ประชาชาติธุรกิจ

ยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ ? นอกเหนือไปจาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสังคมไทย" โดยมีตัวแทนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันแสดงทรรศนะที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างน่าสนใจ

อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะเจ้าของงานเขียน "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ" ได้ชี้ให้เห็นภาพการใช้พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบันว่า จะต้องมีการนำเข้าพลังงานกว่า 900,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งในอนาคตตัวเลขจะวิ่งไปแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาทได้แน่นอน

ทั้งที่ความเป็นจริงพลังงานทางเลือกในประเทศยังมีให้พึ่งพาได้อีกมาก ส่วนระดับการใช้พลังงานที่สูงขนาดนี้สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เห็นได้ชัดแม้จะไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เอาแค่โรงไฟฟ้า ถ่านหินที่พยายามผลักดันกันในปัจจุบันทั้งใน พื้นที่จังหวัดระยอง-ราชบุรี หรือแม้แต่กระทั่ง ในจังหวัดสมุทรสาครก็ยังเต็มไปด้วยความ ขัดแย้งของคนในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิด โรงไฟฟ้าขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ต้องการจะให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "มีการพิจารณาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ดีพอแล้วหรือยัง" ก่อนที่จะมีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในประเทศ

PDP เปิดช่องทุกแผนมีแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อาจาร์ยเดชรัตได้ตั้งข้อสังเกตถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 หรือ PDP (Power Development Plan 2007) ว่า หัวใจของแผน PDP ฉบับนี้ก็คือไม่ว่าจะวางทางเลือกในการเพิ่มโรงไฟฟ้าไว้ถึง 9 แนวทาง แต่ในทุกๆ ทางเลือกจะมีการเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาถึง 4,000 เมกะวัตต์ ในทุกทางเลือกเสมอ

ฉะนั้นไม่ว่าจะพิจารณาเลือกทางเลือกใดก็ตามที เราก็จะหนีไม่พ้นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เหตุใดพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยค่อนข้างมีศักยภาพกลับถูกจำกัดให้มีกำลังผลิตเข้ามาในระบบเพียง 1,700 เมกะวัตต์เท่านั้น จนเกิดคำถามที่ว่า "จะมีทางเลือกอื่นใดหรือไม่ที่เราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

เพราะกระทรวงพลังงานไม่ยอมเสนอทางเลือกอื่นให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง, โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กลับไม่มีการประเมินผลกระทบแยกแต่ละประเภทเชื้อเพลิงให้เห็นภาพชัดเจนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคม

"ความจริงเราไม่ได้คัดค้านว่า ไม่ควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ต้องการให้พิจารณาทางเลือกให้ดีก่อนในช่วง 3 ปีนี้ ประเมินให้ครอบคลุมถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ ด้วย เมื่อถึงท้ายที่สุดแล้วปรากฏเหตุผลที่ดีที่สุดออกมาเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เราก็ยอมรับได้ เราก็ไม่ขัดอะไร แต่ต้องสมเหตุสมผลนะ ไม่ใช่ยังไม่ได้ประเมินอะไรกันเลย ก็ออกมาบอกว่า ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหมือนที่ทำกันอยู่ในขณะนี้" อาจารย์เดชรัตกล่าว

ท้ายสุดอาจารย์เดชรัตได้กล่าวถึงสถิติการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของทั่วโลกในช่วง ปี 2006 พบว่ามีเพียง 2 โรงเท่านั้น และใน ปี 2007 มีเพิ่มเข้ามาอีกเพียง 3 โรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ที่เกิดขึ้นในแถบเอเชียเท่านั้นด้วย "เหล่านี้ใช่กระแสหรือไม่ ที่ประเทศไทยจะต้องทำตาม ควรมองให้มันเป็นแค่เพียงอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สำคัญในช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เลย มีเพียงการวางแผนว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น อย่างเช่นใน ประเทศอาร์เจนตินา, บราซิล, แคนาดา, เกาหลี และไต้หวัน

ต้นทุนซ่อนเร้น ไม่บวกค่าความเสี่ยง

กำจัดกากนิวเคลียร์

อาจารย์เดชรัตได้อธิบายในเรื่องของต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่า ในหลายเวทีที่มีการถกเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มักชูประเด็นว่า มี "ต้นทุนต่ำที่สุด" เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้า ประเภทอื่นๆ แต่เราลืมที่จะ "บวกค่าเสียโอกาสทางการเงิน" จากการลงทุนก่อสร้างลงไปด้วย คืออัตราดอกเบี้ยและค่าความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะ เกิดขึ้นกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หรือแม้แต่ค่าความเสี่ยงที่เกิดจากการกำกับดูแล, อัตราค่ารื้อถอนหลังโครงการที่ก่อนหน้านี้มีการประเมิน ไว้ที่ 1 เซ็นต์/หน่วย ซึ่งในปัจจุบันอัตราดังกล่าว "คงใช้ไม่ได้แล้ว" เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงเหล่านี้ก็จะเห็นได้ทันทีว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ได้

"ยกตัวอย่างเช่น การหักค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้อยละ 5 ก็ยังสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งต้นทุนอยู่ที่ 4.9-5.7 เซ็นต์/หน่วย หรือ เท่ากับ 1.71-2.00 บาท/หน่วย แต่เมื่อมองที่ค่าเสียโอกาสที่ร้อยละ 10 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วจะไม่สามารถแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงได้ ต้นทุนจะพุ่งไปอยู่ที่ 6.8-8.1 เซ็นต์/หน่วย หรือมีต้นทุนอยู่ที่ 2.38-2.84 บาท/หน่วย" อาจารย์เดชรัตกล่าว

นอกจากนี้ยังมี ต้นทุน "ซ่อนเร้น" หรือการลงทุนด้านสาธารณะที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ "มากกว่า" โรงไฟฟ้าอื่นๆ หรือต้องรวมตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ถือว่าใช้งบประมาณค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ของการลงทุนทั้งโครงการแล้ว

สิ่งเหล่านี้ยังไม่รวมต้นทุนในขั้นตอนของการกักเก็บกากนิวเคลียร์ เพราะแท่งเชื้อเพลิงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีอายุประมาณ 1,000 ปี กว่าที่สารกัมมันตภาพรังสีจะค่อยๆ สลายตัวไป ก่อนหน้านี้ได้มีแนวคิดที่จะนำกากนิวเคลียร์ไปฝังเก็บไว้ในเหมืองแร่โปแตช "ผมจึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ดีก่อนด้วยว่าจะมีทางเป็นไปได้หรือไม่"

นิวเคลียร์คือทางเลือก ไม่ใช่ "บังคับเลือก"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

หากไม่นับกระแสการเมืองที่กินพื้นที่ข่าวสารในสื่อต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงในหลายกลุ่ม หลายมุมมอง ทั้งในสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไปจนถึงบนสื่อออนไลน์ต่างๆ อย่างกว้างขวางก็คือ ความจำเป็นที่ประเทศไทยจะเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

แม้เมื่อพิจารณาจากท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังเร่งรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะยังคงสงวนท่าที ว่าจะเข้ามาผลักดันนโยบายด้านพลังงานด้วยการเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ แต่ดูเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันโดยกระทรวงพลังงานเป็นแกนหลักจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ปฏิกิริยาที่ติดตามมาหลังจากจุดประเด็นสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้น ก็คือในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย หรือมีท่าทีคัดค้านแนวคิดนี้ ก็ออกมาตั้งป้อมในแทบจะทันที ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหลายๆ จังหวัดในภาคใต้ ผลที่ได้ก็คือไม่มีประชาชนในพื้นที่ไหน หรือจังหวัดไหน เชื่อมั่นหรือเต็มใจที่จะให้เกิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในพื้นที่นั้นๆ เลย

ขณะที่กลุ่มที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้พลังงาน ทางเลือกอย่างนิวเคลียร์ และออกมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง กลายเป็นภาพของ "ภาครัฐ" โดยกระทรวง พลังงานเป็นหลัก นั่นทำให้เกิดคำถามมากมายตามมากับกระบวนการที่เสมือนจะ "ปักธง" เอาไว้ล่วงหน้า หรือเตรียมทางเลือกสำหรับการใช้พลังงานในอนาคตเอาไว้แบบ "บังคับเลือก" โดยเฉพาะข้อครหาที่ว่า ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยช่วงปี 2550-2564 อันเป็นแผนที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้านั้น แม้จะมีข้อเสนอใน การเลือกใช้พลังงานในหลายรูปแบบ แต่ในบรรดาทางเลือกเหล่านั้นล้วนมีข้อเสนอที่จะต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ด้วยทั้งสิ้น

จริงอยู่ที่หากถึงที่สุดเมื่อพิจารณาศึกษาทางเลือก ทุกๆ ทางแล้ว ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากเป็นวิธีการผลิตพลังงานที่สะอาด-ปลอดภัย และราคาต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมัน-ถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงคุ้มค่ากับการลงทุน รองรับความมั่นคงในด้านการใช้พลังงานได้ในระยะยาว ถึงจุดนั้นเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจ และพร้อมรับ-อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้

แต่ในกระบวนการศึกษาทางเลือกและพิจารณาข้อมูล ในทุกๆ ด้าน ก็ต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใส สามารถชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดของพลังงานทางเลือกชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังน้ำ, การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อบ้าน, พลังงานชีวมวล, พลังลม ฯลฯ มีข้อจำกัดอย่างไร มิใช่เน้นโหมประชาสัมพันธ์ สร้างกระแสโดยให้ข้อมูลเฉพาะด้านที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพียงด้านเดียว

หากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านต่อสู้กันด้วยข้อมูล เปิดเผยรายละเอียด สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างเต็มที่ กระบวนการตัดสินใจ ในขั้นสุดท้ายก็จะออกมาโดยเป็นที่ยอมรับจากทุกๆ ฝ่าย และที่สำคัญจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนผลกระทบที่แท้จริง หากต้องเลือกลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยมีบทเรียนมาตลอดจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น หรือความไม่มีมาตรฐานในการก่อสร้าง-ลงทุน ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาคอร์รัปชั่นหรือขาดการศึกษาที่รอบด้านก็ตาม

เป้าหมาย 4 ด้านมุ่งสู่ "AEC"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

แผนงานสำคัญภายใต้ AEC Blueprint กำหนดให้อาเซียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว 2.การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน 3.การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค และ 4.การบูรณาการอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะครอบคลุมการยกเลิกภาษีศุลกากร การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) การปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน

ในด้านการเปิดเสรีด้านบริการ ที่จะครอบคลุมการเปิดตลาด การจัดทำความตกลงยอมรับร่วมด้านการศึกษา ความสามารถ ประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพสำคัญต่างๆ การเปิดเสรีด้านการลงทุน ที่จะมีการทบทวนกรอบความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (AIA Agreement) ให้มีขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น การเปิดเสรีด้านเงินทุน ที่จะครอบคลุมเรื่องการยกเลิกหรือผ่อนปรนข้อบังคับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ FDI และการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุน และการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะครอบคลุมเรื่องการยกเว้นข้อกำหนดเกี่ยวกับการขอวีซ่าสำหรับคนชาติอาเซียนสำหรับ Shot term visits การอำนวยความสะดวกการออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานมีฝีมือและผู้เชี่ยวชาญสัญชาติอาเซียนและการปรับประสานโปรแกรมการศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้หากไทยไม่ได้เข้าร่วมใน AEC จะส่งผลกระทบในหลายด้าน โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบทางตรงก็คือไทยไม่ได้รับการลดภาษีจากประเทศสมาชิกอาเซียน และไม่ต้องลดภาษีให้ใคร แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่า เพราะการตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการสร้างฐานการผลิตการตลาดร่วมกัน หมายถึงจะมีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบภายในประเทศอาเซียน เช่น นำผ้าจากประเทศหนึ่งมาตัดเย็บในอีกประเทศหนึ่ง โดยได้รับการลดภาษีวัตถุดิบ และใช้แหล่งกำเนิดสินค้าในการส่งออกภายในกลุ่ม และรวมถึงไปยังประเทศที่ทำเอฟทีเอกับอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อินเดีย รวมถึงอาเซียน-สหภาพยุโรปที่กำลังจะเจรจา

หากไทยไม่ลงนามก็เหมือนกับตกขบวน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน เพราะมาลงทุนแล้วไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบลดภาษีมาผลิตในไทยได้ และไม่สามารถส่งออกไปขายในประเทศอาเซียนและคู่เอฟทีเอโดยได้รับสิทธิลดภาษีได้ ก็จะตัดสินใจไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนจะดีกว่า ซึ่งก็เหมือนกับที่ไทยเคยประสบกรณีที่ไม่ยอมลงนามในเอฟทีเออาเซียน-เกาหลี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเจรจากับเกาหลีได้ ขณะที่เพื่อนบ้านประเทศอื่นๆ เริ่มใช้ประโยชน์ไปแล้ว

ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย และในฐานะสมาชิก สนช. กล่าวว่า เชื่อว่า สนช.ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นชอบให้มีการลงนามใน AEC Blueprint ทันเวลาที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร เพราะถือว่าเป็นการเจรจาที่จบสิ้นไปแล้ว และเห็นชอบร่วมกันทุกฝ่าย และเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เคยทำในอดีต เช่น การลดภาษีภายใต้อาฟต้า ซึ่งไทยเป็นผู้นำเมื่อ 40 ปีก่อน หากไม่มีการลงนามก็ขายหน้า ผมคิดว่าจะเสร็จทัน แต่ต้องให้เวลาสมาชิก สนช.บางส่วนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ได้ศึกษาข้อมูลบ้าง

รายงานข่าวจาก สนช.ระบุว่า การที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ยังไม่รับรองการลงนาม AEC Blueprint ฉบับนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมวันนั้นมีการพิจารณา 2 เรื่อง คือ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และ AEC Blueprint แต่กลับให้ความเห็นชอบเพียง กฎบัตรอาเซียน เพราะกระทรวงต่างประเทศเห็นว่าจะต้องมีการนำเข้า สนช. ตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ จึงได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการต่างประเทศก่อน 3-4 ครั้ง และมีการล็อบบี้อย่างต่อเนื่อง

แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยนำเข้าผ่านการพิจารณาเลย และไม่มีการประสานกับ สนช. ซึ่งจะเป็นการตีกลับในลักษณะเดียวกันกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ธ.โลกชูประกันสภาพอากาศ ชาวไร่รับเงินฝนแล้ง-น้ำท่วม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550

สิ่งที่อยู่คู่กับการเกษตรกรรมมาช้านาน ไม่ใช่แค่ตัวเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นภูมิอากาศ ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเพาะปลูกและดอกผลที่ได้ หากปีไหนน้ำท่าสมบูรณ์ ชาวไร่ชาวนาก็ยิ้มแย้มกับผลผลิตงามๆ แต่หากปีไหนฝนแล้งหรือน้ำท่วม เกษตรกรก็ต้องนั่งกุมขมับ

การเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างรุนแรงมักส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรรมในพื้นที่ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง น้ำท่วม พายุ หรืออุณหภูมิที่สูงหรือต่ำจนเกินไป ความเสี่ยงจากสภาพอากาศก่อผลเสียในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรยากจน ในภูมิภาคต่างๆ เช่น ชาวไร่ในแอฟริกา หรือเอเชียใต้

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของ "อากาศ" ที่เปลี่ยนแปลงไป ธนาคารโลกจึงคิดค้นวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายภาวะขาดทุนของเกษตรกรโดยใช้อากาศเป็นดัชนีวัด ซึ่งจะ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก เพราะหากได้ข้อมูล ที่ไม่เหมาะสมก็จะมีปัญหาต่อการตัดสินใจ เลือกดัชนีที่ถูกต้อง

การประกันภัยสภาพอากาศตามพื้นฐาน ดัชนีสำหรับเกษตรกรรม หรือ index-based weather insurance เป็นการใช้ดัชนีที่พิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศในอดีต และผลผลิตที่ได้ เพื่อนำมาตัดสินว่าฝนแล้งหรือน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด จึงควรมีการจ่ายเงินชดเชยแก่เกษตรกร โดยการพิจารณาความเสียหายจะแตกต่างจากการประกันพืชผล แบบดั้งเดิมที่ดูความเสียหายในพื้นที่จริง แต่การประกันภัยแบบนี้จะใช้ดัชนีอากาศ เป็นตัวประเมินความเสียหายแทน ทำให้ช่วย แก้ปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างชาวนาผู้ได้รับความเสียหายและบริษัทประกันภัย นอกจากนี้ยังทำให้กระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินชดเชยทำได้ทันท่วงที ช่วยลดต้นทุน เพราะไม่ต้องมีการไปดูพื้นที่เสียหาย

ขั้นตอนสำคัญที่สุดในการออกแบบกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงแบบนี้ คือ การระบุดัชนีอากาศที่สามารถวัดได้ที่สัมพันธ์กับความ เสียหายของเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดนั้นๆ โดยสามารถสร้างดัชนีอากาศด้วยการรวมตัวแปรอากาศที่วัดได้หลายตัวแปรเข้าด้วยกัน ครอบคลุมระยะเวลาช่วงหนึ่ง และมีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศซึ่งสามารถแสดงผลความเสี่ยงของเกษตรกรได้ดีที่สุด ทั้งนี้ตัวแปรทั่วไปที่มีการนำมาใช้ คือ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน

หลังจากรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศแล้ว การออกแบบดัชนีจะแสดงว่าตัวแปรอากาศ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในช่วงหนึ่งๆ หรือไม่ จากนั้นก็จะนำตัวแปรเหล่านี้ไปถกกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาการเกษตรและกลุ่มชาวนาเพื่อหาความเห็นร่วม

นายเฮนรี่ บากาซอนเซีย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโสด้านการเงิน ของเวิรลด์แบงก์ อธิบาย ว่า ดัชนีที่ดีต้องพิจารณาการตอบสนองอย่างรวดเร็วของพืชต่อสภาพอากาศในช่วงต่างๆ คุณลักษณะเฉพาะของพืชแต่ละชนิด และคุณสมบัติของดิน และเมื่อระดับความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีอากาศ กับผลผลิต และคุณภาพของพืชผล อยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกร ก็สามารถได้รับการประกันความเสี่ยงโดยการ ซื้อสัญญาประกันที่จะมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อผลผลิตได้รับผลกระทบจาก สภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม หรือหากในกรณีที่ไม่สามารถให้การประกันพืชชนิดนั้นได้ สถาบันการเงินก็สามารถใช้ดัชนีอากาศไปแนะนำเรื่องการตัดสินใจการลงทุนได้เช่นกัน

ทั้งนี้เห็นว่าการประกันแบบนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับพืชทุกประเภทที่ผลผลิตอาจ ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แต่หากเกษตรกรต้องการมีรายได้ที่เหมาะสม ก็อาจจะมีการทำประกันแบบนี้ ควบคู่กับการประกันราคา ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายรับที่เหมาะสมทั้งในช่วงที่พืชผลล้นตลาด หรือผลผลิตน้อยเนื่องจากฝนแล้งหรือน้ำท่วม ปัจจุบันมีการ ขายประกันภัยชนิดนี้ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย มาลาวี ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ส้ม ข้าวโพด องุ่น ข้าวสาลี ฝ้าย เป็นต้น

ส่วนไทยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เริ่มขายกรมธรรม์ประกันภัยสภาพอากาศในปีนี้ให้แก่เกษตรกรไร่ข้าวโพดใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 35 ราย จำนวน 36 กรมธรรม์ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพด 962 ไร่ โดยเป็นการประกันภัยแล้งการปลูกข้าวโพดรอบ 2 และมีแผนจะขยายโครงการไปที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และพื้นที่อื่นๆ ที่ติดต่อกับ อ.ปากช่อง ทั้งนี้ที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยเลย เพราะมีฝนพอเพียงต่อการปลูกข้าวโพด ธ.ก.ส.มีแผนเปิดทำโครงการนำร่องที่ อ.ตากฟ้า อ.วิเชียรบุรี อ.ลำนารายณ์ และทดลองการประกันน้ำท่วมสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวใน จ.เพชรบูรณ์ ในปีหน้า นอกจากนี้กำลังศึกษาร่วมกับนักวิชาการการเกษตร เพื่อเดินแผนขยายการคุ้มครองพืชประเภทอื่นในอนาคตด้วย

บัญชีสิ่งแวดล้อม รักษ์สิ่งแวดล้อม-ลดต้นทุน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บัญชีสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Accounting : EMA) นั้นเป็นเรื่องใหม่ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้กลับไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น ในเวลาเดียวกันยังกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจในการลงทุน การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมก่อนจะนำไปสู่การลดต้นทุนในที่สุด

อย่างที่ "จงโปรด คชภูมิ" ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า "การทำบัญชีสิ่งแวดล้อมจะทำให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นภาระ ไม่เป็นการเพิ่มต้นทุน จริงๆ เป็นการลดต้นทุนทั้งในเรื่องการเงินและสิ่งแวดล้อมด้วย และทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมดีขึ้น"

บัญชีสิ่งแวดล้อม คือตัวบ่งชี้ว่ารายการ อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วนำ มาวิเคราะห์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกไป รวมไปถึง

ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งในบางครั้งองค์กรรู้ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงด้านเดียว ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่แท้จริง "จงโปรด" เปรียบเทียบว่า ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ข้อมูลที่องค์กรส่วนใหญ่รู้เป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งซึ่งรู้เพียงข้อมูลเล็กๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสีย เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกมากที่ซ่อนอยู่

และนี่เป็นมุมมองใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นว่า บัญชีสิ่งแวดล้อมนั้นทำให้ข้อมูลการตัดสินใจของผู้บริหารดีขึ้น ในระบบบัญชีแบบเก่า ถ้ามีของเสียต้องกำจัด ต้องใช้ค่าธรรมเนียม 5 แสนเหรียญสหรัฐ ค่ากำจัดอีก 3 แสนเหรียญ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายรวมก็จะเป็น 8 แสนเหรียญ

วิธีคิดเดิมผู้บริหารบอกอยากให้ลดการกำจัดของเสียลง 50% ให้ลองไปหาวิธีมาว่าจะทำอย่างไร พบว่าต้องใช้เงินลงทุน 7 แสนเหรียญ จึงจะทำให้ของเสียลดลงไปได้ครึ่งหนึ่ง การลงทุน 7 แสนเหรียญ เพื่อที่จะลดต้นทุนได้เพียง 4 แสนเหรียญ ในความเป็นจริงผู้บริหารคงไม่ลงทุน

แต่ถ้าลองคิดวิธีใหม่แบบใช้บัญชีสิ่งแวดล้อม จากยอดค่าใช้จ่ายในการกำจัด 8 แสนเหรียญเดิม เอาของเสียตรงนั้นมาคิด ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เคยมีการลงบัญชีแบบปกติ เช่น เสียค่าจัดหา ค่าขนส่งของเสียในเชิงวัตถุดิบ เสียคนดูแลของเสีย อาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ค่าเสื่อมรวมค่าใช้จ่าย 4.5 ล้าน รวมๆ แล้ว ต้นทุนของเสียคือ 6 ล้านเหรียญ ฉะนั้นการลงทุนเพื่อลดของเสีย 7 แสนเหรียญ และลดค่าใช้จ่ายที่แท้จริงได้ 3 ล้านเหรียญ จะทำให้ผู้บริหารตัดสินใจลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น"

สำหรับ "บางจาก" ทำบัญชีสิ่งแวดล้อมโดยยึดกรอบของ International Federation Accountants (IFAC) โดยแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นหมวด หมวดแรกเราเรียกว่าค่าใช้จ่ายวัตถุดิบที่ติดไปกับผลิตภัณท์ (Materal Costs of Product Outputs) หมายความว่า วัตถุดิบต่างๆ ที่เราใส่ทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลผลิตขึ้นมา เช่น น้ำมันดิบ เอทานอล สารเคมี น้ำที่ใช้ในการผลิต ฯลฯ หมวดที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายวัตถุดิบที่ไม่ติดไปกับผลิตภัณฑ์ (Meteral Costs of Non-Product Outputs) เช่น น้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพ น้ำทิ้ง ตะกอนจากถังน้ำมัน กำมะถันที่ไม่ได้คุณภาพ

"แทนที่จะเป็นสินค้าจะกลายเป็นของเสีย ถ้าเราดูแลกระบวนการผลิตไม่ดีก็จะกลายเป็นของด้อยคุณภาพและกลายเป็นของเสียแทนที่จะเป็นสินค้า ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องดูมากๆ เลย เมื่อไหร่ที่เราสามารถลดหมวดนี้ได้ก็จะทำให้เราใช้วัตถุดิบน้อยลง หรือผลิตสินค้าได้มากขึ้น"

หมวดที่ 3 เป็นค่าใช้จ่ายเพื่ออุปกรณ์ควบคุมมลพิษ (Waste and Emission Control Costs) เช่น ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ค่ากำจัดของเสีย ฯลฯ หมวดที่ 4 ค่าใช้จ่ายในการป้องกันสิ่งแวดล้อม (Prevention and other Environmental Management Costs) เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการระบบจัดการอย่าง ISO 14000 และหมวดสุดท้ายประโยชน์ของผลผลิตพลอยได้และนำของเสียมาใช้ใหม่ (Benefit from by-product and waste recycling)

"จะเห็นว่าทุกหมวดนั้นลดสารเคมีลงมากที่สุด เราลดได้เหลือ 2 จากมาตรฐาน 5.7 เพราะพอทำบัญชีเราเห็นข้อมูล เราก็กลับไปดูว่าพนักงานที่เขาเอาด่างใส่เข้าไปในการปรับเสถียร แทนที่จะเป็น 5.5 ตามมาตรฐาน เขาใส่ถึง 9 ตรงนี้มากเกินไปไม่จำเป็น พอเราให้เขาเห็นตัวเลข เขาก็ปรับวิธีการ จากค่าใช้จ่าย 2 แสนบาทก็เหลือ 8 หมื่นบาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรามองแบบนี้จะทำให้มีการจัดการลดต้นทุน"

"จงโปรด" กล่าวทิ้งท้ายว่า บัญชีการบริหารสิ่งแวดล้อมเป็นการดึงเอาค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถนำไปย้อนใช้ในการพิจารณา ว่าเราควรจะผลิตสินค้านี้ต่อไปหรือไม่ หรือควรจะตัดสินใจลงทุนหรือไม่ เป็นการให้ข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ ว่าจะทำหรือไม่ทำได้อย่างถูกต้อง

ระวังกับดักเจเทปา

ประชาชาติธุรกิจ 5 พฤศจิกายน 2550

1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นวันเริ่มต้นบังคับใช้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ Japan-Thailand Economic Partnership Agreement หรือ JTEPA หลังจากที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นระยะเวลาถึง 3 ปีเต็ม ภายใต้ความเชื่อที่ว่าข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น

สาระสำคัญของความตกลงฉบับนี้ก็คือ การเปิดตลาดสินค้าให้แก่กันและกัน ด้วยการยกเลิกภาษีนำเข้ากับ การกำหนดโควตาพิเศษ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมดที่ไทยและญี่ปุ่นมีการค้าระหว่างกัน หรือกว่าร้อยละ 95 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากอีกประเทศหนึ่ง

ขณะที่การค้าไทย-ญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวม 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.68% โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่า 13,350 ล้านเหรียญ หรือขยายตัวร้อยละ 10.70 จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายขยายตัวไว้ที่ร้อยละ 5.5 ด้วยความเชื่อที่ว่า ไทยจะรับประโยชน์จากการที่ญี่ปุ่นยอมเปิดตลาดด้วยการลดภาษีลงทันที 0% ในสินค้า 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ อาหาร-อัญมณีและเครื่องประดับ- สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม-ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์พลาสติก ในขณะที่สินค้าเกษตรรายการสำคัญที่ญี่ปุ่นตกลงที่จะ ให้โควตาการนำเข้าแก่ไทย ในรายการของกล้วย-เนื้อหมู-แป้งมันสำปะหลัง-กากน้ำตาล และสับปะรดสด

ส่วนรายการสินค้าประมงและปศุสัตว์ ซึ่งไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ในจำพวกกุ้ง ทูน่า ปลาหมึก ปู เนื้อปลาสดฟิลเล-สินค้าผักและผลไม้-อาหารสัตว์- ไม้และของทำด้วยไม้ ญี่ปุ่นขอระยะเวลาในการลดภาษีลงเหลือ 0% ภายใน 5-15 ปี ยกเว้นเนื้อไก่ (ไก่สด แช่เย็น/แช่แข็งกับไก่ปรุงสุก) ที่ไทยมีความสามารถ ในการแข่งขันเป็นพิเศษนั้น ญี่ปุ่นจะลดภาษีจากอัตราร้อยละ 11.9-6 ลงเหลือแค่ร้อยละ 8.5-3 ตามลำดับภายใน 5 ปี

แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ไทยจะต้องเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมให้กับญี่ปุ่นก็คือ เหล็กและเหล็กกล้า- ชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์ขนาดเกินกว่า 3000 ซีซีขึ้นไป เพื่อสนองตอบต่อการลงทุนอย่างมโหฬารที่ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานในการผลิต/ส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก

แน่นอนว่าความตกลง JTEPA ได้มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ไปแล้วในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือเกินกว่าที่ทั้ง 2 ประเทศจะกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยควรระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ เราใช้ประโยชน์ในความตกลงฉบับนี้อย่างที่คาดหวังกันไว้ได้เต็ม 100% หรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประมง เนื้อไก่ ผัก/ผลไม้สด ที่มีเงื่อนไขในการนำเข้าญี่ปุ่น ทั้งด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ที่ระบุให้ทูน่าจะต้องจับโดยกองเรือประมงไทย หรือ นำเข้าจากกองเรือทูน่าประเทศที่สามได้เฉพาะเรือจับปลาที่จดทะเบียนภายใต้ IOTC

เนื้อไก่สด ญี่ปุ่นยังไม่ยอมเปิดให้นำเข้าตราบจนกว่าไทยจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ระบาดของไข้หวัดนก ขณะที่เนื้อไก่ปรุงสุกถูกจำกัดการนำเข้าเฉพาะจากโรงงานที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาลญี่ปุ่นเท่านั้น ยังไม่นับเงื่อนไขทางด้านสุขอนามัย ผักสด/ผลไม้ จะต้องปลอดจากโรคแมลงอย่างชนิดที่เรียกว่าเข้มงวดสูงสุด แม้กระทั่งส่งออกไปเกินกว่าขนาด/น้ำหนักที่กำหนด ก็ไม่สามารถนำเข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่นภายใต้สิทธิในการลดภาษี JTEPA ได้

ข้อกำหนด/เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจะต้อง เร่งเจรจาแก้ไข ภายหลังจากที่ความตกลง JTEPA มีผลบังคับใช้ไปแล้ว 6 เดือน ที่สำคัญก็คืออย่าปล่อยให้บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิต/ส่งออกได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้ไปฝ่ายเดียว

รู้เท่าทัน JTEPA

ประชาชาติธุรกิจ 5 พฤศจิกายน 2550

เพียงแต่ กระทรวงพาณิชย์ไทย จะมีเงื่อนไขในการส่งออกภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จากความพยายามที่จะใช้ "ประวัติส่งออกย้อนหลัง" มาประกอบการขอใบรับรองการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้ข้อตกลงฉบับนี้เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ไม่จริงนั้น

ทางฝ่ายญี่ปุ่นเองก็มีความพยายามในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการที่ไทยแข่งขันได้ไม่แพ้กัน ยกตัวอย่าง การส่งออกเนื้อหมูและเนื้อไก่ แม้ว่าญี่ปุ่นจะยอมเปิดตลาด ด้วยการลดภาษีนำเข้าเนื้อหมู/แฮมลงเหลือ 16% โควตา 1,200 ตัน ขณะที่เนื้อไก่ยอมเปิดตลาดด้วยการลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 3% ภายใน 5 ปี สำหรับไก่ปรุงสุก และ 8.5% ภายใน 5 ปี สำหรับไก่สดแช่แข็ง

แต่ในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นกลับห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทย โดยอ้างสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนก ส่วนโรงงานแปรรูป/ส่งออกหมูและไก่ปรุงสุกจะต้องได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเสียก่อน จึงจะสามารถส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นได้

เท่ากับญี่ปุ่นเป็นผู้กำหนดปริมาณการนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อไก่จากประเทศไทยไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะมีข้อตกลง JTEPA หรือไม่ก็ตาม ยังไม่นับว่าโรงงานแปรรูป/ส่งออกในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ที่ได้รับการรับรองจากญี่ปุ่น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น

แม้กระทั่งสินค้าประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทูน่ากระป๋องและผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายกำหนดให้สินค้าในหมวดนี้จะต้องใช้ "วัตถุดิบ" ที่จับโดยกองเรือของไทย/ญี่ปุ่น ตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะวัตถุดิบที่จับจากกองเรือประมงที่จดทะเบียนภายใต้คณะกรรมาธิการทูน่ามหาสมุทรอินเดีย ซึ่งก็มีโควตาการจับปลากันอยู่แล้ว ส่งผลให้มีเพียงบริษัทผู้ส่งออกทูน่า กระป๋องของไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีศักยภาพจะตั้งกองเรือทูน่า เพื่อหาวัตถุดิบ ผลิตส่งออกป้อนตลาดญี่ปุ่นได้

เท่ากับว่าภายใต้ความตกลงฉบับนี้ ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่นได้ซ่อน "เงื่อนไข" การเข้าสู่ตลาด ไม่ใช่การค้าเสรีแบบ win win ที่ "ผู้ใหญ่" ในรัฐบาลพร่ำพูดถึง ในมุมกลับการดำเนินการของฝ่ายไทย กลับกลายเป็นการกีดกันผู้ส่งออกรายใหม่เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ด้วยการกำหนดประวัติการส่งออกย้อนหลัง ออกมาปกป้องผู้ส่งออกรายเก่าอย่างเห็นได้ชัด

เอชพี-สีเขียว ธุรกิจรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ 1 พฤศจิกายน 2550

ด้วยกระแส "An Inconvenient Truth-โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" ทำให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในวงการธุรกิจที่เริ่มตระหนักว่าตนเป็น ผู้หนึ่งที่ใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมหาศาล

"อาลีน่า หวัง" ผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยธุรกิจคอมเมอร์เชียล กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนอล ซิสเต็ม กรุ๊ป ของฮิวเลตต์-แพคการ์ด ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์กรธุรกิจทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน และได้คำนึงถึงการบริหารจัดการด้านพลังงาน รวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ทางเอชพีจึงได้พัฒนาเครื่องใช้สำนักงานที่สามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องดังกล่าวของลูกค้า โดยล่าสุดได้เปิดตัวโซลูชั่นด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานแบบครบวงจร โดยผสานการทำงานทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อาทิ HP dc7800 Ultra-slim Desktop PC หนึ่งในผลิตภัณฑ์เดสก์ทอปสำหรับองค์กรที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้อุปกรณ์จ่ายไฟมาตรฐาน 80 Plus ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากกว่าอุปกรณ์ทั่วไปถึง 15% ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานโดยรวมแล้ว ยังลดการปล่อยความร้อนส่วนเกินออกสู่ สิ่งแวดล้อมด้วย

ทำให้เดสก์ทอปรุ่นนี้ได้รับมาตรฐาน Energy Star 4.0 และนอกจากเดสก์ทอปรุ่นนี้จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ด้วยรูปทรงที่เพรียวบาง ที่มีขนาดเล็กกว่าเดสก์ทอปรุ่นก่อนถึง 46% จึงสามารถปรับเปลี่ยนการติดตั้งให้เข้ากับพื้นที่การทำงานได้หลายรูปแบบ

เช่น การติดเคสซีพียูเข้ากับด้านหลังจอภาพ หากใช้งานร่วมกับ HP Integrated Work Center Stand หรือติดตั้งบริเวณใต้โต๊ะทำงานหรือฝาผนัง โดยใช้ HP"s Quick Release เป็นการช่วยประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงาน มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีออปชั่นเสริม เช่น ซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงานจากระยะไกล "verdiem surveyor" ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการ รวมทั้งลดการใช้พลังงานของเครือข่ายพีซี และลดปริมาณการปล่อยก๊าชคาร์บอนขององค์กรลงได้

ส่วน HP BladeSystem c3000 เซิร์ฟเวอร์ ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการระบายความร้อนสูงสุดถึง 30% และ ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการเชื่อมต่อระบบ SAN (storage-area networking) ถึง 53% รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิลสูงสุดถึง 94% และใช้พื้นที่ในการวางเพียง 2 ตารางฟุต

ขณะที่ฮาร์ดไดรฟ์ในโน้ตบุ๊กสำหรับตลาดองค์กรรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นฮาร์ดไดรฟ์แบบโซลิดสเตต ที่ทนต่อการสั่นสะเทือนและมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 25% ทั้งช่วยเสริมสมรรถนะการใช้งานและใช้พลังงานน้อย จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ จึงช่วยลดปริมาณแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพที่สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมได้

"อาลีน่า หวัง" กล่าวว่า ผู้บริโภคทุกระดับใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากผลการศึกษาของบริษัทการ์ดเนอร์ในประเทศญี่ปุ่น พบว่าการใช้พลังงานในองค์กร ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่มีการใช้งานเฉลี่ย 9.2 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อได้ทดลองใช้โซลูชั่นคอมพิวเตอร์ "HP Business Desktop PC" ก็พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 46% ซึ่งหากภายใน 5 ปีมีระบบคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นนี้ถึง 100,000 ยูนิต ก็จะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 700,000 เหรียญสหรัฐ

หรือหากเปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นดังกล่าวถึง 10,000 หน่วย ก็จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 4,500 ตันภายใน 5 ปี ซึ่งเท่ากับการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนของโตเกียวโดม 85 แห่งรวมกัน หรือช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนเท่ากับพื้นที่ป่า 2.5 เอเคอร์

และตั้งแต่ปี 2536 เอชพีได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้แล้วประมาณ 3.2 ล้านตัน เท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนของรถยนต์ 680,000 คัน ในเวลา 1 ปี

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานิตยสาร Fortune ได้มอบรางวัล "Green Giant" ให้กับเอชพี จากการให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีผลงานการรีไซเคิลในปี 2549 ที่มีปริมาณเทียบเท่ากับเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตถึง 600 ลำ

เจาะเบื้องลึกราคาสินค้าเกษตรพุ่ง "เอทานอล-อากาศแปรปรวน" ตัวการป่วน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 ตุลาคม 2550

ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันเท่านั้นที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบทางการเกษตรซึ่งบางชนิดปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เว็บไซต์กรีนเบย์เพรสกาเซตต์หยิบยกกรณีธุรกิจเบเกอรี่ในลักเซมเบิร์กตัดสินใจปรับราคาสินค้า หลังแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว ทั้งถั่ว ไข่ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต่างก็มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาแป้งที่ใช้ทำเบเกอรี่ที่ปรับตัวขึ้น เพราะปริมาณข้าวสาลีที่นำมาผลิตแป้งกำลังอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างมาก

"ทิม เลดวินา" เจ้าของร้านดอนส์ เบเกอรี่ กล่าวว่า ราคาแป้งกำลังปรับตัวสูงขึ้นและเป็นการทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ประกอบกับราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นทำให้เราแบกรับต้นทุนเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในร้าน

สถานการณ์ของดอนส์ เบเกอรี่ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เนื่องจากปริมาณวัตถุดิบด้านการเกษตรกำลังเผชิญกับภาวะตึงตัวอย่างหนักในรอบ 30 ปี ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงจุดกระแสความกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะการขาดแคลนอาหารในบางประเทศ อย่างรัสเซียถึงกับประกาศเก็บภาษีสินค้าประเภทข้าวบาร์เลย์และพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อควบคุมราคาสินค้าอาหารภายในประเทศไว้จนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเสร็จสิ้น

นอกจากนี้สภาพอากาศที่เลวร้ายมากขึ้นจนทำให้ผลผลิตไม่ได้มากเท่าที่ควรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งกว่านั้นความต้องการสินค้าเกษตรบางประเภทไปใช้ในการผลิตเอทานอลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุปทานไม่เพียงพอ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้าก็ช่วยดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 75% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

หากราคายังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ รวมทั้งความต้องการยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะบรรดาเขตเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต อาทิ จีนและอินเดียแม้ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าก็อาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ถึงขนาดที่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เรียกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่า "น่าเป็นห่วงมาก"

เพราะทั้งราคาสินค้าการเกษตร ราคาพลังงาน และต้นทุนอื่นๆ ต่างก็ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่แต่เฉพาะภาคการเกษตรเท่านั้น เมื่อราคาสินค้าเกษตรที่นำไปผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงวัว ไก่ และหมูเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารโดยรวม

ในสหรัฐ ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปีที่แล้ว ส่วนราคาเนื้อบดเพิ่มขึ้น 6% ไก่เพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ไข่เพิ่มขึ้นมากถึง 31% ราคาสินค้าในสหรัฐ ตอนนี้ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5.6% เมื่อเทียบกับ 2.6% ในปีที่แล้ว

ถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ ก็ปรับขึ้นราคาจากปีที่แล้วอย่างถ้วนหน้า ซึ่งสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะคนยากคนจนเท่านั้น แม้แต่คนร่ำรวยก็หนีผลกระทบไม่พ้นเช่นกัน เพราะเมื่อวัตถุดิบเหล่านี้มีราคาเพิ่มขึ้นก็ย่อมส่งผลให้สินค้าอาหารปรับตัวขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง อย่างในอังกฤษ ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ปอนด์ (ราว 2 ดอลลาร์) เช่นเดียวกับในฝรั่งเศส ที่ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนในอิตาลี ราคาพาสต้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในรัสเซียยิ่งเลวร้ายหนัก โดยราคาขนมปังอาจจะเพิ่มขึ้นมากถึง 50% ภายในสิ้นปีนี้ และราคากะหล่ำปลีน่าจะเพิ่มขึ้นราว 30%

อาจเรียกได้ว่ายุคอาหารราคาถูกกำลังผ่านพ้นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

"มิรา คามดาร์" จากเยลโกลบอลระบุว่า เทรนด์ราคาสินค้าเกษตรกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะสภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้มากขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับผลผลิตที่ออกมา รวมถึงการที่ประเทศต่างๆ หันมาผลิตพลังงานชีวภาพกันมากขึ้น ยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบสำคัญยิ่งพุ่งสูง อย่างในสหรัฐ ราว 27% ของการผลผลิตข้าวโพดในปีนี้ถูกนำไปผลิตเอทานอล และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มเป็น 1 ใน 3 ภายในปี 2551

รายงานของ "วิลเลียม ไคลน์" จากเซ็นเตอร์ ฟอร์ โกลบอล ดีเวลอปเมนต์ ระบุว่า ภาคการเกษตรของประเทศต่างๆ จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศภายในปี 2623 โดยผลผลิตการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลผลิตในแอฟริกาจะลดลงราว 28% ผลผลิตในอินเดียจะลดลง 38% แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยก็หนีปัญหานี้ไม่ได้ โดยผลผลิตรวมของทั้งโลกมีแนวโน้มจะลดลง 3-16% ยิ่งกว่านั้นจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นราว 3 พันล้านคน ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะความขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้การแห่กันมาผลิตเอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานแบบดั้งเดิมและลดการเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตที่จะถูกนำไปใช้ผลิตอาหารน้อยลงและยังทำให้อุปทานอยู่ในภาวะตึงตัวมากขึ้น

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการผลผลิตทางการเกษตรไปใช้ในการผลิตพลังงานชีวภาพ จะเพิ่มขึ้นจาก 14.5 ล้านตัน ไปอยู่ที่ 92.4 ล้านตัน ในปี 2573 โดยมีสหรัฐเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเทรนด์

"จอห์น ไวดาล" จากเดอะการ์เดียนรายงานว่า การเข้ามาของยุค "พลังงานจากภาคเกษตร" (agrofuels) ทำให้เกษตรกรและตลาดต้องปรับตัวขนานใหญ่ เช่นในรัฐเนแบรสกาของสหรัฐที่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวนหลายล้านเอเคอร์ และใช้ข้าวโพดเกือบ 20% ของที่ผลิตได้ทั้งหมดในการผลิตเอทานอล แต่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถได้เพียง 2%

ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เองก็มีแผนจะประกาศมาตรการให้ยวดยานต่างๆ ราว 5.75% หันมาใช้พลังงานชีวภาพทดแทนพลังงานแบบเก่าภายในปี 2555 และจะเพิ่มจำนวนเป็น 10% ภายในปี 2563 เทียบกับ 1.5% ในขณะนี้ ซึ่งความพยายามของอียูจะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมราว 1 ใน 3 ของยุโรปต้องหันมาเพาะปลูกเพื่อผลิตพลังงานชีวภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เอทานอลที่ผลิตจากข้าวโพดอาจไม่ได้ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างที่เข้าใจกัน เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จะถูกทดแทนด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช นอกจากนี้ยังต้องใช้น้ำมากขึ้นในการปลูกพืชเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยังไม่นับรวมผลกระทบอื่น เช่น ผิวดินถูกกัดเซาะมากขึ้น การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการเพาะปลูกที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมตามมา

แพ้คดีเทศบาลมาบตาพุด400ล้านบาท "กนอ."ดึง10บริษัทจ่ายค่าปรับถมทะเล

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ตุลาคม 2550

"อุทัย จันทิมา" ผู้ว่าการ กนอ.ยืดอกรับ หากศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้ชำระค่าตอบแทนการปลูกสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำ 400 ล้านบาท เผยเกิดจากข้อผิดพลาดจากหน่วยงานราชการด้วยกันเองในอดีต ไม่ยอมแจ้งขอ "ยกเว้น" ทำให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดนำเรื่องร้องต่อศาลขอค่าตอบแทนได้ แต่งานนี้ กนอ.ไม่เจ็บตัวคนเดียว เตรียมพ่วงสถานประกอบการเอกชนอีก 10 ราย ที่อยู่ในพื้นที่ถมทะเลรับผิดชอบจ่ายค่าปรับร่วมกัน โดยบริษัทโรงกลั่น น้ำมันระยองฯนำโด่งจ่ายเยอะสุดถึง 108 ล้านบาท

จากกรณีที่ศาลปกครองจังหวัดระยองได้ พิพากษาให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ต้องชำระค่าตอบแทนการปลูกสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำ (พื้นที่ถมทะเล) ของโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด พร้อมกับค่าปรับตั้งแต่ปี 2537-2550 รวมเป็นเงิน 400 กว่าล้านบาท ให้กับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง นั้น

นายอุทัย จันทิมา ผู้ว่าการการนิคมอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุดให้พิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกระบวนการปกติของหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เมื่อมีการแพ้คดีความก็จะต้องยื่นอุทธรณ์ให้ผลพิจารณาถึงที่สุด

อย่างไรก็ตามนายอุทัยได้กล่าวยอมรับมีความเป็นไปได้ว่าศาลปกครองสูงสุดอาจจะยืนตามคำ พิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เนื่องจากตั้งแต่เริ่มโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ใน ปี 2531 ภายใต้แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในช่วงเวลานั้นทางคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกภายใต้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไม่ได้นำเรื่องเข้ารับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อขอ "ยกเว้น" การจ่ายผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดฟ้องร้อง กนอ.มาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งต่างจากโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบังที่ได้มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ถมทะเลเช่นเดียวกัน แต่คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกได้นำโครงการนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับการ "ยกเว้น" การจ่ายผลตอบแทน จึงทำให้โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบังไม่ต้องจ่ายค่าตอบ แทนการปลูกล่วงล้ำลำน้ำและไม่ถูกฟ้องร้องเหมือนกับโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

"คดีดังกล่าวได้ยืดเยื้อมานาน ต้องยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาดของหน่วยงานราชการด้วยกันเอง ซึ่งทาง กนอ.ก็พยายามประสานให้หน่วยงานรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมที่ถือกฎหมายเกี่ยวกับการลุกล้ำพื้นที่ลำน้ำ หรือทางเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อจะทำให้เกิดความชอบธรรมร่วมกัน แต่ก็ไม่เป็นผล ที่ผ่านมาการคิดราคาพื้นที่ประกอบกิจการในนิคม ทาง กนอ.ก็ไม่คิดว่าจะต้องมีต้นทุนในการชำระค่าตอบแทนดังกล่าว ก็จำหน่ายให้กับเอกชนในระดับราคาที่คุ้มทุน ไม่ได้แสวงหากำไรมากมาย ดังนั้นเมื่อต้องมีการชำระค่าตอบแทนพร้อมค่าปรับจึงถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น" นายอุทัยกล่าว

อย่างไรก็ตามนายอุทัยกล่าวว่า การชำระค่าตอบแทนและค่าปรับรวมทั้งสิ้น 400 กว่าล้านบาท หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ทาง กนอ.จะไม่ได้เป็นผู้ชำระเพียงรายเดียว โดยภาคเอกชนที่มีสถานประกอบการอยู่บนพื้นที่ถมทะเลจะต้องมีส่วนร่วมในการชำระค่าตอบแทนและค่าปรับดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาการใช้พื้นที่ที่เอกชนได้ทำไว้กับ กนอ.ตั้งแต่ต้น

โดยปัจจุบันเอกชนที่มีสถานประกอบการอยู่ในพื้นที่ถมทะเลมีอยู่ทั้งสิ้น 10 ราย ได้แก่ บริษัท ไทยพรอสเพอริตี้เทอมิทอล จำกัด, บริษัท ไทยแทงค์เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท GLOW SPP จำกัด, บริษัท วินโคสต์ จำกัด, บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด, บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด, บริษัท มาบตาพุด แทงค์เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท ท่าเรือระยอง จำกัด, บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด และบริษัท พีทีที จำกัด โดยในส่วนของ กนอ.จะชำระในส่วนของพื้นที่ที่เป็นสาธารณะและพื้นที่ส่วนกลาง

ล่าสุดทาง กนอ.ได้คำนวณอัตราการชำระค่าตอบแทนและค่าปรับตามพื้นที่การใช้ประโยชน์ของเอกชนแต่ละรายไว้แล้ว (ตามตารางประกอบ) และระหว่างรอการพิจารณาจากศาลปกครองสูงสุด ทาง กนอ.ก็ได้ประสานไปยังผู้ประกอบการทั้ง 10 รายแล้ว เพื่อให้รับทราบถึงอัตราการชำระค่าตอบ แทนที่บริษัทเหล่านี้จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย

ทั้งนี้ค่าตอบแทนและค่าปรับเริ่มคิดคำนวณตั้งแต่ปีกฎหมายการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ล่วงล้ำลำนำของกระทรวงคมนาคมมีผลบังคับตั้งแต่ปี 2537 โดยช่วงปี 2537-2548 จะต้องชำระเป็นมูลค่า 334,804,670 บาท ในปี 2549 ชำระ 43,737,080 บาท ปี 2550 ตามใบอนุญาตเลขที่ 38/2540 จำนวน 60,950 บาท และตามใบอนุญาตเลขที่ 32/2545 จำนวน 23,732,180 บาท รวมทั้งค่าตอบแทนพร้อมค่าปรับตามใบอนุญาตทุกฉบับที่จะครบกำหนดชำระต่อไปให้แก่เทศบาลพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระตามใบอนุญาตแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระให้กับเทศบาลได้เสร็จสิ้น

by ThaiWebExpert