โพสต์ทูเดย์

เร่งศึกษาชายฝั่งภาคใต้

โพสต์ทูเดย์ 9 มกราคม 2550

ครม.เร่งสภาพัฒน์หาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ รองรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขั้นต้น

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เร่งศึกษาแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยให้จัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อนำไปเสนอให้นักลงทุนได้พิจารณาความพร้อมในการหาพื้นที่ที่เหมาะสม ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเหล็กขั้นต้น เพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูง

ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัตินโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเหล็กขั้นต้น เพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูง ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เห็นชอบให้ส่งเสริมการลงทุน และให้ผู้สนใจยื่นหนังสือแสดงความจำนงได้ภายในวันที่ 31 ม.ค. 2551

นายโชติชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมี บริษัทจากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น และบริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น ได้ยื่นความจำนงมาแล้ว คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ จึงต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน

ต้านกม.ฟ้องสินค้าไม่ปลอดภัย

โพสต์ทูเดย์ 23 พฤศจิกายน 2550

3 องค์กรธุรกิจ ตบเท้าร้อง สนช. ค้าน กม.คุ้มครอง ผู้บริโภค เปิดทางผู้ใช้ฟ้องสินค้า ไม่ปลอดภัย ทำลายเศรษฐกิจหลัง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภา อุตสาหกรรม นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย และตัวแทนสภาหอการค้าไทย ได้เข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คัดค้าน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอด

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ต้องการให้ สนช.แก้ไขมาตตรา 6 ที่ให้ ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดี และผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการ โดยขอให้เพิ่มเติม ข้อความให้รัฐจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญขึ้นมา เพื่อช่วยผู้บริโภคพิสูจน์และทำหน้าที่ ไกล่เกลี่ยประนีประนอมก่อนที่เรื่องจะขึ้นสู่ศาล เพื่อกลั่นกรองผู้นำประโยชน์จากกฎหมายมาใช้โดย ไม่สุจริต

ทั้งนี้ สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการควรจะมาจากสถาบันการศึกษา เนื่องจากมีความเป็นกลางและไม่มีผลประโยชน์กับกลุ่มใด

ด้านนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า กฎหมายนี้ ไม่มีความเป็นสากลในประเด็นภาระการพิสูจน์ความเสียหาย ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วกำหนดให้ผู้เสียหายต้องเป็นผู้พิสูจน์ เพราะหลายกรณีปัญหาอยู่ที่ความประมาทของผู้ใช้เอง

นายสังศิต กล่าวว่า กลุ่ม ผู้ประกอบการเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีเปิดโอกาสให้ ผู้บริโภคฟ้องร้องผู้ประกอบการได้ง่ายเกินไป อาจจะทำให้คนที่ไม่สุจริตหาเรื่องฟ้องร้องผู้ประกอบการได้ ยิ่งมีคดีฟ้องร้องมากเท่าไหร่ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้สูงขึ้นมากเท่านั้น

นายสังศิต กล่าวอีกว่า การกำหนดมาตรฐานการฟ้องร้องไว้เช่นนี้ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นผลให้มีปัญหาเกิดขึ้นกับสินค้าในประเทศดังกล่าว ผู้บริโภคไทยฟ้องเขาไม่ได้ แต่เขาจะฟ้องผู้ประกอบการไทยได้ ในที่สุดนักลงทุนจะไม่กล้าลงทุนในประเทศไทยและจะย้ายฐานออกไปต่างประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

“การพิจารณากฎหมายนั้นอย่าคำนึงถึงมิติทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองมิติด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากเศรษฐกิจล้มสังคมก็อยู่ไม่ได้ ขณะนี้ กมธ.พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ซึ่งมีคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยและเตรียมที่จะเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สนช.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งควรยืด เวลาออกไปเพื่อพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสม” นายสังศิต กล่าว

ต้านกม.ฟ้องสินค้าไม่ปลอดภัย

โพสต์ทูเดย์ 23 พฤศจิกายน 2550

3 องค์กรธุรกิจ ตบเท้าร้อง สนช. ค้าน กม.คุ้มครอง ผู้บริโภค เปิดทางผู้ใช้ฟ้องสินค้า ไม่ปลอดภัย ทำลายเศรษฐกิจหลัง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภา อุตสาหกรรม นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย และตัวแทนสภาหอการค้าไทย ได้เข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คัดค้าน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอด

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ต้องการให้ สนช.แก้ไขมาตตรา 6 ที่ให้ ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดี และผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการ โดยขอให้เพิ่มเติม ข้อความให้รัฐจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญขึ้นมา เพื่อช่วยผู้บริโภคพิสูจน์และทำหน้าที่ ไกล่เกลี่ยประนีประนอมก่อนที่เรื่องจะขึ้นสู่ศาล เพื่อกลั่นกรองผู้นำประโยชน์จากกฎหมายมาใช้โดย ไม่สุจริต

ทั้งนี้ สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการควรจะมาจากสถาบันการศึกษา เนื่องจากมีความเป็นกลางและไม่มีผลประโยชน์กับกลุ่มใด

ด้านนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า กฎหมายนี้ ไม่มีความเป็นสากลในประเด็นภาระการพิสูจน์ความเสียหาย ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วกำหนดให้ผู้เสียหายต้องเป็นผู้พิสูจน์ เพราะหลายกรณีปัญหาอยู่ที่ความประมาทของผู้ใช้เอง

นายสังศิต กล่าวว่า กลุ่ม ผู้ประกอบการเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีเปิดโอกาสให้ ผู้บริโภคฟ้องร้องผู้ประกอบการได้ง่ายเกินไป อาจจะทำให้คนที่ไม่สุจริตหาเรื่องฟ้องร้องผู้ประกอบการได้ ยิ่งมีคดีฟ้องร้องมากเท่าไหร่ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้สูงขึ้นมากเท่านั้น

นายสังศิต กล่าวอีกว่า การกำหนดมาตรฐานการฟ้องร้องไว้เช่นนี้ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นผลให้มีปัญหาเกิดขึ้นกับสินค้าในประเทศดังกล่าว ผู้บริโภคไทยฟ้องเขาไม่ได้ แต่เขาจะฟ้องผู้ประกอบการไทยได้ ในที่สุดนักลงทุนจะไม่กล้าลงทุนในประเทศไทยและจะย้ายฐานออกไปต่างประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

“การพิจารณากฎหมายนั้นอย่าคำนึงถึงมิติทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองมิติด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากเศรษฐกิจล้มสังคมก็อยู่ไม่ได้ ขณะนี้ กมธ.พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ซึ่งมีคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยและเตรียมที่จะเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สนช.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งควรยืด เวลาออกไปเพื่อพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสม” นายสังศิต กล่าว

หนุนใช้ถ่านหิน/นิวเคลียร์

โพสต์ทูเดย์ 22 พฤศจิกายน 2550

ส.อ.ท. หนุนสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ย้ำ ต้องเกิดให้เร็วที่สุด

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องเดินหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากให้เพื่อนบ้านลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปก่อนทั้งประเทศเวียดนาม และมาเลเซีย ไทยจะถูกแซงหน้า และเสียเปรียบ เรื่องต้นทุนพลังงาน เนื่องด้วยภาคอุตสาหกรรมของไทยใช้ไฟฟ้าถึง 70% ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ

“ตอนนี้เราต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากมีปัญหา หรือความไม่สงบเกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถขนส่งได้ ไทยจะตกอยู่ในสภาวะลำบาก ดังนั้น การสร้างโรงไฟฟ้าเอง จะเป็นทางออกทางหนึ่ง ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว” นายสันติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศนั้น ดำเนินการได้ค่อนข้างยาก เพราะต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหินมานานแล้ว โดยไม่มีปัญหามลพิษ เนื่องจากรัฐบาลจัดการและดูแลมลพิษเป็นอย่างดี จึงไม่เกิดการต่อต้าน

ทั้งนี้ ในยุคที่น้ำมันราคาสูงขึ้น ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมได้พยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก หากไทยมีแหล่งพลังงานเองก็ลดความเสี่ยงจากปัญหาดังกล่าวได้ส่วนหนึ่ง

นายสันติ กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความพร้อมของการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มคนที่คัดค้านก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่บางคนอาจกลัวผลกระทบโดยที่ยังไม่ได้ฟังเหตุผลจากหลายๆ ฝ่ายให้รอบด้าน แต่รัฐบาลชุดใหม่ควรสานต่อทั้งเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและระบบรางควบคู่ไปด้วย และสร้างให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากระบบขนส่งมวลชนยังไม่พร้อม ทั้งรถใต้ดินและบริการอื่นๆ ประชาชนก็ ไม่มีทางเลือก และยิ่งลำบากมากขึ้นในภาวะค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน

สนช.ผ่านพรบ.ป่าชุมชน

โพสต์ทูเดย์ 22 พฤศจิกายน 2550

สนช.ผ่าน พ.ร.บ.ป่าชุมชน เปิดทางชาวบ้านอนุรักษ์ป่าไม้และดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วยตัวเอง

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ในวาระ 2 และ 3 ด้วยคะแนนเสียง 57 ต่อ 2 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง โดยเนื้อหาซึ่งที่ประชุมให้ความ สนใจอภิปรายกันมากคือ มาตรา 25 ซึ่งที่ประชุมมีมติตามกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างน้อย ที่ระบุให้การ ขอจัดตั้งป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ทำได้เฉพาะชุมชนที่มีถิ่นฐานมาก่อนการประกาศใช้พื้นที่และได้จัดการดูแลรักษาพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ปี ก่อนวัน พ.ร.บ.นี้ประกาศใช้บังคับ

อีกมาตรา ซึ่งที่ประชุมให้ความสนใจกันมากคือ มาตรา 34 โดยมีมติตาม กมธ.เสียงข้างน้อย ห้ามทำไม้ในป่าชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ในป่าชุมชนที่ตั้งอยู่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่ง การทำไม้สามารถทำได้หากสมาชิกป่าชุมชนปลูกขึ้นเองในบริเวณนอกเขตอนุรักษ์ และทำได้ตามความจำเป็นและตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน

ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มีจุดเริ่มต้นจากการเข้าชื่อของประชาชนนับแสนคน เพื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2540 เริ่มเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2544 แต่ตกไปหลังจากยุบสภา และ สนช.ได้หยิบ ขึ้นมาพิจารณาใหม่ รวมแล้วเป็นเวลาเกือบ 7 ปี กว่าจะออกเป็นกฎหมายได้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้โดยชุมชน และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ สนช. ที่สงวนคำแปรญัตติ อภิปรายว่า การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้เสมือนกับการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ตัดไม้ทำลายป่า และยังเปิดโอกาสให้คนเข้าไปรุกป่าหลังจากที่ได้มี พ.ร.บ.ปิดป่าไป

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กมธ. เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ข้อเสนอของ กมธ.เสียงข้างน้อย ถือเป็นการประสานแนวคิดสุดโต่งทั้งสองด้าน ที่เปิดให้ประชาชนนอกพื้นที่เข้าไปขอใช้สิทธิได้เทียบเท่ากับคนในพื้นที่ จึงได้เสนอให้เฉพาะคนในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมดูแลป่าชุมชน

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า การเปิดให้คนรอบพื้นที่ซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์มีส่วนร่วมดูแลรักษาพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมามีผลงานในการดูแลรักษาป่าเป็นที่ประจักษ์ แต่เมื่อแบ่งเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์กลับไม่ได้อยู่ในเขต จึงควร เปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

สารพิษปนแหล่งน้ำลำพูน

โพสต์ทูเดย์ 14 พฤศจิกายน 2550

นิคมลำพูนวิกฤต แหล่งน้ำใต้ดินปนเปื้อนสารพิษ

กลุ่มกรีนพีซและกลุ่มชาวบ้านบ้านหนองเป็ด ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมลำพูน ได้ร่วมกันติดป้ายผ้าเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณชุมชน เนื่องจากผลสำรวจของกลุ่มกรีนพีซพบว่า แหล่งน้ำ ใต้ดินรอบๆ มีสารตะกั่ว-ทองแดง สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า และสังกะสี สูงกว่ามาตรฐาน 8 เท่า ส่งผลกระทบอันตรายถึงชีวิต

นายจำนงค์ จันทกลาง ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองเป็ด กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านกว่า 100 คน ต้องไปซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่มแทน น้ำประปาที่ใช้อยู่ดูผิวเผินก็สะอาด แต่เมื่อรองใส่ภาชนะเก็บไว้ระยะหนึ่งจะพบว่ามีตะกอนสีเหลืองขุ่น ส่วนปัญหาด้านสุขภาพจะพบว่าเด็กๆ มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่เป็นประจำ

นายอนุกูน สุธาพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนน้ำเสียอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า จะเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบว่ามีสารมลพิษปนเปื้อน และเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ เพื่อตรวจหาแหล่งที่มา

อาเซียนร่วมหนุนนิวเคลียร์

โพสต์ทูเดย์ 14 พฤศจิกายน 2550

สิงคโปร์ (เอเอฟพี) — เล็งประกาศ ปฏิญญาในที่ประชุมอาเซียน ตั้งมาตรฐานร่วมหวั่นตกถึงมือผู้ก่อ การร้าย

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน อ้างคำปฏิญญาสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ว่า เหล่าผู้นำอาเซียนจะประกาศสนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์พลเรือน ควบคู่ไปกับพลังงานทางเลือกใหม่ต่างๆ โดยจะเห็นชอบให้ มีการจัดตั้งระบบมาตรฐานความปลอดภัยนิวเคลียร์ในภูมิภาคขึ้นมา เพื่อยืนยันว่าแหล่งพลังงานหลักอย่างพลูโตเนียม จะไม่ตกไปอยู่ใน มือของผู้ไม่ประสงค์ดี

รายงานระบุว่า เหล่าผู้นำประเทศอาเซียนจะร่วมเห็นชอบ ให้มีการกำหนดมาตรการที่เข้มงวด เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุน เวียนและพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ ลม พลังงานชีวภาพ และพลังงานความร้อนของโลก

ด้านสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนบวก 3 ที่สิงคโปร์ ในสัปดาห์หน้า ระบุว่า ต้องการให้ประเด็นเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ แทนที่จะพุ่งความสนใจไปที่ปัญหาการเมืองในพม่า

ทั้งนี้ เอกสารด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะลงนามร่วมกัน จะมีผล ให้ประเทศอาเซียนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันเพื่อต่อสู้กับมลภาวะ ที่ข้ามพรมแดน รวมถึงการดำเนินมาตรการจริงจังกับผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ด้านหนังสือพิมพ์ ไมนิจิ รายงานว่า อาเซียนมีแผนจะร่วมกันปลูกต้นไม้ให้ได้ครอบคลุมพื้นที่ถึง 24.7 ล้านเอเคอร์ ภายในปี 2020 เพื่อ ให้ดูดซับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกร่วมกันปกป้องแนวปะการังด้วย

‘ชาวโลก’ยินดี ขึ้นค่าพลังงาน ช่วยลดโลกร้อน

โพสต์ทูเดย์ 6 พฤศจิกายน 2550

ลอนดอน (รอยเตอร์ส) — ชาวโลกส่วนใหญ่ยอมให้ขึ้นราคาพลังงานเพื่อช่วยโลกพ้นโลกร้อน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชากรทั่วโลก จัดทำโดยบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส รายงานเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ว่า ประชากรโลกนับล้านคนพร้อมที่จะเสียสละส่วนตัวเอง รวมทั้งการจ่ายเงินมากกว่าเดิม เพื่อช่วยลดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก

ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า ผู้ ตอบแบบสอบถาม 83% เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดสภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลง

การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นใน 21 ประเทศทั่วโลก โดยสำรวจความคิดเห็นประชากร 2.2 หมื่นคน โดยรายงานพบว่าประชากรใน 14 จาก 21 ประเทศ หรือคิด เป็น 61% ระบุว่า จำเป็นต้องมีการขึ้นราคาพลังงาน เพื่อให้มีการอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

“ประชากรทั่วโลกทราบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง” สตีเวน คัลล์ ผู้ อำนวยการโครงการการรับรู้นโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งจัดทำการสำรวจดังกล่าวร่วมกับโกลบสแกน กล่าว

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งจากการเผาพลาญพลังงานจากซากพืชซากสัตว์ และการขนส่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลก สูงขึ้น 1.8-4.0 องศาเซลเซียส ภายใน 100 ปี และก่อให้เกิดอุทกภัย การขาดแคลนอาหาร และเกิดพายุรุนแรงทำให้ประชากรโลกหลายล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สถานะไทย

โพสต์ทูเดย์ 5 พฤศจิกายน 2550

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ปรับลดสถานะประเทศไทยจากประเทศถูกจับตามอง (Watch List : WL) เป็นประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ

ด้วยเหตุผลที่ว่า ไทยให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่สหรัฐ “ยังไม่พอใจ”

โดยในรายงานการค้า 301 ของสหรัฐชี้ว่า ไทยมีการปกป้อง และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อ ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาหย่อนยานลงในช่วงปีที่ผ่านมา และมีการประกาศใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License หรือ CL) ช่วงต้นปี 2550

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไทยอยู่ในสถานะจับตามอง หรือดับบลิวแอล มากว่า 9 ปี

การเลื่อนขั้นสถานะของไทยครั้งนี้ ทำให้เกิดการหวั่นเกรงว่า จะนำไปสู่การตัดสิทธิพิเศษทางการค้า หรือจีเอสพี

ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้ไทยถูกลดสถานะครั้งนี้ อยู่ที่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ เช่น ตำราเรียน รายการเคเบิลทีวี ยา สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2532-2533 สถานะประเทศไทยถือว่าแย่กว่า เพราะอยู่ในบัญชี PFC หรือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรง ซึ่งหลังจากที่แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญากันอย่างจริงจัง และครึกโครม ไทยก็ได้รับการเลื่อนสถานะทางการค้าให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากโชว์ผลงานให้ยูเอสทีอาร์เห็นในครั้งนี้ จะทำให้ได้รับสถานะดับบลิวแอลคืนมา

สถานะไทย

โพสต์ทูเดย์ 5 พฤศจิกายน 2550

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ปรับลดสถานะประเทศไทยจากประเทศถูกจับตามอง (Watch List : WL) เป็นประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ

ด้วยเหตุผลที่ว่า ไทยให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่สหรัฐ “ยังไม่พอใจ”

โดยในรายงานการค้า 301 ของสหรัฐชี้ว่า ไทยมีการปกป้อง และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อ ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาหย่อนยานลงในช่วงปีที่ผ่านมา และมีการประกาศใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License หรือ CL) ช่วงต้นปี 2550

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไทยอยู่ในสถานะจับตามอง หรือดับบลิวแอล มากว่า 9 ปี

การเลื่อนขั้นสถานะของไทยครั้งนี้ ทำให้เกิดการหวั่นเกรงว่า จะนำไปสู่การตัดสิทธิพิเศษทางการค้า หรือจีเอสพี

ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้ไทยถูกลดสถานะครั้งนี้ อยู่ที่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ เช่น ตำราเรียน รายการเคเบิลทีวี ยา สินค้าแบรนด์เนม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2532-2533 สถานะประเทศไทยถือว่าแย่กว่า เพราะอยู่ในบัญชี PFC หรือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรง ซึ่งหลังจากที่แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญากันอย่างจริงจัง และครึกโครม ไทยก็ได้รับการเลื่อนสถานะทางการค้าให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากโชว์ผลงานให้ยูเอสทีอาร์เห็นในครั้งนี้ จะทำให้ได้รับสถานะดับบลิวแอลคืนมา

by ThaiWebExpert