นี้ ณ Impact Exibition Center เมืองทองธานี ในแต่ละบริษัททั้งที่เป็นบริษัทต้นน้ำจนกระทั่งถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ ปตท.สผ. ปตท.และบริษัทในเครืออื่นๆ รวม 7 บริษัท และเร็วๆ นี้เราจะมี โครงการระยองสีเขียว คือ เริ่มดำเนินการปลูกต้นไม้รอบๆ ให้มากขึ้น จริงๆ ทุกวันนี้ก็ถือว่าพื้นที่ในมาบตาพุดก็เริ่มมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้นต่อเนื่องมาสักระยะแล้ว

- โครงการของ ปตท.ที่ยังไม่ผ่าน EIA

ตอนนี้ก็ยังมีที่ยังไม่ผ่าน EIA เกณฑ์ที่ประกาศมาค่อนข้างเข้มงวด แต่เราปฏิบัติได้ หากยังมีรายละเอียดที่ต้องการให้เราทำและเป็นความสบายใจของทุกฝ่าย เราก็พร้อมที่จะดำเนินการ สิ่งที่เราทำพยายามตอบสนองต่อเงื่อนไขต่างๆ ตอนนี้ผลกระทบในแง่การลงทุนมันก็มีผลไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็เจอค่าเงินบาทแข็ง เราขายของได้มากขึ้น เราก็เอาเงินมาเก็บๆ ไว้ เดิมที่ต้องนำไปเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่มันเสียจังหวะ มันหยุดการลงทุนระยะหนึ่ง ตอนนี้ทุกคนเหมือนรู้สึกว่ามันเงียบๆ ไป แต่เราเชื่อว่า โครงการต่างๆ น่าจะผ่านไปได้ ในแง่ผู้ประกอบการก็ยังดำเนินการลงทุนไปเรื่อยๆ ตามที่ภาครัฐกำหนด ผมเข้าใจว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติ 6 ผ่านแล้ว ท่าเรือ LNG ก็ผ่านแล้ว หากเรือไม่ปล่อยมลพิษ ที่ยังไม่ผ่านมีบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ฯ เท่านั้น

จัดสรร ผนึกรัฐแก้วิกฤตโลกร้อน แข่งไอเดียดีไซน์บ้านอนุรักษ์พลังงาน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 กันยายน 2550

ปัญหาวิกฤตพลังงานและภาวะโลกร้อนกำลังเป็นกระแสร้อนที่สังคมมีความตื่นตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันหลายฝ่ายพยายามปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนหันมาตระหนักและเร่งหาทางป้องกันแก้ไข ไม่เว้นแม้แต่แวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพลังงานระบุว่า ปริมาณการใช้พลังงานในประเทศไทยในภาคธุรกิจและบ้านอยู่อาศัยในปี 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 4 ของปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ถือเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากที่สุดลำดับ 3 จะเป็นรองก็เพียงแค่การใช้พลังงานในภาคคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรมเท่านั้น

ที่น่าตกใจไม่น้อยคือปริมาณการใช้พลังงานในธุรกิจอสังหาฯ มีแนวโน้มที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น

เพราะอย่าลืมว่าต้นทุนพลังงานยิ่งเพิ่มขึ้นมาเท่าใด ผู้บริโภคย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเดินเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

คำถามคือ ถึงเวลาหรือยัง ? ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจะลุกขึ้นมาร่วมมือกันเพื่อหาทางลด "แรงเหวี่ยง" จากวิกฤตพลังงานที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สำคัญยิ่งกว่านั้นคือแนวทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นควรจะดำเนินการในรูปแบบใด ?

เพื่อบรรเทาปัญหาในระยะยาว ล่าสุด กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ได้จัดประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นปี 2550 ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการจัดสรรเล็งเห็นถึงความสำคัญของการออกแบบบ้านโดยเน้นแนวคิดเรื่องประหยัดพลังงาน และเพิ่มสภาวะอยู่สบาย (themal comfort)

"ดร.พิชัย พงศ์พิโรดม" อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นมาครั้งแรกในปี 2548 โดยกำหนดขอบเขตนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ในครั้งนั้นมีผู้ประกอบการรายใหญ่ กลาง และเล็ก ให้ความสนใจส่งแบบบ้านประหยัดพลังงานเข้าประกวดกว่า 30 แบบ

โดยแบบบ้านที่ได้รับรางวัลในปีแรกเป็นแบบบ้านศุภกรันย์ และศุภภิวัฒน์ ของบริษัทพัฒนาที่ดินค่ายศุภาลัย

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯได้ขยายขอบเขตให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคมีโอกาสส่งแบบบ้านในโครงการเข้าประกวดด้วย เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

แนวทางการประกวดในแต่ละภูมิภาคจะแบ่งการประกวดออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1.บ้านเดี่ยว (ขนาดเล็ก) พื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 200 ตร.ม. 2.บ้านเดี่ยว (ขนาดกลาง) พื้นที่ใช้สอย มากกว่า 200 ตร.ม. แต่ไม่เกิน 300 ตร.ม. 3.บ้านเดี่ยว (ขนาดใหญ่) พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 300 ตร.ม. 4.ทาวน์เฮาส์ พื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 120 ตร.ม. และ 5.ทาวน์เฮาส์ พื้นที่ใช้สอย มากกว่า 120 ตร.ม.

"ปีนี้เราตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ประกอบการส่งแบบบ้านเข้าประกวดไม่ต่ำกว่า 90 แบบ เพราะได้อานิสงส์จากกระแสการอนุรักษ์พลังงานเข้ามาช่วยด้วยในระดับหนึ่ง อีกทั้งผู้ประกอบการต่างเห็นว่าหากแบบบ้านได้รับรางวัลจากโครงการนี้ ก็สามารถนำไปใช้เป็นจุดขายทางการตลาดได้อีกทางหนึ่งด้วย หากเป็นไปตามที่คาดหวัง ใน อนาคตเราจะขยายขอบเขตไปสู่การออกแบบอาคารสูงด้วย"

"ดร.พิชัย" กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถส่งแบบบ้านเข้ามาประกวดตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม จนถึงวันที่ 5 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะประกาศผลและมอบรางวัลในเดือนธันวาคม 2550 ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินจะแบ่งออกเป็นด้านสภาพแวดล้อมและด้านสถาปัตยกรรม

โครงการ ประกวดแบบบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นปี 2550 จะทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญในการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อบ้าน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ผู้ซื้อบ้านเลือกซื้อบ้านอนุรักษ์พลังงานเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานและลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯยังมีแบบบ้านประหยัดพลังงานแจกฟรีสำหรับประชาชนทั่วไป โดยสามารถเลือกได้ถึง 3 แบบ และเมื่อนำแบบบ้านดังกล่าวไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานท้องถิ่นทุกพื้นที่ ก็จะได้รับอนุมัติก่อสร้างในระยะเวลา 3 วันเท่านั้น ถือเป็นโปรเจ็กต์ที่หน่วยงานภาครัฐร่วมกันดำเนินการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนก่อสร้างบ้านประหยัดพลังงานได้ง่ายและเร็วขึ้น

"ประทีป ตั้งมติธรรม" ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บอกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแบบบ้านเพื่อส่งเข้าประกวดอย่างน้อย 2 แบบ เพราะมองว่าเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นเรื่อง ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่ภาครัฐจะขยายโครงการนี้ไปสู่อาคารแนวสูง ประเภทอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมากรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอาคารสูง เกิดขึ้นจำนวนมาก หากมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ออกแบบโดยเน้นอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจังก็จะช่วยลดการใช้พลังงานได้อีกมาก

ครม.อนุมัติ8โครงการเอกชน ขาย"คาร์บอนเครดิต"รอบใหม่

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550

กระแสโลกร้อนมาแรง ครม.อนุมัติ โครงการทำ CDM เปิดทางภาคเอกชนซื้อ-ขาย คาร์บอนเครดิต ภายใต้พิธีสารเกียวโตเพิ่มอีก 8 ราย มีทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล/ชีวภาพ บ่อบำบัดน้ำเสีย หลังจากอนุมัติไปแล้วลอตแรกเมื่อต้นปี 7 ราย ปรากฏ ลอตนี้ผู้รับซื้อคาร์บอนอันดับหนึ่งคือ ประเทศ เดนมาร์ก ทำสัญญาถึง 4 โครงการ ขณะนี้รอคณะกรรมการ CDM พิจารณาจดทะเบียน เพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิตอีกทีหนึ่ง

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานถึงการดำเนินการใช้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ในส่วนของประเทศไทยภายใต้พิธีสารเกียวโต ว่า คณะรัฐมนตรีในวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบรับรองโครงการที่สามารถซื้อขาย "คาร์บอนเครดิต" ภายใต้กลไก CDM เพิ่มอีก 8 โครงการ จากที่ได้มีการอนุมัติไปแล้ว 7 โครงการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีโครงการที่สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้แล้วทั้งสิ้น 15 โครงการ

ทั้งนี้ 8 โครงการที่ได้รับการอนุมัติล่าสุด ประกอบด้วย 1)โครงการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวล (biomass) 2 โครงการ ได้แก่ โครงการของบริษัท สุราษฎร์ธานี กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 171,774 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายไว้กับญี่ปุ่น กับโครงการของบริษัท สุรินทร์ อิเล็กทริค จำกัด เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 12,584 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับสภาพยุโรป

2)โครงการผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพ (biogas) 5 โครงการได้แก่ โครงการพลังงานจากระบบการบำบัดน้ำเสียของบริษัท สีมา อินเตอร์ โปรดักส์ จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 21,500 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศเดนมาร์ก, โครงการพลังงานจากระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท สีมา อินเตอร์โปรดักส์ จำกัด ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 20,300 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศเดนมาร์กเช่นเดียวกัน

โครงการผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพของบริษัท แป้งตะวันออกเฉียงเหนือ (1987) จำกัด เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 35,420 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศเดนมาร์ก, โครงการผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพของสำนักงานเพื่อความร่วมมือทางวิชาการแห่งประเทศเยอรมนี (GTZ) สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 30,028 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศเยอรมนี และโครงการของบริษัท BOSCH และเนเจอรัล ปาล์ม ออยล์ จำกัด เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 14,480 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศเดนมาร์ก

3)โครงการผลิตพลังงานจากก๊าซหลุมฝังกลบขยะ (landfill gas) อีก 1 โครงการ ได้แก่ โครง การหลุมฝังกลบของบริษัท เจริญสมพงษ์ จำกัด เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ปีละ 99,100 ตันคาร์บอน ยังไม่ได้ติดต่อทำสัญญาซื้อขายกับประเทศที่ต้องการเครดิตคาร์บอน

ส่วนกระบวนการหลังจากที่ ครม.ได้ "อนุมัติ" ให้ทั้ง 8 โครงการสามารถทำ CDM แล้ว ภาคเอกชนจะต้องทำเรื่องเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Executive Board of Clean Development Mechanism) เพื่อพิจารณาอนุมัติให้มีการจดทะเบียนรับรองโครงการ หลังจากนั้นจึงสามารถดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้ทำเจรจาตกลงกันไว้

อนึ่ง โครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ ครม. ได้อนุมัติไปแล้วในปีที่ผ่านมา ประกอบไปด้วย 1)โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย และใบอ้อยของบริษัท ด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ผลิตไฟฟ้า ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 92,000 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศอังกฤษและเดนมาร์ก 2)โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยและใบอ้อยของบริษัท ภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ที่จังหวัดชัยภูมิ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 99,000 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศอังกฤษ และเดนมาร์กเช่นเดียวกัน

3)โครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบของบริษัท เอที ไบโอพาวเวอร์ จำกัด ที่จังหวัดพิจิตร เป็นโครงการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 74,500 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศญี่ปุ่น 4)โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย ของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น ที่จังหวัดขอนแก่น เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 60,000 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับสหภาพยุโรป

และ 5)โครงการผลิตไฟฟ้าจากเศษไม้ยางพาราของบริษัทรับเบอร์ วูด กับบริษัท กัลฟ์ยะลากรีน จำกัด ที่จังหวัดยะลา เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 60,000 ตันคาร์บอน ยังไม่ทำสัญญาซื้อขาย

และอีก 2 โครงการที่เหลือเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (biogas) ได้แก่ 1)โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังของบริษัท โคราชเวสท์ทูเอ็นเนอร์ยี่ ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 60,000 ตันคาร์บอน ยังไม่ทำสัญญาซื้อขาย และ 2)โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียฟาร์มสุกรของโครงการฟาร์มหมูราชบุรี เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 100,000 ตันคาร์บอน ทำสัญญาซื้อขายกับประเทศเดนมาร์ก

หน้า 8

**************************************************************************************************

โลกร้อนมาแรง... เอกชนเดินหน้าซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550

เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาหรือบรรเทา "ภาวะโลกร้อน" หลายคนก็จะนึกถึงการปรับวิถีการดำเนินชีวิตให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยัด ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือในระดับนโยบายก็ต้องกำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานฟอสซิลมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

นอกจากการดำเนินการดังกล่าวแล้ว ประเด็นของการ "ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต" ก็เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อนด้วย แต่เรื่องนี้ยังมีการพูดถึงน้อย ทั้งที่เอกชนไทยหลายรายก็เริ่มตื่นตัวและพยายามทำโครงการเพื่อที่จะขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศพัฒนาแล้วหลายโครงการ

ที่มาของการซื้อขายคาร์บอนเคร์ดิตเกิดจากการที่ประเทศไทย ได้เป็นภาคีสมาชิกของ พิธีสารเกียวโต หรือ Kyoto Protrocol ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 2548 โดยประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกในกลุ่มบัญชี 1 (Annex 1) มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2551-2555 ให้ได้ร้อยละ 5.2 จากปริมาณการปล่อยปี 2533

โดยในเวลาดังกล่าวประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกที่อยู่นอกกลุ่มบัญชี 1 (Non-Annex 1) ก็สมัครใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยผ่านทาง "กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาแล้ว เข้ามาดำเนินการลดหรือเลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งปริมาณก๊าซกระจกที่ลดได้ หรือที่เรียกว่า "คาร์บอนเครดิต" ประเทศพัฒนาแล้วก็จะซื้อไปใช้เป็นเครดิต โดยไม่ต้องไปดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนเอง

ช่วงที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้วได้เข้ามาร่วมทำโครงการ CDM ในประเทศไทยจนถึงขั้นขึ้นจดทะเบียนกับ คณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Executive Board of Clean Development Mechanism) สามารถซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตได้แล้วถึง 4 โครงการคือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล 3 โครงการ ได้แก่ โครงการของ บริษัทด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่, บริษัท เอที ไบโอพาวเวอร์ จำกัด, บริษัทน้ำตาลขอนแก่น และโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวภาพของบริษัทโคราชเวสท์ทูเอ็นเนอร์ยี่

นายนที สิทธิประศาสน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์ หนึ่งในผู้รับการขึ้นทะเบียนการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ใช้ แกลบ-ชานอ้อย และกะลาปาล์มเป็นวัตถุดิบ ตั้งอยู่จังหวัดพิจิตร เป็นโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 70,772 ตันคาร์บอน โดยบริษัทได้ทำสัญญาซื้อขายกับเอกชนประเทศญี่ปุ่น คือบริษัทชูบุ อีเลคทริค พาวเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นกับบริษัท ด้วยการทำสัญญาซื้อ-ขายระยะยาว 7 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2555 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท

นายนทีได้กล่าวต่อไปว่า ทิศทางของคาร์บอนเครดิตนับแต่นี้ จะเป็นเรื่องที่รุกคืบเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากกระแสของภาวะโลกร้อน/สิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยน แปลง พร้อมกับปัจจัยที่จะเชื่อมโยงไปยังภาคเศรษฐกิจ ดังนั้นเอกชนต้องปรับตัวให้เข้ากับทิศ ทางที่เปลี่ยนแปลงนี้ โครงการใดที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ นอกเหนือจากรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีผลต่อการพิจารณาการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินด้วย

รวมถึงรัฐจะต้องกระตุ้นให้เกิดโครงการ CDM มากขึ้น เพราะโครงการที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเราไม่สามารถเก็บสะสมไว้ใช้ในอนาคตได้ ถ้าไม่ใช้ตอนนี้โอกาสในการที่จะมีรายได้เพิ่มนอกเหนือจากการขายไฟฟ้าแล้วก็จะไม่มี ซึ่งผลของการดำเนิน CDM ก็ยังถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อนอีกด้านหนึ่งด้วย

ขณะที่ นายวิเชียร เจษฎากานต์ ผู้จัดการ โครงการฟาร์มหมูราชบุรี กล่าวว่า โครงการของบริษัทเกิดขึ้นจากการร่วมมือของ 3 บริษัท คือบริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด-บริษัทวีซีเอฟ กรุ๊ป จำกัด และบริษัทหนองบัวฟาร์ม แอนด์คันทรีโฮมวิลเลจ จำกัด ในการพัฒนาเป็นโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มและนำมาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียน ผลิตไฟฟ้าได้ 1.8 เมกะวัตต์ ส่วนหนึ่งไฟฟ้ากลับมาใช้ในฟาร์มหมู ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เช่นเดียวกัน

ในเรื่องของการทำ CDM นั้น ฟาร์มหมูราชบุรีได้ทำข้อตกลงไว้กับสถานทูตเดนมาร์กตั้งแต่ 3 ปีก่อน โดยสถานทูตเดนมาร์กได้ให้เงินสนับสนุนโครงการทำงานวิจัยและพัฒนามาทั้งสิ้น 3 ล้านบาท เป็นโครงการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 100,000 ตันคาร์บอน ซึ่งหากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาดพิจารณาอนุมัติรับรองโครงการแล้ว คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถทำซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตกับเดนมาร์กได้อย่างแน่นอน

และสุดท้าย นายเกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเอกรัฐโซลาร์ จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากบริษัทได้มีการผลิตแผงและแผ่นโซลาร์เซลล์และมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งก็เป็นโครงการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ซึ่งหากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เกิดขึ้นได้ ตนก็จะนำเอาสู่กลไก CDM เพื่อจำหน่ายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศพัฒนาแล้วด้วยเช่นกัน

หน้า 8

โตชิบา-พานาฯปรับตัวรับกฎเหล็กEU ยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมพลังรักษ์"สวล."

โดยประชาชาติฯ วันที่ 20 สิงหาคม 2550

ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ "โตชิบา/พานาโซนิค" ชี้ทิศทางอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่อจากนี้ไป จะต้องเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการประหยัดพลังงานมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวด้วยการยึดระเบียบ EU ที่เข้มงวดที่สุดเป็นหลักไว้ก่อน หากรายใดผลิตสินค้าตามระเบียบได้ ก็หมายถึงส่งออกไปขายที่ไหนในโลกก็ได้

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล ประธาน บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า อนาคตของการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า จะเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับการประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้ง 2 เรื่องนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการภายในประเทศจะต้องตระหนักและปรับตัว โดยเน้นการผลิตสินค้าให้สอดคล้องทิศทางดังกล่าว เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

ทิศทางข้างต้นได้ถูกส่งสัญญาณมาในรูปแบบ ของการออกระเบียบ-มาตรการของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ที่ปัจจุบันมีการออกระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระเบียบว่าด้วยการจัดการซากเศษเหลือทิ้งของเครื่องใช้และอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2548 กับระเบียบว่าด้วยการห้ามใช้สารโลหะหนักที่เป็นอันตรายบางประเภทในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHS) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2549

โดยระเบียบทั้ง 2 ฉบับ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอ นิกส์ที่ผลิตสินค้าส่งออกไปยังสหภาพยุโรปโดยตรงไม่ว่าจะเป็น กระบวนการส่งออกที่ยุ่งยากมากขึ้น ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น รวมไปถึงการขจัดเศษซากเหลือใช้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หยุดใช้งาน หรือเลิกใช้งานไปแล้ว เป็นต้น

ในส่วนของบริษัทโตชิบาเอง ขณะนี้ได้มีการปรับตัวและได้ลงทุนผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าวแล้ว ด้วยการลงทุนประมาณ 80-90 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงการผลิตสินค้าทุกรายการให้เป็นไปตามระเบียบของ RoHS พร้อมกับลงทุนอีกประมาณ 100 ล้านบาทในการสร้าง "โรงงานรีไซเคิล" หลอดไฟตามระเบียบ WEEE ขึ้นที่จังหวัดปทุมธานีอีก 1 แห่ง โดยเป็นการนำหลอดไฟที่ใช้แล้วมาแยกชิ้นส่วนและเอาตัวหลอดแก้วไปหลอม เพื่อนำไปหล่อเป็นตัวหลอดไฟขึ้นมาใหม่ มีกำลังการผลิตเดือนละ 10,000 หลอด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ การจัดเก็บหลอดไฟที่ใช้แล้วกลับคืนมาสู่โรงงานค่อนข้างลำบาก

"การผลิตสินค้าที่เน้นเรื่องของสิ่งแวดล้อมบริษัทโตชิบาทำมานานแล้ว เราไม่ได้ทำเพราะถูกบังคับ แต่เป็นสัญญาระหว่างบริษัทโตชิบา ไทยแลนด์กับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งผลของการลงทุนอาจจะยังเห็นไม่ชัดเจน เราคิดว่า อะไรที่เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม เราถือเป็นหน้าที่หรือกลไกหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้" นางกอบกาญจน์กล่าว

อย่างไรก็ตามสินค้าที่บริษัทโตชิบาผลิตทั้งหมด 70% จะส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะส่งออกไปยังประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปน้อย แต่กรณีที่บริษัทสามารถผลิตสินค้าได้ตามระเบียบมาตรฐานที่ EU กำหนด ในอนาคตคาดว่าโตชิบาจะผลิตสินค้าส่งออกไป สหภาพฯได้มากขึ้น

ด้านนายไดโซ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ให้ความเห็นในฐานะผู้ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสหภาพยุโรปว่า "พานาโซนิค" มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นมีนโยบายที่ชัดเจนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท ที่เน้นในเรื่องคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันตลาดส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักของพานาโซนิค ประเทศไทย อยู่ที่อาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งเน้นสินค้าสำเร็จรูป ส่วนตลาดสหรัฐ-สหภาพยุโรป จะเน้นการส่งออกชิ้นส่วน โดยสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกไปสหภาพยุโรป บริษัททำตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปทั้งหมด โดยถือว่า กฎระเบียบของสหภาพยุโรป "เข้มงวดมากที่สุดแล้ว"

หากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถปรับตัวจนสามารถส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปได้ ก็เท่ากับผู้ผลิตสินค้ารายนั้นสามารถส่งผลิตภัณฑ์รายการเดียวกันนั้นไปขายได้ทั่วโลก ซึ่งพานาโซนิคอยู่ในสถานะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ต่างก็มีระเบียบเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานตามอย่างสหภาพยุโรป

นายอิโตะยอมรับว่า การปรับตัวเพื่อรองรับ กฎระเบียบของสหภาพยุโรปจะทำให้ต้นทุนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% แต่ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบกับต้นทุนของพานาโซนิคมากนัก ปัญหาที่กระทบ จริงก็คือ วัตถุดิบที่ปรับขึ้นราคา ทั้งนี้แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทก็ไม่ได้ปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยจะหันไปใช้วิธีการลดค่าใช้จ่ายด้าน อื่นๆ แทน รวมทั้งการสั่งซื้อสินค้าพร้อมกันทุกโรงงานของพานาโซนิคในภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้ต้นทุนราคาสินค้าลดลง

"นโยบายของบริษัทแม่ก็คือ สินค้าทั้งหมดของพานาโซนิคจะต้องไม่มีสารตะกั่วปนเปื้อน หากนำสินค้าของพานาโซนิคไปแยกชิ้นส่วนจะเห็นว่าไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และเราใช้วัตถุดิบที่สามารถรีไซเคิลได้ ในญี่ปุ่นเรามีโรงงานรีไซเคิลและกำลังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย เพื่อร่วมกันทำโรงงานรีไซเคิลในไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับการทำโรงงานรีไซเคิลในไทย ยังบอกไม่ได้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับกฎระเบียบต่างๆ ในไทยด้วย" นายอิโตะกล่าว

"โลกร้อน" แรง "มติชนแฟร์" คึกคนแน่น รัฐบาล-เอกชนพร้อมหนุนระยะยาว

โดยประชาชาติ วันที่ 20 สิงหาคม 2550

แม้ภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจไทย จะตกอยู่ในบรรยากาศที่อึมครึม อันเนื่องมาจากภาวะการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนกิจกรรม "มติชนแฟร์" ซึ่งจัดร่วมกับพันธมิตรทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ระหว่าง วันที่ 15-19 ส.ค. 2550 จะได้รับความสนใจ มากเป็นพิเศษ มีผู้เข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมากเนื่องจากกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับภาวะ "โรคร้อน" ซึ่งแนวคิดหลักและนิทรรศการในงานดังกล่าว มีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน การสร้างความร่วมมือในการดูแล สิ่งแวดล้อม จึงได้รับความสนใจทั้งจากองค์กร ภาครัฐและประชาชนทั่วไปพอสมควร

ความคึกคักเริ่มตั้งแต่วันแรกของการเปิดงาน "กระทรวงพลังงาน มติชน ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม" เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมปาฐกถาพิเศษระบุถึงความสำคัญในการปลุกจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ดูแลสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยรณรงค์ให้เกิด ความตื่นตัวมากขึ้น

"ถ้าจะพูดเรื่องการเผชิญกับภาวะโลกร้อน ต้องพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์พลังงานควบคู่ไปด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์พลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของมนุษยชาติทั่วโลก ทั้ง 6,500 ล้านคน เป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแล"

หลังจบการปาฐกถาพิเศษแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ได้ร่วมชมนิทรรศการเป็นเวลาสั้นๆ ซึ่ง นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเครือมติชน และพันธมิตรร่วมจัดการได้นำชมการแสดง แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและความสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย

นอกจากบริเวณนิทรรศการ ซึ่งประกอบ ไปด้วยการจัดพื้นที่แสดงของกระทรวงพลังงาน กรุงเทพมหานคร กระทรวงแรงงาน ฯลฯ แล้ว ยังมีเวทีที่จัดงานเสวนาและมีการพูดถึงประเด็นความสำคัญในการช่วยกันลดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เวทีเสวนาเรื่องแนวทางการลดปัญหาโลกร้อนนั้น ดร.อานนท์ สนิทวงค์ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (START) กล่าวว่า ปัญหา "โลกร้อน" ทุกคนจะต้องตระหนักและเห็นความสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้น และก็พยายามปรับตัวดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อบรรเทาปัญหา แต่ไม่ต้องทำในสิ่ง "สุดโต่ง" อะไรพอทำได้ก็ทำ เช่น เดินให้มากขึ้น, ใช้ลิฟต์ให้น้อยลง เพราะการใช้ลิฟต์นั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามาก หรือลดการใช้ถุงพลาสติกลง เนื่องจากกระบวนการผลิตถุงพลาสติกทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์เป็นจำนวนมาก หรือเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน บางคนขี้เหนียวไม่ยอมซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน แต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าไฟแพงอยู่ดี หรือการสร้างบ้านใหม่ ให้มีการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน แสงสว่างเข้าถึง ไม่ต้องเปิดไฟทั้งวัน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าทุกคน ปรับตัวได้ ก็คิดว่าปัญหาโลกร้อนคงจะบรรเทา ไปได้อย่างแน่นอน เราหวังอย่างเดียวไม่พอ ต้องมองด้วยเหตุผล ต้องแก้ที่ตัวเองให้ได้

ขณะที่ภาคเอกชนที่มาร่วมงานก็ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือการรณรงค์เรื่องโรคร้อนจะยัง เป็นประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ และทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ไปในระยะยาวอีกด้วย

ในเวทีเสวนากลางยังมีรายการที่น่าสนใจในแต่ละวัน เช่น การเสวนาถึงทิศทางความนิยม ของ "จตุคามรามเทพ" , เสวนาเรื่อง "คนพลิกแบรนด์" โดยนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีแทค, การเสวนาเรื่อง ควรรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ซึ่งรายการส่วนใหญ่มีผู้สนใจเข้าฟังเป็นจำนวนมาก และเป็นจุดดึงดูดให้คนเข้ามาชมงานมากยิ่งขึ้น

ส่วนพื้นที่ซึ่งสำนักพิมพ์มติชน จัดกิจกรรมลดราคาหนังสือเป็นกรณีพิเศษ 30-90% ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานมากและมีผู้ซื้อหนังสือในหลายๆ กลุ่มเข้ามาเลือกซื้อตลอดเวลา โดยนอกจากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับกระแส "โลกร้อน" ได้แก่ "โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใคร อยากฟัง" ของอัลกอร์ ทั้งในเวอร์ชั่นปกติและฉบับพิเศษสำหรับคนรุ่นใหม่จะมียอดขายสูงในแต่ละวันแล้ว หนังสือแนวธุรกิจ-บุคคล ในแวดวงธุรกิจ ก็ได้รับความสนใจมียอดขายสูงเช่น "คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน" ของธนา เธียรอัจฉริยะ "แบรนด์ชนแบรนด์" โดยกองบรรณาธิการ "ประชาชาติธุรกิจ" ฯลฯ

และทางสำนักพิมพ์มติชน ยังเพิ่มสีสันในบริเวณพื้นที่ขายหนังสือด้วยการจัดมุมพิเศษให้ผู้เข้าชมงานได้พบปะพูดคุย ขอลายเซ็นจากนักเขียนชื่อดังได้ตลอดทั้งวัน โดยมีนักเขียนมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร, หนุ่มเมืองจันท์, ชาติ ภิรมย์กุล, บินหลา สันกาลาคีรี, จรัญ ยั่งยืน, จิระนันท์ พิตรปรีชา ฯลฯ

ในส่วนจัดแสดงนิทรรศการของหนังสือ- กลุ่มงานต่างๆ ในเครือมติชน ก็ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบูทของเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน ที่มีการแจกต้นไม้ พันธุ์ไม้ฟรีแก่ผู้เข้ามาร่วมงานทุกวัน หรือบูทของ "มติชนสุดสัปดาห์" ที่เปิดให้คนเข้ามาชมงาน สามารถ ถ่ายภาพขึ้นปกและได้รับหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับพิเศษที่มีภาพของตัวเองขึ้นปกด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมเวทียังคงมีต่อเนื่องไปจนถึง วันปิดงานคือ เย็นวันอาทิตย์ที่ 19 ส.ค. 2550

by ThaiWebExpert