ประชาชาติธุรกิจ

อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สผ.ติวเข้มรับมือการประชุมUNFCCC

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 ธันวาคม 2550

เปิดท่าทีไทยในการประชุม UNFCCC ครั้งที่ 13 ที่บาหลี เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ระบุวาระประชุมที่มีผลกระทบต่อประเทศ 10 ประเด็น เผยไทยพร้อมหนุนข้อเรียกร้องกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G-77 และจีน ให้จัดตั้งกองทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี-หยุดตัดไม้ทำลายป่า-ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก-ผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วมลดการปล่อยก๊าซต่อไปหลังปี 2555

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (The United Nations Framework Convention On Climate Change หรือ UNFCCC) ครั้งที่ 13 และการประชุมประเทศภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 3-14 ธันวาคมนี้ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีผู้แทนกว่า 160 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้จะมีการประชุมทั้งสิ้น 6 คณะการประชุม ประกอบด้วย 1)การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 13 (COP 13) 2)ประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโตสมัยที่ 3 (CMP 3) 3)การประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงานสมัยที่ 27 (SBSTA 27) 4)การประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงานสมัย 27 (SBBI 27) 5)การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีต่อเนื่อง สำหรับประเทศในภาคผนวกที่ 1 (Annex 1) ภายใต้พิธีสารเกียวโตครั้งที่ 4 (AWG 4) และ 6)การประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือในระยะในการดำเนินการตามพันธกรณีเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หลักการทั่วไปของการประชุม คือ ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน คือ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 1 (Annex 1) ที่ต้องรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเรียกว่ากลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex 1) คือกลุ่ม จี-77 และจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ

"สำหรับรูปแบบการเจรจา คือ การประชุม COP เป็นการประชุมเจรจาระหว่างสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประธาน เช่น ประธานใช้กระบวนการปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ หรือตั้งกลุ่มเจรจาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีประธานจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วมเจรจา แต่ก่อนเจรจา กลุ่มใหญ่ทั้งสองจะเจรจากันภายในกลุ่มก่อนเพื่อหาท่าทีร่วมกัน ซึ่งระยะเวลาของการประชุมใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ โดย 10 วันแรกเป็นการเจรจาในระดับปฏิบัติการในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปสำหรับทำข้อตกลง และ 3 วันสุดท้ายจะเป็นระดับนโยบาย มาตกลงกันในประเด็นสำคัญๆ ที่การเจรจาฝ่ายปฏิบัติการไม่บรรลุผล"

ทั้งนี้นายเกษมสันต์ตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นในการประชุมครั้งนี้ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบกับไทยมี 10 ประเด็น คือ 1)แผนปฏิบัติการไนโรบีว่าด้วยผลกระทบ ความล่อแหลม และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2)การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี 3)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศกำลังพัฒนา 4)ประเด็นด้านเทคนิควิธีภายใต้อนุสัญญา 5)ประเด็นด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเทคนิค และด้านเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6)รายงานแห่งชาติจากประเทศ Non-Annex 1 7)กลไกทางการเงินภายใต้อนุสัญญา 8)การเสริมสร้างขีดความสามารถภายใต้อนุสัญญาฯ 9)ประเด็นเกี่ยวกับกลไกพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) และ10)กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เบื้องต้นคณะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ สผ. ได้กำหนดท่าทีหลักๆ เพื่อเป็นท่าทีของไทยในการเจรจา ได้แก่ 1)เสนอให้มีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ และบทบาทของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการ และขอให้ประเทศไทยเข้าร่วมในคณะดังกล่าวด้วย 2)สนับสนุนข้อเสนอของกลุ่ม จี-77 และจีน ในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี 3)เรียกร้องให้มีการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดแนวทางดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ ระยะปัจจุบัน ระยะที่พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2551-2555 และระยะหลังปี 2555

4)ขอให้ตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมอยู่คณะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำรายงานแห่งชาติของประเทศ Non-Annex 1 5)สนับสนุนการปรับปรุงกรอบแนวทางของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ในเรื่องการสนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ให้ตอบสนองต่อความต้องการประเทศภาคีสมาชิกได้อย่างทั่วถึง 6)เห็นชอบเกี่ยวกับกรอบแนวทางการตีความและประเมินผลที่จะนำไปใช้และพัฒนาตัวชี้วัด สำหรับการดำเนินงานด้านเสริมสร้างขีดความสามารถ ซึ่งเป็นท่าทีที่ตรงข้ามกับกลุ่มประเทศ Annex 1

นอกจากนั้น ยังอาจจะมีการเสนอประเด็นปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการดำเนินเกี่ยวกับ CDM และประเด็นโต้แย้งข้อเรียกร้องประเทศพัฒนาที่เคยเสนอว่า หลังจากปี 2555 ที่พันธกรณีแรกเสร็จสิ้นลงแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องเข้ามาดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงของพันธกรณีต่อไปด้วย

"ท่าทีของประเทศไทยที่มีต่อประเด็นการประชุมนี้ เราก็จะเสนอเป็นภาพรวมขอร่วมไปกับกลุ่มประเทศ G-77 โดยช่วงแรกของการประชุมก็จะมีตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมในการเจรจากำหนดท่าที ซึ่งในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 นาย ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็จะเดินทางไปบาหลี ในฐานะหัวหน้าคณะตัวแทนการประชุมของประเทศไทย" นายเกษมสันต์กล่าว

เอกชนไทยเดินหน้า CDM รับคาร์บอมบ์เครดิตบูม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 ธันวาคม 2550

พิธีสารเกียวโต หรือ KYOTO PROTROCOL ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The United Nations Framework Convention On Climate Change หรือ UNFCCC) ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 2548 โดยประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกในกลุ่มบัญชี 1 (Annex 1) ต้องมีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ ปี 2551-2555 ให้ได้ 5.2% จากปริมาณการปล่อยปี 2533

ในเวลาดังกล่าวประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิกที่อยู่นอกกลุ่มบัญชี 1 (Non-Annex 1) สมัครใจที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาดำเนินการลดหรือเลิกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำปริมาณก๊าซที่ลดได้ไปใช้เป็นเครดิต ด้วยการไม่ต้องไปดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนเอง หรือที่เรียกกันว่า "การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต"

ในประเทศไทยปัจจุบันมีโครงการ CDM ที่ได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรีแล้วมีทั้งสิ้น 15 โครงการ แบ่งเป็น โครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 7 โครงการ ได้แก่ 1)โครงการ ผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย และใบอ้อย ของบริษัท ด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ผลิตไฟฟ้า จ.สุพรรณบุรี 2)โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย และใบอ้อย ของบริษัท ภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จ.ชัยภูมิ 3)โครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบ ของบริษัทเอที ไบโอพาวเวอร์ จ.พิจิตร 4)โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย ของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น 5)โครงการผลิตไฟฟ้าจากเศษไม้ยางพารา ของบริษัทรับเบอร์ วูด บริษัท กัลฟ์ยะลากรีน จำกัด จ.ยะลา 6)โครงการของบริษัท สุราษฎร์ธานี กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และ 7)โครงการของบริษัท สุรินทร์ อิเล็กทริค จำกัด

โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (biogas) 7 โครงการ ได้แก่ 1)โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ของบริษัทโคราชเวสท์ทูเอ็นเนอร์ยี่ จังหวัดนครราชสีมา 2)โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียฟาร์มสุกรของโครงการฟาร์มหมูราชบุรี 3)โครงการพลังงานจากระบบการบำบัดน้ำเสียของบริษัท สีมา อินเตอร์โปรดักส์ จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมา

4)โครงการพลังงานจากระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท สีมา อินเตอร์โปรดักส์ จำกัด ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 5)โครงการผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพของบริษัท แป้งตะวันออกเฉียงเหนือ (1987) จำกัด 6)โครงการผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพ ของสำนักงานเพื่อความร่วมมือทาง วิชาการแห่งประเทศเยอรมนี (GTZ) และ 7)โครงการของบริษัท BOSCH และ เนเจอรัล ปาล์ม ออยล์ จำกัด และ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะ (landfill gas) อีก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการหลุมฝังกลบของบริษัท เจริญสมพงษ์ จำกัด

โครงการที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนจาก CDM EB แล้ว 3 โครงการ คือ โครงการของบริษัทด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่, บริษัท เอที ไบโอพาวเวอร์ จำกัด และบริษัทน้ำตาลขอนแก่น และบริษัท โคราชเวสท์ทูเอ็นเนอร์ยี่

อาเซียน-อียู ครบ 30 ปี เดินหน้า FTA-ลดโลกร้อน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2550

30 ปี แห่งความเป็นมิตรระหว่างอาเซียน-สหภาพยุโรป (อียู) มุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมือ ขยายความสัมพันธ์ผ่านการค้า การให้ความช่วยเหลือ การแก้ปัญหาของโลก ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การประชุมสุดยอดสมัยพิเศษอาเซียน-อียู เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ณ ประเทศสิงคโปร์ นายโฮเซ่ มานูเอล บาโรโซ ประธาน คณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในระหว่างการแถลงผลการประชุมว่า ความพยายามบูรณาการประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ ด้วยกัน ย่อมมีคุณค่าเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง ได้มากขึ้น และเชื่อมั่นว่ากฎบัตรอาเซียนที่ผู้นำทั้ง 10 ประเทศได้ร่วมลงนามไปนั้น จะเป็นอีกเครื่องมือทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งมากขึ้น

"ปัจจุบันอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงพันธมิตรทาง การค้าของอียูเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในการช่วยผลักดันในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศ (climate change) และการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน" นายโฮเซ่ มานูเอล บาโรโซ กล่าว

ขณะที่ นายโฮเซ่ โซคราเตส ประธาน สหภาพยุโรปและนายกรัฐมนตรีโปรตุเกส กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเวลาของอาเซียนที่จะสร้างความร่วมมือและพัฒนาเป็นตลาดเดียวและแหล่งผลิตเดียวตามพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ซึ่งจะบรรลุได้ภายในอีก 7 ปีข้างหน้า ตนเชื่อว่าภายใต้กระแสธารของโลกาภิวัตน์ จะมีส่วนทำให้ประเทศต่างๆ เกิดการผลักดันด้านเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่การพัฒนาภายในประเทศ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลา 4 วันของการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 13 ที่สิงคโปร์ ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกมาหารือและกล่าวถึงมากที่สุดคือ สถานการณ์ในพม่า ซึ่งการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษอาเซียน-อียู เป็นอีกหนึ่งนัดที่ อียูเข้ามามีความเห็นกับเรื่องนี้

แม้ว่าในปัจจุบันอียูได้ประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับพม่าด้วยการห้ามนำเข้าสินค้าบางรายการจากพม่าเข้าไปในสหภาพยุโรป เช่น หินมีค่า ท่อนซุง และยกเลิกการให้วีซ่าแก่ผู้นำพม่าบางคน แต่ในการประชุมระดับผู้นำอาเซียน-อียูหนนี้ อียูยังมีภารกิจสานต่อความร่วมมือในการทำความตกลงเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) อาเซียน-อียู

นางเบนิต้า เฟอเรอโร-วาลด์เนอร์ กรรมาธิการยุโรป ฝ่ายการต่างประเทศ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "เราไม่ควรรวมเรื่องหนึ่งเข้ากับอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากอาเซียนยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ยังต้องการการพัฒนา ซึ่งผู้นำในประเทศเหล่านี้ได้เห็นพ้องกันว่า ควรมีการหารือเพื่อสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยอียูจะเริ่มต้นการทำงานร่วมกันระหว่างภูมิภาคกับภูมิภาค แม้จะรู้ดีว่ายังมีปัญหาในกรณีของพม่าอยู่และยังอีกนานกว่าเรื่องนี้จะจบลง"

นายฟิลิปป์ เมเยอร์ หัวหน้าฝ่ายความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชียใต้ เกาหลี และอาเซียน คณะกรรมาธิการการค้ายุโรป กล่าวถึงการพบกันของกรรมาธิการการค้ายุโรป นายปีเตอร์ แมนเดลสัน กับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เป็นอีกครั้งที่เราได้หารือกันถึงความชัดเจนของการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าระหว่างอียู-อาเซียน ซึ่งขณะนี้ยังล่าช้าอยู่

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปคาดหวังทำเอฟทีเอกับอาเซียนให้ครอบคลุมถึงการเปิดเสรีทางการค้า ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทรัพย์สินทางปัญญา อุปสรรคทางการค้าทางเทคนิค (TBT) และเรื่องสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)

"ในส่วนของสหภาพยุโรปแล้ว เรื่องเหล่านี้ต้องหยิบยกขึ้นมาหารือไปพร้อมๆ กัน จะละทิ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้" นายเมเยอร์กล่าว และระบุเพิ่มเติมว่า "เฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีมูลค่า ถึง 70% ของจีดีพีแล้ว ส่วนมูลค่าการค้าที่จะเพิ่มขึ้นหลังการเจรจา สหภาพยุโรปประเมินว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 18-24% ตามขนาดการพัฒนาของแต่ละประเทศและอิงกับสถานการณ์ของมูลค่าการค้าในปีที่เริ่มมีผลบังคับใช้ความตกลง" นายฟิลิปป์ เมเยอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายเมเยอร์ได้ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเรื่องของคาร์บอนเครดิตมาอยู่ในเนื้อหาของการเจรจา เอฟทีเอเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งสหภาพยุโรปเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันว่า เรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของผู้เจรจา และขณะนี้การเจรจายังไม่เริ่มต้น อีกทั้งเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกหรือการซื้อขายคาร์บอน เป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเจรจาเอฟทีเอ

ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน นายฟิลิปป์ เมเยอร์ ได้เข้าร่วมการสัมนาในประเทศไทยในหัวข้อ "Roles of trade intermediaries in the ASEAN-EU Free Trade Agreement" ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ โดยศูนย์ข้อมูลธุรกิจสำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

สุรยุทธ์"ยัน"นิวเคลียร์"จำเป็น ร้องเกาหลีใต้ถ่ายทอดความรู้

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน2550

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าว "มติชน" รายงานจากสิงคโปร์ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้าร่วมประชุมอาเซียนและประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมในการประชุมสุดยอด 3 การประชุมระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งนายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า ผู้นำอินเดียเห็นพ้องกับแผนความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางบก อินเดีย-พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง พร้อมตอบรับที่จะเปิดน่านฟ้าเสรีระหว่างอินเดียกับอาเซียน

นายไชยากล่าวว่า ไทยได้เรียกร้องให้อินเดียให้การสนับสนุนการวิจัยยาและเวชภัณฑ์เพื่อให้มีต้นทุนและราคาถูกลง โดยที่ประชุมได้เรียกร้องให้อินเดียเร่งผ่อนปรนเงื่อนไขทางการค้า เพราะขณะนี้การเปิดเสรีการค้าระหว่างอาเซียนและอินเดียล่าช้ามานาน อีกทั้งแผนปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างอาเซียนและอินเดียซึ่งได้ลงนามไปแล้วก็ยังไม่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ในการหารือกับผู้นำเกาหลีใต้ ไทยได้ร้องขอให้เร่งสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้ในเรื่องเครื่องยนต์เอ็นจีวีและพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากไทยมองว่าในเวลาอันใกล้อาจจำเป็นต้องมีการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนการหารือกับผู้นำญี่ปุ่นไทยได้ขอให้ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือในการลดช่องว่างระหว่างญี่ปุ่นกับสมาชิกอาเซียน" นายไชยากล่าว

ในช่วงบ่าย พล.อ.สุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ว่า ไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียดในประเด็นพม่า เพียงแต่มีการพูดถึงการหารือนอกรอบของผู้นำอาเซียนว่าขอให้พม่าได้แก้ไขปัญหาภายในของเขาเอง โดยอาเซียนพร้อมจะดูแล ติดตาม และให้ความช่วยเหลือเมื่อพม่าต้องการเท่านั้น

ยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ ? นอกเหนือไปจาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสังคมไทย" โดยมีตัวแทนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันแสดงทรรศนะที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างน่าสนใจ

อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะเจ้าของงานเขียน "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ" ได้ชี้ให้เห็นภาพการใช้พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบันว่า จะต้องมีการนำเข้าพลังงานกว่า 900,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งในอนาคตตัวเลขจะวิ่งไปแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาทได้แน่นอน

ทั้งที่ความเป็นจริงพลังงานทางเลือกในประเทศยังมีให้พึ่งพาได้อีกมาก ส่วนระดับการใช้พลังงานที่สูงขนาดนี้สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เห็นได้ชัดแม้จะไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เอาแค่โรงไฟฟ้า ถ่านหินที่พยายามผลักดันกันในปัจจุบันทั้งใน พื้นที่จังหวัดระยอง-ราชบุรี หรือแม้แต่กระทั่ง ในจังหวัดสมุทรสาครก็ยังเต็มไปด้วยความ ขัดแย้งของคนในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิด โรงไฟฟ้าขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ต้องการจะให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "มีการพิจารณาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ดีพอแล้วหรือยัง" ก่อนที่จะมีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในประเทศ

PDP เปิดช่องทุกแผนมีแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อาจาร์ยเดชรัตได้ตั้งข้อสังเกตถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 หรือ PDP (Power Development Plan 2007) ว่า หัวใจของแผน PDP ฉบับนี้ก็คือไม่ว่าจะวางทางเลือกในการเพิ่มโรงไฟฟ้าไว้ถึง 9 แนวทาง แต่ในทุกๆ ทางเลือกจะมีการเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาถึง 4,000 เมกะวัตต์ ในทุกทางเลือกเสมอ

ฉะนั้นไม่ว่าจะพิจารณาเลือกทางเลือกใดก็ตามที เราก็จะหนีไม่พ้นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เหตุใดพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยค่อนข้างมีศักยภาพกลับถูกจำกัดให้มีกำลังผลิตเข้ามาในระบบเพียง 1,700 เมกะวัตต์เท่านั้น จนเกิดคำถามที่ว่า "จะมีทางเลือกอื่นใดหรือไม่ที่เราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

เพราะกระทรวงพลังงานไม่ยอมเสนอทางเลือกอื่นให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง, โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กลับไม่มีการประเมินผลกระทบแยกแต่ละประเภทเชื้อเพลิงให้เห็นภาพชัดเจนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคม

"ความจริงเราไม่ได้คัดค้านว่า ไม่ควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ต้องการให้พิจารณาทางเลือกให้ดีก่อนในช่วง 3 ปีนี้ ประเมินให้ครอบคลุมถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ ด้วย เมื่อถึงท้ายที่สุดแล้วปรากฏเหตุผลที่ดีที่สุดออกมาเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เราก็ยอมรับได้ เราก็ไม่ขัดอะไร แต่ต้องสมเหตุสมผลนะ ไม่ใช่ยังไม่ได้ประเมินอะไรกันเลย ก็ออกมาบอกว่า ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหมือนที่ทำกันอยู่ในขณะนี้" อาจารย์เดชรัตกล่าว

ท้ายสุดอาจารย์เดชรัตได้กล่าวถึงสถิติการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของทั่วโลกในช่วง ปี 2006 พบว่ามีเพียง 2 โรงเท่านั้น และใน ปี 2007 มีเพิ่มเข้ามาอีกเพียง 3 โรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ที่เกิดขึ้นในแถบเอเชียเท่านั้นด้วย "เหล่านี้ใช่กระแสหรือไม่ ที่ประเทศไทยจะต้องทำตาม ควรมองให้มันเป็นแค่เพียงอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สำคัญในช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เลย มีเพียงการวางแผนว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น อย่างเช่นใน ประเทศอาร์เจนตินา, บราซิล, แคนาดา, เกาหลี และไต้หวัน

ต้นทุนซ่อนเร้น ไม่บวกค่าความเสี่ยง

กำจัดกากนิวเคลียร์

อาจารย์เดชรัตได้อธิบายในเรื่องของต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่า ในหลายเวทีที่มีการถกเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มักชูประเด็นว่า มี "ต้นทุนต่ำที่สุด" เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้า ประเภทอื่นๆ แต่เราลืมที่จะ "บวกค่าเสียโอกาสทางการเงิน" จากการลงทุนก่อสร้างลงไปด้วย คืออัตราดอกเบี้ยและค่าความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะ เกิดขึ้นกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หรือแม้แต่ค่าความเสี่ยงที่เกิดจากการกำกับดูแล, อัตราค่ารื้อถอนหลังโครงการที่ก่อนหน้านี้มีการประเมิน ไว้ที่ 1 เซ็นต์/หน่วย ซึ่งในปัจจุบันอัตราดังกล่าว "คงใช้ไม่ได้แล้ว" เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงเหล่านี้ก็จะเห็นได้ทันทีว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ได้

"ยกตัวอย่างเช่น การหักค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้อยละ 5 ก็ยังสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งต้นทุนอยู่ที่ 4.9-5.7 เซ็นต์/หน่วย หรือ เท่ากับ 1.71-2.00 บาท/หน่วย แต่เมื่อมองที่ค่าเสียโอกาสที่ร้อยละ 10 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วจะไม่สามารถแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงได้ ต้นทุนจะพุ่งไปอยู่ที่ 6.8-8.1 เซ็นต์/หน่วย หรือมีต้นทุนอยู่ที่ 2.38-2.84 บาท/หน่วย" อาจารย์เดชรัตกล่าว

นอกจากนี้ยังมี ต้นทุน "ซ่อนเร้น" หรือการลงทุนด้านสาธารณะที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ "มากกว่า" โรงไฟฟ้าอื่นๆ หรือต้องรวมตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ถือว่าใช้งบประมาณค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ของการลงทุนทั้งโครงการแล้ว

สิ่งเหล่านี้ยังไม่รวมต้นทุนในขั้นตอนของการกักเก็บกากนิวเคลียร์ เพราะแท่งเชื้อเพลิงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีอายุประมาณ 1,000 ปี กว่าที่สารกัมมันตภาพรังสีจะค่อยๆ สลายตัวไป ก่อนหน้านี้ได้มีแนวคิดที่จะนำกากนิวเคลียร์ไปฝังเก็บไว้ในเหมืองแร่โปแตช "ผมจึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ดีก่อนด้วยว่าจะมีทางเป็นไปได้หรือไม่"

นิวเคลียร์คือทางเลือก ไม่ใช่ "บังคับเลือก"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

หากไม่นับกระแสการเมืองที่กินพื้นที่ข่าวสารในสื่อต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงในหลายกลุ่ม หลายมุมมอง ทั้งในสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไปจนถึงบนสื่อออนไลน์ต่างๆ อย่างกว้างขวางก็คือ ความจำเป็นที่ประเทศไทยจะเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

แม้เมื่อพิจารณาจากท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังเร่งรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะยังคงสงวนท่าที ว่าจะเข้ามาผลักดันนโยบายด้านพลังงานด้วยการเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ แต่ดูเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันโดยกระทรวงพลังงานเป็นแกนหลักจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ปฏิกิริยาที่ติดตามมาหลังจากจุดประเด็นสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้น ก็คือในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย หรือมีท่าทีคัดค้านแนวคิดนี้ ก็ออกมาตั้งป้อมในแทบจะทันที ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหลายๆ จังหวัดในภาคใต้ ผลที่ได้ก็คือไม่มีประชาชนในพื้นที่ไหน หรือจังหวัดไหน เชื่อมั่นหรือเต็มใจที่จะให้เกิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในพื้นที่นั้นๆ เลย

ขณะที่กลุ่มที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้พลังงาน ทางเลือกอย่างนิวเคลียร์ และออกมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง กลายเป็นภาพของ "ภาครัฐ" โดยกระทรวง พลังงานเป็นหลัก นั่นทำให้เกิดคำถามมากมายตามมากับกระบวนการที่เสมือนจะ "ปักธง" เอาไว้ล่วงหน้า หรือเตรียมทางเลือกสำหรับการใช้พลังงานในอนาคตเอาไว้แบบ "บังคับเลือก" โดยเฉพาะข้อครหาที่ว่า ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยช่วงปี 2550-2564 อันเป็นแผนที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้านั้น แม้จะมีข้อเสนอใน การเลือกใช้พลังงานในหลายรูปแบบ แต่ในบรรดาทางเลือกเหล่านั้นล้วนมีข้อเสนอที่จะต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ด้วยทั้งสิ้น

จริงอยู่ที่หากถึงที่สุดเมื่อพิจารณาศึกษาทางเลือก ทุกๆ ทางแล้ว ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากเป็นวิธีการผลิตพลังงานที่สะอาด-ปลอดภัย และราคาต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมัน-ถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงคุ้มค่ากับการลงทุน รองรับความมั่นคงในด้านการใช้พลังงานได้ในระยะยาว ถึงจุดนั้นเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจ และพร้อมรับ-อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้

แต่ในกระบวนการศึกษาทางเลือกและพิจารณาข้อมูล ในทุกๆ ด้าน ก็ต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใส สามารถชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดของพลังงานทางเลือกชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังน้ำ, การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อบ้าน, พลังงานชีวมวล, พลังลม ฯลฯ มีข้อจำกัดอย่างไร มิใช่เน้นโหมประชาสัมพันธ์ สร้างกระแสโดยให้ข้อมูลเฉพาะด้านที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพียงด้านเดียว

หากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านต่อสู้กันด้วยข้อมูล เปิดเผยรายละเอียด สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างเต็มที่ กระบวนการตัดสินใจ ในขั้นสุดท้ายก็จะออกมาโดยเป็นที่ยอมรับจากทุกๆ ฝ่าย และที่สำคัญจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนผลกระทบที่แท้จริง หากต้องเลือกลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยมีบทเรียนมาตลอดจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น หรือความไม่มีมาตรฐานในการก่อสร้าง-ลงทุน ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาคอร์รัปชั่นหรือขาดการศึกษาที่รอบด้านก็ตาม

เป้าหมาย 4 ด้านมุ่งสู่ "AEC"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

แผนงานสำคัญภายใต้ AEC Blueprint กำหนดให้อาเซียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว 2.การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน 3.การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค และ 4.การบูรณาการอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะครอบคลุมการยกเลิกภาษีศุลกากร การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) การปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน

ในด้านการเปิดเสรีด้านบริการ ที่จะครอบคลุมการเปิดตลาด การจัดทำความตกลงยอมรับร่วมด้านการศึกษา ความสามารถ ประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพสำคัญต่างๆ การเปิดเสรีด้านการลงทุน ที่จะมีการทบทวนกรอบความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (AIA Agreement) ให้มีขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น การเปิดเสรีด้านเงินทุน ที่จะครอบคลุมเรื่องการยกเลิกหรือผ่อนปรนข้อบังคับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ FDI และการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุน และการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะครอบคลุมเรื่องการยกเว้นข้อกำหนดเกี่ยวกับการขอวีซ่าสำหรับคนชาติอาเซียนสำหรับ Shot term visits การอำนวยความสะดวกการออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานมีฝีมือและผู้เชี่ยวชาญสัญชาติอาเซียนและการปรับประสานโปรแกรมการศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้หากไทยไม่ได้เข้าร่วมใน AEC จะส่งผลกระทบในหลายด้าน โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบทางตรงก็คือไทยไม่ได้รับการลดภาษีจากประเทศสมาชิกอาเซียน และไม่ต้องลดภาษีให้ใคร แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่า เพราะการตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการสร้างฐานการผลิตการตลาดร่วมกัน หมายถึงจะมีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบภายในประเทศอาเซียน เช่น นำผ้าจากประเทศหนึ่งมาตัดเย็บในอีกประเทศหนึ่ง โดยได้รับการลดภาษีวัตถุดิบ และใช้แหล่งกำเนิดสินค้าในการส่งออกภายในกลุ่ม และรวมถึงไปยังประเทศที่ทำเอฟทีเอกับอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อินเดีย รวมถึงอาเซียน-สหภาพยุโรปที่กำลังจะเจรจา

หากไทยไม่ลงนามก็เหมือนกับตกขบวน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน เพราะมาลงทุนแล้วไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบลดภาษีมาผลิตในไทยได้ และไม่สามารถส่งออกไปขายในประเทศอาเซียนและคู่เอฟทีเอโดยได้รับสิทธิลดภาษีได้ ก็จะตัดสินใจไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนจะดีกว่า ซึ่งก็เหมือนกับที่ไทยเคยประสบกรณีที่ไม่ยอมลงนามในเอฟทีเออาเซียน-เกาหลี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเจรจากับเกาหลีได้ ขณะที่เพื่อนบ้านประเทศอื่นๆ เริ่มใช้ประโยชน์ไปแล้ว

ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย และในฐานะสมาชิก สนช. กล่าวว่า เชื่อว่า สนช.ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นชอบให้มีการลงนามใน AEC Blueprint ทันเวลาที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร เพราะถือว่าเป็นการเจรจาที่จบสิ้นไปแล้ว และเห็นชอบร่วมกันทุกฝ่าย และเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เคยทำในอดีต เช่น การลดภาษีภายใต้อาฟต้า ซึ่งไทยเป็นผู้นำเมื่อ 40 ปีก่อน หากไม่มีการลงนามก็ขายหน้า ผมคิดว่าจะเสร็จทัน แต่ต้องให้เวลาสมาชิก สนช.บางส่วนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ได้ศึกษาข้อมูลบ้าง

รายงานข่าวจาก สนช.ระบุว่า การที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ยังไม่รับรองการลงนาม AEC Blueprint ฉบับนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมวันนั้นมีการพิจารณา 2 เรื่อง คือ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และ AEC Blueprint แต่กลับให้ความเห็นชอบเพียง กฎบัตรอาเซียน เพราะกระทรวงต่างประเทศเห็นว่าจะต้องมีการนำเข้า สนช. ตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ จึงได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการต่างประเทศก่อน 3-4 ครั้ง และมีการล็อบบี้อย่างต่อเนื่อง

แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยนำเข้าผ่านการพิจารณาเลย และไม่มีการประสานกับ สนช. ซึ่งจะเป็นการตีกลับในลักษณะเดียวกันกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ธ.โลกชูประกันสภาพอากาศ ชาวไร่รับเงินฝนแล้ง-น้ำท่วม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550

สิ่งที่อยู่คู่กับการเกษตรกรรมมาช้านาน ไม่ใช่แค่ตัวเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นภูมิอากาศ ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเพาะปลูกและดอกผลที่ได้ หากปีไหนน้ำท่าสมบูรณ์ ชาวไร่ชาวนาก็ยิ้มแย้มกับผลผลิตงามๆ แต่หากปีไหนฝนแล้งหรือน้ำท่วม เกษตรกรก็ต้องนั่งกุมขมับ

การเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างรุนแรงมักส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรรมในพื้นที่ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง น้ำท่วม พายุ หรืออุณหภูมิที่สูงหรือต่ำจนเกินไป ความเสี่ยงจากสภาพอากาศก่อผลเสียในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรยากจน ในภูมิภาคต่างๆ เช่น ชาวไร่ในแอฟริกา หรือเอเชียใต้

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของ "อากาศ" ที่เปลี่ยนแปลงไป ธนาคารโลกจึงคิดค้นวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายภาวะขาดทุนของเกษตรกรโดยใช้อากาศเป็นดัชนีวัด ซึ่งจะ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก เพราะหากได้ข้อมูล ที่ไม่เหมาะสมก็จะมีปัญหาต่อการตัดสินใจ เลือกดัชนีที่ถูกต้อง

การประกันภัยสภาพอากาศตามพื้นฐาน ดัชนีสำหรับเกษตรกรรม หรือ index-based weather insurance เป็นการใช้ดัชนีที่พิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศในอดีต และผลผลิตที่ได้ เพื่อนำมาตัดสินว่าฝนแล้งหรือน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด จึงควรมีการจ่ายเงินชดเชยแก่เกษตรกร โดยการพิจารณาความเสียหายจะแตกต่างจากการประกันพืชผล แบบดั้งเดิมที่ดูความเสียหายในพื้นที่จริง แต่การประกันภัยแบบนี้จะใช้ดัชนีอากาศ เป็นตัวประเมินความเสียหายแทน ทำให้ช่วย แก้ปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างชาวนาผู้ได้รับความเสียหายและบริษัทประกันภัย นอกจากนี้ยังทำให้กระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินชดเชยทำได้ทันท่วงที ช่วยลดต้นทุน เพราะไม่ต้องมีการไปดูพื้นที่เสียหาย

ขั้นตอนสำคัญที่สุดในการออกแบบกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงแบบนี้ คือ การระบุดัชนีอากาศที่สามารถวัดได้ที่สัมพันธ์กับความ เสียหายของเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดนั้นๆ โดยสามารถสร้างดัชนีอากาศด้วยการรวมตัวแปรอากาศที่วัดได้หลายตัวแปรเข้าด้วยกัน ครอบคลุมระยะเวลาช่วงหนึ่ง และมีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศซึ่งสามารถแสดงผลความเสี่ยงของเกษตรกรได้ดีที่สุด ทั้งนี้ตัวแปรทั่วไปที่มีการนำมาใช้ คือ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน

หลังจากรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศแล้ว การออกแบบดัชนีจะแสดงว่าตัวแปรอากาศ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในช่วงหนึ่งๆ หรือไม่ จากนั้นก็จะนำตัวแปรเหล่านี้ไปถกกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาการเกษตรและกลุ่มชาวนาเพื่อหาความเห็นร่วม

นายเฮนรี่ บากาซอนเซีย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโสด้านการเงิน ของเวิรลด์แบงก์ อธิบาย ว่า ดัชนีที่ดีต้องพิจารณาการตอบสนองอย่างรวดเร็วของพืชต่อสภาพอากาศในช่วงต่างๆ คุณลักษณะเฉพาะของพืชแต่ละชนิด และคุณสมบัติของดิน และเมื่อระดับความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีอากาศ กับผลผลิต และคุณภาพของพืชผล อยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกร ก็สามารถได้รับการประกันความเสี่ยงโดยการ ซื้อสัญญาประกันที่จะมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อผลผลิตได้รับผลกระทบจาก สภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม หรือหากในกรณีที่ไม่สามารถให้การประกันพืชชนิดนั้นได้ สถาบันการเงินก็สามารถใช้ดัชนีอากาศไปแนะนำเรื่องการตัดสินใจการลงทุนได้เช่นกัน

ทั้งนี้เห็นว่าการประกันแบบนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับพืชทุกประเภทที่ผลผลิตอาจ ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แต่หากเกษตรกรต้องการมีรายได้ที่เหมาะสม ก็อาจจะมีการทำประกันแบบนี้ ควบคู่กับการประกันราคา ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายรับที่เหมาะสมทั้งในช่วงที่พืชผลล้นตลาด หรือผลผลิตน้อยเนื่องจากฝนแล้งหรือน้ำท่วม ปัจจุบันมีการ ขายประกันภัยชนิดนี้ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย มาลาวี ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ส้ม ข้าวโพด องุ่น ข้าวสาลี ฝ้าย เป็นต้น

ส่วนไทยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เริ่มขายกรมธรรม์ประกันภัยสภาพอากาศในปีนี้ให้แก่เกษตรกรไร่ข้าวโพดใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 35 ราย จำนวน 36 กรมธรรม์ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพด 962 ไร่ โดยเป็นการประกันภัยแล้งการปลูกข้าวโพดรอบ 2 และมีแผนจะขยายโครงการไปที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และพื้นที่อื่นๆ ที่ติดต่อกับ อ.ปากช่อง ทั้งนี้ที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยเลย เพราะมีฝนพอเพียงต่อการปลูกข้าวโพด ธ.ก.ส.มีแผนเปิดทำโครงการนำร่องที่ อ.ตากฟ้า อ.วิเชียรบุรี อ.ลำนารายณ์ และทดลองการประกันน้ำท่วมสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวใน จ.เพชรบูรณ์ ในปีหน้า นอกจากนี้กำลังศึกษาร่วมกับนักวิชาการการเกษตร เพื่อเดินแผนขยายการคุ้มครองพืชประเภทอื่นในอนาคตด้วย

บัญชีสิ่งแวดล้อม รักษ์สิ่งแวดล้อม-ลดต้นทุน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บัญชีสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Accounting : EMA) นั้นเป็นเรื่องใหม่ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้กลับไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น ในเวลาเดียวกันยังกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจในการลงทุน การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมก่อนจะนำไปสู่การลดต้นทุนในที่สุด

อย่างที่ "จงโปรด คชภูมิ" ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า "การทำบัญชีสิ่งแวดล้อมจะทำให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นภาระ ไม่เป็นการเพิ่มต้นทุน จริงๆ เป็นการลดต้นทุนทั้งในเรื่องการเงินและสิ่งแวดล้อมด้วย และทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมดีขึ้น"

บัญชีสิ่งแวดล้อม คือตัวบ่งชี้ว่ารายการ อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วนำ มาวิเคราะห์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกไป รวมไปถึง

ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งในบางครั้งองค์กรรู้ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงด้านเดียว ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่แท้จริง "จงโปรด" เปรียบเทียบว่า ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ข้อมูลที่องค์กรส่วนใหญ่รู้เป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งซึ่งรู้เพียงข้อมูลเล็กๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสีย เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกมากที่ซ่อนอยู่

และนี่เป็นมุมมองใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นว่า บัญชีสิ่งแวดล้อมนั้นทำให้ข้อมูลการตัดสินใจของผู้บริหารดีขึ้น ในระบบบัญชีแบบเก่า ถ้ามีของเสียต้องกำจัด ต้องใช้ค่าธรรมเนียม 5 แสนเหรียญสหรัฐ ค่ากำจัดอีก 3 แสนเหรียญ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายรวมก็จะเป็น 8 แสนเหรียญ

วิธีคิดเดิมผู้บริหารบอกอยากให้ลดการกำจัดของเสียลง 50% ให้ลองไปหาวิธีมาว่าจะทำอย่างไร พบว่าต้องใช้เงินลงทุน 7 แสนเหรียญ จึงจะทำให้ของเสียลดลงไปได้ครึ่งหนึ่ง การลงทุน 7 แสนเหรียญ เพื่อที่จะลดต้นทุนได้เพียง 4 แสนเหรียญ ในความเป็นจริงผู้บริหารคงไม่ลงทุน

แต่ถ้าลองคิดวิธีใหม่แบบใช้บัญชีสิ่งแวดล้อม จากยอดค่าใช้จ่ายในการกำจัด 8 แสนเหรียญเดิม เอาของเสียตรงนั้นมาคิด ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เคยมีการลงบัญชีแบบปกติ เช่น เสียค่าจัดหา ค่าขนส่งของเสียในเชิงวัตถุดิบ เสียคนดูแลของเสีย อาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ค่าเสื่อมรวมค่าใช้จ่าย 4.5 ล้าน รวมๆ แล้ว ต้นทุนของเสียคือ 6 ล้านเหรียญ ฉะนั้นการลงทุนเพื่อลดของเสีย 7 แสนเหรียญ และลดค่าใช้จ่ายที่แท้จริงได้ 3 ล้านเหรียญ จะทำให้ผู้บริหารตัดสินใจลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น"

สำหรับ "บางจาก" ทำบัญชีสิ่งแวดล้อมโดยยึดกรอบของ International Federation Accountants (IFAC) โดยแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นหมวด หมวดแรกเราเรียกว่าค่าใช้จ่ายวัตถุดิบที่ติดไปกับผลิตภัณท์ (Materal Costs of Product Outputs) หมายความว่า วัตถุดิบต่างๆ ที่เราใส่ทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลผลิตขึ้นมา เช่น น้ำมันดิบ เอทานอล สารเคมี น้ำที่ใช้ในการผลิต ฯลฯ หมวดที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายวัตถุดิบที่ไม่ติดไปกับผลิตภัณฑ์ (Meteral Costs of Non-Product Outputs) เช่น น้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพ น้ำทิ้ง ตะกอนจากถังน้ำมัน กำมะถันที่ไม่ได้คุณภาพ

"แทนที่จะเป็นสินค้าจะกลายเป็นของเสีย ถ้าเราดูแลกระบวนการผลิตไม่ดีก็จะกลายเป็นของด้อยคุณภาพและกลายเป็นของเสียแทนที่จะเป็นสินค้า ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องดูมากๆ เลย เมื่อไหร่ที่เราสามารถลดหมวดนี้ได้ก็จะทำให้เราใช้วัตถุดิบน้อยลง หรือผลิตสินค้าได้มากขึ้น"

หมวดที่ 3 เป็นค่าใช้จ่ายเพื่ออุปกรณ์ควบคุมมลพิษ (Waste and Emission Control Costs) เช่น ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ค่ากำจัดของเสีย ฯลฯ หมวดที่ 4 ค่าใช้จ่ายในการป้องกันสิ่งแวดล้อม (Prevention and other Environmental Management Costs) เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการระบบจัดการอย่าง ISO 14000 และหมวดสุดท้ายประโยชน์ของผลผลิตพลอยได้และนำของเสียมาใช้ใหม่ (Benefit from by-product and waste recycling)

"จะเห็นว่าทุกหมวดนั้นลดสารเคมีลงมากที่สุด เราลดได้เหลือ 2 จากมาตรฐาน 5.7 เพราะพอทำบัญชีเราเห็นข้อมูล เราก็กลับไปดูว่าพนักงานที่เขาเอาด่างใส่เข้าไปในการปรับเสถียร แทนที่จะเป็น 5.5 ตามมาตรฐาน เขาใส่ถึง 9 ตรงนี้มากเกินไปไม่จำเป็น พอเราให้เขาเห็นตัวเลข เขาก็ปรับวิธีการ จากค่าใช้จ่าย 2 แสนบาทก็เหลือ 8 หมื่นบาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรามองแบบนี้จะทำให้มีการจัดการลดต้นทุน"

"จงโปรด" กล่าวทิ้งท้ายว่า บัญชีการบริหารสิ่งแวดล้อมเป็นการดึงเอาค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถนำไปย้อนใช้ในการพิจารณา ว่าเราควรจะผลิตสินค้านี้ต่อไปหรือไม่ หรือควรจะตัดสินใจลงทุนหรือไม่ เป็นการให้ข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ ว่าจะทำหรือไม่ทำได้อย่างถูกต้อง

ระวังกับดักเจเทปา

ประชาชาติธุรกิจ 5 พฤศจิกายน 2550

1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นวันเริ่มต้นบังคับใช้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ Japan-Thailand Economic Partnership Agreement หรือ JTEPA หลังจากที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นระยะเวลาถึง 3 ปีเต็ม ภายใต้ความเชื่อที่ว่าข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น

สาระสำคัญของความตกลงฉบับนี้ก็คือ การเปิดตลาดสินค้าให้แก่กันและกัน ด้วยการยกเลิกภาษีนำเข้ากับ การกำหนดโควตาพิเศษ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมดที่ไทยและญี่ปุ่นมีการค้าระหว่างกัน หรือกว่าร้อยละ 95 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากอีกประเทศหนึ่ง

ขณะที่การค้าไทย-ญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวม 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.68% โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่า 13,350 ล้านเหรียญ หรือขยายตัวร้อยละ 10.70 จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายขยายตัวไว้ที่ร้อยละ 5.5 ด้วยความเชื่อที่ว่า ไทยจะรับประโยชน์จากการที่ญี่ปุ่นยอมเปิดตลาดด้วยการลดภาษีลงทันที 0% ในสินค้า 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ อาหาร-อัญมณีและเครื่องประดับ- สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม-ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์พลาสติก ในขณะที่สินค้าเกษตรรายการสำคัญที่ญี่ปุ่นตกลงที่จะ ให้โควตาการนำเข้าแก่ไทย ในรายการของกล้วย-เนื้อหมู-แป้งมันสำปะหลัง-กากน้ำตาล และสับปะรดสด

ส่วนรายการสินค้าประมงและปศุสัตว์ ซึ่งไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ในจำพวกกุ้ง ทูน่า ปลาหมึก ปู เนื้อปลาสดฟิลเล-สินค้าผักและผลไม้-อาหารสัตว์- ไม้และของทำด้วยไม้ ญี่ปุ่นขอระยะเวลาในการลดภาษีลงเหลือ 0% ภายใน 5-15 ปี ยกเว้นเนื้อไก่ (ไก่สด แช่เย็น/แช่แข็งกับไก่ปรุงสุก) ที่ไทยมีความสามารถ ในการแข่งขันเป็นพิเศษนั้น ญี่ปุ่นจะลดภาษีจากอัตราร้อยละ 11.9-6 ลงเหลือแค่ร้อยละ 8.5-3 ตามลำดับภายใน 5 ปี

แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ไทยจะต้องเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมให้กับญี่ปุ่นก็คือ เหล็กและเหล็กกล้า- ชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์ขนาดเกินกว่า 3000 ซีซีขึ้นไป เพื่อสนองตอบต่อการลงทุนอย่างมโหฬารที่ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานในการผลิต/ส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก

แน่นอนว่าความตกลง JTEPA ได้มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ไปแล้วในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือเกินกว่าที่ทั้ง 2 ประเทศจะกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยควรระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ เราใช้ประโยชน์ในความตกลงฉบับนี้อย่างที่คาดหวังกันไว้ได้เต็ม 100% หรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประมง เนื้อไก่ ผัก/ผลไม้สด ที่มีเงื่อนไขในการนำเข้าญี่ปุ่น ทั้งด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ที่ระบุให้ทูน่าจะต้องจับโดยกองเรือประมงไทย หรือ นำเข้าจากกองเรือทูน่าประเทศที่สามได้เฉพาะเรือจับปลาที่จดทะเบียนภายใต้ IOTC

เนื้อไก่สด ญี่ปุ่นยังไม่ยอมเปิดให้นำเข้าตราบจนกว่าไทยจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ระบาดของไข้หวัดนก ขณะที่เนื้อไก่ปรุงสุกถูกจำกัดการนำเข้าเฉพาะจากโรงงานที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาลญี่ปุ่นเท่านั้น ยังไม่นับเงื่อนไขทางด้านสุขอนามัย ผักสด/ผลไม้ จะต้องปลอดจากโรคแมลงอย่างชนิดที่เรียกว่าเข้มงวดสูงสุด แม้กระทั่งส่งออกไปเกินกว่าขนาด/น้ำหนักที่กำหนด ก็ไม่สามารถนำเข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่นภายใต้สิทธิในการลดภาษี JTEPA ได้

ข้อกำหนด/เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจะต้อง เร่งเจรจาแก้ไข ภายหลังจากที่ความตกลง JTEPA มีผลบังคับใช้ไปแล้ว 6 เดือน ที่สำคัญก็คืออย่าปล่อยให้บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิต/ส่งออกได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้ไปฝ่ายเดียว

by ThaiWebExpert