คมชัดลึก

เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน รักษาสมดุลระบบนิเวศ

ผู้เขียน: 
คอลัมน์คนดังท้องถิ่น : โดย...นายคลองหลอด

   เทศบาลนครระยองเป็นเทศบาลนครขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.ระยอง มีสภาพพื้นที่เป็นดินเลนราบลุ่ม มีพื้นที่ติดชายทะเล และมีแม่น้ำระยองไหลผ่านสู่ทะเลที่ปากคลองก้นปึกแหลมเจริญ พื้นที่ดังกล่าวมีป่าชายเลนที่รับอิทธิพลน้ำทะเลจากอ่าวไทยและน้ำจืดจากแม่น้ำระยอง ปัจจุบัน "วรวิทย์ ศุภโชคชัย" เป็นนายกเทศมนตรีนครระยอง ซึ่งเขาเห็นว่าป่าชายเลนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน เนื่องจากมีสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิดแต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าลดลงจากสาเหตุมีการบุกรุกป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น 
   "วรวิทย์ ศุภโชคชัย" นายกเทศมนตรีนครระยอง บอกว่า การที่ไม่ดูแลรักษาป่าชายเลนจึงทำให้มีสภาพเสื่อมโทรมและเสียสมดุลระบบนิเวศอย่างมาก เทศบาลจึงรณรงค์ให้ทุกคนหันมารักป่าชายเลน โดยชาวบ้านชุมชนสมุทรเจดีย์ปากน้ำระยอง หลายครอบครัวต้องการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลนไว้ เพราะได้อยู่อาศัยทำมาหากิน เทศบาลได้แนวร่วมที่ดีจึงเข้าไปส่งเสริมการอนุรักษ์จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลนขึ้น

   กลุ่มอนุรักษ์มีสมาชิก 7 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนสมุทรเจดีย์ ชุมชนปากน้ำ 1 ชุมชนปากน้ำ 2 ชุมชนก้นปึก-ปากคลอง ชุมชนสัมฤทธิ์ ชุมชนทุ่งโตนดและชุมชนเนินพระ ซึ่งพยายามที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เทศบาลนครระยองและกลุ่มอนุรักษ์ได้ช่วยกันเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนโดยร่วมกับโรงเรียนในเขตเทศบาล 10 โรงเรียน ปลูกป่าชายเลน โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบโรงเรียนละ 500 ต้น อีกทั้งยังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ปลูกป่ากว่า 5,000 ต้น
   นายก ทน.ระยอง บอกอีกว่า เทศบาลจะสนับสนุนงบประมาณช่วงแรก โดยจัดกิจกรรมให้ชาวบ้านเข้าร่วมปลูกป่าเป็นการปลุกจิตสำนึกให้รู้จักรักและหวงแหนผืนป่าและกลุ่มอนุรักษ์ได้ขยายวงกว้างออกไปจากที่เคยมีสมาชิกชุมชนเดียวก็ขยายไปถึงชุมชนอื่น ถึงกลุ่มเยาวชน คนทำงาน ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน นักท่องเที่ยว ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมในการปลูกป่าชายเลนผืนสุดท้ายในตัวเมืองระยอง
   เมื่อประชาชนเห็นประโยชน์ความสำคัญของป่าชายเลนเพิ่มขึ้น เทศบาลต้องการสร้างแหล่งเรียนรู้คู่การอนุรักษ์และขยายผืนป่าด้วยการสร้างสะพานไม้หอชมวิว แต่ต้องใช้เงินจำนวนมากจึงหางบจากภาคเอกชนสนับสนุน โดยเฉพาะการสร้างสะพานไม้เข้าชมป่าชายเลนดูเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสร้างหอชมวิวริมแม่น้ำระยอง เมื่อสะพานและหอชมวิวเสร็จสมบูรณ์ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพราะอยู่ในบริเวณเจดีย์กลางน้ำเมืองระยอง

 

แก้ปัญหาขยะล้นเมืองควบจัดระเบียบถนน

ผู้เขียน: 
คอลัมน์ คนดังท้องถิ่น โดย... มานพ พฤฒิวโรดม

 

จากประสบการณ์ที่เคยเป็นอดีต ส.อบต.ท่าทราย 2 สมัยและเป็นอดีตประธานสภา อบต.ท่าทราย ทำให้ สิริบูรณ์ ทองบางเกาะได้รับเลือกตั้งจากคนในพื้นที่ให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มและเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยมีพื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 8 หมู่บ้าน และมีจำนวนประชากรกว่า 5 หมื่นคน

สิริบูรณ์ ทองบางเกาะนายก อบต.ท่าทราย บอกว่า เมื่อเข้าทำงานได้ลงสำรวจพื้นที่หมู่ 7 ริมถนนเศรษฐกิจ 1.บริเวณหน้าบริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ จำกัด ช่วงใต้สะพานลอยคนข้ามที่ถูกร้องเรียนจากชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการเสียช่องทางจราจรเดินรถไป 1 เลน ด้วยสาเหตุที่มีกองขยะขนาดใหญ่ล้นออกจากถังจำนวนมาก เพราะเป็นแถบการค้าขายสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านและผู้ใช้รถใช้ถนนและทำให้รถติดขัดมานาน โดยกรณีนี้เป็น 1 ใน 7 ข้อ ของนโยบายการทำงานพัฒนาสาธารณูโภค-จัดระเบียบตำบลที่หาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าทราย

ได้สั่งเจ้าหน้าที่ อบต.ให้นำถังขยะออกพ้นไปจากจุดดังกล่าวแล้ว พร้อมเตรียมปรับให้เป็นกระถางดอกไม้ ทั้งยังสามารถแก้กลิ่นเหม็นจากน้ำขยะที่ไหลเรี่ยราด กลายสภาพมาเป็นกระถางต้นไม้สวยงามแทน อย่างไรก็ตามถือเป็นงานชิ้นแรกหลังเปิดสภา อบต.ท่าทราย ซึ่งแผนการบริหารงานได้ตั้งเป้าที่จะทยอยปรับภูมิทัศน์ตลอดแนวให้ครอบคลุมตลอดถนนในพื้นที่ดูแลนายก อบต.ท่าทราย กล่าวและว่า

ต่อจากนี้ไปจะเตรียมเดินหน้าประชุมหารือระหว่างกรมทางหลวง ตำรวจจราจร สำนักงานโยธาธิการและพ่อค้าแม่ขายเรื่องการรักษาระเบียบสังคมโดยเฉพาะแผงร้านค้า กรณีการตั้งแผงค้าเกะกะบนฟุตบาททางสัญจรตามแนวทางที่ตั้งไว้ เพื่อกำหนดพื้นที่ให้ไปตั้งแผงค้าขายเป็นโซนๆ ตลอดจนร้านค้าขายให้หดเข้าไม่ให้เกะกะผู้ใช้รถใช้ถนนของสาธารณะ ให้ย้ายไปอยู่บริเวณข้างโรงงาน บริษัทไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งบริษัทนี้ยึดเป็นที่จอดรถจักรยานยนต์ของคนงาน

นายก อบต.ท่าทราย บอกอีกว่า เตรียมหารือขอความร่วมมือขอคืนพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นแหล่งตั้งแผงค้าตามเจตนารมณ์การจัดระเบียบให้มาตรฐานของ อบต.ท่าทรายและปลดข้อปัญหาสำคัญการร้องเรียนเรื่องขยะมูลฝอยเรี่ยราด และถนนไร้ระเบียบหลายปี ซึ่งถือว่าวางระบบได้เหมาะสมที่สุด ส่วนสัญญาว่าจ้างเก็บขยะอันใกล้นี้หากครบอายุลงโดย อบต.ท่าทราย จะดำเนินการจัดเก็บเองตามนโยบายที่หาเสียงไว้

 

'นักเขียน'-กวี-สื่อฯ'ฮือต้าน!'ปากบารา-จะนะ'


คม ชัด ลึก วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556

'กลุ่มนักเขียน-กวี-สื่อฯ'ฮือต้าน!'ปากบารา-จะนะ' : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)

ปรากฏการณ์เดินเท้าต้านโครงการยักษ์ของรัฐที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโครงการสร้างเขือนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ภายใต้การนำของนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้มีหลายภาคส่วนกระโดดลงมาร่วมเดินด้วย

และวิธีการเดินเท้านี้ก็ขยายวงออกไป อย่างเช่นล่าสุดขบวนของเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล-สงขลา แสดงพลังต่อต้านโครงการเมกะโปรเจกต์ชุดใหญ่คือ  “แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล” หรือโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล และเส้นทางรถไฟสงขลา-ปากบารา ถือเป็นบิ๊กโปรเจกท์ใช้เงินลงทุนมหาศาล สำหรับการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้เพื่อเชื่อมไปยังมาเลเซีย และสิงคโปร์

หลังจากรัฐบาลได้แนบท้ายโครงการดังกล่าวในบัญชีพระราชบัญญัติเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท นั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งผลักดันทั้งสองโครงการนี้

ภายใต้ชื่อ "เดินด้วยใจปากบารา-จะนะ" โดยเริ่มออกเดินเท้าจากท่าเรือท่องเที่ยวปากบารา ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. จนถึงปลายทางที่บ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา ด้วยระยะทาง 220 กม.ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งก็มีประชาชนเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านเป็นวันที่ 4 ของขบวน"เดินด้วยใจปากบารา-จะนะ" ได้เดินไปถึงจุดพักที่บ้านหูแร่ ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งนี้ในช่วงบ่ายนายระพินทร์ พุฒิชาติ หรือน้าซู แห่งวงซูซู และนายศศินได้เข้าร่วมเดินเท้าด้วย ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักขึ้น

นายสมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายฯกล่าวว่าตั้งแต่เดินเท้าเข้าเขตสงขลารู้สึกยินดีมากที่ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากประชาชนยิ่งขึ้น โดยมีผู้นำอาหารและน้ำดื่มมาร่วมสมทบและให้กำลังใจบ่อยเป็นระยะๆ และคิดว่าในวันที่ 26 เมื่อถึงอำเภอหาดใหญ่จะมีประชาชนเข้าร่วมมากขึ้น


ด้านนายไกรวุฒิ ชูสกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่แอนสปีชโบ้ท ซึ่งร่วมในขบวนเดินเท้ากล่าวว่า ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในหลีเป๊ะและตะรุเตาต่างก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ทุกคนต่างช่วยกันบริจาคเงินลงขันสำหรับทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

และวันที่ 26 ตุลาคมนี้ซึ่งเป็นวันที่ 5 ขบวน"เดินด้วยใจปากบารา-จะนะ" ได้เดินเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา  ได้มีชาวหาดใหญ่ร่วมต้อนรับเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้อนุญาตใช้วิทยุของมหาลัยสื่อสารกับสังคมด้วย

พร้อมกันนี้เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล-สงขลายังได้เปิดเฟซบุ๊กนาม "เดินด้วยรัก ปกป้องปากบาราจะนะ" ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารให้กับสังคมได้ทราบการเคลื่อนไหว

โดยประชาชนกลุ่มเดินด้วยใจปากบารา-จะนะ เริ่มออกเดินเท้าจากท่าเรือท่องเที่ยวปากบารา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้ง มีหลากหลายกลุ่ม ประชาชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และจะเดินเท้าจนถึงปลายทางที่บ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา ด้วยระยะทาง 220 กม. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้

สำหรับการเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว โดยวันนี้ เดินทางมาถึงหาดใหญ่ โดยได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยยังมีกลุ่มขบวนการทางสังคมต่าง ๆ เข้าร่วมอีกด้วย ทั้ง นายศศิน นายบรรจง นะแส ฯลฯ และยังมีการตั้งเวที เพื่อระดมแลกเปลี่ยนความคิด ทำความเข้าใจกับประชาชนอีกด้วย

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม กวี นักเขียน สื่อฯ และ ฯลฯ โดยการจุดประกายจาก "โสพล โสภณอักษรเนียม" นักเขียน และอดีตนักสื่อสารมวลชน เพื่อร่วมกันแสดงท่าทีและจุดยืน ต่อโครงการ "แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล" โดยการร่วมกันเขียน เพื่อแสดงออก ภายใต้คอนเซ็ปต์ "เดินด้วยรัก" และมีนักเขียนต่างทะยอยแสดงความคิดเห็น อาทิ แสงดาว ศรัทธามั่น กวี,ประมวล มณีโรจณ์ นักเขียน / นักวิชาการ, นายทิวา กวีผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2553, จำนง ศรีนคร นักเขียน / นักสื่อสารมวลชน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร ค.ฅน, ณรรธราวุธ เมืองสุข นักเขียนสารคดี นักสื่อสารมวลชน, พลัง เพียงพิรุฬ กวี-นักเขียน ผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี 2556 เพื่อปลุกจิตสำนึก โดยแสดงพลังเคลื่อนไหวสะท้อนผ่านตัวอักษร อย่างไรก็ตาม "เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล-สงขลา" ยังคงเดินหน้าเดินเท้าต่อไป จาก "ปากบารา" ไปถึง "จะนะ"

นับได้ว่าการเดินเป็นวิถีหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย เพื่อแสดงออกให้ผู้ใช้อำนาจรัฐฟังเสียงรากหญ้าบ้าง ไม่ใช้ว่ามีเสียงข้างมากแล้วจะตัดสินทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาเรียกว่า "เผด็จการ" หาใช่ประชาธิปไตยไม่
........................................

('กลุ่มนักเขียน-กวี-สื่อฯ'ฮือต้าน!'ปากบารา-จะนะ' : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong))

SPCG มั่นใจ36โซล่าร์ฟาร์มปีนี้เสร็จหมดแน่

 

ซีอีโอ SPCG มั่นใจโซล่าร์ฟาร์ม 36 โครงการเสร็จหมดปีนี้แน่ โตก้าวกระโดดเตรียมรับทรัพย์ปีละ 2.5-3 พันล้านกำไร 1 พันล้าน/ปี พร้อมลุยต่อธุรกิจใน'ญี่ปุ่น-ซาอุฯ-พม่า'

     15 ต.ค. 2556 ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพหลโยธิน ช่วงค่ำวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จัดงาน Open house ให้ข้อมูลและความรู้แก่นักลงทุน ในธุรกิจกลุ่มพลังงานทางเลือก และโอกาสเติบโตของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเชิญ น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) น.พ.สมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และนายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL
     น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายของภาครัฐเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมาได้ให้การสนับสนุนด้านพลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ  สำหรับในส่วนของเอสพีซีจีถือเป็นผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจโซล่าฟาร์มแห่งแรกในไทยและภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันมีโครงการทั้งหมดจำนวน 36 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 260 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 24,000 ล้านบาท และได้รับแอดเดอร์ 8 บาท เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการโซล่าฟาร์มแล้วเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้วรวม 24 โครงการ อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อเชิงพาณิชย์ 6 โครงการ และกำลังพัฒนาในระยะสุดท้าย 6 โครงการ
     “โครงการทั้งหมด 36 โครงการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้  และจะเดินหน้าธุรกิจด้านนี้ทุกรูปแบบต่อไปในส่วนอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจากการเป็นผู้นำธุรกิจโซล่าเซลล์ของเอสซีพีจีทำให้เรามีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญพร้อมที่จะขยายโอกาสธุรกิจในด้านนี้ในทุกภูมิภาคต่อไป เราพัฒนาโครงการมา 4 ปีถือว่าโตมากแบบก้าวกระโดด ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 3 นี้เราก็มีรายได้ดีขึ้นตามลำดับ คาดว่าสิ้นปีนี้เปิดครบทั้ง 36 โครงการ เราจะสามารถรับรู้รายได้ปีละ 2,500 – 3,000 ล้านบาท คาดว่ามีกำไรมากกว่า 1,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเรากำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อนำมาชำระเงินกู้ เพื่อไปสู่สิ่งที่นักลงทุนปราถนา คือเงินปันผล ที่เรามุ่งมั่นทำให้กับนักลงทุนที่สนับสนุนบริษัทเรามาด้วยดี”
     นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศจะดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเมื่อเอสพีซีจีเสร็จสิ้นโครงการในประเทศไทยแล้ว มีแผนเตรียมเข้าไปลงทุนเพิ่มที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มอีกด้วย รวมทั้งมีแผนการเข้าไปดำเนินธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศพม่าและซาอุดิอาระเบียเพื่อขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจด้านนี้ต่อไปอย่างมั่นคง
     สำหรับกรณีที่นโยบายรัฐบาลให้การส่งเสริมการในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป โดยกระทรวงพลังงาน มีมติอนุมัตรับซื้อไฟ จำนวน 200 เมกะวัตต์นั้น น.ส.วันดี กล่าวว่าบริษัทเอสพีซีจีได้ยื่นไปทั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประมาณ 30-40 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทเราได้รับการจัดสรรให้เป็นอันดับหนึ่ง และยังมีโครงการที่จะเข้าร่วมมือกับภาครัฐในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน (โซลาร์ฟาร์ม) 1 เมกะวัตต์ ต่อ 1 ชุมชน กำลังผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าสายส่งในปี 2557 ที่บริษัทมีความพร้อมด้านธุรกิจในทุกรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นธุรกิจโดดเด่นในอนาคตแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติด้วย

 

ส.ต้านโลกร้อนเล็งฟ้อง'อสมท.'แบนศศิน

นายกสมาคมต้านโลกร้อนออกแถลงการณ์เตรียมฟ้องอสมท.แบน คนค้นฅน ตอน 'ศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์' ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

29ก.ย.2556 หลังจากรายการคนค้นฅนทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท. ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 14.00 น. ได้โปรโมทว่าวันที่ 28 ก.ย. จะนำเสนอเรื่องราวของการเดินต้านเขื่อนแม่วงก์ของ นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ตอน อ.ศศิน  แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลากลับไม่มีการนำเรื่องดังกล่าวออกอากาศ แต่ใช้ตอนอื่นมาออกอากาศแทน ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการเซ็นเซอร์หรือไม่ ซึ่งนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการนิตยสารคดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าถูกงดออกอากาศ โดยทางเซ็นเซอร์ช่อง 9 บอกว่าเรื่องนี้ไม่มีความสมดุลของทั้งสองฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน จึงขอให้ทางทีมงานแก้ไข ไม่รู้ว่าจะได้ออกอากาศอีกหรือไม่นั้น 

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ได้ออกแถลงการณ์เพื่อเตรียมฟ้องช่อง 9 หลังสั่งห้ามเผยแพร่เทปรายการคนค้นฅน ตอน "ศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์" ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2556

ป่าสงวนอ.สะเดาถูกบุกรุกนับพันไร่

 

จนท.เข้าสำรวจพื้นที่พบป่าสงวนในพื้นที่ต้นน้ำ อ.สะเดา ถูกบุกรุกนับ 1,000 ไร่

 30 ส.ค.56 นายจำลอง ไกรดิษฐ์ นายอำเภอสะเดา จ.สงขลา นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทหารและเครือข่ายประชาคมรักษ์ป่าต้นน้ำผาดำ เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนเทือกเขาแก้ว หมู่ 6 ต.ทุ่งหมอ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งมีการบุกรุกแผ้วถางเพื่อแปลงสภาพเป็นสวนยางพารา โดยพบว่าสภาพพื้นที่ถูกบุกรุกประมาณ 1 พันไร่ โดยมีการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่บริเวณยอดเขาซึ่งอยู่ใจกลางป่ารวมทั้งใช้ยาฆ่าตอราดเพื่อให้ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตาย เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดพื้นที่เอาไว้เพื่อป้องกันการบุกรุกเพิ่มเติม
 
นายจำลอง ไกรดิษฐ์ นายอำเภอสะเดา กล่าวว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวถูกชาวบ้านและกลุ่มนายทุนทั้งในและนอกพื้นที่ลักลอบบุกรุกเพื่อปรับพื้นที่ปลูกยางพารา ซึ่งพื้นที่ป่าสงวนแห่งนี้เป็นหนึ่งในป่าต้นน้ำของ อ.สะเดา ที่ยังคงมีการบุกรุกแผ้วถางอย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจสอบเพราะอยู่ใจกลางป่า จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส
 
ขณะที่แกนนำประชาคมรักษ์ป่าต้นน้ำผาดำ เผยว่า จากการออกลาดตระเวนพบว่า ผู้บุกรุกกลุ่มนี้จะอาศัยช่วงเวลากลางคืน ตั้งแต่เวลาประมาณ 3 ทุ่มถึงเช้า ในการแผ้วถางและเผา แต่ระหว่างที่ลาดตระเวนไปพบกลุ่มผู้รุกซึ่งมีอยู่ราว 7-8 คนหลบหนีไปได้

'ญี่ปุ่น'ปรับรังสีรั่วไหลเป็นระดับ3

 'ญี่ปุ่น' ปรับระดับสถานการณ์น้ำเปื้อนรังสีรั่วไหลเป็นระดับ 3 'IAEA' เตือนญี่ปุ่นให้ข้อมูลชัดเจน ไม่ทำปชช.สับสน

28 ส.ค. 56  สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นประกาศวันนี้ ปรับเพิ่มระดับความรุนแรงของการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะจากระดับ 1 หรือระดับเหตุการณ์ผิดปกติ เป็นระดับ 3 หรือระดับเหตุการณ์น่าวิตก หลังสัปดาห์ที่แล้วสำนักงานฯ แนะปรับเพิ่มก่อนยกเลิกในเวลาต่อมา เมื่อได้หารือกับสำนักงานพลังงานปรมาณูสากลหรือ ไอเออีเอ และถูกทักท้วงเรื่องความแม่นยำของการปรับ
 
การตัดสินใจปรับเพิ่มครั้งใหม่ มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือเทปโก้ เปิดเผยข้อมูลใหม่โดยยอมรับว่า การรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากถังเก็บใบหนึ่ง อาจเกิดขึ้นนานเกือบหนึ่งเดือนครึ่งแล้ว ก่อนจะตรวจพบเมื่อ 19 ส.ค. เทปโก้ แจ้งกับเจ้าหน้าที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ว่า ปริมาณกัมมันตรังสีที่ตรวจวัดได้จากตัวพนักงานที่มีหน้าที่ตรวจตราบริเวณนั้นเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. แต่ไม่มีใครพยายามสืบหาสาเหตุ
                        
 และวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ กล่าวตำหนิเทปโก้ที่เพิกเฉยต่อคำแนะนำให้เพิ่มการตรวจตราเพื่อเฝ้าระวังการรั่วไหล และประเมินต่ำเกินไปเกี่ยวกับผลกระทบของการรั่วไหล
                         
ขณะเดียวกันสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล หรือ ไอเออีเอ เรียกร้องวันนี้ให้ญี่ปุ่นชี้แจงให้ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในโรงไฟฟ้าและหลีกเลี่ยงการรายงานข้อมูลสับสน
                         
ไอเออีเอ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนที่เทปโก้ ระบุว่า มีปริมาณ 300 ตัน ว่าเป็นปริมาณที่ไม่น่าจะถึงขั้นประกาศเป็นระดับ 3 จากทั้งหมด 7 ระดับตามมาตรวัดระหว่างประเทศว่าด้วยอุบัติภัยนิวเคลียร์ หรือไอเอ็นอีเอส พร้อมกับตั้งข้อสงสัยด้วยว่า เหตุใดจึงปรับระดับความรุนแรงของการรั่วไหลในครั้งนี้ แต่ไม่แจ้งระดับความรุนแรงในการรั่วไหลครั้งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วิกฤติเตาปฏิกรณ์หลอมละลายช่วงเดือน มี.ค. 2554
                         
ไอเออีเอ จึงเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้มาตรวัด ไอเอ็นอีเอส ในอนาคต เพราะเสี่ยงทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดของประชาชนได้ เนื่องจากอาจจะมีการปรับระดับหลายครั้งในช่วงที่กระบวนการแก้ไขวิกฤติโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ อาจใช้เวลายาวนานถึง 40 ปี
                         
ขณะเดียวกันสำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ บอกด้วยว่า การปรับเพิ่มระดับการปนเปื้อนเป็นระดับ 3 ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะยังไม่รู้ว่ามีน้ำรั่วไหลแค่ไหน มีปริมาณความเข้มข้นของกัมมันตรังสีแค่ไหน และต้องรอเทปโก้ เปิดเผยรายละเอียดมากกว่านี้ พร้อมกันนี้ได้กล่าวโทษสำนักข่าวต่างชาติ ว่ารายงานเรื่องมาตรวัดของอุบัติภัยนิวเคลียร์อย่างไม่ถูกต้อง เพราะสื่อบางแห่งรายงานว่าสถานการณ์ร้ายแรงเพียงเพราะอยู่ในระดับ 3 แต่เป็นการเข้าใจอย่างไม่ถูกต้อง
 

มองเมืองไทยในวันอาหารโลก

ผู้เขียน: 
ประภัสสร เสวิกุล

วันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ได้กำหนดให้เป็นวันอาหารโลก (World Food Day) เพื่อให้ประเทศสมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของอาหาร ทั้งในเรื่องของการผลิต คุณค่าของอาหารและโภชนาการ ที่สำคัญคือ ปัจจุบันโลกมีประชากรรวมกันถึง 7 พันล้านคน แต่กว่าครึ่งของพลโลกอยู่ในสภาพที่อดอยากขาดแคลนอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา และเอเชีย

จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่มีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งสวนทางกับการขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่ สำหรับประเทศไทยของเราอาจจะโชคดีที่มีผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข่าวอู่น้ำมาแต่โบราณกาล

และเป็นแหล่งอาหารของโลกในปัจจุบัน แต่หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดิน ระบบชลประทาน และระบบนิเวศวิทยา เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพของดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่า ในอนาคตประเทศไทยอาจจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องอาหารได้เหมือนกัน

ในวันอาหารโลกปีนี้ ทางกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม ร่วมกับเอฟเอโอประจำเวียดนาม จัดงานวันอาหารโลกในหัวข้อ “สหกรณ์การเกษตร : แนวทางแห่งการเลี้ยงโลก” ซึ่งเน้นความสำคัญของสหกรณ์การเกษตรในการต่อสู้กับความอดอยากยากจน และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการสร้างงาน - ปัจจุบันนี้ เวียดนามมีสหกรณ์ 19,500 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์การเกษตร จำนวน 9,000 แห่ง มีสมาชิก 6.7 ล้านคน ในช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษ นับจากปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา สหกรณ์มีสัดส่วนประมาณ 6.38 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ และสร้างงานให้คนกว่า 3 แสนคนในชนบทนอกจากนี้สหกรณ์ยังมีบทบาทอย่างมากในการปรับผลผลิตการเกษตรไปสู่ผลิตผลด้านอุตสาหกรรม

ในประเทศไทยเองได้มีการตั้งสหกรณ์การเกษตรแห่งแรกตั้งแต่ ปีพ.ศ.2459 ที่ จ.พิษณุโลก จากตัวเลขในปี พ.ศ.2553 เรามีสหกรณ์การเกษตร 3,695 แห่ง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง และสหกรณ์นิคม มีสมาชิกรวมกัน 6.3 ล้านคน มีทุนดำเนินกิจการ 1.40 แสนล้านบาท เมื่อดูจากตัวเลขแล้ว กิจการสหกรณ์ของไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าเวียดนามหรอกครับ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เหตุใดเกษตรกรไทยจึงยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ นานา ตั้งแต่เรื่องที่ดินทำกิน พันธุ์พืช การเพาะปลูก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง การเก็บเกี่ยว ราคาผลผลิต และจบลงด้วยการเป็นหนี้ธนาคารและหนี้นอกระบบ ทำไมถึงต้องมีโครงการจำนำข้าว และทำไมชาวนาถึงยากจนติดดิน ขณะที่นับแต่ 2553 เป็นต้นมา เวียดนามกำหนดนโยบายให้ชาวนามีผลกำไร 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิต เวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 46.5 ล้านไร่ บริเวณใหญ่ที่สุดอยู่ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ผลผลิตประมาณ 39 ล้านตัน ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ในการทำนาประมาณ 60 ล้านไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 16 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 5 ล้านตัน ที่เหลือปลูกข้าวเจ้าพันธุ์อื่นและข้าวเหนียว แต่ผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามสูงกว่าไทย เนื่องจากใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้น ให้ผลผลิตสูง มีระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ 90 เปอร์เซ็นต์ และดำเนินนโยบาย 3 ลด คือ ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช กับ 3 เพิ่ม คือ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลกำไร

วันอาหารโลกปีนี้ นอกจากจะเป็นกังวลต่อปัญหาเรื่องอาหารของชาวโลกแล้ว เราก็คงต้องเป็นกังวลต่อปัญหาเรื่องอาหารของคนไทยด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นทั้งอาหารหลักและสินค้าออกที่สำคัญของเรา และน่าจะถึงเวลา ที่จะต้องรื้อโครงสร้างการเกษตรของไทยทั้งระบบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ก่อนที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ขาดแคลนอาหาร หรือต้องนำเข้าข้าวจากเวียดนาม

สถิติสิ่งแวดล้อม20ปีผ่านก่อนถึงริโอ+20

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 23 มิถุนายน 2555

ระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่นครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ริโอ+20 เนื่องจากเป็นการประชุมหลังการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (เอิร์ธ ซัมมิต) ในเมืองเดียวกันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือ สร้างระบบเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดความยากจนของโลก ที่เป็นพันธกิจที่จะยากสาหัสท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรโลกที่คาดการณ์ว่า จะเพิ่มเป็น 9,000 ล้านคนในปี 2593 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านคน

ขณะที่สถิติตัวเลขต่างๆ แสดงให้เห็นว่า สถานะของโลกเปลี่ยนไปในทางลบอย่างไรบ้างใน 20 ปีที่ผ่านมา

อุณหภูมิ- สำนักงานบริหารอวกาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐ (โนอา) ระบุว่า นับจากปี 2535 ซึ่งเป็นปีกำเนิดการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกริโอฯ โลกร้อนขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยอุณหภูมิสูงขึ้น 0.32 องศาเซลเซียสต่อปี

มลพิษ-ตามข้อมูลของโนอา ระบุว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการสำคัญที่กักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศโลก เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 หรือจากเกือบ 358 ส่วนต่อล้าน (พีพีเอ็ม) เมื่อเมษายน 2535 เป็น 394 พีพีเอ็มในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ภัยพิบัติ - สหประชาชาติระบุว่า นับจากปี 2535 ภัยธรรมชาติสร้างความเดือดร้อนแก่ประชากรโลก 4,400 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 1.3 ล้านคน สร้างความเสียหายราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แผ่นดินไหว พายุ อุณหภูมิแปรปรวนและน้ำท่วม เป็นภัยพิบัติที่สร้างความสูญเสียในชีวิตมากที่สุด

เฮติเผชิญแผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนมากเป็นประวัติการณ์ที่จำนวน 230,675 คน ขณะที่สหรัฐเป็นประเทศที่ประสบความสูญเสียด้านทรัพย์สินมากที่สุด 560,000 ล้านดอลลาร์
ป่าไม้- นับจากปี 2535 เป็นต้นมา พื้นที่ป่าดั้งเดิมของโลก หดหายไปประมาณ 740 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 1,850 ล้านไร่) ใหญ่กว่าประเทศอาร์เจนตินา

แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

โดยคมชัดลึก วันที่ 7 มิถุนายน 2555

 แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ณ โรงแรมสยามซิตี้ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ: Rio+20 สู่สังคมไทย “ Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย อ.สุปราณี จงดีไพศาล ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุดโต่งทำให้สังคมโลกต้องหันกลับมาทบทวนวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และมองหาอนาคตที่เราต้องการ ซึ่งในวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อร่วมกันให้คำมั่นต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกครั้ง

และระบุความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีหัวข้อหลัก 2 เรื่อง คือ เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ส่งผลให้ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อ ๆ ไป และจะต้องมีความสมดุลของกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 3 เสาหลัก คือ เสาด้านเศรษฐกิจ เสาด้านสังคม และเสาด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอยู่มากทั้งในเวทีการเจรจาและแวดวงวิชาการ โดยมีแนวโน้มว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเอง จึงเป็นการบ้านว่าไทยจะต้องมากำหนดแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวของเราเอง

ด้านนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถึงการเจรจาเอกสารผลลัพธ์ซึ่งขณะนี้คณะผู้แทนไทยกำลังร่วมเจรจาอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งหวังว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นก่อนที่จะเริ่มการประชุม Rio+20 ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการประชุม Rio+20 นั้น ทางสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ช่วยกันทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมเจรจาของคณะผู้แทนไทย และให้ข้อมูลที่มีค่าแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่องค์การสหประชาชาติเพื่อผลักดันประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมและมีบทบาทในกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามคาดเดาได้ว่าการประชุม Rio+20 จะมีความคืบหน้าล่าช้าเพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก

ขณะที่ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงพัฒนาการของการที่ยั่งยืน แนวคิดของกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศในสาขาต่าง ๆ และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรอบในเชิงจิตใจจากภูมิปัญญาตะวันออก พร้อมทั้งเสนอข้อคิดเห็นไว้ 8 ประการ คือ (1) องค์กรกำกับดูแลการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนจากคณะกรรมการมาเป็นคณะมนตรีควรศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ว่ามีข้อดีและข้อบกพร่องอย่างไร และควรจัดตั้งในลักษณะใด (2) ปรับปรุงองค์กรที่มีอยู่ ต้องรู้ว่าข้อจำกัดคืออะไร คำตัดสินหรือมติขององค์กรเป็นเพียงข้อเสนอแนะหรือมีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มแข็งและการบูรณาการของ 3 เสาหลัก รวมถึงปรับปรุงบทบาทของสถาบัน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (3) การประสานงานระหว่างองค์การชำนาญพิเศษทั้งหลาย ยกระดับการปรับปรุงองค์กรและการทำงานควบคู่กัน แต่ปัญหาคือไม่มีใครมีอำนาจและขาดงบประมาณ 4. การปรับปรุงความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 5. การปรับปรุงความเชื่อมโยงขององค์กรส่วนภูมิภาคกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 6. ยกระดับ Rio+20 ให้เป็นองค์กรระดับโลก โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน 7. การประสานกับองค์กรภูมิภาค และ 8. การสร้างระบอบกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบเชิงสถาบันของภูมิภาค โดยสร้างความสนใจและสร้างกรอบเชิงสถาบันเฉพาะเรื่อง

สำหรับกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศกับกรอบเชิงจิตใจนั้น กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาแห่งตะวันออกฝึกฝนอบรมให้คนมีสติทุกขณะ ดังเช่นพุทธศาสนาที่ใช้ “ทางสายกลาง” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตะวันตก เป็นความเด็ดขาดในการควบคุมกิเลส ให้รู้จักพอ เติบโตอย่างพอเพียงตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และไม่เบียดเบียนคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ขัดกับระบบทุนนิยม จึงเป็นกรอบที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเป็นจริงได้ ในช่วงท้ายของการปาฐกถาพิเศษ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ได้ฝากข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเลือกของกรอบภายนอกขององค์กรว่าควรเป็นอย่างไร กรอบภายในประเทศควรเป็นเช่นไร สร้างวินัยตนเองให้มีความพอเพียง สร้างบทบาทของภาคประชาสังคม มีการฝึกอบรมระดับรากหญ้า และองค์กรต่าง ๆ จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงกรอบภายในจิตใจและนอกจิตใจควรจะเดินคู่ขนานไปด้วยกันหรือจะบูรณาการร่วมกัน

การสัมมนาครั้งนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือจับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธ กับเศรษฐกิจสีเขียว” โดยท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าแม้จะมีความพยายามในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนมาตลอด แต่ก็ยังไม่ค่อยจะบรรลุผล เนื่องจากปัญหาของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่สำคัญคือ ความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การขาดความเป็นธรรมในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร และการบริโภคทรัพยากรเกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับได้ ซึ่งล้วนมีรากเหง้ามาจากความโลภหรือความต้องการที่ไม่มีวันพอในจิตใจคน

แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าความโลภเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องกำกับโดยใช้กฎหมาย กฎระเบียบ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การสร้างแรงจูงใจด้านราคา และใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้มองปัญหาให้ลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหามาจากการขาดความพัฒนาทางศีลธรรมและปัญญา การพัฒนาจิตใจซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออกโดยเฉพาะแนวพุทธมองว่ามนุษย์แก้ไขได้ พัฒนาได้ ทำให้ความโลภลดลงได้ โดยยกตัวอย่างการประยุกต์วิถีพุทธที่พระพรหมคุณาภรณ์เสนอในการพัฒนามนุษย์ ประกอบด้วย การพัฒนาพฤติกรรม การพัฒนาจิตใจและปัญญา ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาตะวันออกที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความมีเหตุผล ความพอเพียง และการมีคุณธรรมบวกปัญญา

หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศีล 5 ซึ่งใช้เป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนและสิทธิของสัตว์ การคุ้มครองเด็กและสตรี การมีเสรีภาพทางสื่อและข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง และการบริโภคที่ไม่เกินเลย รวมถึงมรรค 8 ในอริยสัจ 4 ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาสติ (มีสติรู้ตัวตลอด) สัมมาทิฏฐิ (มีปัญญาเห็นชอบ) และการใช้หลักโยนิโสมนสิการเพื่อป้องกันการบริโภคที่เกิน “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธไม่ขัดกับเศรษฐกิจสีเขียวที่วางอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาล เพียงแต่ต้องมีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาจิตใจเข้าไป เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์กล่าวสรุป

ภาพ: http://www.komchadluek.net/detail/20120601/131792/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A8%E0%B8%81.%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99.html

by ThaiWebExpert