ประชาชาติธุรกิจ

เอชพี-สีเขียว ธุรกิจรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ 1 พฤศจิกายน 2550

ด้วยกระแส "An Inconvenient Truth-โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" ทำให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในวงการธุรกิจที่เริ่มตระหนักว่าตนเป็น ผู้หนึ่งที่ใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมหาศาล

"อาลีน่า หวัง" ผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยธุรกิจคอมเมอร์เชียล กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนอล ซิสเต็ม กรุ๊ป ของฮิวเลตต์-แพคการ์ด ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์กรธุรกิจทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน และได้คำนึงถึงการบริหารจัดการด้านพลังงาน รวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ทางเอชพีจึงได้พัฒนาเครื่องใช้สำนักงานที่สามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องดังกล่าวของลูกค้า โดยล่าสุดได้เปิดตัวโซลูชั่นด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานแบบครบวงจร โดยผสานการทำงานทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อาทิ HP dc7800 Ultra-slim Desktop PC หนึ่งในผลิตภัณฑ์เดสก์ทอปสำหรับองค์กรที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้อุปกรณ์จ่ายไฟมาตรฐาน 80 Plus ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากกว่าอุปกรณ์ทั่วไปถึง 15% ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานโดยรวมแล้ว ยังลดการปล่อยความร้อนส่วนเกินออกสู่ สิ่งแวดล้อมด้วย

ทำให้เดสก์ทอปรุ่นนี้ได้รับมาตรฐาน Energy Star 4.0 และนอกจากเดสก์ทอปรุ่นนี้จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ด้วยรูปทรงที่เพรียวบาง ที่มีขนาดเล็กกว่าเดสก์ทอปรุ่นก่อนถึง 46% จึงสามารถปรับเปลี่ยนการติดตั้งให้เข้ากับพื้นที่การทำงานได้หลายรูปแบบ

เช่น การติดเคสซีพียูเข้ากับด้านหลังจอภาพ หากใช้งานร่วมกับ HP Integrated Work Center Stand หรือติดตั้งบริเวณใต้โต๊ะทำงานหรือฝาผนัง โดยใช้ HP"s Quick Release เป็นการช่วยประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงาน มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีออปชั่นเสริม เช่น ซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงานจากระยะไกล "verdiem surveyor" ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการ รวมทั้งลดการใช้พลังงานของเครือข่ายพีซี และลดปริมาณการปล่อยก๊าชคาร์บอนขององค์กรลงได้

ส่วน HP BladeSystem c3000 เซิร์ฟเวอร์ ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการระบายความร้อนสูงสุดถึง 30% และ ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการเชื่อมต่อระบบ SAN (storage-area networking) ถึง 53% รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิลสูงสุดถึง 94% และใช้พื้นที่ในการวางเพียง 2 ตารางฟุต

ขณะที่ฮาร์ดไดรฟ์ในโน้ตบุ๊กสำหรับตลาดองค์กรรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นฮาร์ดไดรฟ์แบบโซลิดสเตต ที่ทนต่อการสั่นสะเทือนและมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 25% ทั้งช่วยเสริมสมรรถนะการใช้งานและใช้พลังงานน้อย จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ จึงช่วยลดปริมาณแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพที่สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมได้

"อาลีน่า หวัง" กล่าวว่า ผู้บริโภคทุกระดับใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากผลการศึกษาของบริษัทการ์ดเนอร์ในประเทศญี่ปุ่น พบว่าการใช้พลังงานในองค์กร ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่มีการใช้งานเฉลี่ย 9.2 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อได้ทดลองใช้โซลูชั่นคอมพิวเตอร์ "HP Business Desktop PC" ก็พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 46% ซึ่งหากภายใน 5 ปีมีระบบคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นนี้ถึง 100,000 ยูนิต ก็จะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 700,000 เหรียญสหรัฐ

หรือหากเปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นดังกล่าวถึง 10,000 หน่วย ก็จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 4,500 ตันภายใน 5 ปี ซึ่งเท่ากับการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนของโตเกียวโดม 85 แห่งรวมกัน หรือช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนเท่ากับพื้นที่ป่า 2.5 เอเคอร์

และตั้งแต่ปี 2536 เอชพีได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้แล้วประมาณ 3.2 ล้านตัน เท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนของรถยนต์ 680,000 คัน ในเวลา 1 ปี

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานิตยสาร Fortune ได้มอบรางวัล "Green Giant" ให้กับเอชพี จากการให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีผลงานการรีไซเคิลในปี 2549 ที่มีปริมาณเทียบเท่ากับเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตถึง 600 ลำ

เจาะเบื้องลึกราคาสินค้าเกษตรพุ่ง "เอทานอล-อากาศแปรปรวน" ตัวการป่วน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 ตุลาคม 2550

ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันเท่านั้นที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบทางการเกษตรซึ่งบางชนิดปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เว็บไซต์กรีนเบย์เพรสกาเซตต์หยิบยกกรณีธุรกิจเบเกอรี่ในลักเซมเบิร์กตัดสินใจปรับราคาสินค้า หลังแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว ทั้งถั่ว ไข่ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต่างก็มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาแป้งที่ใช้ทำเบเกอรี่ที่ปรับตัวขึ้น เพราะปริมาณข้าวสาลีที่นำมาผลิตแป้งกำลังอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างมาก

"ทิม เลดวินา" เจ้าของร้านดอนส์ เบเกอรี่ กล่าวว่า ราคาแป้งกำลังปรับตัวสูงขึ้นและเป็นการทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ประกอบกับราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นทำให้เราแบกรับต้นทุนเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในร้าน

สถานการณ์ของดอนส์ เบเกอรี่ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เนื่องจากปริมาณวัตถุดิบด้านการเกษตรกำลังเผชิญกับภาวะตึงตัวอย่างหนักในรอบ 30 ปี ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงจุดกระแสความกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะการขาดแคลนอาหารในบางประเทศ อย่างรัสเซียถึงกับประกาศเก็บภาษีสินค้าประเภทข้าวบาร์เลย์และพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อควบคุมราคาสินค้าอาหารภายในประเทศไว้จนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเสร็จสิ้น

นอกจากนี้สภาพอากาศที่เลวร้ายมากขึ้นจนทำให้ผลผลิตไม่ได้มากเท่าที่ควรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งกว่านั้นความต้องการสินค้าเกษตรบางประเภทไปใช้ในการผลิตเอทานอลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุปทานไม่เพียงพอ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้าก็ช่วยดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 75% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

หากราคายังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ รวมทั้งความต้องการยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะบรรดาเขตเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต อาทิ จีนและอินเดียแม้ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าก็อาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ถึงขนาดที่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เรียกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่า "น่าเป็นห่วงมาก"

เพราะทั้งราคาสินค้าการเกษตร ราคาพลังงาน และต้นทุนอื่นๆ ต่างก็ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่แต่เฉพาะภาคการเกษตรเท่านั้น เมื่อราคาสินค้าเกษตรที่นำไปผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงวัว ไก่ และหมูเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารโดยรวม

ในสหรัฐ ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปีที่แล้ว ส่วนราคาเนื้อบดเพิ่มขึ้น 6% ไก่เพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ไข่เพิ่มขึ้นมากถึง 31% ราคาสินค้าในสหรัฐ ตอนนี้ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5.6% เมื่อเทียบกับ 2.6% ในปีที่แล้ว

ถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ ก็ปรับขึ้นราคาจากปีที่แล้วอย่างถ้วนหน้า ซึ่งสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะคนยากคนจนเท่านั้น แม้แต่คนร่ำรวยก็หนีผลกระทบไม่พ้นเช่นกัน เพราะเมื่อวัตถุดิบเหล่านี้มีราคาเพิ่มขึ้นก็ย่อมส่งผลให้สินค้าอาหารปรับตัวขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง อย่างในอังกฤษ ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ปอนด์ (ราว 2 ดอลลาร์) เช่นเดียวกับในฝรั่งเศส ที่ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนในอิตาลี ราคาพาสต้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในรัสเซียยิ่งเลวร้ายหนัก โดยราคาขนมปังอาจจะเพิ่มขึ้นมากถึง 50% ภายในสิ้นปีนี้ และราคากะหล่ำปลีน่าจะเพิ่มขึ้นราว 30%

อาจเรียกได้ว่ายุคอาหารราคาถูกกำลังผ่านพ้นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

"มิรา คามดาร์" จากเยลโกลบอลระบุว่า เทรนด์ราคาสินค้าเกษตรกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะสภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้มากขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับผลผลิตที่ออกมา รวมถึงการที่ประเทศต่างๆ หันมาผลิตพลังงานชีวภาพกันมากขึ้น ยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบสำคัญยิ่งพุ่งสูง อย่างในสหรัฐ ราว 27% ของการผลผลิตข้าวโพดในปีนี้ถูกนำไปผลิตเอทานอล และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มเป็น 1 ใน 3 ภายในปี 2551

รายงานของ "วิลเลียม ไคลน์" จากเซ็นเตอร์ ฟอร์ โกลบอล ดีเวลอปเมนต์ ระบุว่า ภาคการเกษตรของประเทศต่างๆ จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศภายในปี 2623 โดยผลผลิตการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลผลิตในแอฟริกาจะลดลงราว 28% ผลผลิตในอินเดียจะลดลง 38% แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยก็หนีปัญหานี้ไม่ได้ โดยผลผลิตรวมของทั้งโลกมีแนวโน้มจะลดลง 3-16% ยิ่งกว่านั้นจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นราว 3 พันล้านคน ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะความขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้การแห่กันมาผลิตเอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานแบบดั้งเดิมและลดการเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตที่จะถูกนำไปใช้ผลิตอาหารน้อยลงและยังทำให้อุปทานอยู่ในภาวะตึงตัวมากขึ้น

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการผลผลิตทางการเกษตรไปใช้ในการผลิตพลังงานชีวภาพ จะเพิ่มขึ้นจาก 14.5 ล้านตัน ไปอยู่ที่ 92.4 ล้านตัน ในปี 2573 โดยมีสหรัฐเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเทรนด์

"จอห์น ไวดาล" จากเดอะการ์เดียนรายงานว่า การเข้ามาของยุค "พลังงานจากภาคเกษตร" (agrofuels) ทำให้เกษตรกรและตลาดต้องปรับตัวขนานใหญ่ เช่นในรัฐเนแบรสกาของสหรัฐที่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวนหลายล้านเอเคอร์ และใช้ข้าวโพดเกือบ 20% ของที่ผลิตได้ทั้งหมดในการผลิตเอทานอล แต่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถได้เพียง 2%

ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เองก็มีแผนจะประกาศมาตรการให้ยวดยานต่างๆ ราว 5.75% หันมาใช้พลังงานชีวภาพทดแทนพลังงานแบบเก่าภายในปี 2555 และจะเพิ่มจำนวนเป็น 10% ภายในปี 2563 เทียบกับ 1.5% ในขณะนี้ ซึ่งความพยายามของอียูจะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมราว 1 ใน 3 ของยุโรปต้องหันมาเพาะปลูกเพื่อผลิตพลังงานชีวภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เอทานอลที่ผลิตจากข้าวโพดอาจไม่ได้ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างที่เข้าใจกัน เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จะถูกทดแทนด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช นอกจากนี้ยังต้องใช้น้ำมากขึ้นในการปลูกพืชเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยังไม่นับรวมผลกระทบอื่น เช่น ผิวดินถูกกัดเซาะมากขึ้น การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการเพาะปลูกที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมตามมา

แพ้คดีเทศบาลมาบตาพุด400ล้านบาท "กนอ."ดึง10บริษัทจ่ายค่าปรับถมทะเล

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ตุลาคม 2550

"อุทัย จันทิมา" ผู้ว่าการ กนอ.ยืดอกรับ หากศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้ชำระค่าตอบแทนการปลูกสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำ 400 ล้านบาท เผยเกิดจากข้อผิดพลาดจากหน่วยงานราชการด้วยกันเองในอดีต ไม่ยอมแจ้งขอ "ยกเว้น" ทำให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดนำเรื่องร้องต่อศาลขอค่าตอบแทนได้ แต่งานนี้ กนอ.ไม่เจ็บตัวคนเดียว เตรียมพ่วงสถานประกอบการเอกชนอีก 10 ราย ที่อยู่ในพื้นที่ถมทะเลรับผิดชอบจ่ายค่าปรับร่วมกัน โดยบริษัทโรงกลั่น น้ำมันระยองฯนำโด่งจ่ายเยอะสุดถึง 108 ล้านบาท

จากกรณีที่ศาลปกครองจังหวัดระยองได้ พิพากษาให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ต้องชำระค่าตอบแทนการปลูกสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำ (พื้นที่ถมทะเล) ของโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด พร้อมกับค่าปรับตั้งแต่ปี 2537-2550 รวมเป็นเงิน 400 กว่าล้านบาท ให้กับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง นั้น

นายอุทัย จันทิมา ผู้ว่าการการนิคมอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์คดีไปยังศาลปกครองสูงสุดให้พิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกระบวนการปกติของหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เมื่อมีการแพ้คดีความก็จะต้องยื่นอุทธรณ์ให้ผลพิจารณาถึงที่สุด

อย่างไรก็ตามนายอุทัยได้กล่าวยอมรับมีความเป็นไปได้ว่าศาลปกครองสูงสุดอาจจะยืนตามคำ พิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เนื่องจากตั้งแต่เริ่มโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ใน ปี 2531 ภายใต้แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ในช่วงเวลานั้นทางคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกภายใต้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไม่ได้นำเรื่องเข้ารับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อขอ "ยกเว้น" การจ่ายผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดฟ้องร้อง กนอ.มาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งต่างจากโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบังที่ได้มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ถมทะเลเช่นเดียวกัน แต่คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกได้นำโครงการนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับการ "ยกเว้น" การจ่ายผลตอบแทน จึงทำให้โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบังไม่ต้องจ่ายค่าตอบ แทนการปลูกล่วงล้ำลำน้ำและไม่ถูกฟ้องร้องเหมือนกับโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

"คดีดังกล่าวได้ยืดเยื้อมานาน ต้องยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาดของหน่วยงานราชการด้วยกันเอง ซึ่งทาง กนอ.ก็พยายามประสานให้หน่วยงานรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมที่ถือกฎหมายเกี่ยวกับการลุกล้ำพื้นที่ลำน้ำ หรือทางเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อจะทำให้เกิดความชอบธรรมร่วมกัน แต่ก็ไม่เป็นผล ที่ผ่านมาการคิดราคาพื้นที่ประกอบกิจการในนิคม ทาง กนอ.ก็ไม่คิดว่าจะต้องมีต้นทุนในการชำระค่าตอบแทนดังกล่าว ก็จำหน่ายให้กับเอกชนในระดับราคาที่คุ้มทุน ไม่ได้แสวงหากำไรมากมาย ดังนั้นเมื่อต้องมีการชำระค่าตอบแทนพร้อมค่าปรับจึงถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น" นายอุทัยกล่าว

อย่างไรก็ตามนายอุทัยกล่าวว่า การชำระค่าตอบแทนและค่าปรับรวมทั้งสิ้น 400 กว่าล้านบาท หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ทาง กนอ.จะไม่ได้เป็นผู้ชำระเพียงรายเดียว โดยภาคเอกชนที่มีสถานประกอบการอยู่บนพื้นที่ถมทะเลจะต้องมีส่วนร่วมในการชำระค่าตอบแทนและค่าปรับดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาการใช้พื้นที่ที่เอกชนได้ทำไว้กับ กนอ.ตั้งแต่ต้น

โดยปัจจุบันเอกชนที่มีสถานประกอบการอยู่ในพื้นที่ถมทะเลมีอยู่ทั้งสิ้น 10 ราย ได้แก่ บริษัท ไทยพรอสเพอริตี้เทอมิทอล จำกัด, บริษัท ไทยแทงค์เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท GLOW SPP จำกัด, บริษัท วินโคสต์ จำกัด, บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด, บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด, บริษัท มาบตาพุด แทงค์เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท ท่าเรือระยอง จำกัด, บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด และบริษัท พีทีที จำกัด โดยในส่วนของ กนอ.จะชำระในส่วนของพื้นที่ที่เป็นสาธารณะและพื้นที่ส่วนกลาง

ล่าสุดทาง กนอ.ได้คำนวณอัตราการชำระค่าตอบแทนและค่าปรับตามพื้นที่การใช้ประโยชน์ของเอกชนแต่ละรายไว้แล้ว (ตามตารางประกอบ) และระหว่างรอการพิจารณาจากศาลปกครองสูงสุด ทาง กนอ.ก็ได้ประสานไปยังผู้ประกอบการทั้ง 10 รายแล้ว เพื่อให้รับทราบถึงอัตราการชำระค่าตอบ แทนที่บริษัทเหล่านี้จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย

ทั้งนี้ค่าตอบแทนและค่าปรับเริ่มคิดคำนวณตั้งแต่ปีกฎหมายการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ล่วงล้ำลำนำของกระทรวงคมนาคมมีผลบังคับตั้งแต่ปี 2537 โดยช่วงปี 2537-2548 จะต้องชำระเป็นมูลค่า 334,804,670 บาท ในปี 2549 ชำระ 43,737,080 บาท ปี 2550 ตามใบอนุญาตเลขที่ 38/2540 จำนวน 60,950 บาท และตามใบอนุญาตเลขที่ 32/2545 จำนวน 23,732,180 บาท รวมทั้งค่าตอบแทนพร้อมค่าปรับตามใบอนุญาตทุกฉบับที่จะครบกำหนดชำระต่อไปให้แก่เทศบาลพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระตามใบอนุญาตแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระให้กับเทศบาลได้เสร็จสิ้น

ปตท.รักษ์สิ่งแวดล้อม เปิดตัวเม็ดพลาสติก "Green Plastic"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 4 ตุลาคม 2550

จากสภาพการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเต็มไปด้วยมลพิษ เกิดภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบไปทั่ว ผู้ประกอบการผลิตที่มีส่วนในการก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางตรงและทางอ้อมต่างหันมาเอาใจใส่ในสภาพแวดล้อมมากขึ้น จนถึงกับกำหนดเป็นนโยบายของบริษัทที่ว่า หากสภาพแวดล้อมเป็นพิษ คนอยู่ไม่ได้ โรงงานก็อยู่ไม่ได้ตามไปด้วย

เพื่อชะลอหรือบรรเทาผลกระทบไม่ให้เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ภาคธุรกิจก็เป็นส่วนหนึ่ง ต้องหาทางปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตสินค้าไปในเชิงรักษ์สิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งหลายบริษัทก็เริ่มจะผลิตสินค้าในลักษณะดังกล่าวกันแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่แสดงสำนึกความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดตัวสินค้าในเชิงรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ชื่อว่า "Green Plastic"

โดย นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า โครงการ Green Plastic เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)-บริษัท บางกอกโพลีเอททิลีน จำกัด (มหาชน) (BPE) และบริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ ปตท. ผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (high density polyethylene : HDPE)

ได้ทำการปรับปรุงการผลิตเม็ดพลาสติก HDPE ไม่ให้มีสารเคมีอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนอยู่ โดยขณะนี้ได้ทำการทดสอบและผ่านการรับรองมาตรฐานตามระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (RoHs) กับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ หรือ US-FDA แล้วนับเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ดังกล่าว

Green Plastic จะเป็นผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก HDPE ที่จำหน่ายภายใต้แบรนด์ "NPCX" กับ "Thaizex" โดยทุกเกรดที่บริษัทผลิตจะไม่มีสารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกที่เป็นลูกค้าของ ปตท. เคมิคอล, BPE และ PTTPM ในการนำเม็ดพลาสติกไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าสำเร็จรูป ไม่เกิดปัญหาด้านการส่งออกจากประเทศผู้นำเข้า

"โครงการ Green Plastic ทางกลุ่มบริษัท ปตท.ได้ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว ต้นทุนการปรับปรุงเรายอมรับว่าเสียไปมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปรับราคาจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น เรายังจำหน่ายเม็ดพลาสติกตามราคาตลาดโลก โครงการนี้เราไม่ได้เน้นถึงยอดขายเป็นหลัก แต่วัตถุประสงค์คือ จะเน้นเรื่องของความปลอดภัย เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากมันจะทำให้ยอดขายหรือกำไรดีขึ้น ก็ถือเป็นผลพลอยได้ของการดำเนินการโครงการ โดยทางกลุ่มก็พยายามจะขยายผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ให้ได้การรับรองมาตรฐานระเบียบของต่างประเทศไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะมองว่าต่างประเทศเขาพยายามกีดกันทางการค้า แต่ถ้ามองในเรื่องของสุขอนามัยก็ สมเหตุสมผล เพราะคนใน EU เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งเยอะมาก ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะทำให้ ทุกอย่างมันมีความปลอดภัยมากขึ้น" นายไพรินทร์กล่าว

ด้าน นายณรงค์ชัย พิสุทธิ์ปัญญา ผู้จัดการอาวุโส บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนโยบายของภาคธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ทุกคนเริ่มตระหนักถึงสภาวะแวดล้อมมากขึ้น การผลิตสินค้าต่างๆ ก็ต้อง คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลูกค้าบริษัทข้ามชาติ อาทิ บริษัท แคนนอน, ไดกิ้น ต่างก็มีนโยบายจัดซื้อสินค้า-วัตถุดิบที่เน้นเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากประสบการณ์การผลิตสินค้าที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์

ยกตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทแมตเทลผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ของโลก ได้สั่งเก็บสินค้าของเล่นที่ผลิตในประเทศจีนจำนวน 18 ล้านชิ้น เนื่องจากสินค้าไม่ปลอดภัย มีสารเคมีที่เป็นอันตรายปนเปื้อนอยู่ สร้างความเสียหายให้บริษัทอย่างมหาศาล หรือกรณีของการพบ "สารเมลามีน" ในอาหารสัตว์ของผู้ผลิตในแคนาดา ต้องมีการเรียกคืนสินค้า สร้างความเสียหายเช่นเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ประกอบกับระเบียบต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ROHS), ระเบียบว่าด้วยการยานยนต์ที่หมดอายุ (ELV), ระเบียบว่าด้วยเศษเหลือทิ้งผลิตภัณฑ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE), ระเบียบว่าด้วยการควบคุมเคมีภัณฑ์ (REACH) เป็นต้น

ต่างก็มีผลในเรื่องของการบังคับให้ผู้ผลิตต้องทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่มีการตกค้างของขยะ อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งาน

นั้นหมายถึงโรงงานผู้ผลิตต้องรับผิดชอบสินค้าของตนหลังจากผ่านการใช้งาน โดยผลิตภัณฑ์ Green Plastic ของบริษัทในเครือ ปตท.สามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้ดีที่สุด

ธุรกิจ-การศึกษาเร่งเครื่อง ปรับโครงสร้างรับมือ "โลกร้อน"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 กันยายน 2550

สัปดาห์นี้สปอตไลต์ความสนใจของประชาคมโลกโฟกัสไปที่เวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่จัดขึ้น ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่อยู่ในความสนใจมากที่สุดประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่บรรดาผู้นำจาก 80 ประเทศจะหารือถึงมาตรการรับมือร่วมกัน

ไล่เลี่ยกับการประชุมของยูเอ็น ก็มีรายงานผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้กระตุ้นให้เกิดการปรับโครงสร้างในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ที่หันมาให้ความสำคัญกับการค้นหาวิธีรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังมากขึ้น

รอยเตอร์สระบุว่า รายงานฉบับนี้จัดทำโดยกลุ่มนักลงทุนที่มีชื่อว่า "คาร์บอน ดิสโคลเซอร์ โปรเจ็กต์" (ซีดีพี) ที่มีสมาชิกเป็นนักลงทุนสถาบัน 315 ราย อาทิ มอร์แกน สแตนเลย์ เมอร์ริล ลินช์ และคาลเปอร์ส ซึ่งบริหารสินทรัพย์รวมกันเป็นมูลค่าถึง 41 ล้านล้านดอลลาร์

โดยซีดีพีได้ส่งแบบสอบถามไปยังบริษัทราว 2,400 แห่ง และได้รับการตอบรับจาก 1,300 บริษัท ซึ่งรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่วัดจากมูลค่าตามราคาตลาด (market capitalization) ที่อยู่ในทำเนียบเอฟที 500

ผลสำรวจพบว่า ราว 77% จากบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่ง ได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนกลับมายังคณะผู้จัดทำ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 72%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกฎระเบียบ นโยบาย และผลตอบรับทางธุรกิจได้เป็นตัวผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งการปรับโครงสร้างใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนิยมเรื่องความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลประกอบการทางการเงิน สำหรับทั้งบริษัทและนักลงทุน

ดาวโจนส์รายงานว่า อีก 95% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศถือเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ ได้ริเริ่มโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งถือเป็นตัวการสร้างปัญหาโลกร้อน โดยบริษัทเหล่านี้มีเป้าหมายและกำหนดเวลาที่แน่ชัด ขณะที่อีก 34% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และเริ่มมีบริษัทหลายแห่งที่เริ่มปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น

น่าสนใจว่า บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่เริ่มปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของตัวเองแล้ว อาทิ บริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ "แอนฮิวเซอร์-บุช" เจ้าของเบียร์บัดไวเซอร์ ที่พยายามพัฒนาพืชผลที่นำไปหมักให้มีความทนทานต่อ สภาพอากาศที่เลวร้ายได้มากขึ้น

ส่วนบริษัท "อัลคัว" ก็มีแผนจะซื้ออะลูมิเนียมรีไซเคิลราว 20% ในปีที่แล้ว ขณะที่บริษัทรถยนต์หลายแห่งกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาเครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อให้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามมีบริษัทขนาดใหญ่อีกหลายแห่งที่ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม อาทิ แอปเปิล คอมพิวเตอร์ แบงก์ ออฟ ไชน่า เบิร์กไชร์ แฮตอะเวย์ ก๊าซพรอม และฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์

"พอล ดิกคินสัน" ซีอีโอของกลุ่มซีดีพี ให้ความเห็นว่า นักลงทุนต่างมองหาสิ่งที่สำคัญในอนาคต หากบริษัทใดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศขึ้นมา ก็ไม่แน่ว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำตลาดตอบโจทย์ผู้บริโภคในศตวรรษที่ 21 ได้

ไม่เพียงในภาคธุรกิจเท่านั้นที่ตอบรับกับกระแสโกอิ้ง กรีน ทว่าในแวดวงการศึกษาก็ตื่นตัวในเรื่องนี้เช่นกัน โดยเริ่มมีแนวคิดจัดการเรียนการสอนหลักสูตร "กรีน เอ็มบีเอ" เพื่อจะสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและระบบนิเวศให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน โดยคำนึงถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ ซึ่งจะไม่ทำให้ธุรกิจไปเบียดเบียนธรรมชาติมากมายเหมือนในอดีต

"จอห์น สเตย์ตัน" อาจารย์ด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยโดมินิกัน ได้เปิดตัวหลักสูตรสีเขียวใน "ซานตา โรซา นิว คอลเลจ ออฟ แคลิฟอร์เนีย นอร์ธ เบย์" มาตั้งแต่ปี 2543 และโอนย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยโดมินิกันในปีที่แล้ว และเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในสถาบันการศึกษาต่างๆ ในปัจจุบัน

นักวิชาการชี้"FTAอาเซียน-อียู" ไทยเสียเปรียบด้านสิ่งแวดล้อ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 กันยายน 2550

นักวิชาการหวั่นไทยเสียเปรียบในการเปิด FTA อาเซียน-อียู เผยอียูเตรียมสอดไส้ข้อเสนอเคลมคาร์บอนเครดิต-การจัดการน้ำ-การคุ้มครองข้อมูลยา-พลังงานนิวเคลียร์ ไว้ในข้อตกลง FTA คาดหากเปลี่ยนระเบียบสิ่งแวดล้อม จะทำให้นโยบายสิ่งแวดล้อมไทยถูกจำกัด

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยภายในการสัมมนาการเตรียมความพร้อมเรื่องรองรับการเจรจาจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป-อาเซียน ซึ่งจัดขึ้นโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การเจรจาระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรปจะเริ่มต้นในต้นปี 2551 แต่ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญมาก สิ่งที่สหภาพยุโรปแตกต่างจากสหรัฐ คือ การให้ความสำคัญกับด้านพลังงานนิวเคลียร์ การบริหารจัดการธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ และที่สำคัญคือเรื่องการใช้ประโยชน์จากโครงการผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (clean development mechanism หรือ CDM) ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสำหรับประเทศไทย

ในการทำเอฟทีเอที่ผ่านมา สหภาพยุโรปให้ความสำคัญด้านพลังงานมาก ซึ่งสิ่งที่กังวลคือการเสนอข้อเรียกร้องด้านพลังงานที่จะแฝงอยู่ในทุกข้อบท ถึงแม้ว่าการยื่นข้อเสนอด้านลงทุนและบริการของสหภาพยุโรปจะไม่น่ากลัวเหมือนสหรัฐ เพราะสหภาพยุโรปเป็นภาคีสนธิสัญญา ความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับที่เหมือนกับไทย เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารเกียวโต จึงทำให้ไทยและสหภาพยุโรปมีสถานภาพด้านนี้ไม่แตกต่างกันมากอย่างสหรัฐกับไทย แต่ด้านที่กังวลมากคือ การขอใช้ประโยชน์จาก CDM หากมีการเจรจาขอมาทำให้คาร์บอนลด และขอเครดิต เห็นว่าไม่สมควรให้เคลม เพราะเรามีกลไกการจัดการอยู่แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ด้านบริการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การบริการเก็บน้ำ การทำให้น้ำบริสุทธิ์ การขนส่งและกระจายน้ำ การระบายน้ำทิ้ง บริการจัดการของเสีย ส่วนข้อเรียกร้องที่มีต่ออาเซียนและไทย ก็จะเป็นในลักษณะเดียวกัน อาทิ ทั้งในเรื่องน้ำ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดการขยะอันตรายและขยะแข็ง การคุ้มครองอากาศ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงระบบสิทธิ อธิปไตยในทรัพยากรของไทย

ส่วนข้อเรียกร้องหลักของสหภาพยุโรปในด้านทรัพย์สินทางปัญญา การขอขยายระยะเวลาการคุ้มครองข้อมูลยา (data exclusivity) มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีต้นทุนในการผลิตยามากขึ้น และระยะเวลาการขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในการจำหน่ายยาจะต้องใช้เวลานานกว่าเดิม

"หลังจากได้ดูร่างข้อเสนอ Draft EU-ASEAN FTA negotiating Directive (2007) ในเว็บไซต์ Bilaterals.org เห็นว่า ข้อเสนอของสหภาพยุโรปมีการประนีประนอมมากกว่าสหรัฐ หรือญี่ปุ่น ไม่เรียกร้องให้ไทยเป็นภาคีสมาชิกความตกลง เพราะแต่ละประเทศในอาเซียนมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน เพียงแต่แฝงการบังคับให้ปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องศึกษาให้รอบคอบ" นายบัณฑูรกล่าว

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากเป็นไปตามข้อเรียกร้องด้านบริการพลังงาน การสำรวจและการผลิต การก่อสร้างอาคาร และโรงงานด้านพลังงาน บริการที่เกี่ยวกับโครงข่ายพลังงาน สำหรับจัดหาพลังงาน รวมถึงกิจการด้านเหมืองแร่และการท่องเที่ยว ทำให้ เกิดการสูญเสียทรัพยากรและต้นทุนทางด้าน สิ่งแวดล้อม และหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ก็จะกลายเป็นการจำกัดนโยบายและมาตรการของไทยในการปกป้องคุ้มครอง สิ่งแวดล้อม

บ.ฝรั่งมึน!"กรมป่าไม้"เก็บค่าภาคหลวง"ก๊าซ"อ้างเป็นของป่า

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กันยายน 2550

กฎหมายขัดกันทำป่วน "อเมราดา เฮสส์" จุดเจาะก๊าซธรรมชาติในเขตป่าสงวนฯ ภูฮ่อม กรมป่าไม้ อ้างก๊าซเป็นของป่า ต้องจ่ายค่าภาคหลวงของป่า ขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อ้างสัมปทานเป็นของรัฐได้รับการยกเว้นตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โต้แย้งกันข้ามปี ไม่มีใครยอมใคร ต่างอ้าง กฎหมายคนละฉบับ สุดท้ายต้องโยนให้คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ขาดด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่บริษัท อเมราดา เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งได้รับสัมปทานปิโตรเลียมในแปลงสำรวจบนบก แหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อม อ.หนองแสง-หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนา แต่ใน ระหว่างที่บริษัทยื่นเรื่องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าตามที่ได้รับอนุมัติข่าวต่อ "กรมป่าไม้" (กระแส)

จากคณะรัฐมนตรี กลับต้องเจอปัญหาที่ทำให้หยุดชะงักในทันที เมื่อได้รับการแจ้งจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ ว่า ก๊าซธรรมชาติที่ บริษัทอเมราดา เฮสส์ ได้รับสัมปทานนั้นเป็นของป่า ต้องเสียค่าภาคหลวงของป่า ให้กรมป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

แหล่งข่าวจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า บริษัทอเมราดา เฮสส์ ผู้ได้รับสัมปทานและกำลังอยู่ในระหว่างการยื่นเรื่องขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า ได้ส่งหนังสือข้อหารือไปยังกรมป่าไม้ ในกรรมสิทธิ์ตามที่ได้สัมปทาน

โดยได้อ้างอิงตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 (พ.ร.บ.ปิโตรเลียม) ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับการประกอบกิจการปิโตรเลียม ไม่ว่าในท้องที่ใด และเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ภายหลัง พ.ร.บ.ป่าสงวน

ทั้งนี้ พ.ร.บ. ปิโตรเลียมบัญญัติว่า กำหนดให้ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ผู้ใดสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในที่ใด ไม่ว่าที่นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่น ต้องได้รับสัมปทาน และมาตราที่ 71 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังกำหนดให้ผู้รับสัมปทานได้รับการยกเว้นการเสียภาษีอากร และเงินที่ส่วนราชการเรียกเก็บทุกชนิด"

"เพราะฉะนั้น ผู้รับสัมปทานจึงไม่ต้องขอรับ ใบอนุญาตเก็บหาของป่าและได้รับยกเว้นการ เสียค่าภาคหลวงของป่าด้วยเช่นกัน"

ด้านแหล่งข่าวจากกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ก๊าซธรรมชาติถ้าหากเกิดขึ้นหรืออยู่ในป่า จะเป็นของป่า ตามคำนิยามในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. ป่าสงวน และเมื่อปรากฏว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติ ภูฮ่อม อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าพันดอนและป่าปะโค ป่าหมากหญ้า ซึ่งอยู่ในอำเภอหนองแสง อำเภอหนองวัวซอ ก๊าซธรรมชาตินั้นต้องเป็น ของป่า

"นอกจากบริเวณแหล่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อม จะเป็นปิโตรเลียมตามคำนิยามในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมแล้ว ก็ยังถือว่า ก๊าซธรรมชาติเป็นของป่าตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวน อีกด้วย และไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับ ใบอนุญาตเก็บหาของป่า และต้องเสียค่าภาคหลวงของป่าด้วย ดังนั้น ก่อนนำขึ้นมาใช้ประโยชน์จะต้องขอรับอนุญาตตามกฎกระทรวง ว่าด้วยการเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวน" แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อไม่นานมานี้ นายวิชัย แหลมวิไล อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ส่งหนังสือเรื่องหารือปัญหาข้อ กฎหมายไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ตีความว่าก๊าซธรรมชาติเป็นของป่าหรือไม่

อธิบดีกรมป่าไม้อ้างว่า พ.ร.บ.ป่าสงวน กับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมนั้น มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดกัน ทำให้ทั้งกรมไม่รู้ว่า จะถือกฎหมายฉบับใดเป็นหลักสำหรับกรณีบริษัทอเมราดา เฮสส์

ล่าสุด คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เรียกตัวแทนของทั้ง 2 กรมมาชี้แจงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาภายในเดือนกันยายน ศกนี้

อนึ่ง โครงการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ ภูฮ่อม จังหวัดอุดรธานี ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2526 โดย บริษัทอเมราดา เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ถือหุ้นในโครงการดังกล่าวร้อยละ 35, บริษัทอพิโก แอลแอลซี ร้อยละ 35, บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ร้อยละ 20 และบริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์ ร้อยละ 10

จากที่ก่อนหน้านี้ถือครองสัมปทานโดย บริษัท เอกซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่นฯ ได้เคยขุดเจาะหลุมสำรวจที่ 1-3 ที่ อ.หนองแสง ครอบคลุมพื้นที่ 230 กิโลเมตรพบก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่ ไม่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้ ต่อมา บริษัทอเมราดา เฮสส์ ได้เข้ามาซื้อแหล่งสัมปทานไปจาก บริษัทเอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่นฯ และดำเนินการขุดเจาะเพิ่มในหลุมที่ 4-5 จนสามารถยืนยันการผลิตก๊าซเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ช่วงปี 2549 ที่ผ่านมาเริ่มต้นปริมาณ 40 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ปี 2550 คาดว่าจะสามารถผลิตก๊าซได้ถึง 90 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และปี 2551 คาดว่าจะผลิตก๊าซได้ถึง 130 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน

โรงงานขยะแก่งคอยวุ่นไม่จบ ชาวบ้านผวาพิษ-เดินหน้าค้าน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กันยายน 2550

คนสระบุรีผวา บ.ยักษ์ผุดโรงงานกำจัดขยะในอำเภอแก่งคอยหวั่นสร้างมลพิษเพิ่ม โวยไม่มีส่วนรับรู้ ร้องเรียนหน่วยราชการไม่คืบ แฉโรงงานใหญ่เมินตั้งโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม ด้านอุตสาหกรรมจังหวัดแจงแค่โรงงานเตรียมวัตถุดิบพลังงงานทดแทน เอกชนได้ใบอนุญาตถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากบริษัทลูกของโรงปูนซีเมนต์แห่งหนึ่งได้เข้ามาสร้างโรงงานกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมบริเวณริมถนนมิตรภาพ หมู่ที่ 5 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขนเครื่องจักรเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้าง ปรากฏว่าได้สร้างความกังวลใจต่อชาวบ้านในพื้นที่เกรงว่าโรงงานแห่งดังกล่าวจะนำมลพิษมาให้จึงยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการในพื้นที่

ชาวบ้านคนหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้โรงปูนได้นำกากขยะมาเผาทดแทนพลังงานในการเผาปูนและนำขยะที่สงสัยว่าเป็นขยะที่เป็นพิษมากักเก็บไว้และเมื่อฝนตกทำให้น้ำฝนชะล้างสิ่งปฏิกูลจากกองขยะลงไปในแหล่งน้ำสาธารณะที่อยู่โดยรอบไหลลงสู่ลำธารที่ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค ทำให้สัตว์น้ำและวัว ควาย ตลอดจนแพะ แกะ ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ไปกินเข้าทำให้ตายลงหลายรายแล้ว

นายนัฐ จันทรรัตน์ กำนันตำบลทับกวาง และนายวิฑูรย์ โคตรวีระ ครูโรงเรียนบ้านทับกวาง รองประธานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แกนนำผู้ต่อต้านชุมนุม ร่วมกันเปิดเผยว่า การที่โรงงานแห่งนี้กำลังก่อสร้างเพื่อรวบรวมขยะและกากอุตสาหกรรมปนเปื้อนเพื่อส่งให้โรงปูนขยายการเผากำจัดขยะ โดยไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพิจารณาอนุญาต ทำให้เป็นที่หวาดผวาและตกใจของชาวบ้านทับกวางกับภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบยาวนานสู่ลูกหลาน เพราะโรงงานแห่งนี้ได้ขยายกิจการใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับขยะพิษ ถ้ามองวัตถุประสงค์หลังค่อนข้างดี แต่ถ้ามองด้วยข้อกฎหมาย สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยแล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลิ่น ฝุ่นละออง การแพร่กระจายก๊าซพิษ และสารรั่วไหลลงสู่แม่น้ำและใต้ดิน ก่อให้เกิดมหันตภัยที่มองไม่เห็นและได้รับผลกระทบรุนแรง

แกนนำผู้ต่อต้านชุมนุมกล่าวต่อว่า ในนามของเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม ได้รวบรวมและสร้างความเข้าใจกับประชาชนและได้มีมติว่าจะไม่เอาโรงงานรวบ รวมขยะกากอุตสาหกรรมปนเปื้อนแห่งนี้มาตั้งในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยได้ร้องเรียนไปยังอำเภอแก่งคอย ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

ด้านนายพีระศักดิ์ สุขสำราญ สมาชิกอีกคนหนึ่งในชมรมอนุรักษ์ฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนสระบุรีนอกจากจะมีปัญหาเรื่องน้ำแล้วยังต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นฐานของชีวิตทั้งสิ้น

"ตอนนี้ไม่มีใครกล้าดื่มน้ำฝน ไม่ว่าจะตกมาแรงขนาดไหนก็ตาม ในส่วนของโรงไฟฟ้าแม้จะใช้ก๊าซ ซึ่งถือได้ว่าดีที่สุดในกลุ่มพลังงานฟอสซิล แต่ก็ยังก่อมลพิษมาก ทั่วโลกเขาปฏิเสธแล้ว ทำไมไม่คิดใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งนอกจากจะสะอาดแล้วยังไม่มีปัญหาการผูกขาด" พีระศักดิ์กล่าว

สำหรับโรงงาน "อีโคสยาม" เป็นบริษัทลูกของโรงปูนใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอแก่งคอย เพื่อพัฒนาเชื้อเพลิงและวัตถุดิบทดแทน (เออาร์เอฟ) ให้บริการด้านการกำจัดกากอุตสาหกรรมในประเทศแบบครบวงจร โดยมีแผนลงทุนอีก 400 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันพื้นที่อำเภอแก่งคอยมีโรงงานอุตสาหกรรม 116 แห่ง เป็นโรงงานขนาดใหญ่วงเงินลงทุนเกิน 100 ล้าน 32 แห่ง ไม่รวมถึงโรงปูนซีเมนต์อีก 4 โรงยักษ์ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ตามชุมชน ขณะที่ภายในเขตนิคมอุตสาห กรรมแก่งคอยมีโรงงานไม้อัดอยู่เพียง 1 โรง

นายพิชิต วิริยะไชโย อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โรงงาน ดังกล่าวมิใช่โรงงานกำจัดขยะแต่เป็นโรงงานเตรียมวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนในโรงปูนซีเมนต์ โดยมีระบบป้องกันอย่างดี ขณะที่เอกชนได้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงไม่น่าจะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่ชาวบ้านหวาดกลัว อีกทั้งในส่วนของการก่อสร้างก็ผ่านความเห็นชอบจากเทศบาลในพื้นที่ อย่างไรก็ตามโรงงานแห่งนี้อยู่ระหว่างระงับการก่อสร้าง

JTEPA อ่อนประชาสัมพันธ์ WIN WIN ลดภาษี 2 ฝ่าย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กันยายน 2550

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไทย และในปลายปี 2550 ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จะมีผลใช้บังคับ ทำให้ตลาดญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับสินค้าส่ง ออกไทย

นายโนริฮิโตะ ทะนะกะ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (HTA) ประจำโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับให้ JTEPA มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 แล้ว โดยมองว่าจะช่วยลดอุปสรรคกำแพงภาษีนำเข้า และทำให้เกิดความเคลื่อนไหวระหว่าง 2 ประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมายังมีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้น้อย หากมีการประชาสัมพันธ์จะช่วยให้มีการใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม JTEPA เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันอีก เช่น บริษัทญี่ปุ่นจะส่งเทรนเนอร์มาไทย หรือคนไทยไปสอนชาวญี่ปุ่น คาดว่าในปี 2008 (2551) JTEPA จะช่วยให้ไทยและญี่ปุ่นสามารถขยายการค้าได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10

สถานการณ์เศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้อสังหาริมทรัพย์ (ซับไพรม) ของสหรัฐ ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจึงชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อ อัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เงินเยนปรับแข็งค่าขึ้น หลังจากนี้อาจจะใช้ระยะเวลาอีก 2-3 ปี จึงจะเห็นผลชัดเจน เชื่อว่าอย่างเร็วที่สุดในปลายปี 2551 จะเกิดผลกระทบในด้านลบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในปี 2551 อยู่ที่ระดับร้อยละ 3 ต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดไว้ว่า จีดีพี ในปี 2551 จะอยู่ที่ระดับร้อยละ 3-4 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่อยู่ระดับร้อยละ 2.5-3

"การขยายตัวของจีดีพีที่ร้อยละ 3 สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งมีฐานใหญ่อยู่ในภาวะทรงตัว ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังการบริโภคทำให้ประชาชนชะลอหรือระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่ปรับแข็งค่าขึ้นนั้นไม่ใช่ปัญหาการส่งออก เพราะบาทไทยเคยปรับแข็งค่ากว่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เพราะความผันผวนเป็นสิ่งที่ต้องดูแล" นายทะนะกะกล่าว

แนวโน้มการขยายการลงทุนของญี่ปุ่นในอนาคต 5 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดจีนเป็นหลัก แต่จะมีนโยบายแบบไชน่าพลัสวัน (China +1) คือมองประเทศอื่นอีกนอกจากจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงในด้านการลงทุน ซึ่งประเทศที่มีศักยภาพที่นักลงทุนมองคือไทยและเวียดนาม

ภาพของไทยในสายตาญี่ปุ่นก็คือมีความใกล้ชิดคุ้นเคย และไทยมีความสามารถมีการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการลงทุน ดังนั้นไม่ว่าจะเปิดเอฟทีเอกับอาเซียนก็คงไม่มีปัญหา แต่ที่น่ากลัวมากคือเวียดนามซึ่งในอนาคตมีการออกนโยบายสนับสนุนการลงทุน ให้สิทธิพิเศษในการลงทุนมากขึ้น แต่ก็ยังมีจุดอ่อนจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายบ่อยครั้งจนสร้างความไม่มั่นใจในการลงทุน

นายทะนะกะกล่าวถึงประเด็นที่นักลงทุนญี่ปุ่นกังวลว่า นักลงทุนญี่ปุ่นจับตาการ ใช้นโยบายปรับแก้ไขกฎหมายภายในประเทศของไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ การปรับแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ว่าอาจจะต้องให้ฝ่ายรัฐบาลหารือกัน เพื่อขอความเห็น ชอบให้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้นได้มากกว่า 49% เพราะการปรับนิยามให้เข้มขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาการถือหุ้นแทน (นอมินี) แต่ญี่ปุ่นต้องการให้ระวังประเด็นการมีสิทธิในการออกเสียง และการนำเงินมาลงทุนในประเทศ

JTEPA อ่อนประชาสัมพันธ์ WIN WIN ลดภาษี 2 ฝ่าย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กันยายน 2550

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไทย และในปลายปี 2550 ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จะมีผลใช้บังคับ ทำให้ตลาดญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับสินค้าส่ง ออกไทย

นายโนริฮิโตะ ทะนะกะ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (HTA) ประจำโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับให้ JTEPA มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 แล้ว โดยมองว่าจะช่วยลดอุปสรรคกำแพงภาษีนำเข้า และทำให้เกิดความเคลื่อนไหวระหว่าง 2 ประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมายังมีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้น้อย หากมีการประชาสัมพันธ์จะช่วยให้มีการใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม JTEPA เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันอีก เช่น บริษัทญี่ปุ่นจะส่งเทรนเนอร์มาไทย หรือคนไทยไปสอนชาวญี่ปุ่น คาดว่าในปี 2008 (2551) JTEPA จะช่วยให้ไทยและญี่ปุ่นสามารถขยายการค้าได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10

สถานการณ์เศรษฐกิจภายในของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้อสังหาริมทรัพย์ (ซับไพรม) ของสหรัฐ ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจึงชะลอการลดดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อ อัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เงินเยนปรับแข็งค่าขึ้น หลังจากนี้อาจจะใช้ระยะเวลาอีก 2-3 ปี จึงจะเห็นผลชัดเจน เชื่อว่าอย่างเร็วที่สุดในปลายปี 2551 จะเกิดผลกระทบในด้านลบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในปี 2551 อยู่ที่ระดับร้อยละ 3 ต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดไว้ว่า จีดีพี ในปี 2551 จะอยู่ที่ระดับร้อยละ 3-4 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่อยู่ระดับร้อยละ 2.5-3

"การขยายตัวของจีดีพีที่ร้อยละ 3 สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งมีฐานใหญ่อยู่ในภาวะทรงตัว ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังการบริโภคทำให้ประชาชนชะลอหรือระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่ปรับแข็งค่าขึ้นนั้นไม่ใช่ปัญหาการส่งออก เพราะบาทไทยเคยปรับแข็งค่ากว่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เพราะความผันผวนเป็นสิ่งที่ต้องดูแล" นายทะนะกะกล่าว

แนวโน้มการขยายการลงทุนของญี่ปุ่นในอนาคต 5 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดจีนเป็นหลัก แต่จะมีนโยบายแบบไชน่าพลัสวัน (China +1) คือมองประเทศอื่นอีกนอกจากจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงในด้านการลงทุน ซึ่งประเทศที่มีศักยภาพที่นักลงทุนมองคือไทยและเวียดนาม

ภาพของไทยในสายตาญี่ปุ่นก็คือมีความใกล้ชิดคุ้นเคย และไทยมีความสามารถมีการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการลงทุน ดังนั้นไม่ว่าจะเปิดเอฟทีเอกับอาเซียนก็คงไม่มีปัญหา แต่ที่น่ากลัวมากคือเวียดนามซึ่งในอนาคตมีการออกนโยบายสนับสนุนการลงทุน ให้สิทธิพิเศษในการลงทุนมากขึ้น แต่ก็ยังมีจุดอ่อนจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายบ่อยครั้งจนสร้างความไม่มั่นใจในการลงทุน

นายทะนะกะกล่าวถึงประเด็นที่นักลงทุนญี่ปุ่นกังวลว่า นักลงทุนญี่ปุ่นจับตาการ ใช้นโยบายปรับแก้ไขกฎหมายภายในประเทศของไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ การปรับแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ว่าอาจจะต้องให้ฝ่ายรัฐบาลหารือกัน เพื่อขอความเห็น ชอบให้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้นได้มากกว่า 49% เพราะการปรับนิยามให้เข้มขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาการถือหุ้นแทน (นอมินี) แต่ญี่ปุ่นต้องการให้ระวังประเด็นการมีสิทธิในการออกเสียง และการนำเงินมาลงทุนในประเทศ

by ThaiWebExpert