คมชัดลึก

อารยะขัดขืนต้าน‘โรงไฟฟ้าถ่านหิน’ขอใช้ชีวิตแลกทะเลอันดามัน

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวภูมิภาค

“1 ปีที่ผ่านมาเครือข่ายพยายามใช้ทุกวิถีทาง แต่ผู้มีอำนาจยังดึงดันสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน วันนี้เราพร้อมใจกันอดอาหารไปจนกว่ารัฐบาลจะประกาศยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน...มาถึงจุดนี้คงต้องใช้ชีวิตมาแลกกับอีกหลายชีวิต” 

กระแสการต่อต้านของเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินด้วยวิธีการอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ถึงวันนี้แม้เวลาจะผ่านมาหลายวัน "ประสิทธิชัย หนูนวล" และ "อัครเดช ฉากจินดา" สองแกนนำจากเครือข่ายยังคงนั่งอดอาหารต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่เห็นด้วยกับการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินร่วมกันรักษาทะเลอันดามันด้วยการร่วมนำดอกไม้มาให้ทะเลอันดามัน เพื่อร่วมปกป้องทรัพยากรที่มีคุณค่า


"ดอกไม้ให้ทะเลอันดามัน ขอเชิญชวนทุกท่านนำดอกไม้มาให้ทะเลอันดามันที่หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ้าวันนี้รัฐตั้งใจแล้วที่จะทำลายทะเลอันดามัน เราประชาชนต้องรักษามันไว้ เพราะมันเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของ กฟผ. ไม่ใช่ของหน้าตาไหนที่เสวยอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้ พวกผมจะอดอาหารต่อไป เรายินดีใช้ชีวิตแลกทะเลอันดามัน"

ทั้งนี้ "อัครเดช" และ "ประสิทธิชัย" เปิดใจต่อ "คม ชัด ลึก" ว่า ประชาชนทุกคนต้องการโรงไฟฟ้าแบบสะอาด แต่ไม่เอาโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง วันนี้ไม่มีใครปฏิเสธการพัฒนา แต่ประชาชนในพื้นที่ขอเลือกเส้นทางการพัฒนาพลังงานที่ไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วที่แม่เมาะ และมาบตาพุด ดังนั้น ชาวบ้านจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายกระบี่หนึ่งในจังหวัดที่อุดมไปด้วยความงามจากทรัพยากรธรรมชาติลำดับต้นๆ ของโลกอย่างแน่นอน

ส่วนแนวทางการอดอาหารประท้วงทั้งสองคนยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "ต้องการปกป้องกระบี่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกให้รอดพ้นจากหายนะ"

ประสิทธิ เล่าว่า เครือข่ายปกป้องอันดามัน เกิดจากความร่วมมือของสมาคมท่องเที่ยวหลายจังหวัดในฝั่งอันดามันเพื่อร่วมกันปกป้อง และสร้างความตื่นตัวในการรับรู้เกี่ยวกับพิษภัยของถ่านหิน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเครือข่ายลองมาแล้วทุกวิธี แต่ไม่ได้ผล เพราะไม่มีความสนใจในเรื่องนี้ โดยการอดอาหารประท้วงถือเป็นวิธีสุดท้ายที่จะปะทะกับรัฐบาลโดยตรง วันนี้ชีวิตของพวกเราขอแลกกับชีวิตที่อยู่รอดต่อไปในอนาคต ขอแลกกับความอยู่รอดของอันดามัน ส่วนตัวเชื่อว่า หลังจากนี้คนอันดามันจะลุกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หากล้มไปคนอื่นจะมาแทน

ประสิทธิชัย ยืนยันว่า สิ่งที่พวกเขาต้องทำขณะนี้่คือ ใช้กระบวนการเพื่อสื่อให้รับรู้ถึงการหยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบนพื้นที่การท่องเที่ยวของโลก ด้วยเหตุผลคือไม่อาจนำชีวิตคนนับแสน ธุรกิจนับร้อย การเกษตร และการประมง มาแลกกับกำไรทางธุรกิจของบริษัทถ่านหิน บริษัทที่ได้กำไรบนซากปรักหักพังของอันดามัน ที่ผ่านมาสิ่งที่ได้รับการสะท้อนก็คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติถามเสมอว่า คนไทยกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินมาสร้างในพื้นที่การท่องเที่ยวของโลก

"ความหายนะทางการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องจะกระทบมหาศาล จะเกิดขึ้นในอนาคต สวนทางกับรัฐบาลประกาศว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะกลายเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่กลับไม่ทำอะไรเลยกับกระทรวงพลังงานที่ประกาศสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่อันดามัน สำหรับทางออกเรื่องนี้ มีมากมายหลายทาง หากไม่ปิดทางตัวเองว่าต้องเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากไม่มีนัยซ่อนเร้นกับผู้ค้าถ่านหิน และหากลืมตาดูความเป็นไปของโลก ก็จะพบความจริงว่าโลกไปไกลแล้วเรื่องพลังงานสะอาด" ประสิทธิชัย กล่าว

ไม่แตกต่างจาก อัครเดช บอกว่า ทุกคนจะนั่งอดอาหารกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ  แม้วันนี้มีใครล้มไปก็จะมีคนมานั่งแทนต่อไปเรื่อยๆ มาถึงจุดนี้คงยอมกันไม่ได้ที่จะให้กระบี่ หรืออันดามันต้องเจอกับพิษภัยจากถ่านหิน ขณะนี้เครือข่ายกำลังดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างไร ท่านจะเลือกรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ความสวยงามระดับโลก วิถีชีวิตของชาวบ้าน หรือโรงไฟฟ้ากันแน่” อัครเดช อธิบาย

อัครเดช ยืนยันว่า หากโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้เกิดขึ้นได้ สิ่งที่จะตามมาทันที คือ ผลกระทบกับนักท่องเที่ยวที่มาจากทั่วโลก เพราะสาเหตุที่นักท่องเที่ยวต้องการมาเที่ยวกระบี่ และอันดามัน เนื่องจากทุกคนรับรู้ถึงความงดงามทางธรรมชาติ พลังงานถ่านหินไม่เป็นที่ต้องการ เพราะในต่างประเทศต่างยกเลิกพลังงานถ่านหินกันไปหมดแล้ว แต่ไม่ทราบเหตุผลว่า ทำไมประเทศไทยถึงเร่งรีบเรื่องถ่านหิน

“กระบี่เป็นพื้นที่ได้รับความคุ้มครองเป็นแหล่งชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก หรือแรมซาร์ไซต์ สิ่งนี้จะคงอยู่ต่อไปหรือไม่ในวันที่ไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้น เมื่อเดินเครื่องโรงไฟฟ้า กลุ่มท่องเที่ยวจบแน่ๆ ประมงพื้นบ้าน จะทำอย่างไร กระบี่จะอยู่อย่างไร โรงไฟฟ้ามูลค่า 5 แสนล้านบาท กับรายได้ท่องเที่ยวในอนาคตจะมากกว่านี้แน่ แนวคิดยุทธศาสตร์จังหวัดที่ว่ากระบี่โกกรีน กำลังถูกทำลาย”

อัครเดช ชี้แจงต่อว่า จากตัวเลขการผลิตไฟฟ้าถูกซ่อนเร้น จำนวนไฟฟ้า 100 ของกระบี่ เราผลิตได้เองถึง 400 และใน 47 เปอร์เซ็นต์นั้นผลิตจากโรงน้ำมันปาล์มที่กระจายอยู่ทั้งจังหวัด รัฐควรส่งเสริมในเรื่องระบบสายส่ง เพราะกระบี่มีขีดความสามารถด้านนี้มาก หากรัฐส่งเสริมโรงไฟฟ้าจากน้ำมันปาล์มทั้งหมดเชื่อว่า จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 2,000 เมกะวัตต์ เท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โรง

"วันนี้เรามีทางเลือกที่ดีกว่าเหตุใดจึงไม่เลือก เรารณรงค์กระบี่โกกรีนมาแล้วนับสิบปี เป็นทิศทางที่จะประเมินค่าไม่ได้กับมูลค่าของโรงไฟฟ้า เมื่อใดที่รัฐบาลเดินเครื่องเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จบแน่ๆ คือ การท่องเที่ยว ดังนั้นต้องปกป้องไม่ให้เกิดหายนะกับกระบี่ เพื่อลูกหลานได้มีที่อยู่อาศัย" อัครเดช ยืนยัน

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินกำลังสร้างความหนักใจให้ฝ่ายความมั่นคงไม่น้อย เพราะแรงกดดันดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวจากกลุ่มองค์กรต่างๆ เป็นวงกว้าง ทั้ง กระบี่ สงขลา ตรัง รวมไปถึงเครือข่ายท่าศาลารักษ์บ้านเกิด เครือข่ายปกป้องลุ่มน้ำปากพนัง เครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานก็เริ่มขยับตัว เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา ออกจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สอบถามแบบตรงๆ ว่า “ทำไมต้องเป็นกระบี่” ทั้งๆ ที่กระบี่ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอันดามัน ผลกระทบจากมลพิษจะทำลายการท่องเที่ยว ผลกระทบจากอุบัติเหตุการขนส่งถ่านหินที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไร จะสร้างหายนะต่อภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของคนในพื้นที่ แต่กลับไม่ได้รับการใส่ใจรับฟังเสียงสะท้อนนี้จากรัฐบาล

"ขอให้ท่านแสดงจุดยืนในฐานะผู้นำด้านนโยบายการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อย่างเปิดเผย อย่าให้ถ่านหินสีดำมาทำลายหาดทรายขาว น้ำทะเลใส และอากาศที่บริสุทธิ์ โดยเฉพาะใน จ.กระบี่ ทั้งนี้ การที่กระทรวงพลังงาน จะสนับสนุนถ่านหินนั้นเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ แต่การที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไม่มีจุดยืนใดๆ ต่อการปกป้องการท่องเที่ยวนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หากไม่มีจุดยืนในด้านการปกป้องหายนะของการท่องเที่ยวอันดามันจากถ่านหิน ก็ควรที่ท่านจะลาออกไปให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน วันนี้ขอเรียกร้องให้จัดเจ้าหน้าที่มาดูแล 2 ผู้กล้าปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ที่อดข้าวประท้วงที่หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ปลอดภัยจากการคุกคามใดๆ ทั้งจากฝ่ายความมั่นคง และกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงต่อตัวแทนผู้กล้าจากเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินทั้ง 2 ท่าน" นพ.สุภัทร ระบุ

จากผลการคัดค้านโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินดังกล่าว หากรัฐบาลยังลังเลเมินเฉยต่อเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่เชื่อว่า กระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินอาจจะลุกลามการเป็นไฟกองใหญ่ถาโถมใส่รัฐบาลอย่างไม่คาดคิด 

ปลุกผีเหมืองแร่โปแตชอาเซียนต้องเคลียร์ปมผลกระทบชุมชน

ปลุกผีเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ต้องเคลียร์ปมผลกระทบชุมชน : สุทธิพงษ์ เสษฐรังสีรายงาน


ภายหลังจากที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมจะเดินหน้าโครงการ "เหมืองแร่อาเซียน" ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ โดยมอบหมายให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ไปดำเนินการ โดยพร้อมเดินหน้าหาคนมาร่วมทุนสานต่อโครงการนี้ หลังจากปล่อยเงียบและทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปี เนื่องเพราะไม่มีงบประมาณ

โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนนี้ จะมีการขุดเจาะนำโพแทชขึ้นมาจากใต้ดินในพื้นที่ไม่น้อย 96,000 ไร่ ระยะความลึกเฉลี่ยลงไปใต้ดินอยู่ที่ 300 เมตร และใช้พื้นที่หน้างานโครงการขุดเจาะครอบคลุมพื้นที่ใน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่ 3 ตำบล 10 หมู่บ้าน ที่ ต.บ้านตาล 4 หมู่บ้าน ต.หัวทะเล 5 หมู่บ้าน และ ต.บ้านเพชรอีก 1 หมู่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อเรียกร้องเงื่อนไขหวั่นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเกรงแผ่นดินทรุด เพราะการขุดเจาะโพแทชจะต้องขุดลึกลงไปใต้ดินถึง 300 เมตรดังกล่าว

ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าว เคยเป็นความหวังกระตุ้นการลงทุนร่วมระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยหลายรัฐบาลเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยและ จ.ชัยภูมิ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชของอาเซียน โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2532 และมีการจับมือกันระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน (Asean Industrial Project) ที่ต้องการนำทรัพยากรธรรมชาติแต่ละประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

ในส่วนประเทศไทยได้มีการสำรวจพบแหล่งแร่โพแทชใหญ่ที่สุดของโลกที่ จ.ชัยภูมิ มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2516 และมีการก่อตั้งเป็นบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2534 และเปิดการลงทุนลงขันร่วมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2534 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยจะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท

เงินลงทุนจำนวนดังกล่าว จะถูกใช้ในการสำรวจขุดเจาะเพื่อนำโพแทชมาผลิตเป็นส่วนผลิตปุ๋ยเคมีเป็นหลัก โดยคาดว่าจะได้มากกว่า 1.1 ล้านตันต่อปี และจะมีระยะเวลาในการดำเนินการทำเหมืองทั้งหมดไม่เกิน 25 ปี โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้มากว่าปีละ 8,000 ล้านบาท และจะช่วยลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้อีกกว่าปีละ 7,000 ล้านบาท

ขณะที่อีกด้าน ได้แสดงความห่วงกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ที่พอมีการวางโครงการก็มีกระแสต่อต้านของคนในพื้นที่ออกมา โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เกรงจะได้รับผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องเสียง และที่สำคัญที่สุด เกรงบ้านจะทรุด เพราะต้องขุดเจาะลงไปใต้ดินลึกมาก

นางสัมฤทธิ์ สิงห์ดี อายุ 42 ปี ชาวบ้านโคกเพชร หมู่ 8 ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้โครงการเหมืองแร่โพแทชอาเซียนเพียง 400 เมตร ระบุว่าหากมีการก่อสร้างเหมืองขึ้นมาจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน เธอกังวลว่า หากมีการทำเหมืองแร่ แล้วมีการสูบเอาแร่โพแทชขึ้นมา ที่นาที่มีอยู่ก็จะต้องเค็ม ปลูกพืชอะไรไม่ได้ ขนาดที่ จ.นครราชสีมา มีการทำโรงงานเกลือ และทำนาเกลือ ชาวบ้านใกล้เคียงก็ปลูกข้าวไม่ได้เพราะน้ำเค็ม ดินเค็ม นี่ขนาดทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ เธอคงจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน

"ตอนนี้รัฐอ้างว่าพร้อมจะรับผิดชอบกรณีที่ชาวบ้านห่วงทั้ง 3 ด้านให้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านที่ดินทำกิน และผลกระทบด้านสุขภาพ แต่เราก็ไม่วางใจเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าเกลือมันเค็มมาก เกลืออยู่ที่ไหน ที่นั่นก็เค็ม น้ำเค็ม ดินเค็ม เดือดร้อนแน่ๆ" นางสัมฤทธิ์ กล่าว และว่า หลายครั้งที่เธอจะต้องขวัญผวา เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เวลาจะพัฒนาอุตสาหกรรมโพแทชก็จะต้องยกเหมืองแร่โพแทชแห่งนี้ขึ้นมาพูดเสมอ

ขณะที่ นายรัฐการ ด่านกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ชัยภูมิ บอกว่า หากรัฐบาลชุดนี้คิดที่จะกลับมาฟื้นโครงการเดินหน้าขึ้นใหม่ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมดใน จ.ชัยภูมิ ทั้งเรื่องงบประมาณเม็ดเงินลงทุนก็จะตามเข้าจังหวัดได้มากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีทางเศรษฐกิจที่เราก็พร้อมส่งเสริม

แต่ในส่วนปัญหาที่ยังมีความไม่มั่นใจของคนในพื้นที่ ชุมชนใกล้เคียงที่อาจจะได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เกือบทั้งจังหวัดก็เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญกว่าด้วยเช่นกัน

ปัญหาผลกระทบที่จะต้องตอบชุมชนคนชัยภูมิให้ได้ด้วยคือ การที่นำแร่ขึ้นมามากกว่า 1 ล้านตัน และจะมีปริมาณเกลืออีกมหาศาลจะเอาไปไว้ไหน และจะมีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตรอย่างไร และกรณีการขุดเจาะมีเสียงสั่นสะเทือนจะกระทบกับวิถีชีวิตคนในชุมชนด้วยอย่างไร รวมทั้งเรื่องใหญ่ที่สุดคือใครจะรับประกันได้ว่าแผ่นดินจะยุบหรือไม่ เมื่อแร่มหาศาลที่นำออกมาจากใต้ดินนับล้านตัน

ด้าน นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพภาคอีสาน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การดำเนินการของรัฐบาลนั้น จะต้องอยู่บนบรรทัดฐานของการฟังเสียงประชาชน และฟังเสียงชุมชน เพราะประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ หากจะดำเนินการอะไร โดยไม่ฟังผู้ได้รับผลกระทบคงไม่ใช่เรื่องดีนัก แม้รัฐบาลจะมีอำนาจเต็มมือก็ตาม ประกอบกับกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่ออกมานั้นเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและเอื้อประโยชน์ให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีมากเกินไปในการอนุญาตทำเหมืองแร่ขนาดเล็กได้ และโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ระดับอาเซียนนี้ หากจะดำเนินการอะไรคงต้องฟังความรอบข้าง เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนในพื้นที่คงยอมไม่ได้แน่นอน

"ไม่ใช่เฉพาะที่เหมืองแร่โปแตชอาเซียนแห่งนี้เท่านั้น ที่รัฐบาลพุ่งเป้าไปปลุกผีและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ แม้แต่พื้นที่อื่นๆ อย่าง จ.อุดรธานี สกลนคร และขอนแก่น ก็มีกระแสข่าวว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้น หลังจากหยุดชะงักไป ซึ่งก็มาจากกระแสคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ด้วย" สุวิทย์ กล่าว

หากรัฐบาลชุดนี้ มองว่าอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ตนเอง ประกอบกับมีกฎอัยการศึกอยู่แล้ว ประชาชนไม่สามารถคัดค้านหรือแสดงออกได้ คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะเมื่อภาครัฐมองผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ละทิ้งไม่สนใจผลกระทบที่เกิดกับชีวิตประชาชนที่จะตามมา นั่นไม่ใช่คำตอบของการปฏิรูปประเทศที่กำลังมุ่งมั่นกันแน่...

.......................................

(หมายเหตุ : ปลุกผีเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ต้องเคลียร์ปมผลกระทบชุมชน : สุทธิพงษ์ เสษฐรังสีรายงาน)  

กลุ่มคนทำนาพิจิตรชี้รัฐแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ ยอมรับชาวนาบางส่วนพอใจนโยบายรัฐอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท ชี้มาตรการช่วยเหลือแก้ไม่ถูกจุด เผยให้เวลารัฐแก้ปัญหาก่อนเคลื่อนไหว

วันที่ 3 ต.ค.57 นายกิตติศักดิ์  รัตนะวาระ ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเแบ่งเบาภาระให้ชาวนา โดยให้เงินชาวนาอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งในเบื้องต้นจากการสอบถามความคิดเห็นของเกษตกรแล้ว บางส่วนพึงพอใจกับนโยบายนี้ที่ทำให้เกษตรกรมีเงินมาใช้จ่ายในส่วนค่าปุ๋ยและรายจ่ายที่จำเป็นในบางส่วน โดยจะเริ่มแจกจ่ายเงินโอนเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. เป็นต้นไป

"ขณะนี้เกษตกรในเครือข่ายชาวนาภาคเหนือไม่มีความเคลื่อนไหวในการที่จะปิดถนนเพื่อประท้วงแต่อย่างใด ส่วนเกษตรกรที่เดินทางไปร้องเรียนนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ก็ได้พยายามที่จะติดต่อเพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญาที่เกิดขึ้น"นายกิตติศักดิ์ กล่าว

นายมนูญ มณีโชติ ประธานกลุ่มคนทำนาจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า เงินโครงการรับจำนำข้าวใน จ.พิจิตร ได้รับเรียบร้อย มีเพียงบางอำเภอที่ยังไม่ได้ ส่วนนโยบายการช่วยเงินชาวนาอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ นั้นไม่ได้สร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มที่เป็นชาวนาจริงๆ ตนเป็นหนึ่งในชาวนาที่ประสบความเดือดร้อนจริง เงินเพียง 15,000 บาทต่อหนึ่งครอบครัว ไม่เพียงพอที่ใช้จ่ายของชาวนาได้เลย อยากให้รัฐบาลมีความเสมอภาคที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตกรกลุ่มต่างๆที่เดือดร้อนให้เท่าเทียมกัน ความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ และชาวนาที่ประสบปัญหาจริงๆ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปคุยถึงปัญหาได้

"ตอนนี้ก็ให้เวลารัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ซึ่งก็ยอมรับว่าปัญหาเกษตกรเป็นเรื่องที่แก้ยาก หากชาวนาที่ประสบปัญหาจริงๆยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาหรือปัญหาเบาบางลงคาดว่าจะมีการรวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวปิดถนนก่อนที่จะถึงเดือนเมษายนนี้"นายมนูญ กล่าว

เร่งถ่ายทอดเทคโนฯผลิตข้าว นำองค์ความรู้สู่ 'ชาวนาไทย'


กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีในฤดูการผลิต ปี 2557/58 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยจัดทำกิจกรรมรณรงค์การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว เพื่อชาวนาได้นำองค์ความรู้ในการผลิตข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสมไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองได้ สนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพทำนา รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาได้เข้าถึงปัจจัยการผลิตราคาถูก

นายนำชัย พรหมมีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการบูรณาการวางแผนการทำงานร่วมกับ คสช. มานั้นสามารถช่วยปลดทุกข์ให้พี่น้องเกษตรกรได้ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือจากโครงการประกันภัยและรับจำนำพืชผลทั้งข้าวและยางพาราในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้สำเร็จ รวมถึงการจัดกิจกรรมคืนความสุขเพื่อพี่น้องเกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน นำมาซึ่งโครงการลดต้นทุนการผลิตที่หน่วยงานในกระทรวงต่างๆ ร่วมกันจัดขึ้น โดยเฉพาะที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดงานรณรงค์การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวให้ชาวนาใน 59 จังหวัดเป้าหมาย และจัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) จำนวน 61,385 ราย ใน 77 จังหวัด 812 อำเภอ ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นไปตามเป้าหมายตามแผนที่ได้วางเอาไว้

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวอีกว่า ในส่วนของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ขณะนี้มีเกษตรกรมายื่นขอขึ้นทะเบียนไปแล้ว 2,478,253 ครัวเรือน จากเป้าหมาย 3.5 ล้านครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 78.34 ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 43 ล้านไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.ย.57) ส่วนที่เหลือกำลังทยอยมาขึ้นทะเบียนอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งก็ขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าวแล้วแต่ยังไม่มาขึ้นทะเบียน มาขึ้นทะเบียนหรือแจ้งข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากท่านจะต้องนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือต่างๆ ตามโครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภัยธรรมชาติ การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร หรือการทำธุรกรรมทางการเงินกับ ธกส.

อย่างไรก็ตาม นายนำชัย ย้ำด้วยว่าขณะนี้นักส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่และอกม. กำลังดำเนินการลงพื้นที่ปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรและให้คำแนะนำการลดต้นทุนที่ถูกวิธีให้เกษตรกรตามที่ได้อบรมมาแล้ว โดยจะเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ถูกต้องให้ชาวนาได้มีความรู้ความเข้าใจ ทราบถึงแนวทางการลดราคาปัจจัยการผลิต สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตราคาถูก รวมทั้งเกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ซึ่งความรู้ดังกล่าวอกม.และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่จะนำไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรขณะออกตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว คืนความสุขกันอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่เป้าหมายให้ได้หนึ่งล้านรายก่อนสิ้นปีนี้ 

ผนึกมก.จัดระเบียบข้อมูลพื้นที่ป่า


ผนึกมก.จัดระเบียบข้อมูลพื้นที่ป่า
ทำมาหากิน : ผนึกมก.จัดระเบียบข้อมูลพื้นที่ป่า สู่ทางรอดบริหารจัดการป่าไม้ไทย : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

จากอดีตจนปัจจุบันประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ไปเป็นจำนวนมากจากการบุกรุกแผ้วถางทำลายป่า แต่ปัญหาก็คือข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าที่แท้จริงยังไม่มีความชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กรมป่าไม้ได้ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการฐานข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าปี 2555-2556 เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าและพร้อมที่จะปรับปรุงฐานข้อมูลใหม่ในทุกๆ ปีด้วย

บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้เผยระหว่างการแถลงข่าวโครงการจัดทำฐานข้อมูลสภาพพื้นที่ปี ปี 2555-2556 โดยกรมป่าไม้ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าขณะนี้กรมป่าไม้และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินโครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปี 2555-2556 เพื่อประเมินและติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ โดยใช้การแปลตีความภาพถ่ายดาวเทียมไทยโชตและ Landstar8 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่าปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ 102.1 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ทั้งประเทศ จากข้อมูลกรมการปกครองปี 2552 ประเทศไทยมีเนื้อที่ประมาณ 323.5 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือร้อยละ 65.31 ภาคกลางร้อยละ 20.91 ภาคอีสานร้อยละ 15.09 ภาคตะวันออกร้อยละ 22.09 ภาคตะวันตกร้อยละ 53.08 และภาคใต้ร้อยละ 23.95

"จังหวัดที่มีร้อยละพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยเทียบพื้นที่ 5 อันดับ ได้แก่ 1.แม่ฮ่องสอน 86.89% 2.ตาก 72.03% 3.ลำปาง 70.81% 4.เชียงใหม่ 69.49% และ 5.กาญจนบุรี 62.51% ส่วนจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าลดลงมากที่สุด 5 อันดับ คือ เชียงใหม่ น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์และเลย

"อธิบดีกรมป่าไม้เผยต่อว่า จากข้อมูลที่ได้ดังกล่าวนี้ กรมป่าไม้จะนำไปวางแผนในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันเป็นสมบัติของชาติต่อไปและต่อไปนี้การบุกรุกป่าจะต้องไม่เกิดขึ้นอีกและจะติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าในปี 2556 และพื้นที่ที่มีสภาพป่าเมื่อผ่านไป 1 ปีในปี 2557 โดยจะใช้เทคโนโลยีมาตรวจสอบ หากพบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก กรมป่าไม้จะดำเนินการจับกุมทันที

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถือว่ามีความพร้อมอย่างยิ่งในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องการถ่ายทอดงานวิจัยและองค์ความรู้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มอบหมายให้คณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมดำเนินงานกับกรมป่าไม้มาตลอดและยังทำหน้าที่ปรึกษาด้านคดีพิเศษทางด้านการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษอีกด้วย

"จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยเองมีความพร้อมที่จะสนับสนุนบุคลากร อุปกรณ์และองค์ความรู้จากงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมีอยู่เพื่อร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดทำฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้ต่อไป" อธิการบดี มก.กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.วีระภาส คุณรัตนสิริ หัวหน้าโครงการอธิบายถึงขั้นตอนการจัดทำฐานข้อมูลป่าไม้ของปี 2555-56 ที่ผ่านมาว่า เป็นการจัดทำข้อมูลขึ้นใหม่จากดาวเทียมไทยโชต (ธีออส) ที่บันทึกภาพครอบคลุมร้อยละ 94.05 ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยใช้เวลาในการจัดทำข้อมูลประมาณ 7 เดือนควบคุมการตรวจสอบความถูกต้องของการแปลข้อมูลภาคสนาม โดยมีจุดตรวจสอบภาคสนามทั้งสิ้น 862 ชุด กระจายในทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งคิดเป็นร้อยละความถูกต้องในการจำแนกพื้นที่ป่าเท่ากับ 97.56

"การจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าในปีนี้ (2556-2557) เราจะนำผลการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าของปี 2555-2556 มาวางลงบนภาพถ่ายดาวเทียมไทยโชตที่บันทึกภาพในปี 2556-2557 แล้วปรับแต่งข้อมูลให้มีความถูกต้องตรงตามความเป็นจริงภาคพื้นดินให้ได้ดีมากยิ่งขึ้น" หัวหน้าโครงการคนเดิมกล่าวทิ้งท้าย

นับเป็นอีกก้าวของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสถาบันการศึกษาในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน รักษาสมดุลระบบนิเวศ

ผู้เขียน: 
คอลัมน์คนดังท้องถิ่น : โดย...นายคลองหลอด

   เทศบาลนครระยองเป็นเทศบาลนครขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.ระยอง มีสภาพพื้นที่เป็นดินเลนราบลุ่ม มีพื้นที่ติดชายทะเล และมีแม่น้ำระยองไหลผ่านสู่ทะเลที่ปากคลองก้นปึกแหลมเจริญ พื้นที่ดังกล่าวมีป่าชายเลนที่รับอิทธิพลน้ำทะเลจากอ่าวไทยและน้ำจืดจากแม่น้ำระยอง ปัจจุบัน "วรวิทย์ ศุภโชคชัย" เป็นนายกเทศมนตรีนครระยอง ซึ่งเขาเห็นว่าป่าชายเลนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน เนื่องจากมีสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิดแต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าลดลงจากสาเหตุมีการบุกรุกป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น 
   "วรวิทย์ ศุภโชคชัย" นายกเทศมนตรีนครระยอง บอกว่า การที่ไม่ดูแลรักษาป่าชายเลนจึงทำให้มีสภาพเสื่อมโทรมและเสียสมดุลระบบนิเวศอย่างมาก เทศบาลจึงรณรงค์ให้ทุกคนหันมารักป่าชายเลน โดยชาวบ้านชุมชนสมุทรเจดีย์ปากน้ำระยอง หลายครอบครัวต้องการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลนไว้ เพราะได้อยู่อาศัยทำมาหากิน เทศบาลได้แนวร่วมที่ดีจึงเข้าไปส่งเสริมการอนุรักษ์จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลนขึ้น

   กลุ่มอนุรักษ์มีสมาชิก 7 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนสมุทรเจดีย์ ชุมชนปากน้ำ 1 ชุมชนปากน้ำ 2 ชุมชนก้นปึก-ปากคลอง ชุมชนสัมฤทธิ์ ชุมชนทุ่งโตนดและชุมชนเนินพระ ซึ่งพยายามที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เทศบาลนครระยองและกลุ่มอนุรักษ์ได้ช่วยกันเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนโดยร่วมกับโรงเรียนในเขตเทศบาล 10 โรงเรียน ปลูกป่าชายเลน โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบโรงเรียนละ 500 ต้น อีกทั้งยังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ปลูกป่ากว่า 5,000 ต้น
   นายก ทน.ระยอง บอกอีกว่า เทศบาลจะสนับสนุนงบประมาณช่วงแรก โดยจัดกิจกรรมให้ชาวบ้านเข้าร่วมปลูกป่าเป็นการปลุกจิตสำนึกให้รู้จักรักและหวงแหนผืนป่าและกลุ่มอนุรักษ์ได้ขยายวงกว้างออกไปจากที่เคยมีสมาชิกชุมชนเดียวก็ขยายไปถึงชุมชนอื่น ถึงกลุ่มเยาวชน คนทำงาน ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน นักท่องเที่ยว ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมในการปลูกป่าชายเลนผืนสุดท้ายในตัวเมืองระยอง
   เมื่อประชาชนเห็นประโยชน์ความสำคัญของป่าชายเลนเพิ่มขึ้น เทศบาลต้องการสร้างแหล่งเรียนรู้คู่การอนุรักษ์และขยายผืนป่าด้วยการสร้างสะพานไม้หอชมวิว แต่ต้องใช้เงินจำนวนมากจึงหางบจากภาคเอกชนสนับสนุน โดยเฉพาะการสร้างสะพานไม้เข้าชมป่าชายเลนดูเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสร้างหอชมวิวริมแม่น้ำระยอง เมื่อสะพานและหอชมวิวเสร็จสมบูรณ์ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพราะอยู่ในบริเวณเจดีย์กลางน้ำเมืองระยอง

 

แก้ปัญหาขยะล้นเมืองควบจัดระเบียบถนน

ผู้เขียน: 
คอลัมน์ คนดังท้องถิ่น โดย... มานพ พฤฒิวโรดม

 

จากประสบการณ์ที่เคยเป็นอดีต ส.อบต.ท่าทราย 2 สมัยและเป็นอดีตประธานสภา อบต.ท่าทราย ทำให้ สิริบูรณ์ ทองบางเกาะได้รับเลือกตั้งจากคนในพื้นที่ให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มและเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยมีพื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 8 หมู่บ้าน และมีจำนวนประชากรกว่า 5 หมื่นคน

สิริบูรณ์ ทองบางเกาะนายก อบต.ท่าทราย บอกว่า เมื่อเข้าทำงานได้ลงสำรวจพื้นที่หมู่ 7 ริมถนนเศรษฐกิจ 1.บริเวณหน้าบริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ จำกัด ช่วงใต้สะพานลอยคนข้ามที่ถูกร้องเรียนจากชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการเสียช่องทางจราจรเดินรถไป 1 เลน ด้วยสาเหตุที่มีกองขยะขนาดใหญ่ล้นออกจากถังจำนวนมาก เพราะเป็นแถบการค้าขายสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านและผู้ใช้รถใช้ถนนและทำให้รถติดขัดมานาน โดยกรณีนี้เป็น 1 ใน 7 ข้อ ของนโยบายการทำงานพัฒนาสาธารณูโภค-จัดระเบียบตำบลที่หาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าทราย

ได้สั่งเจ้าหน้าที่ อบต.ให้นำถังขยะออกพ้นไปจากจุดดังกล่าวแล้ว พร้อมเตรียมปรับให้เป็นกระถางดอกไม้ ทั้งยังสามารถแก้กลิ่นเหม็นจากน้ำขยะที่ไหลเรี่ยราด กลายสภาพมาเป็นกระถางต้นไม้สวยงามแทน อย่างไรก็ตามถือเป็นงานชิ้นแรกหลังเปิดสภา อบต.ท่าทราย ซึ่งแผนการบริหารงานได้ตั้งเป้าที่จะทยอยปรับภูมิทัศน์ตลอดแนวให้ครอบคลุมตลอดถนนในพื้นที่ดูแลนายก อบต.ท่าทราย กล่าวและว่า

ต่อจากนี้ไปจะเตรียมเดินหน้าประชุมหารือระหว่างกรมทางหลวง ตำรวจจราจร สำนักงานโยธาธิการและพ่อค้าแม่ขายเรื่องการรักษาระเบียบสังคมโดยเฉพาะแผงร้านค้า กรณีการตั้งแผงค้าเกะกะบนฟุตบาททางสัญจรตามแนวทางที่ตั้งไว้ เพื่อกำหนดพื้นที่ให้ไปตั้งแผงค้าขายเป็นโซนๆ ตลอดจนร้านค้าขายให้หดเข้าไม่ให้เกะกะผู้ใช้รถใช้ถนนของสาธารณะ ให้ย้ายไปอยู่บริเวณข้างโรงงาน บริษัทไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งบริษัทนี้ยึดเป็นที่จอดรถจักรยานยนต์ของคนงาน

นายก อบต.ท่าทราย บอกอีกว่า เตรียมหารือขอความร่วมมือขอคืนพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นแหล่งตั้งแผงค้าตามเจตนารมณ์การจัดระเบียบให้มาตรฐานของ อบต.ท่าทรายและปลดข้อปัญหาสำคัญการร้องเรียนเรื่องขยะมูลฝอยเรี่ยราด และถนนไร้ระเบียบหลายปี ซึ่งถือว่าวางระบบได้เหมาะสมที่สุด ส่วนสัญญาว่าจ้างเก็บขยะอันใกล้นี้หากครบอายุลงโดย อบต.ท่าทราย จะดำเนินการจัดเก็บเองตามนโยบายที่หาเสียงไว้

 

'นักเขียน'-กวี-สื่อฯ'ฮือต้าน!'ปากบารา-จะนะ'


คม ชัด ลึก วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556

'กลุ่มนักเขียน-กวี-สื่อฯ'ฮือต้าน!'ปากบารา-จะนะ' : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)

ปรากฏการณ์เดินเท้าต้านโครงการยักษ์ของรัฐที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโครงการสร้างเขือนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ภายใต้การนำของนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้มีหลายภาคส่วนกระโดดลงมาร่วมเดินด้วย

และวิธีการเดินเท้านี้ก็ขยายวงออกไป อย่างเช่นล่าสุดขบวนของเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล-สงขลา แสดงพลังต่อต้านโครงการเมกะโปรเจกต์ชุดใหญ่คือ  “แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล” หรือโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล และเส้นทางรถไฟสงขลา-ปากบารา ถือเป็นบิ๊กโปรเจกท์ใช้เงินลงทุนมหาศาล สำหรับการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้เพื่อเชื่อมไปยังมาเลเซีย และสิงคโปร์

หลังจากรัฐบาลได้แนบท้ายโครงการดังกล่าวในบัญชีพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท นั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งผลักดันทั้งสองโครงการนี้

ภายใต้ชื่อ "เดินด้วยใจปากบารา-จะนะ" โดยเริ่มออกเดินเท้าจากท่าเรือท่องเที่ยวปากบารา ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. จนถึงปลายทางที่บ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา ด้วยระยะทาง 220 กม.ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งก็มีประชาชนเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านเป็นวันที่ 4 ของขบวน"เดินด้วยใจปากบารา-จะนะ" ได้เดินไปถึงจุดพักที่บ้านหูแร่ ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งนี้ในช่วงบ่ายนายระพินทร์ พุฒิชาติ หรือน้าซู แห่งวงซูซู และนายศศินได้เข้าร่วมเดินเท้าด้วย ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักขึ้น

นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายฯกล่าวว่าตั้งแต่เดินเท้าเข้าเขตสงขลารู้สึกยินดีมากที่ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากประชาชนยิ่งขึ้น โดยมีผู้นำอาหารและน้ำดื่มมาร่วมสมทบและให้กำลังใจบ่อยเป็นระยะๆ และคิดว่าในวันที่ 26 เมื่อถึงอำเภอหาดใหญ่จะมีประชาชนเข้าร่วมมากขึ้น


ด้านนายไกรวุฒิ ชูสกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่แอนสปีชโบ้ท ซึ่งร่วมในขบวนเดินเท้ากล่าวว่า ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในหลีเป๊ะและตะรุเตาต่างก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ทุกคนต่างช่วยกันบริจาคเงินลงขันสำหรับทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

และวันที่ 26 ตุลาคมนี้ซึ่งเป็นวันที่ 5 ขบวน"เดินด้วยใจปากบารา-จะนะ" ได้เดินเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา  ได้มีชาวหาดใหญ่ร่วมต้อนรับเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้อนุญาตใช้วิทยุของมหาลัยสื่อสารกับสังคมด้วย

พร้อมกันนี้เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล-สงขลายังได้เปิดเฟซบุ๊กนาม "เดินด้วยรัก ปกป้องปากบาราจะนะ" ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารให้กับสังคมได้ทราบการเคลื่อนไหว

โดยประชาชนกลุ่มเดินด้วยใจปากบารา-จะนะ เริ่มออกเดินเท้าจากท่าเรือท่องเที่ยวปากบารา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้ง มีหลากหลายกลุ่ม ประชาชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และจะเดินเท้าจนถึงปลายทางที่บ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา ด้วยระยะทาง 220 กม. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้

สำหรับการเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว โดยวันนี้ เดินทางมาถึงหาดใหญ่ โดยได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยยังมีกลุ่มขบวนการทางสังคมต่าง ๆ เข้าร่วมอีกด้วย ทั้ง นายศศิน นายบรรจง นะแส ฯลฯ และยังมีการตั้งเวที เพื่อระดมแลกเปลี่ยนความคิด ทำความเข้าใจกับประชาชนอีกด้วย

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม กวี นักเขียน สื่อฯ และ ฯลฯ โดยการจุดประกายจาก "โสพล โสภณอักษรเนียม" นักเขียน และอดีตนักสื่อสารมวลชน เพื่อร่วมกันแสดงท่าทีและจุดยืน ต่อโครงการ "แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล" โดยการร่วมกันเขียน เพื่อแสดงออก ภายใต้คอนเซ็ปต์ "เดินด้วยรัก" และมีนักเขียนต่างทะยอยแสดงความคิดเห็น อาทิ แสงดาว ศรัทธามั่น กวี,ประมวล มณีโรจณ์ นักเขียน / นักวิชาการ, นายทิวา กวีผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2553, จำนง ศรีนคร นักเขียน / นักสื่อสารมวลชน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร ค.ฅน, ณรรธราวุธ เมืองสุข นักเขียนสารคดี นักสื่อสารมวลชน, พลัง เพียงพิรุฬ กวี-นักเขียน ผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2556 เพื่อปลุกจิตสำนึก โดยแสดงพลังเคลื่อนไหวสะท้อนผ่านตัวอักษร อย่างไรก็ตาม "เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล-สงขลา" ยังคงเดินหน้าเดินเท้าต่อไป จาก "ปากบารา" ไปถึง "จะนะ"

นับได้ว่าการเดินเป็นวิถีหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย เพื่อแสดงออกให้ผู้ใช้อำนาจรัฐฟังเสียงรากหญ้าบ้าง ไม่ใช้ว่ามีเสียงข้างมากแล้วจะตัดสินทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาเรียกว่า "เผด็จการ" หาใช่ประชาธิปไตยไม่
........................................

('กลุ่มนักเขียน-กวี-สื่อฯ'ฮือต้าน!'ปากบารา-จะนะ' : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong))

SPCG มั่นใจ36โซล่าร์ฟาร์มปีนี้เสร็จหมดแน่

 

ซีอีโอ SPCG มั่นใจโซล่าร์ฟาร์ม 36 โครงการเสร็จหมดปีนี้แน่ โตก้าวกระโดดเตรียมรับทรัพย์ปีละ 2.5-3 พันล้านกำไร 1 พันล้าน/ปี พร้อมลุยต่อธุรกิจใน'ญี่ปุ่น-ซาอุฯ-พม่า'

     15 ต.ค. 2556 ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพหลโยธิน ช่วงค่ำวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จัดงาน Open house ให้ข้อมูลและความรู้แก่นักลงทุน ในธุรกิจกลุ่มพลังงานทางเลือก และโอกาสเติบโตของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเชิญ น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) น.พ.สมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และนายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL
     น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายของภาครัฐเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมาได้ให้การสนับสนุนด้านพลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ  สำหรับในส่วนของเอสพีซีจีถือเป็นผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจโซล่าฟาร์มแห่งแรกในไทยและภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันมีโครงการทั้งหมดจำนวน 36 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 260 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 24,000 ล้านบาท และได้รับแอดเดอร์ 8 บาท เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการโซล่าฟาร์มแล้วเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้วรวม 24 โครงการ อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อเชิงพาณิชย์ 6 โครงการ และกำลังพัฒนาในระยะสุดท้าย 6 โครงการ
     “โครงการทั้งหมด 36 โครงการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้  และจะเดินหน้าธุรกิจด้านนี้ทุกรูปแบบต่อไปในส่วนอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจากการเป็นผู้นำธุรกิจโซล่าเซลล์ของเอสซีพีจีทำให้เรามีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญพร้อมที่จะขยายโอกาสธุรกิจในด้านนี้ในทุกภูมิภาคต่อไป เราพัฒนาโครงการมา 4 ปีถือว่าโตมากแบบก้าวกระโดด ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 3 นี้เราก็มีรายได้ดีขึ้นตามลำดับ คาดว่าสิ้นปีนี้เปิดครบทั้ง 36 โครงการ เราจะสามารถรับรู้รายได้ปีละ 2,500 – 3,000 ล้านบาท คาดว่ามีกำไรมากกว่า 1,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเรากำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อนำมาชำระเงินกู้ เพื่อไปสู่สิ่งที่นักลงทุนปราถนา คือเงินปันผล ที่เรามุ่งมั่นทำให้กับนักลงทุนที่สนับสนุนบริษัทเรามาด้วยดี”
     นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศจะดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเมื่อเอสพีซีจีเสร็จสิ้นโครงการในประเทศไทยแล้ว มีแผนเตรียมเข้าไปลงทุนเพิ่มที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มอีกด้วย รวมทั้งมีแผนการเข้าไปดำเนินธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศพม่าและซาอุดิอาระเบียเพื่อขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจด้านนี้ต่อไปอย่างมั่นคง
     สำหรับกรณีที่นโยบายรัฐบาลให้การส่งเสริมการในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป โดยกระทรวงพลังงาน มีมติอนุมัตรับซื้อไฟ จำนวน 200 เมกะวัตต์นั้น น.ส.วันดี กล่าวว่าบริษัทเอสพีซีจีได้ยื่นไปทั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประมาณ 30-40 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทเราได้รับการจัดสรรให้เป็นอันดับหนึ่ง และยังมีโครงการที่จะเข้าร่วมมือกับภาครัฐในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน (โซลาร์ฟาร์ม) 1 เมกะวัตต์ ต่อ 1 ชุมชน กำลังผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าสายส่งในปี 2557 ที่บริษัทมีความพร้อมด้านธุรกิจในทุกรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นธุรกิจโดดเด่นในอนาคตแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติด้วย

 

ส.ต้านโลกร้อนเล็งฟ้อง'อสมท.'แบนศศิน

นายกสมาคมต้านโลกร้อนออกแถลงการณ์เตรียมฟ้องอสมท.แบน คนค้นฅน ตอน 'ศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์' ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

29ก.ย.2556 หลังจากรายการคนค้นฅนทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท. ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 14.00 น. ได้โปรโมทว่าวันที่ 28 ก.ย. จะนำเสนอเรื่องราวของการเดินต้านเขื่อนแม่วงก์ของ นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ตอน อ.ศศิน  แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลากลับไม่มีการนำเรื่องดังกล่าวออกอากาศ แต่ใช้ตอนอื่นมาออกอากาศแทน ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการเซ็นเซอร์หรือไม่ ซึ่งนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการนิตยสารคดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าถูกงดออกอากาศ โดยทางเซ็นเซอร์ช่อง 9 บอกว่าเรื่องนี้ไม่มีความสมดุลของทั้งสองฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน จึงขอให้ทางทีมงานแก้ไข ไม่รู้ว่าจะได้ออกอากาศอีกหรือไม่นั้น 

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ได้ออกแถลงการณ์เพื่อเตรียมฟ้องช่อง 9 หลังสั่งห้ามเผยแพร่เทปรายการคนค้นฅน ตอน "ศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์" ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2556

by ThaiWebExpert