ประชาชาติธุรกิจ

"ตื่นรู้เพราะ...โลกร้อน" - คอลัมน์ สามัญสำนึก

ผู้เขียน: 
สมปรารถนา คล้ายวิเชียร

ประชาชาติธุรกิจ (12 กรกฎาคม 2550)

หลังจากรับข้อมูลจำนวนมหาศาล อย่างต่อเนื่อง จากทุกสื่อ ทุกรูปแบบ

นาทีนี้ ผมว่าตัวเองและคุณผู้อ่านอีกเป็นจำนวนไม่น้อยคงเชื่อแล้วว่า โลกร้อน !

ไม่น่าเชื่อว่าพลังที่อดีตรองประธานาธิบดี สหรัฐ อัล กอร์ จะสร้างความสั่นสะเทือนให้ กับโลกทั้งใบได้ถึงขนาดนี้ สิ่งที่เขาสื่อสารส่งสัญญาณออกมา มีผู้คนทั่วโลก "ได้ยิน" และยัง สามารถรับ "ข้อความ" ไปคิดต่อจนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่มหาศาล สำหรับกระแสตื่นตัว เรื่อง "โลกร้อน"

ต้องไม่ลืมขอบคุณ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่กร้าวแกร่งบนเวทีการเมืองสหรัฐ และหาทางสกัดอดีตผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ชื่อ อัล กอร์ จนบรรลุความสำเร็จ และนั่น ทำให้โลกได้นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมคนสำคัญมาปลุกจิตสำนึกคนได้อย่างกว้างขวางเช่นนี้

พลังที่ส่งออกมาจากคุณอัล กอร์ มิได้ยุติลงเพียงแค่สารคดี An Inconvenient Truth เท่านั้น

ประเด็นที่สื่อสารออกมาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวและหนังสือเล่มใหญ่ที่อ่านสนุก มีรูปภาพ แบบจำลองในการนำเสนออย่างฉลาด ช่วยปลุกให้คนส่วนใหญ่สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากวงจรปกติของการเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่ของการทำลายล้างโลกแบบไร้สติและขาดความยั้งคิด

กระแสดังกล่าวถูกตอกย้ำอย่างแรงอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2007 ที่เขียนออกมาได้เป็นรหัสเท่ๆ 7-07-07 วันเลขเด็ดที่แม้แต่ฝรั่ง ก็ยังหลงใหลและใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ จัดกิจกรรมการแสดงดนตรีบนเวทีในเมืองสำคัญๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน, นิวยอร์ก, ริวเดจาเนโร, โจฮันเนสเบิร์ก ฯลฯ

เป็นวาระที่นอกจากจะถูกใช้เพื่อกระตุ้น ให้คนหลายแสนคนมาชุมนุมพร้อมกัน ณ เวที ที่จัดกิจกรรมแล้ว ยังถ่ายทอดสด เผยแพร่ ภาพการแสดงจากทุกทวีป ไปยังสายตาผู้ชม ทั่วโลก ทั้งที่ชมผ่านโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หรือบนอินเทอร์เน็ต

เป็นวาระแห่งการรณรงค์ที่ทำให้ผมได้สาระความรู้และความบันเทิงครบถ้วนจนแทบไม่เป็น อันทำกิจการอย่างอื่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมาเลยก็ได้

อานิสงส์ของมหกรรมดนตรี Live Earth ที่ได้ชมทางเคเบิลทีวีช่อง 56 นอกจากจะได้เมามันและร้อนมากขึ้นกับการแสดงของซูเปอร์สตาร์อย่าง มาดอนน่า หรือ Red Hot Chili Pepers แล้วยังได้ชมภาพยนตร์สั้นๆ ชั้นดีที่นำเรื่องราวเกี่ยวกับโลกร้อนมาถ่ายทอดผ่านภาพที่สวยงาม โครงเรื่องที่น่าสนใจ พร้อมกับแง่คิดใหม่และเก่าสลับกันไป

ไม่นับสปอตสั้นๆ ที่มีดาราดังระดับโลกอย่าง เบน เอฟเฟล็ก, โทบี้ แม็กไกว์, คาเมรอน ดิอาซ ฯลฯ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ชักชวนให้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่จะเป็นส่วนหนึ่ง หรือได้มีส่วนร่วมในการช่วยให้โลกใบร้อนเย็นขึ้น หรือร้อนน้อยลง

ในความคิดของผม นี่อาจเป็นการ "ตื่นรู้" หรือเพิ่งจะ "ตระหนัก" อย่างจริงจังของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติตะวันตกและอเมริกันชน ที่วิถีชีวิตก้าวไปกับเทคโนโลยีที่อำนวย ความสะดวก สร้างลักษณะนิสัยที่ต้องการ ความสบายทุกรูปแบบเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยไม่รู้หรือไม่เข้าใจหรอกว่า การใช้รถยนต์ ใช้น้ำมัน ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำ ฯลฯ ในชีวิตประจำวัน โดยพฤติกรรมปกติของพวกเขา (รวมถึง พวกเราด้วย) นั่นแหละ ล้วนเป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้โลกร้อน

วันนี้เมื่อ "ค้นพบ" ว่าทุกๆ คนคือส่วนหนึ่ง ในกลไกที่ทำให้โลกร้อน หากจะเริ่มแก้ไขกัน ทันทีก็ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน

ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นเรื่องที่บ้านเราก็รับรู้รณรงค์กันมา ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดตะเกียบเพื่อประหยัดพลังงานแทนการใช้หลอดไฟแบบเดิม, แยกขยะ, ใช้วัสดุรีไซเคิล, บริโภคสินค้าแบบรีฟิล, ลดการใช้รถยนต์ หันมาใช้จักรยานแทน ฯลฯ

แต่ถึงที่สุดแล้ว เรื่องง่ายๆ นี่แหละยากชะมัด เพราะเนื้อแท้แล้วมันคือ การเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนวิธีคิดในชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่า ถ้าทำได้สักครึ่งหนึ่ง และ "ตื่นรู้" กันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำเพียง เพราะมันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส นี่ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จมหาศาลแล้ว

FTAAPยังอีกไกลขอแค่รอบ"โดฮา"ผ่านก่อน

ประชาชาติธุรกิจ (12 กรกฎาคม 2550)

นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมรัฐมนตรีการค้า เอเปก ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแคร์นส์ (Cairns) ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ว่า ที่ประชุมได้หารือกันเกี่ยวกับบทบาทของเอเปกในการสนับสนุนการเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (WTO)

โดยทุกประเทศต่างเห็นด้วยที่จะเริ่มกระบวนการเจรจารอบโดฮาที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและทำให้ประเทศสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น ต่างจากการประชุมกลุ่มเล็กระหว่างประเทศใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศเหมือนที่ผ่านมา และทุกประเทศควรแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นเจรจาหลัก 2 ประเด็น คือ เกษตรและสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร (NAMA) ซึ่งแต่ละประเทศควรมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ตัวเลขระดับไหนได้หรือไม่ได้ เพื่อการเจรจาจะได้คืบหน้าไปได้มากกว่าปัจจุบัน

"ในส่วนของไทยได้เรียกร้องให้ทุกประเทศแสดงความยืดหยุ่นและไม่ยึดติดกับท่าทีของตนมากเกินไป และไทยได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนของกลุ่มที่เสนอ Middle Ground Paper on NAMA ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของหลายประเทศ จึงได้ชักชวนให้สมาชิกพิจารณาข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะได้ใช้เป็นท่าทีของประเทศต่างๆ ในกลุ่มต่อไป" นายเกริกไกรกล่าว

นอกจากนี้ในที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบแผน การดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าขั้นที่ 2 ของเอเปก (Trade Facilitation Action Plan II) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการทำธุรกิจทางการค้าภายในภูมิภาคลงอีก 5% ภายในปี 2553 หลังจากที่ได้ลดต้นทุนไปก่อนหน้านี้แล้ว 5% ในปี 2549 สำหรับแผนงานนี้ครอบคลุมถึง 4 เรื่องสำคัญ คือ พิธีการศุลกากร มาตรฐานและการรับรอง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ ซึ่งไทยได้ระบุว่าสนใจเรื่อง single window และการให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)

สำหรับแผนงานด้านการปฏิรูปโครงสร้างและมาตรการภายในประเทศ (structural reform and behind-the-border measures) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเปิดเสรีการค้าการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายโบกอร์ (Bogor goals) ในปี 2553 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และ 2563 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเอเปกมีแผนงานดำเนินการเรื่องนี้ 5 ด้าน คือ นโยบายการแข่งขัน การปฏิรูปกฎระเบียบธรรมาภิบาลของภาครัฐ ธรรมาภิบาลของภาคเอกชน และการสร้างความเข้มแข็งด้านกฎหมายและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ best practice มากกว่าการจัดทำแนวทางหรือ framework ขึ้นมาใช้ร่วมกัน

"ไทยได้ให้การสนับสนุนการปฏิรูป โดยประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งด้านนโยบายแข่งขันและธรรมาภิบาลของเอกชนระดับเอสเอ็มอี" นายเกริกไกรกล่าว

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปกให้ใกล้ชิดขึ้น (regional economic integration หรือ REI) ซึ่งเป็นผลจากการประชุมที่ฮานอยในครั้งก่อนที่มอบให้เอเปกไปศึกษาความเป็นไปได้ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปก และการจัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีเอเปก (FTAAP) ซึ่งที่ประชุมครั้งนี้ต่างเห็นพ้องกันว่า การทำเอฟทีเอ เอเปก ควรจะเป็นเป้าหมายระยะยาว ส่วนเป้าหมายระยะสั้นควรเป็นการผลักดันการเจรจารอบโดฮา อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีเอเปกทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางการเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างกัน โดยใช้เอกสารศึกษาที่ออสเตรเลียยกร่างขึ้นมาใช้เป็นพื้นฐานได้

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา โลกร้อนความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องรู้ !!

ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ Brain Up (9 กรกฎาคม 2550)

แม้ว่าประเด็นโลกร้อนจะได้รับการพูดถึงกันมากในช่วงเวลากว่าปีที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่องปรากฏการณ์ที่เป็นผลจากโลกร้อนนั้น เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาจากหลายเวที หลายแหล่งที่มา หากแต่น่าสนใจว่า ประเด็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แท้จริงที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้กลับมิใช่ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ผลสะเทือนที่กำลังจะเกิดกับภาคธุรกิจในวันนี้กลับอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมจากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน ที่คนทำธุรกิจไม่ควรมองข้าม

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในประเด็นนี้อย่างชัดเจน เมื่อมาบรรยายในวันอนุรักษ์พลังงาน ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่า "ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวันนี้ยังไม่ได้กระทบชีวิตผู้คนมากเท่าไหร่นัก และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้น แต่ประเด็นที่น่าจับตากลับเป็นประเด็นผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นที่กำลังค่อยปรากฏชัดในต่างประเทศ จากการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบชัดเจนกับภาคธุรกิจในไทย"

แต่กลับเป็นประเด็นที่ไม่ค่อยได้รับรู้นัก !!

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ดร.อานนท์กล่าวว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งสหภาพยุโรป ในแง่หนึ่งการรณรงค์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีในการชะลอปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศของโลก แต่ในทางกลับกันมีอีกแง่มุมที่น่าสนใจ เช่น ในยุโรปวันนี้เริ่มมีการรณรงค์ให้เดินทางน้อยลง โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะมองว่าการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งเรื่องนี้อาจจะส่งผลชัดเจนกับธุรกิจท่องเที่ยว หรือเรื่องการซื้อสินค้า ปัจจุบันเริ่มมีการรณรงค์ให้ไม่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่ไม่สนใจลดและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บางประเทศประชาชนถึงกับหยุดซื้อสินค้าที่ต้องขนส่งทางอากาศ เช่น ผลไม้ ดอกไม้ รวมไปถึงการลดการใช้ซีเมนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีกระบวน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง ตอนนี้จึงมีการเริ่มคิดค้นวัสดุที่อาจจะนำมาใช้แทนซีเมนต์ในการก่อสร้างในอนาคต

ดังนั้น หากผู้ประกอบการในไทยที่ยังไม่สนใจเรื่องนี้อาจจะได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจ หากไม่ได้เตรียมตั้งรับ

"แม้ว่าวันนี้จะว่ากันตามจริงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนจะยังไม่ได้ส่งผลที่ชัดเจนมากนักทางกายภาพ แต่ผลกระทบในเชิงความคิดที่กำลังจะเกิดกับธุรกิจนั้นมีจริงแล้ว แต่ผมก็เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างการท่องเที่ยวฯ ก็ยังไม่ได้มองเรื่องเหล่านี้"

"ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบชัดเจนวันนี้น่าจะเป็นธุรกิจระหว่างประเทศ และเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ด้านการท่องเที่ยวและการส่งออกอย่างการเลี้ยงกุ้งในแบบ intensive ซึ่งเป็นการเลี้ยงกุ้งแบบที่ไทยเลี้ยง โดยมีการเจือปนยา ปฏิชีวนะมาก ซึ่งเขาก็จะบอกว่าการเลี้ยงกุ้งแบบนี้จะมีการปล่อย มีเทนจำนวนมหาศาล"

หากจะให้กล่าวโดยสรุป ดร.อานนท์มองว่า ธุรกิจที่ควรจะเตรียมตั้งรับจากผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น่าจะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่ทำ การค้ากับประเทศในแถบยุโรป ธุรกิจเกี่ยวกับต้น ทุนทางวัตถุดิบ ได้แก่ ผลิตซีเมนต์ ผลิตพลังงาน ผลิตไฟฟ้า ธุรกิจที่ต้องใช้วัตถุดิบด้านการเกษตร เช่น ธุรกิจอาหาร รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับที่ดิน เพราะการใช้ที่ดินจะถึงจุดที่มีข้อจำกัด เพราะในอนาคตบางพื้นที่ที่เคยเป็นที่ดินก็อาจจะถูกน้ำท่วม เป็นต้น รวมไปถึงธุรกิจที่ต้องใช้น้ำเป็นองค์ประกอบ

ดังนั้นแม้ว่าวันนี้ปัญหาเรื่องโลกร้อนจะยังมาไม่ถึง แต่ผลกระทบที่ธุรกิจไม่ควรมองข้ามคือผลกระทบทางอ้อม ซึ่ง ดร.อานนท์แนะนำว่า ธุรกิจต้องมองปัจจัยนี้เป็นปัจจัยในการพิจารณาในการดำเนินธุรกิจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!

APEC เดินหน้า... ผ่าทางตันเจรจาโดฮา

ประชาชาติธุรกิจ (5 กรกฎาคม 2550)

การประชุมรอบโดฮาของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปีแล้ว ล่าสุดมีความพยายามของประเทศผู้เจรจาที่สำคัญ คือ สหรัฐ สหภาพยุโรป บราซิล และอินเดีย เข้าร่วมประชุมกันที่ Potsdam ประเทศเยอรมนี ในนามกลุ่ม G4 สหรัฐและสหภาพยุโรปเป็นตัวแทนของประเทศอุตสาหกรรม ขณะที่บราซิลและอินเดียเป็นตัวแทนประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนเองในประเด็นเรื่องการอุดหนุนสินค้าเกษตร และการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุม G4 จบลงอย่างไม่น่าพอใจ โดยอินเดียและบราซิลประท้วงโดยเดินออกจากห้องประชุม ทำให้ความหวังที่จะปิดรอบการเจรจาโดฮา ซึ่งเจรจายืดเยื้อมานานกว่า 6 ปี ต้องยืดเยื้อต่อไปอีก นายปาสคาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) แสดงความเป็นห่วงการเจรจารอบโดฮา โดยระบุว่า ประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในการเจรจาคือ การจัดทำกรอบการเจรจา (modalities) สินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม

แม้การประชุม G4 จะจบอย่างไม่น่าพอใจ แต่ Mr.Warren Truss รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย ยังมีความหวัง โดยระบุว่า ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกถือเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันให้ประเทศสมาชิก WTO สามารถจัดทำ modalities ได้สำเร็จในเดือนตุลาคม เนื่องจากประเทศสมาชิกเอเปกถือเป็นผู้เจรจาที่มีอิทธิพลใน WTO

ในความเห็นของ Mr.Warren Truss มองว่า การประชุม G4 สะท้อนให้เห็นว่า การเจรจารอบโดฮาใกล้จะถึงทางตัน จึงต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก โดยยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก เพื่อหาทางเชื่อมผลประโยชน์ของฝ่ายที่ต้องการปกป้องเกษตรกรภายในประเทศ และฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกภาษีสินค้า ซึ่งช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายถือว่ามหาศาล และยากที่จะเห็นว่าผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายจะเชื่อมกันได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับประเทศมหาอำนาจ หรือกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ ที่จะหาทางออก ซึ่งแน่นอนว่าเอเปกคือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใหญ่พอที่จะสามารถผลักดันการเจรจา WTO ได้ ดังนั้นหากประเทศสมาชิก APEC พร้อมใจกันผลักดัน เชื่อมั่นว่าโอกาสที่ modalities จะสำเร็จได้ภายในเดือนตุลาคมมีความเป็นไปได้มาก

หากการเจรจารอบโดฮาล้มเหลว หรือมีแนวโน้มจะล้มเหลว จะกลายเป็นการส่งเสริมให้การเจรจาเขตการค้าเสรีทั้งในระดับทวิภาคี และระดับภูมิภาคขยายตัวมากขึ้น

Mrs.Susan Schwab ผู้แทนการค้าสหรัฐ แสดงความหวังว่า การประชุมเอเปกจะเป็น แรงผลักดันทำให้การเจรจารอบโดฮาเดินหน้าต่อไปได้

ตั้งอนุกรรมการ ศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ประชาชาติธุรกิจ (25 มิถุนายน 2550)

ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบในการวางแผนพลังงาน นายชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. กล่าวถึง "ยุทธศาสตร์พลังงาน" ของกระทรวงพลังงาน ว่า ต้องใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันที่ต้องนำเข้าสูงมากถึงร้อยละ 90 ส่วนหนึ่งช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) 2)การจัดหาพลังงานให้เพียงพอ เฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละปีที่สูงขึ้นร้อยละ 5-6 ทุกปี ในขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจะเน้นไปที่การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศจากการประเมินจะเหลือใช้ได้เพียง 20 ปีเท่านั้น ฉะนั้นการมองพลังงานทางเลือกที่มั่นคงและต้นทุนต่ำที่สุดอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงถูกระบุอยู่ในแผน PDP

ทั้งนี้ยอมรับว่า "นิวเคลียร์" เป็นเรื่องใหม่สำหรับไทย ซึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 โรง ต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปีขึ้นไป เมื่อพิจารณาตาม PDP มีเวลาเตรียมตัว 6 ปี ซึ่งวันนี้ สนพ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในแต่ละประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ตั้งแต่เรื่องกฎหมายที่จะออกมากำกับดูแล บุคลากร รวมถึงเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า จะยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุด หากไม่ยอมรับแผน PDP นี้ยังสามารถ ปรับเปลี่ยนใหม่ได้ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) รับรองแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 (Power Development Plan 2550-2564) หรือ PDP 2007 ที่ระบุประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมกำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ 4 โรงเกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชูประโยชน์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่า จะกลายเป็นทางเลือกด้านเชื้อเพลิงที่ใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันจากทั่วโลกมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีราคาปรับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และที่สำคัญโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซและน้ำมันจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

เมื่อเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษระหว่างแผน PDP 2007 ที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง, โรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 26 โรง, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 โรง และการรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) 1,700 เมกะวัตต์ รวมการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 2,982,018 ล้านหน่วย โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ตลอดแผนเพียง 1,837.95 ล้านตัน ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับแผน PDP 2006 ฉบับเดิมที่ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 15 โรง, โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ/LNG 15 โรง, โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (ดีเซล) จำนวน 3 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1,085 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 500 เมกะวัตต์ รวมการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,082,119 ล้านหน่วย แต่จะมีการปล่อย Co2 สูงถึง 1,925.79 ล้านตัน

The Revenge of Gaia : เมื่อโลกแก้แค้น (2)

ผู้เขียน: 
ดร.ไสว บุญมา

ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ (21 มิถุนายน 2550)

ในบทที่ 5 ผู้เขียนพูดถึงที่มาของพลังงานโดยเฉพาะในการผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่โลกปัจจุบันขาดไม่ได้โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม มุมมองของเขามักต่างจากแนวคิดกระแสหลักของนักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

กลุ่มแรกได้แก่พลังงานจากฟอสซิลอันเกิดจากซากสัตว์และพืชซึ่งตายทับถมกันไว้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์อันประกอบด้วย น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ผู้เขียนมองว่าเนื่องจากฟอสซิลเกิดจากสิ่งมีชีวิต ฉะนั้นมันจึงเกิดขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับที่มาของพลังงานชนิดอื่น เช่น ต้นไม้ และการเผาฟอสซิลเพื่อเอาพลังงานไม่ต่างจากการเผาท่อนไม้ ความจริงข้อนี้คนส่วนใหญ่มองข้ามทำให้พากันคิดกันว่าฟอสซิลจะหมดไปโดยไม่มีการเกิดขึ้นใหม่มาแทน นั่นอาจเป็นความจริงหากเรามองในกรอบเวลาเพียงสั้นๆ แต่อายุของโลกต้องนับกันเป็นพันล้านปี

เราผลิตกระแสไฟฟ้าจากการเผาน้ำมันและถ่านหิน ในกระบวนการเผานี้เราเก็บพลังงานได้เพียงราว 40% ส่วนอีก 60% สูญเสียไปในในรูปต่างๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ เท่าที่ผ่านมาเราไม่สามารถเก็บพลังงานได้มากกว่านี้เพราะเทคโนโลยีมีข้อจำกัด ในขณะนี้เทคโนโลยีใหม่เริ่มเกิดขึ้นซึ่งจะเอื้อให้เก็บพลังงานได้มากขึ้นพร้อมกับฟอกควันให้สะอาดก่อนที่มันจะถูกปล่อยออกไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึงปีละ 27,000 ล้านตัน หากเราทำให้มันเย็นลงถึงลบ 80 องศาเซนติเกรด มันจะแข็งเป็นภูเขาสูงขนาด 1 ไมล์ และมีเส้นรอบฐานยาว 12 ไมล์ เราจะไปเก็บมันไว้ที่ไหนยังเป็นปริศนา ฉะนั้นผู้เขียนจึงมองว่ายังอีกนานกว่าเทคโนโลยีใหม่จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

ส่วนก๊าซธรรมชาติซึ่งใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและในบ้านเพื่อการหุงต้มและทำความร้อนก็มีปัญหามากเช่นกัน จริงอยู่การเผาผลาญก๊าซธรรมชาติจะสะอาดกว่าการเผาถ่านหิน แต่ก๊าซธรรมชาติมักรั่วไหลได้ง่ายซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้ ก๊าซที่รั่วออกไปเป็นมีเทน ซึ่งมีผลร้ายในการสร้างก๊าซเรือนกระสูงถึง 12 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ ฉะนั้นการมองเพียงด้านเดียวจึงไม่พอ

กลุ่มที่ 2 เป็นก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเราต้องผลิตขึ้นมาจากสิ่งอื่น เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและน้ำ จริงอยู่ก๊าซไฮโดรเจนผลิตไม่ยาก แต่ผู้เขียนมองว่าโอกาสที่มันจะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในอนาคตอันใกล้มีน้อยเพราะข้อจำกัดต่างๆ เช่น ราคาแพงและยากแก่การเก็บ นอกจากนั้นมันยังระเบิดง่ายอีกด้วย

กลุ่มที่ 3 เป็นสิ่งที่ไม่หมดไปหรือผลิตขึ้นมาทดแทนได้เมื่อนำมาใช้ซึ่งประกอบด้วยลม คลื่น น้ำ ชีวมวลและแสงแดด ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าถ้ามนุษย์เราสามารถใช้พลังงานกลุ่มนี้แทนการเผาผลาญฟอสซิลได้แล้วเราจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปโดยไม่สร้างปัญหาให้แก่โลก เขาเห็นว่านั่นอาจเป็นความจริงถ้าเรามีประชากรต่ำกว่าในปัจจุบัน ณ วันนี้โลกมีประชากรมากถึงกว่า 6 พันล้านคน และทุกคนต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น พลังงานจากกลุ่มนี้จึงไม่สามารถที่จะสนับสนุนระดับการบริโภคนั้นได้โดยไม่สร้างปัญหาต่อโลก

ประเทศในทวีปยุโรปตั้งความหวังที่จะใช้พลังงานจากลมไว้สูงมาก แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าความหวังนั้นอาจเป็นความฝันลมๆ แล้งด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น (1) การผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมมีต้นทุนสอง 2.5-3 เท่าของการผลิตจากก๊าซธรรมชาติและจากพลังนิวเคลียร์ (2) ลมพัดในเพียงบางเวลา มันจึงผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 16-25% ของเวลาทั้งมดเท่านั้น ในช่วงเวลาที่เหลือเราต้องใช้พลังงานที่เก็บไว้หรือใช้จากแหล่งอื่น แต่การเก็บพลังงานในปริมาณมหาศาลยังทำไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นในช่วงเวลาที่มีลมพัดก็จะต้องสร้างกังหันลมจำนวนมากจึงจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้พอใช้ เช่น อังกฤษจะต้องสร้างกังหันลมถึง 276,000 ตัว หรือ 3 ตัวต่อเนื้อที่ 1 ตารางไมล์ ซึ่งจะทำให้เนื้อที่ทั้งประเทศเต็มไปด้วยกังหันลม และ (3) กระแสลมที่เราเข้าใจในปัจจุบันว่าจะเกิดขึ้นนั้นอาจไม่เกิดอีกต่อไปเมื่อผิวโลกร้อนขึ้นยังผลให้เขตร้อนขยายออกไปจนครอบคลุมเขตอบอุ่นในปัจจุบัน

ในด้านการใช้พลังงานจากคลื่นในมหาสมุทร ผู้เขียนมองว่าการค้นคว้าเพิ่งเริ่มต้นและคงต้องใช้เวลาอีกราว 20-40 ปีกว่าจะนำมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง ส่วนพลังงานจากกระแสน้ำนั้นมีอันตรายน้อยกว่าจากฟอสซิลจริง แต่กระแสน้ำมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนคนบนผิวโลก ตอนนี้มีการพูดถึงพลังงานจากชีวมวลกันมาก แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการผลิตชีวมวลจำนวนมากแฝงไว้ด้วยอันตรายที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง นั่นคือ มันต้องการที่ดินซึ่งโลกใบนี้ไม่มีให้อีกแล้ว ฉะนั้นพลังงานจากแหล่งนี้จำกัดอยู่ที่การเผาผลพลอยได้จากการเกษตร เช่น ฟางและแกลบ ส่วนพลังงานจากแสงอาทิตย์ยังมีข้อจำกัดทั้งที่มีการพัฒนามาหลายสิบปีแล้ว เช่น ราคายังแพงมาก แสงแดดไม่มีตลอดเวลาและยังไม่สามารถเก็บพลังงานที่ผลิตได้ไว้ใช้ในยามที่ไม่มีแดด

กลุ่มที่ 4 เป็นพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าจะเป็นแหล่งที่ถูกนำมาใช้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ความเห็นของเขาต่างจากของนักวิทยาศาสตร์และคนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อว่าพลังงานนิวเคลียร์มีอันตรายสูง เขานำข้อมูลมากมายมาเสนอเพื่อแย้งว่าความเชื่อนั้นไม่ได้วางอยู่บนฐานของข้อมูลที่แท้จริงและเพื่อแสดงว่าอันตรายที่อาจเกิดจากการผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์นั้นต่ำกว่าอันตรายที่เกิดจากการเผาผลาญฟอสซิล

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เสนอให้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ตลอดไป เขามองว่าในระหว่างที่เรามองหาแหล่งที่มาของพลังงานใหม่ที่จะไม่สร้างอันตรายต่อโลก นิวเคลียร์เป็นพลังงานสำหรับใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมที่สุด มิฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนแนวการดำรงชีวิตกันขนานใหญ่เพื่อจำกัดการใช้พลังงาน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เต็มใจที่จะทำ

ในบทที่ 6 ผู้เขียนพูดถึงสิ่งที่เรากระทำในนามของการปกป้องสิ่งแวดล้อมหลังจากถูก Rachel Carson ปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยหนังสือชื่อ Silent Spring ซึ่งคงแปลว่า "เมื่อโลกนี้ไม่มีเสียงนก" เมื่อปี 2505 หนังสือเรื่องนี้ชี้ให้เห็นอันตรายของการใช้สารเคมีเพื่อฆ่าวัชพืชและแมลงที่ทำลายพืชผักผลไม้ในนา ในไร่และในสวน เมื่อนกตายจากการกินแมลงที่มีสารเคมีตกค้างอยู่

อันตรายนั้นนำไปสู่การห้ามใช้สารเคมีต่างๆ รวมทั้งดีดีทีซึ่งมีประโยชน์สูงมากในการกำจัดยุงที่มีชื้อมาลาเรีย ปราศจากดีดีทีประชาชนจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากโรคนั้นทั้งที่ปัญหาไม่ได้เกิดจากการใช้สารเคมีเพื่อควบคุมโรคร้าย

หากเกิดจากการใช้สารเคมีมากเกินไปเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การห้ามใช้สารเคมีซึ่งมีประโยชน์จึงเป็นการมองแบบแยกส่วน แทนที่จะมองภาพรวมทั้งหมด เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมีที่มีสารไนเตรดซึ่งเราเข้ากันใจว่าเป็นอันตราย การใช้ปุ๋ยคอกเพียงเล็กน้อยไม่สร้างปัญหาหนักหนาสาหัส แต่การใช้จำนวนมากทำให้ส่วนหนึ่งไหลลงสู่สายน้ำยังผลให้น้ำสกปรกจนปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ อยู่ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นผลการวิจัยซึ่งลงพิมพ์ในวารสาร Scientific American เมื่อเดือนกันยายน 2547 ชี้ให้เห็นว่าสารไนเตรดในอาหารและน้ำไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคน ตรงข้ามมันช่วยในการย่อยอาหารและฆ่าแบคทีเรียในร่างกาย

การกระทำด้วยความตั้งใจดีแต่มองปัญหาแบบแยกส่วนและไม่ศึกษาต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริงนำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่าย เช่น การกำจัดฝนพิษ เนื่องจากหมอกควันส่วนหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดฝนพิษเป็นละอองของกำมะถันจากการพ่นแอโรโซล หมอกควันนี้มีประโยชน์เพราะมันช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปทำให้ผิวโลกเย็นลงหลายองศา การกำจัดหมอกควันจึงทำให้ปัญหาโลกร้อนร้ายแรงยิ่งขึ้น

ในยุคนี้สิ่งที่เรากลัวกันมากที่สุดอย่างหนึ่งได้แก่โรคมะเร็ง เราพยายามจำกัดสารเคมีต่างๆ เพราะคิดว่ามันเป็นต้นตอของโรค แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่ก่อเกิดโรคมะเร็งมากที่สุดมีอยู่แล้วในธรรมชาติ เช่น ก๊าซออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปทุกวันนั้นเป็นตัวก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดมะเร็ง เช่นเดียวกับกัมมันตภาพรังสี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในดิน ในอากาศและในบ้านของเราเอง ยิ่งไปกว่านั้นพืชที่เราคิดว่าเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารของเรานั้นอันที่จริงแล้วไม่ชอบให้เรากินมันเลย มันจึงพยายามผลิตสารพิษขึ้นมาต่อต้านเรา อาหารจึงเป็นต้นตอของโรคมะเร็งด้วย

ประชุมจี-8ลดท่าทีผ่าทางตัน"โลกร้อน" ผนึกยูเอ็นคลอดพิธีสารใหม่ภายใน2ปี

ประชาชาติธุรกิจ (11 มิถุนายน 2550)

สุดยอดผู้นำชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ จี 8 ถอยคนละก้าว อุ้มวาระ "โลกร้อน" จบสวยงาม ประกาศเดินหน้าผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกลงอย่างน้อย 50% แต่บิ๊กมหาอำนาจเศรษฐกิจยังปิดปากเงียบ โดยไม่ระบุชัดเป็นตัวเลขมลพิษที่จะลดว่า เป็นปริมาณลงเท่าใดแน่ พร้อมประกาศผนึกยูเอ็น เร่งดันพิธีสารฉบับใหม่แทน "เกียวโต" แล้วเสร็จภายใน 2 ปี

การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 8 ประเทศ หรือ จี-8 ปิดฉากลงด้วยข้อเสนอลดการปล่อยก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน โดยเห็นพ้องที่จะลดมลพิษคาร์บอนออกไซด์ทั่วโลกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ภายในปี 2593 และเห็นพ้องที่จะร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อหาข้อสรุปในการจัดทำพิธีสารฉบับใหม่ในการแก้ปัญหาภาวะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นให้ได้ ภายในปี 2552 เพื่อนำมาปรับใช้แทนพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)

เป็นที่น่าสังเกตว่า ความตกลงของกลุ่มจี-8 ออกมาในลักษณะที่ค่อนข้างประนีประนอม เห็นได้จากแม้ทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะลดก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก แต่กลับไม่ระบุเจาะจงเป็นตัวเลขว่า จะลดลงในปริมาณที่เท่าใด โดยใช้ถ้อยคำเพียงว่า จะลดลง "จำนวนมาก" (substantial) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นางอังเกลา เมอร์เกล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวถึงข้อสรุปในส่วนของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนว่า เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง โดยระบุว่า ถึงแม้ความตกลงครั้งนี้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เธอเชื่อมั่นว่า จะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงต่อปฏิญญานี้ไปได้

"พวกเราเห็นพ้องที่จะต้องหยุดแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก่อน จากนั้นตามด้วยการลดก๊าซดังกล่าวลงอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังในภายหลัง" นายกรัฐมนตรีเมอร์เกลกล่าว

นอกเหนือจากการลดก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก บรรดาผู้นำจี-8 บางรายได้เห็นพ้องที่จะผลักดันให้เกิดการหารือเกี่ยวกับการจัดทำพิธีสารฉบับใหม่ ขึ้นมาแทนที่พิธีสารเกียวโตให้บรรลุตามกรอบเวลาของสหประชาชาติ

ปฏิกิริยาของกลุ่มจี-8 ต่อปัญหาโลกร้อนที่ถือเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ การรับรองผลสรุปการศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกของยูเอ็น ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติ จำนวน 2,500 คนจากทั่วโลก โดยเฉพาะตัวประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐ ซึ่งมีท่าทีลังเลเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะยอมรับผลวิจัยและหลักฐานของยูเอ็น

รายงานของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ ซึ่งนำ เสนอและเผยแพร่ระหว่างการประชุมจี-8 พบว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นผลพวงมาจากกิจกรรมของมนุษย์ และมีเพียงการจำกัดการแพร่กระจายของมลพิษคาร์บอนได ออกไซด์เท่านั้น ที่จะช่วยหยุดปัญหาโลกร้อนไม่ให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยต้องจำกัดไม่ให้การอุ่นขึ้นของอุณหภูมิโลกเกิน 1.5-2.5 องศาเซลเซียส

ภายใต้ปฏิญญาฉบับนี้จะมีผลผูกพันให้ประเทศที่สร้างมลพิษมากที่สุดในโลก รวมถึงสหรัฐต้องร่วมมือใกล้ชิดกับประเทศอื่นๆ ในการดำเนินความพยายามเพื่อลดการปล่อยก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก แต่ก็เป็นข้อผูกพันแบบหลวมๆ เนื่องจากไม่ได้กำหนดชัดเจนลงไปว่า ชาติอุตสาหกรรมทั้ง 8 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย อย่างที่นางอังเกลา เมอร์เกล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ที่เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดจี 8 ในครั้งนี้ต้องการ

ในส่วนท่าทีของสหรัฐ ประธานาธิบดีบุชไม่ยอมลงนามกำหนดเป้าหมายที่เป็นตัวเลขในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยขอให้ประเทศใหญ่อย่างอินเดียและจีนยอมกำหนดตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

สำหรับทรรศนะของนักวิจารณ์ต่อผลประชุม จี-8 ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผลประชุมจี-8 ยังไม่มีถ้อยคำที่ให้ความชัดเจนมากเพียงพอ และไม่มีผลต่อข้อเรียกร้องในการหยุดยั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกมากนัก

ในประเด็นอื่นๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ที่ประชุมผู้นำจี-8 เห็นพ้องที่จะสนับสนุนให้มีการปรับลดความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งระบุถึงภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ว่า อยู่ในระดับที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินยุทธศาสตร์ร่วมของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะดำเนินความพยายามในการปรับลดปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกต่อไป โดยเฉพาะในด้านอุปสงค์

หน้า 21

กฟผ.โต้โผใหญ่จัดสัมมนาวิชาการ โหมโรงก่อสร้าง "4 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

ประชาชาติธุรกิจ ( 11 มิถุนายน 2550)

กฟผ.เริ่มโหมโรง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ด้วยการจัดปาฐกถาเรื่อง "ทำไมต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์" เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดึง PDP 2007 ฉบับใหม่เป็นจุดขาย เมื่อมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน/นิวเคลียร์เสริมระบบ จะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าทั้ง SOx-NOx ลงได้ตลอด แผนถึง 86.84 ล้านตัน แถมต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกที่สุด ด้าน "ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์" รมว.พลังงาน เดินหน้าเตรียมแก้กฎหมายรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว แต่ยังไม่วายเปรยเหมือนไม่แน่ใจ 7 ปีที่เหลือจะก่อสร้างได้จริงหรือไม่

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเข้ามาว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนที่จะถึงนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะจัดบรรยายทางวิชาการและการเสวนางานสิ่งแวดล้อม กฟผ.ปี 2550 เรื่อง "การผลิตไฟฟ้ากับภาวะโลกร้อน" ที่สำคัญในงานดังกล่าวจะมีการปาฐกถาพิเศษจาก นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในประเด็นที่ว่า "ทำไมต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ถือเป็นการเปิดตัวความพยายามที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก

หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติรับรองแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 (Power Development Plan 2550-2564) หรือ PDP 2007 ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมกำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ 4 โรงเกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2564 แน่นอน

สำหรับการปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้เชื่อว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จะนำผลการประเมินของ กฟผ.ที่ระบุถึงความสามารถในการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศลงอย่าง "ได้ผล" หากประเทศไทยมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ระบุไว้ในแผน PDP 2007 ไว้ถึง 2,800 เมกะวัตต์

โดยทาง กพช.เองได้ประเมินในเรื่องดังกล่าวแล้วถึงกับเห็นควร "ให้เร่ง" ดำเนินการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเร็ว เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ขณะที่ กฟผ.เองก็ได้เปรียบเทียบการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษในระหว่างแผน PDP 2007 ที่จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงจำนวน 4 โรง, โรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวน 26 โรง, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 4 โรง และการรับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 1,700 เมกะวัตต์ รวมการผลิต ไฟฟ้าทั้งหมดตามแผนที่ประมาณ 2,982,018 ล้านหน่วย โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ตลอดทั้งแผนเพียง 1,837.95 ล้านตัน

ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับแผน PDP 2006 ฉบับเดิมที่ใช้ค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าฉบับเดือนเมษายน 2549 ที่ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 15 โรง, โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ/LNG 15 โรง, โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ (ดีเซล) จำนวน 3 โรง, โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1,085 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 500 เมกะวัตต์ รวมการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,082,119 ล้านหน่วย แต่จะมีการปล่อย Co2 สูงถึง 1,925.79 ล้านตัน (ตารางประกอบ)

นั่นหมายความว่า การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในความเห็นของ กฟผ. จะสามารถลดการปล่อยก๊าซ Co2 ลงได้ถึง 87.84 ล้านตัน

ด้านนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 7 ปี ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลือนี้ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลในเรื่องนี้จะเร่งการแก้กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่จะคุ้มครองจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

การหาสถานที่ก่อสร้างที่มีความเหมาะสมและประชาชนในพื้นที่ยอมรับและเรื่องสำคัญก็คือ การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งหมดว่า แท้จริงแล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอย่างไร

วันนี้หากพิจารณาในประเด็นสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีนิวเคลียร์ดีขึ้นมาก และที่สำคัญยังลดการปล่อยมลพิษ ทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) กับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ลงได้อีกด้วย

"เหลือเวลาอีก 7 ปีในขั้นเตรียมการ ซึ่งจริงๆ แล้วในช่วงเวลาที่เหลืออาจมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ แผน PDP เองก็อาจจะถูกปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

ฉะนั้นการทำความเข้าใจกับประชาชนจึง เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมแล้ว ที่ผมพยายามบอกเสมอคือในเรื่องของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่มันต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงอื่นๆ ฝากด้วยให้ช่วยไปฟังการสัมมนาครั้งนี้จะได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์" นายปิยสวัสดิ์กล่าว

สำหรับการจัดบรรยายและเสวนาทางวิชาการของ กฟผ.จะมีขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ตั้งแต่เวลา 08.15-12.15 น. นอกเหนือจากการปาฐกถาพิเศษแล้ว ยังจัดบรรยายเรื่อง "ทางเลือกนิวเคลียร์เพื่อลดปัญหาโลกร้อน" โดย ดร.กมล ตรรกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมเครื่องกล กฟผ.และการเสวนาเรื่อง "รังสีกับสิ่งแวดล้อม" โดย รศ.ดร.สุพิชชา จันทรโยธา ผศ.ปรีชา การสุทธ์ และ ผศ.รัจนา ชินพิทักษ์ จากสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย

หน้า 7

เอเชียเห่อ Eco-Architecture ผุดอาคารสีเขียวรับกระแส "โลกร้อน"

ประชาชาติธุรกิจ (11 มิถุนายน 2550)

สภาพสังคมปัจจุบันกำลังตื่นตัวกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากกระแสการรณรงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน การลดปริมาณขยะ โดยส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์มาจากสารคดีเรื่อง "แอน อินคอนวิเนี่ยน ทรูธ" (An Inconvenient Truth) ของอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ "อัล กอร์"

แม้แต่ทวีปที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่าง "เอเชีย" ก็หนีไม่พ้นกระแสนี้เช่นกัน เพราะปัญหาการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้เอเชียกลายเป็นแหล่งเพาะปัญหาโลกร้อนแหล่งใหญ่กว่าที่อื่นในโลก ดังจะเห็นได้จากการที่เมืองล้ำสมัยอย่างฮ่องกงจำต้องสู้กับสภาพอากาศที่แย่ลงทุกวัน ยังไม่นับกรณีที่จีน ออสเตรเลีย และอินเดีย ต่างประสบปัญหาฤดูแล้งที่รุนแรงและยาวนาน

ขณะเดียวกัน จีนกำลังเข้าสู่สนามแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของโลก จึงอาจทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าสหรัฐที่เป็นผู้ปล่อยสารดังกล่าวมากที่สุดในปัจจุบัน

ปัญหาข้างต้นนี้ส่งผลให้วงการอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทสถาปนิกในเอเชียเริ่มตื่นตัวรับกระแสการสร้างอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรืออีโค-อาร์คิเทกเจอร์ (eco-architecture) มากขึ้น

วอลล์สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า การก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นมีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ที่ความวิตกกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมได้กระตุ้นให้ เซอร์นอร์แมน ฟอสเตอร์ และ เร็นโซ เปียโน มีแนวคิดที่จะก่อสร้างอาคารที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยเทคนิคแรกที่ทั้งสองใช้ในการสร้างอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในปี 2513 คือ เทคโนโลยีลดการใช้น้ำและพลังงาน การก่อสร้างด้วยวัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุที่มีความคงทนถาวรกว่า การออกแบบให้แสงธรรมชาติเข้ามาช่วยเพิ่มความสว่างในตัวอาคาร และใช้ระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้พลังงานและรักษาสภาพแวดล้อมให้ได้มากที่สุด

สำหรับลักษณะเด่นของอาคารที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมที่พบได้ในปัจจุบัน คือ การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ในระบบสุขาภิบาลและการรดน้ำต้นไม้ การพัฒนาฉนวนกันความร้อนให้มีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิ ภาพสูงสุด และการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งอาคารหลายแห่งในเอเชียก็ใช้แนวคิดนี้ เช่น อาคารของรัฐ สถาบันการศึกษา หรืออาคารสาธารณะ อย่างหอสมุดแห่งชาติของสิงคโปร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นไม่ได้มีเพียงอาคารสำนักงานขนาดใหญ่เท่านั้น หากแต่อาคารสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็กำลังเข้าร่วมกระแสสีเขียวมากขึ้นเช่นกัน อาทิ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในบางนาที่มีการออกแบบหลังคาที่ดูดซึมความร้อนน้อยลง และเพิ่มการระบายอากาศ รวมไปถึงตึก "โอเชี่ยน วัน" (Ocean One) คอนโดมิเนียม 91 ชั้น ติดชายหาดของพัทยาที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอาคาร "ออชาร์ด" สูง 28 ชั้น ในบริเวณอ่าวควอรี ของฮ่องกง

นอกจากนี้ยังมีอาคารอยู่อาศัยระฟ้าอีกหลายแห่งที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาทิ ในกัวลาลัมเปอร์ มะนิลา โฮจิมินห์ซิตี นานกิง และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นวางแผนที่จะสร้างเมืองที่อนุรักษ์สิ่งแวด ล้อม ชื่อว่า "ดองทาน" หรือ "ชายหาดตะวันออก" (eastern beach) ซึ่งจะเป็นที่อยู่ของคนกว่าครึ่งล้านในแมนดาริน อาคารนี้ก่อสร้างโดยกลุ่มบริษัทวิศวกรรมของอังกฤษที่ชื่อว่า เอรัป กรุ๊ป (Arup Group) ซึ่งจะเน้นใช้พลังงานที่สามารถหมุนเวียนได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงจะผลิตขยะให้น้อยที่สุด ส่วนระบบการเดินทางจะรวมถึงเรือพลังงานแสงอาทิตย์ และรถประจำทางที่ใช้พลังงานเซลล์ไฮโดรเจน

เคนเนท หยาง สถาปนิกชาวมาเลเซียผู้ชำนาญการเรื่องการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเรื่องการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวด ล้อมในทวีปเอเชียเพิ่มขึ้นมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะการออกแบบจากชาติตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในเอเชีย แม้ว่าบริษัทสถาปนิกส่วนมากในเอเชียจะยังไม่ตระหนักเรื่องนี้เท่าที่ควร เพราะไม่มีผู้ใดเห็นพ้องตรงกันว่าอาคารแห่งใดมีมาตรฐานพอที่จะเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อีกทั้งอุปสรรคใหญ่ในการสร้างอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเรื่องยากกับภูมิภาคที่มีประเทศกำลังพัฒนาอยู่มากในขณะนี้คือ ความไม่เต็มใจของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาและราคาการก่อสร้างที่สูงกว่าอาคารปกติถึง 15%

อย่างไรก็ตาม ระบบการรับรองอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น เริ่มต้นมาจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสถาปนิกทั้งในอินเดีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยปัจจุบันตัวเลขของอาคารที่ได้รับการรับรองในเอเชียเพิ่มเป็น 130 แห่ง จากที่มีเพียงแค่ 4 แห่งในปี 2539 แต่เมื่อเทียบกับสหรัฐแล้วยังแตกต่างกันมาก โดยตั้งแต่ปี 2543 มีอาคารสีเขียวที่ได้รับรองจากระบบของสหรัฐไปแล้วมากกว่า 700 แห่ง

น่าสนใจว่า รัฐบาลของบางประเทศในเอเชีย กำลังโปรโมตเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เช่น อาคารของรัฐในไต้หวันจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงมองความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มเกณฑ์เรื่องการใช้ประสิทธิภาพของพลังงานสูงสุด ขณะที่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เพิ่มมาตรฐานการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในอาคารที่มีอยู่เดิมและอาคารใหม่ เพื่อลดระดับของมลพิษในประเทศ โดยเฉพาะในปักกิ่งที่รัฐบาลท้องถิ่นขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หากไม่สามารถทำตามที่รัฐกำหนดได้

แต่แม้จะพยายามก่อสร้างอาคารสีเขียวเหล่านี้มากเพียงใด แต่หากทุกประเทศไม่สามารถปลูกฝังจิตสำนึก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วนได้ การสร้างอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดังที่หลายประเทศกำลังพยายามอยู่คงไร้ประโยชน์ และนั่นย่อมหมายถึงว่า ประชาชนต้องรับผลจากภาวะเรือนกระจกต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

หน้า 16

"กฤษฎีกา"ร่างเองกม.เซฟการ์ด แนะรวมกม.ทุ่มตลาดเข้าไว้ด้วย

ประชาชาติธุรกิจ (7 มิถุนายน 2550)

กม.เซฟการ์ดสะดุด หลัง ครม.ส่งกฤษฎีกาแก้กฎหมายใหม่ อ้างกฎหมายเดิมเขียนไม่สอดคล้องความตกลงสากล แนะนำให้พาณิชย์นำไปรวมกับ กม.ทุ่มตลาด พาณิชย์อ้างจำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อรับมือสินค้าที่ทะลักเข้าไทยหลังเปิด FTA หวั่นออก พ.ร.บ.เซฟการ์ดไม่ทัน ครม.ชุดนี้

ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของร่าง พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. ...หรือกฎหมาย Safeguard เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อให้รองรับโดยเฉพาะการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศต่างๆ เพื่อคุ้มครองเร่งด่วน โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวได้กำหนดมาตรการป้องกันโดยให้แสดงหลักฐานหากมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นจนก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งที่ ครม.ได้ส่งร่างกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในรายละเอียด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่าง พ.ร.บ.เซฟการ์ดขึ้นมาใหม่อีก 1 ฉบับ เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างของกระทรวงพาณิชย์ไม่สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งไทยได้ให้ความผูกพันไว้ โดยในวันที่ 8 มิถุนายน 2550 นี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะเดินทางไปประชุมร่วมกับกฤษฎีกา

เดิมคาดว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรจะต้องผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาในเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนเสนอกลับมาให้กระทรวงพาณิชย์เห็นชอบการแก้ไข เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง และเสนอต่อไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาและออกประกาศราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนสิงหาคม 2550 แต่เมื่อทุกอย่างเลื่อนออกไปมีโอกาสที่จะพิจารณาไม่ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ หรือเสี่ยงอย่างมากที่จะให้เสร็จทัน เพราะแต่ละกระบวนการก็มีโอกาสที่จะถูกเลื่อนเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ไทยมีความจำเป็นที่ต้องยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะการที่ไทยเข้าเป็นสมาชิกภาคีความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคี เอฟทีเอกับประเทศต่างๆ ซึ่งความตกลงซึ่งกำหนดให้ประเทศภาคีสมาชิกสามารถใช้มาตรการ ปกป้องอุตสาหกรรมภายในของตนเองได้ หากปรากฏว่ามีการลดกำแพงภาษีจากกรอบความตกลงต่างๆ จนทำให้การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมภายในของประเทศ

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีชื่อว่า "คณะกรรมการพิจารณามาตรการการปกป้อง" มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณา กำหนดมาตรการการปกป้อง มาตรการชดเชย ให้คำแนะนำในการออกกฎกระทรวงและประกาศ และปฏิบัติการอื่นๆ ตามที่ได้บัญญัติใน พ.ร.บ.ฉบับนี้หรือตามปฏิบัติการตามที่ ครม.มอบหมาย

ส่วนขั้นตอนการดำเนินการ หากมีการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน กำหนดให้ผู้ที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด เป็นผู้มีสิทธิขอให้คณะกรรมการ เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง โดยยื่นคำต่อกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานให้เห็นว่า มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดความ เสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน โดยให้เสนอคณะกรรมการพิจารณา

ก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายที่เสนอ ครม.คณะที่ 1 ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าต่างประเทศ พ.ศ.2542 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะควบคุมสินค้าต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาห กรรมภายใน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับร่าง พ.ร.บ. มาตรการปกป้องฯ ดังนั้น คณะกรรมการจึงเสนอให้รวมกฎหมายเซฟการ์ด และกฎหมาย ทุ่มตลาดเข้าไปเป็นฉบับเดียวกัน เพราะต่างมีจุดหมายเพื่อแก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศ ที่เข้ามาในประเทศไทยเหมือนกัน

by ThaiWebExpert