ประชาไทออนไลน์

กก.ค้านเขื่อนเสือเต้นฯ ประณาม 'สมศักดิ์ เทพสุทิน' เหตุจ่อชงสร้างเขือน


คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนฯ ออกแถลงการณ์ ประณาม สมศักดิ์ เทพสุทิน จากกรณีที่จะเรียกร้องให้มีการสร้างเขื่
อนแก่งเสือเต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในวาระที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรที่ 25-26 ธ.ค. นี้

13 ธ.ค.2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ว่า วันนี้ ทาง คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นฯ ได้ออกแถลงการณ์ ประณาม สมศักดิ์ เทพสุทิน จากกรณีที่จะเรียกร้องให้มีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในวาระที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรที่พิษณุโลก-สุโขทัย ในวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 นี้

คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นฯ ระบุว่าได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม 14 แนวทาง โดยมีแผนงานการจัดการน้ำขนาดกลาง-ขนาดเล็กทั่วทั้งลุ่มน้ำยม ในนาม สะเอียบโมเดล จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายทุกหน่วยงานมาแล้ว และเริ่มดำเนินการไปบางส่วนแล้ว แต่ สมศักดิ์กลับปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้นขึ้นมาอีก อีกทั้งกรมชลประทานยังได้คืนงบประมาณในการศึกษา EIA. EHIA. ให้กับกระทรวงการคลังไปแล้ว ศูนย์ดำรงธรรม ก็ได้ยืนยันมาแล้วว่าโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่างได้ยุติไปแล้ว แต่นายสมศักดิ์ ก็ดึงดันที่จะผลักดันไห้รัฐบาลใช้อำนาจเบ็ดเสร็จสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นให้จงได้

สำหรับเหตุผล 14 ประการที่ไม่สมควรสร้าง เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง และแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม 14 แนวทาง โดยไม่ต้องสร้าง เขื่อนดังกล่าว ที่เสนอโดย คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ มีรายละเอียดดังนี้

เหตุผล 14 ประการที่ไม่สมควรสร้าง เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง
1.ผลการศึกษาของ องค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO.) ด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันน้ำท่วม เขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถ เยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนยมบนเขื่อนยมล่าง จุน้ำได้เพียงครึ่งเดียว ยิ่งไม่มีทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้เลย

2.ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI.) ด้วยเหตุผลทาง เศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน ส่วนเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่างนั้น ยิ่งใช้งบประมาณมากกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก จึงไม่มีทางที่จะคุ้มทุนได้

3.ผลการศึกษาของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่าหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของอุทยาน แห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศน์ และชุมชนอย่างมาก เขื่อนยมบนเขื่อนยมล่างก็กระทบต่อพื้นที่เดียวกันนี้ เพราะเป็นการแบ่งเขื่อนแก่งเสือเต้นออกเป็นสองตอน สองเขื่อนนั่นเอง

4.การศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้าน ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทยทั้งประเทศ อีกทั้งจังหวัดแพร่มีป่าสักทองธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดในโลก จึงไม่ควรทำลาย หันมาพัฒนาอุทยานแม่ยม รักษาป่าสักทอง พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่าการทำลาย

5.ผลการศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้วยเหตุผลในการจัดการน้ำ ยังมีทางออก และทางเลือกอื่น ๆ อีกหลายวิธีการ ที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รวมทั้งไม่ต้องสร้างเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่าง

6.ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เสนอ 19 แผนงานการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่าง ก็สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้เช่นกัน

7.ผลการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ได้ชี้ชักว่า บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก คือ รอยเลื่อนแพร่ ซึ่งยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะสร้างเขื่อนใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก เสมือนหนึ่งเป็นการวางระเบิดบนหลังคาบ้านของคนเมืองแพร่ เขื่อนยมบนเขื่อนยมล่างก็ตั้งอยู่บริเวณแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกเช่นกัน กระทบทั้งรอยเลื่อนแพร่ และรอยเลื่อนแม่ยม

8.ผลการศึกษาของโครงการพัฒนายุทธศาสตร์ทางเลือกนโยบายการจัดการลุ่มน้ำยม (SEA) ชี้ให้เห็นว่ามีทางเลือกมากมายในการจัดการน้ำ ในลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เช่น การทำทางเบี่ยงน้ำเลี่ยงเมือง การทำแก้มลิง การพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง เป็นต้น

9.ผลการศึกษาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุโครงการเขื่อนเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิชุมชน อย่างร้ายแรง ซึ่งต้องยกเลิกโครงการโดยเด็ดขาด อีกทั้งยังมีทางเลือกหรือทางออกอื่นๆ อีกมากในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

10.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือ เขื่อนแก่งเสือเต้น ไม่มีการผลิตกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ดังนั้นข้อกล่าวอ้างที่ว่าหากไม่สร้างเขื่อนก็จะไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงเป็นความเท็จ เพราะเขื่อนไม่ได้ออกแบบเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด อีกทั้งเขื่อนทั้งหมดของประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ ของกำลังการผลิตทั้งหมด หากยกเลิกการผลิตไฟจากเขื่อนทั้งหมดก็ยังมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ

11.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือ เขื่อนแก่งเสือเต้น ทำลายป่า 30,000-40,000 ไร่ ซึ่งมีพรรณไม้นานาชนิดหลายล้านต้น ซึ่งไม่มีทางที่จะปลูกป่าทดแทนได้ดังที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ที่ผ่านมามีเพียงการปลูกต้นไม้สร้างภาพแล้วปล่อยให้ตาย ไม่มีสภาพเป็นป่าดังที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

12.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือ เขื่อนแก่งเสือเต้น ทำลายป่ามหาศาลอันจะนำไปสู่ปัญหาโลกร้อน เป็นการทำลายแหล่งผลิตออกซิเจน ซึ่งเป็นปัญหาของคนทั้งชาติและคนทั้งโลก

13.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือ เขื่อนแก่งเสือเต้น ทำลายแก่งเสือเต้น ท่วมทั้งแก่ง ท่วมทั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ยม ท่วมทั้งป่าสักทอง ทำให้หมดอัตลักษณ์ของความเป็นอุทยานแห่งชาติแม่ยม ทั้งแก่งเสือเต้นและป่าสักทอง จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำลายอุทยานแห่งชาติแม่ยมที่เป็นสมบัติของตนไทยทั้งชาติและคนทั่วโลก

14.เขื่อนเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลัง ยุโรปและอเมริกาได้เลิกใช้แล้วและหันกลับมาฟื้นฟูแม่น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เขื่อนจึงไม่ใช่สัญญาลักษณ์พัฒนาอีกต่อไป แต่เขื่อนคือ สัญลักษณ์ ของหายนะและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม 14 แนวทาง โดยไม่ต้องสร้าง เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง 
1.ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ รักษาป่าที่เหลืออยู่ ป้องกันการบุกรุกป่า ให้ป่าซับน้ำไว้เป็นเขื่อนถาวรและยั้งยืน และทำหน้าที่เก็บคาร์บอลไดออกไซด์ ช่วยลดโลกร้อน อีกทั้งยังช่วยฟอกอากาศให้ออกซิเจนแก่คนไทยทั้งชาติ รวมทั้งมวลมนุษยชาติ อีกด้วย

2.รักษาและพัฒนาป่าชุมชน ทุกชุมชนควรมีป่าชุมชน ไว้ใช้สอย เก็บเห็ด ผัก หน่อไม้ สมุนไพร เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน รักษาป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะป่าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องรักษาไว้อย่างเข้มงวด ห้ามมิให้พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบต่อป่าและสัตว์ป่า เช่น โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ที่ผ่าใจกลางอุทยานแห่งชาติแม่ยม รวมทั้งเขื่อนแม่วงก์ ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นต้น

3.ปลูกต้นไม้เพิ่ม สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และ ประเทศชาติ ทุกคน ทุกชุมชน ช่วยกันทำได้ ช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย ยุติการตัดถางป่าเพื่อปลูกต้นไม้สร้างภาพไปวันๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ ควรปล่อยให้ป่าได้ฟื้นสภาพเอง ซึ่งจะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากกว่า

4.ฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย พัฒนาฝายดักตะกอน ฝายชะลอน้ำ ฝายกักเก็บน้ำ ให้ทั่วทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ สนับสนุนให้ทุกชุมชนได้พัฒนา ฟื้นฟูระบบการจัดการน้ำชุมชน ให้ องค์กรท้องถิ่นสนับสนุนการสร้างแผนการจัดการน้ำชุมชน ใช้สะเอียบโมเดลเป็นแผนการจัดการน้ำชุมชนต้นแบบ

5.เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขา พัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก ทั้ง 77 ลำน้ำสาขา ของแม่น้ำยม ซึ่งจะกักเก็บน้ำได้มากกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นถึง 3 เท่า ซึ่งกรมชลประทานสำรวจพบแล้ว 26 จุด ซึ่งสามารพัฒนาได้เลยโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

6.ทำแหล่งรับน้ำหลากไว้ทุกชุมชน โดยกรมทรัพยากรน้ำได้สำรวจไว้แล้ว 395 แหล่ง เก็บน้ำได้มากกว่า 1,500 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเก็บน้ำได้เพียง1,175 ล้าน ลูกบาศก์เมตร แต่ใช้งบเพียง 4,000 กว่าล้านบาท น้อยกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นถึง 3 เท่า

7.พัฒนาโครงการ หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งแหล่งน้ำ หนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งน้ำ ทั่วทั้งลุ่มน้ำยม จะสามารถลดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฝนตกที่ไหนน้ำเข้าที่นั่น กระจายทั่วทั้งลุ่มน้ำ ไม่ใช่รอให้ฝนตกเหนือเขื่อนเท่านั้น ซึ่งเราไม่สามารถกำหนดธรรมชาติได้

8.สนับสนุนการจัดการน้ำระดับครัวเรือน และระดับชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ได้แก่ ขุดบ่อ หรือ สระน้ำในไร่นา รวมทั้งอนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบเหมืองฝายที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น จะสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน และชุมชน อย่างเป็นจริง และใช้งบประมาณน้อยกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

9.พัฒนาระบบภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนไหนรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อตัวเองและเพื่อชุมชนอื่น ควรได้รับการสนับสนุน ชุมชนใดไม่มีศักยภาพในการรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควรให้การสนับสนุน เป็นชุมชนพี่น้องหนุนช่วยกัน

10.กระจายอำนาจและงบประมาณให้กับชุมชนท้องถิ่น ในการวางแผนระบบการจัดการน้ำโดยชุมชน รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและระบบการจัดการน้ำของชุมชนท้องถิ่น และให้สิทธิและอำนาจการจัดการน้ำแก่ชุมชนท้องถิ่น โดยมีกฎหมายรองรับ

11.ทบทวนนโยบายการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ และส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอายุสั้น และเลือกปลูกพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อลดการบุกรุกพื้นที่ป่า และลดปริมาณการใช้น้ำในการทำเกษตรกรรมนอกฤดู

12.ส่งเสริมระบบการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับภูมิสังคม สนับสนุนโฉนดชุมชน สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน ยุติการขับไล่ชุมชนออกจากป่า สนับสนุนชุมชนที่อยู่กับป่า ให้รักษาป่า รักษาต้นน้ำ รวมทั้งจัดการผังเมืองให้สอดคล้องกับธรรมชาติและภูมิสังคม

13.บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า อากาศ แร่ ฯลฯ และมีบทลงโทษในการพัฒนาที่ผิดพลาด ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง รวมทั้งส่งเสริมมาตรการลงโทษทางสังคมต่อผู้ใช้อำนาจการตัดสินใจ ผู้วางแผนงาน การบริหารประเทศ การพัฒนาที่ผิดพลาด ไม่ให้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจอีกเจ็ดชั่วโคตร

14.ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายลูก รองรับสิทธิชุมชน ให้สิทธิชุมชนในการ ปกป้อง รักษา และใช้ประโยชน์ในทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า อากาศ แร่ ฯลฯ

คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ 

มีชัยการันตี ไม่ขัด รธน. ปมงัด ม.44 ผ่อน 3 กฎระเบียบเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ประธาน กรธ. ชี้ คสช. ใช้ ม.44 ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 3 ด้านเพื่อให้การเดินหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเร็วขึ้น ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

แฟ้มภาพ เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

24 พ.ค. 2560 เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา รายงานวา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีมติให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อคข้อจำกัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า กรณีดังกล่าวไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมันให้กับนักลงทุน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีหลายกลไกที่เอื้อประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเทศในด้านการลงทุนและการบริการประชาชนให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น พร้อมเห็นว่า การออกคำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องอื่น ก็ต้องระมัดระวังในการพิจารณาว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยส่วนตัวไม่สามารถบอกได้ว่ากฎหมายลักษณะใดที่ไม่สามารถออกโดยมาตรา 44 ได้

มีชัย ระบุด้วยว่า ในวันที่ 29 พ.ค. นี้ กรธ. จะส่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาก่อน จากนั้นจึงจะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณา พร้อมย้ำถึงเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มุ่งเน้นเรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกสรรหาที่ต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหาก สนช. ยังยืนยันให้ กกต. ชุดเก่าทำหน้าที่ต่อไป เห็นว่าหากไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากเป็นความเห็นต่างที่ต้องรับฟัง

โดยวานนี้ (23 พ.ค.60) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 รวมทั้งสิ้น 3 เรื่อง ประกอบด้วย สำหรับเรื่องแรก คือ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ของโครงการหรือกิจการสำคัญและเร่งด่วนของอีอีซีเป็นการเฉพาะ ขณะเดียวกัน ยังให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มเติม จากผู้ขออนุญาตได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษแก่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ โดยให้ใช้เวลาพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับรายงาน 

ส่วนเรื่องที่สอง คือ กระบวนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งปัจจุบันจะใช้เวลาอย่างน้อย 8-9 เดือน ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการจึงให้นายกรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรฐานการร่วมทุนได้เป็นการพิเศษ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการ 


เรื่องสุดท้าย คือ ให้หน่วยซ่อมอากาศยานมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามลักษณะการลงทุน ซึ่งเดิมกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตซ่อมต้องมีสัญชาติไทย หรือมีคนไทยถือหุ้นเกินกว่า 50% แต่ตามกิจการ เช่น การซ่อมเครื่องบิน อะไหล่ และชิ้นส่วนอากาศยาน ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีสูงและมีสิทธิบัตริสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ จึงจะไม่ยอมลงทุนโดยมีผู้ถือหุ้นอื่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนั้นจึงปรับปรุงลักษณะของผู้ได้รับใบรับรองในเขตอีอีซีเป็นพิเศษ โดยไม่ต้องดำเนินตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวมากขึ้น 

กลุ่มค้านเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์-พนักงานที่ดิน ปมเตรียมออกเอกสารสิทธิ์ไม่ชอบ

Tue, 2016-11-01 21:59



ชาวบ้านกลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น เข้ายื่นฟ้องกรมธนารักษ์ และพนักงานที่ดินต่อศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก ปมเตรียมออกโฉนดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทนายความชี้ กฎหมายที่ดินให้แค่เอกชนออกโฉนดได้ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ

1 พ.ย.2559 เวลา 13.30 น.ตัวแทนผู้เดือดร้อน กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิน และตัวแทนชาวบ้านภาคเหนือ 60 คน เข้ายื่นฟ้องศาลปกครอง จ.พิษณุโลก ในกรณีการยื่นขอออกโฉนดของกรมธนารักษ์ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เนื่องจากจะครบ 60 วันตามกำหนดการคัดค้านคำสั่งของสำนักงานที่ดินที่ให้สิทธิกับธนารักษ์ในการออกโฉนดในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก ทั้งนี้ชาวบ้านถูกกดดัน ข่มขู่ จากทางภาครัฐและกลุ่มทุนในพื้นที่ จนต้องถอนการคัดค้านดังกล่าว จึงเหลือชาวบ้าน 6 รายที่ไม่ถอนการคัดค้าน จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง

พรภินันท์ โชติวิริยะนนท์ ตัวแทนชาวบ้านผู้เดือดร้อน กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น กล่าวว่า ยืนยันไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มาก่อนธนารักษ์ แต่รัฐกลับให้สิทธิกรมธนารักษ์เตรียมออกโฉนด โดยชาวบ้านยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน

หลังจากยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกได้มีชาวบ้านได้มอบดอกไม้ให้กำลังใจกับตัวแทนผู้เดือดร้อนที่ยื่นฟ้องต่อศาล

ด้าน สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิท้องถิ่น ระบุว่ากรณีการยื่นฟ้องครั้งนี้เกิดจากการประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 17/2558 ซึ่งนำไปสู่การที่กรมธนารักษ์ยื่นออกโฉนดที่ดิน เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2,183 ไร่ ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ ชาวบ้านจึงไปยื่นคำร้องไว้กับสำนักงานที่ดิน จนถึงที่สุดสำนักงานที่ดินได้มีคำสั่งเปรียบเทียบสิทธิ โดยระบุให้กรมธนารักษ์มีสิทธิดีกว่าชาวบ้าน แต่ในกระบวนการทางกฎหมายชาวบ้านสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาได้ เพื่อชะลอการออกโฉนดไว้ก่อน จนกว่าการพิจารณาของศาลจะแล้วเสร็จ

“สำหรับประเด็นที่ชาวบ้านฟ้อง คือมองเห็นว่าการเตรียมออกโฉนดของกรมธนารักษ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นแรกคือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 17/2558 ไม่ได้บอกให้กรมธนารักษ์ออกโฉนด โดยหลักตามกฎหมายที่ราชพัสดุมีกฎหมายที่พูดเรื่องการจัดการอยู่แล้ว แต่การออกโฉนดจะมีการเซ็นต์เอกสารสิทธิ์ เหทือนกับที่ดินของเอกชน ซึ่งเข้าใจว่ารัฐจะเตรียมพร้อมไว้เพื่อเอื้อให้กับเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนสามารถเช่าที่ดินในระยะยาวได้ ซึ่งเราคิดว่าขัดกับประมวลกฎหมายที่ดิน เพราะการออกโฉนดในกฎหมายที่ดิน เป็นเรื่องของเอกชนในการออกโฉนดที่ดิน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ” สุมิตรชัย กล่าว 

                                                                    แถลงการณ์

“ทำไม ? เราต้องโดนพรากที่ดินทำกิน ถิ่นอาศัย”
“ทำไม ? เราต้องเป็นเหยื่อของเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

จากที่รัฐบาลประกาศคำสั่งที่ 17/2558 เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี 2557 ได้กำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดตาก มุกดาหาร สระแก้ว หนองคาย ตราด อีกทั้งยังมีการผลักดัน พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษต่างๆ เอื้อประโยชน์ต่อทุนเอกชน โดยเฉพาะการจะให้สิทธิการเช่าที่ดินถึง 99 ปี ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ ทุนต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของแผ่นดินไทย ในขณะที่ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่ไม่มีแม้กระทั่งที่ดินทำกินหรืออยู่อาศัย ซ้ำร้ายนโยบายดังกล่าวยังได้พรากเอาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยและสิทธิของชุมชนไปอย่าง ไม่เป็นธรรม

“เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก” เป็นหนึ่งในสิบของพื้นที่ดำเนินการ มีจำนวนพื้นที่ 2,183 ไร่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ที่เป็นชุมชน ซึ่งมีประวัติศาสตร์การใช้ที่ดินอยู่อาศัยตั้งแต่ยุคก่อรูปชุมชนในปี พ.ศ.2400 แต่วันนี้ชีวิตพวกเขากำลังถูกภัยจากนโยบายรัฐคุกคาม แม้กว่า 1 ปี 5 เดือน ที่ผ่านมา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและ “กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น” จะลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการสูญเสียที่ดินของตนเอง ท่ามกลางการถูกกดดัน ข่มขู่ อ้างการ ใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่คัดค้านและไม่เคยเหลียวแลแก้ไข ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม วัฒนธรรม วิถีชุมชน และการไร้สิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินชะตาชีวิตของคนในชุมชน

กรณี “ชาวบ้านวังตะเคียน” ได้ถูกดำเนินการเร่งออกโฉนดโดยอ้างถึงคำสั่งที่ 17 /2558 ตาม มาตรา 44 เพื่อนำพื้นที่พัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมและพยายามยื่นคัดค้านกับสำนักงานที่ดินตาก สาขาแม่สอด แต่ก็ไม่เป็นผล ภาวะความกดดัน ความกลัวต่ออำนาจรัฐทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องยอมถอนการคัดค้าน วันนี้เหลือเพียงเหลือชาวบ้านเพียง 6 รายที่ไม่ถอนการคัดค้านและตัดสินใจต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ต่อศาลปกครอง
เราจะยังยืนหยัดเรียกร้องความเป็นธรรม ต่อสู้กับผลกระทบจากนโยบายรัฐที่ไม่เห็นความสำคัญกับชีวิตของชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้รัฐบาลและสังคมไทยได้เห็นว่าพวกเราคือหนึ่งในผู้เดือดร้อน เราคือผู้ที่กำลังถูกพราก ที่ดินทำกิน ถิ่นอาศัย เราเป็นเหยื่อของเขตเศรษฐกิจพิเศษและประวัติศาสตร์สังคมไทยจะต้องจารึกเรื่องราวของพวกเราให้แก่สังคมและลูกหลานในอนาคตได้รับรู้

ด้วยจิตคาราวะและเชื่อมั่นในพลังประชาชน

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ,เครื่อข่ายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน จ.พิษณุโลก,สหพันธ์รักษ์เมืองตาก,สมัชชาประชาชนสุโขทัย, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-Move)

1 พฤศจิกายน 2559

                                                     ณ ศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก

ต้น เม.ย.นี้จัดชุดพยัคฆ์ไพรชี้เป้า 'ทวงคืนผืนป่า' เกือบ 3 แสนไร่ ยันผู้ยากไร้จัดสรรที่ดินทำกินให้


อธิบดีกรมป่าไม้ เผยตั้เป้า 'ทวงคืนผืนป่า' เกือบ 3 แสนไร่ ต้นเม.ย.นี้ ชุดพยัคฆ์ไพรลงพื้นที่ชี้เป้าที่มีการบุกรุกป่า ยันรัฐบาลเน้นให้ดูแลผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินด้วยการจัดสรรที่ดินทำกินให้

3 เม.ย. 2559 จากเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวตอนหนึ่งในรายการคืนความสุขฯ ถึงนโยบายแก้ไขเร่งด่วนของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาของ คสช. และรัฐบาลก็คือมาตรการในการทวงคืนผืนป่า โดยกล่าวว่า จะมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เน้นใช้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป มุ่งดำเนินการโดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ผู้มีอิทธิพล ในปี 2558 เราสามารถทวงคืนผืนป่ากลับมาเป็นของพวกเราทุกคนได้กว่า 3 แสนไร่ และดำเนินคดีผู้บุกรุก 13,000 คดี


ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา 
Nation TV รายงานว่า นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพลิกฟื้นผืนป่า ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วางพื้นที่เป้าหมายระหว่างปี 2559-2560 ไว้ทั้งหมด 295,000 ไร่ แบ่งเป็น กรมป่าไม้ 200,000 ไร่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 70,000 ไร่ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 25,000 ไร่ ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยกรมป่าไม้นำพื้นที่ป่าคืนได้แล้ว 50,000 ไร่ จากเป้าหมายปีนี้ 1 แสนไร่ ด้วยการแปลภาพถ่ายทางอากาศการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ของไทยระหว่างปี 2545-2557

อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า มีพื้นที่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงไปถึง 6 ล้านไร่ จึงจะนำมาพิจารณาแยกเป็นประเภทของผู้ยากไร้ หลังรัฐบาลเน้นให้ดูแลผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินด้วยการจัดสรรที่ดินทำกินให้ ยกเว้นกรณีที่เป็นกลุ่มนายทุนรุกป่าจะดำเนินตามกฎหมายต่อไป โดยตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนนี้ ได้ให้ชุดพยัคฆ์ไพรเริ่มนำแผนที่ป่าไม้ ทั่วประเทศ เพื่อส่งแผนที่ป่าไม้ในแต่ละพื้นที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ลงพื้นที่ชี้เป้าที่มีการบุกรุกป่า ในการร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น ตั้งแต่ซึ่งกรณีที่ดินเป็นของนายทุนหรือไม่ผู้ว่าจะพิจารณาเองตามขั้นตอนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ (คปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าระดับจังหวัด (คปป.จ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริง มั่นใจว่า กรมป่าไม้จะนำพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกผิดกฎหมายคืนรัฐได้ทั้งหมดตามแผนภายใน 2 ปี


เริ่มให้ผอ.อรรถพล นำแผนที่ส่งเอกสารให้ผวจ.ทั่วประเทศ เริ่มชี้เป้า ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน สนธิกำลัง และทุกภาคส่วน กรณีรายใดที่ไม่มั่นใจว่าเป็นนายทุนจะเข้าสู่กระบวนการคปก.จังหวัด เป้าหมายปี 59-60 จำนวน 2 แสนไร่และจะบรรลุตามเจตนารมย์


อธิบดีกรมป่าไม้ ยังระบุด้วยว่า ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ จะประชุมพื้นที่เตรียมจัดสรรโครงการที่ดินทำกินให้ประชาชนผู้ยากไร้ 340,413 ไร่ ในพื้นที่ 47 จังหวัด รวม 82 แห่ง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี อยากให้จัดสรรที่ดินทำกินได้ครอบคลุมจึงจะเพิ่มพื้นที่จัดสรรที่ดินทำกินอีก 100,000 ไร่ โดยจะพื้นที่ที่จากการยึดคืนมาจัดสรรด้วย

‘สตรีพีมูฟ’ เรียกร้องยกเลิกแผนทวงคืนป่าไม้–ตำรวจสั่งห้ามชูป้าย ‘ส่อต้าน’ ม.44


8 มี.ค.2559 เวลา 9.00 น. ที่อาคารสำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพร.) เครือข่ายผู้หญิงกระบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ สตรีพีมูฟ ประมาณ 200 คน ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยมีนายพันธ์ศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ

สำนักข่าวคนชายขอบ
รายงานถึงบรรยากาศของกิจกรรมว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นายได้ประกาศให้เครือข่ายสตรีจำกัดพื้นที่ชุมนุมแค่บนทางเดินเท้า ไม่อนุญาตให้ใช้ถนนสาธารณะเพื่อทำการรณรงค์ใดๆ และยังสั่งปลดป้ายที่มีข้อความส่อไปในทางต่อต้านคำสั่งหัวหน้า คสช.มาตรา 44 หรือต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) ฉบับที่ 44 ด้วย รวมทั้งประกาศห้ามไม่ให้ตัวแทนผู้ชุมนุมสื่อสารข้อความใดๆ เกี่ยวกับการต่อต้านมาตรา 44 โดยระบุว่าหากยังพบการใช้ข้อความดังกล่าวจำเป็นต้องสลายการชุมนุมทันที

ตัวแทนกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า เนื่องในวันสตรีสากล ทางเครือข่ายสตรีได้รับผลกระทบจากหลายนโยบายของรัฐบาลคือ


1.กรณีแผนแม่บทป่าไม้ที่ดิน และการทวงคืนผืนป่าส่งผลให้ชุมชนในพื้นที่ป่าที่สาธารณะและพื้นที่ที่ถูกประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวนทุกภาคของประเทศต้องถูกขับไล่ ดำเนินคดี เช่น อุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ, พื้นที่ตำบลห้วยแย้และตำบลวังตะเฆ่ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถูกบังคับขับไล่จากพื้นที่ภายในเดือนมีนาคมนี้, พื้นที่ชุมชนบางพระเหนือ จังหวัดระนอง ผู้สูงอายุ 1 ราย ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการบุกรุกที่ดินเป็นจำนวนเงิน 1,900,000 บาท


2. นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรงในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายให้เอกชนเช่าที่ได้ 99 ปี เช่น พื้นที่จังหวัดแม่สอด เป็นต้น


3. กรณีประกาศคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2559 และ 4/2559 ตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รัฐบาลตั้งใจงดเว้นปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและสภาพแวดล้อม เพราะเท่ากับเป็นการยกเลิกหลักประกันคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน


4. ประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) ฉบับที่ 44 ปี 2502 ปัจจุบันยังคงนำมาใช้ไล่รื้อชุมชนคนจนเมือง เช่น ชุมชนคลองเสือน้อย เขตลาดพร้าวที่ต้องถูกสั่งรื้อภายใน 15 วัน


5. บางพื้นที่มีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ เช่น การออกเอกสารสิทธิ์ทับชุมชนดั้งเดิมของประชาชนชาวเลที่หาดราไวย์ชุมชนดอยเทวดา จังหวัดพะเยา เป็นต้น


เครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งที่สร้างผลกระทบให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคสช.ฉบับที่ 3/59 และ 4/59 ภายใต้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 4 ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 44 ปี 2502


นายศรายุทธ ฤทธิพิณ สมาชิกกลุ่มพีมูฟและผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีพื้นที่ปัญหาล่าสุด แถบตำบลวังตะเฆ่ และตำบลห้วยแย้ จังหวัดชัยภูมิ มีชาวบ้านหลายคนถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ข่มขู่ให้เซ็นเอกสารเปล่ายินยอมมอบพื้นที่ให้ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าขอคืนเพียง 2-3 ไร่เท่านั้น หากชาวบ้านไม่ยินยอมจะถูกดำเนินคดีและถูกจับกุม ทำให้ชาวบ้านบางส่วนยินยอมเซ็นเอกสารดังกล่าวแล้วโดยที่ชาวบ้านไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในเอกสารได้


ทั้งนี้ ผู้หญิงกระบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ประกอบด้วยตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) อาทิ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูน เป็นต้น

'ประยุทธ์' วอน 'เอ็นจีโอ' ร่วมมือรัฐศึกษา 'เขื่อนแม่วงก์' แนะสร้างเขื่อนขนาดเล็กรอบโครงการ


"ประยุทธ์" วอน "เอ็นจีโอ" ร่วมมือรัฐศึกษา "เขื่อนแม่วงก์" แนะสร้างเขื่อนขนาดเล็กรอบโครงการ 
ให้ ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และ ก.เกษตร ไปรวบรวมแนวคิดทำเขื่อนแม่วงก์ที่ผ่านมานำมาศึกษาความเป็นไปได้ เน้นลดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชน ผลกระทบต่อป่าไม้ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่และพันธุ์หายาก รวมถึงสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่โดยเฉพาะเสือโคร่ง แนะให้กระจายสร้างเขื่อนขนาดเล็กในพื้นที่บริเวณรอบๆ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมวอนเอ็นจีโอร่วมมือรัฐศึกษาเขื่อนแม่วงก์

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา 
เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา หมู่ 6 ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำและภัยแล้งของจังหวัดอุทัยธานี จาก นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมรับฟัง

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวสรุปสถานการณ์น้ำแล้งและภัยแล้งจังหวัดอุทัยธานีว่า สภาพทั่วไปของจังหวัดอุทัยธานีมีพื้นที่โดยรวม 4.2 ล้านไร่ ครอบคลุม 4 ลุ่มแม่น้ำ (สะแกกรัง ท่าจีน แม่กลอง และเจ้าพระยา) ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1,265 มม./ปี มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน 5 สาย (สะแกกรัง คลองโพธิ์ ห้วยขุนแก้ว ทับเสลา และห้วยกระเสียว) มีความต้องการใช้น้ำ 497 ล้าน ลบ.ม./ปี แบ่งออกเป็นเพื่ออุปโภค บริโภค 8.0 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการเกษตร 400 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อรักษาระบบริเวศ 89 ล้าน ลบ.ม.


ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี สามารถดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานได้เสนอโครงการพัฒนาศักยภาพการพัฒนาโครงการเขื่อนแม่วงก์ ขนาดความจุเก็บกักน้ำ 258 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 301,900 ไร่ ฤดูแล้ง 126,545 ไร่ คลอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 6 อำเภอ 23 ตำบล 127 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับประโยชน์ 13,749 ครัวเรือน


พร้อมกันนี้ ได้เสนอโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำทับเสลาโดยขอสนับสนุนงบประมาณขุดลอกลำน้ำห้วยทับเสลา และปรับปรุงอาคารผันน้ำ พร้อมเสริมคันสปริงเวย์อ่างเก็บน้ำทับเสลา โดยคาดว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการชลประทานเมื่อการพัฒนาเต็มที่คิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 284 ล้านบาท สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกในเขตอำเภอลานสัก อำเภอหนองฉาง อำเภอทัพทัน อำเภอหนองขาหย่างและอำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดประมาณ 166,957 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทานประมาณ 143,500 ไร่ และพื้นที่นอกเขตชลประทานประมาณ 200,000 ไร่


ภายหลังรับฟังบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรีรับทราบโครงการพัฒนาศักยภาพการพัฒนาโครงการเขื่อนแม่วงก์ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปรวบรวมแนวคิดทำเขื่อนแม่วงก์ที่ผ่านมา นำมาศึกษาความเป็นไปได้เน้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด ลดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชน พร้อมกับเน้นย้ำเรื่องผลกระทบต่อป่าไม้ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ และพันธุ์หายาก รวมถึงสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่โดยเฉพาะเสือโคร่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนะให้กระจายสร้างเขื่อนขนาดเล็กในพื้นที่บริเวณรอบๆ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมหาวิธีการอื่นๆ รวมถึงการพร่องน้ำมาใช้ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หาข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุด ให้คุ้มค่ากับความเสียหายของป่าไม้ สำหรับโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำทับเสลา นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้อธิบดีกรมชลประทานรับไปดำเนินการต่อไป


วอนเอ็นจีโอร่วมมือรัฐศึกษาเขื่อนแม่วงก์

ทั้งนี้
เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ได้รายงานในช่วงให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่ากำลังให้ศึกษาอยู่ซึ่งมีส่วนหนี่งเป็นพื้นที่ป่าแต่อยู่รอบนอก ต้องไปดูว่าจะเกิดความเสียหายอะไรบ้าง และสิ่งที่เสียไปกับสิ่งที่ได้มาคือการเพิ่มพื้นที่กาาเกษตรและพื้นที่ชลประทานอีก 3 แสนไร่ มันคุ้มกันหรือไม่ ต้องหาข้อสรุปให้ได้ วันนี้ยังไม่มีคำตอบ เพียงแต่ให้ศึกษา และถ้าไม่ทำอย่างนี้จะมีวิธีการอื่น หรือพื้นที่อื่นอีกหรือไม่ ในที่ประชุมได้พิจารณาทางเลือกที่ได้เสนอไปแล้ว โดยให้ไปศึกษาตามแนวทางที่เสนอมา แต่วันนี้ยังไม่มีคำตอบ และยังไม่ตัดสิน

“วันนี้ถ้าทุกคนยังบอกว่าไอ้นั่นก็ไม่ได้ไอ้นี่ก็ไม่ได้ มันก็จะไปไม่ได้ ต้องตัดสินใจอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่สั่งโครมๆ สร้างปลูก มันไม่ได้หรอก การศึกษาก็ต้องให้เอ็นจีโอมาร่วมศึกษาด้วย อย่าไปแยกอิสระ ต้องมาศึกษาร่วมกับกระทรวง จะได้เข้าใจกันเสียที ไม่อย่างนี้นก็ค้านกันนอกระบบอยู่อย่างนั้น ต้องเอาเข้าที่ประชุม ไม่ใช่ค้านกันเรื่อยไป ตัวเองไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่ก็ค้านกันไปเรื่อย แล้วคนในพื้นที่ก็ยากจนกันทุกวัน ไม่คิดกันบ้างหรือไง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลทำทุกเรื่อง แก้ไขทุกปัญหา และไม่ได้มาอวดโอ้ว่าเก่งแต่อย่างใด แต่การแก้ปัญหาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ใน 1-2 ปีนี้ ทุกคนต้องช่วยกัน ทั้งประชาชน สื่อมวลชน คนระดับบน กลาง และล่าง ช่วยกันให้ความรู้แก่ประชาชน นักการเมืองเองก็ต้องช่วยกัน ขออย่ามาขัดแย้งกันอีกเลย ประเทศชาติย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นเสมอ การพัฒนาประเทศด้วยยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยากจนเกินไป ใครจะทำก็ว่ามา เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า หากไม่มียุทธศาสตร์ดังกล่าวเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะเปลี่ยนแนวทางการเดินหน้าประเทศ ทำให้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้ นักการเมืองอยากทำให้คนรักอย่างไรก็ให้ไปทำ เรื่องของท่าน แต่ทำให้มันดี แต่เรื่องแค่นี้เหตุใดจึงยอมกันไม่ได้ ทำไมไม่ทำเพื่อประเทศชาติ รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเดินหน้าแบบนี้ ส.ส. ต้องนำปัญหาในพื้นที่ตัวเองเสนอต่อรัฐบาล นี่คือประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือก ส.ส. ขึ้นไป โดยรัฐบาลจะเอาทุกปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไข และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้ดี มีความสอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของประเทศ ถ้ามัวไปตีกันอยู่แบบนี้ทุกอย่างก็ไปไม่ได้
    

“ผมถามว่าเป็นอยู่แบบนี้ไม่สงสารประชาชนหรือ เห็นแววตาเขาหรือไม่ ทุกคนอาจจะเข้าใจว่าผมมีความสุขเพราะเห็นว่าชาวบ้านรัก ชอบ แต่นี่คือความกดดันที่ผมมี เพราะประชาชนคาดหวัง เราจะทำลายความหวังของเขาหรือไง เขาหวังมากี่รัฐบาลแล้ว เราอย่าไปทำลาย รัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งหวังอะไรจากเขาเลย มีแต่จะให้ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกคนพอใจและมีความสุข เมื่องบประมาณมีเท่านี้ต้องแบ่งปัน จัดระเบียบ ทุกประเทศต้องเป็นแบบนี้ ไม่มีประเทศไหนจะมาตีกัน ประชาธิปไตยต้องไม่เป็นแบบนี้หรอก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว


นายกฯ กล่าวว่า ตนเดินทางไปต่างประเทศได้พบเจอกับคนไทยที่นั่นซึ่งเป็นคนเก่งและเขาบอกว่าพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศไทย ทุกคนพร้อมช่วยเหลือประเทศอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับใครบางคนที่ไม่เคยนึกถึงประเทศ อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมือง ไม่มีข้อยกเว้น และขอประชาชนอย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะหากทุกคนท้อแท้ตนจะยิ่งท้อแท้ยิ่งกว่า ที่ยังทำงานได้ทุกวันนี้เพราะได้กำลังใจจากประชาชน ถ้าไม่มีกำลังใจเลย มีแต่ความขัดแย้งก็คงจะหมดกำลังใจที่จะทำงานต่อไป แต่ถึงอย่างไรกำลังใจก็จะไม่มีวันหมด เพราะตนทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง การทำเพื่อคนอื่นนั้นสามารถทำได้ร้อยแปดพันเรื่อง แต่ถ้าทำเพื่อตัวเองไม่นานก็จบ 

ไบโอไทยกังวลหนัก ร่างพ.ร.บ.จีเอ็มโอผ่านความเห็นชอบ ครม.แล้ว


24 พ.ย.2558 
เพจ Biothai ของมูลนิธิชีววิถี ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วในวันนี้ โดยไบโอไทยเห็นว่าร่างกฎมายฉบับนี้เป็นฉบับตัดต่อพันธุกรรมระหว่างบรรษัทกับคสช. โดยที่ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และถูกคัดค้านจากภาคประชาชน เนื่องจากเปิดช่องให้เจ้าของจีเอ็มโอที่ที่ได้รับอนุญาตให้ "สามารถปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้" โดยไม่ต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ทั้งที่ประสบการณ์จากทั่วโลกพบว่าความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ และการเกษตรทั่วไปที่เป็น non-GMO นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากจีเอ็มโอที่ปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว

ไบโอไทยระบุว่า หลังจากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าพ.ร.บ.จีเอ็มโอฉบับนี้จะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทั้งครม.และสนช. มาจากการแต่งตั้งโดยคสช. อีกทั้งกระบวนการออกกฎหมายที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองประเทศกลุ่มนี้หาได้รับฟังเสียงของประชาชนแต่อย่างใดไม่ อย่างไรก็ดี ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประเทศไทยเปิดให้บริษัทมอนซานโต้ปลูกทดลองพืชจีเอ็มโอเมื่อปี 2538 ยังไม่เคยมีรัฐบาลใด เปิดกว้างให้กับการปลูกพืชเจ้าปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศแบน มากเท่ากับรัฐบาลชุดนี้

“นี่คือการก้าวแรกของการนำพาสยามประเทศไปเป็นเมืองขึ้นทางการเกษตรและอาหารให้กับบรรษัทข้ามชาติ ในนามของกลุ่มบุคคลที่ประกาศว่าต้องการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ” ไบโอไทยระบุ

สกว.เปิดผลวิจัยพร้อมเสนอยกร่างกม.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บังคับใช้ให้เป็นรูปธรรม


18 พ.ย. 2558 รายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) แจ้งว่า นายสุรพันธ์ บุรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง เป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 “ผลการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล ซึ่งจัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลสรุปการศึกษาจากงานวิจัย รวมถึงอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ


ดร.อนันต์ คงเครือพันธุ์

ดร.อนันต์ คงเครือพันธุ์ นักวิชาการสำนักงานศาลปกครอง ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. กล่าวว่า การวิจัยนี้ได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ 4 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และอินโดนีเซีย เปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศไทย อาทิ ลักษณะและรูปแบบของกฎหมาย ทั้งกฎหมายหลักและกฎหมายเฉพาะ ยุทธศาสตร์แห่งชาติ มาตรการต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดตั้งกองทุน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคประชาชน การควบคุม เฝ้าระวัง บทลงโทษ เป็นต้น ทั้งนี้หลังการบังคับใช้กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศต่างๆ พบว่าอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของการศึกษากฎหมายของไทยที่เกี่ยวข้อง พบว่ามาตรการทางกฎหมายที่สำคัญ คือ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาตลาดการซื้อขายก๊าซเรือนกระจกและให้คำแนะนำพัฒนาโครงการต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามกลไกการจัดการปัญหาซึ่งกำหนดนโยบายและกำกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายโดยภาครัฐสามารถจัดการได้เพียงเฉพาะภาคส่วนเท่านั้น ทำให้ขาดความต่อเนื่องของนโยบายการจัดการปัญหาอย่างบูรณาการ ดังนั้นการแก้ปัญหาให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด ควรจะสร้างกลไกการแก้ปัญหาแบบข้ามภาคส่วนในการจัดการปัญหาใหม่ โดยบูรณาการนโยบายกฎหมายและเครื่องมือในระดับกระทรวง และเห็นว่าควรจะมีกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษ จะเป็นทางออกที่สุดที่สุดที่สามารถตอบสนองการแก้ปัญหาในภาพรวม แต่ปัญหาคือรูปแบบองค์กรที่จะเข้ามารับผิดชอบดำเนินการขับเคลื่อนควรมีลักษณะอย่างไร ซึ่ง สกว.จะพยายามผลักดันผลงานวิจัยนี้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคนโยบายและสาธารณะต่อไป

ข้อมูล ข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล

กฤษกร ศิลารักษ์
29 ตุลาคม 2558


บทนำ

เขื่อนปากมูลสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายให้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ทั้งด้านพลังงานไฟฟ้า ชลประทาน การประมง รวมทั้งการท่องเที่ยว ภายหลังเขื่อนแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จ ได้ก่อให้เกิดคำถามมากมายต่อการดำเนินงานโครงการ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันตลอดมาคือ ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับปลาและคนหาปลา กับประโยชน์ด้านพลังงานและการชลประทานจากเขื่อนนี้ และในเวลาต่อมาได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างคนหาปลาคือชาวบ้านในท้องถิ่นกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเจ้าของโครงการเขื่อนปากมูล ประเด็นดังกล่าวได้พัฒนามาเป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิตของชาวบ้านและความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าที่จะพึงได้จากเขื่อน

ความขัดแย้งนี้ เกิดขึ้นนับจากที่เขื่อนปากมูล(1)เริ่มดำเนินการในปี 2533 ชาวบ้านผู้มีอาชีพประมงเป็นชาวบ้านกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากไม่สามารถยึดอาชีพการทำประมงได้เหมือนเช่นเคย อันเกิดจากเขื่อนปากมูลได้ปิดกั้นเส้นทางการอพยพของปลา จากแม่น้ำโขงสู่แม่น้ำมูล นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ดังที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน และที่ผ่านมามีดำเนินการหลายอย่างในการแก้ไขปัญหาจากฝ่ายรัฐ แต่มักจะละเลยมิติทางด้านนิเวศวิทยา สนใจเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ

ดังนั้น การดำเนินการแก้ไขปัญหาในอนาคตควรคำนึงถึงความมั่นคงของชุมชน ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ที่จะเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล

ข้อมูลและข้อเท็จจริง

1. บริเวณปากมูลช่วงก่อนการสร้างเขื่อน ระบบนิเวศมีความอุดมสมบูรณ์มาก ประกอบไปด้วยแก่งใหญ่น้อยมากกว่า 50 แก่ง และประกอบขึ้นเป็นระบบนิเวศย่อยที่เรียกว่า ขุม วัง เวิน โบก เป็นต้น สภาพเช่นนี้มีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลา นอกจากนี้แล้ว พื้นที่รอบริมตลิ่งแม้น้ำมูลที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น คือ “ป่าบุ่ง ป่าทาม” ยังอุดมไปด้วยพรรณพืช 265 ชนิด มีธาตุอาหารสูง (ดินตะกอนแม่น้ำ) เหมาะต่อการปลูกพืชผัก และชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรริมมูล

การสร้างเขื่อนขวางกั้นแม่น้ำมูล เป็นการขัดขวางเส้นทางอพยพของปลาจากแม่น้ำโขงสู่แม่น้ำมูล และจากแม่น้ำมูล กลับไปสู่แม่น้ำโขงตลอดทั้งปี การกักเก็บน้ำเหนือเขื่อน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแก่งธรรมชาติและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้านอื่นๆ รวมถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ผูกพันกับแก่งในฐานะที่เป็นสถานที่สำคัญในเชิงนิเวศวิทยาสังคม ผลกระทบที่สำคัญคือ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ของพันธุ์สัตว์น้ำ การเกิดตะกอนทับถมแก่ง และการเกิดวัชพืชตามแก่ง การสูญเสียความงดงามซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแก่งธรรมชาติต่างๆ และการสูญเสียกิจกรรมทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมทางวัฒนธรรมซึ่งใช้แก่งธรรมชาติต่างๆ เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมตามความเชื่อของชุมชน

2. ชุมชนที่อยู่สองริมฝั่งแม่น้ำมูลเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ที่สืบย้อนไปได้กว่าหลายร้อยปี บรรพบุรุษของพวกเขาเลือกตั้งถิ่นฐานจากความอุดมสมบูรณ์ของปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแม่น้ำมูล ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักในการสร้างรายได้ ขณะเดียวกันทรัพยากรที่มีอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำมูลก็เป็นแหล่งอาหารสำหรับชาวบ้าน ส่วนในพื้นที่สูงขึ้นไปมักจะเป็นดินปนหินซึ่งไม่เหมาะต่อการทำการเกษตร ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน

3. การสร้างเขื่อนปากมูล ได้ทำลายวิถีชีวิตชาวประมง ชาวบ้านในชุมชน คนหนุ่มสาวในวัยแรงงานจำนวนมากละทิ้งชุมชน ไปรับจ้างขายแรงงานในต่างถิ่น สถาบันครอบครัวล่มสลาย ส่งผลให้โครงสร้างประชากรของชุมชนขาดสมดุล แต่ละชุมชนเหลือเพียงเด็กและคนแก่ ความสูญเสียที่เกิดจากการขาดรายได้เฉพาะอาชีพประมง คำนวณได้ปีละ 140 ล้านบาท ยังไม่นับความสูญเสียที่เกิดจากการทำลายระบบนิเวศสองฝั่งแม่น้ำ ที่เป็นแหล่งอาหาร การทำลายเกาะแก่ง ที่เป็นแหล่งรายได้การท่องเที่ยว นอกจากนั้น การใช้ประโยชน์เขื่อนปากมูล ยังนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่คิดว่าตนถูกทำลายฐานทรัพยากร กับกลุ่มคนที่ปรับตัวได้หรือมีบทบาทในการปกครอง ที่ต้องการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาของรัฐ ทำให้ชุมชนปากมูลเกิดความแตกแยกขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

การล่มสลายของวิถีชีวิต และชุมชน นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมหลักและวัฒนธรรมประจำถิ่นที่เกี่ยวโยงกับการหาปลาในแม่น้ำมูล ส่งผลให้เกิดความยากจน และคุณภาพชีวิตที่ลดต่ำลง

4. มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการล่มสลายของชาวประมงด้วยมาตรการหลายอย่าง ทั้งการสร้างบันไดปลาโจน การสร้างศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวนกว่า 299 ล้านตัว(ปลาและกุ้งก้ามกราม) รวมทั้งการพยายามในการเปลี่ยนอาชีพชาวประมงให้หันมาทำการเกษตรด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 1,162 ล้านบาท สำหรับจัดสร้างสถานีสูบน้ำจำนวนมาก ทั้งที่การศึกษาจากหลายหน่วยงานพบว่า ชาวบ้านไม่นิยมทำนาปรัง เนื่องจากสภาพของดินและภูมิประเทศ ความพยามทั้งหมดจึงไม่เกิดประสิทธิผล (ตั้งเป้าพื้นที่ชลประทานไว้ 160,000 ไร่ ดำเนินการผ่านมา 20 ปี ได้พื้นที่ชลประทาน 4,606 ไร่ คิดเป็น สัดส่วน 2.87875 % )

5. การทดลองเปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูลในปี 2544-2545 ทำให้เกิดการฟื้นฟูของระบบนิเวศอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านมีรายได้จากการจับปลามากขึ้น ความขัดแย้งต่างๆลดลง วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆกลับคืนมา

6. การผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูล ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าจะผลิตปริมาณไฟฟ้าได้เกินกว่าเป้าหมาย แต่เมื่อหักรายจ่ายแล้ว พบว่ามีรายได้จากการผลิตไฟฟ้าเหลือปีละ 99 ล้านบาท เมื่อคิดว่าต้องแลกกับการสูญเสียรายได้ครัวเรือนประมงปีละ 140 ล้านบาท  เขื่อนปากมูลจึงมีมูลค่าขาดทุนไม่น้อยกว่าปีละ 40 ล้านบาท ไม่นับรวมค่าความเสียหายที่เกิดจากการทำลายระบบนิเวศ และความล่มสลายของชุมชน ที่ไม่อาจคำนวณเป็นตัวเลขได้

แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล

ผลของการพัฒนาประเทศในอดีต ที่ไม่คำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในพื้นที่ และไม่มีแนวคิดในการพัฒนาโดยยึดคนเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้โครงการเขื่อนปากมูล กลายเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน มีความเห็นว่า การพัฒนาประเทศ ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ส่วนการแก้ไขปัญหา ต้องคำนึงถึงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ และเสรีภาพในการหลุดพ้นจากความยากจน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ แล้ว ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาต่อไปนี้ จะทำให้วิถีชีวิต ชุมชน และสังคมโดยรวม กลับคืนสู่ความสุขสงบอีกครั้งหนึ่ง มีดังนี้

1.ทดลองเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลตลอดปี เป็นเวลา 5 ปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำมูลและ ทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

ประการแรก แนวคิดในแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลโดยใช้การเปิดๆปิดๆ (เปิด 4 ปิด 8) เป็นวิธีการดำเนินการที่ไม่ได้วางอยู่บนฐานของความรู้หรือหลักเหตุผลใดๆ ทั้งในเหตุผลเชิงนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ พันธุ์ปลาในแม่น้ำขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งการเปิดปิดเขื่อนที่วางอยู่บนวัตถุประสงค์หลักของเขื่อนในการผลิตกระแสไฟฟ้า การเปิดปิดก็ไม่ได้วางอยู่บนฐานความต้องการเรื่องอัตราความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงสุด (peak load)(2) ทั้งนี้ ข้อเสนอในการเปิดเขื่อนตลอดปี เป็นการต่อยอดทั้งฐานความรู้จากงานวิจัยและฐานประสบการณ์จากผลงานวิจัยและข้อเสนอของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (2544) ซึ่งศึกษาผลจากการเปิดเขื่อนตลอดปีพบว่า มีการฟื้นคืนมาของระบบนิเวศ การกลับมาของระบบเศรษฐกิจบนฐานของการพึ่งพาตนเองของชุมชน

ข้อเสนอเรื่องการเปิดตลอดปี จึงเป็นข้อเสนอที่มีเป้าหมายหลักในการให้ความสำคัญกับระนิเวศ อันเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิตชุมชน

ประเด็นที่สอง ในประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน เขื่อนปากมูลน่าจะมีบทบาทในการช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบส่งจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ศึกษาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นไปอย่างค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ จนน่าจะอนุมานได้ว่า การเสริมความมั่นคงของระบบในพื้นที่ ผ่านการขยายระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการนำพลังงานไฟฟ้าจากภาคอีสานตะวันตก และจากหน่วยผลิตในประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาช่วยรองรับความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่ ในช่วงที่มีความต้องการสูงๆ น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะยังมีเขื่อนปากมูลอยู่ในระบบหรือไม่ก็ตาม

ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว เห็นว่าการเสริมความมั่นคงของระบบส่ง เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างกับพื้นที่ข้างเคียงให้มากขึ้น น่าจะเป็นแนวทางที่สามารถรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเขื่อนปากมูลตลอดปีได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่พิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่า ฐานคิดประการแรกที่วางอยู่บนการให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงของระบบนิเวศ” ในขณะที่ฐานคิดประการที่สองที่วางอยู่บนฐานคิดเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ในประการแรกนั้น การแก้ไขปัญหาระบบนิเวศที่ถูกทำลายและได้รับผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง พบว่า ยังไม่สามารถมีวิธีการแก้ปัญหาใดได้ดีเท่ากับการให้ระบบนิเวศฟื้นคืนระบบด้วยตนเอง ในขณะเดียวกันก็ไม่พบความสำเร็จในการจัดการระบบนิเวศโดยการกระทำของมนุษย์ (man made) ในขณะที่ปัญหาเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจากการกระทำของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ ข้อเสนอให้เปิดเขื่อนจึงเป็นผลจากการวิเคราะห์การแก้ปัญหาการพัฒนาที่เป็นลักษณะของการได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาระบบนิเวศเพื่อเป็นฐานของชีวิตของสังคมและประเทศชาติ

2. เมื่อคำนึงถึงความสูญเสียรายได้ของครัวเรือนประมง ซึ่งนับเป็นวิถีทางอาชีพหลักของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 20ปี (เฉลี่ยปีละ 620,000 บาทต่อครอบครัว) ประกอบกับความสูญเสียที่เกิดจากการทำลายระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาชีพของชาวบ้าน จึงเป็นการสมควร ที่รัฐบาลจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับครัวเรือนผู้ได้รับผลกระทบ นับตั้งแต่มีการเปิดใช้เขื่อนปากมูลเป็นต้นมา

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาของการมีเขื่อนปากมูล ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนปากมูลทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านเขื่อนปากมูล เข้าใจตรงกันว่าเขื่อนมีผลกระทบต่อชุมชนจริง จึงพยายามแก้ไขปัญหาทั้งในเชิงการจ่ายค่าชดเชย และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นความจริงที่ว่า ผลจากความพยายามในการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าวแล้วนั้น ประกอบกับเป็นระยะเวลานานซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญให้วิถีชีวิตชุมชนมีการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนฐานของการพึ่งพิงทรัพยากรอย่างในอดีต และจะเห็นได้ว่าชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากแหล่งรายได้นอกภาคเกษตร กรณีฐานคิดเรื่องค่าชดเชย จึงเสนอฐานคิดจากรายได้ประมง โดยไม่ได้มองครอบคลุมถึงรายได้ครัวเรือน เนื่องจากเป็นที่ทราบดีว่าชาวบ้านมีการปรับตัวภายใต้วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปนี้แล้ว แม้ว่าในทางปฏิบัติจะมีชาวบ้านเพียงบางส่วนที่เข้าถึงโครงการต่างๆ แต่ในขณะที่ชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับแนวทางความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชนจากความพยายามในการแก้ไขปัญหาของรัฐที่เกิดขึ้น คงไม่สามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนต้องปรับตัว หากแต่เมื่อคำนึงถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อสังคม (accountability) สำหรับวิถีการจัดการของรัฐที่ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อชุมชนแล้ว รัฐเองก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้

3. การหาแหล่งพลังงานเพื่อเสริมเสถียรภาพด้านพลังงานแทนเขื่อนปากมูล เนื่องจากปัญหาด้านพลังงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับปริมาณไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบ ศักยภาพของเขื่อนปากมูลในการผลิตกำลังไฟฟ้าเข้าสู่ระบบนับว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของปริมาณไฟฟ้าจากเขื่อนห้วยเฮาะ ปัญหาในปัจจุบัน คือ เสถียรภาพในระบบพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่สรุปว่าปัญหาเขื่อนปากมูลไม่ใช่ปัญหาปริมาณไฟฟ้า แต่เป็นปัญหาเรื่องเสถียรภาพ ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินการโดยเร่งพิจารณาการดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรองรับการส่งกระแสไฟฟ้าที่มาจากเขื่อนน้ำเทิน 2 (ประเทศลาว) มาสู่พื้นที่ภาคอีสานตอนล่างให้ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยควรดำเนินการเจรจาปรับแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากประเทศลาว (เขื่อนห้วยเฮาะ) เพื่อให้การกำหนดราคาในแต่ละช่วงเวลาเหมาะสมกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคอีสานและ/หรือประเทศไทย เนื่องจากสัญญาการซื้อไฟฟ้าในปัจจุบัน ราคามีความแตกต่างตามช่วงวัน

ทั้งนี้ เป็นที่น่าพิจารณาร่วมด้วยว่า หากเปรียบเทียบกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่รัฐและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องแบกรับในการแก้ไขปัญหา การเยียวยา ลดความขัดแย้ง โครงการพัฒนาต่างๆในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนับจากมีเขื่อนปากมูล อีกทั้งยังไม่นับการรวมการใช้เวลาของรัฐในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังเช่นนี้ การลงทุนเพียงครั้งเดียวในการเพิ่มระบบสายส่งเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานทั้งระดับภูมิภาคและประเทศและเพื่อแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลอย่างยั่งยืนน่าจะให้ความคุ้มค่าในระยะยาว

4. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำสถานีสูบน้ำ คลองส่งน้ำ เพื่อการเกษตรและชลประทาน แม้เขื่อนปากมูลมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ในการเกษตรและชลประทาน ผลจากการศึกษาพบว่า เกิดปัญหาจากการสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการชลประทาน กลายเป็นภาระที่ชาวบ้านต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น อีกทั้งการบริหารจัดการสถานีสูบน้ำในปัจจุบันได้ถูกโอนมาให้เป็นความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่นั้นๆ กล่าวได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นดังกล่าวนับว่าเป็นภาระและปัญหาสำคัญในการพัฒนา ทั้งในระดับปัจเจกคือชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และระดับองค์กรคือ อบต.

การเปิดประตูเขื่อนปากมูลไม่ได้มีผลกระทบต่อสถานีสูบน้ำที่มีอยู่เดิม แม้การเปิดประตูระบายน้ำจะทำให้ระดับน้ำลดลง แต่ปริมาณน้ำที่อยู่ตามเกาะแก่งโดยธรรมชาติจะไม่ส่งผลเสียหายต่อสถานีสูบน้ำ มีเพียง 4 สถานีสูบน้ำที่อยู่หน้าเขื่อนและเป็นแบบติดตั้งคงที่ที่อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่สามารถปรับยืดหยุ่นตามระดับน้ำได้ อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูระบายน้ำอาจมีผลกระทบต่อสถานีสูบน้ำที่เป็นแบบติดตั้งคงที่ (verticel) เนื่องจากออกแบบไม่ถูกต้อง ทำให้ใช้งานไม่ได้ อีกทั้งสถานีสูบน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่ คือ สถานีสูบน้ำแบบแพลอยที่สามารถปรับระดับได้ตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำแม่น้ำมูล การแก้ไขปัญหาสถานีสูบน้ำหากมีการพิจารณาเปิดเขื่อนสามารถดำเนินการโดยซ่อมแซมสถานีสูบน้ำที่เป็นแบบติดตั้งคงที่ ซึ่งสามารถดำเนินการโดยใช้งบประมาณไม่มากนัก โดยเปลี่ยนสภาพสถานีสูบน้ำแบบติดตั้งคงที่ให้เป็นแบบแพลอยและเดินท่อมายังสถานีเดิมที่เป็นแบบคงที่ อย่างไรก็ตาม พบว่า การสูบน้ำเพื่อการเกษตรและชลประทานในพื้นที่เขื่อนปากมูลมีความต้องการน้อย การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานจำเป็นต้องพิจารณาจากระดับน้ำที่มี มิใช่การสร้างสถานีสูบน้ำขึ้นก่อนและเกิดปัญหาตามมาอย่างในปัจจุบัน

ดังนั้นการที่รัฐบาลตั้งกรรมการฯ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล คณะกรรมการฯ ก็ควรที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาตามข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ใช่มาเริ่มต้นใหม่ ว่าปัญหามีอะไรบ้าง เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เสมือนมาเริ่มต้นใหม่ นับหนึ่งอยู่ร่ำไป ความเดือดร้อนก็จะถูกซุกไว้ใต้พรม เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาชอบทำกัน

เดินหน้าเถอะครับ..ชาวบ้านปากมูนเดือดร้อนมากว่า 24 ปีแล้ว

อ้างอิง

1.เขื่อนปากมูลสร้างบริเวณปากแม่น้ำมูลห่างจากแม่น้ำโขง ๕.๕ กิโลเมตร บริเวณบ้านหัวเห่ว อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น ๖,๖๐๐ ล้านบาท เริ่มสร้างปี ๒๕๓๓ แล้วเสร็จปี ๒๕๓๗ (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย,๒๕๔๓)

2. ทั้งนี้ หากเป็นการเปิดปิดหรือการบริหารจัดการเขื่อนโดยคิดจากฐานกำลังความต้องการไฟฟ้า จะเห็นได้ว่า ต้องเปิดเขื่อนในฤดูแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่สามารถเปิดประตูระบายน้ำในช่วงฤดูแล้ง 

ชาวกระแสบนต้านโรงไฟฟ้าชีวมวล ป้องแหล่งน้ำประปา-รักษาพื้นที่เกษตร


ชาวบ้านกระแสบน จ.ระยอง หลายร้อยคนรุกพบผู้ว่าฯ ระยองและอุตสาหกรรมจังหวัด ขอยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล หวั่นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศของท้องถิ่น และอาชีพเกษตร

เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม 2558) ชาวบ้านจาก ต.กระแสบนกว่า 300 คน ซึ่งรวมตัวกันในนาม "กลุ่มรักษ์กระแสบน"  ได้เคลื่อนขบวนจากตำบลกระแสบนมาชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดระยอง พร้อมด้วยป้ายคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าจำนวนมาก เพื่อเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดและยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทสหกิจไบโอเพาเวอร์ จำกัด โดยได้ยื่นรายชื่อและสำเนาบัตรประชาชนของผู้คัดค้านกว่าพันคนจากหลายหมู่บ้าน

ทั้งนี้ นายธีระวัฒน์  สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้เป็นผู้มารับหนังสือแทนผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ซึ่งติดภารกิจลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของจังหวัด นอกจากนี้ยังมีนายพุทธิกรณ์ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าฝ่ายโรงงานจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ผู้แทนพลังงานจังหวัดระยอง และผู้แทนสำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดระยอง ออกมาร่วมรับหนังสือในครั้งนี้ด้วย

นายดนัย  วงษ์ยัง ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์กระแสบน กล่าวว่า พื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าดังกล่าวเป็นพื้นที่ร้บน้ำ และเป็นพื้นที่เกษตรที่สำคัญของชุมชน ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้ตั้งโรงไฟฟ้า ดังนั้นทางจังหวัดควรตั้งคณะทำงานไปศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ให้ดีเสียก่อนตัดสินใจในเรื่องนี้

ด้านนายธีระวัฒน์  สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้กล่าวกับตัวแทนชาวบ้านว่า ขณะนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองยังอยู่ในช่วงพิจารณาโครงการ ยังไม่มีการอนุมัติหรือออกใบอนุญาตแต่อย่างใด พร้อมทั้งได้กล่าวย้ำว่า การจะอนุมัติหรือออกใบอนุญาตให้สร้างโรงไฟฟ้าได้นั้น จะต้องจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ประชาชนจึงสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นตามกระบวนการได้ และก่อนหน้านี้หลังจากที่มีข่าวว่าประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการนี้ ทางจังหวัดก็ได้แต่งตั้งคณะทำงานไปศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่นี้แล้ว

ทั้งนี้ บริษัทสหกิจไบโอเพาเวอร์ จำกัด มีแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล บนเลขที่ 999 หมู่ 9 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยพื้นที่ตั้งโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ใจกลางชุมชน ต.กระแสบน อีกทั้งด้านหลังยังติดกับลำคลองกระแส ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชนกระแสบน และเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำประแสร์  ประชาชนในพื้นที่จึงเกิดความวิตกว่า หากในอนาคตมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำแห่งนี้ 

นอกจากนี้ อีกด้านหนึ่งของพื้นที่โครงการยังอยู่ใกล้โรงเรียนวัดกระแสบนและวัดกระแสคูหาสวรรค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชุมชนและมีโบสถ์อายุเก่าแก่กว่า 400 ปี อนึ่ง นอกจาก ต.กระแสบน จะเป็นแหล่งรับน้ำที่สำคัญแล้ว ยังเป็นพื้นที่เกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาทิ สวนยางพารา ทำนาข้าว และสวนไม้ผลแบบผสมผสาน เช่น ทุเรียน มังคุด กระท้อน มะม่วง และอื่นๆ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชน

นายชำนาญ หนูชูแก้ว หนึ่งในตัวแทนกลุ่มคนรักษ์กระแสบน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การรวมตัวของครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ทุกคนมีความรักในท้องถิ่น และเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นแหล่งเกษตร ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นเพราะจะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ นางพรรณทิพา วรรณศิริ ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์กระแสบนอีกคนหนึ่ง ก็ได้ให้ข้อมูลว่า แม้ในปัจจุบัน ต.กระแสบน ก็มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาดำเนินกิจการอยู่แล้วหลายโรง เช่น โรงงานไต๋รับเบอร์ โรงงานไทยทราโฟแมนูแฟคเจอริ่ง โรงงานระยองกล๊าสอินดัสตรี และโรงงานไทยอีสเทิร์นวู้ด เป็นต้น ซึ่งบ่อยครั้งที่ชาวบ้านต้องเดือดร้อนกับปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงงาน แต่ก็ไม่มีหน่วยงานราชการใดให้ความสนใจเข้ามาตรวจสอบและแก้ปัญหาให้ ชาวบ้านที่นี่จึงไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าหรือโรงงานใดๆ เข้ามาสร้างเพิ่มเติมอีก

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังทราบมาว่า บริษัท สหกิจไบโอพาวเวอร์ จำกัด ที่เป็นเจ้าของโครงการมีสายสัมพันธ์กับประธานอุตสาหกรรมไม้ยางพาราภาคตะวันออกและเจ้าของบ่อขยะที่ห้วยยาง ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านกังวลว่า ในอนาคตอาจจะมีการนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงและก่อปัญหามลพิษที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่นี้ได้

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางจังหวัดได้รับหนังสือคัดค้านตามหน้าที่แล้ว หลังจากนี้ก็จะสรุปการคัดค้านของภาคประชาชน และจะทำหนังสือนำส่งเรื่องนี้ไปยังกระทรวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน

"หากพี่น้องประชาชนชาวกระแสบน ไม่ต้องการโรงไฟฟ้าชีวมวล คงต้องรอคำตอบจากกระทรวงที่มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต เมื่อทางจังหวัดได้รับหนังสือนี้แล้ว ก็จะทำสำเนาส่งกลับไปให้ประชาชนรับทราบต่อไป” 

การยื่นหนังสือคัดค้านของชาวบ้านกระแสบนครั้งนี้ เป็นการใช้สิทธิ์ตามที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองได้ขอความร่วมมือจาก อบต.กระแสบน ให้ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการพิจารณาเกี่ยวกับโรงงานจำพวก 3 กรณีบริษัทสหกิจไบโอเพาเวอร์ จำกัด ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลขนาด 9.9 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ อบต.กระแสบน ได้แจ้งให้กลุ่มรักษ์กระแสบนที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ แจ้งความประสงค์ภายในวันที่ 11 ตุลาคม 2558 ตามประกาศสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เรื่องการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในการพิจารณาเกี่ยวกับโรงงานจำพวก 3

โดยในประกาศดังกล่าวระบุว่า วัตถุดิบของโครงการนี้ประกอบด้วยเศษไม้ยางพาราจำนวน 142,387 ตันต่อปี มีการใช้สารคลอรีนเป็นเคมปรับสภาพน้ำ 600 ตันต่อปี และใช้งบประมาณลงทุนเบื้องต้น 800 ล้านบาท พร้อมทั้งได้ระบุว่าผลกระทบจากโครงการนี้มีเพียง 2 ประการ คือเสียงดังและฝุ่นละออง โดยผู้ที่จะได้รับผลกระทบคือประชาชนซึ่งอยู่ในรัศมีเพียง 500 เมตร

ทั้งนี้ ในวันที่ 8 ต.ค. 58 นี้ ตัวแทนกลุ่มรักษ์กระแสบนจะเดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านโครงการต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิชุมชนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อไป 

by ThaiWebExpert