โพสต์ทูเดย์

ชู‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ต้นแบบแก้จนทั่วโลก

โพสต์ทูเดย์ — 29 ตุลาคม 2550

ธ.ก.ส. ชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแบบอย่างการแก้ไขปัญหาความยากจนของโลก

นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในการประชุมสินเชื่อเกษตร และชนบทโลก ระหว่างวันที่ 31 ต.ค.- 2 พ.ย.นี้ ธ.ก.ส.จะสอดแทรกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่การรับรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในระดับสากล

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมนำผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งมาจาก 5 ทวีปทั่วโลก ไปศึกษาดูงานโครงการ ตามพระราชดำริต่างๆ เพื่อยืนยันความเป็นสากลของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชากรทั่วทุกภูมิภาค

สำหรับหัวข้อหลักของการประชุมในครั้งนี้ กำหนดไว้ภายใต้แนวคิด “การมีส่วนร่วมของเศรษฐกิจภาคเกษตร และชนบทต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสมอภาค” ทั้งนี้จะมีการบรรยายพิเศษ การนำเสนอภูมิปัญญาจากประสบการณ์ และกรณีศึกษาในเรื่องต่างๆ โดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสมอภาค” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล “ความพอเพียงด้านอาหาร” โดย Ralph Houtman “การสนับสนุนด้านการเงินแก่ประชากรระดับฐานราก” โดย Richard Meyer และ “โครงการส่งเสริมทางการเงินแก่สตรี” โดย Gillbert Some เป็นต้น

นายธีรพงษ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ในวันที่ 31 ต.ค. 2550

โลกร้อนกับโรคเอดส์ อะไรวิกฤตกว่ากัน

โพสต์ทูเดย์ 25 ตุลาคม 2550

ในขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมกันรณรงค์รักษ์โลก เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่จะนำทุกข์ภัยมายังมวลมนุษยชาติ มีทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก หันไปใช้ถุงผ้าในการจับจ่ายซื้อของต่างๆ แทน การแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล การต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเห็นข่าวในโทรทัศน์นำเสนอข่าวเรื่องโลกร้อนกันถี่มาก มีการทำรายการให้ดารามาลองประหยัดพลังงานว่าใน 1 วัน ประหยัดไปได้ เท่าไหร่คิดเป็นเท่ากับต้นไม้กี่ต้น สรุปก็คือ ยิ่งลดการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน เราก็จะตัดต้นไม้มาสนองความต้องการความสะดวกสบายของมนุษย์น้อยลง

ระหว่างที่เรากำลังรณรงค์ทำแคมเปญช่วยลดปัญหาโลกร้อนกันอย่างเข้มข้น กระทรวงสาธารณสุขก็เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ขณะนี้ปัญหาการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มของเยาวชนน่าเป็นห่วง จากรายงานการเฝ้าระวังโรคเอดส์ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2550 พบผู้ป่วยเอดส์สะสมถึง 321,650 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยกลุ่มอายุระหว่าง 25-34 ปี มากกว่า 50% ของผู้ป่วยทั้งหมด

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจความรู้เรื่องโรคเอดส์ของเยาวชนไทย ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับทั่วโลก ในปี 2549 พบว่า มีเยาวชนชายเพียง 23% และเยาวชนหญิง 26% ที่ตอบได้อย่างถูกต้อง ส่วน ผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในปี 2549 พบว่า อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์แบบชั่วคราวในกลุ่มเยาวชนมีน้อยกว่า 50% และอายุเฉลี่ยในการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เฉลี่ย 15 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้อายุการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเฉลี่ย 18 ปี

รายละเอียดที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงออกมา ผมอ่านแล้วก็ ถอนหายใจ เพราะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมปัญหาโรคเอดส์ยังอยู่ใน ขั้นวิกฤต เด็กและเยาวชนยังเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อสูงที่สุด ทั้งที่ได้มีความพยายามที่จะรณรงค์แก้ไขปัญหาโรคเอดส์อย่างต่อเนื่อง

ในความเห็นของผม ผมคิดว่าปัญหาโรคเอดส์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญและวิกฤตมากกว่าการตีปี๊บรณรงค์แก้ไขปัญหาโลกร้อนมาก เพราะโรคเอดส์นั้นใกล้ตัวและเป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาต่อประเทศชาติมาก ทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ความสูญเสียทางด้านสังคมที่จะต้องเจอหากมีเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในวัยเรียนและวัยเจริญพันธุ์ติดโรคเอดส์มาก เด็กเหล่านี้แทนที่จะใช้เวลาในการเรียน พัฒนาสมองเพื่อนำเอาความรู้ไปใช้พัฒนาประเทศ ก็จะต้องเอาเวลาไปคิดหาทางรักษาตัว ทำอย่างไรให้มีชีวิตอยู่ได้ สำหรับความสูญเสียต่อเศรษฐกิจนั้นชัดเจนว่า เราจะต้องเสียงบประมาณไปใช้ดูแลผู้ป่วยที่มีมากขึ้น ฯลฯ

ปัญหาที่ประเทศชาติและทั่วโลกจะได้รับจากปัญหาโรคเอดส์นั้นเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนว่ามีความเสียหายต่อครอบครัว ต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างไร และเห็นกันในเวลาไม่นาน ในขณะที่โลกร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ยังไกลตัวแม้จะสำคัญ จะรณรงค์ก็ทำกันไป แต่ในมุมมองของผมก็คิดว่าปัญหาโรคเอดส์ยังน่าห่วงมากกว่า

ผมอยากบอกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษ รายใหญ่ของโลก ยังไม่ค่อยจะให้ความสำคัญอะไรกับปัญหานี้มากนัก ขนาดจะลงนามในสนธิสัญญาเกียวโต ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก และการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ก็ยังไม่ยอมเลย การแก้ไขปัญหาโลกร้อนต้องรณรงค์กันทั้งโลกจึงจะได้ผล

สำหรับปัญหาโรคเอดส์ที่ถูกคนลืมๆ ไป ผมว่าเป็นเพราะเรารณรงค์เรื่องนี้ไม่ต่อเนื่อง ขนาดโฆษณายืดอกพกถุง ยังมีคนดัดจริตโจมตีว่าเป็นโฆษณาที่ส่อไปในทางชักชวนให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ผมว่าปัญหาการระบาดโรคเอดส์ในหมู่เด็กวัยรุ่นนั้นจะต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือความรู้สึกอายที่จะซื้อถุงยางอนามัย และค่านิยมในการไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวน ผู้ติดเชื้อรายใหม่มีเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ต้องรณรงค์ให้เด็กสวมถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องในการป้องกันตัวเองจากโรคนี้ การรณรงค์ให้เด็กรักนวลสงวนตัวนั้นเป็นเรื่องดี แต่ผมว่าหวังผลไม่ได้มากเท่าการรณรงค์ให้สวมถุงยางอนามัยเมื่อต้องมีเพศสัมพันธ์หรอกครับ

ฉะนั้น ระหว่างโรคเอดส์กับโลกร้อนนั้น ผมก็ยังยืนยันความคิดของผมว่า ปัญหาโรคเอดส์สำคัญและวิกฤตกว่าครับ

ไทย-อินเดีย

โพสต์ทูเดย์ 24 ตุลาคม 2550

การกำหนดกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2546 โดยสาระสำคัญของกรอบความตกลงฯ จะครอบคลุมการเปิดเสรีทั้งในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ

การเปิดเสรีการค้าสินค้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที และการลดภาษีสินค้าทั่วไป

หลังจากผ่านการเจรจาร่วมกัน ทำให้มีผลสรุปที่จะเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนก่อน 82 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2547 ได้แก่ เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน ข้าวสาลี อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ (พลอยสี) เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น วิทยุ โทรทัศน์ บอลล์แบริ่ง และส่วนประกอบเครื่องยนต์ เป็นต้น

โดยทั้ง 82 รายการนี้ ได้ทยอยลดภาษีตั้งแต่ปี 2547-2549 จาก 50% 75% เป็น 100% ในขณะที่ยังมีสินค้าอีกกว่า 5 พันรายการที่จะต้องเจรจาร่วมกันอีก

ล่าสุด การเจรจาข้อตกลงได้ข้อสรุปเสร็จสิ้นแล้ว และเตรียมที่จะเสนอให้เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ภายในกลางเดือน ธ.ค. นี้

แสดงให้เห็นว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดีย แล้วเสร็จก่อนการเจรจาของเวทีอาเซียน-อินเดีย เสียอีก

แต่ที่สำคัญกว่านั้น การเสนอเข้าสู่ที่ประชุม สนช.จะต้องติดตามกันว่าจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่

คนบางปะกงฮือต้านโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน

โพสต์ทูเดย์ — 19 ตุลาคม 2550

ชาวบ้านรุมค้าน โรงไฟฟ้าถ่านหินบางปะกง

นายธนเดช จันทร์เกษม อายุ 50 ปี อดีตกำนัน ต.สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา แกนนำกลุ่มบางปะกงรักบ้านเกิด นำรายชื่อประชาชนในพื้นที่อ.บางปะกง อ.บ้านโพธิ์ และพานทอง จ.ชลบุรี รวม 10,041 รายชื่อ ซึ่งคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่หมู่ 1-2 ต.เขาดิน อ.บางปะกง มอบให้แก่ นายสิทธิชัย กิตติกูล นายอำเภอบางปะกง เพื่อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ คาดว่าสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะตั้งอยู่บริเวณ ริมแม่น้ำบางปะกงตรงข้ามกับ ที่ว่าการอำเภอบางปะกง

นายเชาวลิต หงอเทียด ชาวบ้าน ม.4 ต.บางปะกง กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าว เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมที่จะก่อสร้างขึ้นอีก 1 แห่งในบริเวณนี้ กลุ่มบางปะกงรักบ้านเกิดจึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 คัดค้าน เนื่องจากเกรงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยสอบถามชาวบ้านเลย

ติงออป.ขายป่าแลก4.5หมื่นล.

โพสต์ทูเดย์ —19 ตุลาคม 2550

“ยงยุทธ” เตือน อ.อ.ป.อย่าเห็นแก่รายได้ 4.5 หมื่นล้าน ในการยกป่าให้ประเทศอุตสาหกรรมแลกคาร์บอนเครดิต

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดโครงการที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จะเสนอให้ขายผืนป่าปลูก 1.5 แสนไร่ เป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน ว่าสามารถทำได้หรือไม่ และมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า อ.อ.ป.อย่าเห็นแก่ตัวเลขรายได้ ว่าทำแล้วจะได้เงินเป็นจำนวนมาก และถึงแม้เรื่องนี้จะทำได้ แต่ต้องไปดูความเหมาะสมอีกครั้งว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องทำ อีกทั้งในอนาคตประเทศไทยก็ต้องลดปริมาณการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโตด้วย

“ผมเห็นว่า ผืนป่าตรงนี้จะเป็นเครดิตอย่างดีให้เราสามารถยืนยันกับทั่วโลกได้ว่า เราช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว และแม้ว่าในภาพรวมจะดูเหมือนว่า เราผลิตคาร์บอนไดออกไซด์น้อย แต่เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ในแถบทวีปเดียวกัน ก็ต้องถือว่าไทยผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาไม่น้อยเช่นกัน” นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้กระบวนการขายคาร์บอนเครดิตยังมีวิธีการสลับซับซ้อนหลายขั้นตอน โดยที่หลายคนเชื่อกันว่า วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาโลกร้อนได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า คนไทยน่าจะช่วยกันทำในสิ่งง่ายๆ ที่ทุกคนพอจะเริ่มลงมือทำได้ก่อน

“มีหลายวิธีในการช่วยลดปัญหาโลกร้อนที่ทุกคนสามารถทำได้ เช่น การปลูกต้นไม้ที่บ้าน หรือการลดปริมาณขยะจากการใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้แน่นอน ถ้าหากมีการทำอย่างจริงจัง” รักษาการ รมว.ทส. กล่าว

ทั้งนี้ อ.อ.ป. กำลังจะเสนอให้ ทส. นำผืนป่าปลูก ไปขายเป็นคาร์บอนเครดิต ตามโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ของกลุ่มประเทศที่ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดย อ.อ.ป.ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีป่าปลูกอยู่ประมาณ 1.5 แสนไร่ มีต้นไม้ไร่ละ 100 ต้น ต้นไม้ 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตันคาร์บอน และเวลานี้ตลาดโลกซื้อขายคาร์บอนซิงค์กัน ตันละ 15 เหรียญ หรือ 450 บาท หากขายป่าปลูกทั้งหมด จะได้เงินประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับโครงการของ อ.อ.ป. เนื่องจากมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขายที่ค่อนข้างซับซ้อน

ยกคุณภาพข้าวหอมมะลิ

โพสต์ทูเดย์ — 17 ตุลาคม 2550

ศรีสะเกษเตรียมยกระดับราคาข้าวหอมมะลิที่ผ่านรับรองมาตรฐานจีเอพี 4 หมื่นตัน

นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ศรีสะเกษ เป็นอีกจังหวัดที่มีชื่อด้านผลิตข้าวหอมมะลิมาโดยตลอด โดยมีเกษตรกรดำเนินการมาตรฐานข้าวหอมมะลิจำนวน 8 พันราย ผ่านการตรวจสอบ 7,544 ราย ในจำนวนนี้ให้ ผลผลิต 40,959 ตัน พื้นที่เพาะปลูก 102,399 ไร่ ดังนั้นฤดูเพาะปลูกนี้ เตรียมยกระดับราคาข้าวหอมมะลิ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอพี ให้สูงกว่าท้องตลาด ตันละ 500 บาท

ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวอีกว่า เกษตร กรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอพี ให้รักษาคุณภาพข้าว ตามภาครัฐมีหน้าที่รับรองมาตรฐาน และออกสัญลักษณ์ “คิว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่อไป ทั้งนี้ผลผลิตข้าวหอมมะลิที่จะออกสู่ตลาดเดือน พ.ย.นี้ เชื่อว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากหลายพื้นที่เพาะปลูกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกน้ำท่วม

ต้านโรงไฟฟ้าพลังชีวมวลหมกเม็ด

โพสต์ทูเดย์ — 16 ตุลาคม 2550

โวยนายทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังชีวมวลปิดบังข้อมูล

ชาวบ้าน ต.ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กว่า 300 คน ชุมนุมประท้วง คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท ทรัพย์อนันต์ ไบโอแมส ที่เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังชีวมวล ที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม หมู่ 2 ต.ทรัพย์อนันต์ ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลท่าแซะ เพียง 1 กม.เท่านั้น

นายจำรัส สุขพิลาภ นายก อบต.ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวชาวบ้านไม่รู้มาก่อน และยังวิตกว่าอาจมีวาระซ้อนเร้น หมกเม็ด ใช้ช่องว่างของกฎหมายเปลี่ยนแปลงโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในอนาคต

นางบุญหนุน ช่วยชูหนู ที่ปรึกษานายก อบจ.ชุมพร กล่าวว่า โรงงานไฟฟ้าพลังชีวมวลมีกำลังการผลิต 9.5 เมกะวัตต์ ซึ่งตามกฎหมายถ้าไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ และโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะใช้วัตถุดิบหมุนเวียนจากพืชผลทางการเกษตรเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินตามที่เข้าใจกัน และในอนาคตก็จะไม่ใช้ถ่านหินอย่างแน่นอน

ปิดโรงงานขยะเอกชน ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 15 ตุลาคม 2550

สั่งระงับโรงงานแยกขยะพีพี รีไซเคิล หยุดกิจการชั่วคราว

นายสงวน ทาคง ประธานชุมชนดอนทราย เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ได้แจ้งให้โรงงานพีพี รีไซเคิล รับซื้อและย่อยขยะของอดีตข้าราชการระดับสูงรายหนึ่งหยุดกิจการไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการตรวจสอบแก้ไขเกี่ยวกับปัญหามลพิษและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน

“การจัดตั้งโรงงานดังกล่าว แม้ว่าได้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร แต่ก็ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะไม่ออกใบอนุญาตให้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากโรงงานยังก่อเหตุรำคาญ ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.สาธารณสุข 2535” นายสงวน กล่าว

ด้านนายเผชิญ เกตุแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ต.อ่าวน้อย อ.เมือง กล่าวว่า ปัญหาโรงงานย่อยขยะลงทุนไม่ถึง 2 ล้านบาท ตั้งอยู่ห่างจากบ้านพักของนายสุทธิชัย เกตุรักษา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือง ไม่ถึง 1 พันเมตร ยังปล่อยให้ประกอบกิจการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องรอให้ชาวบ้านประท้วงจึงมีการตรวจสอบ

นายเผชิญ กล่าวอีกว่า ผู้บริหารเทศบาลไม่ควรจะยัดเยียดโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบเข้ามาในพื้นที่เพื่อการเกษตร ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ยอมรับโครงการ เมื่อสภาองค์การ บริหารส่วนตำบล (อบต.) อ่าวน้อย เปิดการประชุม ชาวบ้านพร้อมจะไปประท้วงเพื่อขอให้ยกเลิกโครงการทันที

ขณะที่นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ปลัด อบต.อ่าวน้อย ทำหน้าที่แทนนายก อบต.อ่าวน้อย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องยุติการดำเนินโครงการเตาเผาขยะ เพราะได้ลงนามให้ระงับการดำเนินการทั้งหมด เนื่องจากเทศบาลทำผิดเงื่อนไขของสภา อบต.ในการอนุญาตให้ประกอบกิจการนอกเขต เพราะผู้บริหารเทศบาลไม่สามารถแสดงหลักฐานเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่ อบต.ร้องขอเพื่อตรวจสอบ

ผลิตข้าวมะลิปลอดสารพิษ

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 8 ตุลาคม 2550

กลุ่มทำนาบากเรือผลิตข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษหวังส่งออกป้อนครัวโลก

นายบุญอุ่ม ซื่อสัตย์ เกษตรกร ต.บากเรือ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร และแกนนำกลุ่มทำนาบากเรือ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอมหาชนะชัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านกลุ่มทำนาบากเรือ ต.บากเรือ อ.มหาชนะชัย ได้รวมกลุ่มกันทำนาและผลิตข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ โดยให้สมาชิกในกลุ่มเลิกใช้ปุ๋ยเคมี หันมาปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน

นายบุญอุ่ม กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากสมาชิกเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งหลังจากสมาชิกกลุ่มทำนาบากเรือได้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันทุกครัวเรือน และปรากฏว่าผลผลิต ข้าวหอมมะลิสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ข้าวที่ผลิตขายได้ราคาดี จึงทำให้ประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงให้ความสนใจ เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

แกนนำกลุ่มทำนาบากเรือ กล่าว ต่อไปว่า จากผลสำเร็จในการปลูกข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษทำให้ปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ กำลังเป็น ที่ต้องการและได้รับความสนใจจาก ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหลายประเทศทั้งจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกกลาง และยุโรป ได้ทำการสั่งซื้อข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษจากกลุ่มทำนาบากเรือจำนวนมาก

“จากกระแสทั่วโลกตื่นบริโภค ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ ทำให้ กลุ่มทำนาบากเรือเล็งเห็นถึงมูลค่า ทางการตลาด จึงวางแผนที่จะผลิต ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพื่อส่งออกขายไปทั่วโลก และเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย” นายบุญอุ่ม กล่าว

บี้จัดการโรงงานปล่อยน้ำเสีย

โพสต์ทูเดย์ — 28 กันยายน 2550

ชาวบ้านแหลมโวยคลังน้ำมันปล่อยน้ำเสีย

นายอดิเรก อินพันทัง อดีตข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า ขณะนี้ชาว อ.บ้านแหลม เดือดร้อนมาก เนื่องจากโรงงานกลั่นน้ำมันได้ปล่อยน้ำเสียลงลำคลองสาธารณะ ชาวบ้านเกรงว่าการปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ

ทั้งนี้ ชาวบ้านเคยแจ้งทางโรงงานให้เร่งแก้ไข แต่จนบัดนี้โรงงานยังไม่ได้จัดการเรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ หากยังมีการปล่อยน้ำเสียปนน้ำมันอยู่แบบนี้ เมื่อมีฝนตกน้ำด้านในบริษัทที่มีคราบน้ำมันปนเปื้อนจะไหลลงมาในลำน้ำสาธารณะทุกครั้ง

นายอดิเรก กล่าวอีกว่า ชาวบ้านใน ต.บางแก้ว ปากทะเล และบางขุนไทร พากันหวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ สิ่งมีชีวิตในทะเล จึงอยากจะให้ทางอุตสาหกรรม จ.เพชรบุรี ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

ด้านนายเกียรติศักดิ์ ธนวัฒนากุล รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดทราบแล้ว และได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเพื่อหาความชัดเจนให้ชาวบ้าน เพราะนโยบายของจังหวัดนั้นได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาตลอด

by ThaiWebExpert