ThaiPBS

เปิดฉากประชุมโลกร้อน COP 23 ลุ้นบรรลุกรอบความตกลงปารีส

เปิดฉากการประชุมโลกร้อน COP 23 เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ลุ้นหาข้อมติกำหนดกติกาความตกลงปารีสที่จะมีผลบังคับใช้ ไทยชงขอสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศ (GCF) 2 โครงการวงเงิน 1,462 ล้านบาท รู้ผล ก.พ.2561

วันนี้ (9 พ.ย.2560) นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. กล่าวว่า ขณะนี้การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP 23) พร้อมการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) และการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 6-17 พ.ย.นี้ ที่เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมระดับสูงระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย.นี้

“ประเด็นสำคัญของเวที COP 23 จะเน้นหารือแทวทางปฏิบัติและข้อกำหนดการบังคับใช้ความตกลงปารีสก่อนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุลงในปี 2563 เพื่อผลักดันความมั่นใจลดก๊าซเรือนกระจก รักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยแต่ละประเทศต้องเพิ่มเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกอีก 11 - 13.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ภายในปี 2573 การติดตาม ทบทวน เสนอกติกาที่ให้แต่ละประเทศส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทุก 5 ปี ซึ่งจะหารือกับกลุ่มประเทศ 77 (G77) จีน และสหภาพยุโรป (EU) ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง”

ไทยประกาศลดก๊าซเรือนกระจก 20-25

นายพิรุณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้มีการจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564-2573 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เป้าการลดของไทยในปี 2573 เป็นไปตามแผนที่ร้อยละ 20-25 ในเบื้องต้นไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 40.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ หรือประมาณร้อยละ 11 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ ซึ่งถือว่าเกินเป้าที่ประกาศไว้ที่ร้อยละ 7-20 ภายในปี 2563

นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังได้จัดส่งข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา 3 เรื่องเป็นครั้งแรก คือ แผนปฏิบัติการโนโรบี เรื่องการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้นำเสนอกรณีศึกษาผลกระทบจากอุทกภัยและการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือในกลไกตลาดระหว่างประเทศตามความตกลงปารีส และแนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือการจัดการกับผลกระทบที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับจากการดำเนินมาตรการของประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ลุ้นไทยได้เงินกองทุนสีเขียว 1,462 ล้านบาท

“ส่วนอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ได้ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนในโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยไปยังกองทุนภูมิอากาศ หรือ GCF ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนช่วยเหลือแบบให้เปล่า ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  2 โครงการ รวมวงเงินประมาณ 43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,462 ล้านบาท”

แบ่งเป็นโครงการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือตอนล่างให้ประกอบอาชีพได้มั่นคง ด้วยวงเงิน 39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,326 ล้านบาท

ส่วนโครงการเสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจก การสร้างชุมชน และระบบนิเวศชายฝั่งที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งป่าชายเลน ปะการัง หน้าทะเล รวมทั้ง พัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่จังหวัดตราดและระนองให้มีความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยวงเงิน 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 136 ล้านบาท คาดว่า จะได้รับการอนุมัติวงเงินสนับสนุนประมาณเดือนก.พ. 2561 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะสวนทางกับการลดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ซึ่งนายพิรุณ ยอมรับว่าไม่น่าจะกระทบเนื่องจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ได้นำแผนพัฒนาพลังงาน และมาตรการลดจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมา โดยเฉพาะแผนใช้พลังงานทดแทน ขณะที่ไทยเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.8 ของทั้งโลก

https://youtu.be/Ig9zXXKyb7g

"กทม." มหานครขยะล้น 4.2 ล้านตันต่อวัน

 

เผยตัวเลขชาวกรุงเทพมหานครผลิตขยะ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย 4.2 ล้านตันต่อวัน หลังฝนตกหนักพบขยะติดตามท่อระบายน้ำ จนเกิดปัญหาท่วมขัง

วันนี้(16 ต.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีปัญหาน้ำท่วมขังหลายจุด จากฝนที่ตกหนักเกินกว่า 203 มิลลิเมตร ซึ่งนอกจากน้ำท่วมจะทำให้รถติดอีกปัญหาที่ปรากฎคือ ขยะ

ถ้าดูภาพจากหลายๆที่ ที่พยายามจะระบายน้ำ ก็พบว่า ขยะไปอุดตันตามท่อระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ
ก่อนหน้านี้ไทยพีบีเอส เคยเผยแพร่ภาพโซฟา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ตกค้างอยู่บริเวณประตูระบายน้ำ และทำให้ระบายน้ำได้ช้า

แต่นี่ใช่ปัญหาการจัดเก็บเพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะถ้าดูในปริมาณการผลิตขยะต่อวัน กรุงเทพ มหานครมีขยะถูกทิ้งต่อวันถึง 4.2 ล้านตัน ติด 1 ใน 5 จังหวัดที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด ปีที่แล้วทั่วประเทศมีขยะ กว่า 27 ล้านตัน เป็นขยะอินทรีย์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารและการกินเหลือทิ้งมากที่สุด นั่นหมายถึง เรายังพอมีวิธีลดจำนวนขยะได้

ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ปี 2559 เป็นขยะมูลฝอยชุมชน 27.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558  จำนวน 190,000 ตัน โดยพบว่าเป็นขยะมูลฝอยในกรุงเทพมหานคร 4.2 ล้านตัน และ76 จังหวัด อีก 22.84 ล้านตัน

โดยกรุงเทพมหานครเป็น 1 ใน 5 จังหวัด ที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี นครราชสีมาสมุทรปราการ ขอนแก่น ปัจจุบันคนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็น 74,130 ตันต่อวัน

ในจำนวนนี้ เป็นขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 22 ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เกินครึ่งของขยะมูลฝอย เป็นขยะอินทรีย์ร้อยละ 64 ในจำนวนนี้ เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารร้อยละ 53 และยังมีขยะอาหารที่เหลืออีก ร้อยละ 46.7 ซึ่งยังไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาการกำจัดขยะ มักไม่ถูกต้องการนำกลับมาใช้ใหม่จึงต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้มีขยะสะสมมากถึง 30.49 ล้านตัน แต่จัดการได้เพียง 20.53 ล้านตัน

จนนำมาสู่การจัดทำแผนแม่บทการบริการจัดการขยะ ระยะ 5 ปี กำหนดกรอบ แนวทางการดำเนินการอย่างชัดเจน ควบคู่กับการสร้างวินัยให้คนในชาติ เพื่อให้มีส่วนร่วมจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้หลัก 3 R ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ 

ครม.ยุบบอร์ดองค์การอิสระพิจารณาโครงการสวล.กระทบรุนแรง

ครม.มีมติยุบบอร์ดองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ด้าน ปลัดทส.ยืนยันไม่ปลดล็อก 11 โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน ชี้อิงตามรัฐธรรมนูญใหม่

วันนี้ (10 ต.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือทส. นำเสนอดังนี้ เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และกำหนดค่าชดเชยให้แก่บุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานคณะกรรมการองค์การอิสระ จำนวน 2,369,800 บาท โดยใช้งบประมาณจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดทส.

ด้านนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. กล่าวว่า การยุบองค์การอิสระฯ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีองค์การอิสระมาอยู่ในกระบวน การพิจารณาโครงการหรือกิจการที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เหมือนกับที่เคยกำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ในมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จะยังคงกำหนดให้มีโครงการ หรือกิจกรรมที่เข้าข่ายโครงการรุนแรงอย่างน้อย 12 โครงการที่เคยกำหนดไว้ท้ายกฎกระทรวง ยังต้องมีขั้นตอนการพิจารณาทางด้านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ เช่นเดิม 

“โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จะไม่ได้ถูกพิจารณาแบบรายโครงการ แต่จะนำประเด็นโครงการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ตามที่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้วิเคราะห์ในภาพรวมมาใช้ด้วย รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเช่นเดิม ดังนั้นจึงมั่นใจว่าถึงจะไม่มีองค์การอิสระอยู่ในกระบวนการพิจารณารายงานอีเอชไอเอ แต่ความเข้มข้นในการผ่านโครงการสิ่งแวดล้อม จะรอบคอบและเข้มข้นกว่าเดิม”

เมื่อถามว่าจะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มเครือข่ายประชาชน และนักอนุรักษ์หรือไม่ นายวิจารย์ บอกว่า พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากทุกกลุ่ม แต่ยังเชื่อมั่นว่าการยุบองค์การอิสระ จะไม่กระทบหรือจะทำให้โครงการที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมถูกปลดล็อกอย่างแน่นอน แต่ยังจะทำให้โครงการต่างๆมีการตรวจสอบและผ่านได้ยากขึ้นกว่าเดิม จากความเข้มข้นในมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญใหม่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิงแวดล้อมฯเกิดขึ้นในสมัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากในช่วงปี 2550 มีปัญหาการขยายโครงการปิโตรเคมี ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง จนเกิดการต่อต้านจากเครือข่ายชาวบ้าน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ถูกศึกษาว่ามีมลพิษเต็มศักยภาพ การรองรับแล้ว อย่างไรก็ตาม แต่ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดนี้ ถูกมองว่าไม่มีผลงานและยังมีปัญหาในองค์กร รวมทั้งยังไม่มีโครงการที่เข้าข่ายรุนแรง ส่งมาพิจารณาด้วย

เปิด 11 โครงการกระทบรุนแรงสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ

สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประกอบด้วย

1.การถมทะเลหรือทะเลสาบตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป 2.โครงการเหมืองแร่ต่าง ๆ3. นิคมอุตสาหกรรมหรือโครงการที่มีลักษณะเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม 4.โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง 5.โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็กและอลูมิเนียม) 6.การผลิตหรือกำจัดหรือปรับแต่งสารกัมมันตภาพรังสี 7.โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตราย 8.การก่อสร้าง ขยาย หรือเพิ่มทางวิ่งเครื่องบินความยาว 3,000 เมตรขึ้นไป 9.ท่าเทียบเรือที่มีความยาวหน้าท่า 300 เมตรขึ้นไป 10.เขื่อนหรืออ่างกักเก็บน้ำตั้งแต่ 100 ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป และ 11.โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 100 เมกกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 150 เมกกะวัตต์ขึ้นไป หรือโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 3,000 เมกกะวัตต์ขึ้นไป 

คพ.ประเมินมลพิษจากบ่อขยะ-น้ำเสีย 7 พื้นที่อีสานน้ำท่วมพัง


กรมควบคุมมลพิษ สำรวจ 20 จังหวัดน้ำท่วมจากพายุเซินกา มีบ่อฝังกลบขยะขนาดใหญ่ และบ่อบำบัดน้ำเสียรวมทั้ง หมด 7 แห่งเสียหายจากน้ำท่วม เตรียมเข้าฟื้นฟู และประเมินการรั่วไหลของมลพิษ จากสถานที่กำจัดขยะ นำร่องจ.สกลนคร นครพนม นครราชสีมา

วันนี้ (3 ส.ค.2560) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. บอกว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ.สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และอีกหลายจังหวัดจากอิทพธิพลของพายุเซินกา ทางคพ. ร่วมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ติดตามข้อมูลสถานที่กำจัดขยะและระบบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ 20 จังหวัด ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม พบว่ามีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย ได้รับผลกระทบ 4 แห่งจาก 45 แห่ง


โดยสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลนครสกลนคร จ.สกลนคร ขนาดพื้นที่ 163 ไร่ ปริมาณขยะ 70 ตันต่อวัน สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลต.พังโคน จ.สกลนคร ขนาดพื้นที่ 163 ไร่ ปริมาณขยะ 70 ตันต่อวัน สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลเมืองนครพนม จ.นครพนม ขนาดพื้นที่ 77 ไร่ ปริมาณขยะ 47 ตันต่อวัน และสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลเมืองบ้านดุง จ.อุดรธานี ขนาดพื้นที่ 16 ไร่ ปริมาณขยะ 22 ตันต่อวัน เบื้องต้นมีการจัดเตรียมแผนทำความสะอาดในช่วงน้ำลด การประมินความเสียหายของสถานที่กำจัดขยะ


นายจตุพร บอกว่า ส่วนระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้รับผลกระทบมี 3 แห่ง ได้แก่ ระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครสกลนคร ระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาล ต.ท่าแร่ จ.สกลนคร และระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นระบบแบบบ่อผึ่ง ไม่มีเครื่องจักรและอุปกรณ์มาก จึงทำให้เกิดความเสียหายไม่มาก จะมีเฉพาะในส่วนของสถานีสูบน้ำเสีย ซึ่งจะมีระบบไฟฟ้าที่จะได้รับความเสียหาย จึงต้องสำรวจและประเมินความเสียหายเบื้องต้น


เมื่อน้ำลดลงต้องสำรวจความเสียหาย เร่งการระบายน้ำท่วมขังจากชุมชน ประมาณการในการซ่อมแซมระบบไฟฟ้า อาคาร คันบ่อ และขุดลอกท่อรวบรวมน้ำเสีย รวมถึงจัดทำรายละเอียดเสนอของบประมาณ ซึ่งอาจเป็นงบกลางฉุกเฉิน เพื่อเร่งซ่อมแซมระบบบำบัดน้ำเสียให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว 

คพ.ประสานท้องถิ่นรับมือขยะ-น้ำเสียจากอุทกภัย



กรมควบคุมมลพิษ ประสานท้องถิ่นเตรียมรับมือป้องกัน และจัดการขยะมูลฝอยจากเหตุอุทกภัย พร้อมจัดส่งคู่มือแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัยให้กับทุกจังหวัด


วันนี้ (28 ก.ค.2560) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ขณะนี้หลายจังหวัดประสบอุทกภัยทำให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนชุมชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปริมาณขยะและของเสียของทรัพย์สินที่เสียหายเกิดขึ้น ทาง คพ.ประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทุกจังหวัด เพื่อนำแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัย  เตรียมความพร้อมรับเหตุอุทกภัยทั้งในระยะก่อนเกิดเหตุ เช่น การติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา การจัดเตรียมแผนรองรับหากเกิดเหตุอุทกภัย และการปรับปรุงสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเพื่อรองรับเหตุอุทกภัยเป็นต้น และในระหว่างเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ


โดยหน่วยงานท้องถิ่นต้องนำแนวทางที่ได้ไปพัฒนาเป็นคู่มือการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัยที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองต่อไป ทั้งนี้ ปัญหามลพิษจากขยะมูลฝอยที่เกิดจากการเผาหรือเกิดน้ำท่วม หากมลพิษระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน


ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนทั้งประเทศแล้วเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.- ก.ย.นี้ ภาพรวมพบว่า ปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากหย่อมความกดอากาศต่ำ กำลังแรงจากทางภาคเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเกิดน้ำท่วมขังและป่าไหลหลาก


โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีบทเรียนการจัดการขยะหลังน้ำท่วมจากอุทักภัยใหญ่ ปี 2554 และกรณีน้ำท่วมภาคใต้ปี 2560 ที่พบปริมาณขยะตกค้างปริมาณมาก

คพ.เก็บตัวอย่างน้ำทะเลสีดำหาดพัทยาตรวจสอบ




กรมควบคุมมลพิษ เก็บตัวอย่างน้ำเสียทะลัก "หาดพัทยา" ตรวจสอบหาสารแขวนลอยปนเปื้อน หลังพบถูกปล่อยจากโครงการบำบัดน้ำเสีย สาเหตุฝนตกหนัก

วานนี้ (16 ก.ค.2560) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) บอกว่า หลังจากช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานสภาพชายหาดและหน้าอ่าวบริเวณพัทยาใต้ จ.ชลบุรีมีสภาพสีดำสกปรกจากเศษขยะสิ่งปฏิกูลและน้ำเน่าเสียน้ำมีลักษณะเป็นตะกอนขุ่นดำแพร่กระจายเป็นวงกว้างกว่า 1 ตารางกิโลเมตรระยะทาง 300 เมตร จึงส่งเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับสำนักการช่างสุขาภิบาล ลงพื้นที่หาดพัทยาใต้ สำรวจพื้นที่เกิดปัญหาน้ำเสียลงทะเล พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำทะเล

โดยจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำ 3 จุด บ ริเวณ พัทยากลาง สถานีสูบน้ำเสียพัทยา สถานที่มีปัญกา และท่าเรือพัทยาใต้จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้น ค่าพีเอช ค่าความเค็มและค่าออกซิเจนละลายในน้ำ หรือ ดีโอ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำทะเลที่กำหนด

ส่วนพารามิเตอร์สารอาหารและสารแขวน ลอย อยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ในห้องปฏิ บัติการ จะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์ นอก จากนี้ยังได้ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียภาย ในโรงบำบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำเสียและวางแผนการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายระบบบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยาต่อไปทั้งนี้สภาพน้ำสีดำคาด ว่าภายใน 3-4 วันก็น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

สาเหตุที่เกิดน้ำเสีย และเศษขยะปนเปื้อนลงชายหาดพัทยา เนื่องจากเกิดฝนตกหนักช่วงเมื่อวันที่ 11–12 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำท่วมขังในเขตเมืองพัทยา เทศ บาลเมืองพัทยาจึงดำเนินการสูบน้ำจากบ่อพักน้ำเสียบริเวณพัทยาใต้ (วอล์คกิ้งสตรีท) เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองพัทยา ซึ่งน้ำที่สูบออกมีน้ำเสีย เศษขยะ และเศษใบไม้รวมปะปนไปกับน้ำฝนด้วย จึงทำให้ขยะและสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนบริเวณชายหาดและส่งกลิ่นเหม็น

สำหรับเมืองพัทยาถูกประกาศเป็นเขตควบ คุมมลพิษ ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 2535 เนื่อง จากเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงมีปริมาณน้ำเสีย 116,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และมีระบบบำบัดน้ำเสีย 2 แห่ง ได้แก่ ระบบบำบัดน้ำเสียที่ซอยวัดบุณย์กัญจนาราม รองรับน้ำเสีย 43,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ปัจจุบันน้ำเสียเข้าระบบ 20,000 ลูก บาศก์เมตรต่อวัน

ส่วนระบบบำบัดน้ำเสียที่ซอยวัดหนองใหญ่ รองรับน้ำเสียได้ประมาณ 65,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ขณะนี้มีน้ำเสียเข้าระบบ 80,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเกินขีดความสามารถการบำบัดของระบบบำบัดฯ และมีเครื่องจักรชำรุด ซึ่งเมืองพัทยาอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซม โดยประสานดำเนินการร่วมกับองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) 

กรมควบคุมมลพิษ ตั้งเป้า 1 ปีเลิกใช้ "Cap Seal" คาดกำจัดขยะเพิ่ม 520 ตัน




กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับผู้ประกอบการ เร่งกำจัดพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) ทุกประเภทให้หมดจากประเทศภายใน 1 ปี คาด ช่วยลดขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงทะเลและบนบกได้ถึงปีละ 520 ตัน พร้อม ขยายจุดทิ้งขยะของเสียอันตรายในกรุงเทพมหานครเพิ่ม

วันนี้(11 มิ.ย.2560) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. กล่าวว่า ขณะนี้ คพ.เดินหน้ากำจัดขยะจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) ในประเทศ โดยได้พูดคุยกับผู้ผลิตน้ำดื่มหลายบริษัท ส่วนใหญ่เลิกผลิตพลาสติกหุ้มฝาขวดพลาสติกแล้ว คาดว่า ภายใน 1 ปีประเทศไทยจะปราศจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มทุกประเภทแน่นอน จะนำร่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ห้องประชุมประจำกระทรวง หรือหน่วยงานต่างๆ

เนื่องจากพลาสติกหุ้มฝาขวด ไม่เกี่ยวข้องกับความสะอาดของน้ำดื่มที่ควบคุมคุณภาพน้ำโดยองค์การอาหารและยา(อย.) แต่เน้นฝาปิดขวดที่แน่นสนิท ทั้งนี้ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก  เพราะเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก และไม่มีประโยชน์ หากทำสำเร็จจะช่วยลดปริมาณขยะประเภทนี้ลงได้ปีละ 520 ตัน จากปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มปีละ 7,000 ล้านขวด ใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มมากถึงปีละ 2,600 ล้านชิ้น ความยาว 260,000 กิโลเมตร หรือ คิดเป็นความยาวรอบโลก 6.5 รอบ

ทั้งนี้ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการทิ้งกระจัดกระจายลงในสิ่งแวดล้อม ทั้งบนบกและทะเล แต่ยากต่อการจัดเก็บไม่คุ้มทุนในการนำมารีไซเคิล ส่งผลให้เกิดปัญหาการอุดตันตามท่อระบายน้ำ และมีบางส่วนลงสู่ท้องทะเลจนสัตว์ทะเลกินเข้าไปแล้วตายเป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  บอกว่า คพ. และกรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาขยะของเสียอันตรายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วย
การขยายจุดกำจัดขยะของเสียอันตราย ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีที่ทิ้งขยะของเสียอันตรายเพียงพอ จากนั้นจะเก็บและกำจัดอย่างถูกวิธี ในเบื้องต้นได้หารือร่วมกับสถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า สถาบันการศึกษา และสถานีบริการน้ำมัน แล้ว โดยเฉพาะการเพิ่มจุดทิ้งขยะอันตราย เพื่อให้ประชาชนแยกทิ้งจากขยะทั่วไป 

ไทยไม่แคร์ "ทรัมพ์"ถอนตัวข้อตกลงโลกร้อนปารีส

 
องค์การก๊าซเรือนกระจก ชี้" ทรัมพ์"เสียโอกาสผู้นำโลกด้านสิ่งแวดล้อม ระบุผู้นำโลกมหา อำนาจ ไม่แคร์ยังเดินหน้าต่อลดก๊าซโลกร้อนไม่ให้โลกร้อนเพิ่ม 2 องศาฯ ระบุยังเดินตามแผนลดก๊าซร้อยละ 20 - 25 ภายในปี 2573

กรณีนายโดนัลด์ ทรัมพ์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส หรือข้อตกลงลดภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกกังวลต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ถือเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ปลดปล่อยก๊าซมากที่สุด

วันนี้ (3 มิ.ย.2560) นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การประ กาศ ถอนตัวของสหรัฐฯออกจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หรือข้อตกลงปารีส เมื่อเดือนธันวาคม 2559 ไม่กระทบต่อประเทศไทยโดยตรง แต่ภาพรวมจะกระทบต่อเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของโลก เพราะทุกประ เทศจะต้องช่วยเฉลี่ยตัวเลขก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากมีเป้าหมายต้องไม่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส

นางประเสริฐสุข บอกว่า การประกาศของทรัมพ์จะทำให้สหรัฐฯ หมดความเป็นผู้นำและเสียโอกาสในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ผู้นำของจีน รวมทั้งนายเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และยุโรปก็ออกมาตอบโต้ทันที กับท่าทีเพิกเฉยต่อความรับผิดชอบของทรัมพ์ ผู้นำสหรัฐฯ ทั้งนี้ประเมินว่าการประชุมโลกร้อน หรือ COP-23 ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ย.นี้ที่กรุงบอนด์ ประเทศเยอรมันนี และมีประเทศฟิจิเป็นเจ้าภาพชาติสมาชิกกว่า 190 ชาติจะต้องมาพูดคุยเพื่อทบทวนตัวเลขต่างๆ กันอย่างดุเดือด

ส่วนของไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงสัตยาบันข้อตกลงปารีสแล้ว และมีการประกาศในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 ณ กรุงปารีส โดยไทยมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20- 25 ภายในปี 2573 และจะยังเดินตามกรอบงานที่วางไว้โดยปัจจุบันไทยลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้าหมายอยู่ที่ 30 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์จากเป้าหมายที่กำหนดไว้24ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และในอีก 13 ปีจะลดให้ได้ 111 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์




พบคราบน้ำมันชายหาด "เกาะพะงัน” ระยะทาง 500 เมตร




พบคราบน้ำมันเปรอะชายหาด และป่าโกงกางพื้นที่อ่าวหินกอง เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ระยะทางกว่า 500 เมตร เบื้องต้นคาดว่าอาจมาจากเรือประมงต่างถิ่น เทศบาล เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ และประสานหน่วยงานมาช่วยจัดการ

วานนี้ (24 พ.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณอ่าวหินกองหมู่ 6 บ้านหินกอง ต.เกาะ พะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พบคราบน้ำมันสีดำ ลอยมาติดตามแนวชายหาดตลอดแนวเป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร

โดยพื้นที่แนวชายหาดดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ป่าโกงกางแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ภายในพื้น ที่ป่าโกงกาง ยังพบคราบน้ำมันติดกระจายไปทั่วบริเวณ รวมถึงแนวชายหาดซึ่งเป็นจุดพักผ่อนชมพระอาทิตย์ตกของนักท่องเที่ยว

จากการสำรวจพบว่า น้ำทะเลบริเวณแนวชายหาด มีคราบฟิล์มน้ำมันลอยอยู่ตลอดแนว ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณพื้นที่ชายหาดแห่งนี้ ซึ่วนอกจากจะเป็นจุดพักผ่อนแล้วยังเป็นแหล่งอาศัยของหอยกลม ซึ่งเป็นหอยที่ชาวบ้านเกาะพะงันนิยมมาเก็บไปบริโภคเป็นอาหาร





นายพิทยา อินทร์คง นายกเทศมนตรีตำบลเพชรพะงัน
กล่าวว่า ยังไม่รู้แหล่งที่มาของคราบน้ำมัน แต่สันนิษฐานอาจจะเป็นน้ำมัน ที่ลักลอบปล่อยจากเรือประมงต่างถิ่น ที่เข้ามาทำประมงในพื้นที่ใกล้เคียง และถูกกระแสคลื่นพัดเข้ามาแนวชายหาด ซึ่งทางเทศบาลฯ จะเร่งสำรวจความเสียหาย และประชุมหาแนวทางดำเนินการ โดยจะประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเนื่องจากเทศบาลฯขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนี้ 

เร่งเก็บแพขยะลอยน้ำ บริเวณเกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์



กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งเก็บขยะลอยใกล้แนวปะการังเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย ได้แค่ 200 กิโลกรัมพบบางส่วนคลื่นซัดขึ้นเกาะ ประสานรีสอร์ต ชุมชนช่วยเก็บ

วันนี้(10เม.ย.2560) น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือทช.บอกว่า จากตรวจสอบแพขยะลอยน้ำอยู่บริเวณใกล้เกาะทะลุ อ.บาง สะพานน้อย จ. ประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าทิศ ทางแพขยะมาจากแนวชายฝั่งในพื้นที่อ.บาง สะพานน้อย เนื่องจากสัปดาห์ก่อนมีฝนตกต่อเนื่องทำให้เกิดการไหล และพัดพาขยะลงสู่ทะเล และเมื่อกระแสน้ำจากชายฝั่งลงไปปะทะกับแนวน้ำนิ่งในทะเล ขยะจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นแพขยะ

โดยทช.ได้มอบหมายให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 3 (สบทช.3) จัดส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเรือสปีดโบ๊ทเข้าพื้นที่ วันที่ 9-10 เม.ย.นี้และเก็บขยะในทะเลได้แล้ว ประมาณ 200 กิโลกรัม และมีขยะส่วนหนึ่งได้ถูกคลื่นซัดขึ้นไปอยู่บนเกาะ และอีกส่วนหนึ่งยังคงลอยกระจัดกระ จายอยู่บริเวณรอบเกาะทะลุ ซึ่ง สบทช.3 ได้ประสานกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเรือประมง ร่วมกัการเก็บขยะทะเลส่วนที่เหลือที่ลอยอยู่ในบริเวณรอบเกาะทะลุ เพื่อป้องกันการจมลงสู่แนวปะการังแล้ว

อธิบดีทช.บอกว่า ส่วนของขยะที่ถูกคลื่นซัดขึ้นสู่เกาะ จะได้ประสานกับผู้ประกอบการเจ้าของรีสอร์ทบนเกาะ และองค์การบริหารส่วนตำบลทรายทองในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ วางแผนในการจัดเก็บบริเวณพื้นที่ชายหาด รวมทั้งจะได้ประสานกับหน่วยงานเทศบาล เพื่อนำขยะที่เก็บได้ไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป

ทั้งนี้ทช.มีเป้าหมายสำรวจปัญหา ชนิด ปริ มาณขยะทะเล เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และเตรียมลดปริมาณขยะทะเลโดยเฉพาะขยะพลาสติก เช่น การขายถุงพลาส ติกในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งและเกาะ การจัดทำพื้นที่ต้นแบบในการห้ามใช้ขยะพลาสติกโดยให้ใช้วัสดุอื่นทดแทน มีเป้าหมายระยะยาวในการลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ 0.06–0.16 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 1.5 ชิ้นต่อคนต่อวัน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากอันดับที่ 6 ของโลก จากการจัดอันดับประเทศที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด


 



by ThaiWebExpert