เทคโนชาวบ้าน

จากดินเลวสู่นาอินทรีย์... วิถีชีวิตแบบพออยู่พอกินของคนสุรินทร์

เทคโนชาวบ้าน วันที่ 1 กันยายน 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 414

ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการผลิตพืช เพราะตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่เอื้ออำนวยกับการทำเกษตรกรรม จึงเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกหลายชนิด พืชสำคัญอันดับหนึ่งที่ผลิตได้มาก นอกจากจะใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศแล้วยังสามารถส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้อีกหลายปีต่อเนื่องกัน คือ "ข้าว"

ในปัจจุบันอาหารหลักอย่างข้าว มีการปรับเปลี่ยนการผลิตสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นเพราะวิกฤตพิษภัยจากสารเคมีส่งผลกระทบต่อตัวผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค ทำให้กระแสการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น "ข้าวอินทรีย์" เป็นข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิดในทุกขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษาผลผลิต เน้นการใช้สารอินทรีย์เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นข้าวมีความอุดมสมบูรณ์ และแข็งแรงตามธรรมชาติ ต้านทานโรคและแมลงได้ดี

แหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ คุณภาพดีของประเทศไทย กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยเนื้อที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิตข้าวอินทรีย์มีไม่ถึงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกและผลผลิตข้าวทั้งหมดของประเทศ จะเห็นได้ว่ากำลังการผลิตข้าวอินทรีย์ยังน้อยกว่าความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทำให้ราคาข้าวอินทรีย์สูงกว่าราคาข้าวทั่วไปถึงร้อยละ 20

กลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์บัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2544 โดยเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์คุณภาพของตลาดข้าวแฟร์เทรด ส่งออกไปยังประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยในปี พ.ศ. 2549-2550 มีโควต้าส่งออกข้าวปฐมอินทรีย์ ปีละ 1,700 ตันข้าวสาร

"ข้าวปฐมอินทรีย์" คือ ข้าวที่ผลิตในแปลงที่ทำการเกษตรอินทรีย์ ถัดจากฤดูการผลิตข้าวที่ผลิตแบบเว้นไม่ใช้สารเคมีมา 1 ปี เพื่อให้ปริมาณสารเคมีที่สะสมในดินและน้ำมาเป็นเวลานานเริ่มลดลง และในปี พ.ศ. 2551-2554 จะมีโควต้าส่งออกข้าวมาตรฐานอินทรีย์ ปีละ 1,700 ตันข้าวสาร

"ข้าวมาตรฐานอินทรีย์" คือข้าวที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานอินทรีย์แล้วว่า ผลผลิตไม่มีการปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ได้ริเริ่มจาก คุณทูล ธรรมนาม หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน อยู่บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่ประสบปัญหาดินนาแข็ง ดำนาไม่ได้ ต้นข้าวสูงท่วมหัว แต่อ่อนแอต่อโรคแมลงศัตรูพืช เมล็ดข้าวที่ได้ก็ลีบ ทั้งที่ใช้ปุ๋ยเคมีเต็มที่ ทำให้ขายข้าวแล้วขาดทุน จนกระทั่งสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ กรมพัฒนาที่ดิน เข้ามาส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดิน และจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2542 จึงได้ทดลองทำตาม ปรากฏว่าดินมีคุณภาพดีขึ้น ไม่แน่นทึบเหมือนแต่ก่อน ข้าวมีคุณภาพดีขึ้น รวงแน่น ไม่มีเมล็ดลีบเหมือนแต่ก่อน สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวลงได้อย่างมาก เกษตรกรรายอื่นในหมู่บ้านเห็นตัวอย่างจึงทำตาม เห็นผลเป็นอย่างดี จึงขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในหมู่บ้านเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เทคนิคการผลิตข้าวอินทรีย์โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ กรมพัฒนาที่ดิน ทำได้ในช่วงก่อนปลูกข้าว ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายนหลังฝนตก จะหว่านเมล็ดพันธุ์ถั่วพุ่มหรือถั่วพร้า อัตรา 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ และหว่านปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ในอัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อถั่วออกดอกจะไถกลบ ต่อมาในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะเป็นช่วงหว่านข้าวพร้อมถั่วพุ่มหรือถั่วเขียว อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วไถกลบ ถั่วจะเจริญดีกว่าข้าว แต่เมื่อมีน้ำขังถั่วจะตาย และข้าวจะสามารถเจริญได้รวดเร็ว เมื่อข้าวอายุ 1 เดือน จะหว่านปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ในอัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะที่ข้าวเจริญเติบโตจนถึงระยะแตกกอ จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 ที่ได้จากการหมักพืชสีเขียว ผสมน้ำในแปลงนา อัตรา 5 ลิตร ต่อไร่ ในระยะข้าวออกดอก จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 ที่ได้จากการหมักผลไม้สุกหรือพืชผักสีเหลืองหรือสีแดง ผสมน้ำในแปลงนา อัตรา 5 ลิตร ต่อไร่ หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมจะหว่านเมล็ดพันธุ์ถั่วพร้าหรือถั่วพุ่ม อัตรา 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วจึงไถกลบพร้อมตอซังข้าว ปล่อยให้ถั่วเจริญเติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ แล้วจึงไถกลบต้นถั่วก่อนการหว่านข้าวครั้งต่อไป การกำจัดวัชพืช ต้องมีการเตรียมดินที่ดีก่อนปลูกข้าวจะลดปัญหาวัชพืชลงได้ ซึ่งถ้ายังมีวัชพืชในแปลงอีกหลังข้าวงอกแล้วจะใช้วิธีการตัดหรือถอน การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช แมลงศัตรูข้าวจะมีน้อยมาก เนื่องจากจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่ผสมน้ำหมัก สะเดา บอระเพ็ด ข่า ตะไคร้ ที่ผลิตจากสารเร่ง พด.7 รวมทั้งมีการใช้ไฟล่อแมลง ซึ่งสามารถนำแมลงมาบริโภค หรือใช้เลี้ยงปลาได้

วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ของกลุ่มเกษตรกรบ้านบัวโคก มีวิธีการคือ เตรียมน้ำจุลินทรีย์จาก กากน้ำตาล 5 ลิตร ผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผลิตจาก พด.2 20 ลิตร และน้ำหมักสมุนไพร พด.7 20 ลิตร ผสมสารเร่ง พด.1 1 ซอง และน้ำ ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำปุ๋ยคอก 400 กิโลกรัม แกลบเผา 300 กิโลกรัม และรำข้าว 100 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ราดด้วยน้ำจุลินทรีย์ที่เตรียมไว้ให้ได้ความชื้น 50% หมักไว้ 1-2 เดือน กลับกองทุกๆ 7-10 วัน เมื่อปุ๋ยหมักได้ที่แล้วจะเพิ่มธาตุอาหารโดยการฉีดพ่น สารละลายแคลเซียมผสมปูนมาร์ล และฟอสเฟตอย่างละ 5 กิโลกรัม จนปุ๋ยปั้นเม็ดได้ที่แล้วจึงไว้ในที่ร่ม 2-3 วัน จึงสามารถนำไปใช้ได้

นอกเหนือจากรายได้จากการทำนาข้าวอินทรีย์ จำนวน 7 ไร่ ที่ได้ข้าวเปลือก จำนวน 4,000 กิโลกรัม เก็บไว้บริโภคในครัวเรือนและแบ่งขาย จำนวน 2,500 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 25,000 บาท ต่อปี เกษตรกรยังมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงไข่ไก่บนบ่อปลา ปลูกพืชผักสวนครัวและไม้ผล ปลูกแตงโม การขยายเมล็ดพันธุ์ถั่วพร้าและถั่วพุ่ม รวมรายได้ทั้งหมดประมาณ 120,000 บาท ต่อปี ซึ่งคนที่ขยันและอดทนพลิกฟื้นพื้นดินเลวเป็นดินดี มีชีวิตอย่างพอเพียง เป็นต้นแบบของ "คนยากที่จะจน" ที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง

by ThaiWebExpert