โพสต์ทูเดย์

ติงออป.ขายป่าแลก4.5หมื่นล.

โพสต์ทูเดย์ —19 ตุลาคม 2550

“ยงยุทธ” เตือน อ.อ.ป.อย่าเห็นแก่รายได้ 4.5 หมื่นล้าน ในการยกป่าให้ประเทศอุตสาหกรรมแลกคาร์บอนเครดิต

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดโครงการที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จะเสนอให้ขายผืนป่าปลูก 1.5 แสนไร่ เป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน ว่าสามารถทำได้หรือไม่ และมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า อ.อ.ป.อย่าเห็นแก่ตัวเลขรายได้ ว่าทำแล้วจะได้เงินเป็นจำนวนมาก และถึงแม้เรื่องนี้จะทำได้ แต่ต้องไปดูความเหมาะสมอีกครั้งว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องทำ อีกทั้งในอนาคตประเทศไทยก็ต้องลดปริมาณการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโตด้วย

“ผมเห็นว่า ผืนป่าตรงนี้จะเป็นเครดิตอย่างดีให้เราสามารถยืนยันกับทั่วโลกได้ว่า เราช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว และแม้ว่าในภาพรวมจะดูเหมือนว่า เราผลิตคาร์บอนไดออกไซด์น้อย แต่เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ในแถบทวีปเดียวกัน ก็ต้องถือว่าไทยผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาไม่น้อยเช่นกัน” นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้กระบวนการขายคาร์บอนเครดิตยังมีวิธีการสลับซับซ้อนหลายขั้นตอน โดยที่หลายคนเชื่อกันว่า วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาโลกร้อนได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า คนไทยน่าจะช่วยกันทำในสิ่งง่ายๆ ที่ทุกคนพอจะเริ่มลงมือทำได้ก่อน

“มีหลายวิธีในการช่วยลดปัญหาโลกร้อนที่ทุกคนสามารถทำได้ เช่น การปลูกต้นไม้ที่บ้าน หรือการลดปริมาณขยะจากการใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้แน่นอน ถ้าหากมีการทำอย่างจริงจัง” รักษาการ รมว.ทส. กล่าว

ทั้งนี้ อ.อ.ป. กำลังจะเสนอให้ ทส. นำผืนป่าปลูก ไปขายเป็นคาร์บอนเครดิต ตามโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ของกลุ่มประเทศที่ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดย อ.อ.ป.ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีป่าปลูกอยู่ประมาณ 1.5 แสนไร่ มีต้นไม้ไร่ละ 100 ต้น ต้นไม้ 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตันคาร์บอน และเวลานี้ตลาดโลกซื้อขายคาร์บอนซิงค์กัน ตันละ 15 เหรียญ หรือ 450 บาท หากขายป่าปลูกทั้งหมด จะได้เงินประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับโครงการของ อ.อ.ป. เนื่องจากมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขายที่ค่อนข้างซับซ้อน

ยกคุณภาพข้าวหอมมะลิ

โพสต์ทูเดย์ — 17 ตุลาคม 2550

ศรีสะเกษเตรียมยกระดับราคาข้าวหอมมะลิที่ผ่านรับรองมาตรฐานจีเอพี 4 หมื่นตัน

นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ศรีสะเกษ เป็นอีกจังหวัดที่มีชื่อด้านผลิตข้าวหอมมะลิมาโดยตลอด โดยมีเกษตรกรดำเนินการมาตรฐานข้าวหอมมะลิจำนวน 8 พันราย ผ่านการตรวจสอบ 7,544 ราย ในจำนวนนี้ให้ ผลผลิต 40,959 ตัน พื้นที่เพาะปลูก 102,399 ไร่ ดังนั้นฤดูเพาะปลูกนี้ เตรียมยกระดับราคาข้าวหอมมะลิ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอพี ให้สูงกว่าท้องตลาด ตันละ 500 บาท

ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวอีกว่า เกษตร กรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอพี ให้รักษาคุณภาพข้าว ตามภาครัฐมีหน้าที่รับรองมาตรฐาน และออกสัญลักษณ์ “คิว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่อไป ทั้งนี้ผลผลิตข้าวหอมมะลิที่จะออกสู่ตลาดเดือน พ.ย.นี้ เชื่อว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากหลายพื้นที่เพาะปลูกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกน้ำท่วม

ต้านโรงไฟฟ้าพลังชีวมวลหมกเม็ด

โพสต์ทูเดย์ — 16 ตุลาคม 2550

โวยนายทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังชีวมวลปิดบังข้อมูล

ชาวบ้าน ต.ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กว่า 300 คน ชุมนุมประท้วง คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท ทรัพย์อนันต์ ไบโอแมส ที่เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังชีวมวล ที่บริเวณริมถนนเพชรเกษม หมู่ 2 ต.ทรัพย์อนันต์ ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลท่าแซะ เพียง 1 กม.เท่านั้น

นายจำรัส สุขพิลาภ นายก อบต.ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวชาวบ้านไม่รู้มาก่อน และยังวิตกว่าอาจมีวาระซ้อนเร้น หมกเม็ด ใช้ช่องว่างของกฎหมายเปลี่ยนแปลงโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ในอนาคต

นางบุญหนุน ช่วยชูหนู ที่ปรึกษานายก อบจ.ชุมพร กล่าวว่า โรงงานไฟฟ้าพลังชีวมวลมีกำลังการผลิต 9.5 เมกะวัตต์ ซึ่งตามกฎหมายถ้าไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ และโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะใช้วัตถุดิบหมุนเวียนจากพืชผลทางการเกษตรเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินตามที่เข้าใจกัน และในอนาคตก็จะไม่ใช้ถ่านหินอย่างแน่นอน

ปิดโรงงานขยะเอกชน ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 15 ตุลาคม 2550

สั่งระงับโรงงานแยกขยะพีพี รีไซเคิล หยุดกิจการชั่วคราว

นายสงวน ทาคง ประธานชุมชนดอนทราย เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ได้แจ้งให้โรงงานพีพี รีไซเคิล รับซื้อและย่อยขยะของอดีตข้าราชการระดับสูงรายหนึ่งหยุดกิจการไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการตรวจสอบแก้ไขเกี่ยวกับปัญหามลพิษและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน

“การจัดตั้งโรงงานดังกล่าว แม้ว่าได้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร แต่ก็ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะไม่ออกใบอนุญาตให้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากโรงงานยังก่อเหตุรำคาญ ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.สาธารณสุข 2535” นายสงวน กล่าว

ด้านนายเผชิญ เกตุแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ต.อ่าวน้อย อ.เมือง กล่าวว่า ปัญหาโรงงานย่อยขยะลงทุนไม่ถึง 2 ล้านบาท ตั้งอยู่ห่างจากบ้านพักของนายสุทธิชัย เกตุรักษา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือง ไม่ถึง 1 พันเมตร ยังปล่อยให้ประกอบกิจการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องรอให้ชาวบ้านประท้วงจึงมีการตรวจสอบ

นายเผชิญ กล่าวอีกว่า ผู้บริหารเทศบาลไม่ควรจะยัดเยียดโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบเข้ามาในพื้นที่เพื่อการเกษตร ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ยอมรับโครงการ เมื่อสภาองค์การ บริหารส่วนตำบล (อบต.) อ่าวน้อย เปิดการประชุม ชาวบ้านพร้อมจะไปประท้วงเพื่อขอให้ยกเลิกโครงการทันที

ขณะที่นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ปลัด อบต.อ่าวน้อย ทำหน้าที่แทนนายก อบต.อ่าวน้อย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องยุติการดำเนินโครงการเตาเผาขยะ เพราะได้ลงนามให้ระงับการดำเนินการทั้งหมด เนื่องจากเทศบาลทำผิดเงื่อนไขของสภา อบต.ในการอนุญาตให้ประกอบกิจการนอกเขต เพราะผู้บริหารเทศบาลไม่สามารถแสดงหลักฐานเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่ อบต.ร้องขอเพื่อตรวจสอบ

ผลิตข้าวมะลิปลอดสารพิษ

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 8 ตุลาคม 2550

กลุ่มทำนาบากเรือผลิตข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษหวังส่งออกป้อนครัวโลก

นายบุญอุ่ม ซื่อสัตย์ เกษตรกร ต.บากเรือ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร และแกนนำกลุ่มทำนาบากเรือ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอมหาชนะชัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านกลุ่มทำนาบากเรือ ต.บากเรือ อ.มหาชนะชัย ได้รวมกลุ่มกันทำนาและผลิตข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ โดยให้สมาชิกในกลุ่มเลิกใช้ปุ๋ยเคมี หันมาปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน

นายบุญอุ่ม กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากสมาชิกเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งหลังจากสมาชิกกลุ่มทำนาบากเรือได้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันทุกครัวเรือน และปรากฏว่าผลผลิต ข้าวหอมมะลิสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ข้าวที่ผลิตขายได้ราคาดี จึงทำให้ประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงให้ความสนใจ เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

แกนนำกลุ่มทำนาบากเรือ กล่าว ต่อไปว่า จากผลสำเร็จในการปลูกข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษทำให้ปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ กำลังเป็น ที่ต้องการและได้รับความสนใจจาก ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหลายประเทศทั้งจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกกลาง และยุโรป ได้ทำการสั่งซื้อข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษจากกลุ่มทำนาบากเรือจำนวนมาก

“จากกระแสทั่วโลกตื่นบริโภค ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ ทำให้ กลุ่มทำนาบากเรือเล็งเห็นถึงมูลค่า ทางการตลาด จึงวางแผนที่จะผลิต ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพื่อส่งออกขายไปทั่วโลก และเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย” นายบุญอุ่ม กล่าว

บี้จัดการโรงงานปล่อยน้ำเสีย

โพสต์ทูเดย์ — 28 กันยายน 2550

ชาวบ้านแหลมโวยคลังน้ำมันปล่อยน้ำเสีย

นายอดิเรก อินพันทัง อดีตข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า ขณะนี้ชาว อ.บ้านแหลม เดือดร้อนมาก เนื่องจากโรงงานกลั่นน้ำมันได้ปล่อยน้ำเสียลงลำคลองสาธารณะ ชาวบ้านเกรงว่าการปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ

ทั้งนี้ ชาวบ้านเคยแจ้งทางโรงงานให้เร่งแก้ไข แต่จนบัดนี้โรงงานยังไม่ได้จัดการเรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ หากยังมีการปล่อยน้ำเสียปนน้ำมันอยู่แบบนี้ เมื่อมีฝนตกน้ำด้านในบริษัทที่มีคราบน้ำมันปนเปื้อนจะไหลลงมาในลำน้ำสาธารณะทุกครั้ง

นายอดิเรก กล่าวอีกว่า ชาวบ้านใน ต.บางแก้ว ปากทะเล และบางขุนไทร พากันหวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ สิ่งมีชีวิตในทะเล จึงอยากจะให้ทางอุตสาหกรรม จ.เพชรบุรี ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

ด้านนายเกียรติศักดิ์ ธนวัฒนากุล รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดทราบแล้ว และได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเพื่อหาความชัดเจนให้ชาวบ้าน เพราะนโยบายของจังหวัดนั้นได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาตลอด

บี้รัฐช่วยชาวประมงพื้นบ้าน

โพสต์ทูเดย์ — 24 กันยายน 2550

โพสต์ทูเดย์ — ชาวประมงชายฝั่งกระบี่ จี้รัฐบาลเร่งนำน้ำมันม่วงมาขาย

นายมานิตย์ ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำน้ำมันม่วง มาขายให้ชาวประมงชายฝั่ง หรือ ชาวประมงพื้นบ้านตามที่รับปากไว้ เนื่องจากเดือดร้อนหนัก ผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 ครั้งติดต่อกันในเวลาใกล้เคียงกัน

นายมานิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ชาวประมงต้องซื้อน้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 27.45 บาท ขณะเดียวกันทางราชการรับปากจะนำน้ำมันม่วงมาขายให้ถูกกว่าท้องตลาดลิตรละ 2 บาท แต่ยังไม่มีวี่แวว จึงอยากเร่งรัดให้ส่วนรีบดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำกว่า 1 พันลำใน จ.กระบี่

ทั้งนี้ จะให้ไปพึ่งน้ำมันไบโอดีเซลชุมชนชาวสหกรณ์สวนปาล์มก็ไม่ได้ เนื่องจากปิดจำหน่ายชั่วคราว หลังจากราคาปาล์มน้ำมันราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท

นายมานิตย์ กล่าวอีกว่า เรือประมงขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากไปซื้อน้ำมันเขียวกลางทะเลได้ในราคาลิตรละ 20.50 บาท ซึ่งต่ำกว่าท้องตลาดถึง ลิตรละ 7 บาท

จ้องเชือดนายทุนทิ้งสารเคมี

โพสต์ทูเดย์ —21 กันยายน 2550

นภอ.บางปะอินสั่งดำเนินคดีอาญานายทุนลักลอบทิ้งสารเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายอภิชาต เทียวพานิช นอภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า นายเชิดพันธ์ ณ สงขลา ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีคำสั่งด่วนให้ดำเนินการทางกฎหมายเด็ดขาดและสืบหาใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนำขยะสินค้าหมดอายุที่เป็นเคมีจำนวน 15 ตัน มาทิ้งในบ่อดินกลางทุ่งนา ต.ขนอนหลวง อ.บางปะอิน โดยไม่ได้รับอนุญาต

นอภ.บางปะอิน กล่าวอีกว่า ขยะเคมีดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำพวกน้ำยาดัดผม โกรกสีผม น้ำยาเปลี่ยนสีผม โคโลญ โลชัน เจลล์ใส่ผม โรลออน ครีมกระชับหน้าเด้ง ครีมลดริ้วรอย ฯลฯ นำมาทิ้งส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว โดยขณะนี้ได้ใช้รถแบ็กโฮฝังกลบดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านนางอุดม ไกรทอง นายก อบต.บ้านโพธิ์ กล่าวว่า ไม่เคยมีใครติดต่อที่จะนำขยะดังกล่าวมาทิ้ง ถือเป็นการลักลอบทิ้งขยะพิษในพื้นที่ ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีการขนขยะมาทิ้งเมื่อวันที่ 18-19 ก.ย. และชาวบ้านได้มาเก็บกล่องที่มีสภาพดีๆ ไป บางคนเอาผลิตภัณฑ์ไปขายตลาดนัด บางคนนำเอาขวดพลาสติกและกล่องกระดาษไปขาย ซึ่งได้ประชาสัมพันธ์แจ้งให้ประชาชนนำมาคืนเพราะเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

อาเซียนเฮปาล์มน้ำมันบูม เร่งป้อนตลาดพลังชีวภาพ

โพสต์ทูเดย์ 17 กันยายน 2550

จาการ์ตา (เอเอฟพี) — ชาติอาเซียนรับอานิสงส์พลังงานทางเลือกมาแรง เร่งถางป่าปลูกปาล์มน้ำมัน อินโดนีเซียมาเลเซีย เปิดศึกชิงตลาด

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังวางแผนขยายการผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงเวลาที่ความต้องการพลังงานชีวภาพเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางกระแสวิตกของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เตือนว่าการเร่งผลิตปาล์มกระตุ้นให้เกิดการบุกรุกพื้นป่า และพื้นที่เกษตรกรรมที่จำเป็น

โดยขณะนี้ภาครัฐและภาคเอกชนในภูมิภาคนี้ต่างระดมอัดฉีดเงินทุนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ราคาน้ำมันปาล์มถีบตัวขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว จากความต้องการในปริมาณมหาศาลจากจีน อินเดีย และยุโรป ซึ่งเป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะมีสัดส่วนการบริโภคพลังงานชีวภาพถึง 10% ภายในปี 2563

รัฐบาลอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกๆ ที่เปิดเกมรุกในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน โดยหวังที่จะผลักดันให้พลังงานชีวภาพจากน้ำมันปาล์มมีสัดส่วน 17% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศภายในปี 2568

เอวิตา เฮราวาตี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานอินโดนีเซียกล่าวว่า จะมีการพัฒนาพื้นที่สำหรับผลิตพืชที่ใช้ผลิตพลังงานชีวภาพ 5.5 ล้านเฮกเตอร์ภายในปี 2553 ในจำนวนนี้จะเป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันถึง 1.5 ล้านเฉกเตอร์ จุดประสงค์หลักของโครงการนี้ก็เพื่อสร้างงานและลดความยากจน คาดว่าจะมีแรงงานได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้ถึง 3.5 ล้านคน

ด้านมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก เตรียมที่จะบดบังรัศมีของโครงการเมกะโปรเจกต์ของอินโดนีเซียภายในปีนี้ โดยขณะนี้หลายบริษัทได้มีการเคลียร์พื้นที่ขนาดมหึมาสำหรับการเพาะปลูกสวนปาล์มแล้ว

ปีเตอร์ ชิน รัฐมนตรีกระทรวง พืชไร่ของมาเลเซีย ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อม นอกจากนี้ยังจะมีพัฒนาการผลิตให้ปริมาณเพิ่มข้น โดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย

สำหรับในปีนี้ ชิน คาดว่า ระดับการส่งออกน้ำมันปาล์มของมาเลเซียจะทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้แม้จะมีปริมาณที่ลดลงมาอยู่ที่ 8.9 ล้านตัน เมื่อเทียบกับ 9.3 ล้านตันเมื่อปีที่แล้ว แต่มูลค่าการส่งออกของปีนี้กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกน้ำมันปาล์มกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 1.79 หมื่นล้านริงกิต (ราว 1.61 แสนล้านบาท) ช่วงครึ่งแรกของปี เทียบกับปีที่แล้วที่ 1.41 หมื่นล้านริงกิต (ราว 1.26 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ จากข้อมูลของคณะกรรมการปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย 65% ของพื้นที่ทั้งประเทศเป็นพื้นที่ป่า และเป็นพื้นที่สวนปาล์มราว 12% อัลวิน ไท่ นักวิเคราะห์จากบริษัท โอเอสเค ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเกือบทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียได้ขยายฐานการผลิตสู่อินโดนีเซีย เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในมาเลเซียอยู่ในระดับจำกัด

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อราคาน้ำมันปาล์มทะยานตัวขึ้น เกษตรกรรายย่อยยิ่งหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมด้านนี้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งยิ่งทำให้นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกังวลกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยเฉพาะในรัฐซาราวัก ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าดิบของเกาะบอร์เนียว หลังจากที่พบว่า พื้นที่ป่าสงวนในรัฐดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่สวนปาล์มไปแล้วถึง 1.5 ล้านไร่

กม.ใหม่ฟ้องแล้วรวยเปิดช่องผู้บริโภคเรียกค่าเสียหายผู้ผลิตสินค้าได้ก้อนโตขึ้น

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 12 กันยายน 2550

ร่างกฎหมายใหม่เข้าสู่สภาฯ เปิดช่องผู้บริโภคฟ้องร้องสินค้าที่ไม่ปลอดภัยง่ายยิ่งขึ้น แถมเรียกค่าเสียหายทางจิตใจได้ เหมือนในต่างประเทศ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้ รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายที่จะมีผลกระทบต่อวงการธุรกิจอย่างกว้างขวาง นั่นคือร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญตรงที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้สินค้าได้ง่ายขึ้น จากเดิมการฟ้องร้องจะมีความยุ่งยาก เพราะผู้บริโภคต้องมีภาระในการพิสูจน์ถึงความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ผลิตสินค้า

แต่เนื้อหาที่แก้ไขใหม่ผู้บริโภคเพียงแค่พิสูจน์ว่า ได้รับความเสียหายจากสินค้านั้นๆ จากการใช้ หรือการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการทุกรายต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดจากการจงใจหรือประมาท เป็นการยึดหลักกฎหมายให้ผู้ผลิตสินค้าต้องมีความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด โดยได้นำหลักการของประเทศตะวันตกหลายประเทศมาเป็นแม่แบบ

สินค้าใน พ.ร.บ.ดังกล่าวจะครอบคลุมสินค้าทุกชนิดที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย ยกเว้นผลิตผลที่เกิดจากธรรมชาติ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้ายกเว้นที่จะกำหนดในกฎกระทรวง

นอกจากการฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายจริงแล้ว ผู้บริโภคยังสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางจิตใจได้ด้วย อาทิ เมื่อใช้สินค้าแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย รวมถึงถ้ามีการใช้สินค้าเกิดตายไป สามี ภริยา บุตรผู้เสียชีวิตก็มีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางจิตใจได้อีก

ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจะยื่นฟ้องเอง หรือให้คณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคและสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง เป็นผู้ฟ้องเรียกค่าเสียหายแทนให้ก็ได้

อายุความการฟ้องร้องกำหนดไว้ 3 ปี เมื่อผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหาย แต่หากสินค้านั้นมีการสะสมในร่างกาย ต้องใช้เวลานานในการแสดงอาการ ก็ยืดอายุความออกไปไม่เกิน 10 ปี

รายงานข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาได้ทำข้อโต้แย้งร่างกฎหมายดังกล่าวหลายมาตรา อาทิ การยกเว้นค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดีให้กับ ผู้เสียหาย อาจทำให้เกิดการฟ้องร้องคดีเป็นจำนวนมาก หรืออาจเกิดการค้าความอันเป็นการเพิ่มภาระให้ ผู้ประกอบการเกินไป

by ThaiWebExpert