ประชาชาติธุรกิจ

สุรยุทธ์"ยัน"นิวเคลียร์"จำเป็น ร้องเกาหลีใต้ถ่ายทอดความรู้

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน2550

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าว "มติชน" รายงานจากสิงคโปร์ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้าร่วมประชุมอาเซียนและประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมในการประชุมสุดยอด 3 การประชุมระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งนายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า ผู้นำอินเดียเห็นพ้องกับแผนความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางบก อินเดีย-พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง พร้อมตอบรับที่จะเปิดน่านฟ้าเสรีระหว่างอินเดียกับอาเซียน

นายไชยากล่าวว่า ไทยได้เรียกร้องให้อินเดียให้การสนับสนุนการวิจัยยาและเวชภัณฑ์เพื่อให้มีต้นทุนและราคาถูกลง โดยที่ประชุมได้เรียกร้องให้อินเดียเร่งผ่อนปรนเงื่อนไขทางการค้า เพราะขณะนี้การเปิดเสรีการค้าระหว่างอาเซียนและอินเดียล่าช้ามานาน อีกทั้งแผนปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างอาเซียนและอินเดียซึ่งได้ลงนามไปแล้วก็ยังไม่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม

"ในการหารือกับผู้นำเกาหลีใต้ ไทยได้ร้องขอให้เร่งสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้ในเรื่องเครื่องยนต์เอ็นจีวีและพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากไทยมองว่าในเวลาอันใกล้อาจจำเป็นต้องมีการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนการหารือกับผู้นำญี่ปุ่นไทยได้ขอให้ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือในการลดช่องว่างระหว่างญี่ปุ่นกับสมาชิกอาเซียน" นายไชยากล่าว

ในช่วงบ่าย พล.อ.สุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ว่า ไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียดในประเด็นพม่า เพียงแต่มีการพูดถึงการหารือนอกรอบของผู้นำอาเซียนว่าขอให้พม่าได้แก้ไขปัญหาภายในของเขาเอง โดยอาเซียนพร้อมจะดูแล ติดตาม และให้ความช่วยเหลือเมื่อพม่าต้องการเท่านั้น

ยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ ? นอกเหนือไปจาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสังคมไทย" โดยมีตัวแทนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันแสดงทรรศนะที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างน่าสนใจ

อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะเจ้าของงานเขียน "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ" ได้ชี้ให้เห็นภาพการใช้พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบันว่า จะต้องมีการนำเข้าพลังงานกว่า 900,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งในอนาคตตัวเลขจะวิ่งไปแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาทได้แน่นอน

ทั้งที่ความเป็นจริงพลังงานทางเลือกในประเทศยังมีให้พึ่งพาได้อีกมาก ส่วนระดับการใช้พลังงานที่สูงขนาดนี้สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เห็นได้ชัดแม้จะไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เอาแค่โรงไฟฟ้า ถ่านหินที่พยายามผลักดันกันในปัจจุบันทั้งใน พื้นที่จังหวัดระยอง-ราชบุรี หรือแม้แต่กระทั่ง ในจังหวัดสมุทรสาครก็ยังเต็มไปด้วยความ ขัดแย้งของคนในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิด โรงไฟฟ้าขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ต้องการจะให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "มีการพิจารณาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ดีพอแล้วหรือยัง" ก่อนที่จะมีการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในประเทศ

PDP เปิดช่องทุกแผนมีแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อาจาร์ยเดชรัตได้ตั้งข้อสังเกตถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 หรือ PDP (Power Development Plan 2007) ว่า หัวใจของแผน PDP ฉบับนี้ก็คือไม่ว่าจะวางทางเลือกในการเพิ่มโรงไฟฟ้าไว้ถึง 9 แนวทาง แต่ในทุกๆ ทางเลือกจะมีการเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาถึง 4,000 เมกะวัตต์ ในทุกทางเลือกเสมอ

ฉะนั้นไม่ว่าจะพิจารณาเลือกทางเลือกใดก็ตามที เราก็จะหนีไม่พ้นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เหตุใดพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยค่อนข้างมีศักยภาพกลับถูกจำกัดให้มีกำลังผลิตเข้ามาในระบบเพียง 1,700 เมกะวัตต์เท่านั้น จนเกิดคำถามที่ว่า "จะมีทางเลือกอื่นใดหรือไม่ที่เราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

เพราะกระทรวงพลังงานไม่ยอมเสนอทางเลือกอื่นให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง, โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กลับไม่มีการประเมินผลกระทบแยกแต่ละประเภทเชื้อเพลิงให้เห็นภาพชัดเจนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคม

"ความจริงเราไม่ได้คัดค้านว่า ไม่ควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ต้องการให้พิจารณาทางเลือกให้ดีก่อนในช่วง 3 ปีนี้ ประเมินให้ครอบคลุมถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ ด้วย เมื่อถึงท้ายที่สุดแล้วปรากฏเหตุผลที่ดีที่สุดออกมาเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เราก็ยอมรับได้ เราก็ไม่ขัดอะไร แต่ต้องสมเหตุสมผลนะ ไม่ใช่ยังไม่ได้ประเมินอะไรกันเลย ก็ออกมาบอกว่า ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหมือนที่ทำกันอยู่ในขณะนี้" อาจารย์เดชรัตกล่าว

ท้ายสุดอาจารย์เดชรัตได้กล่าวถึงสถิติการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของทั่วโลกในช่วง ปี 2006 พบว่ามีเพียง 2 โรงเท่านั้น และใน ปี 2007 มีเพิ่มเข้ามาอีกเพียง 3 โรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ที่เกิดขึ้นในแถบเอเชียเท่านั้นด้วย "เหล่านี้ใช่กระแสหรือไม่ ที่ประเทศไทยจะต้องทำตาม ควรมองให้มันเป็นแค่เพียงอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สำคัญในช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เลย มีเพียงการวางแผนว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น อย่างเช่นใน ประเทศอาร์เจนตินา, บราซิล, แคนาดา, เกาหลี และไต้หวัน

ต้นทุนซ่อนเร้น ไม่บวกค่าความเสี่ยง

กำจัดกากนิวเคลียร์

อาจารย์เดชรัตได้อธิบายในเรื่องของต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่า ในหลายเวทีที่มีการถกเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มักชูประเด็นว่า มี "ต้นทุนต่ำที่สุด" เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้า ประเภทอื่นๆ แต่เราลืมที่จะ "บวกค่าเสียโอกาสทางการเงิน" จากการลงทุนก่อสร้างลงไปด้วย คืออัตราดอกเบี้ยและค่าความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะ เกิดขึ้นกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หรือแม้แต่ค่าความเสี่ยงที่เกิดจากการกำกับดูแล, อัตราค่ารื้อถอนหลังโครงการที่ก่อนหน้านี้มีการประเมิน ไว้ที่ 1 เซ็นต์/หน่วย ซึ่งในปัจจุบันอัตราดังกล่าว "คงใช้ไม่ได้แล้ว" เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงเหล่านี้ก็จะเห็นได้ทันทีว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ได้

"ยกตัวอย่างเช่น การหักค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้อยละ 5 ก็ยังสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งต้นทุนอยู่ที่ 4.9-5.7 เซ็นต์/หน่วย หรือ เท่ากับ 1.71-2.00 บาท/หน่วย แต่เมื่อมองที่ค่าเสียโอกาสที่ร้อยละ 10 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วจะไม่สามารถแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงได้ ต้นทุนจะพุ่งไปอยู่ที่ 6.8-8.1 เซ็นต์/หน่วย หรือมีต้นทุนอยู่ที่ 2.38-2.84 บาท/หน่วย" อาจารย์เดชรัตกล่าว

นอกจากนี้ยังมี ต้นทุน "ซ่อนเร้น" หรือการลงทุนด้านสาธารณะที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ "มากกว่า" โรงไฟฟ้าอื่นๆ หรือต้องรวมตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ถือว่าใช้งบประมาณค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ของการลงทุนทั้งโครงการแล้ว

สิ่งเหล่านี้ยังไม่รวมต้นทุนในขั้นตอนของการกักเก็บกากนิวเคลียร์ เพราะแท่งเชื้อเพลิงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีอายุประมาณ 1,000 ปี กว่าที่สารกัมมันตภาพรังสีจะค่อยๆ สลายตัวไป ก่อนหน้านี้ได้มีแนวคิดที่จะนำกากนิวเคลียร์ไปฝังเก็บไว้ในเหมืองแร่โปแตช "ผมจึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ดีก่อนด้วยว่าจะมีทางเป็นไปได้หรือไม่"

นิวเคลียร์คือทางเลือก ไม่ใช่ "บังคับเลือก"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

หากไม่นับกระแสการเมืองที่กินพื้นที่ข่าวสารในสื่อต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงในหลายกลุ่ม หลายมุมมอง ทั้งในสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไปจนถึงบนสื่อออนไลน์ต่างๆ อย่างกว้างขวางก็คือ ความจำเป็นที่ประเทศไทยจะเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

แม้เมื่อพิจารณาจากท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังเร่งรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะยังคงสงวนท่าที ว่าจะเข้ามาผลักดันนโยบายด้านพลังงานด้วยการเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ แต่ดูเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันโดยกระทรวงพลังงานเป็นแกนหลักจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ปฏิกิริยาที่ติดตามมาหลังจากจุดประเด็นสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้น ก็คือในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย หรือมีท่าทีคัดค้านแนวคิดนี้ ก็ออกมาตั้งป้อมในแทบจะทันที ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหลายๆ จังหวัดในภาคใต้ ผลที่ได้ก็คือไม่มีประชาชนในพื้นที่ไหน หรือจังหวัดไหน เชื่อมั่นหรือเต็มใจที่จะให้เกิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในพื้นที่นั้นๆ เลย

ขณะที่กลุ่มที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้พลังงาน ทางเลือกอย่างนิวเคลียร์ และออกมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง กลายเป็นภาพของ "ภาครัฐ" โดยกระทรวง พลังงานเป็นหลัก นั่นทำให้เกิดคำถามมากมายตามมากับกระบวนการที่เสมือนจะ "ปักธง" เอาไว้ล่วงหน้า หรือเตรียมทางเลือกสำหรับการใช้พลังงานในอนาคตเอาไว้แบบ "บังคับเลือก" โดยเฉพาะข้อครหาที่ว่า ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยช่วงปี 2550-2564 อันเป็นแผนที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้านั้น แม้จะมีข้อเสนอใน การเลือกใช้พลังงานในหลายรูปแบบ แต่ในบรรดาทางเลือกเหล่านั้นล้วนมีข้อเสนอที่จะต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ด้วยทั้งสิ้น

จริงอยู่ที่หากถึงที่สุดเมื่อพิจารณาศึกษาทางเลือก ทุกๆ ทางแล้ว ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากเป็นวิธีการผลิตพลังงานที่สะอาด-ปลอดภัย และราคาต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมัน-ถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงคุ้มค่ากับการลงทุน รองรับความมั่นคงในด้านการใช้พลังงานได้ในระยะยาว ถึงจุดนั้นเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจ และพร้อมรับ-อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้

แต่ในกระบวนการศึกษาทางเลือกและพิจารณาข้อมูล ในทุกๆ ด้าน ก็ต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใส สามารถชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดของพลังงานทางเลือกชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังน้ำ, การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อบ้าน, พลังงานชีวมวล, พลังลม ฯลฯ มีข้อจำกัดอย่างไร มิใช่เน้นโหมประชาสัมพันธ์ สร้างกระแสโดยให้ข้อมูลเฉพาะด้านที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพียงด้านเดียว

หากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านต่อสู้กันด้วยข้อมูล เปิดเผยรายละเอียด สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างเต็มที่ กระบวนการตัดสินใจ ในขั้นสุดท้ายก็จะออกมาโดยเป็นที่ยอมรับจากทุกๆ ฝ่าย และที่สำคัญจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนผลกระทบที่แท้จริง หากต้องเลือกลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยมีบทเรียนมาตลอดจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น หรือความไม่มีมาตรฐานในการก่อสร้าง-ลงทุน ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหาคอร์รัปชั่นหรือขาดการศึกษาที่รอบด้านก็ตาม

เป้าหมาย 4 ด้านมุ่งสู่ "AEC"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

แผนงานสำคัญภายใต้ AEC Blueprint กำหนดให้อาเซียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว 2.การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน 3.การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค และ 4.การบูรณาการอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะครอบคลุมการยกเลิกภาษีศุลกากร การขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) การปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน

ในด้านการเปิดเสรีด้านบริการ ที่จะครอบคลุมการเปิดตลาด การจัดทำความตกลงยอมรับร่วมด้านการศึกษา ความสามารถ ประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพสำคัญต่างๆ การเปิดเสรีด้านการลงทุน ที่จะมีการทบทวนกรอบความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน (AIA Agreement) ให้มีขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น การเปิดเสรีด้านเงินทุน ที่จะครอบคลุมเรื่องการยกเลิกหรือผ่อนปรนข้อบังคับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ FDI และการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุน และการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะครอบคลุมเรื่องการยกเว้นข้อกำหนดเกี่ยวกับการขอวีซ่าสำหรับคนชาติอาเซียนสำหรับ Shot term visits การอำนวยความสะดวกการออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานมีฝีมือและผู้เชี่ยวชาญสัญชาติอาเซียนและการปรับประสานโปรแกรมการศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้หากไทยไม่ได้เข้าร่วมใน AEC จะส่งผลกระทบในหลายด้าน โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบทางตรงก็คือไทยไม่ได้รับการลดภาษีจากประเทศสมาชิกอาเซียน และไม่ต้องลดภาษีให้ใคร แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่า เพราะการตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการสร้างฐานการผลิตการตลาดร่วมกัน หมายถึงจะมีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบภายในประเทศอาเซียน เช่น นำผ้าจากประเทศหนึ่งมาตัดเย็บในอีกประเทศหนึ่ง โดยได้รับการลดภาษีวัตถุดิบ และใช้แหล่งกำเนิดสินค้าในการส่งออกภายในกลุ่ม และรวมถึงไปยังประเทศที่ทำเอฟทีเอกับอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อินเดีย รวมถึงอาเซียน-สหภาพยุโรปที่กำลังจะเจรจา

หากไทยไม่ลงนามก็เหมือนกับตกขบวน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน เพราะมาลงทุนแล้วไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบลดภาษีมาผลิตในไทยได้ และไม่สามารถส่งออกไปขายในประเทศอาเซียนและคู่เอฟทีเอโดยได้รับสิทธิลดภาษีได้ ก็จะตัดสินใจไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนจะดีกว่า ซึ่งก็เหมือนกับที่ไทยเคยประสบกรณีที่ไม่ยอมลงนามในเอฟทีเออาเซียน-เกาหลี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเจรจากับเกาหลีได้ ขณะที่เพื่อนบ้านประเทศอื่นๆ เริ่มใช้ประโยชน์ไปแล้ว

ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย และในฐานะสมาชิก สนช. กล่าวว่า เชื่อว่า สนช.ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นชอบให้มีการลงนามใน AEC Blueprint ทันเวลาที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร เพราะถือว่าเป็นการเจรจาที่จบสิ้นไปแล้ว และเห็นชอบร่วมกันทุกฝ่าย และเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เคยทำในอดีต เช่น การลดภาษีภายใต้อาฟต้า ซึ่งไทยเป็นผู้นำเมื่อ 40 ปีก่อน หากไม่มีการลงนามก็ขายหน้า ผมคิดว่าจะเสร็จทัน แต่ต้องให้เวลาสมาชิก สนช.บางส่วนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ได้ศึกษาข้อมูลบ้าง

รายงานข่าวจาก สนช.ระบุว่า การที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ยังไม่รับรองการลงนาม AEC Blueprint ฉบับนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมวันนั้นมีการพิจารณา 2 เรื่อง คือ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และ AEC Blueprint แต่กลับให้ความเห็นชอบเพียง กฎบัตรอาเซียน เพราะกระทรวงต่างประเทศเห็นว่าจะต้องมีการนำเข้า สนช. ตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ จึงได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการต่างประเทศก่อน 3-4 ครั้ง และมีการล็อบบี้อย่างต่อเนื่อง

แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยนำเข้าผ่านการพิจารณาเลย และไม่มีการประสานกับ สนช. ซึ่งจะเป็นการตีกลับในลักษณะเดียวกันกับร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ธ.โลกชูประกันสภาพอากาศ ชาวไร่รับเงินฝนแล้ง-น้ำท่วม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550

สิ่งที่อยู่คู่กับการเกษตรกรรมมาช้านาน ไม่ใช่แค่ตัวเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นภูมิอากาศ ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเพาะปลูกและดอกผลที่ได้ หากปีไหนน้ำท่าสมบูรณ์ ชาวไร่ชาวนาก็ยิ้มแย้มกับผลผลิตงามๆ แต่หากปีไหนฝนแล้งหรือน้ำท่วม เกษตรกรก็ต้องนั่งกุมขมับ

การเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างรุนแรงมักส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรรมในพื้นที่ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง น้ำท่วม พายุ หรืออุณหภูมิที่สูงหรือต่ำจนเกินไป ความเสี่ยงจากสภาพอากาศก่อผลเสียในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรยากจน ในภูมิภาคต่างๆ เช่น ชาวไร่ในแอฟริกา หรือเอเชียใต้

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของ "อากาศ" ที่เปลี่ยนแปลงไป ธนาคารโลกจึงคิดค้นวิธีที่จะช่วยผ่อนคลายภาวะขาดทุนของเกษตรกรโดยใช้อากาศเป็นดัชนีวัด ซึ่งจะ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก เพราะหากได้ข้อมูล ที่ไม่เหมาะสมก็จะมีปัญหาต่อการตัดสินใจ เลือกดัชนีที่ถูกต้อง

การประกันภัยสภาพอากาศตามพื้นฐาน ดัชนีสำหรับเกษตรกรรม หรือ index-based weather insurance เป็นการใช้ดัชนีที่พิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศในอดีต และผลผลิตที่ได้ เพื่อนำมาตัดสินว่าฝนแล้งหรือน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด จึงควรมีการจ่ายเงินชดเชยแก่เกษตรกร โดยการพิจารณาความเสียหายจะแตกต่างจากการประกันพืชผล แบบดั้งเดิมที่ดูความเสียหายในพื้นที่จริง แต่การประกันภัยแบบนี้จะใช้ดัชนีอากาศ เป็นตัวประเมินความเสียหายแทน ทำให้ช่วย แก้ปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างชาวนาผู้ได้รับความเสียหายและบริษัทประกันภัย นอกจากนี้ยังทำให้กระบวนการตรวจสอบและจ่ายเงินชดเชยทำได้ทันท่วงที ช่วยลดต้นทุน เพราะไม่ต้องมีการไปดูพื้นที่เสียหาย

ขั้นตอนสำคัญที่สุดในการออกแบบกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงแบบนี้ คือ การระบุดัชนีอากาศที่สามารถวัดได้ที่สัมพันธ์กับความ เสียหายของเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดนั้นๆ โดยสามารถสร้างดัชนีอากาศด้วยการรวมตัวแปรอากาศที่วัดได้หลายตัวแปรเข้าด้วยกัน ครอบคลุมระยะเวลาช่วงหนึ่ง และมีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศซึ่งสามารถแสดงผลความเสี่ยงของเกษตรกรได้ดีที่สุด ทั้งนี้ตัวแปรทั่วไปที่มีการนำมาใช้ คือ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน

หลังจากรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศแล้ว การออกแบบดัชนีจะแสดงว่าตัวแปรอากาศ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในช่วงหนึ่งๆ หรือไม่ จากนั้นก็จะนำตัวแปรเหล่านี้ไปถกกับ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาการเกษตรและกลุ่มชาวนาเพื่อหาความเห็นร่วม

นายเฮนรี่ บากาซอนเซีย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโสด้านการเงิน ของเวิรลด์แบงก์ อธิบาย ว่า ดัชนีที่ดีต้องพิจารณาการตอบสนองอย่างรวดเร็วของพืชต่อสภาพอากาศในช่วงต่างๆ คุณลักษณะเฉพาะของพืชแต่ละชนิด และคุณสมบัติของดิน และเมื่อระดับความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีอากาศ กับผลผลิต และคุณภาพของพืชผล อยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกร ก็สามารถได้รับการประกันความเสี่ยงโดยการ ซื้อสัญญาประกันที่จะมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อผลผลิตได้รับผลกระทบจาก สภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม หรือหากในกรณีที่ไม่สามารถให้การประกันพืชชนิดนั้นได้ สถาบันการเงินก็สามารถใช้ดัชนีอากาศไปแนะนำเรื่องการตัดสินใจการลงทุนได้เช่นกัน

ทั้งนี้เห็นว่าการประกันแบบนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับพืชทุกประเภทที่ผลผลิตอาจ ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แต่หากเกษตรกรต้องการมีรายได้ที่เหมาะสม ก็อาจจะมีการทำประกันแบบนี้ ควบคู่กับการประกันราคา ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายรับที่เหมาะสมทั้งในช่วงที่พืชผลล้นตลาด หรือผลผลิตน้อยเนื่องจากฝนแล้งหรือน้ำท่วม ปัจจุบันมีการ ขายประกันภัยชนิดนี้ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย มาลาวี ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ส้ม ข้าวโพด องุ่น ข้าวสาลี ฝ้าย เป็นต้น

ส่วนไทยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เริ่มขายกรมธรรม์ประกันภัยสภาพอากาศในปีนี้ให้แก่เกษตรกรไร่ข้าวโพดใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 35 ราย จำนวน 36 กรมธรรม์ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพด 962 ไร่ โดยเป็นการประกันภัยแล้งการปลูกข้าวโพดรอบ 2 และมีแผนจะขยายโครงการไปที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และพื้นที่อื่นๆ ที่ติดต่อกับ อ.ปากช่อง ทั้งนี้ที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยเลย เพราะมีฝนพอเพียงต่อการปลูกข้าวโพด ธ.ก.ส.มีแผนเปิดทำโครงการนำร่องที่ อ.ตากฟ้า อ.วิเชียรบุรี อ.ลำนารายณ์ และทดลองการประกันน้ำท่วมสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวใน จ.เพชรบูรณ์ ในปีหน้า นอกจากนี้กำลังศึกษาร่วมกับนักวิชาการการเกษตร เพื่อเดินแผนขยายการคุ้มครองพืชประเภทอื่นในอนาคตด้วย

บัญชีสิ่งแวดล้อม รักษ์สิ่งแวดล้อม-ลดต้นทุน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บัญชีสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Accounting : EMA) นั้นเป็นเรื่องใหม่ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้กลับไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น ในเวลาเดียวกันยังกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจในการลงทุน การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมก่อนจะนำไปสู่การลดต้นทุนในที่สุด

อย่างที่ "จงโปรด คชภูมิ" ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า "การทำบัญชีสิ่งแวดล้อมจะทำให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นภาระ ไม่เป็นการเพิ่มต้นทุน จริงๆ เป็นการลดต้นทุนทั้งในเรื่องการเงินและสิ่งแวดล้อมด้วย และทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมดีขึ้น"

บัญชีสิ่งแวดล้อม คือตัวบ่งชี้ว่ารายการ อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วนำ มาวิเคราะห์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือข้อมูลทางสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกไป รวมไปถึง

ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งในบางครั้งองค์กรรู้ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงด้านเดียว ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่แท้จริง "จงโปรด" เปรียบเทียบว่า ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ข้อมูลที่องค์กรส่วนใหญ่รู้เป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็งซึ่งรู้เพียงข้อมูลเล็กๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสีย เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกมากที่ซ่อนอยู่

และนี่เป็นมุมมองใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นว่า บัญชีสิ่งแวดล้อมนั้นทำให้ข้อมูลการตัดสินใจของผู้บริหารดีขึ้น ในระบบบัญชีแบบเก่า ถ้ามีของเสียต้องกำจัด ต้องใช้ค่าธรรมเนียม 5 แสนเหรียญสหรัฐ ค่ากำจัดอีก 3 แสนเหรียญ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายรวมก็จะเป็น 8 แสนเหรียญ

วิธีคิดเดิมผู้บริหารบอกอยากให้ลดการกำจัดของเสียลง 50% ให้ลองไปหาวิธีมาว่าจะทำอย่างไร พบว่าต้องใช้เงินลงทุน 7 แสนเหรียญ จึงจะทำให้ของเสียลดลงไปได้ครึ่งหนึ่ง การลงทุน 7 แสนเหรียญ เพื่อที่จะลดต้นทุนได้เพียง 4 แสนเหรียญ ในความเป็นจริงผู้บริหารคงไม่ลงทุน

แต่ถ้าลองคิดวิธีใหม่แบบใช้บัญชีสิ่งแวดล้อม จากยอดค่าใช้จ่ายในการกำจัด 8 แสนเหรียญเดิม เอาของเสียตรงนั้นมาคิด ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เคยมีการลงบัญชีแบบปกติ เช่น เสียค่าจัดหา ค่าขนส่งของเสียในเชิงวัตถุดิบ เสียคนดูแลของเสีย อาจจะต้องมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ค่าเสื่อมรวมค่าใช้จ่าย 4.5 ล้าน รวมๆ แล้ว ต้นทุนของเสียคือ 6 ล้านเหรียญ ฉะนั้นการลงทุนเพื่อลดของเสีย 7 แสนเหรียญ และลดค่าใช้จ่ายที่แท้จริงได้ 3 ล้านเหรียญ จะทำให้ผู้บริหารตัดสินใจลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น"

สำหรับ "บางจาก" ทำบัญชีสิ่งแวดล้อมโดยยึดกรอบของ International Federation Accountants (IFAC) โดยแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นหมวด หมวดแรกเราเรียกว่าค่าใช้จ่ายวัตถุดิบที่ติดไปกับผลิตภัณท์ (Materal Costs of Product Outputs) หมายความว่า วัตถุดิบต่างๆ ที่เราใส่ทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลผลิตขึ้นมา เช่น น้ำมันดิบ เอทานอล สารเคมี น้ำที่ใช้ในการผลิต ฯลฯ หมวดที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายวัตถุดิบที่ไม่ติดไปกับผลิตภัณฑ์ (Meteral Costs of Non-Product Outputs) เช่น น้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพ น้ำทิ้ง ตะกอนจากถังน้ำมัน กำมะถันที่ไม่ได้คุณภาพ

"แทนที่จะเป็นสินค้าจะกลายเป็นของเสีย ถ้าเราดูแลกระบวนการผลิตไม่ดีก็จะกลายเป็นของด้อยคุณภาพและกลายเป็นของเสียแทนที่จะเป็นสินค้า ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องดูมากๆ เลย เมื่อไหร่ที่เราสามารถลดหมวดนี้ได้ก็จะทำให้เราใช้วัตถุดิบน้อยลง หรือผลิตสินค้าได้มากขึ้น"

หมวดที่ 3 เป็นค่าใช้จ่ายเพื่ออุปกรณ์ควบคุมมลพิษ (Waste and Emission Control Costs) เช่น ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ค่ากำจัดของเสีย ฯลฯ หมวดที่ 4 ค่าใช้จ่ายในการป้องกันสิ่งแวดล้อม (Prevention and other Environmental Management Costs) เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการระบบจัดการอย่าง ISO 14000 และหมวดสุดท้ายประโยชน์ของผลผลิตพลอยได้และนำของเสียมาใช้ใหม่ (Benefit from by-product and waste recycling)

"จะเห็นว่าทุกหมวดนั้นลดสารเคมีลงมากที่สุด เราลดได้เหลือ 2 จากมาตรฐาน 5.7 เพราะพอทำบัญชีเราเห็นข้อมูล เราก็กลับไปดูว่าพนักงานที่เขาเอาด่างใส่เข้าไปในการปรับเสถียร แทนที่จะเป็น 5.5 ตามมาตรฐาน เขาใส่ถึง 9 ตรงนี้มากเกินไปไม่จำเป็น พอเราให้เขาเห็นตัวเลข เขาก็ปรับวิธีการ จากค่าใช้จ่าย 2 แสนบาทก็เหลือ 8 หมื่นบาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรามองแบบนี้จะทำให้มีการจัดการลดต้นทุน"

"จงโปรด" กล่าวทิ้งท้ายว่า บัญชีการบริหารสิ่งแวดล้อมเป็นการดึงเอาค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถนำไปย้อนใช้ในการพิจารณา ว่าเราควรจะผลิตสินค้านี้ต่อไปหรือไม่ หรือควรจะตัดสินใจลงทุนหรือไม่ เป็นการให้ข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ ว่าจะทำหรือไม่ทำได้อย่างถูกต้อง

รู้เท่าทัน JTEPA

ประชาชาติธุรกิจ 5 พฤศจิกายน 2550

เพียงแต่ กระทรวงพาณิชย์ไทย จะมีเงื่อนไขในการส่งออกภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จากความพยายามที่จะใช้ "ประวัติส่งออกย้อนหลัง" มาประกอบการขอใบรับรองการส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้ข้อตกลงฉบับนี้เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ไม่จริงนั้น

ทางฝ่ายญี่ปุ่นเองก็มีความพยายามในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการที่ไทยแข่งขันได้ไม่แพ้กัน ยกตัวอย่าง การส่งออกเนื้อหมูและเนื้อไก่ แม้ว่าญี่ปุ่นจะยอมเปิดตลาด ด้วยการลดภาษีนำเข้าเนื้อหมู/แฮมลงเหลือ 16% โควตา 1,200 ตัน ขณะที่เนื้อไก่ยอมเปิดตลาดด้วยการลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 3% ภายใน 5 ปี สำหรับไก่ปรุงสุก และ 8.5% ภายใน 5 ปี สำหรับไก่สดแช่แข็ง

แต่ในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นกลับห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทย โดยอ้างสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนก ส่วนโรงงานแปรรูป/ส่งออกหมูและไก่ปรุงสุกจะต้องได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเสียก่อน จึงจะสามารถส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นได้

เท่ากับญี่ปุ่นเป็นผู้กำหนดปริมาณการนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อไก่จากประเทศไทยไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะมีข้อตกลง JTEPA หรือไม่ก็ตาม ยังไม่นับว่าโรงงานแปรรูป/ส่งออกในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ที่ได้รับการรับรองจากญี่ปุ่น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น

แม้กระทั่งสินค้าประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทูน่ากระป๋องและผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายกำหนดให้สินค้าในหมวดนี้จะต้องใช้ "วัตถุดิบ" ที่จับโดยกองเรือของไทย/ญี่ปุ่น ตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะวัตถุดิบที่จับจากกองเรือประมงที่จดทะเบียนภายใต้คณะกรรมาธิการทูน่ามหาสมุทรอินเดีย ซึ่งก็มีโควตาการจับปลากันอยู่แล้ว ส่งผลให้มีเพียงบริษัทผู้ส่งออกทูน่า กระป๋องของไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีศักยภาพจะตั้งกองเรือทูน่า เพื่อหาวัตถุดิบ ผลิตส่งออกป้อนตลาดญี่ปุ่นได้

เท่ากับว่าภายใต้ความตกลงฉบับนี้ ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่นได้ซ่อน "เงื่อนไข" การเข้าสู่ตลาด ไม่ใช่การค้าเสรีแบบ win win ที่ "ผู้ใหญ่" ในรัฐบาลพร่ำพูดถึง ในมุมกลับการดำเนินการของฝ่ายไทย กลับกลายเป็นการกีดกันผู้ส่งออกรายใหม่เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ด้วยการกำหนดประวัติการส่งออกย้อนหลัง ออกมาปกป้องผู้ส่งออกรายเก่าอย่างเห็นได้ชัด

ระวังกับดักเจเทปา

ประชาชาติธุรกิจ 5 พฤศจิกายน 2550

1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นวันเริ่มต้นบังคับใช้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ Japan-Thailand Economic Partnership Agreement หรือ JTEPA หลังจากที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจาต่อรองผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นระยะเวลาถึง 3 ปีเต็ม ภายใต้ความเชื่อที่ว่าข้อตกลงการค้าเสรีฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่น

สาระสำคัญของความตกลงฉบับนี้ก็คือ การเปิดตลาดสินค้าให้แก่กันและกัน ด้วยการยกเลิกภาษีนำเข้ากับ การกำหนดโควตาพิเศษ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมดที่ไทยและญี่ปุ่นมีการค้าระหว่างกัน หรือกว่าร้อยละ 95 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากอีกประเทศหนึ่ง

ขณะที่การค้าไทย-ญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวม 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.68% โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่า 13,350 ล้านเหรียญ หรือขยายตัวร้อยละ 10.70 จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายขยายตัวไว้ที่ร้อยละ 5.5 ด้วยความเชื่อที่ว่า ไทยจะรับประโยชน์จากการที่ญี่ปุ่นยอมเปิดตลาดด้วยการลดภาษีลงทันที 0% ในสินค้า 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ อาหาร-อัญมณีและเครื่องประดับ- สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม-ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์พลาสติก ในขณะที่สินค้าเกษตรรายการสำคัญที่ญี่ปุ่นตกลงที่จะ ให้โควตาการนำเข้าแก่ไทย ในรายการของกล้วย-เนื้อหมู-แป้งมันสำปะหลัง-กากน้ำตาล และสับปะรดสด

ส่วนรายการสินค้าประมงและปศุสัตว์ ซึ่งไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ในจำพวกกุ้ง ทูน่า ปลาหมึก ปู เนื้อปลาสดฟิลเล-สินค้าผักและผลไม้-อาหารสัตว์- ไม้และของทำด้วยไม้ ญี่ปุ่นขอระยะเวลาในการลดภาษีลงเหลือ 0% ภายใน 5-15 ปี ยกเว้นเนื้อไก่ (ไก่สด แช่เย็น/แช่แข็งกับไก่ปรุงสุก) ที่ไทยมีความสามารถ ในการแข่งขันเป็นพิเศษนั้น ญี่ปุ่นจะลดภาษีจากอัตราร้อยละ 11.9-6 ลงเหลือแค่ร้อยละ 8.5-3 ตามลำดับภายใน 5 ปี

แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ไทยจะต้องเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมให้กับญี่ปุ่นก็คือ เหล็กและเหล็กกล้า- ชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์ขนาดเกินกว่า 3000 ซีซีขึ้นไป เพื่อสนองตอบต่อการลงทุนอย่างมโหฬารที่ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานในการผลิต/ส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก

แน่นอนว่าความตกลง JTEPA ได้มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ไปแล้วในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือเกินกว่าที่ทั้ง 2 ประเทศจะกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยควรระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ เราใช้ประโยชน์ในความตกลงฉบับนี้อย่างที่คาดหวังกันไว้ได้เต็ม 100% หรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประมง เนื้อไก่ ผัก/ผลไม้สด ที่มีเงื่อนไขในการนำเข้าญี่ปุ่น ทั้งด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ที่ระบุให้ทูน่าจะต้องจับโดยกองเรือประมงไทย หรือ นำเข้าจากกองเรือทูน่าประเทศที่สามได้เฉพาะเรือจับปลาที่จดทะเบียนภายใต้ IOTC

เนื้อไก่สด ญี่ปุ่นยังไม่ยอมเปิดให้นำเข้าตราบจนกว่าไทยจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ระบาดของไข้หวัดนก ขณะที่เนื้อไก่ปรุงสุกถูกจำกัดการนำเข้าเฉพาะจากโรงงานที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาลญี่ปุ่นเท่านั้น ยังไม่นับเงื่อนไขทางด้านสุขอนามัย ผักสด/ผลไม้ จะต้องปลอดจากโรคแมลงอย่างชนิดที่เรียกว่าเข้มงวดสูงสุด แม้กระทั่งส่งออกไปเกินกว่าขนาด/น้ำหนักที่กำหนด ก็ไม่สามารถนำเข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่นภายใต้สิทธิในการลดภาษี JTEPA ได้

ข้อกำหนด/เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจะต้อง เร่งเจรจาแก้ไข ภายหลังจากที่ความตกลง JTEPA มีผลบังคับใช้ไปแล้ว 6 เดือน ที่สำคัญก็คืออย่าปล่อยให้บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิต/ส่งออกได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้ไปฝ่ายเดียว

เอชพี-สีเขียว ธุรกิจรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ 1 พฤศจิกายน 2550

ด้วยกระแส "An Inconvenient Truth-โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง" ทำให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในวงการธุรกิจที่เริ่มตระหนักว่าตนเป็น ผู้หนึ่งที่ใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมหาศาล

"อาลีน่า หวัง" ผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยธุรกิจคอมเมอร์เชียล กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนอล ซิสเต็ม กรุ๊ป ของฮิวเลตต์-แพคการ์ด ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์กรธุรกิจทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน และได้คำนึงถึงการบริหารจัดการด้านพลังงาน รวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ทางเอชพีจึงได้พัฒนาเครื่องใช้สำนักงานที่สามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องดังกล่าวของลูกค้า โดยล่าสุดได้เปิดตัวโซลูชั่นด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานแบบครบวงจร โดยผสานการทำงานทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อาทิ HP dc7800 Ultra-slim Desktop PC หนึ่งในผลิตภัณฑ์เดสก์ทอปสำหรับองค์กรที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้อุปกรณ์จ่ายไฟมาตรฐาน 80 Plus ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากกว่าอุปกรณ์ทั่วไปถึง 15% ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานโดยรวมแล้ว ยังลดการปล่อยความร้อนส่วนเกินออกสู่ สิ่งแวดล้อมด้วย

ทำให้เดสก์ทอปรุ่นนี้ได้รับมาตรฐาน Energy Star 4.0 และนอกจากเดสก์ทอปรุ่นนี้จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ด้วยรูปทรงที่เพรียวบาง ที่มีขนาดเล็กกว่าเดสก์ทอปรุ่นก่อนถึง 46% จึงสามารถปรับเปลี่ยนการติดตั้งให้เข้ากับพื้นที่การทำงานได้หลายรูปแบบ

เช่น การติดเคสซีพียูเข้ากับด้านหลังจอภาพ หากใช้งานร่วมกับ HP Integrated Work Center Stand หรือติดตั้งบริเวณใต้โต๊ะทำงานหรือฝาผนัง โดยใช้ HP"s Quick Release เป็นการช่วยประหยัดพื้นที่บนโต๊ะทำงาน มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีออปชั่นเสริม เช่น ซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงานจากระยะไกล "verdiem surveyor" ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการ รวมทั้งลดการใช้พลังงานของเครือข่ายพีซี และลดปริมาณการปล่อยก๊าชคาร์บอนขององค์กรลงได้

ส่วน HP BladeSystem c3000 เซิร์ฟเวอร์ ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการระบายความร้อนสูงสุดถึง 30% และ ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการเชื่อมต่อระบบ SAN (storage-area networking) ถึง 53% รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิลสูงสุดถึง 94% และใช้พื้นที่ในการวางเพียง 2 ตารางฟุต

ขณะที่ฮาร์ดไดรฟ์ในโน้ตบุ๊กสำหรับตลาดองค์กรรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นฮาร์ดไดรฟ์แบบโซลิดสเตต ที่ทนต่อการสั่นสะเทือนและมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 25% ทั้งช่วยเสริมสมรรถนะการใช้งานและใช้พลังงานน้อย จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ จึงช่วยลดปริมาณแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพที่สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมได้

"อาลีน่า หวัง" กล่าวว่า ผู้บริโภคทุกระดับใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากผลการศึกษาของบริษัทการ์ดเนอร์ในประเทศญี่ปุ่น พบว่าการใช้พลังงานในองค์กร ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน ที่มีการใช้งานเฉลี่ย 9.2 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อได้ทดลองใช้โซลูชั่นคอมพิวเตอร์ "HP Business Desktop PC" ก็พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 46% ซึ่งหากภายใน 5 ปีมีระบบคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นนี้ถึง 100,000 ยูนิต ก็จะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 700,000 เหรียญสหรัฐ

หรือหากเปลี่ยนมาใช้โซลูชั่นดังกล่าวถึง 10,000 หน่วย ก็จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 4,500 ตันภายใน 5 ปี ซึ่งเท่ากับการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนของโตเกียวโดม 85 แห่งรวมกัน หรือช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนเท่ากับพื้นที่ป่า 2.5 เอเคอร์

และตั้งแต่ปี 2536 เอชพีได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้แล้วประมาณ 3.2 ล้านตัน เท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนของรถยนต์ 680,000 คัน ในเวลา 1 ปี

และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานิตยสาร Fortune ได้มอบรางวัล "Green Giant" ให้กับเอชพี จากการให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีผลงานการรีไซเคิลในปี 2549 ที่มีปริมาณเทียบเท่ากับเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตถึง 600 ลำ

เจาะเบื้องลึกราคาสินค้าเกษตรพุ่ง "เอทานอล-อากาศแปรปรวน" ตัวการป่วน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 ตุลาคม 2550

ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันเท่านั้นที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบทางการเกษตรซึ่งบางชนิดปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เว็บไซต์กรีนเบย์เพรสกาเซตต์หยิบยกกรณีธุรกิจเบเกอรี่ในลักเซมเบิร์กตัดสินใจปรับราคาสินค้า หลังแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว ทั้งถั่ว ไข่ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต่างก็มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาแป้งที่ใช้ทำเบเกอรี่ที่ปรับตัวขึ้น เพราะปริมาณข้าวสาลีที่นำมาผลิตแป้งกำลังอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างมาก

"ทิม เลดวินา" เจ้าของร้านดอนส์ เบเกอรี่ กล่าวว่า ราคาแป้งกำลังปรับตัวสูงขึ้นและเป็นการทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ประกอบกับราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นทำให้เราแบกรับต้นทุนเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในร้าน

สถานการณ์ของดอนส์ เบเกอรี่ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เนื่องจากปริมาณวัตถุดิบด้านการเกษตรกำลังเผชิญกับภาวะตึงตัวอย่างหนักในรอบ 30 ปี ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงจุดกระแสความกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะการขาดแคลนอาหารในบางประเทศ อย่างรัสเซียถึงกับประกาศเก็บภาษีสินค้าประเภทข้าวบาร์เลย์และพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อควบคุมราคาสินค้าอาหารภายในประเทศไว้จนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเสร็จสิ้น

นอกจากนี้สภาพอากาศที่เลวร้ายมากขึ้นจนทำให้ผลผลิตไม่ได้มากเท่าที่ควรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งกว่านั้นความต้องการสินค้าเกษตรบางประเภทไปใช้ในการผลิตเอทานอลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุปทานไม่เพียงพอ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้าก็ช่วยดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 75% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

หากราคายังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ รวมทั้งความต้องการยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะบรรดาเขตเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต อาทิ จีนและอินเดียแม้ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าก็อาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ถึงขนาดที่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เรียกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่า "น่าเป็นห่วงมาก"

เพราะทั้งราคาสินค้าการเกษตร ราคาพลังงาน และต้นทุนอื่นๆ ต่างก็ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่แต่เฉพาะภาคการเกษตรเท่านั้น เมื่อราคาสินค้าเกษตรที่นำไปผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงวัว ไก่ และหมูเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารโดยรวม

ในสหรัฐ ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปีที่แล้ว ส่วนราคาเนื้อบดเพิ่มขึ้น 6% ไก่เพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ไข่เพิ่มขึ้นมากถึง 31% ราคาสินค้าในสหรัฐ ตอนนี้ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 5.6% เมื่อเทียบกับ 2.6% ในปีที่แล้ว

ถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ ก็ปรับขึ้นราคาจากปีที่แล้วอย่างถ้วนหน้า ซึ่งสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะคนยากคนจนเท่านั้น แม้แต่คนร่ำรวยก็หนีผลกระทบไม่พ้นเช่นกัน เพราะเมื่อวัตถุดิบเหล่านี้มีราคาเพิ่มขึ้นก็ย่อมส่งผลให้สินค้าอาหารปรับตัวขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง อย่างในอังกฤษ ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ปอนด์ (ราว 2 ดอลลาร์) เช่นเดียวกับในฝรั่งเศส ที่ราคาขนมปังปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนในอิตาลี ราคาพาสต้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในรัสเซียยิ่งเลวร้ายหนัก โดยราคาขนมปังอาจจะเพิ่มขึ้นมากถึง 50% ภายในสิ้นปีนี้ และราคากะหล่ำปลีน่าจะเพิ่มขึ้นราว 30%

อาจเรียกได้ว่ายุคอาหารราคาถูกกำลังผ่านพ้นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

"มิรา คามดาร์" จากเยลโกลบอลระบุว่า เทรนด์ราคาสินค้าเกษตรกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะสภาพอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้มากขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับผลผลิตที่ออกมา รวมถึงการที่ประเทศต่างๆ หันมาผลิตพลังงานชีวภาพกันมากขึ้น ยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบสำคัญยิ่งพุ่งสูง อย่างในสหรัฐ ราว 27% ของการผลผลิตข้าวโพดในปีนี้ถูกนำไปผลิตเอทานอล และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มเป็น 1 ใน 3 ภายในปี 2551

รายงานของ "วิลเลียม ไคลน์" จากเซ็นเตอร์ ฟอร์ โกลบอล ดีเวลอปเมนต์ ระบุว่า ภาคการเกษตรของประเทศต่างๆ จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศภายในปี 2623 โดยผลผลิตการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลผลิตในแอฟริกาจะลดลงราว 28% ผลผลิตในอินเดียจะลดลง 38% แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยก็หนีปัญหานี้ไม่ได้ โดยผลผลิตรวมของทั้งโลกมีแนวโน้มจะลดลง 3-16% ยิ่งกว่านั้นจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นราว 3 พันล้านคน ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะความขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้การแห่กันมาผลิตเอทานอลเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานแบบดั้งเดิมและลดการเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตที่จะถูกนำไปใช้ผลิตอาหารน้อยลงและยังทำให้อุปทานอยู่ในภาวะตึงตัวมากขึ้น

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการผลผลิตทางการเกษตรไปใช้ในการผลิตพลังงานชีวภาพ จะเพิ่มขึ้นจาก 14.5 ล้านตัน ไปอยู่ที่ 92.4 ล้านตัน ในปี 2573 โดยมีสหรัฐเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเทรนด์

"จอห์น ไวดาล" จากเดอะการ์เดียนรายงานว่า การเข้ามาของยุค "พลังงานจากภาคเกษตร" (agrofuels) ทำให้เกษตรกรและตลาดต้องปรับตัวขนานใหญ่ เช่นในรัฐเนแบรสกาของสหรัฐที่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวนหลายล้านเอเคอร์ และใช้ข้าวโพดเกือบ 20% ของที่ผลิตได้ทั้งหมดในการผลิตเอทานอล แต่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถได้เพียง 2%

ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เองก็มีแผนจะประกาศมาตรการให้ยวดยานต่างๆ ราว 5.75% หันมาใช้พลังงานชีวภาพทดแทนพลังงานแบบเก่าภายในปี 2555 และจะเพิ่มจำนวนเป็น 10% ภายในปี 2563 เทียบกับ 1.5% ในขณะนี้ ซึ่งความพยายามของอียูจะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมราว 1 ใน 3 ของยุโรปต้องหันมาเพาะปลูกเพื่อผลิตพลังงานชีวภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เอทานอลที่ผลิตจากข้าวโพดอาจไม่ได้ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างที่เข้าใจกัน เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จะถูกทดแทนด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช นอกจากนี้ยังต้องใช้น้ำมากขึ้นในการปลูกพืชเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยังไม่นับรวมผลกระทบอื่น เช่น ผิวดินถูกกัดเซาะมากขึ้น การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการเพาะปลูกที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมตามมา

by ThaiWebExpert