สำนักข่าวอิศรา

ท้องถิ่นถอดบทเรียน โครงการเทศบาลเมืองคาร์บอนต่ำ พบยังขาดงบหนุนองค์ความรู้

ท้องถิ่นถอดบทเรียน โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ พบอุปสรรคความไม่ชัดเจนของนิยาม ขาดการเชื่อมโยงในระดับชาติ ไม่มีงบประมาณ ด้านนักวิชาการเผยสถานการณ์กองทุนโลกยังยากที่เข้าถึงต้องเน้นประสานเข้ายุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อวันที่ 18 ..60 ในเวทีเสวนาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ : ปฏิบัติการ รุก รับ ปรับตัว บนโลกที่เปราะบาง ที่อาคารเฉลิมบรมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมและ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

ดร.อำไพ หรคุณารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงกลไกด้านการเงินกับการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า วันนี้สภาวะโลกที่ร้อนในแต่ละองศาที่เพิ่มขึ้นสร้างความเดือดร้อนให้เรามากขึ้น จากสถานการณ์ทั่วโลกประมาณการณ์ใช้เงินเอาไว้ต่อการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจนถึงปี 2593 ว่าจะต้องใช้เงินมากถึง 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐซึ่งในข้อตกลงปารีสถือว่าเป็นข้อตกลงระดับโลกในการให้ความสนใจในทุกมิติ กลไกการเงินเพื่อที่จะสนับสนุนการรองรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเป็นการปรับตัว ขณะนี้แม้จะมีการพยายามระดมทุน แต่ยังไม่เพียงพอ

"ภายใต้ข้อตกลงปารีสกำหนดว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องระดมทุนกันให้ได้ ถึง 3.4  ล้านล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินมากนี้ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดสถานการณ์ได้ โดยคาดว่าในประเด็นเรื่องการปรับตัวจะมีที่อาชีพที่เสี่ยงเผชิญหน้าความรุนแรงมากที่สุดคือ เกษตร ป่าไม้ ประมง แหล่งน้ำเพื่อการบริโภค ปัจจุบันไทยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิบประเทศแรกที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน   แหล่งทุนส่วนใหญ่เงินที่ระดมมา  ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้เรื่องการลดก๊าซ แต่กองทุนใช้ในเรื่องปรับตัวยังน้อย"

ดร.อำไพ กล่าวอีกว่า วันนี้สำหรับแหล่งทุนที่ท้องถิ่น หรือภาคส่วนอื่นๆ ของไทยสามารถเข้าถึงได้ แม้จะยังมีขั้นตอนที่ยากคือ กองทุนภูมิอากาศสีเขียว หรือ Green Climate Fund  ซึ่งเป็นเป็นกองทุนเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในความดูแลของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่ยากจนโลก ปัจจุบันปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ทำหน้าที่ในฐานะผู้มีอำนาจสำหรับการขอทุนจากโครงการในไทย 

“ การเข้าถึงเงินกองทุนนี้ยังยาก เพราะหลักเกณฑ์เน้นประเทศที่ยากจนจริง ดังนั้นสำหรับการเดินหน้าเรื่องการลดสภาวะโลกร้อน ไม่ว่าใครก็ตามจะเป็นองค์กรท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องเน้นกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงนโยบาย

ด้าน..ธารี กาเมือง  ตัวแทนจากกลุ่มสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความตื่นตัวและการดำเนินงานในระดับพื้นที่ โดยถอดบทเรียนจากโครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการที่สนองต่อแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศ .. 2555- 2593 โดยพบว่าที่ ผ่านมาแม้ว่านโยบายชาติจะมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แต่ยังไม่มีนิยาม กรอบแนวคิด แนวทางปฏิบัติ มาตรฐานและเกณฑ์ตัวชี้วัดที่ชัดเจนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยเสนอว่า ควรประกาศเป็นวาระของชาติ  องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะยังขาดความรู้ ความเข้าใจ เห็นเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีนโยบายจากหน่วยงานโดยตรงร วมถึงไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน

..ธารี กล่าวถึงบทเรียนการทำงานด้วยว่า ที่ผ่านมายังขาดความเชื่อมโยงการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในระดับชาติลงสู่ระดับท้องถิ่นอย่างจริงจังและมากพอ การถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นเชิงวิชาการด้านนี้ลงสู่ท้องถิ่น ทั้งยังขาดการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง ใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ โดยเสนอมีการพัฒนาสื่อที่สามารถสื่อสารให้คนท้องถิ่นเข้าใจได้ง่าย นำภารกิจที่ท้องถิ่นต้องปฏบัติอยู่เเล้วมาบูรณาการกับแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยลดคาร์บอน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตลอดเวทีการพูดคุยนั้น เป็นการถอดบทเรียนและทบทวนการดำเนินงานด้านการรุกรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากระดับพื้นที่ไปสู่การจัดทำแผนการปรับตัวต่อของประเทศ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและกระบวนาการประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดทำแผนและนโยบายระดับประเทศและเสริสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มที่เผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  

เปิดหนังสือ รง.ราชบุรีเอทานอล ทำน้ำกากส่ารั่วลงแม่กลอง


บริษัทราชบุรี เอทานอล จำกัด  ทำหนังสือถึงประธานกรรมการลุ่มน้ำแม่กลอง ทำกากส่า รั่วไหลลงลำน้ำแม่กลอง ยันมิได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และมีความสำนึกรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งต้องขออภัยทางชุมชนในเหตุการณ์ดังกล่าว



เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายภราดร จินดาวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทราชบุรี เอทานอล จำกัด เลขที่ 9 หมู่ 6  ตำบล เบิกไพร อำเภอ บ้านโป่ง จังหวัด ราชบุรี ได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการลุ่มน้ำแม่กลอง (ผ่านสำนักงานเลขานุการ) ชี้แจงกรณีน้ำกากส่าสุดท้ายที่ผ่านการบำบัดแล้วของโรงงานราชบุรีเอทานอลรั่วไหลลงลำน้ำ


เนื้อหาระบุ เนื่องจากในวันที่ 30 กันยายน 2559 เวลา 8.50 น.ได้มีน้ำกากส่าสุดท้ายที่ผ่านการบำบัดแล้วของโรงงานราชบุรีเอทานอล รั่วผ่านทางรางระบายน้ำฝนลงแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งทางโรงงานได้ดำเนินการแก้ไขเร่งด่วนด้วยการใช้ดินบดอัดอุดการรั่วซึมของบ่อกักเก็บ และใช้กระสอบทรายปิดกั้นท่อระบายน้ำฝน พร้อมทั้งเร่งสูบน้ำที่ค้างท่อใส่รถกลับไปที่บ่อกักเก็บ


สำหรับมาตรการในเชิงป้องกันเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ ทางโรงงานฯได้เร่งดำเนินการให้มีการปรับปรุงประตูระบายน้ำเปิด-ปิดได้แบบถาวร ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2559โดยระหว่างการปรับปรุงก่อสร้างได้จัดเจ้าหน้าที่คอยระวังป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำไหลออกนอกพื้นที่


ทางโรงงานฯขอเรียนชี้แจงว่า มิได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และมีความสำนึกรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งต้องขออภัยทางชุมชนในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยจะดำเนินการแก้ไขต่างๆ จะทำอย่างเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมง และจะเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบประจำวันให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีกต่อไป


ขณะที่สำนักประมง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ท้ายแม่น้ำแม่กลอง รายงานผลกรณีเหตุการณ์ปลากระเบนราหูตายในแม่น้ำแม่กลองระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 10 ตุลาคม รวมทั้งสิ้น 45 ตัว โดยพบปลากระเบนราหูตายมากที่สุดช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม

นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอิศราถึงกรณีที่มีโรงงานปล่อยกากน้ำตาลลงสู่คลองจะเป็นสาเหตุให้ปลากระเบนราหูตายได้หรือไม่นั้น ว่าจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็มีความเป็นไปได้หากกากน้ำตาลถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำจำนวนมาก ความเข้มข้นของสารมาก ก็จะทำให้ออกซิเจนในน้ำต่ำ จนกระเบนที่อยู่ในน้ำนั้นขาดออกซิเจนจนตาย


ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวต่อว่า แต่จากการที่ติดตามข้อมูลกระเบนราหูเป็นสัตว์น้ำลึก คิดว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากกากน้ำตาล โดยส่วนตัวคิดว่าการที่กระเบนราหูตายน่าจะเป็นเพราะสารพิษที่บางโรงงานแอบปล่อยลงแหล่งน้ำ และน่าจะต้องเป็นสารพิษที่มีความเข้มข้นจึงสามารถทำให้สัตว์ที่อยู่น้ำลึกได้รับผลกระทบได้ และหากดูจากข่าวจะพบว่าไตกับเหงือกของกระเบนถูกทำลายตรงนี้ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากสารพิษ เป็นสารพิษประเภทมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง เช่น คลอรีน หรือไฮโดรคลอริก


"ยังไม่สามารถตัดปัญหากากน้ำตาลทิ้งได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปเอาตัวอย่างมาตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยควรตรวจทุกโรงงานในระแวกนั้นว่าที่ไหนมีการปล่อยสารพิษอะไรบ้าง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถตรวจสอบได้ หากตั้งใจที่จะตรวจสอบอย่างแข็งขัน เชื่อว่าจะสามารถหาผู้ที่กระทำผิดและเป็นต้นเหตุการตายของกระเบนครั้งนี้ได้"

อนุกก.ไตรภาคีภาคปชช.โรงไฟฟ้ากระบี่ ร้องบิ๊กตู่ หลังพบ กฟผ.แอบล่าชื่อสนับสนุน


อนุกรรมการไตรภาคี ศึกษาโรงไฟฟ้ากระบี่ ยื่นหนังสือ ร้องบิ๊กตู่ ชี้แจงปมขัดแย้งภายในคณะทำงาน หลังพบ กฟผ.แอบล่ารายชื่อสนับสนุน โดยไม่ผ่านขั้นตอนรับฟังความเห็น



เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 ที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กรรมการไตรภาคีและอนุกรรมการภาคประชาชน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ นำโดย นายประสาท มีแต้ม ผศ.ดร.เรณู เวชรัตน์พิมล ดร.เดชรัต สุขกำเนิด และตัวแทนภาคประชาชนกระบี่ เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ขอชี้แจงการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคีกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่” จากกรณีที่ปรากฎข้อขัดแย้งระหว่างกรรมการฝ่ายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและฝ่ายภาคประชาชน


โดยรายละเอียดหนังสือกล่าวถึงความขัดแย้งและปมปัญหา จากการทำงานมาระยะหนึ่ง ซึ่งพบว่าในขณะนี้ คณะอนุกรรมการชุดที่ 1 ว่าด้วยการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และสุขภาพ EHIA ได้ประกาศลาออกเนื่อจากการพิจารณารายงานไม่ได้นำไปสู่ความถูกต้องตามหลักการประเมินและหลักกฎหมาย แต่มีความเบี่ยงเบนของกรรมการฝ่านการไฟฟ้าฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่จะทำให้การทำงานของกรรมการเป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายตน


ส่วนคณะอนุกรรมการชุดที่ 3 ว่าด้วยการรับฟังความเห็นได้ดำเนินการรับฟังความเห็นของประชาชนตามที่บทบาทหน้าที่ โดยประธานอนุชุด 3 ชี้แจงว่ากระบวนการรับฟังความเห็นไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุนี้กรรมการภาคประชาชนจึงเกิดข้อสงสัยและความไม่วางใจต่อบทบาทของอนุกรรมการชุดที่ 3 ว่าการแต่งตั้งอนุกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นมานั้นเป็นเพียงเครืองมือเพื่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ และคณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ซึ่งมีบทบาทในการพืจารณาข้อเรียกร้องว่าด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 3 ปี ซึ่งในขณะนี้ได้พิจารณาตัวเชขพลังงานหมุนเวียนตรงกันในคณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพเกินพอสำหรับการพึ่งตนเองด้วยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรัฐบาลควรตัดสินใจโดยเร็วเพื่อให้เกิดการดำเนินการพิสูจน์การทำพลังงานหมุนเวียนของจังหวัดกระบี่ โดยไม่มีการพิจารณาการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใน 3 ปี หลังการเริ่มต้นดำเนินการตามข้อตกลงเดิม


ประกอบกับในขณะนี้พบว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้ดำเนินการในลักษณะต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดแรงจูงใจหรือชักจูงให้คนหันมาสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เช่น การบริจาค สงเคราะห์ในลัษณะต่างๆ การล่ารายชื่อโดนไม่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน การนัดหมายบุคคลสำคัญเพื่อโน้มน้าวหรือข่มขู่ให้ยอมรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน  การดำเนินการที่ไม่เคารพต่อการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคีที่ต้องการหาข้อสรุปบนฐานข้อมูลที่ยอมรับร่วมกัน อีกทั้งการดำเนินการลักษณะนี้ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่อย่างมาก


อนึ่งการดำเนินการของประธานคณะกรรมการไตรภาคีในหลายประการไม่ได้หารือให้เป็นข้อตกลงร่วมกันของกรรมการทั้งหมดก่อนการดำเนินการ เช่น การลงพื้นที่พูดคุยกับบุคคลเป็นการเฉพาะ หรือการรายงานข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีโดยกรรมการไม่สามารถรับรู้ว่าประธานเนื้อหาอะไรในลักษณะใดต่อนายกรัฐมนตรี


ทั้งนี้เพราะการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดควรผ่านมติคณะกรรมการไตรภาคีเสียก่อน จึงจะเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสม สร้างความเชื่อถือให้กับคณะกรรมการทั้งหมดและสามารถมั่นใจได้ว่าการทำงานของประธานคณะกรรมการไตรภาคีเป็นการดำเนินงานที่นำไปสู่ทางออกจริงตามข้อเรียกร้องของประชาชนชาวกระบี่


คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการภาคประชาชนจึงขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีโปรดกำกับให้การดำเนินการของคณะกรรมไตรภาคีเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการดังนี้


1. พิจารณาแนวทางให้จังหวัดกระบี่พิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำพลังงานหมุนเวียนได้ภายใน 3 ปี ตามข้อตกลงเดิมที่ประชาชนชาวกระบี่มีต่อรัฐบาลโดยเร็ว


2. พิจารณาหาแนวทางที่เป็นขั้นตอนปฏิบัติสำหรับรองรับการทำพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงได้ตามคำสั่งเพิ่มเติมของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้การทำพลังงานหมุนเวียนสามารถดำเนินการได้จริงภายใต้การสนับสนุนนโยบายและสายส่งของรัฐซึ่งจะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน


3. หากการทำงานของคณะกรรมการไตรภาคียังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลควรสั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทสไทย (กฟผ.) ยุติการล่ารายชื่อสนับสนุนการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและการกระทำในการสร้างแรงจูงใจสนับสนุนการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งในพื้นที่ 

สจล.เปิดแบบเบื้องต้นโครงการริมฝั่งเจ้าพระยา ทางเดินกว้าง 7-10 ม.

5 เดือน สำรวจ วิจัย ออกแบบ สจล.แถลงเปิด 12 แผนงาน ชมแบบเบื้องต้นโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา ก่อนส่งมอบงานเดือนกันยายนนี้



วันที่ 21 กรกฎาคม โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya for All) โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ปรึกษาและสำรวจออกแบบ แถลงข่าวเปิดเผย 12 แผนงานและแบบเบื้องต้นของการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ระยะนำร่อง 14 กม.จากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า  ณ ตึกอธิการบดี สจล.


รศ.ดร. สกุล ห่อวโนทยาน ผู้จัดการ โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ภูมิทัศน์บนฐานมรดกวัฒนธรรม และเชื่อมต่อด้วยทางเดินริมเจ้าพระยา โดยกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งและให้กับประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมุ่งเน้นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น


สำหรับการดำเนินงานช่วง 4 เดือนเศษ ตั้งแต่มีนาคมถึงปัจจุบัน ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ในด้านการมีส่วนร่วมโครงการได้ลงพื้นที่ 33 ชุมชน โดยได้ร่วมมือกับกรมศิลปากร และมหาวิทยาลัยศิลปากรในการศึกษาแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่สองฟากฝั่งอันเป็นมรดกวัฒนธรรมสำคัญของประเทศ เพื่อทำให้เข้าใจคุณค่าและนำไปสู่การอนุรักษ์ สืบสานมรดกวัฒนธรรม และสอดคล้องกับแนวทางมรดกโลก


"ด้านการออกแบบได้จัดทำร่างแนวคิดผังแม่บท ระยะทาง 57 กม. และระยะนำร่อง 14 กม. ซึ่งในวันนี้จะได้ชี้แจงถึง 12 แผน และแบบเบื้องต้น ทั้งนี้ในปลายเดือนกันยายน 2559 เราจะส่งมอบงานสำรวจวิจัยและออกแบบได้ทั้งหมด เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่บนฐานมรดกวัฒนธรรม โดยสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมและ Eco-Based Design เพิ่มธรรมชาติสีเขียว สำหรับการออกแบบในพื้นที่ชุมชนหลายแห่งจะทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน 2559 โดยประสานกับฝ่ายวิศวกรรม ด้านชลศาสตร์ได้ศึกษาระดับน้ำและผลกระทบตามแบบจำลองต่างๆ รวมทั้งเตรียมการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ในส่วนของทางเดินมีความกว้าง 7-10 เมตร และระดับความสูงของพื้นผิวทางเดินจะอยู่ต่ำกว่าสันเขื่อนเฉลี่ย 1.30 เมตร"


ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี รองผู้จัดการและโฆษก โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า สำหรับผังแม่บทระยะนำร่อง 14 กม. จากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบด้วย 12 แผนย่อย ได้แก่


แผนงานที่ 1 : โครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชน (Community Conservation and Development Areas) การพัฒนาพื้นที่ชุมชนตามกระบวนการการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยฟื้นฟูและอนุรักษ์ วัฒนธรรมและสืบสานวิถีชีวิตของชุมชนที่มีมาในอดีตให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว


แผนงานที่ 2 : งานพัฒนาจุดหมายตาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (River Landmark) เพื่อเป็นสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์กรุงเทพมหานคร, สวนเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 7, พิพิธภัณฑ์มรดกเจ้าพระยา, ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์โรงเรือพระราชพิธี นอกจากนี้ในพื้นที่ที่จะดำเนินการยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และเขตพระราชฐานเป็นพิเศษ


แผนงานที่ 3: การพัฒนาท่าเรือ (Piers) ให้เป็นจุดเชื่อมต่อการสัญจรทางน้ำที่ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย และปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมให้มีความสอดคล้อง เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่


แผนที่ 4: การพัฒนาเส้นทางการเข้าถึงพื้นที่ (River Linkages) ปรับปรุงตรอกซอกซอย ทางเดิน เพื่อเชื่อมต่อและเข้าถึงพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา


แผนที่ 5: การจัดทำทางเดินริมแม่น้ำ (River Walks) 
เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่มรดกวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน (Connectivity) มีทั้งทางเดินเลียบแม่น้ำและทางเดินบนพื้นดิน เช่น ตั้งแต่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าจนถึงคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเป็นพื้นที่รัตนโกสินทร์ชั้นที่ 3 และหลายส่วนของริมฝั่งธนบุรี เช่น จากสะพานพระราม 8 ถึงวัดบวรมงคล, บางอ้อถึงวัดวิมุตยาราม ทางเดินประกอบไปด้วยทางเดินเท้า, ทางจักรยาน, จุดชมทัศนียภาพ, สะพานข้ามคลอง, ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนริมน้ำ และ พื้นที่สีเขียว ทางเดินริมน้ำยังช่วยเชื่อมโยงวัดต่างๆและนักเรียน เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว คนทำงาน เยาวชน ให้มีทางเลือกของการสัญจรที่ประหยัดพลังงานและหันหน้าเข้าวัด ใกล้ชิดธรรมชาติแล้วก็ชีวิตแล้ววิถีชีวิตสงบงามยิ่งขึ้น


แผนที่ 6: การปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อน (Green Walls) 
ให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม น่ามอง การซ่อมแซมเขื่อนที่ชำรุด ก่อสร้างส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนสมบูรณ์


แผนที่ 7: พัฒนาศาลาท่าน้ำ (Sala Riverfronts) ให้เป็นจุดพักผ่อน ศาลาคอย และชมทัศนียภาพริมน้ำ ชุมชน ศาสนสถาน พื้นที่วิถีชีวิตและวัฒนธรรมริมน้ำ


แผนที่ 8: การจัดทำพื้นที่บริการสาธารณะ (Public Services)
 รองรับการใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น ศูนย์บริการความช่วยเหลือ, ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว, จุดบริการจักรยาน


แผนที่ 9: พัฒนาพื้นที่ศาสนสถาน (Religious Conservation Areas) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน มรดกทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม การออกแบบพัฒนาภูมิทัศน์คำนึงถึงคุณค่าและเคารพต่อศาสนสถาน ส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยและเยาวชนได้เข้าถึงที่พึ่งทางจิตใจมากยิ่งขึ้น


แผนที่ 10: พื้นที่แนวคูคลองประวัติศาสตร์ (Historical Canal)
 โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมฝั่งคลอง รวมทั้งการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมคลอง ในด้านการสัญจรและการท่องเที่ยว


แผนที่ 11: พัฒนาพื้นที่นันทนาการและสวนสาธารณะริมน้ำ (Green Corridors) โดยใช้พื้นที่ว่างและพื้นที่สาธารณะด้านหลังเขื่อน เพื่อเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมนันทนาการ ลานกีฬา และสวนสาธารณะของประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาน้ำขังและเน่าเสียหลังเขื่อนด้วยระบบท่อรวบรวมน้ำเสียเพื่อส่งไปยังบ่อบำบัดต่อไป


แผนที่ 12: สะพานคนเดินข้าม (Pedestrian Bridge)
สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำ โดยสร้างใหม่ 2 จุด คือ จากชุมชนสะพานพิบูลฝั่งซ้าย ข้ามไปยังท่าเรือวัดฉัตรแก้วจงกลณี ฝั่งธนบุรี, จากห้างแมคโคร สามเสน ข้ามไปยังท่าทราย จรัญฯ 84


นอกจากนี้ยังปรับปรุงทางเดินเท้าและทางจักรยานระหว่างสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปลอดภัย โดยปรับปรุงสะพานที่มีอยู่เดิม ได้แก่ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า, สะพานพระราม 8, สะพานกรุงธน, สะพานพระราม 7, ใต้สะพานทางรถไฟสายสีน้ำเงิน, เลียบคลองบางซื่อ-คลองบางอ้อ


ผศ.นพปฎล สุวัจนานนท์ สถาปนิก โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า แนวทางการอนุรักษ์พัฒนาของโครงการมาจากการศึกษาการตั้งถิ่นฐานย่านชุมชนตามโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มนุษยวิทยา ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ วิถีชีวิต ภูมิปัญญาชุมชน จะเห็นว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแกนหลัก มีคูคลองแยกย่อยเป็นกิ่งก้านสาขา มีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติที่หลอมรวมกัน การศึกษารากฐานที่สำคัญเหล่านี้เพื่อเรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน เรียนรู้ร่วมกันกับชุมชนปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างสร้างสรรค์ในอนาคต ในพื้นที่โครงการระยะนำร่อง 14 กม.นั้น มี 


1. พื้นที่ชุมชน โครงการได้ลงพื้นที่และดำเนินงานให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและหารือการออกแบบกับชุมชนต่างๆโดยสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน วันนี้นำมาแสดงให้ชม ได้แก่ ชุมชนวัดเทวราชกุญชร ชุมชนมิตตคาม 1 ชุมชนท่าน้ำสามเสน


2.พื้นที่ของเอกชนและส่วนราชการ โครงการได้ประสานงานกับเจ้าของพื้นที่และแบบเบื้องต้นได้ออกมาแล้ว เช่น พื้นที่เอสซีจี แมคโคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช


3.พื้นที่วัดและโบราณสถาน โครงการจะร่วมหารือกับเจ้าอาวาสและหน่วยงาน แบบเบื้องต้นได้ออกมาบ้างแล้ว เช่น วัดสร้อยทอง วัดวิมุตยาราม วัดบวรมงคล วัดภคินีนาถ


4.พื้นที่พิเศษ 5 แห่ง ได้แก่ รัฐสภา วังเทวะเวสม์ ท่าวาสุกรี วังศุโขทัย และธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังอยู่ในระหว่างสรุปการออกแบบ และจะเสนอรายละเอียดให้ทราบต่อไปเร็วๆ นี้ 

ธรรมมาภิบาลที่หายไปในนโยบาย 'จัดการขยะ'

ผู้เขียน: 
Warich Noochouy


"รัฐกำลังก่อหนี้สินผูกพันในระยะยาว และเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี หากการจัดการขยะภายใต้แผนการดังกล่าวไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง รัฐและประชาชนจะต้องมานั่งเสียค่าโง่อีกมหาศาล" เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง


ปัญหาขยะล้นประเทศกลายมาเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลหลายสมัยพยายามผลักดันให้มีการจัดการโดยเร็ว จนกระทั่งไทยเดินทางถึงยุครัฐบาลทหารภายใต้อำนาจของ คสช. นโยบายการจัดการขยะ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่มีต้องเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

หากลองย้อนดู 'ไทม์ไลน์' การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะพอจะสรุปได้ดังนี้


26 ส.ค. 2557 คสช.เห็นชอบ โรดแม๊ปการจัดการขยะ


18 ก.ย. 2557 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สมัยนั้น) มอบนโยบายการจัดการขยะมูลฝอยตามโรดเเม๊ป

19 ก.ย. 2557 มีการออก “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดระบบบริหารจัดการขยะมุลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2557” กำหนดขั้นตอนการทำงานและบูรราการการทำงานของทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันและให้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยแห่งชาติ (2559-2564)


15 ต.ค. 2557 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องแนวทางการอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าและการอื่น


17 เม.ย. 2558 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแจ้งแนวทางปฏิบัติในการอนุญาตเรื่องการก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า


10 มิ.ย. 2558 มติ กรรมการสิ่งแวดล้อม (ครั้งที่ 2/2558) เห็นชอบ 3 เรื่องหลัก 1.) ร่างประกาศกระทรวงทรัพยฯยกเว้นการทำ EIA สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะขนาด 10 เมกะวัตขึ้นไป 2.) ประมวลหลักการปฏิบัติสำหรับโครงการที่ได้รับการยกเว้นการทำ EIA (Code of Practice) 3.)  ให้กกพ. รับหน้าการปฏิบัติเรื่อง COP ไปดำเนินการ


16 มิ.ย. 2558 กรมโยธาธิการและผังเมือง แจ้งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องแนวทางปฏิบัติการอนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะเป็นหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (แบบอ.1 ) เพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าแทน อปท.


19 ส.ค. 2558 กระทรวงทรัพย์ฯ ออกประประกาศกระทรวงฯ เรื่องการยกเว้นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงขนาดตั้งแต่ 10 เมกกะวัตต์ขึ้นไป ไม่ต้องทำรายงาน EIA


20 ม.ค. 2559 คสช. ออกคำสั่งที่ 4/2559 ยกวเ้นการใช้บังคับกฎกระทรวงผังเมืองรวมสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะ (รง.ประเภท 89 ) โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวมหรือโรงงานกำจัดของเสีย อันตาราย (รง.ประเภท101) โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ (รง.ประเภท 105) และโรงงานเกี่ยวกับการรีไซเคิล (รง.ประเภท 106)


เหตุผลของนโยบายดังกล่าวที่บรรจุในวาระแห่งชาติว่า เป็นการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาขยะเก่า(กำจัดตกค้าง ปรับปรุงบ่อขยะ จากเดิมที่จัดการไม่ถูกต้องรวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายให้เอกชนดำเนินการให้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้มีการจัดการขยะแบบรวมศูนย์และกำจัดขยะโดยใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เน้นการแปรรูปเป็นพลังงาน โดยให้เอกชนลงทุนก่อสร้างระบบการกำจัดขยะมูลฝอย โดยเฉพาะเตาขยะ


ในแผนการจัดการขยะตามโรดแม๊ป กำหนดระยะเวลาและรูปแบบการจัดการใน 3 ขั้น ได้แก่ 1.) ระยะเร่งด่วน 6 เดือน ใน 10 จังหวัด 2.) ระยะปานกลาง 1ปี 20จังหวัด 3.) ระยะยาว 1ปีขึ้นไป 47 จังหวัด

นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ความเห็นถึงการวางกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก สำหรับโครงการที่ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมสูงขนาดนี้ ไม่สามารถที่จะวางกรอบการทำงานภายใน 1 ปีได้ ไม่ว่าโครงการนั้นจะมีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

"วันนี้รัฐกำลังละเลยการเชื่อมโยงการจัดการขยะกับหลายๆ เรื่องเช่น สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ละเลยความเท่าเทียมกันทางสังคม ระบบเศรษฐกิจ ทั้งยังสร้างความขัดแย้งในเกิดขึ้นในระดับชุมชนให้เพิ่มขึ้น"

เป็นเรื่องที่น่าสังเกตอีกอย่างสำหรับนโยบายจัดการขยะ โดยเฉพาะการจัดหาพื้นที่ในการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้า เพราะหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยตามประกาศกรมควมคุมมลพิษในเรื่อง  กำหนดให้สถานที่ฝังกลบขยะต้องไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 และควรตั้งอยู่ห่างจากบ่อน้ำดื่มหรือโรงผลิตน้ำประปาในปัจจุบันไม่น้อยกว่า 700 เมตร รวมถึงแหล่งน้ำธรรมชาติอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 300 เมตร ควรเป็นพื้นที่ดอน เเละมีสภาพทางธรณีวิทยามั่งคงแข็งแรงพอที่รองรับขยะมูลฝอย


กรณีที่เป็นพื้นที่ลุ่มที่มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก จะต้องมีมาตรการป้องกันแก้ไข และที่สำคัญคือ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ให้เกิดความยอมรับของประชาชน ก่อนที่จะมีการดำเนินการ


ทั้งนี้ในร่างประกาศกรมมลพิษ เรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ การออกแบบ การก่อสร้าง และการจัดการสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย โดยกำหนด ห้ามมีการก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และระดับชาติ และห้ามก่อสร้างในพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะกีดขวางการไหลของทางน้ำและพื้นที่ที่มีโอกาสถูกน้ำกัดเซาะ


ขอบคุณภาพประกอบจาก PPTV

หากพิจารณากรณีพื้นที่ เชียงรากใหญ่ จังหวัดปทุมธานี จะพบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นลุ่มชุ่มน้ำ มีลำคลองสาขาเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำท่วมซ้ำซาก มีชุมชนอาศัยอยู่หนาแน่น

ที่สำคัญ ตัวโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีสูบน้ำดิบเพื่อการทำประปาที่มีผู้ใช้น้ำร่วมกันกว่า 12 ล้านคน เพียง 1.5 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้มีโอกาสที่มลพิษจะไหลลงสู่คลองสาขาและเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง


คำถามที่ทั้งชาวบ้านและนักวิชาการสงสัยคือ พื้นที่นี้เหมาะสมแล้วจริงๆ หรือ!!

นางสาวเพ็ญโฉม  แสดงความกังวลต่อนโยบายดังกล่าว พร้อมทั้งยังเสนอให้รัฐเร่งทบทวนพิจารณาการจัดการขยะใหม่ เพราะเห็นว่า โรงเผาขยะเป็นทางเลือกการจัดการที่แพงที่สุด และนำไปสู่ภาระหนี้สินของประเทศและท้องถิ่น เนื่องจาก อุปกรณ์และเทคโนโลยีในการควบคุมมลพิษและการปฏิบัติตามมาตราฐานด้านสิ่งแวดล้อมมีต้นทุนสูงมาก และการเผาจะทำให้เกิดขี้เถ้าที่มีสารพิษ ซึ่งต้องฝังกลบตามหลักวิศกรรมที่มีต้นทุนสูง เพราะต่อให้เผาอย่างไร สุดท้ายก็ต้องเหลือเถ้าจากการเผา


ขณะที่ขยะในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่มีการคัดแยกและเป็นขยะเปียกหรือขยะอินทรีย์ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการเผาลดลง หรือไม่คุ้มทุนที่จะดำเนิการต่อ


ในรายงานงบประมาณ ตามร่างแผนแม่บทบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศในระยะเวลา 6 ปี พบว่ าต้องใช้งบประมาณมากถึง 178,600 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณของรัฐ 94,600 ล้านบาท และการลงทุนจากเอกชนอีก 84,000 ล้านบาท


งบประมาณจำนวนมากนี้ ผอ.มูลนิธิบูรนิเวศ มองว่า รัฐกำลังก่อหนี้สินผูกพันในระยะยาว และเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี หากการจัดการขยะภายใต้แผนการดังกล่าวไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง รัฐและประชาชนจะต้องมานั่งเสียค่าโง่อีกมหาศาล การใช้งบประมาณในโครงการที่เยอะขนาดนี้ ย่อมมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้น


ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงสิ่งที่ควรส่งเสริมในนโยบายจัดการขยะของไทย คือแนวคิดเรื่องการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้แทนการทำลายทิ้ง เพื่อลดความสูญเปล่าของสังคมอุตสาหกรรม และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างระบบการเก็บ-ขน ระบบคัดแยก ให้มีประสิทธิภาพ เพราะหากดูในบ้านเรา แม้ว่าจะมีหลายครัวเรือนแยกขยะ แต่สุดท้ายระบบการเก็บก็เอาไปรวมกันอยู่ดี แบบนี้ไม่เกิดผลอะไร ทั้งยังสร้างภาระในการจัดการมากขึ้น ทั้งๆ ที่หากเราคักแยกขยะจริงๆ เราจะเหลือขยะที่ใช้ไม่ได้ในปริมาณที่น้อยมาก กว่าครึ่งเป็นขยะอินทรียที่สามารถนำเอาไปต่อยอดทำปุ๋ยหมักต่อไปได้ และหากทำได้โรงไฟฟ้าขยะก็แทบจะไม่มีความจำเป็น


สอดคล้องกับ ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี ตัวแทนกลุ่มศึกษาเรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ขยะส่วนใหญ่ในประเทศเป็นขยะอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ แต่วันนี้เราเพียงแค่ไม่มีระบบการจัดการตั้งแต่ต้น ทำให้ประเทศเรามีปัญหา หากเราสามารถจัดการขยะพวกนี้ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ปริมาณขยะจะลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง แล้วส่วนที่เหลือยังสามารถนำไปรีไซเคิลต่อไป หากทำได้อย่างนี้จริง เราจะมีอะไรไปเผาในโรงไฟฟ้าขยะ


ด้านนายชำนัญ ศิริรักษ์ นักกฎหมายและทนายความสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า การที่รัฐบาลไทยอ้างถึงโรงไฟฟ้าขยะที่ญี่ปุ่นบ่อยครั้ง อย่าลืมว่าที่นั่นเขามีพื้นที่น้อย และมีการจัดการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามถึงวันนี้โรงไฟฟ้าขยะทั่วญี่ปุ่นกำลังก่อสารพิษอย่าง ไดอ๊อกซิน ซึ่งมีอันตรายอย่างมาก เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีที่ดีอย่างไรก็ไม่สามารถกำจัดสารตัวนี้ได้


"วันนี้ถ้ารัฐมองเรื่องความสงบเรียบร้อยของคนในสังคม ก็ควรมองการลดความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นจากการผลักดันโรงไฟฟ้าขยะ การปรับกฎหมายให้ย่อหย่อนยิ่งสร้างความขัดแย้ง ยิ่งมีความขัดแย้ง นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อการบริหารบ้านเมืองเเล้ว ยังทำให้เกิดความล่าช้าและเป็นเรื่องยากที่รัฐจะสามารถบูรณาการกับประชาชนเพื่อบรรลุเป้าหมายของการจัดการขยะที่ยั่งยืนได้"

ท้ายที่สุด การจัดการขยะที่ยั่งยืนของไทยจะเดินทางไปสู่จุดใด ในวันที่การดำเนินนโยบายของภาครัฐขาดซึ่งธรรมาภิบาลที่พึงมี นอกจากนี้ยังมีหลายประเด็นปัญหาให้ต้องกังวลหากรัฐยังดื้อดัน จะเดินหน้าโครงการต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของมลพิษที่จะเกิดขึ้นในอนาคต.


ขอบคุณภาพประกอบหัวเรื่องจาก 
http://www.greenintrend.com/
ภาพประกอบพื้นที่เชียงนากใหญ่จาก PPTV 

ดร.บัณฑูร ติงกรมเจ้าท่าเปลี่ยนกฎ เอื้อหน่วยงานราชการรุกล้ำลำน้ำได้

ผู้เขียน: 
thaireform


กรมเจ้าท่า เล็งเปลี่ยนกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 เกี่ยวกับการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร หรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ เอื้อโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ชี้ยุคการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาครัฐกับออกคำสั่งลดมาตรฐานดูแลจัดการสิ่งแวดล้อม ให้ถูกกฎหมายได้

วันที่ 22 มีนาคม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดปาฐกถาพิเศษศาสตรเมธี ดร.พงศ์พิศน์ ปิยะพงศ์ เนื่องในวันน้ำโลก ประจำปี 2559  ณ ห้องประชุมศาสตรเมธี ดร.พงศ์พิศน์ ปิยะพงศ์ อาคารสิ่งแวดล้อมพัฒนดล คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ภายในงานมีเสวนาวิชาการ เรื่อง “เจ้าพระยาของเรา” โดย 
ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นายสุรจิต ชิรเวทย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม และรศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


ดร.รัชดา กล่าวถึงโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้การจัดการของกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่า การไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ แล้วมาสรุปต่างประเทศมีทางเลียบแม่น้ำเขาทำได้ แล้วประเทศไทยจะทำไม่ได้ ซึ่งควรดูบริบทภูมิประเทศที่แตกต่างกันด้วย

“การพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา แม้จะมีข้อดี คือ เป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ปิดพื้นที่ให้คนนอกได้เข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ความยาวของโครงการนี้ 14 กิโลเมตร ฝั่งละ 7 กิโลเมตรนั้น โดยเฉพาะในส่วนของฝั่งธนบุรีจะอยู่ระหว่างซอบจรัญสนิทวงศ์ 42-98 พบว่า ไม่มีซอยไหนที่ปลายซอยเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนนอกนำรถไปจอด หรือเข้าไปสู่ทางเลียบแม่น้ำได้เลย ท้ายซอยเป็นบ้าน เป็นคอนโดมิเนียม วัด มัสยิด ที่มีจำกัดมาก ฉะนั้น ความคิดพัฒนาเจ้าพระยาจึงมองเพียงบางส่วน หรือมองเป็นท่อนๆ ไม่ได้ อีกทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานคร”

ด้านดร.บัณฑูร กล่าวถึงกรณีกรมเจ้าท่า กำลังเปลี่ยนกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 เกี่ยวกับการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร หรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ หมายความว่า หน่วยงานราชการสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำกีดขวางลำน้ำได้อย่างถูกกฎหมาย

“เป็นยุคที่เราแปลกใจ การพัฒนาที่ยั่งยืนแต่เรากลับออกคำสั่งมาลดมาตรฐานที่เราเคยดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมให้ถูกกฎหมายได้”

ดร.บัณฑูร  กล่าวว่า แม้แม่น้ำเจ้าพระยาจะมีปัญหาการเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำ คูคลองมีสภาพเสื่อมโทรม เน่าเสีย แต่วิธีการแก้ไขด้วยโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร ใช่หรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่


สำหรับคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 9/2559 ที่ให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คู่ขนานไปกับการหาผู้รับเหมาเอกชน เพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินโครงการนั้น ดร.บัณฑูร กล่าวว่า หากคำสั่งคสช.ฉบับที่9/2559 ยังคงมีต่อไป และมีรัฐธรรมนูญออกมา หวั่นว่า คำสั่งคสช.ฉบับที่9/2559  จะขัดรัฐธรรมนูญ เพราะในมาตรา 54 ในร่างรัฐธรรมนูญล่าสุดก็ยังใช้กติกาอันเดิม ให้ก่อนการดำเนินโครงการใดๆ ต้องจัดทำ EIA จัดรับฟังความคิดเห็นก่อนดำเนินโครงการ

“หากคำตอบไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีบทเฉพาะกาลเขียนไว้รองรับการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่า คำสั่งคสช.ฉบับที่9/2559  เป็นการประกาศยกเว้น มาตรา 54 ทุกหน้าของรัฐธรรมนูญ และถูกยกเว้นล่วงหน้าหรือไม่ วันนี้จะมี 70 โครงการที่จะเกิดขึ้นโดยไม่รอ รายงาน EIA  และโครงการพัฒนาเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย”

ด้านนายสุรจิต กล่าวถึงรูปแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความสูงท่วมบ้านเรือนผู้คน นอกจากเสียภูมิทัศน์แล้ว หวั่นจะเปลี่ยนกระแสน้ำ และเกิดการกัดเซาะ เช่นเดียวกับที่จังหวัดสุโขทัย

“เราอยู่กับนิเวศที่มีความหลากหลายสูงมาก แต่กลับทำลายทุกวัน ซึ่งควรใช้โครงสร้างอ่อน เพื่อไม่ให้น่าเกลียด ผมนึกไม่ออกเรือข้ามฟากจะทำอย่างไรกัน หรือคูคลองต่างๆ จะเข้าไปสะสาง ขุดลอกกันอย่างไรต่อไปในอนาคต”

สุดท้าย รศ.ดร.กัมปนาท กล่าวว่า โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ควรเปิดฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อน ออกแบบอย่างไรให้สอดรับกับระบบนิเวศวิทยา ไม่ควรใช้ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งนำ เช่น เอาวิศวกรรมนำอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่า มีแต่พัง เช่นเดียวกับโครงการโฮปเวลล์ 

นักกฎหมาย ชี้ม.44 เหยียบ EIA เครื่องมือปกป้องสิ่่งแวดล้อม ล้มไปแล้ว


นักวิชาการด้านกฎหมาย ชี้ประกาศ คสช. ตามมาตรา 44 ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดหาเอกชนในการดำเนินโครงการได้ โดยไม่รอผล EIA เท่ากับไม่มี EIA อีกต่อไป เหตุยังไงก็อนุมัติ เนื่องจากได้จัดหาเอกชนมาทำโครงการแล้ว

วันที่ 13 มีนาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการกฎหมาย  โพสต์ข้อความลงเฟชบุคถึงการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment:EIA) ว่า  เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจว่า โครงการหนึ่งโครงการใดควรอนุมัติให้ทำหรือไม่ ถ้ากระทบสิ่งแวดล้อมมากเกินไป ก็อนุมัติให้ทำไม่ได้ หรือถ้ากระทบสิ่งแวดล้อมไม่มาก ก็ต้องปรับปรุงโครงการให้กระทบสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

"การอนุมัติโครงการ หรือจัดหาเอกชนมาจัดทำโครงการจึงต้องทำหลังจาก EIA ทำเสร็จแล้ว และเห็นแล้วว่าผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีน้อย และแก้ไขได้ ประกาศ คสช. ตามมาตรา 44 ที่ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดหาเอกชนในการดำเนินโครงการได้โดยไม่ต้องรอผล EIA จึงเท่ากับไม่มี EIA อีกต่อไป เพราะยังไงก็อนุมัติ เนื่องจากได้จัดหาเอกชนมาทำโครงการแล้ว" ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว และว่า  EIA ที่ปกป้องเราจากโครงการทั้งหลายที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตอนนี้โดนมาตรา 44 เหยียบล้มไปเสียแล้ว


ทั้งนี้ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งที่ 9/2559 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีสาระให้กิจการด้านคมนาคม ชลประทาน การป้องกันและสาธารณภัย โรงพยาบาลที่อยู่อาศัย ไม่ต้องรอให้การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) แล้วเสร็จ หลังคำสั่งนี้ออกไป ก็มีเสียงคัดค้านเป็นวงกว้าง


อ่านประกอบ

ไม่ผ่าน EIA ไม่ทำต่อ! รบ.ยันคำสั่งคสช.ย่นเวลาโครงการขับเคลื่อนศก.ให้เร็วขึ้น
ทส. ชี้แจงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 ย้ำไม่มีการยกเลิก “EIA”
46 องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชน คัดค้านคำสั่ง คสช. ที่ 9/2559 

ศศินโพสต์ 3 ประเด็นจี้ถามรัฐบาล ตอบกรณีสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ถามคนไทยพร้อมเสียธรรมชาติสวยงามแล้วใช่ไหม


เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค Sasin Chalermlarp ตั้ง 3 ประเด็นคำถาม ถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างกระเช้าภูกระดึง โดยรายละเอียดข้อความระบุว่า การสร้างกระเช้าภูกระดึง มีโจทย์ที่ ไม่มีใครคิดจะตอบ 3 ข้อ 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ภูกระดึงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเดินขึ้นเขาที่เป็น Trekking trail ที่ดีที่สุดของประเทศ เมื่อประเมินจากระยะทางที่ไม่ไกลมาก แทบไม่มีอันตรายอะไรถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุจากความประมาท การจัดการที่ลงตัว มีค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวไม่แพง รวมถึงเมื่อขึ้นไปแล้วก็มีที่สวยๆ ให้ไปเดินเที่ยวมากมาย เรียกว่าคุ้มค่าเดินขึ้น และเดินเที่ยว สิ่งต่างๆ ที่ว่ามาทำให้ภูเขาลูกนี้ทำหน้าที่มอบความรักธรรมชาติ ความซึมซับความงามทั้งจากธรรมชาติ และมิตรภาพระหว่างทาง รวมถึงการเรียนรู้ที่บังเกิดขึ้นมากมายระหว่างความอดทนเดินขึ้น สถานที่แบบนี้ในประเทศไทยมีที่เดียวคือ “ภูกระดึง” ส่วนที่อื่นๆ ก็มีถนนขึ้นถึง หรือ เดินไกลเกินไป เดินไปถึงแล้วก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก


ดังนั้นเมื่อมีกระเช้า ความท้าทายให้ไปถึงเรื่องที่ว่ามาย่อมสู้ความสบายเย้ายวนของการขึ้นกระเช้าไม่ได้ มีคนเดินขึ้นก็คงมีน้อยกว่าน้อย พวกที่จะเลือกเดินก็เป็นคนที่รักธรรมชาติมากมายอยู่แล้ว คนที่ขึ้นกระเช้าไปก็ไม่ได้ซึมซับอะไร ขึ้นไปก็เหมือนขับรถขึ้นภูเรือ ดอยอินทนนท์ หรือภูเขาอื่นๆ ที่กลับมาก็ไม่มีความหมายอะไร ภูกระดึงทำหน้าที่นี้ให้ประเทศไทยมากว่าห้าสิบปี ตั้งแต่รุ่นปู่ จนถึงปัจจุบัน การมีกระเช้าหมายถึงเราเลิกใช้ฟังก์ชั่นนี้ของภูกระดึงแล้ว


ระดับที่ 2 จากผลการศึกษาและการออกแบบระบบกระเช้า คาดว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย (เช่นตัดต้นไม้ไม่กี่ต้น) แต่ผลที่ตามมาหลังจากมีกระเช้ายังไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่นเมื่อคนจำนวนมากขึ้นไปข้างบนแล้วจะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมแน่ๆ เช่นอาคารกลางแหล่งธรรมชาติ ที่สำคัญคือ ถนนหนทางข้างบนที่ต้องรองรับผู้มาเยือนที่ไม่เตรียมตัวไป “เดิน” และไม่พร้อมจะรับรู้ทั้งนั้นว่าทำไมไม่มีรถวิ่งไปชมที่ท่องเที่ยวที่ห่างจากสถานีกระเช้าหลายกิโลเมตรในแต่ละที่ รวมถึงการจำกัดคนค้างแรม การจัดการขยะ ต่างๆ ภายใต้สถานภาพความเป็นอุทยานแห่งชาติ ที่มีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย กำลังคน งบประมาณในการดูแลให้คงสภาพธรรมชาติ


"เราพร้อมจะปล่อยให้ที่สวยๆ ข้างบน พังไปอีกที่ ใช่หรือไม่” ถ้าไม่ใช่ ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะทำต่อไป ต้องกล้าๆ ออกแบบการท่องเที่ยวหลังจากมีกระเช้ามาให้เห็นเต็มๆ และต้องรับผิดชอบโดยกรมอุทยานแห่งชาติ ภายใต้ งบประมาณ กำลังคน ระเบียบและกฏหมายอุทยาน จะออกแบบอย่างไร ผู้รับผิดชอบอย่างกรมอุทยานเป็นคนวางรูปแบบ จะเอาอย่างไร เปิดเผยแล้วมารับฟังความเห็นกันได้ไหม


ระดับที่ 3 ถ้ามีคนขึ้นไปมากๆ จริงๆ แล้ว เราพร้อมจะเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์ที่เป็นธรรมชาติ ไปรองรับการบริการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ กลายเป็น เมืองท่องเที่ยวข้างบนไปเลยในอนาคต ไปเลยไหม หากนโยบายวันข้างหน้าจะเอาอย่างนั้น เช่น ยกเลิกการเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือประกาศเป็นโซนบริการหมดไปเลยไหม นี่คือเรื่องที่ต้องตัดสินใจตามกระเช้ามาในระดับท้ายสุด


"ถ้าอยากให้เป็นอย่างนี้ ลองเปิดออกแบบมาให้หมด แล้วนำมาให้ดู รับฟังความเห็นกันให้จะๆ เลย ใส่ลงในรายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย"


"แต่ปัญหาคือ กระเช้าจะเข้า EIA ในฝ่ายของการสร้างทางผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นหนึ่ง ไม่น่าจะครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ หลังกระเช้า สผ. และกรมอุทยาน ต้องชัดนะครับว่าจะศึกษามาถึงขั้นนี้ไหม"


โดยในท้ายข้อความ ประธานมูลนิธิสืบฯ ระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลตอบคำถามจากประเด็นข้างต้นว่าท้ายที่สุด โครงการสร้างกระเช้าภูกระดึงยังจำเป็นอยู่หรือไม่. 

ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลชี้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง สาเหตุมาจากเขื่อนกั้นคลื่น


ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล ชี้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง เกิดจากน้ำมือมนุษย์ แนะหน่วยงานเกี่ยวข้องรักษาชายหาด เลิกสร้างกำแพงต้านคลื่น ย้ำยิ่งสร้าง ยิ่งทำลาย



เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าว
สำนักข่าวอิศรา ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลในพื้นที่ บริเวณชายหาดอ่าวน้อยและอ่าวคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่กำลังเป็นข้อถกเถียงของชาวบ้านในพื้นที่ว่าจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะชายฝั่งทะเล ซึ่งปัญหาในเรื่องนี้ทางเครือข่ายเฝ้าระวังชายหาด ซึ่งนำโดยนายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ลงพื้นที่สำรวจ

นายศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า ชายหาดที่มีความลาดเอียงเป็นตัวกระจายความแรงของคลื่นอยู่ในธรรมชาติที่ดีที่สุด ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ ในทะเลที่จะมีความแข็งแรงต้านแรงคลื่น ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนกำแพงทั้งแบบคอนกรีตหรือแนวหิน หรือกำแพงทั้งในแนวดิ่งหรือเป็นขั้นบันไดก็ตาม จะสังเกตได้ว่า พื้นที่ไหนที่มีการสร้างกำแพงไม่นานกำแพงจะพังลง เพราะโครงสร้างที่แข็งจะทำให้เกิดกระแสน้ำขุดลึกลงไปใต้ฐานของกำแพงจนเมื่อทรายด้านล่างหมดไป กำแพงก็พังลงมา อย่างกรณีที่ ชายหาดพัทยา ก็เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน


นายศักดิ์อนันต์ กล่าวถึงการมีสิ่งกีดขวางคลื่น จะทำให้คลื่นเกิดกระแสที่เลี้ยวเบน ส่งผลต่อพื้นที่รอบข้าง ทำให้ชายหาดบริเวณนั้นค่อยๆ ลดลงไป และนั้นจะทวีความรุนแรงของการกัดเซาะ แต่กลับกัน หากมีชายหาด ไม่ว่าคลื่นจะแรงขนาดไหน สุดท้ายความลาดเอียงของหาดจะทำให้ คลื่นค่อยๆ สลายแรงลง หรือหากจะมีการเอ่อล้นของน้ำในบางฤดูกาลบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 
สิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือการถอยร่นออกจากพื้นที่ริมชายฝั่ง ไม่ใช่ไปฝืนธรรมชาติ


"คนที่อยู่ถัดจากกำแพงกั้นคลื่นไม่เคยรู้เลยว่า สาเหตุที่พื้นที่ ที่ดินของตัวเองหายไป เป็นเพราะกำแพง ทำให้เกิดการเลี้ยวเบนของคลื่นที่ผิดปกติ ทุกคนไปโทษว่าโลกร้อนทั้งหมด แต่ในความจริง คลื่นก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่มนุษย์ต่างหากที่นำสิ่งกีดขวางไม่กั้น" ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล กล่าว


ขณะที่นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งเดินทางลงพื้นที่ด้วยนั้น กล่าวว่า อ่าวมะนาว อ่าวประจวบ และอ่าวน้อยเป็นพื้นที่ชายทะเลที่ติดกัน มีภูเขาเป็นตัวกั้น สภาพคลื่นลมไม่ต่างกัน ดังนั้นหากจะมีการกัดเซาะ เพราะภาวะโลกร้อนหรือลมเเรง จะต้องกัดเซาะเหมือนกันทุกอ่าว 
แต่หากลองดูสภาพของอ่าวมะนาวจะพบว่า มีความปกติกว่าจุดอื่น


"หลายเดือนก่อนมีข่าวคลื่นยักษ์สูง 4-5 เมตรในอ่าวประจวบ แต่ขณะเดียวกันที่อ่าวมะนาวกลับไม่มี ถามว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นในเมืองภูมิประเทศใกล้เคียงกัน เพราะที่อ่าวประจวบมีกำแพงที่มากั้นคลื่นนั้นเอง ยิ่งกันก็ยิ่งแรง ในส่วนของอ่าวน้อยในรายงานของกรมชายฝั่งก็ไม่ใช่พื้นที่ของการกัดเซาะ มีแค่การเฝ้าระวังเล็กน้อยในหน้ามรสุมเท่านั้นเอง ซ้ำยังเป็นพื้นที่มีชายหาดสมบูรณ์ที่สุดด้วย ดังนั้นอ่าวน้อยไม่มีความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างที่จะมาป้องการกัดเซาะชายฝั่ง ทางแก้ไขที่ดีคืออย่างไปแก้อะไร ปล่อยให้ธรรมชาติเซ็ตตัว" นายศศิน กล่าว


นอกจากนี้ ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าวอีกด้วยว่า ที่ผ่านมาป้องกันพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยนั้น ล้มเหลวมาโดยตลอด ซ้ำยังสร้างความรุนแรงให้เพิ่มมากขึ้น ในส่วนการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจกับทุกคนว่า หากประเทศนี้ไม่ต้องการหาดทรายแล้วก็ไม่ต้องรื้อ และต้องเตรียมเงินมหาศาลเอาไว้ซ่อมด้วย เพราะอย่างไรเราไม่อาจไม่ฝืนธรรมชาติได้ และอย่าลืมว่า สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกันคลื่นลมคือหาดทราย

"สิ่งที่ทางรัฐบาลควรทำ ไม่ใช่เอาเงินมาถลุงกับสิ่งก่อสร้างที่ไม่ยั่งยืน แต่ควรเตรียมความพร้อมสำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนริมชายฝั่ง ต้องมีแผนย้ายผู้คนริมชายฝั่งออก รวมทั้งการสร้างแนวถอยร่นให้ชัดเจน"

ทั้งนี้ นายจิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวบ้านในชุมชนอ่าวคั่นกะได กล่าวถึงพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีปัญหาในเรื่องของน้ำทะเลเอ่อล้นจริง แต่เป็นในช่วงที่มีลมมรสุมเข้าเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปีก็จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้เพียงแค่ 2-3 เดือน แต่การที่จะสร้างเขื่อนกั้นลงไปทะเลจะส่งผลต่อชาวบ้านที่ทำประมงพื้นบ้าน เพราะไม่สามารถนำเรือขึ้นบนฝั่งได้ ซ้ำหากสร้างคอนกรีตลงไป มีโอกาสที่เรือที่จอดไว้ในอ่าวกระทบกับเขื่อนสร้างความเสียหาย อย่างที่เคยเกิดในขณะนี้ ที่มีการนำเอาท่อนไม้มากั้นพื้นที่ชายหาด ดังนั้นหากทางการจะสร้างแนวป้องกัน ควรสร้างบนชายฝั่ง ไม่ใช่สร้างลงไปบนชายหาด. 

ภาค ปชช.จี้รัฐปรับปรุงฉลาก GMOs เป็นรูปสามเหลี่ยมชัดเจนเหมือนบราซิล


ภาค ปชช.จี้ อย.-สธ.เดินหน้าปรับปรุงฉลากให้มีสัญลักษณ์ GMOs รูปสามเหลี่ยม เห็นชัดเจน เหมือนบราซิล ครอบคลุมทุกวัตถุดิบดัดเเปลงพันธุกรรม ย้ำหากผลักดัน พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ อนาคตต้องยึดหลักคุ้มครองสุขภาพเเละสิ่งเเวดล้อม



วันที่ 17 ธันวาคม 2558 เครือข่ายภาคประชาชน และตัวแทนองค์กรผู้บริโภค จำนวน 158 องค์กร กว่า 30 คน ยื่นข้อเสนอต่อ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ นพ.กิติศักดิ์ กลับดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของอาหาร ที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ)


นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในประเทศไทยให้แสดงฉลากอาหารจีเอ็มโอเฉพาะในผลิตภัณฑ์อาหารประเภทถั่วเหลือง และข้าวโพดเท่านั้น แต่ขณะนี้มีอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารจีเอ็มโอที่มากกว่าข้าวโพด เช่น ปลาแซลมอน แครอท มะเขือเทศ แต่ไม่มีฉลากกำกับ จึงต้องการให้มีฉลากที่มีสัญลักษณ์ให้เห็นชัดเจน เหมือนเช่นสัญลักษณ์ตัว T ของประเทศบราซิล เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้ง่าย โดยต้องทำกับสินค้าทุกรายการให้เป็นการทั่วไป


“เราเสนอให้ สธ.ต้องเป็นหลักในการทำกฎหมายฉบับนี้ เพราะพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความปลอดภัยทางชีวภาพ หลักการคือต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม และต้องตรวจสอบความปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์ คือ ในฉลากต้องบอกว่ามีหรือไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรม และเราอนุญาตให้เขียนว่า “Non GMO” ได้ เพราะไม่เช่นนั้น เราก็ไม่รู้ เราอยากให้มันชัดเจน” เลขาธิการ มพบ. กล่าว


น.ส.สารี กล่่าวต่อว่า หากผลิตภัณฑ์อาหาร หรืออาหารใดไม่มีส่วนประกอบของจีเอ็มโอ ก็ให้ สธ.รับรอง โดยอาจออกใบประกาศให้ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกได้ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการตรวจว่าอาหารใดมีจีเอ็มโอหรือไม่ได้แล้ว


ด้าน นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า อาหารที่มีส่วนประกอบของจีเอ็มโอนั้นเข้ามาในประเทศไทยหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุมความปลอดภัย ซึ่งเรื่องนี้ทาง สธ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งมาตรการที่ภาคประชาชนเสนอมานั้น ทาง สธ.ต้องทำแน่นอน โดยจะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการอาหารเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสม อาจใช้เวลาประมาณ 3 เดือน รวมถึงต้องร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรเพื่อผู้บริโภค เพื่อช่วยกันดูแลเรื่องอาหารจีเอ็มโอ


นพ.ไพศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า อาหารต้องมีความปลอดภัย ซึ่งการติดฉลากจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภค ส่วนกระบวนการในการพัฒนาฉลากนั้น คณะอนุกรรมการด้านฉลากน่าจะให้คำตอบได้


ขณะที่ ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง ประธานเครือข่ายนักวิชาการคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช. ) กล่าวว่า ขอให้ สธ. โดยเฉพาะ อย.ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของอาหารโดยไม่ต้องรอกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ เพราะกฎหมายดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์อาหารจีเอ็มที่ผ่านการแปรรูป


ทั้งนี้ ข้อเสนอในการยกระดับความปลอดภัยของอาหาร ทางเครือข่ายภาคประชาชนเสนอให้ สธ. ดำเนินการดังนี้

1. ปรับปรุงประกาศ สธ. ฉบับที่ 215 พ.ศ. 2545 ให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดย

1.1.กำหนดให้อาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร หรือวัตถุเจือปนอาหาร ที่ผลิตมาจากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ได้แก่ เมล็ดพืชดัดแปรพันธุกรรม อาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร หรือวัตถุเจือปนอาหาร ที่ผลิตมาจากจุลินทรีย์ที่ไม่ทำให้เกิดโรคที่ดัดแปรพันธุกรรมต้องผ่านประเมินความปลอดภัยที่กำหนด ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยง ต้องกำหนดอย่างละเอียด ในประกาศ สธ.ฉบับปรับปรุงใหม่


1.2.กำหนดให้อาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิดและวัตถุดิบที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรม เป็นอาหารที่ต้องมีฉลากที่ชัดเจน โดยต้องมีการแสดงฉลากว่า มาจากเทคโนโลยีจีเอ็มโอในทุกกรณีที่ตรวจพบแทนของเดิมที่ระบุให้อาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร หรือโปรตีนที่เป็นผลจากการดัดแปรพันธุกรรม ตั้งแต่ร้อยละ 5 ของแต่ละส่วนประกอบที่เป็นส่วนประกอบหลัก 3 อันดับแรก และแต่ละส่วนประกอบดังกล่าวนั้นมีปริมาณตั้งแต่ร้อยละ 5 ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์


1.3.ให้ฉลากมีสัญลักษณ์จีเอ็มโอในรูปสามเหลี่ยมที่ชัดเจนและเห็นได้ชัด ดังที่มีการดำเนินการในประเทศบราซิล


1.4.อนุญาตให้ใช้ข้อความ ‘ปลอดอาหารดัดแปรพันธุกรรม’ หรือ ‘ไม่ใช่อาหารดัดแปรพันธุกรรม’ หรือ ‘ไม่มีส่วนประกอบของอาหารดัดแปรพันธุกรรม’ หรือข้อความอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งต้องมีหลักฐานการตรวจรับรองจากหน่วยงานรัฐ หรือหน่วยรับรองที่รัฐให้การรับรอง


2. กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบหลังการอนุญาตจำหน่าย (Post-Marketing) ทั้งอาหารจีเอ็มโอและอาหารที่ระบุว่า อาหารปลอดการดัดแปรพันธุกรรม (non-GM)

3. เร่งรัดพัฒนาระบบการรายงานความไม่ปลอดภัยด้านอาหาร (Food Alert System for Thai Consumers) และใช้ฐานข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานรัฐและองค์กรผู้บริโภค พร้อมให้มีการเปิดเผยข้อมูลการทดสอบความไม่ปลอดภัยด้านอาหารแก่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

4. ข้อเสนอต่อกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ หากมีการดำเนินการในอนาคต ขอให้ยึดหลักการคุ้มครองสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการขอเสนอให้ สธ.ต้องมีบทบาทสำคัญเป็นหน่วยงานในการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ และยึดหลักป้องกันไว้ก่อน โดยในกฎหมายนี้จำเป็นต้องมีมาตรการชดเชยเมื่อได้รับผลกระทบจากพืชจีเอ็มทั้งหมด.

อ่านประกอบ
จากร่าง กม. สู่ติดฉลาก GMOs ให้ชัดเจน อีกทางเลือกผู้บริโภค

ขอบคุณ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค-
www.consumerthai.org 

by ThaiWebExpert