สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

รมว.พลังงาน เซ็น MOU กลุ่มสนับสนุนฯ จัดทำ SEA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา


นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีวาระสำคัญ ดังนี้

1.ฝ่ายสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ยินดีให้มีการจัดทำการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ โดยมีคณะกรรมการที่เป็นกลางและมีกระบวนการทำงานตามหลักสากลที่เป็นกลาง

2.การทำ SEA จะต้องมีความสำคัญไปที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เนื่องจากถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(PDP) มาตั้งแต่ต้นตามนโยบายของรัฐบาล

3.ให้กระทรวงพลังงานนำข้อมูลรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่ดำเนินการแล้วมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ SEA

4.หากผลการศึกษา SEA ได้ข้อสรุปให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่มีอยู่แล้วยื่นต่อ สผ. และดำเนินการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

5.หากผลการศึกษาไม่เห็นชอบกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาให้ กฟผ. พิจารณาพื้นที่อื่นที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป 

ประยุทธ์ใช้ม.44 ยกเว้นใช้บังคับกม.ผังเมืองรวมสำหรับกิจการพลังงานทดแทน-โรงงานขยะ


เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท


โดยที่ปัจจุบันประเทศไทยได้ประสบปัญหาความมั่นคงในการจัดหาพลังงานและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตเนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาขยะล้นเมือง การบริหารจัดการขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จนนำไปสู่การกำหนดให้การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการทั้งในระยะเร่งด่วน และระยะยาว ซึ่งในความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวกลับปรากฏข้อขัดข้องหรืออุปสรรคจากข้อกำหนดทางกฎหมายบางประการ จึงจำเป็นต้องระงับและแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและมีความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้


ข้อ 1 ให้ยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่มีคำสั่งนี้ หรือที่จะมีผลใช้บังคับภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำสั่งนี้ สำหรับการประกอบกิจการดังต่อไปนี้


(1) การประกอบกิจการคลังน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง และการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 88 ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ. 2558-2579 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2558 - 2579 และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 - 2579 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 และกิจการอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิต ขนส่ง และระบบจำหน่ายพลังงานตามแผนดังกล่าว


ทั้งนี้ ให้รวมถึงกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับปรุงแผน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในภายหลังด้วยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดของโครงการหรือกิจการที่อยู่ในแผนซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วตามวรรคหนึ่งหน้า 4 เล่ม 133 ตอนพิเศษ 15 ง ราชกิจจานุเบกษา 20 มกราคม 2559


(2) การประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 89 โรงงานลำดับที่ 101 โรงงานลำดับที่ 105 และโรงงานลำดับที่ 106 ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2535 และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการกำจัดมูลฝอย


ข้อ  2 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

อินโฟเควสท์ โดย รัชดา คงขุนเทียน/วิลาวัลย์ โทร.02-2535000 อีเมล์: wilawan@infoquest.co.th--
 

รัฐยันปีนี้ไร้ปัญหาน้ำท่วม-นักวิชาการเตือนปีหน้าอาจเผชิญปัญหาภัยแล้ง

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2555

นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงถึงแผนงานบูรณาการน้ำทั้งระบบของรัฐบาลว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ทั้งหมด โดยรัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินการใน 6 แผนงาน เช่น การพร่องในเขื่อนเพื่อรองรับน้ำฝน, แผนการสร้างคันกันน้ำและฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม, การทำพื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ และการวางศูนย์ระบบข้อมูลให้เป็นระบบเดียว(Single Command) ประกอบกับปีนี้ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเฉลี่ยน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 14 % ทำให้มั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำในเขื่อนได้อย่างเหมาะสม

ด้านนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า แม้ปีนี้รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ แต่เป็นห่วงคือในปีหน้าประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่พยายามพร่องน้ำในเขื่อนให้เพียงพอและรองรับปริมาณน้ำฝน จึงมีความกังวลว่า ปริมาณในเขื่อนที่น้อยจะส่งผลให้ชาวนาไม่มีน้ำใช้ ซึ่งจะผลต่อปริมาณส่งออกข้าวของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งวางแผนปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดปีหน้าด้วย โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคของประชาชนและพื้นที่การเกษตร

ครม.เห็นชอบหลักการโครงการวิจัยการก่อตัวของเมฆลดปัญหาภาวะโลกร้อน

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบในหลักการโครงการศึกษาและวิจัยการก่อตัวของเมฆ ฝน พายุ และการเผาป่าในต้นปีหน้า รวมถึงมลภาวะจากนิคมอุตสาหกรรมและรถยนต์ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนานักวิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะการร่วมทำโครงการศึกษาวิจัยกับต่างชาติ

เนื่องจากปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูล และการเตรียมพร้อมรับมือ โดยจะได้รับความร่วมมือจากอาจารย์และนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศในการศึกษาสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปจัดทำรายละเอียดของโครงการเกี่ยวกับงบประมาณที่จะใช้วิจัยการก่อตัวของเมฆและการเผาป่า โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหลักจะมาจากค่าน้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องบิน เรือ และรถยนต์ ที่เป็นพาหนะในการสำรวจ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 1 พันล้านบาท

ยูเอ็นชื่นชมความคืบหน้าด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในจีน

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 27 มิถุนายน 2555

นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าววานนี้ว่ายูเอ็นชื่นชมที่รัฐบาลจีนมีความคืบหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุขของประชาชนและการปกป้องสิ่งแวดล้อม

นายบันได้แสดงความคิดเห็นดังกล่าว ขณะแถลงในการประชุมว่าด้วยประเด็นด้านสาธารณสุขในมุมมองที่กว้างขึ้น ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของยูเอ็น

“การประชุมของยูเอ็นว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เพิ่งปิดฉากลงนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยให้ความสำคัญสูงสุดในด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม" นายบันกล่าว

เขากล่าวเสริมอีกว่า “ความสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรัฐบาลจีนนั้นเป็นเรื่องน่าชื่นชมและน่าเชื่อถืออย่างมาก แนวทางการพัฒนาในจีนจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายประเทศ"

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อสานต่อผลการประชุมสุดยอดริโอ+20 ซึ่งเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศหันมาให้ความสนใจและตระหนักถึงประเด็นสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำนักข่าวซินหัวรายงาน

UN เผยการลงทุนพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกพุ่งแตะ $2.57 แสนล้านในปี2554

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันที่ 12 มิถุนายน 2555

รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า การลงทุนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่นๆ ทั่วโลกในปี 2554 ขยายตัวขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 2.57 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนด้านเทคโนโลยีลดลง

รายงาน "สถานะพลังงานหมุนเวียนระดับโลกประจำปี 2555" ระบุว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงอย่างมากนั้น ได้ช่วยส่งเสริมการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในหลายประเทศสำคัญ โดยกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 74% ในปี 2554 ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเติบโตน้อยที่สุดเมื่อปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันระบุว่า การพัฒนาและการประกาศใช้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนจะได้รับการ “กระตุ้น" ในบางประเทศ โดยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2554

นอกจากนี้ รายงานยังบ่งชี้ว่า มูลค่าการลงทุนทั่วโลกเติบโตขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 2 เท่า โดยจีนมีมูลค่าการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนสูงที่สุดที่ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วยสหรัฐที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนญี่ปุ่น สหราชอาณาจักรและสเปนมาเป็นอันดับที่ 6 โดยมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 9 พันล้านดอลลาร์

นายอาคิม สไตเนอร์ ผู้อำนวยการ UNEP กล่าวว่า “มีเหตุผลหลายประการที่ช่วยผลักดันการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน และความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระจายไฟฟ้าไปสู่บริเวณต่าง ๆ ทั้งเขตเมืองและเขตชนบทในประเทศกำลังพัฒนา…"

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อปีที่แล้ว โดยปริมาณการผลิตอยู่ที่ 69.7 ล้านกิโลวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 29.7 ล้านกิโลวัตต์ หรือคิดเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ประมาณ 30 เครื่อง

กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของญี่ปุ่นเติบโตขึ้นแตะที่ 4.9 ล้านกิโลวัตต์เมื่อปีที่แล้ว เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1.3 ล้านกิโลวัตต์จากปีก่อนหน้า แต่ยังคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน10 ของเยอรมนี กำลังการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่นจัดอยู่ในลำดับที่ 3 ตามมาด้วยอิตาลีซึ่งกำลังการผลิตอยู่ที่ 12.8ล้านกิโลวัตต์

รมต.การค้าเอเปคถกลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมไม่คืบ ตีกรอบต้องสรุปก่อนก.ย.

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันที่ 7 มิถุนายน 2555

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก) ระหว่างวันที่ 4-5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซียว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปค ตามมติของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเมื่อปี 54 เพื่อนำมาลดภาษีลงเหลือ 5% หรือต่ำกว่า ภายในสิ้นปี 58 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจโดยป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งนี้ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงได้มอบให้เจ้าหน้าที่ไปหารือกันอีกครั้งในเดือนก.ค.นี้ ที่เม็กซิโก โดยมีเป้าหมายให้กำหนดรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมที่จะนำมาลดภาษีให้ได้ก่อนการประชุมผู้นำเอเปคในเดือนก.ย.นี้ ที่รัสเซีย

ส่วนการหารือถึงการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีในเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of Asia and Pacific หรือ FTAAP) ภายในปี 63 นั้น ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบให้ผนวกเรื่องบทบัญญัติด้านความโปร่งใสในความตกลงเขตการค้าเสรี ที่เสนอโดยรัสเซีย เพื่อจะให้มีการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำเป็นโมเดลตัวอย่างสำหรับเขตเศรษฐกิจที่เป็นสมาชิกจะใช้ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีต่อไป ซึ่งไทยได้ให้ความสนับสนุน เพราะเห็นว่าความโปร่งใสเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ รวมทั้ง SMEs ด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีการค้าเอเปคได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเจรจาเปิดการค้าเสรีรอบโดฮา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และต่อต้านการใช้มาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าสินค้าและบริการ และการลงทุน รวมถึงมาตรการจำกัดการส่งออก หรือการใช้มาตรการที่ไม่สอดคล้องกับความตกลง WTO

"ไทยสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้ WTO และผลักดันให้เอเปคดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์กับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการพัฒนาให้เอสเอ็มอีเข้มแข็ง และการสนับสนุนให้เข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน เพราะไทยเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของโลกในสาขาต่างๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และอาหาร การดำเนินการของเอเปคในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นประโยชน์กับเอสเอ็มอีของไทยด้วย" รมว.พาณิชย์ กล่าว

SPCG คาดเซ็นขายคาร์บอนเครดิตปลายปี-ปูทางตั้ง Infrastructure Fund ปี 56

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันพุธที่ 21 มีนาคม 2555

นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาราวปลายปีนี้ และจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 56 หลังจากที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ออกมาเสียก่อน

สำหรับแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะนี้มีวงเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทยรองรับอยู่ราว 4 พันล้านบาทในการลงทุน ซึ่งธนาคารสามารถหาพันธมิตรที่เป็นธนาคารรายอื่นเพื่อร่วมให้เงินกู้ เช่นเดียวกับ โครงการโซลาร์ โคราช 3,4,7 ที่บริษัทร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำให้บริษัทมองแผนการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม(PO)เป็นแผนสุดท้าย หากจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเท่านั้น

และบริษัทมีแผนจะออก Infrastructure Fund เพื่อระดมทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งคงต้องรอให้โครงการส่วนใหญ่ดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นกองทุนนี้ในช่วงปี 56 โดยเชื่อว่า ธนาคารกสิกรไทยที่มีความพร้อมและมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน และเป็นพันธมิตรที่ดีกับบริษัท น่าจะเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ได้

"ตอนนี้เราก็ยังไมได้ล้มเลิกแผนการเพิ่มทุน แต่มองเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีเครื่อ่งมือทางการเงินอื่นที่อำนวยความสะดวกให้เรา ทั้งการกู้ยืมเงิน และการออก Infrastruce Fund โดยหวังว่าปีหน้าน่าจะได้เห็น" นางสาววันดี กล่าว

ขณะที่ ความร่วมมือในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง(RATCH)จะมีต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปลายปีนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุป หลังจากที่ปัจจุบันได้มีความร่วมมือก้นแล้ว 3 โครงการ

ครม.เห็นชอบแผนจัดการมลพิษ 5 ปี (55-59) ยึดหลักผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) อังคารที่ 20 มีนาคม 2555

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบและแนวทางในการจัดการมลพิษของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 ไปสู่การปฏิบัติต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานหลักในการเสนอนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการมลพิษของประเทศได้จัดทำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและทิศทางการจัดการมลพิษของประเทศไทยในอีก 5 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2555 - 2559) ที่มีความเชื่อมโยงกับแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555 — 2559 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการมลพิษของประเทศที่มีการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง และผลักดันการดำเนินการให้เกิดผลร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้

โดยกรอบแนวคิดของแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 มีสาระสำคัญ 1.เพื่อลดและควบคุมการระบายมลพิษอันเนื่องมาจากชุมชนเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ยานพาหนะ และการคมนาคมขนส่ง โดยให้มีการจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การกำกับ ติดตาม ส่งเสริม และสนับสนุนให้แหล่งกำเนิดมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งดำเนินการเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษและผลกระทบที่เกิดขึ้น

2.จัดการมลพิษในระบบพื้นที่ตามลำดับความสำคัญของปัญหา เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่วิกฤต กลุ่มจังหวัดที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่าเขตควบคุมมลพิษ พื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ พื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ พื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นต้น

3.สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานจัดการน้ำเสีย ขยะมูลฝอย มูลฝอยติดเชื้อและของเสียอันตรายชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการจัดการขยะอันตรายและสารอันตรายอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีระบบป้องกันและเตรียมความพร้อมรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติภัยและการคมนาคมขนส่งที่ก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีหรือสารอันตรายต่าง ๆ

4.ประยุกต์ใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (Polluter Pays Principle, PPP) การวางหลักประกันและการชดเชยค่าเสียหายจากการแพร่กระจายมลพิษ การนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และสังคมเป็นแรงจูงใจทางบวกเพื่อส่งเสริมการลดมลพิษหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ปราศจากมลพิษ การสนับสนุนการผลิตและการบริการ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5.พัฒนาระบบการบริหารจัดการมลพิษให้เกิดเป็นเอกภาพทั้งทางด้านกฎหมาย กฎระเบียบ แผน และแนวทางปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน โดยประสานความร่วมมือในการจัดการมลพิษทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน

6.ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเข้ามาร่วมดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ

10 วิธีใช้ไอทีเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2555 โดย RYT9.COM

วงการไอที ถือว่าเป็นวงการใหญ่พอๆ กับแวดวงอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษออกมาสู่โลก จนต้องมีกลุ่มคนสีเขียวออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้วัสดุที่เป็นมลพิษในสังคมให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แล้วคนวงการไอทีอย่างเราๆ ท่านๆ จะนิ่งเฉยปล่อยให้ โลกหมุนรอบตัวเองไปเรื่อยๆ ก็คงกระไรอยู่ นอกจากการช่วยกันสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พวกเรายังสามารถช่วยกันลดปัญหาโลกร้อน หรือโกลบอลวอร์มมิ่ง (Global Warming) กันได้อีกมากมาย กับขอเสนอ 10 วิธีง่ายๆ แต่ช่วยโลกได้จริงดังต่อไปนี้

1. เมื่อชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์พกพาเต็มแล้วควรถอดออกทันที เพราะการชาร์จทิ้งไว้จะทำให้เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 95%

2. ใช้หลอดเกลียวที่เรียกกันว่า CFL เนื่องจากประหยัดไฟและมีอายุการใช้งานที่ยาวกว่ามาก

3. เดินหรือใช้จักรยานแทนเมื่อเดินทางใกล้ๆ นอกจากลดมลพิษจากท่อไอเสียแล้วยังส่งผลให้สุขภาพดีอีกด้วย

4. ลดการใช้กระดาษลงบ้าง เพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า แถมป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อีกด้วย

5. บริโภคพืชผักแทนเนื้อบ้าง เพราะอุตสาหกรรมเนื้อปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาสู่โลกกว่า 18%

6. ใช้พลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซล หรือเอทานอลให้มากขึ้น
7. ใช้วอลเปเปอร์หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เป็นสีดำ เนื่องจากเป็นการลดพลังงานไฟฟ้า และลดความร้อนที่หน้าจอปล่อยออกมา

8. การจอแสดงผลทั้งจอคอมพิวเตอร์และทีวีให้เป็นแบบ LCD หรือ LED จะช่วยลดอุณหภูมิห้องได้ถึง 5%

9. ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเมื่อไม่มีการใช้งานนานเกินชั่วโมง โดยตั้งโหมด standby หรือ sleep mode เอาไว้

10.การอ่านสิ่งต่างๆในอีบุ๊ก แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน แทนการใช้กระดาษ นอกจากเป็นการประหยัดกระดาษแล้ว อาจเป็นการปฏิวัติวงการสื่อให้เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ก็เป็นได้

หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย แต่หากทุกคนหรือหลายๆ คนช่วยกันปฏิบัติตาม จาก 1 คน เป็น 10 คน เป็น 100 คน บอกต่อกันไปเรื่อยๆ คิดว่าคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีบนวงการไอที และโลกใบนี้แน่นอน

by ThaiWebExpert