ประชาชาติธุรกิจ

กรอ.ลั่นปี’63 คุมกำจัดกากอันตรายได้ทั้ง 100% ดึงอู่ซ่อมรถเข้าระบบ


นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรอ.ได้เร่งรัดในการนำกากอุตสาหกรรมเข้าระบบการกำจัดที่ถูกต้อง คาดว่าปีนี้จะมีกากอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมอันตรายประมาณ 1.74 ล้านตัน ลดลงจากปี 2560 ที่มี 2.24 ล้านตัน เพราะโรงงานขนาดใหญ่ใน จ.ระยอง มีกากอุตสาหกรรมอันตรายเป็นจำนวนมากประมาณ 5 หมื่นตันต่อเดือน ได้หยุดการผลิตในช่วงปลายปี 2560 ทำให้มีกากอุตสาหกรรมอันตรายปีนี้ลดลง ตั้งเป้าปีนี้จะนำเข้าระบบกำจัดกากที่ถูกต้องให้ได้ 1.24 ล้านตัน และคาดว่าภายในปี 2563 จะนำกากอุตสาหกรรมเข้าระบบให้ได้ทั้งหมด 100%

ขณะที่ปีที่ผ่านมา มีกากอุตสาหกรรมทั้งหมด 24 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นกากอุตสาหกรรมอันตราย 2.24 ล้านตันต่อปี และกากอุตสาหกรรมทั่วไป 22 ล้านตัน โดยจะเน้นในส่วนของกากอุตสาหกรรมอันตราย อาทิ สารไวไฟ สารกัดกร่อน สารพิษ สารปนเปื้อนโลหะหนัก

นายมงคลกล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานขนาดกลางและใหญ่เกือบทั้งหมด ที่มีกากอุตสาหกรรมอันตรายได้นำกากเข้าระบบกำจัดกากเกือบหมดแล้ว เหลือแต่เพียงรายเล็กจำพวกอู่ซ่อมรถยนต์ที่ยังมีการกำจัดน้ำมันเครื่อง หรือสารโลหะหนักอื่นๆจากการซ่อมรถยนต์ไม่ถูกต้อง คาดว่ามีจำนวนกว่า 1 พันราย ซึ่งที่ผ่านมา กรอ. ได้จัดทำโครงการรณรงค์ให้ความรู้กับอู่ซ่อมรถยนต์เหล่านี้ให้กำจัดกากให้ถูกต้อง ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี แต่ต้องใช้เวลาในการเข้าไปให้ความรู้ และเข้มงวดในการตรวจสอบ เพราะมีจำนวนมากกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ

“ก่อนปี 2559 มีโรงงานนำขยะอันตรายเข้าระบบเพียง 20% แต่ในขณะนี้เข้าระบบแล้วกว่า 40% ของจำนวนโรงงาน ที่คิดเป็นสัดส่วนของการผลิตกากอุตสาหกรรมอันตรายกว่า 70% และมั่นใจว่าภายในปี 2563 จำนำกากอุตสาหกรรมอันตรายเข้าระบบให้ได้ 100%” นายมงคลกล่าว

สำหรับกากอุตสาหกรรมทั่วไปที่มีจำนวน 22 ล้านตันต่อปี จำนวนนี้มีสัดส่วนถึง 40% ที่สามารถนำไปรีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ล่าสุด กรอ.ได้แก้ไขกฎกระทรวงอุตสาหกรรม แยกขยะอุตสาหกรรมที่นำไปรีไซเคิลได้ ออกจากการเป็นกากอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาโรงงานต่างๆก็แยกกากอุตสาหกรรมส่วนนี้ไปขายโรงงานรีไซเคิลอยู่แล้ว จึงคาดว่าจำนวนกากอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องเข้าระบบกำจัดกากจะลดลง และจะพยายามนำเข้าระบบให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้

นายพิษณุ จารุพัฒนะสิริกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แก้ไขกฎกระทรวงอุตสาหกรรม แยกขยะอุตสาหกรรมที่นำไปรีไซเคิลได้ ออกจากการเป็นกากอุตสาหกรรมถือเป็นเรื่องที่ดี โดยกากอุตสาหกรรมทั่วไปที่จะได้รับการยกเว้นจดแจ้ง อาทิ เศษไม้ เศษเหล็ก ส่วนกากฯประเภทน้ำมัน พลาสติก จะยังต้องจดแจ้งเป็นกากอุตสาหกรรมอยู่ คาดว่าเมื่อกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้จะช่วยให้ปริมาณกากอุตสาหกรรมทั่วไปลดลงเหลือ 17 ล้านตันต่อปี หรือหายไป 5 ล้านตัน และทำให้ฐานข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรม (บิ๊ก ดาต้า) มีความแม่นยำมากขึ้น 

กรอ.ผงะ 16 โรงงานลอบทิ้งขยะ อุตฯเร่งออกกฎหมายคุมเข้มรถขนส่งติด GPS


กรอ.ลุยจับ 16 โรงงานลอบทิ้งกากขยะ โอดแบกรับต้นทุน ดึงเอกชนช่วยกำจัด พร้อมเร่งออกกฎหมายคุมเข้มโรงงานอุตสาหกรรม-โรงกำจัดกากเข้าระบบ ต้องเลือกใช้บริการรถขนส่งที่มีการติดตั้ง GPS ที่ กรอ.อนุญาตเท่านั้น

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2559 พบมีปริมาณขยะทุกประเภทอยู่ที่ประมาณ 38 ล้านตัน เป็นกากอันตราย 10% หรือ 3.8 ล้านตัน แต่ที่เข้าระบบกำจัดถูกต้องเพียง 28 ล้านตัน ดังนั้นการเร่งกำจัดกากขยะเหล่านี้ยังคงเป็นงานเร่งด่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม

นายสุธน อยู่เกตุ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการตรวจจับโรงงานที่กระทำความผิดลักลอบทิ้งกากขยะนอกพื้นที่ โดยไม่เข้าสู่การกำจัดอย่างถูกต้องตามระบบพบว่าในปี 2559 มีจำนวนถึง 12 ราย และในจำนวนดังกล่าว 3 ราย แจ้งความร้องทุกข์ในพื้นที่เรียบร้อยแล้วอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ส่วนอีก 9 ราย ส่งเรื่องให้อุตสาหกรรมจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เพื่อรอผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ เนื่องจากยังไม่พบผู้กระทำผิด ซึ่งการลงพื้นที่ตรวจจับและจากการร้องเรียนต่อเนื่อง กรอ. ได้รับการประสานจากหน่วยงานภายนอก ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมจังหวัด และได้รับการร้องเรียนโดยตรง

ขณะที่ปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) ตรวจพบจำนวนโรงงานที่ลักลอบทิ้งกากขยะ 4 ราย ในจำนวนดังกล่าว 1 ราย ได้ดำเนินคดีและทำการเปรียบเทียบปรับตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 แล้ว ส่วนอีก 3 รายอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งตาม พ.ร.บ.โรงงาน โทษปรับสูงสุด 200,000 บาท จำคุกสูงสุด 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ได้กำหนดบทลงโทษด้วยการเปรียบเทียบปรับตั้งแต่หลักพันบาทถึงหลักหมื่นบาทต่อครั้ง ตามแต่ความผิดที่ได้กระทำ

แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อพบกากขยะที่ทิ้งไว้ทาง กรอ.จะขนส่งไปยังโรงกำจัดกากเพื่อแยกประเภทที่เป็นกากอันตราย และไม่อันตรายออกก่อน จากนั้นจะถูกกำจัดให้ถูกต้องตามระบบ ภาครัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแต่ละปีสูงถึงหลายล้านบาท เพราะหาผู้กระทำผิดได้ยาก แต่ปริมาณขยะจำเป็นต้องถูกกำจัดไปก่อน ดังนั้น กรอ. จึงต้องขอความร่วมมือจากโรงกำจัดกากเอกชนรับกำจัดไปก่อน หรือบางรายช่วยรัฐกำจัดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และถือเป็นการตอบแทนสังคม (CSR)

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า โครงการจัดสร้างระบบฐานข้อมูลและการติดตามการขนส่งกากอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีการติดตามการขนส่งที่มีระบบรายงานตำแหน่ง (GPS) และกำกับดูแลผู้ขนส่งและยานพาหนะประมวลผลเส้นทางการขนส่งกากอุตสาหกรรมจากต้นทางไปยังปลายทาง ปัจจุบันรถขนส่งของเสียอันตรายซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ขนส่งวัตถุอันตรายจาก กรอ. มีจำนวนกว่า 3,000 คัน และทุกคันได้มีการติดตั้ง GPS ในระบบการติดตามการขนส่งกากอุตสาหกรรมด้วย GPS ของ กรอ. จะกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมและโรงกำจัดกากเข้าระบบ เพื่อแจ้งข้อมูลการขนส่งกากอุตสาหกรรมทุกครั้ง โดยเริ่มการติดตามโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดขยะและหยุดการติดตามเมื่อถึงโรงกำจัดกากปลายทาง

ทั้งนี้ ในการส่งข้อมูลเป็นหน้าที่ของ Service Provider ที่เป็นผู้ให้บริการระบบ GPS แก่รถขนส่ง โดยก่อนที่โรงงานอุตสาหกรรม และโรงกำจัดกากจะสามารถแจ้งการขนส่งในระบบ Service Provider จะต้องพร้อมที่จะส่งสัญญาณ GPS ของรถขนส่งมาที่ระบบการติดตามของ กรอ. โดย กรอ.จะขึ้นทะเบียนรถที่ติดตั้ง GPS และพร้อมส่งสัญญาณในระบบการติดตามฯ เพื่อที่จะรองรับการแจ้งการขนส่งในระบบการติดตามฯ

ขั้นตอนดังกล่าว กรอ.จะออกเป็นกฎหมายเพื่อกำหนดหน้าที่ของโรงงานอุตสาหกรรมและโรงกำจัดกากให้ใช้ระบบการติดตามฯ และเลือกใช้บริการรถขนส่งที่มีการติดตั้ง GPS ที่ยินยอมส่งข้อมูลให้ระบบของ กรอ.เท่านั้น 

"เติมทราย" ชายหาดพัทยา 2.8 กม.เสร็จปี′60


กรมเจ้าท่าสั่งผู้รับเหมาถมทรายชายหาดพัทยาเหนือจดใต้ 2,800 เมตร งบประมาณ 429 ล้านบาท หลังเลื่อนมา 2 ปี อธิบดีกรมเจ้าท่าเผยพื้นที่ชายหาดเมืองไทย ถูกกัดเซาะ 650 กิโลเมตร เข้าขั้นวิกฤตกว่า 170 กม. แจงวิธีเสริมทรายเหมาะสมกับหาดท่องเที่ยวที่สุด ยืนยันไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ระบุใช้แหล่งทรายกลางทะเลสัตหีบ ชงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการดูแลหาดใหม่


นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า ประเทศไทยมีชายหาดทั้งหมด 3,148 กม. แบ่งเป็นชายหาดอันดามัน 1,013 กม. อ่าวไทย 2,055 กม. มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง 652.17 กม. โดยอยู่ในขั้นวิกฤตประมาณ 170 กว่า กม. สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากธรรมชาติ คลื่นลมเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน และการกระทำของมนุษย์ เช่น การก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน


ศรศักดิ์ แสนสมบัติ

ปัจจุบันกรมเจ้าท่าดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว148กิโลเมตรอยู่ระหว่างดำเนินการ 23 กิโลเมตร และรอดำเนินการอีก 480 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามกรมเจ้าท่ามีงบประมาณไม่เพียงพอจึงไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด

ด้านนายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการจ้างเหมาก่อสร้างเสริมทรายชายหาดพัทยา เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาดเมืองพัทยาตั้งแต่พัทยาเหนือถึงพัทยาใต้ ระยะทาง 2,800 เมตร ซึ่งในอดีตมีหาดกว้างถึง 35 เมตร แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1-2 เมตรเท่านั้น ซึ่งการท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของการท่องเที่ยวทั้ง 8 คลัสเตอร์


เดินเครื่อง - กรมเจ้าท่าว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างโครงการเสริมทรายชายหาดพัทยาให้สวยงามเหมือนในอดีต มูลค่าโครงการ 429 ล้านบาท ระยะทางทั้งหมด 2,800 เมตร เริ่มตั้งแต่โรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยาเหนือถึงพัทยาใต้ เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าโครงการเสร็จสิ้นเดือนมีนาคม 2560

ทั้งนี้กรมเจ้าท่าได้ร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษา และสรุปความเห็นจากประชาชนเห็นตรงกันว่าการเสริมทรายชายหาดกว้าง 35 เมตร และก่อสร้างแนวกันชนป้องกันลมพายุปะทะแนวชายฝั่งระยะ 15 เมตร ด้วยการใช้ถุงพิเศษที่มีความทนทาน คือทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากไม่สามารถย้ายชุมชน และผู้ประกอบการออกจากพื้นที่ได้

"ทางออกเดียวก็คือ การเสริมทราย หากทรายหายไปเท่าไหร่ ก็เติมกลับเข้าไปเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้ดำเนินการในหลายประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายหาด เช่น รัฐไมอามี่ สหรัฐอเมริกา เมืองชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น หรือบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จากการศึกษาพบว่าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ"


ขณะเดียวกัน กรมเจ้าท่าได้ว่าจ้างบริษัท กิจการร่วมค้า มารีน คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้รับเหมาโครงการจ้างเหมาก่อสร้างเสริมทรายชายหาดพัทยา มูลค่าโครงการ 429 ล้านบาท ใช้ทรายจำนวน 3.6 แสนลูกบาศก์เมตร พื้นที่โครงการเริ่มตั้งแต่บริเวณโรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยาเหนือ ถึงพัทยาใต้ ระยะเวลาการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2559 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 20 มีนาคม 2560 


นายสมชายกล่าวว่า โครงการนี้ต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 โดยการศึกษาได้ระบุว่าทรายจากปากแม่น้ำระยองมีความเหมาะสม แต่สุดท้ายจังหวัดระยองยกเลิกสัมปทาน ทำให้ผู้รับเหมาต้องหาแหล่งทรายใหม่ กรมเจ้าท่าจึงแจ้งผู้รับเหมาให้หยุดการดำเนินการไว้ก่อน ในที่สุดได้แหล่งทรายกลางทะเลเขตอำเภอสัตหีบ ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาด 30-40 กิโลเมตร ซึ่งต้องทำรายงานการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อส่งให้คณะกรรมการจังหวัดพิจารณา ล่าสุดผ่านการพิจารณาแล้ว ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้แจ้งผู้รับเหมาให้เตรียมเดินเครื่องดำเนินการ โดยสัญญาต้องดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2560 อย่างไรก็ตามอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ


"เรื่องความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ ผลการศึกษาก็บอกว่าคุ้ม หากเป็นหาดเพื่อการท่องเที่ยวในต่างประเทศก็ทำแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทำทีเดียวจบ ต้องคอยติดตามกันตลอด เมื่อเสริมทรายเสร็จแล้วภายใน 1 ปีแรกทรายจะหายไป 10 เมตร ปีที่ 2 ทรายหายไป 1 เมตร ปีที่ 3 หายอีก 1 เมตร เมื่อเข้าปีที่ 4 หาดสามารถปรับสมดุลได้แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงน้อยลง เมื่อถึงปีที่ 5 การกัดเซาะจะเข้ามาเกือบจะถึงแนวป้องกันซึ่งเป็นถุงพิเศษ เมื่อถุงทรายโผล่ก็จะเป็นตัวบอกว่าได้เวลาเติมทรายแล้ว"


นายสมชายกล่าวอีกว่า ในระยะยาวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาบูรณาการ เพราะกรมเจ้าท่าไม่สามารถทำคนเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นก็ต้องร่วมดูแล เช่น เรื่องระบายน้ำต้องทำให้ได้ เพราะหากฝนตกลงมาน้ำท่วมก็จะเอาทรายที่เสริมออกไป หรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ถือกฎหมายของตัวเอง ก็ต้องเข้ามาบูรณาการโดยเอาโครงการเป็นตัวตั้ง และช่วยกันเข้ามาซัพพอร์ตเพื่อให้โครงการดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สผ.จับมืออียูจัดเวทีเชียงใหม่ฟังความตกลงปารีส ตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี 2573


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรป เดินสายเชียงใหม่ จัดประชุมเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นต่อความตกปารีส พร้อมเปิดเวทีต่อเนื่องทุกภูมิภาค


ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในฐานะผู้แทนจากสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศภาคีสมาชิก 175 ประเทศ ที่ได้ลงนามรับความตกลงปารีสเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ที่สำนักงานสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี 2030 หรือปี 2573 และอาจลดเพิ่มได้ถึง 25% หากได้รับการสนับสนุนในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกลไกระหว่าง ประเทศ


ดังนั้น สผ.ต้องเร่งจัดเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องความตกลงปารีส และพันธกรณีต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องดำเนินการ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคม


ดร.พิรุณกล่าวอีกว่า ข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ตั้งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 40% เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน 27% และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน 27% พร้อมทั้งยืนยันที่จะให้ความร่วมมือและการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้


สำหรับการประชุมเวทีสาธารณะในส่วนภูมิภาคครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีในวันที่ 8 กรกฎาคม 2559, จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2559, หาดใหญ่ ในวันที่ 29 กรกฎาคม และพระนครศรีอยุธยา วันที่ 2 สิงหาคม 2559


สำหรับความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นความตกลงที่ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัชชารัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญาสห ประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 12 ธันวาคม 2558 เพื่อแทนที่พิธีสารเกียวโตที่จะจบสิ้นลงในปี 2020 โดยมีเป้าหมายหลักในการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และพยายามเพิ่มระดับเป้าหมายที่เข้มงวดขึ้นไปสู่ 1.5 องศาเซลเซียส 

"ประสาร" ปาฐกถาบนเวที G-77 ประยุกต์หลักปรัชญา ศก.พอเพียง ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม


"ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" กรรมการในคณะกรรมการ มูลนิธิมั่นพัฒนา และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.
กล่าวปาฐกถาเรื่อง “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) : การประยุกต์ใช้ในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคและการดำเนินธุรกิจ" ในงานประชุม “SEP in Business: G-77 Forum on the Implementation of the Sustainable Development Goals” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ จัดโดย กระทรวงการต่างประเทศ

ปาฐกถาดังกล่าวมีสาระสำคัญสร้างความเข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เชื่อมโยงกับโลกธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" จึงนำมาเผยแพร่ดังนี้

"ดร.ประสาร" กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีที่ได้รับเกียรติมาบรรยายให้ทุกท่านในที่นี้ฟังในเรื่อง “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy Philosophy (SEP)” ซึ่งเป็นหลักปรัชญา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับคนไทยเพื่อเป็นหลักคิดในการใช้ชีวิต ที่สำคัญหลักคิดนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับคนทุกระดับ ทุกบทบาทในสังคม อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาอาจมีความเข้าใจผิดว่า หลักการนี้เหมาะสำหรับประชาชนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น หรือไม่เหมาะกับโลกธุรกิจ เป็นต้น

ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่กระทรวงการต่างประเทศได้หยิบยก “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นัยต่อการดำเนินธุรกิจ (SEP in Business) ซึ่งเป็นมิติที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างจำกัด ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการประชุม G-77 เพื่อยกระดับความเข้าใจและขยายมุมมองต่อหลักปรัชญานี้ในระดับสากล

ปาฐกถาที่จะกล่าวถึงในวันนี้เรื่อง “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง: การประยุกต์ใช้ในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคและการดำเนินธุรกิจ” (Application of the SEP to Macro-Economic Management and Business Practices) ผมขอแบ่งการบรรยายเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

1. วิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศทำให้เราเห็นและกระตุ้นให้เราคิดถึงอะไร?

2. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคของไทยอย่างไร?

3. เราสามารถนำหลักปรัชญานี้มาใช้ในการดำเนินธุรกิจในยุคที่โลกไม่เหมือนเดิมได้อย่างไร?

วิกฤตสอนอะไร

เริ่มต้นที่เรื่อง วิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศทำให้เราเห็นและกระตุ้นให้เราคิดถึงอะไร?

ท่านผู้มีเกียรติครับ หากมองย้อนประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ หลายเหตุการณ์ รวมถึงวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เราได้ฉุกคิดถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือวิกฤติที่เกิดขึ้น และทำให้เราได้หันมาทบทวนถึงวิถีการใช้ชีวิต การดำเนินธุรกิจ หรือการพัฒนาประเทศ เพื่อเป็นบทเรียนในการวางแผนในระยะต่อไป

โดยก่อนจะกล่าวต่อไป ผมขอใช้เวลาสัก 2-3 นาที เพื่อเปิด Clip สั้นๆ ที่อาจช่วยทำให้พวกเราได้ฉุกคิดว่า พวกเราแสวงหาความเจริญเติบโตและพัฒนาเศรษฐกิจให้กับโลกนี้อย่างไร

Clip นี้เป็นตัวอย่างบางตอนของภาพยนตร์เรื่อง “The Big Short” ที่มาจากบทประพันธ์ของไมเคิล ลูวิส ที่เขียนขึ้นจากเรื่องจริงในปี 2548 (ค.ศ.2005) เล่าถึงชาย 4 คนที่เชื่อว่า มีฟองสบู่ในตลาดบ้านของสหรัฐฯ และคาดว่า ฟองสบู่นี้จะแตกในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ ภาครัฐ และสื่อต่างๆ ยังมองไม่เห็น พวกเขาจึงพยายามหาทางทำกำไรจากสินทรัพย์ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก (ขาย Short หรือซื้อ Credit Default Swap) ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้กำไรมหาศาลจากราคาสินทรัพย์ที่จะตกลงในอนาคต และก็เป็นอย่างที่พวกเขาคาด

เพียง 2 ปีต่อมา ฟองสบู่ในตลาดบ้านของสหรัฐฯ แตก ตามด้วยปัญหาสินเชื่อตึงตัว ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างจนเป็นเหตุสำคัญนำไปสู่วิกฤติการเงินโลก

ผมไม่แน่ใจว่า คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร เมื่อได้ชมภาพยนตร์ดังกล่าว? แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีโอบามากล่าวกับประชาชนสหรัฐฯ ในปี 2551 (ค.ศ.2008) คือ

“Parts of the reason this crisis occurred is that everyone was living beyond their means –   from Wall Street to Washington to even some on Main Street.CEOs got greedy.

Politicians spent money they didn′t have.Lenders tricked people into buying home they couldn′t afford and some folks knew they couldn′t afford them and bought them anyway.

We′ve lived through an era of easy money, in which we were allowed and even encouraged to spend without limits, to borrow instead of save We′ll have to set priorities as never before, and stick to them. This also means promoting a new ethic of responsibility"

ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า "สาเหตุที่เกิดวิกฤติครั้งนี้ขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะทุกคนใช้จ่ายเงินเกินฐานะและความสามารถในการหารายได้จริง ผู้บริหารของบริษัทมีความโลภ นักการเมืองใช้จ่ายเงินทั้งที่รัฐบาลไม่ได้มีเงิน คนปล่อยกู้หลอกให้คนซื้อบ้าน ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถจ่ายค่าบ้านได้ และแย่ไปกว่านั้น คนซื้อบ้านบางคนรู้ตัวว่า ไม่สามารถจ่ายค่าบ้านได้แต่ก็ยังจะซื้อ ก่อนวิกฤติพวกเราอยู่ในยุคที่เงินทองเป็นของหาง่าย พวกเราถูกกระตุ้นให้ใช้จ่ายได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แทนที่จะเก็บออม แต่ยุคนี้เราต้องวางแผนการใช้เงินโดยคำนึงถึงลำดับความสำคัญของรายจ่าย และมีวินัยในการใช้จ่ายตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้จ่ายเงินในกรอบที่ตนเองสามารถรับผิดชอบได้ การรักษาวินัยเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมจริยธรรมใหม่ในเรื่องความรับผิดชอบ”

กลับมาที่ประเทศไทยปี 2540 ถ้าย้อนกลับไปดูในช่วงหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น เศรษฐกิจไทยมีความเจริญรุ่งเรือง จนได้รับการยกย่องเป็น “ตัวอย่างของความสำเร็จ” ในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ทว่า “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นเปราะบาง” เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นตั้งอยู่บนยอดของ “บันไดเมฆ” เพียงไม่กี่เดือนที่เราถูกโจมตีจากนักเก็งกำไร เงินบาทอ่อนค่าจนต้องปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว มีผลให้ไทยก้าวสู่วิกฤติทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ธนาคารและสถาบันการเงินหลายสิบแห่งถูกปิด บริษัทหลายร้อยแห่งเผชิญกับภาวะล้มละลาย ประชาชนและชุมชนต่างๆ ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า โดยเฉพาะในยุคนั้นเราแทบไม่มีกลไกทางสังคมที่ช่วยปกป้องหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนนัก

ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540 เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อมอบแนวทางแก้ปัญหาให้กับประเทศ ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

“…การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่าอุ้มชูตนเองได้ให้มีพอเพียงกับตนเอง ...”

“...การกู้เงินนี้นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่า ถ้ากู้เงินและทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์ มิใช่กู้สำหรับไปเล่นไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์...”

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชดำรัสเตือนพวกเรามาก่อนหน้านี้หลายครั้ง แต่พวกเรากลับไม่เข้าใจ จนกระทั่งปี 2540 พวกเราถึงเข้าใจในพระราชดำรัสเตือนของท่านอย่างลึกซึ้ง พระราชดำรัสของท่านเสมือน “เสียงระฆัง” ที่ปลุกสติคนไทยให้ตื่นขึ้น และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้เข้ามาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างจริงจัง จนทำให้เกิดการปรับกระบวนทัศน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นก้าวสำคัญของการแสวงหาแนวทางการสร้างความเจริญเติบโตอย่างสมดุลให้กับประเทศ

ออกแบบเศรษฐกิจมหภาคด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ประเด็นที่ 2 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคของไทยอย่างไร?

ท่านผู้มีเกียรติครับ ตั้งแต่ปี 2540 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ วันนี้ผมขอกล่าวถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญานี้ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคของไทย ภายใต้กรอบของหลักปรัชญานี้ที่ท่านอาจทราบกันอยู่แล้ว 3 ส่วนหลัก ได้แก่

(1) ความพอประมาณ (Moderation)

(2) ความมีเหตุมีผล (Reasonableness)

(3) ความมีภูมิคุ้มกันในตน (Prudence)

ซึ่งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคของไทยให้ความสำคัญใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนแรก การสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 คนไทยใช้เงินเกินกว่าฐานะและศักยภาพที่จะหาได้จริง มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเกินกว่าที่ควร และมองโลกแง่ดีด้านเดียวจนขาดสมดุล บริษัทหลายแห่งลงทุนมากเกินตัวและก่อหนี้ต่างประเทศมาก แต่โชคดีที่พวกเราเจ็บแล้วจำ

หลังวิกฤติ ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินปฏิรูปและปรับตัวเองอย่างมาก เพื่อให้ฐานะการเงินกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง กล่าวคือ  ข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยลดลงจากร้อยละ 43 ในปี 2540 เหลือประมาณร้อยละ 2 ในปี 2558 และสัดส่วนหนี้ต่อทุนของภาคธุรกิจลดลงจาก 5.1 เท่า ในปี 2540 เป็น 1.3 เท่า ในปี 2558

สิ่งที่ผมอยากจะเน้นคือ

(1) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องประหยัดรัดเข็มขัดอยู่ตลอดเวลา แต่ที่จริงแล้วคุณสามารถซื้อสินค้าที่คุณชอบได้ตราบใดที่คุณมีรายได้สุทธิมากพอ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราต้องมีความพอประมาณไม่ใช้จ่ายเงินเกินกว่าฐานะที่แท้จริง

(2) แม้ว่าหลักปรัชญานี้จะมีต้นกำเนิดจากภาคเกษตร และภาคชนบท แต่หลักปรัชญานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภาคเศรษฐกิจอื่น อาทิ ภาคการเงิน อสังหาริมทรัพย์ การค้าระหว่างประเทศ

ส่วนที่สอง การพัฒนาระบบการเงินเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยมีเส้นทางการพัฒนาระบบการเงินที่ยาวนาน และมีความคืบหน้าในการพัฒนาที่สำคัญใน 5 มิติ คือ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ธรรมาภิบาล (Governance) การกระจายตัว (Diversification)  การเข้าถึง (Access)  และการเชื่อมโยง (Connectivity)

ขอขยายความในเรื่องการเชื่อมโยง ผมคิดว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการปิดประเทศจากเวทีโลก เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกในปัจจุบัน ระบบต่างๆ มีการเชื่อมโยงและรวมตัวกันมาก เราควรจะมองหาโอกาสและใช้ประโยชน์จากพัฒนาการนี้ ซึ่งที่ผ่านมา เราเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินของโลก เพราะรู้ว่าประโยชน์ที่จะได้รับมีมากกว่าต้นทุนที่อาจจะเกิดขึ้น

แน่นอนว่า โลกาภิวัฒน์ (Globalization) เป็นความจริงของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และไม่มีประโยชน์ที่จะไปฝืน หรือทวนกระแส

ส่วนที่สาม การสร้าง “สถาบัน” ที่แข็งแกร่งขึ้น บทเรียนอันเจ็บปวดอีกอันที่เราได้เรียนรู้จากวิกฤติคือ เราเปิดเสรีระบบการเงินทั้งที่ประเทศยังไม่มีความพร้อม กล่าวคือ “เราเปิดเสรีระบบการเงินโดยไม่มีการเตรียมเครื่องมือที่จะดูแลระบบการเงินเพียงพอ และไม่มีกรอบนโยบายที่เหมาะสม”

ความล้มเหลวนี้ทำให้ผมนึกถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสไว้ ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน … เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีความพยายามอย่างมากในการทุ่มเทเพื่อพัฒนาและวางรากฐานระบบ “สถาบัน”  ให้แข็งแกร่งเพื่อให้ระบบการเงินมีความเข้มแข็งสามารถรองรับต่อแรงกระแทกหรือแรงเสียดทานจาก Shocks ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่สำคัญคือ การนำกรอบนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) มาใช้ในปี 2543 ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและทำให้ประชาชนมั่นใจว่า การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางมีกระบวนการพิจารณาและตัดสินใจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ในปี 2551 มีการแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อช่วยเพิ่ม “ความเป็นอิสระ” ในการดำเนินนโยบายควบคู่กับการปรับปรุงให้มีระบบ “ตรวจสอบและกลไกถ่วงดุล” ที่เหมาะสม และ ธปท.ได้พยายามปรับปรุงการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ได้มาตรฐาน มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้มีส่วนได้เสียว่า การดำเนินงานของธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล และรอบคอบ

และเมื่อเร็วๆ นี้มีการโอนงานกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. เพื่อให้ทุกสถาบันการเงินอยู่ภายใต้มาตรฐานการกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน

ส่วนที่สี่ การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ความเท่าเทียม และความยั่งยืน

ท่านผู้มีเกียรติครับ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาช่วยยกระดับประเทศไทย จากประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคจนกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง นับเป็นผลการพัฒนาที่น่าพึงพอใจหากมองในมุมนี้ กล่าวคือ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 14 เท่า ความยากจนลดลงอย่างมาก และมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนไทยในภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี การพัฒนาก็ใช่ว่าจะไม่มีต้นทุนเลย องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (The World Wildlife Fund) ประมาณการว่า ระหว่างปี 2516 ถึงปี 2552 ป่าไม้ของไทยลดลงถึงร้อยละ 43 ขณะเดียวกัน ปี 2556 ธนาคารเครดิตสวิสจัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับ 6 ของประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันมากที่สุด ซึ่งประเมินว่า คนรวยสูงสุด 10% แรกของประเทศถือสินทรัพย์มากถึงร้อยละ 75 นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าพึงพอใจ ที่สำคัญ จากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เมื่อความเป็นอยู่ของคนในสังคมแตกต่างกันมาก โอกาสที่คนในสังคมจะแตกความสามัคคีก็จะมีมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไขและให้ความสำคัญ

ก่อนจะจบส่วนนี้ ผมขอเน้นว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้คัดค้านแนวคิดการสร้างความเจริญเติบโต แต่ก็ไม่ได้มุ่งสนับสนุนการพัฒนาที่เน้นแต่การเติบโตมากๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความเท่าเทียม และมีความยั่งยืน คือปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อความก้าวหน้าของประเทศไทยในระยะยาว

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้

ประเด็นที่สาม เราสามารถนำหลักปรัชญานี้มาใช้ในการดำเนินธุรกิจในยุคที่โลกไม่เหมือนเดิมได้อย่างไร?

ท่านผู้มีเกียรติครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับเชิญไปปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หัวข้องานคือ “ธุรกิจไทยในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม” ซึ่งผู้จัดได้เชิญ CEOs ของบริษัทคนไทย 4 ท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

ผมได้เรียนรู้อะไรจากพวกเขา?

CEO ท่านแรก กล่าวว่า สหภาพยุโรป (EU) ให้ใบเหลืองกับประเทศไทยเพราะเราไม่มีการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายได้ทันท่วงที จนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารทะเลของไทยและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง แม้ผู้ประกอบการจะพยายามปรับปรุงตามข้อเรียกร้องอย่างดีที่สุด แต่ผู้บริโภคก็ไม่สามารถแยกความแตกต่างในวิธีปฏิบัติ หรือกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการเพราะผู้ประกอบการและผู้บริโภคอยู่ห่างกันเป็นครึ่งโลก

เรื่องนี้บอกอะไรกับเราหรือมีนัยอย่างไร?

ทุกวันนี้การทำธุรกิจซับซ้อนมากขึ้น ในอดีต CEOs มีหน้าที่เพิ่มกำไรให้เป็นที่พอใจของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในโลกยุคที่ไม่เหมือนเดิม CEOs จำเป็นต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ผู้บริโภค ชุมชน ประชาชนของประเทศอื่น พูดง่ายๆ คือ ต้องคิดถึง ผู้ที่เกี่ยวข้อง “ทุกคน”

CEO ท่านที่สอง กล่าวว่า ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและอาศัยความเร็วในการช่วงชิงความได้เปรียบ ขณะเดียวกัน ก็มี “ความคิด” มากมายผุดขึ้นมาเพื่อจะรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่า “ความคิด” คือ การผลักดันให้สิ่งที่คิดสำเร็จได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

CEO ท่านที่สาม กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การที่ศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะย้ายมาอยู่ที่เอเชีย และความตื่นตัวเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนโลกในอนาคต หมายความว่า CEO จะต้องพร้อม “ปรับตัวตลอดเวลา” (Dynamic) และ “มีวิสัยทัศน์กว้างไกล” (Forward-looking)

CEO ท่านที่สี่ กล่าวว่า  “ภาวะผู้นำ” เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง และสิ่งที่ต้องยอมรับคือ “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ได้เป็น “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจริงของชีวิต”

ท่านผู้มีเกียรติครับ เมื่อพิจารณาสิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก CEOs ทั้ง 4 ท่าน จะเห็นว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีประโยชน์ต่อการนำมาใช้ในการปรับตัวของภาคธุรกิจในโลกยุคที่ไม่เหมือนเดิม เพราะจุดแข็งของหลักปรัชญานี้คือ การให้ความสำคัญกับ “องค์รวม” ของสิ่งต่างๆ ในลักษณะบูรณาการ (Holistic Approach)

ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น?

ด้านความครอบคลุม : หลักปรัชญานี้ไม่เพียงครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียในทุกระดับของสังคมด้วย

ด้านมิติเวลา : หลักปรัชญานี้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นปกติธรรมดาและการมองไปข้างหน้าถึงอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจในอนาคต

ด้านทรัพยากรมนุษย์ : หลักปรัชญานี้ให้ความสำคัญกับ “ทรัพยากรมนุษย์” และ “ทัศนคติ” (Mindset) กล่าวคือ นอกจากองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และความมีภูมิคุ้มกันในตน ที่กล่าวมาแล้ว “Mindset” ที่หลักปรัชญานี้ให้คุณค่าคือ การมีความรู้ คุณธรรม ความเพียร ความซื่อสัตย์ การมีสติ  ซึ่ง Mindset เหล่านี้เป็นองค์ประกอบของธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมี “สติ” (Mindfulness) คือคุณสมบัติที่จำเป็นของผู้นำ ซึ่งจะช่วยให้ผู้นำสามารถคิดอย่างสร้างสรรค์ ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและแก้ไขปัญหาได้ถูกทิศทางแม้อยู่ภายใต้ความกดดัน

หัวใจของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ แนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งอยู่ในความสนใจของธุรกิจทั่วโลก ในปัจจุบันผู้บริหารในภาคธุรกิจไม่สามารถคำนึงถึงเฉพาะผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น แต่ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในสังคม รวมทั้งสามารถที่จะคืนกำไรสู่สาธารณะ  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า แนวคิดนี้เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถครองใจผู้บริโภคหรือประชาชนในวงกว้างได้  
ผมขอกล่าวถึงสิ่งที่ Niall FitzGerald อดีต CEO ของบริษัทยูนิลีเวอร์เคยกล่าวไว้: "Corporate Social Responsibility (CSR) is a hard-edged business decision. Not because it is a nice thing to do or because people are forcing us to do it, 
but because it is good for our business" หรือแปลเป็นไทยได้ว่า

“ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เป็นนโยบายทางธุรกิจที่สำคัญ เพราะการทำ CSR ไม่ใช่เพราะอยากเท่ หรือเพราะถูกบังคับ แต่เพราะการทำ CSR เป็นสิ่งที่ดีสำหรับธุรกิจของเรา”

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างอื่นที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เช่น Dow Jones Sustainable Index (DJSI) ซึ่งจัดอันดับบริษัทชั้นนำของโลกที่นำแนวคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” มาใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ดี หรือในไทย บริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG ที่มีประวัติยาวนานในการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการ และในช่วง 5 ปีผ่านมา (ปี 2554-2558) DJSI จัดอันดับให้ SCG เป็นที่ 1 ของโลกในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง

หากจะกล่าวว่า ที่ผ่านมาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงถูกปรับใช้โดยไม่ถูกวิจารณ์ ก็อาจจะเป็นการกล่าวเกินจริง ผมคิดว่า ความท้าทายคือ จะนำหลักปรัชญานี้มาใช้อย่างไรให้เกิดประสิทธิผล และจะสามารถสื่อสารรวมทั้งอธิบายหลักปรัชญานี้ให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องได้อย่างไร โดยเฉพาะแนวคิดที่สำคัญเช่นเรื่อง “ทางสายกลาง”

ทางสายกลางนัยคือ ไม่น้อยเกินไป (Too little) ไม่มากเกินไป (Too much) หรือไม่สุดโต่งเกินไป (Too extreme)

นักวิจารณ์มักจะถามว่า “ตรงกลาง” ที่เราพูดถึงอยู่ตรงไหน ผมขอให้ทุกท่านลองนึกภาพการขับรถ เรารู้ว่า หากความเร็วเกินระดับหนึ่งเราจะไม่สามารถควบคุมรถได้ เราจึงไม่ขับรถเกินความเร็วที่กำหนด ในขณะเดียวกัน เรารู้ว่า ถ้าเราขับรถช้าเกินไป รถของเราก็อาจถูกชนท้าย และอาจทำให้รถที่ตามหลังอื่นๆ ชนกันเป็นลูกโซ่ ด้วยเหตุนี้ ในหลายประเทศจึงมีการจำกัดทั้งความเร็วสูงสุดและต่ำสุด สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ เราเลือกขับที่ความเร็วระดับปานกลางไม่เร็วหรือไม่ช้าเกินไป เพราะเรารู้ว่า อาจเป็นอันตรายได้ถ้าเราเหยียบหรือถอนคันเร่งมากเกินไป

หลักปรัชญานี้ดีกับประเทศดีกับธุรกิจ

ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมขอสรุปสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดในวันนี้ว่า ที่ผ่านมา โดยทั่วไปยังมีความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคลาดเคลื่อนว่า ประยุกต์ใช้ได้เฉพาะในภาคเกษตร หรือในชนบทเท่านั้น แต่สิ่งที่ผมกล่าวในวันนี้พยายามแสดงให้เห็นว่า หลักปรัชญานี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการจัดการเศรษฐกิจมหภาค และภาคธุรกิจ

ในการจัดการเศรษฐกิจมหภาค หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้คัดค้านในการสร้างความเจริญเติบโต ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการปิดตัวจากเวทีโลก แต่เพื่อช่วยให้ประเทศเติบโตได้ในระยะยาว ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึงการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ความเท่าเทียมกัน และความยั่งยืน

ในการดำเนินธุรกิจ หลักปรัชญานี้ไม่ได้คัดค้านเรื่องการแข่งขัน หรือสนับสนุนให้ลดการลงทุน (Divestment) แต่เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว CEO จำเป็นต้องคิดเรื่องการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง

สุดท้ายนี้ ขอจบปาฐกถานี้ด้วยการปรับคำพูดของ Niall FitzGerald อีกครั้ง โดยเขากล่าวไว้ว่า "Applying the SEP to macro-economic management and business practices is a hard-edged decision. Not because it is a nice thing to do, or people are forcing us to do.But it is good for our country and good for our business" หรือแปลว่า

“การประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคและการดำเนินธุรกิจเป็นนโยบายสำคัญ เพราะการนำหลักปรัชญานี้มาใช้ไม่ใช่เพราะจะทำให้ดูเท่ หรือเป็นสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำ แต่เพราะการดำเนินงานตามหลักปรัชญานี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศและธุรกิจของเรา”

ขอบคุณครับ

บิ๊กตู่บี้ 4 รมต. ถกปมเหมืองทอง กพร.ปิดเพิ่ม50โรงหิน-ยิปซัม


"บิ๊กตู่" จี้รัฐมนตรี 4 กระทรวง "อุตสาหกรรม-สาธารณสุข-ทรัพยากรฯ-วิทยาศาสตร์ฯ เร่งประชุมถกทางออกแก้วิกฤตผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำด่วน หลังพบชาวบ้านมีสารโลหะหนักปนเปื้อน ด้าน "กพร." รับลูกฟันเหมืองหิน-ยิปซัมเพิ่มอีก 50 แห่ง จ่อปิดโรงแต่งแร่ จ.สระบุรี พบเข้าข่ายกระทำความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม

นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ เนื่องจากพบว่าผลการตรวจเลือดของชาวบ้านในพื้นที่มีโลหะหนักปน เปื้อน จึงมีนโยบายเร่งให้ทั้ง 4 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งหารือกันในวันที่ 25 มีนาคม 2559 ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงหน่วยงานและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน คณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

"การประชุมในครั้งนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็น และนำข้อมูลของแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ให้ไปทำมาและชี้แจงถึงความคืบหน้า รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหา จากนั้นจะรวบรวมนำเสนอให้พลเอกประยุทธ์รับทราบ แต่ยังไม่มีการฟันธงในที่ประชุมว่าจะอนุญาตประทานบัตรหรือต่ออายุใบอนุญาต ประกอบโลหกรรมให้กับ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เพราะเรื่องเหมืองทองคำถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และมีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งนายกฯมีความเป็นห่วงหลังจากได้ทราบผลการตรวจเลือดของชาวบ้านในพื้นที่ ว่ามีโลหะหนักปนเปื้อน จึงเร่งให้ทั้ง 4 กระทรวงหารือกัน"

นายชาติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในการทำเหมืองที่ผ่านมา หลังจาก กพร.ได้มีคำสั่งไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2558 ให้เหมืองแร่กว่า 200 แห่ง จากทั้งหมด 600 แห่งทั่วประเทศ ที่เข้าข่ายกระทำความผิดด้านสิ่งแวดล้อม ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลา 30 วันนั้น จากการลงพื้นที่ตรวจติดตามซ้ำ (ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 ถึงปัจจุบัน) พบว่ามีจำนวนเหมืองแร่ที่เข้าข่ายกระทำความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอีก 50 แห่ง ประกอบด้วยเหมืองแร่แห่งใหม่และแห่งเดิมที่เคยถูกคำสั่งให้ ดำเนินการปรับปรุงไปแล้ว แต่กระทำความผิดด้านสิ่งแวดล้อมในส่วนอื่นเพิ่ม และส่วนใหญ่ยังคงเป็นเหมืองหินและเหมืองยิปซัม ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าในจำนวนเหมืองแร่ที่ถูกสั่งให้ไปปรับปรุงดังกล่าว เป็นโรงแต่งแร่จากเหมืองในพื้นที่ จ.สระบุรี จะต้องถูกสั่งปิดชั่วคราวเพื่อให้ดำเนินการปรับปรุง

"ส่วนใหญ่เป็นเหมืองเดิมใน 200 แห่งที่เราเคยสั่งให้ปรับปรุง และเราพบการกระทำความผิดในเรื่องอื่นเพิ่ม เช่น เดิมผิดในการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและชุมชน ส่วนความผิดใหม่ คือ การปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควันปนเปื้อนในอากาศปริมาณสูงเกินกว่าค่าที่กำหนด และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสั่งปิดชั่วคราว แต่ตามกระบวนการสั่งปิดชั่วคราวเพื่อปรับปรุงนั้น จะเกิดขึ้นภายหลังจากเหมืองหรือส่วนที่เป็นโรงแต่งแร่ดังกล่าวไม่สามารถ ปรับปรุงจากคำสั่งแรกได้ ซึ่งระยะจากคำสั่งแรกอยู่ที่ 30 วัน หากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็ไม่โดนปิดแน่นอน เพราะตามกระบวนการลงโทษนั้นหากเกิดขึ้นครั้งแรก คือ ตักเตือน ครั้งที่ 2 สั่งปรับปรุง 30 วัน ครั้งถัดไปสั่งปิดปรับปรุงชั่วคราวอีก 30 วัน หากไม่ทำก็ยึดใบอนุญาตทันที ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผิดมักจะเป็นโรงแต่งแร่ของเหมืองรายเล็กๆ"

ทั้งนี้ ตามบทลงโทษของร่าง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ...นั้น ได้เพิ่มโทษทางอาญาในเรื่องของโทษปรับให้สูงขึ้น 30 เท่า จากกฎหมายในปัจจุบันเป็น 300,000 บาท จากเดิมปรับเพียง 10,000 บาท ในกรณีที่กระทำผิดต่อเนื่องในความผิดที่ไม่ร้ายแรงจะมีโทษปรับ 500,000 บาท/วัน รวมถึงโทษทางปกครองหรือจำคุกแล้วแต่กรณี

และจากข้อมูลของกลุ่มแต่งแร่และใช้ประโยชน์แร่ กพร.แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ จ.สระบุรีมีผู้ประกอบการโรงแต่งแร่รวมทั้งสิ้น 35 ราย ซึ่งเป็นการแต่งแร่จากเหมืองต่างๆ อาทิ เหมืองหินปูน ยิปซัม ฟอสเฟต ดินขาว หินอ่อน แคลไซต์ ควอตซ์ ดินมาร์ล แบไรต์ ตะกรันเหล็ก ถ่านหิน เป็นต้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2558 ที่นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามารับตำแหน่งได้มีการอนุญาตประทานบัตรเหมืองหินและเหมืองยิปซัมทั้งที่ ต่ออายุและพื้นที่ใหม่ไปแล้วประมาณ 40 แปลง หรือประมาณ 30 ราย 

จีนมลพิษรุนแรง ขึ้นสัญญาณเตือนสีแดง เพิ่มอีก 10 เมือง


จีนประกาศเตือนภัยระดับมลพิษขั้นรุนแรงสีแดงเพิ่มในอีก 10 เมือง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังประกาศให้กรุงปักกิ่งเป็นเขตพื้นที่สีแดง ที่หมายถึงมีระดับมลพิษสูงอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิต 

ภาวะหมอกควันรุนแรงของจีนยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต โดยล่าสุดทางการได้สั่งประกาศเตือนภัยระดับมลพิษขั้นรุนแรงสีแดงเพิ่มในอีก 10 เมือง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมสั่งให้ประชาชนอยู่ในบ้าน และสั่งปิดอาคารสำนักงานพร้อมทั้งโรงเรียนในเมืองชั่วคราวแล้ว 


การประกาศเตือนภัยของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ทางการได้ประกาศเตือนว่ากรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ ตกอยู่ในภาวะระดับ มลพิษขั้นรุนแรงสีแดงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และจากการวัดระดับค่าฝุ่นละอองในอากาศล่าสุดของหลายๆเมืองทั้งในมณฑลเหอเป่ย และนครเทียนจิน พบว่าอยู่ในระดับสูงอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ 


ด้านสถานการณ์ในกรุงปักกิ่งมีรายงานว่า คุณภาพของอากาศกำลังดีขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากที่ทางการยุติการประกาศภาวะมลพิษระดับสีแดงไปแล้วเมื่อคืนวันอังคาร ที่ผ่านมา


นอกจากนี้ ทางการจีนยังประกาศว่าจะบรรลุเป้าหมายในแผนการลดมลพิษ ด้วยการทุ่มงบประมาณอย่างน้อย 115,000 ล้านดอลลาร์ ไปกับการพัฒนาพลังงานทดแทน แม้รายงานเปิดเผยว่า จีนเผาถ่านหินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมลพิษในประเทศ มากกว่าที่จีนประกาศไว้ถึงร้อยละ 14


ที่มา Voice TV 

กลุ่มเกษตร-อุตฯแปรรูป77จังหวัดยื่นหนังสือด่วน"ประยุทธ์"เบรคกม.จีเอ็มโอ หวั่นกระทบส่งออกวูบหมื่นล.


กลุ่มเกษตรกรรายย่อย 77 จังหวัด-เอ็นจีโอ-อุตสาหกรรมแปรรูป-นักวิชาการ รวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกฯประยุทธด่วน เบรคกฎหมายจีเอ็มโอ ชี้เป็นสงครามการค้าที่ทำลายสถานะประเทศ แถมกฎหมายยังมีช่องโหว่เพียบ ด้านโรงงานแปรรูปหวั่นกระทบยอดส่งออกผัก-ผลไม้ไทยกว่า 10,000 ล้านวูบ


ผู้สื่อข่าว"ประชาชาติธุรกิจ"รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ที่อาคารเคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพ สภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้เปิดเวทีวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ....ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 และกล่าวว่า


พรบ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 กำหนดให้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายการส่งเสริมเกษตรกร องค์กรเกษตรกร ในการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ เกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่โดยที่ “ร่าง พ.ร.บ. ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ.........” เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายจีเอ็มโออันส่งผลกระทบโดยตรงกับการทำเกษตรอินทรีย์ จึงได้นำร่าง พรบ.ดังกล่าวมาเปิดเวที เชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมปรึกษาหารือ วิเคราะห์ในประเด็นที่จะส่งผลต่อเกษตรกรเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด และกำหนดจุดยืน เพื่อเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป


นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า จะเสนอให้รัฐบาลชะลอร่างกฏหมายฉบับนี้แล้วนำกลับมาทบทวนใหม่ ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาอย่างละเอียด เพราะห่วงว่าจะควบคุมการดำเนินการในภาคสนามไม่ได้ เมื่อปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมจะเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ทักท้วงในเรื่องนี้ไว้ ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรจะรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอความเห็นต่อรัฐบาล ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ใน 21 จังหวัดจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศได้เตรียมการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้แล้ว


นายปริญญา พรศิริชัยวัฒนา ประธานชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในขณะที่รัฐผลักดันเกษตรอินทรีย์ให้ยั่งยืน แต่การอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพของ ครม.กลับเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ในการให้ผลผลิตที่ดีไม่มีความเป็นไปได้เลย การปนเปื้อนจะไม่สามารถแก้ไขได้อีก ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือในตลาดโลก


ส่วนตัวแทนเกษตรกรรายย่อย กล่าวว่า การผลักดันกฏหมายจีเอ็มโอนี้ นอกจากจะเป็นการทุบหม้อข้าวตนเองแล้ว ยังเป็นการเผาบ้านตัวเองอีก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร จึงขอวิงวอนรัฐพิจารณายับยั้งไตร่ตรองถี่ถ้วนก่อน ขณะที่ตัวแทนกลุ่มกรีนพีซ ได้ขอให้ชะลอร่างกฏหมายนี้เช่นกัน เพราะ 20 ปีที่ผ่านมา พืชจีเอ็มโอไม่ได้ตอบโจทย์ชาวโลกเลย นอกจากบริษัทที่ดำเนินการตัดแต่งพันธุกรรม


นายอรรถพล เลิศวาณิชดิลก ผู้จัดการสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการออกกฏหมายฉบับนี้ การส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และส่วนใหญ่ ผู้ได้รับผลกระทบเป็นเกษตรกรรายย่อย

นายปรีชา จงประสิทธิพร ผู้จัดการฝ่ายวัตถุดิบ บริษัท ผลิตข้าวโพดหวานส่งออก จำกัด จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า โพสิชั่นของประเทศไทยคือ ครัวของโลก ลูกค้าซื้อข้าวโพดหวานของไทยคือ ยุโรปและญี่ปุ่น เนืองจากผลิตได้เพียง 4-5 เดือน แต่ไทยผลิตได้ตลอด 365 วัน มูลค่าการส่งออกข้าวโพดหวานของไทยตกปีละหนึ่งหมื่นล้านบาท เมื่อกฏหมายนี้ออกมาจะเอื้ออำนวย ผู้ทำไม่ต้องรับผิด ไม่ต้องชดเชยความเสียหาย เกสรปลิวไปตกที่ใดก็มีปัญหาแล้ว ยุโรปต้องการพืชจีเอ็มโอน้อยมาก บางประเทศแบนไม่ให้เข้า ดูตัวอย่างอย่างจากมะลอจีเอ็มโอ ไทยยังคุมไม่ได้ เยอรมนีมีการตรวจสอบทุกครึ่งปี และของไทยถูกตีกลับทั้งลอตมาแล้ว ข้าวโพดหวานที่เกษตรกรไทยปลูกตั้งแต่กาญจนบุรีไปจนถึงเชียงใหม่ เชียงราย มีเกษตรกรปลูกกว่า 5 หมื่นครอบครัว หากมีการปนเปื้อนมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบคือ เกษตรกรรายย่อยเหล่านี้


รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่ห้ามปลูกพืช GMO อย่างแพร่พลาย มีการควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ GMO ฉะนั้นเมื่อมีกฎหมาย GM ออกมาจะเปลี่ยนสถานะของประเทศ ไปเป็นสถานะของประเทศที่อนุญาตให้มีการนำเข้าพืช GMO อนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืช GMO ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม การเปลี่ยนแปลงสถานะแบบนี้ การออกกฎหมายจำเป็นต้องมีความรอบคอบ จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างดี แต่จากการพิจารณากฎหมายฉบับนี้พบว่า มีข้อบกพร่อง และปัญหาค่อนข้างมาก


สรุปได้ 5 ข้อ ได้แก่ 1. การมี จีเอ็มโอและไม่มีจีเอ็ม ในประเทศเดียวกัน กฏหมายต้องมีความเข้มแข็ง และรอบคอบในการดูแลจริงๆ 2. บัญชี จีเอ็มโอที่จะปลดปล่อยหรือไม่ปลดปล่อยออกสู่ภาคสนาม จำเป็นต้องมีการประเมินความเสี่ยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ให้ชัดเจน และต้องเขียนในกฎหมายด้วย 3. พืชจีเอ็มที่จะทดสอบภาคสนาม ต้องระบุชัดเจนว่า จะมีมาตรการในการดูแลอย่างไร เนื่องจากวิธีการควบคุมตามมติครม.ที่เคยใช้ไม่เพียงพอ เพราะผลการศึกษาจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งกรีนพืซมีข้อมูลระบุตรงกันว่า มีการเล็ดลอดออกมาสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ต้องไปพิจารณาถึงความชัดเจน ต้องเข้มงวดในการควบคุม 4. ต้องมีการติดฉลากบอกผู้บริโภคให้ชัดเจน ครบถ้วนในการนำเข้าผลิตภัณฑ์จีเอ็ม 5. ในการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายนั้น ต้องใช้หลักการของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค คือ ผู้บริโภคไม่ใช่คนพิสูจน์ ผู้ขายต้องเป็นผู้พิสูจน์ 

หมอกควันพิษต้องแก้ที่ต้นเหตุ


มลพิษจากหมอกควันรอบใหม่
ส่งผลกระทบทำให้หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเผชิญปัญหารุนแรงยิ่งกว่าครั้งแรกช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้านี้ วันที่ 22 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา สถานการณ์หมอกควัน ใน จ.สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี ภูเก็ต พังงา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี มีค่าฝุ่นละอองขนาด ไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) สูงกว่าค่ามาตรฐาน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม.หลายจุด

โดยเฉพาะในเขตเทศบาลหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงเช้าหมอกควันปกคลุมหนาแน่น วัดค่าได้สูงถึง 350 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ทำลายสถิติในรอบปี ถูกจัดเป็นพื้นที่ มีมลพิษระดับสีส้มมีผลกระทบสุขภาพมาก ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน การเดินทางทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เนื่องจากทัศนวิสัยเลวร้ายมาก

ที่น่าห่วงคือนอกจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์หมอกควันพิษ จากการเผาพื้นที่ป่าพรุเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน และไม้อะคาเซีย บนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ซึ่ง ส่งผลกระทบเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งไทย จะคลี่คลายลงเมื่อใดแล้ว ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

ไม่ต่างไปจากหมอกควันพิษจากการเผาป่าทำไร่ข้าวโพดเก็บของป่า ของเกษตรกร และชาวบ้าน ที่ส่งผลกระทบพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ตาก กับพื้นที่ตามแนวชายแดนไทยในประเทศเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวช่วงหน้าแล้งของทุกปี ก่อให้เกิด ปัญหามลพิษทางอากาศเข้าขั้นวิกฤต

ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนต้องจัดทำ มาตรการในเชิงป้องปรามทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยรณรงค์ สร้างจิตสำนึกไม่ให้มีการเผาป่า การทำไร่เลื่อนลอย ขณะเดียวกันก็บังคับใช้กฎหมายมาอย่างเฉียบขาดเข้มข้นกับผู้ที่ฝ่าฝืน

อย่างไรก็ตาม หมอกควันพิษทั้งในประเทศไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ รอบข้าง มีแนวโน้มกลายเป็นปัญหาใหญ่ในระดับภูมิภาค และเป็นปัญหาร่วมของประเทศในอาเซียน

เพราะล่าสุด รัฐบาลสิงคโปร์กับมาเลเซีย ได้ออกมาเรียกร้องกดดันให้ทางการอินโดนีเซียเร่งจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมเสนอจัดการประชุมระหว่างประเทศหาทางรับมือมลพิษที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง ตามความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจาก หมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution)

ไทยในฐานะเป็นทั้งประเทศต้นเหตุของปัญหา และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน จึงต้องเร่งผลักดันแผนและมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนหยุดยั้งการ เผาป่าทั้งในภาคเหนือ และในเขตประเทศเพื่อนบ้าน หยุดมลพิษหมอกควันที่เกิดขึ้นซ้ำซากให้ได้

จีนบุกตั้งโรงงานไฟฟ้าไฮบริดอุดร ผนึก 68อปท. ป้อนขยะสัญญา30ปี



"อุดร คลีน เอนเนอร์จี" ผนึกทุนจีนสร้างโรงกำจัดขยะไฟฟ้าไฮบริดแห่งแรกของโลกมูลค่า 1,500 ล้านบาท พร้อมดึง 68 อปท.เมืองอุดร ป้อนวัตถุดิบขยะให้ต่อเนื่องนาน 30 ปี ค่ากำจัดขยะตันละ 300 บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงการกำจัดขยะมูลฝอย "โครงการกำจัดขยะแบบบูรณาการขององค์การบริหารส่วนตำบลนิคมสงเคราะห์" โดยให้บริษัท อุดร คลีน เอนเนอร์จี จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะแบบบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 68 แห่งร่วมลงนาม 

นายปัญญวัฒน์ อุทัยพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุดร คลีน เอนเนอร์จีจำกัด กล่าวว่า โรงงานกำจัดขยะที่อุดรธานีจะเป็นโรงไฟฟ้าไฮบริดแห่งแรกของโลก มีระบบกำจัดขยะอินทรีย์ และขยะอนินทรีย์ เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นระบบปิดทั้งหมด จึงมั่นใจว่าจะไม่ส่งกลิ่นเหม็นหรือมีมลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ว่างเปล่า 117 ไร่ มูลค่า 35 ล้านบาท ริมถนนอุดรฯ-หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนจีนสัดส่วน 49% และทุนไทย 51% 

"ขณะนี้มีการทำประชาพิจารณ์ผ่านแล้วและต้องทำ ESA ซึ่งจะอยู่ระหว่าง IEE กับ EIA เพื่อขอ BOI และใบอนุญาตโรงงาน คาดว่าประมาณต้นเดือนตุลาคม 2558 จะลงมือก่อสร้าง ซึ่งปริมาณขยะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท.ทั้ง 68 แห่ง จะมีปริมาณขยะประมาณ 500 ตัน/วัน ค่าใช้จ่าย 300 บาท/ตัน หากกำจัดขยะหมดทุกวัน จะเหลือกากนำไปทำปูนซีเมนต์ หรืออิฐบล็อกได้วันละ6,000-8,000 ก้อน" 

นายปัญญวัฒน์กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้มีพันธมิตร 4 ราย คือ 1.กลุ่มบริษัท HOLLEY กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน มีการลงทุนในต่างประเทศด้วยเม็ดเงินมหาศาล 2.กลุ่มบริษัทฮูซีชาน มีความเชี่ยวชาญในการผลิตไฟฟ้าจากขยะมากว่า 30 ปี โดยมีทั้งโรงงานไฟฟ้าจากขยะตั้งแต่ 100 ตัน ไปจนถึงขนาด 2,000 ตัน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในทุกกระบวนการ และเป็นระบบปิดทั้งหมด 3.กลุ่ม MBT Engineering & Consultant จำกัด หรือ MBTEC (ผู้บริหารคือ นายปัญญวัฒน์ อุทัยพัฒน์) เป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยีเครื่องกำจัดขยะโดยวิธีกำจัดขยะแบบบูรณาการ ซึ่งมีโรงงานกำจัดขยะที่เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี และ 4.บริษัท อาเซอร์ แปซิฟิก จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเงินทุน 

นายอนนท์ ศรีพรหม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมสงเคราะห์ อำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดอุดรธานีในการบริหารจัดการขยะเพื่อนำไปสู่การผลิตพลังงานทดแทน และพัฒนาเมืองให้สะอาดปราศจากขยะตกค้างอย่างมีประสิทธิภาพ 

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบริษัท อุดร คลีน เอนเนอร์จีจำกัด ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง 3 ข้อ คือ 1.ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ ในอัตรา 300 บาทต่อตัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่โรงงานกำจัดขยะได้มีการติดตั้งระบบกำจัดขยะมูลฝอยเรียบร้อย และพร้อมรับขยะมากำจัดได้แล้ว 


2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมลงนาม จะส่งขยะมูลฝอยในพื้นที่ที่จัดเก็บได้ทั้งหมดเข้าสู่โรงงานกำจัดขยะ เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของจังหวัดอุดรธานี และ 3.เมื่อลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการทำสัญญาจัดจ้างตามระเบียบต่อไป 

by ThaiWebExpert