โพสต์ทูเดย์

หนุนใช้ถ่านหิน/นิวเคลียร์

โพสต์ทูเดย์ 22 พฤศจิกายน 2550

ส.อ.ท. หนุนสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ย้ำ ต้องเกิดให้เร็วที่สุด

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องเดินหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากให้เพื่อนบ้านลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปก่อนทั้งประเทศเวียดนาม และมาเลเซีย ไทยจะถูกแซงหน้า และเสียเปรียบ เรื่องต้นทุนพลังงาน เนื่องด้วยภาคอุตสาหกรรมของไทยใช้ไฟฟ้าถึง 70% ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ

“ตอนนี้เราต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากมีปัญหา หรือความไม่สงบเกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถขนส่งได้ ไทยจะตกอยู่ในสภาวะลำบาก ดังนั้น การสร้างโรงไฟฟ้าเอง จะเป็นทางออกทางหนึ่ง ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว” นายสันติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศนั้น ดำเนินการได้ค่อนข้างยาก เพราะต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหินมานานแล้ว โดยไม่มีปัญหามลพิษ เนื่องจากรัฐบาลจัดการและดูแลมลพิษเป็นอย่างดี จึงไม่เกิดการต่อต้าน

ทั้งนี้ ในยุคที่น้ำมันราคาสูงขึ้น ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมได้พยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก หากไทยมีแหล่งพลังงานเองก็ลดความเสี่ยงจากปัญหาดังกล่าวได้ส่วนหนึ่ง

นายสันติ กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความพร้อมของการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มคนที่คัดค้านก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่บางคนอาจกลัวผลกระทบโดยที่ยังไม่ได้ฟังเหตุผลจากหลายๆ ฝ่ายให้รอบด้าน แต่รัฐบาลชุดใหม่ควรสานต่อทั้งเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและระบบรางควบคู่ไปด้วย และสร้างให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากระบบขนส่งมวลชนยังไม่พร้อม ทั้งรถใต้ดินและบริการอื่นๆ ประชาชนก็ ไม่มีทางเลือก และยิ่งลำบากมากขึ้นในภาวะค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน

สนช.ผ่านพรบ.ป่าชุมชน

โพสต์ทูเดย์ 22 พฤศจิกายน 2550

สนช.ผ่าน พ.ร.บ.ป่าชุมชน เปิดทางชาวบ้านอนุรักษ์ป่าไม้และดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วยตัวเอง

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ในวาระ 2 และ 3 ด้วยคะแนนเสียง 57 ต่อ 2 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง โดยเนื้อหาซึ่งที่ประชุมให้ความ สนใจอภิปรายกันมากคือ มาตรา 25 ซึ่งที่ประชุมมีมติตามกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างน้อย ที่ระบุให้การ ขอจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ทำได้เฉพาะชุมชนที่มีถิ่นฐานมาก่อนการประกาศใช้พื้นที่และได้จัดการดูแลรักษาพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ปี ก่อนวัน พ.ร.บ.นี้ประกาศใช้บังคับ

อีกมาตรา ซึ่งที่ประชุมให้ความสนใจกันมากคือ มาตรา 34 โดยมีมติตาม กมธ.เสียงข้างน้อย ห้ามทำไม้ในป่าชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ในป่าชุมชนที่ตั้งอยู่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่ง การทำไม้สามารถทำได้หากสมาชิกป่าชุมชนปลูกขึ้นเองในบริเวณนอกเขตอนุรักษ์ และทำได้ตามความจำเป็นและตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน

ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มีจุดเริ่มต้นจากการเข้าชื่อของประชาชนนับแสนคน เพื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2540 เริ่มเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2544 แต่ตกไปหลังจากยุบสภา และ สนช.ได้หยิบ ขึ้นมาพิจารณาใหม่ รวมแล้วเป็นเวลาเกือบ 7 ปี กว่าจะออกเป็นกฎหมายได้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้โดยชุมชน และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ สนช. ที่สงวนคำแปรญัตติ อภิปรายว่า การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้เสมือนกับการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ตัดไม้ทำลายป่า และยังเปิดโอกาสให้คนเข้าไปรุกป่าหลังจากที่ได้มี พ.ร.บ.ปิดป่าไป

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กมธ. เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ข้อเสนอของ กมธ.เสียงข้างน้อย ถือเป็นการประสานแนวคิดสุดโต่งทั้งสองด้าน ที่เปิดให้ประชาชนนอกพื้นที่เข้าไปขอใช้สิทธิได้เทียบเท่ากับคนในพื้นที่ จึงได้เสนอให้เฉพาะคนในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมดูแลป่าชุมชน

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า การเปิดให้คนรอบพื้นที่ซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์มีส่วนร่วมดูแลรักษาพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมามีผลงานในการดูแลรักษาป่าเป็นที่ประจักษ์ แต่เมื่อแบ่งเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์กลับไม่ได้อยู่ในเขต จึงควร เปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

สารพิษปนแหล่งน้ำลำพูน

โพสต์ทูเดย์ 14 พฤศจิกายน 2550

นิคมลำพูนวิกฤต แหล่งน้ำใต้ดินปนเปื้อนสารพิษ

กลุ่มกรีนพีซและกลุ่มชาวบ้านบ้านหนองเป็ด ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมลำพูน ได้ร่วมกันติดป้ายผ้าเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณชุมชน เนื่องจากผลสำรวจของกลุ่มกรีนพีซพบว่า แหล่งน้ำ ใต้ดินรอบๆ มีสารตะกั่ว-ทองแดง สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า และสังกะสี สูงกว่ามาตรฐาน 8 เท่า ส่งผลกระทบอันตรายถึงชีวิต

นายจำนงค์ จันทกลาง ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองเป็ด กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านกว่า 100 คน ต้องไปซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่มแทน น้ำประปาที่ใช้อยู่ดูผิวเผินก็สะอาด แต่เมื่อรองใส่ภาชนะเก็บไว้ระยะหนึ่งจะพบว่ามีตะกอนสีเหลืองขุ่น ส่วนปัญหาด้านสุขภาพจะพบว่าเด็กๆ มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่เป็นประจำ

นายอนุกูน สุธาพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนน้ำเสียอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า จะเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบว่ามีสารมลพิษปนเปื้อน และเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ เพื่อตรวจหาแหล่งที่มา

อาเซียนร่วมหนุนนิวเคลียร์

โพสต์ทูเดย์ 14 พฤศจิกายน 2550

สิงคโปร์ (เอเอฟพี) — เล็งประกาศ ปฏิญญาในที่ประชุมอาเซียน ตั้งมาตรฐานร่วมหวั่นตกถึงมือผู้ก่อ การร้าย

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน อ้างคำปฏิญญาสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ว่า เหล่าผู้นำอาเซียนจะประกาศสนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์พลเรือน ควบคู่ไปกับพลังงานทางเลือกใหม่ต่างๆ โดยจะเห็นชอบให้ มีการจัดตั้งระบบมาตรฐานความปลอดภัยนิวเคลียร์ในภูมิภาคขึ้นมา เพื่อยืนยันว่าแหล่งพลังงานหลักอย่างพลูโตเนียม จะไม่ตกไปอยู่ใน มือของผู้ไม่ประสงค์ดี

รายงานระบุว่า เหล่าผู้นำประเทศอาเซียนจะร่วมเห็นชอบ ให้มีการกำหนดมาตรการที่เข้มงวด เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุน เวียนและพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ ลม พลังงานชีวภาพ และพลังงานความร้อนของโลก

ด้านสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนบวก 3 ที่สิงคโปร์ ในสัปดาห์หน้า ระบุว่า ต้องการให้ประเด็นเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ แทนที่จะพุ่งความสนใจไปที่ปัญหาการเมืองในพม่า

ทั้งนี้ เอกสารด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะลงนามร่วมกัน จะมีผล ให้ประเทศอาเซียนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันเพื่อต่อสู้กับมลภาวะ ที่ข้ามพรมแดน รวมถึงการดำเนินมาตรการจริงจังกับผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ด้านหนังสือพิมพ์ ไมนิจิ รายงานว่า อาเซียนมีแผนจะร่วมกันปลูกต้นไม้ให้ได้ครอบคลุมพื้นที่ถึง 24.7 ล้านเอเคอร์ ภายในปี 2020 เพื่อ ให้ดูดซับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกร่วมกันปกป้องแนวปะการังด้วย

‘ชาวโลก’ยินดี ขึ้นค่าพลังงาน ช่วยลดโลกร้อน

โพสต์ทูเดย์ 6 พฤศจิกายน 2550

ลอนดอน (รอยเตอร์ส) — ชาวโลกส่วนใหญ่ยอมให้ขึ้นราคาพลังงานเพื่อช่วยโลกพ้นโลกร้อน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชากรทั่วโลก จัดทำโดยบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส รายงานเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ว่า ประชากรโลกนับล้านคนพร้อมที่จะเสียสละส่วนตัวเอง รวมทั้งการจ่ายเงินมากกว่าเดิม เพื่อช่วยลดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก

ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า ผู้ ตอบแบบสอบถาม 83% เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลง

การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นใน 21 ประเทศทั่วโลก โดยสำรวจความคิดเห็นประชากร 2.2 หมื่นคน โดยรายงานพบว่าประชากรใน 14 จาก 21 ประเทศ หรือคิด เป็น 61% ระบุว่า จำเป็นต้องมีการขึ้นราคาพลังงาน เพื่อให้มีการอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

“ประชากรทั่วโลกทราบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง” สตีเวน คัลล์ ผู้ อำนวยการโครงการการรับรู้นโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งจัดทำการสำรวจดังกล่าวร่วมกับโกลบสแกน กล่าว

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งจากการเผาพลาญพลังงานจากซากพืชซากสัตว์ และการขนส่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลก สูงขึ้น 1.8-4.0 องศาเซลเซียส ภายใน 100 ปี และก่อให้เกิดอุทกภัย การขาดแคลนอาหาร และเกิดพายุรุนแรงทำให้ประชากรโลกหลายล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สถานะไทย

โพสต์ทูเดย์ 5 พฤศจิกายน 2550

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ปรับลดสถานะประเทศไทยจากประเทศถูกจับตามอง (Watch List : WL) เป็นประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ

ด้วยเหตุผลที่ว่า ไทยให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่สหรัฐ “ยังไม่พอใจ”

โดยในรายงานการค้า 301 ของสหรัฐชี้ว่า ไทยมีการปกป้อง และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อ ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาหย่อนยานลงในช่วงปีที่ผ่านมา และมีการประกาศใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License หรือ CL) ช่วงต้นปี 2550

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไทยอยู่ในสถานะจับตามอง หรือดับบลิวแอล มากว่า 9 ปี

การเลื่อนขั้นสถานะของไทยครั้งนี้ ทำให้เกิดการหวั่นเกรงว่า จะนำไปสู่การตัดสิทธิพิเศษทางการค้า หรือจีเอสพี

ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้ไทยถูกลดสถานะครั้งนี้ อยู่ที่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ เช่น ตำราเรียน รายการเคเบิลทีวี ยา สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2532-2533 สถานะประเทศไทยถือว่าแย่กว่า เพราะอยู่ในบัญชี PFC หรือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรง ซึ่งหลังจากที่แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญากันอย่างจริงจัง และครึกโครม ไทยก็ได้รับการเลื่อนสถานะทางการค้าให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากโชว์ผลงานให้ยูเอสทีอาร์เห็นในครั้งนี้ จะทำให้ได้รับสถานะดับบลิวแอลคืนมา

สถานะไทย

โพสต์ทูเดย์ 5 พฤศจิกายน 2550

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ปรับลดสถานะประเทศไทยจากประเทศถูกจับตามอง (Watch List : WL) เป็นประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ

ด้วยเหตุผลที่ว่า ไทยให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่สหรัฐ “ยังไม่พอใจ”

โดยในรายงานการค้า 301 ของสหรัฐชี้ว่า ไทยมีการปกป้อง และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อ ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาหย่อนยานลงในช่วงปีที่ผ่านมา และมีการประกาศใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License หรือ CL) ช่วงต้นปี 2550

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไทยอยู่ในสถานะจับตามอง หรือดับบลิวแอล มากว่า 9 ปี

การเลื่อนขั้นสถานะของไทยครั้งนี้ ทำให้เกิดการหวั่นเกรงว่า จะนำไปสู่การตัดสิทธิพิเศษทางการค้า หรือจีเอสพี

ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้ไทยถูกลดสถานะครั้งนี้ อยู่ที่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ เช่น ตำราเรียน รายการเคเบิลทีวี ยา สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2532-2533 สถานะประเทศไทยถือว่าแย่กว่า เพราะอยู่ในบัญชี PFC หรือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรง ซึ่งหลังจากที่แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญากันอย่างจริงจัง และครึกโครม ไทยก็ได้รับการเลื่อนสถานะทางการค้าให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากโชว์ผลงานให้ยูเอสทีอาร์เห็นในครั้งนี้ จะทำให้ได้รับสถานะดับบลิวแอลคืนมา

ทุ่มงบ1.8พันล. ผุดแผนพลังงาน ไฟฟ้านิวเคลียร์

โพสต์ทูเดย์ —31 ตุลาคม 2550

ครม.เห็นชอบ แผนโครงสร้างพื้นฐานผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 1.8 พันล้านบาท

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการไฟ้ฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็นหน่วยงานภายในกระทรวงพลังงาน โดยใช้กรอบวงเงินช่วง 3 ปีแรก 1.8 พันล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการจัดตั้งสำนักพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และการดำเนินงานด้านอื่นๆ ซึ่งคาดว่าวงเงิน 1.8 พันล้านบาท คงมาจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานแห่งชาติ

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตไฟฟ้าโรงงานนิวเคลียร์ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และเห็นชอบหลักการแผนจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งเห็นชอบในการดำเนินโครงการสร้างความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ครม.ยังเห็นชอบให้มีการกำกับดูแลในระยะเริ่มแรก โดยใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานปรมาณูเพื่อสันติให้ไปพลางก่อน หลังจากนั้นมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน และกระทรวงวิทยาศาสตร์ร่วมกันรับไปยกร่างกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแลมาตรฐาน

ชู‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ต้นแบบแก้จนทั่วโลก

โพสต์ทูเดย์ — 29 ตุลาคม 2550

ธ.ก.ส. ชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแบบอย่างการแก้ไขปัญหาความยากจนของโลก

นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในการประชุมสินเชื่อเกษตร และชนบทโลก ระหว่างวันที่ 31 ต.ค.- 2 พ.ย.นี้ ธ.ก.ส.จะสอดแทรกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่การรับรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในระดับสากล

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมนำผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งมาจาก 5 ทวีปทั่วโลก ไปศึกษาดูงานโครงการ ตามพระราชดำริต่างๆ เพื่อยืนยันความเป็นสากลของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชากรทั่วทุกภูมิภาค

สำหรับหัวข้อหลักของการประชุมในครั้งนี้ กำหนดไว้ภายใต้แนวคิด “การมีส่วนร่วมของเศรษฐกิจภาคเกษตร และชนบทต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสมอภาค” ทั้งนี้จะมีการบรรยายพิเศษ การนำเสนอภูมิปัญญาจากประสบการณ์ และกรณีศึกษาในเรื่องต่างๆ โดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสมอภาค” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล “ความพอเพียงด้านอาหาร” โดย Ralph Houtman “การสนับสนุนด้านการเงินแก่ประชากรระดับฐานราก” โดย Richard Meyer และ “โครงการส่งเสริมทางการเงินแก่สตรี” โดย Gillbert Some เป็นต้น

นายธีรพงษ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ในวันที่ 31 ต.ค. 2550

โลกร้อนกับโรคเอดส์ อะไรวิกฤตกว่ากัน

โพสต์ทูเดย์ 25 ตุลาคม 2550

ในขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมกันรณรงค์รักษ์โลก เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่จะนำทุกข์ภัยมายังมวลมนุษยชาติ มีทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก หันไปใช้ถุงผ้าในการจับจ่ายซื้อของต่างๆ แทน การแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล การต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเห็นข่าวในโทรทัศน์นำเสนอข่าวเรื่องโลกร้อนกันถี่มาก มีการทำรายการให้ดารามาลองประหยัดพลังงานว่าใน 1 วัน ประหยัดไปได้ เท่าไหร่คิดเป็นเท่ากับต้นไม้กี่ต้น สรุปก็คือ ยิ่งลดการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน เราก็จะตัดต้นไม้มาสนองความต้องการความสะดวกสบายของมนุษย์น้อยลง

ระหว่างที่เรากำลังรณรงค์ทำแคมเปญช่วยลดปัญหาโลกร้อนกันอย่างเข้มข้น กระทรวงสาธารณสุขก็เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ขณะนี้ปัญหาการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มของเยาวชนน่าเป็นห่วง จากรายงานการเฝ้าระวังโรคเอดส์ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2550 พบผู้ป่วยเอดส์สะสมถึง 321,650 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยกลุ่มอายุระหว่าง 25-34 ปี มากกว่า 50% ของผู้ป่วยทั้งหมด

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการสำรวจความรู้เรื่องโรคเอดส์ของเยาวชนไทย ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับทั่วโลก ในปี 2549 พบว่า มีเยาวชนชายเพียง 23% และเยาวชนหญิง 26% ที่ตอบได้อย่างถูกต้อง ส่วน ผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในปี 2549 พบว่า อัตราการใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์แบบชั่วคราวในกลุ่มเยาวชนมีน้อยกว่า 50% และอายุเฉลี่ยในการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เฉลี่ย 15 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้อายุการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเฉลี่ย 18 ปี

รายละเอียดที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงออกมา ผมอ่านแล้วก็ ถอนหายใจ เพราะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมปัญหาโรคเอดส์ยังอยู่ใน ขั้นวิกฤต เด็กและเยาวชนยังเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อสูงที่สุด ทั้งที่ได้มีความพยายามที่จะรณรงค์แก้ไขปัญหาโรคเอดส์อย่างต่อเนื่อง

ในความเห็นของผม ผมคิดว่าปัญหาโรคเอดส์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญและวิกฤตมากกว่าการตีปี๊บรณรงค์แก้ไขปัญหาโลกร้อนมาก เพราะโรคเอดส์นั้นใกล้ตัวและเป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาต่อประเทศชาติมาก ทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ความสูญเสียทางด้านสังคมที่จะต้องเจอหากมีเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในวัยเรียนและวัยเจริญพันธุ์ติดโรคเอดส์มาก เด็กเหล่านี้แทนที่จะใช้เวลาในการเรียน พัฒนาสมองเพื่อนำเอาความรู้ไปใช้พัฒนาประเทศ ก็จะต้องเอาเวลาไปคิดหาทางรักษาตัว ทำอย่างไรให้มีชีวิตอยู่ได้ สำหรับความสูญเสียต่อเศรษฐกิจนั้นชัดเจนว่า เราจะต้องเสียงบประมาณไปใช้ดูแลผู้ป่วยที่มีมากขึ้น ฯลฯ

ปัญหาที่ประเทศชาติและทั่วโลกจะได้รับจากปัญหาโรคเอดส์นั้นเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนว่ามีความเสียหายต่อครอบครัว ต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างไร และเห็นกันในเวลาไม่นาน ในขณะที่โลกร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ยังไกลตัวแม้จะสำคัญ จะรณรงค์ก็ทำกันไป แต่ในมุมมองของผมก็คิดว่าปัญหาโรคเอดส์ยังน่าห่วงมากกว่า

ผมอยากบอกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษ รายใหญ่ของโลก ยังไม่ค่อยจะให้ความสำคัญอะไรกับปัญหานี้มากนัก ขนาดจะลงนามในสนธิสัญญาเกียวโต ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก และการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ก็ยังไม่ยอมเลย การแก้ไขปัญหาโลกร้อนต้องรณรงค์กันทั้งโลกจึงจะได้ผล

สำหรับปัญหาโรคเอดส์ที่ถูกคนลืมๆ ไป ผมว่าเป็นเพราะเรารณรงค์เรื่องนี้ไม่ต่อเนื่อง ขนาดโฆษณายืดอกพกถุง ยังมีคนดัดจริตโจมตีว่าเป็นโฆษณาที่ส่อไปในทางชักชวนให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ผมว่าปัญหาการระบาดโรคเอดส์ในหมู่เด็กวัยรุ่นนั้นจะต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือความรู้สึกอายที่จะซื้อถุงยางอนามัย และค่านิยมในการไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวน ผู้ติดเชื้อรายใหม่มีเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ต้องรณรงค์ให้เด็กสวมถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องในการป้องกันตัวเองจากโรคนี้ การรณรงค์ให้เด็กรักนวลสงวนตัวนั้นเป็นเรื่องดี แต่ผมว่าหวังผลไม่ได้มากเท่าการรณรงค์ให้สวมถุงยางอนามัยเมื่อต้องมีเพศสัมพันธ์หรอกครับ

ฉะนั้น ระหว่างโรคเอดส์กับโลกร้อนนั้น ผมก็ยังยืนยันความคิดของผมว่า ปัญหาโรคเอดส์สำคัญและวิกฤตกว่าครับ

by ThaiWebExpert