โพสต์ทูเดย์

สถานีฐานมือถือพลังกังหันลมแห่งแรกในไทย

ผู้เขียน: 
รัฐพร คำหอม

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอ่ยชื่อ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส คงไม่ต้องนึกนานนัก ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมาสิบกว่าปีแล้ว

แต่ตลอดระยะเวลาของการให้บริการก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ายุคเข้าสมัย ปรับตัวกับสภาพเหตุการณ์อยู่เสมอ และไม่เพียงอยู่แค่กับธุรกิจหลักในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่มีกิจกรรมมากมาย และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจที่ทำ มีหลายอย่างให้น่ากล่าวถึง

ล่าสุด เอไอเอสเดินหน้าสรรหาโซลูชันต่อยอดแนวคิด Green Network เปิดตัว “สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่กังหันลม” แห่งแรกในประเทศไทย ที่ชายหาดบ้านอำเภอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนด้วยพลังงานสะอาดจากธรรมชาติ

วิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวว่า ปีนี้เอไอเอสได้เตรียมงบประมาณในการทำงานด้านเครือข่ายภาพรวมเป็นเงินประมาณ 1.3–1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้นขยายความครอบคลุม เพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งาน พัฒนาคุณภาพการใช้งาน รวมไปถึงสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างไร้ข้อจำกัดในทุกพื้นที่แล้ว ยังมองถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาถึงการนำพลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทนจากธรรมชาติมาผสมผสานใช้งาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินความจำเป็น ซึ่งในภาพรวมล้วนมุ่งไปสู่การรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน โดยยังคงมาตรฐานการให้บริการอย่างมีคุณภาพสูงสุด

รูปแบบการทำงานในโครงการ Green Network ที่เอไอเอสเริ่มนำมาใช้ในการพัฒนาเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย

1.พลังงานจากแรงลม : ติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในการทำงานของสถานีฐาน เริ่มทดลองตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 1 แห่ง ณ ชายหาดบ้านอำเภอ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยขณะนี้กำลังทำการเก็บข้อมูลแรงลมเพื่อประกอบการวางแผนดำเนินการทดสอบอยู่อย่างต่อเนื่อง

2.พลังงานจากแสงอาทิตย์ : การใช้โซลาร์เซลล์ด้วยหลักการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งภายในสถานีฐาน โดยปัจจุบันได้เริ่มใช้งานแล้วราว 16 แห่ง

3.ชุมสายประหยัดพลังงาน : ติดตั้งผนังประหยัดพลังงาน (Insulated Wall) เพื่อให้สามารถรักษาอุณหภูมิภายในชุมสายได้ โดยใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กลง รวมถึงการใช้น้ำยาเครื่องปรับอากาศที่ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8 แห่ง

4.สถานีฐานประหยัดพลังงาน : เป็นการนำระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมมาใช้แทนการใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วมากกว่า 1,600 แห่ง

สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่กังหันลม (Wind Turbine Generator) นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่ประยุกต์พลังงานลมเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส โดยตัวกังหันลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 5 กิโลวัตต์ ที่ความเร็วลม 6 เมตรต่อวินาที และมีค่าเฉลี่ยในการผลิตไฟฟ้าได้ที่ประมาณ 2.5 กิโลวัตต์ สำหรับตัวใบพัดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร ความสูงของเสาจากฐานถึงจุดหมุน 20 เมตร ทั้งนี้ได้ออกแบบให้ระบบสามารถจ่ายไฟฟ้าเลี้ยงการทำงานของสถานีฐานได้เอง (Stand Alone) และให้นำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่งคืนให้กับระบบไฟฟ้าของราชการได้เลย (Grid Connection) จึงทำให้สามารถจ่ายไฟให้แก่ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณสวนสาธารณะชายหาดบ้านอำเภอ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ด้วยอีกทางหนึ่ง โดยสถานีฐานแห่งนี้ครอบคลุมบริเวณชายหาดบ้านอำเภอและบริเวณใกล้เคียง ใช้งบประมาณในการจัดสร้าง 4.5 ล้านบาท

“อีกส่วนหนึ่งที่เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ สถานีฐานกังหันลม ณ ชายหาดบ้านอำเภอแห่งนี้ นอกจากจะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนแล้ว ยังเป็นไฮไลต์ที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้ได้รับความสนใจในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยาได้อีกด้วย สำหรับเอไอเอสเองจะยังคงให้ความสำคัญและเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายภายใต้แนวคิด Green Network อย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาความเหมาะสมจากลักษณะทางภูมิประเทศและความต้องการใช้งานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักดีว่าการร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนบนโลก เช่นกับพวกเราชาวเอไอเอส ที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ลูกหลานของเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป” วิเชียร กล่าวตบท้าย

ต้นไม้ก๊าซ พลังงานสร้างได้เอง

ผู้เขียน: 
แบมบี

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไปกันที่เมืองเกสซิง ประเทศออสเตรีย ผลผลิตจากงานวิจัยที่สำเร็จลงอย่างสวยงาม ต้นไม้ชนิดหนึ่งได้รับการพัฒนาให้ผลิตก๊าซได้ในตัวของมันเอง

เป็นก๊าซที่สามารถให้ความอบอุ่นบ้านเรือน เป็นพลังงานขับเคลื่อนรถยนต์ แม้แต่ให้พลังงานสถานที่ใดๆ ก็ตามที่ใช้ระบบก๊าซได้ทั้งหมดนั่นแหละ

“พลังงานน้ำมันก็ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยให้ประหยัดได้มากทีเดียว” นิโคลาส แบร์ลาโควิช รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมประเทศออสเตรีย กล่าวที่แปลงเพาะปลูกอันแสนภาคภูมิใจในเมืองเกสซิง ทางใต้ของออสเตรีย เมืองซึ่งได้ชื่อว่า ช่วยตัวเองได้ในเรื่องพลังงาน โดยขณะนี้สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง อันเป็นพลังงานพอที่จะให้ความอบอุ่นกับ 150 ครัวเรือน ในเมืองแห่งนี้ได้สบายๆ ตลอดฤดูกาลอันหนาวเย็น

“ก๊าซที่ต้นไม้เหล่านี้ผลิตออกมาได้ มีคุณภาพเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติ” ริชาร์ด ซไวเลอร์ จากสถาบันพลังงานทดแทนแห่งสหภาพยุโรป หรืออีอีอี ซึ่งอยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ต้นไม้ก๊าซ กล่าว

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรป ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศออสเตรีย โดยเริ่มต้นมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ภายใต้งบประมาณ 8 ล้านยูโร

แผนปลูกต้นไม้เพื่อผลิตก๊าซให้พลังงานนี้ รู้จักกันในนาม โครงการเกสซิง กำลังจะได้รับการลอกเลียนไปใช้ที่เยอรมนีและสวีเดนด้วย “ในสเกลที่ใหญ่กว่านี้อีก” มาร์ติน คาลต์ชมิตต์ แห่งศูนย์วิจัยชีวภาพเพื่อมวลชนแห่งเยอรมนี (เดเบเอฟแซต) กล่าวกับเอเอฟซีต่อว่า ต้นไม้ในโครงการที่เป็นความร่วมมือระหว่างเยอรมนีกับสวีเดนตั้งอยู่ที่โกเตเบิร์กของสวีเดน สามารถให้พลังงานได้ต้นละ 20–25 เมกะวัตต์

“เรียกง่ายๆ ว่า ใหญ่เป็น 25 เท่าของโครงการเกสซิงก็ได้ครับ” มาร์ติน ทิ้งท้าย

วิกฤตคือโอกาส

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผมสัญญาไว้เมื่อตอนที่แล้วว่าจะมาตอบคำถามเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ด้วยการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกสถานการณ์ที่โลกกำลังถูกหลอมละลายให้เป็นเม็ดเงินกลับมาเข้ากระเป๋า

ด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจที่ง่ายดาย และได้ประโยชน์

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เดินทางลงไปทำธุรกิจที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แน่นอนครับอำเภอนี้ขึ้นชื่อเรื่องไข่เค็ม เพราะเป็นสินค้าที่แม้แต่นักท่องเที่ยวฝรั่งแบกเป้ก็ยังรู้จัก เช่นเดียวกับที่รู้จักแหล่งธรรมะสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มีพระธาตุไชยาอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของคนทั้งประเทศ

นอกจากพระธาตุไชยาที่กวักมือเรียกนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสักการะแล้ว ตอนนี้ที่ อ.ไชยา กำลังมีแหล่งท่องเที่ยวผุดเพิ่มขึ้นมาอีก นับเป็นการเพิ่มขึ้นมาอย่างที่คนไชยาเองก็ยังสงสัย เนื่องจากแทนที่มันจะเป็นโบราณสถาน เช่นองค์พระธาตุ หรือเต็มไปด้วยบรรยากาศธรรมชาติอย่างขุนเขาหรือทะเล แน่นอนมันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันตั้งอยู่กลางตลาดสดของเทศบาลไชยา

ไม่ต้องงงครับว่าตลาดเทศบาลจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร ผมจะสาธยายให้ฟัง

นายกเทศมนตรีตำบลไชยา นายกวิรัช ทองเพชร หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า กำนันชี ได้ริเริ่มโครงการ “ตลาดสะอาด น่าซื้อ น่าเดิน”

เหตุที่ต้องเริ่มโครงการนี้ เพราะแรกเริ่มเดิมทีเทศบาลตำบลไชยาสร้างตลาดเสร็จใหม่ พอชาวบ้านเอาของมาขาย เทศบาลก็มีหน้าที่ทำความสะอาดโดยใช้สารเคมีล้างพื้น แต่ล้างแผงหรือเขียงหมูด้วยสารเคมีไม่ได้ ทำให้คราบไขมันต่างๆ ล้างไม่ออก แม้จะใช้สารเคมีมากแค่ไหน หนูและแมลงสาบก็ยังเยอะอยู่ดี

ที่สำคัญการใช้สารเคมีมากๆ ยิ่งทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย และชาวไชยาคาดว่าอีกไม่นานปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติก็คงพลอยตายกันหมด วันหนึ่งกำนันจึงนั่งขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดสดอยู่ในสภาพที่สะอาด ไม่มีหนู แมลงสาบ แมลงวัน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โชคดีที่วาบหนึ่งของความคิดแล่นเข้ามาหลังพิษโลกร้อนกำลังเฟื่องฟู กำนันชีนำเรื่องเสนอเข้าเทศบาล โดยที่ยังไม่คิดว่าจะมีใครเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีของเขา...ครับเขาเสนอให้มีการติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Heater) ที่ตลาดเมืองไชยา กำนันเสนอว่ามันสามารถต้มน้ำร้อน และน่าจะรองรับการใช้น้ำร้อนแทนสารเคมีในการล้างตลาดได้ทั้งหมด ที่สำคัญมันสามารถล้างทั้งพื้น และแผงเขียงหมู รวมทั้งคราบคาวปลาได้อีกด้วย

หลังจากสภาเทศบาลแห่งนี้รับหลักการ และอนุมัติงบประมาณแบบวัดดวง ทำให้ตลาดไชยาแห่งนี้เป็นตลาดที่มีระบบทำน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศทันทีครับ ทุกวันนี้แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาของตลาดสามารถต้มน้ำร้อนได้มากถึงวันละ 1.6 หมื่นลิตร ซึ่งนั่นทำให้เทศบาลสามารถลดรายจ่ายจากสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดตลาดไปได้ปีละหลายบาทหลายสตางค์ และหากจะต้มน้ำด้วยวิธีการอื่นก็จะต้องควักกระเป๋าจ่ายถึงปีละ 2.5 ล้านบาท

ไม่จบแค่นั้นสิครับ เพราะนอกจากเทศบาลจะประหยัดเงินไปได้มากแล้ว ชาวบ้านยังภูมิใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน และเรื่องคุณภาพของอาหารสดที่นำมาขาย ทุกวันนี้ตลาดเมืองไชยาการันตีได้ว่าแผงค้าขาย และพื้นถนนทางเดินสะอาดแน่นอน ปลอดหนู และแมลงวัน เรียกว่าเดินช็อปทั้งทีคล้ายกับเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตของเมืองหลวง ต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

ครับ...ทั้งหมดทั้งปวงคือต้นทุน และกำไรที่ได้รับ แต่สิ่งที่ชาวบ้านไชยาคาดไม่ถึงก็คือ “มูลค่าเพิ่ม” ที่ได้จากการใช้ Solar Water Heater เนื่องจากทุกวันนี้ตลาดเทศบาลไชยากลายเป็นผู้เริ่มต้นนับหนึ่งของการช่วยลดภาวะโลกร้อน และเป็นสิ่งที่เรียกให้นักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่วกรถเข้ามายังไชยา แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานหาประสบการณ์จาก “ตลาดสดลดโลกร้อนแห่งนี้”

ไม่แปลกเลยหากจะสังเกตเห็นว่าในช่วงสายของบางวันในสัปดาห์ หลังตลาดเช้าปิดตัวลง จะมีกลุ่มชาวบ้านต่างถิ่น หรือไม่ก็เด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนนักศึกษาจะวนเวียนกันเข้ามาพิสูจน์ตลาดแห่งนี้ ใช่ครับ...เขาวนเวียนกันมาดู ตลาดสดลดโลกร้อน และเวลามากันแต่ละครั้งก็มากันครั้งละหลายรถบัส นับเป็นหัวก็หลายร้อยคน

แล้วมูลค่าเพิ่มที่ผมกล่าวไว้จะไปไหนละครับ ถ้าไม่ตกอยู่กับชาวบ้านของไชยาเอง เพราะอย่างน้อยคนที่เดินวนเวียนดูความสะอาด แบบประหยัดพลังงานของตลาดแห่งนี้ ก็ต้องกินข้าว เคล้าขนม หรือเลือกซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ก็นับเป็นรายได้ทางอ้อมให้กับชาวบ้าน และก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนอย่างปฏิเสธไม่ได้

ผมคาดว่าทุกวันนี้ชาวบ้านไชยาน่าจะกระเป๋าตุงแล้วครับ...

ธรรมชาติและป่าไม้ยังดีอยู่เหรอ?

ผู้เขียน: 
สุมล สุตะวิริยะวัฒน์

โพสต์ทูเดย์วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริพระราชทาน แก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา 76 พรรษา

ณ ศาลา ดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 ส.ค. 2551 ความตอนหนึ่งว่า
“ปัญหาต่อไปของชาวโลก ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่จะตามมาประมาณอีก 15 ปี น้ำจืดที่พวกเรารับประทานกันนี้ จะเป็นของที่หายาก บ้านเรานี้ไม่มีแหล่งน้ำใหญ่ๆ มีแต่ป่า

นี่ถ้าเผื่อคนไทยไม่ทราบว่าป่าไม้คืออะไร ป่าไม้ก็คือที่สะสมน้ำไว้ใต้ดินนี้เอง นี่ฤดูฝนแทนที่น้ำฝนจะไหลหลากลงไปที่ทะเล ถ้ามีป่า ป่าเหล่านั้น ต้นไม้ใหญ่ๆ เหล่านั้น จะดูดน้ำไว้ใต้ดินของเขา ใต้ต้นของเขาไว้เป็นจำนวนมาก แล้วก็ออกมาเป็นลำธารน้อยใหญ่ เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่รู้จักเก็บป่า ไม่ใช่ว่าใครอยากตัดอะไรไปขายก็ตัดไปตามเรื่องตามราว ผลสุดท้ายผู้ที่ได้รับทุกข์ร้อนก็คือ ประชาชนชาวไทย เมืองไทย ทุกสิ่งทุกอย่างเวลานี้ต้องพึ่งป่า...”

เมืองเพชร... เป็นเมืองที่มีต้นทุนทางธรรมชาติสูง มีทะเลสวย ซึ่งนักท่องเที่ยว ชื่นชอบมี “แม่น้ำเพชร” หนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญของชาติที่อดีตพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 ทรงย้ำเป็นน้ำดื่มซึ่งโปรดยิ่งนัก และมี “ป่าไม้” ยังคงความอุดมสมบูรณ์ที่คน ทั้งประเทศต้องตระหนักและหวงแหนในทรัพยากรของประเทศ

หลายคนคงประทับใจกับ “ทะเลหมอก” แห่งพะเนินทุ่ง ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่มีทั้งความงามและกลิ่นอายของธรรมชาติที่ “คนเมือง” ต่างโหยหา โดยเบื้องหน้าคือความอุดมสมบูรณ์ หากแต่เบื้องหลังกลับเป็น ความอ้างว้างของกลุ่มคนที่พยายามรักษาธรรมชาติไว้ “ให้คงอยู่”

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ถือเป็นอุทยานที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ ในเขต อ.แก่งกระจาน อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงสภาพเป็นป่าดงดิบตามธรรมชาติ ที่สมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่ง

ป่าเหนือเขื่อนแก่งกระจานเป็นเขตอุทยานฯ ถือเป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานฯ เป็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี สภาพภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้น ยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานฯ คือยอดเขางะงันนิกยวงตอง อยู่ในเขตรอยต่อประเทศพม่าและไทย มีความสูง 1,513 เมตร

ยอดเขาที่สูงรองลงมาคือยอดเขา พะเนินทุ่ง ซึ่งมีความสูง 1,207 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากสันเขื่อนแก่งกระจาน มีถนนเลียบออกมาทางซ้ายมือเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม มีทิวทัศน์งดงาม สามารถชมทะเลหมอกกว้างไกลสุดสายตาได้ตลอดปี ยกเว้นในวันที่มีลมแรง

นอกจากนี้ ยังมีทะเลสาบ มีเนื้อที่ประมาณ 45 ตารางกิโลเมตร มีเกาะกลางแม่น้ำอยู่มากมายหลายเกาะ และยัง เป็นจุดที่สามารถชมทัศนียภาพยามพระอาทิตย์อัสดงได้สวยงามมาก นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะล่องเรือชมทิวทัศน์เพื่อ พักผ่อน หรือตกปลาน้ำจืดในทะเลสาบ

ห้วงหลายปีที่ผ่านมา... เรากำลังฝ่าฟันอุปสรรค ซึ่งเป็นด่านทดสอบพลังแห่งการอนุรักษ์ แม้มีเพียงกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามต่อสู้ ขัดขวางการบุกรุกทำลายป่าอยู่หลายครั้งหลายครา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมิ.ย. 2551 มีกลุ่มชาวบ้าน ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เข้าร้องเรียนต่อดิฉัน ในฐานะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ให้ตรวจสอบการขอสัมปทานทำเหมืองแร่โดโลไมด์ บริเวณป่ากันชนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ใครจะครอบครองไม่ได้

แต่ข้อเท็จจริงพบว่ามีชาวบ้านเข้าไปจับจองพื้นที่ทำการเกษตร ทำให้กลุ่มนายทุนใช้ช่องทางนี้เข้ามาหาผลประโยชน์ โดยขอซื้อสิทธิครอบครองเพื่ออ้างความเป็นเจ้าของ ทั้งที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ จึงใช้วิธีหลอกชาวบ้านว่าป่าดังกล่าวเป็นของเขาแล้ว โดยอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปตัดต้นไม้ใหญ่

หากต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกตัดหมดสภาพป่าจะกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม นายทุนก็จะเข้าไปดำเนินการง่ายขึ้น

ขณะที่การขอต่อประทานบัตรการทำเหมืองแร่วุลแฟรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ายางหัก-เขาปุ้ม หมู่ 5 ต.ห้วยลึก อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ซึ่งนายทุนผู้ขอเข้าทำประโยชน์ก็ได้มากอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ไปเกือบ 20 ปี ทำลายภูเขาไปแล้ว 2 ลูก ด้วยการระเบิดภูเขา นำหินไปขาย มากกว่าที่จะทำเหมืองแร่ดังที่ขอสัมปทาน ชาวบ้านจึงคัดค้านการขอต่อสัมปทาน เพราะเห็นบริเวณนี้เป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นสถานที่ที่มีความสวยงาม เหมาะที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มิใช่นายทุนมาทำการระเบิดภูเขาเพิ่มอีกเป็นลูกที่ 3 และ 4 ต่อๆ ไป เพราะบริเวณที่มีภูมิทัศน์เป็นเทือกเขาติดต่อกันหลายลูกสวยงามมาก แต่ต้องถูกนายทุนระเบิดหินออกไป

ทำให้เทือกเขาที่เรียกว่า “เขาแด่น” มีลักษณะเว้าแหว่ง ทำให้ภูมิทัศน์หมดความสวยงามไปอย่างน่าเสียดาย

ปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่าง ของปัญหาที่เพิ่งก่อรูปขึ้น หากแต่ที่ผ่านมากระบวนการทำลายป่าไม้ โดยเฉพาะที่เพชรบุรียังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ล่าสุดมีการยิงชาวบ้านนักอนุรักษ์ธรรมชาติถึง 2 คน ต่อเนื่องกันใน ระยะเวลาไม่นาน โชคดีที่ไม่เสียชีวิตแต่... ต่อจากนี้ไปเราจะยอมให้เกิดการสูญเสียอีกเท่าไร จึงจะทำให้คนเมืองเพชรหรือ คนไทยทั้งประเทศเกิดความตระหนักและหวงแหน มีการบริหารจัดการธรรมชาติอย่างดี เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานของเราได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

สตอร์มเซิร์จ...หายนะโลกสาป ! หนีก่อนตายแบบไร้โอกาส (รอด)

ผู้เขียน: 
วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หญิงสาวร่างเล็กนั่งอยู่คนเดียวในรถยนต์สปอร์ตยี่ห้อขอไม่กล่าวถึง เอาเป็นว่ารวยมากก็แล้วกัน

รถติดอยู่แถวซีบีดีกลางเมืองกรุงเทพมหานคร อ้อ! ลืมบอกไปว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าสิบปีก่อน สมัยที่กรุงเทพฯ มองไปทางไหนก็มีแต่โครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค เป็นช่วงที่กรุงเทพฯ ไม่น่าอยู่ แต่ผู้หญิงคนนี้เขาก็มีอันจะต้องใช้ชีวิตขับรถยนต์ส่วนตัวราคาแพงอยู่แถวนี้ ติดมาตั้งนานก็ไม่ขยับสักที เบื่อหนักจึงมองขึ้นด้านบน

แหงนคอตั้งบ่าเห็นอยู่ลิบๆ เหนือหัวขึ้นไปตรงกับรถที่เธอนั่งพอดีคือปั้นจั่นที่กำลังยกคานโครงสร้างขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางคะเนไม่ต่ำกว่า 2 เมตร น้ำหนักต้องไม่ต่ำกว่า 2-3 ตัน มองขึ้นไปจากด้านล่างคานยักษ์ดูน่าสะพรึงไม่น้อย คิดเล่นๆ ว่า นี่หากหล่นลงมาสงสัยจะทับเราพอดี มิทันสายตาจะละไปที่แห่งใด วินาทีนั้น! คานที่มองอยู่ก็ลอยละลิ่วตกลงมาอย่างรวดเร็ว สะกดหญิงสาวให้มิอาจแม้แต่จะคิด หรือละสายตาไปจากคานยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นๆๆๆ และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ...โครม !

เมื่อมนุษย์ต้องหนี

มนุษย์ก็แค่นี้ กองธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ หญิงสาวไม่เสียชีวิต แต่เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา มาถึงขั้นนี้เจ้าตัวบอกว่าข้ามพ้นเรื่องความถูกความผิด หากสิ่งที่ติดค้างในใจคือคำถามว่าถ้าต้องหนี การหนีในวินาทีนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ บางคนอาจว่าป่วยการคิด แต่กับผู้เคราะห์ร้ายนี่เป็นเรื่องที่ต้องคิดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ย้อนถามผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ของเราบ้าง ท่านเคยตกอยู่ในวินาทีแห่งความเป็นความตายแบบนี้หรือไม่ ในโลกที่สภาวะอากาศแปรเปลี่ยน ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงขึ้น หลายอย่างจู่โจมถึงตัวอย่างไม่คาดฝัน ในวินาทีความเป็นตาย นี่คือเวลาที่มนุษย์ต้องหนี

ส่วนจะหนีอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าหนีอะไร ถ้าไม่ใช่คานโครงสร้างระบบสาธารณูปโภคที่กำลังร่วงสู่พื้นด้วยความเร็วผกผันตามแรงโน้มถ่วง โอกาสรอดก็มีเปอร์เซ็นต์ สำหรับครั้งแรกขอพูดถึงภัยพิบัติที่รู้จักกันในชื่อของสตอร์มเซิร์จ (Storm Surge) หรือคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งรายงานพยากรณ์อากาศกล่าวถึงบ่อยครั้งในระยะนี้ อีกนักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหลายคนเห็นตรงกันว่า สตอร์มเซิร์จแต่นี้ไปจะเลวร้ายและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนรู้จักคลื่นพายุซัดฝั่งดีแล้ว นั่นคือปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อน ที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมเหนือบริเวณผิวน้ำในมหาสมุทร ดังนั้นเมื่อเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ก็ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา เคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง ไม่ใช่คลื่นลมธรรมดา แต่เป็นคลื่นพายุที่มีความรุนแรงมาก

หลอนปนหวีด

มองกลับไปในอดีตก็เช่น พายุแฮเรียตที่แหลมตะลุมพุก พายุเกย์ที่ชุมพร พายุลินดาที่ซัดผ่านชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ล่าสุดคือนาร์กีสที่ถล่มพม่า ทั้งหมดนี้ (และอีกหลายลูกทั่วโลก) คือการปรากฏของคลื่นพายุชายฝั่ง จากข้อมูลในอดีตยังไม่เคยมีปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่คนกรุงเทพฯ เองก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะความรุนแรงของพายุที่ว่าเพิ่มขึ้น อีกทั้งธรรมชาติของพายุวิ่งเข้าหาความร้อน เมื่อแผ่นดินโลกร้อนขึ้น พายุจึงวิ่งขึ้นฝั่งและเข้าหาแผ่นดินบ่อยขึ้น

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แนวโน้มของพายุซัดฝั่งมีความเป็นไปได้ที่จะเฉียงเข้าหากรุงเทพฯ มากขึ้น จากเดิมที่แนวหลักคือชุมพรและสุราษฎร์ธานี สาเหตุคือความร้อนของแผ่นดิน ยิ่งพื้นที่ตรงไหนมีการพัฒนาความเจริญสูง ความร้อนก็สูงตาม กรุงเทพฯ ยิ่งเจริญเท่าไหร่ ความร้อนที่จะล่อจูงพายุเข้ามาก็ยิ่งสูงเท่านั้น

“พายุมันไม่ได้สนใจถนน ลากเส้นตรงจากประจวบคีรีขันธ์ถึงกรุงเทพฯ แค่ 70 กิโลเมตร เท่านั้น ถ้าพายุมันจะฉีกมา มันก็มา ความรุนแรงของคลื่นพายุซัดฝั่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน ผลคือความเสียหายต่อทั้งชีวิตทรัพย์สิน เป็นความโกลาหลหายนะที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับความหายนะอย่างมหาศาลทางเศรษฐกิจ” ดร.ธรณ์ กล่าว

โมเดลการหนี

1.อันดับแรกสำรวจตัวเองก่อน ถ้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือแนวรับพายุ สำหรับประเทศไทยคือประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชุมพร อ่าวไทยฝั่งตะวันตกเลาะชายขอบลงไปถึงนราธิวาส คลื่นขนาดใหญ่จากพายุในปัจจุบันเฉลี่ย 4-5 เมตรหรือมากกว่านั้น บ้านหากตั้งอยู่ชายฝั่ง ก็ต้องหาทางหนีทีไล่ เพราะคุณไม่รอดหรอก

2.ตื่นตัวและรับฟังข่าวสาร สตอร์มเซิร์จจะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น ท้องฟ้าไม่แจ่มใส เมฆมาก ฝนตกหนัก ลมแรง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาสามารถเตือนภัยได้ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง สำคัญคือการเตรียมพร้อม หากมีคำเตือนว่าจะเกิดสตอร์มเซิร์จ ตัดสินใจให้ถี่ถ้วน ว่าจะหลบภัยอยู่ที่บ้าน หรือจะอพยพ

กรณีเลือกอยู่บ้าน ทำได้ในกรณีที่ไม่ได้อยู่แนวที่คลื่นซัดขึ้นฝั่ง ต้องดูแลซ่อมบ้านเรือนให้มั่นคง จัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาหารแห้งที่กินได้ทันที ไม่ต้องหุงต้ม สิ่งที่ต้องเตรียมคือน้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรค ไฟฉาย-ถ่าน แบตเตอรี่ เงิน (ใส่ถุงพลาสติกไว้) และสำคัญที่สุดคือ วิทยุ ในนาทีนี้ไม่ต้องพึ่งมือถือเพราะไม่มีสัญญาณ โทรศัพท์พื้นฐานไม่ต้องพูดถึงเพราะล้มหมดและใช้งานไม่ได้แน่นอน อย่าลืมเตรียมตัวเตรียมใจเผชิญภาวะไฟดับอันยาวนาน และอย่าตื่นวิตกจนเกินไปด้วย

3.กรณีที่อยู่ในตาพายุหรือแนวพายุรุนแรง จำเป็นต้องอพยพ ก็ให้อพยพ อย่าประมาทหรือชะล่าใจ หลายคนคิดว่าอยู่ในบ้านปลอดภัยที่สุด อย่าทำอย่างนั้น มีหลายครั้งและหลายคนที่ต้องการอยู่บ้านเพื่อป้องกันทรัพย์สินจากขโมย ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ควรอพยพไปตามสถานที่ที่ทางการกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดพื้นที่หลบภัยไว้มักเป็นโรงเรียนหรืออาคารที่แข็งแรงทางโครงสร้างในระดับหนึ่ง ความช่วยเหลือมาถึงง่ายกว่า

4.ถ้ามีเด็กอ่อนอยู่ด้วย มีทางเลือกเดียวคืออพยพ

5.การอพยพต้องอพยพก่อนที่พายุจะมา ไม่ใช่รอให้ลมพายุมาก่อน เห็นความรุนแรงแล้วเกิดกลัวจะอพยพหนีตอนนี้ ไม่ทันแล้วและอย่าทำเด็ดขาด

นั่นหมายถึงการตัดสินใจให้แน่วแน่ พายุมาถึงแล้วห้ามออกนอกบ้าน ไหนๆ ก็ไหนๆ ถึงขั้นนี้ก็ให้หลบอยู่ในบ้าน หลายครั้งที่เกิดกลัวแล้ววิ่งออกไป ตอนจบมักไม่ดี สิ่งที่หมุนคว้างอยู่ในพายุคือวัตถุที่วิ่งด้วยความเร็ว 180-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คำเตือนคือคุณตายได้ อีกกรณีคือวิ่งออกไปตามญาติ สามี หรือแม่ยายที่วิ่งเตลิดออกไป คำแนะนำในกรณีนี้คือต้อง “คัดลอส”

การอพยพต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด หากพายุมาแล้วยังอยู่ระหว่างเดินทางยิ่งน่ากลัว กรณีอยู่ในรถ ให้รีบออกจากรถ เพราะถนนบ้านเรากั้นทางน้ำ ขับรถอยู่ดีๆ น้ำจะมาแบบทะลุ่มทะลุยมา เสียชีวิตได้อีกเช่นกัน

ภัยของโลก (ร้อน) ทุกวันนี้ มาในแบบต่างๆ ชนิดของภัยอาจไม่เหมือนกัน แต่โมเดลการหนีเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือการตัดสินใจที่แน่วแน่ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตนั่นคือการรอดชีวิต ฝากไว้เตือนสติสำหรับผู้ที่ยังมีโอกาสตัดสินใจ หนีก่อนตาย (แบบไร้โอกาสรอด)

ต้นไม้กู้วิกฤตโลก 2

ผู้เขียน: 
จารุพันธ์ ทองแถม

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เพื่อให้เราเข้าใจถ่องแท้ขึ้น เกี่ยวกับโลกที่กำลังค่อยๆ ร้อนขึ้น และพืชพรรณไม้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบรรเทาวิกฤตการณ์ดังกล่าว จำเป็นต้องดูแลและเข้าใจในโลกดาวเคราะห์ดวงนี้ให้มากขึ้นอีก

กระบวนการทางวิวัฒนาการที่ผ่านมาหลายพันล้านปี สามารถเปลี่ยนโลกที่ไร้ชีวิตให้กลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยกลไก ซึ่งองค์ประกอบสิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นจุลชีพ พืชชั้นต่ำ พืชชั้นสูง และสัตว์ใหญ่น้อย ได้อยู่ร่วมกันอย่างสนิทสนมกลมกลืน กับสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นอีกมาก

ก๊าซออกซิเจนซึ่งถูกสร้างขึ้นในระหว่างการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งเป็นกระบวนการซึ่งพืชสีเขียวใช้แสงมาเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงาน ที่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งแก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ที่ต้องการออกซิเจนในการหายใจทั้งคนและสัตว์ทั้งหลาย อาจใช้ออกซิเจนในบรรยากาศให้หมดลงไปได้ ถ้าโลกไม่ได้รับออกซิเจนในบรรยากาศให้หมดลงไปได้ ถ้าโลกไม่ได้รับออกซิเจนจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ออกซิเจนซึ่งจำเป็นแก่สิ่งมีชีวิตถูกสร้างขึ้นโดยพืช และถูกกระจายไปทั่วผิวโลก โดยตลอดจากอิทธิพลของกระแสลมและพายุ

ความหลากหลายของชีวิตพืชซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก ได้รับอิทธิพลจากการเกิดโซนที่มีสภาพอากาศเฉพาะตัว สภาพทางภูมิศาสตร์ ชีววิทยา และการเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยกิจกรรมของมนุษย์ คือปัจจัยทั้งหมดที่มีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมเฉพาะถิ่นและสภาพอากาศ เราจะเห็นได้ว่าการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ในป่าลงเป็นบริเวณกว้างสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบของดิน และรูปแบบของสภาพอากาศ

มีคนไทยและแม้แต่ชาวต่างประเทศอีกมากเหลือเกินที่ไม่เชื่อว่าผลพวงแห่งการตัดไม้ทำลายป่าลงจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้เกิดความหายนะแก่สภาพแวดล้อมและชีวิตมนุษย์ในบริเวณดังกล่าว ตัวอย่างผิดๆ ที่พวกนี้ยกมาอ้างบ่อยที่สุด คือ เรื่องของธรรมชาติที่ก่อให้เกิดฝนตกบ่อยๆ ในกรุงเทพมหานคร พวกนี้มักพูดอย่างเยาะเย้ยนักสภาพแวดล้อมว่า “กรุงเทพฯ มีแต่ป่าคอนกรีต แต่ทำไมฝนจึงตกได้ตกดีว่ะ”

รูปแบบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น การเกิดหนักหน่วงอย่างไม่เคยปรากฏของถิ่นท้องที่กึ่งแห้งแล้ง หรือแม้แต่ทะเลทราย การเกิดสภาพแห้งแล้งโดยฝนไม่เคยตกลงมาอีกเลยเป็นเวลานานจนพืชและสัตว์ป่าไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ ภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และฤดูหนาวซึ่งหดสั้นลง จนมีผลกระทบต่อความอยู่รอดของหมีขาวขั้วโลก และแม้แต่นกเพนกวิน เหล่านี้เป็นเพียงบางตัวอย่างที่ยกให้เห็นถึงภาวะผลกระทบจากโลกร้อนอันเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

พืชเป็นฝ่ายให้กับมนุษย์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน ยารักษาโรค ให้พลังงาน และสิ่งก่อสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย พืชอาหารทั้งผักและผลไม้ ให้เกลือแร่ วิตามิน กับคนและสัตว์หลากหลาย พืชบางชนิดบรรจุไว้ด้วยสารเคมีซึ่งมีประโยชน์ ในแง่แต่ต้นกัญชา กัญชง ถ่านหิน น้ำมัน แหล่งพลังงานยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็มาจากพืช ประมาณกันไว้ว่ามีพืช 4 แสนชนิดบนโลกใบนี้ แต่สัดส่วนที่มากที่สุดมาจากเขตร้อนที่ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรนั่นเอง

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชนั้นไม่เพียงแต่จำเป็นสำหรับความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งพัฒนาตัวสูงขึ้นไปเท่านั้น แต่มันยังมีคุณค่าอื่นที่เหลือจะประเมินได้ ประมาณการว่าชีวมวล (Biomass) ซากพืช น้ำหนัก 1.7 แสนล้านตัน ถูกผลิตขึ้นโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจากฝืมือของพืชทั้งหมดบนผิวโลกในแต่ละปี และสำหรับทุกๆ ต้นแห้งของซากชีวมวลของพืชใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ประมาณว่ามีก๊าซออกซิเจนจำนวน 1.4 ตัน (1,273 กิโลกรัม) ถูกผลิตออกสู่บรรยากาศ และประมาณว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 1.8 ตัน (1,636 กิโลกรัม) ถูกขจัดไปโดยพืช

Green Elephant Building อาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น

ผู้เขียน: 
รัฐพร คำหอม

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

องค์กรที่ผ่านเวลามานาน ดำเนินธุรกิจมาใกล้จะถึง 100 ปี แถมยังได้เห็นพัฒนาการที่เจริญเติบโตเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนรายหนึ่งของประเทศไทย

หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของเครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี)ที่จากจุดเริ่มต้นในปี 2456 โรงงานปูนซีเมนต์ได้ถูกตั้งขึ้นแห่งแรกที่ “โรงปูนบางซื่อ” ในชื่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จนเมื่อได้ขยายโรงงานไปอีกในหลายจังหวัด โรงงานบางซื่อจึงได้หยุดผลิตไปในปี 2524 แต่ทว่า ณ ที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ไม่ได้หยุดไปด้วย แต่ได้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ที่ได้มีอาคารสำนักงานผุดขึ้นมาอีกหลายหลัง แต่...ยังคงอนุรักษ์อาคารหลังแรกๆ และเสาของเตาปูนยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น จนใครเรียกย่านนี้จนติดปากว่า “เตาปูน” มาเนิ่นนานควบคู่โรงงาน

เอสซีจีนั้นได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า อาคารเก่าหลายหลังยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้เก่าไปกับกาลเวลา เครือซิเมนต์ไทยได้ให้ความสำคัญกับอาคารทุกหลัง มีการพัฒนาใช้งานให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน หลายหลังถูกปรับปรุงเป็นที่โชว์สินค้าแบบให้เห็นจริงๆ ว่าแต่ละผลิตภัณฑ์จะนำมาใช้งานใดได้บ้าง

ล่าสุด ได้ปรับปรุงอาคารยุคแรกหลังหนึ่งให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ได้รับรางวัลเป็นการยืนยันจากกระทรวงพลังงาน และถือเป็นอาคารแรกที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์พลังงานดีเด่นนี้ พร้อมๆ กับกระทรวงพลังงานจะทำงานควบคู่ไปกับเครือซิเมนต์ไทย ให้อาคารหลังนี้เป็นต้นแบบส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อาคารหลังที่ว่าปัจจุบันเป็นอาคารสำนักงานของบริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือเอสซีที ในเครือเอสซีจี ซึ่ง กลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการ บอกเล่าที่มาที่ไปของการปรับปรุงอาคารสำนักงานจนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่นว่า เครือเอสซีจีและบริษัทลูกทั้งหมดมีนโยบายในการทำธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) จึงได้ดำเนินโครงการอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

โดยการปรับปรุงอาคารสำนักงานของ SCT ให้เป็น “Green Elephant Building” บริษัทใช้งบประมาณราว 12 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ถึง 40% และได้ผ่านการพิจารณารับรองให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น “ฉลากทอง” จากกระทรวงพลังงานเป็นรายแรกของประเทศด้วย

“Green Elephant Building ได้รับการออกแบบเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ระบบกรอบอาคารใช้ฉนวนกันความร้อน Polystyrene Foam และฉนวนใยแก้วหุ้มภายนอกอาคารทั้งหมด รวมทั้งเปลี่ยนกระจกเป็นแบบสองชั้นที่เคลือบด้วย Low-E ป้องกันรังสียูวีและอินฟราเรด ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกได้มากกว่า 70% ส่งผลให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้ากว่า 25% ระบบแสงสว่างใช้หลอดประหยัดไฟ T5 ทั้งสำนักงาน พร้อมติดตั้งระบบ Timer และ Sensor ควบคุมการทำงานของแสงสว่าง ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 15% ระบบพลังงานทดแทนติดตั้งแผง Solar Cell ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าได้ 3% ระบบสุขาภิบาล สุขภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำเป็นรุ่นประหยัดน้ำทั้งหมด บริษัทยังส่งเสริมให้พนักงานอนุรักษ์พลังงานในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การบริการรถจักรยานให้พนักงานใช้ติดต่อกับบริษัทภายในเอสซีจี การคัดแยกขยะ การใช้น้ำอย่างประหยัด เป็นต้น” กลินท์ กล่าว

โดยหลังการปรับปรุงเป็นอาคาร “Green Elephant Building” บริษัทได้เห็นตัวเลขการประหยัดสะท้อนกลับมาอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงานคิดเป็นมูลค่า 8 แสนบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นอาคารนำร่องสำหรับการปรับปรุงอาคารสำนักงานอื่นๆ ของเอสซีจี หรือเป็นตัวอย่างสำหรับอาคารสำนักงานของบริษัทอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทยังได้สนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของเอสซีจี อาทิ รณรงค์การปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ระหว่างพักเที่ยง การรณรงค์ให้คัดแยกขยะภายในสำนักงาน และการพิมพ์กระดาษ 2 ด้าน ทั้งนี้ยังได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การประชุมทางไกลผ่าน Web Conference หรือการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างสำนักงานต่างประเทศทั่วโลกผ่านระบบเครือข่าย การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานให้เป็น Mobile Office

“นอกจากเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กรแล้ว เหนือกว่าอื่นใด เพราะยึดหลักปรัชญาการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน สังคม และมุ่งสร้างคุณค่าให้ลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม ชุมชน และระบบสิ่งแวดล้อม ในทุกที่ที่เอสซีจีเข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตามอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีที่ว่า ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม” กลินท์ กล่าวย้ำ

เร่งติวเข้มรากหญ้า รับมือค้าเสรีเกษตร

โพสต์ทูเดย์ วันที่ 6 พ.ค. 2551

โพสต์ทูเดย์ — พาณิชย์ ลงพื้นที่ภาคอีสาน เร่งติวเข้มเกษตรกร รับมือ/หาช่อง ใช้ประโยชน์จากการค้าเสรี

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมจะลงพื้นที่ไปยัง จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางของสินค้าเกษตร ให้กับเกษตรกรของไทย หลังจากที่ไทย ได้มีการเจรจาสินค้าเกษตรภายใต้ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)

ขณะนี้ การเจรจาเปิดเสรีสินค้าเกษตรมีความคืบหน้าไปเร็วมาก จึงต้องนำความคืบหน้าที่กำลัง เกิดขึ้นไปแจ้งให้กับเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยังรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกร เพื่อนำมาจัดทำท่าทีของไทยในการเจรจา

ที่ผ่านมา กรมได้จัดกิจกรรมในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 จะจัดที่โรงแรมริมปาว จ.กาฬสินธุ์ ในวันที่ 15-16 พ.ค.นี้ โดยเชิญเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานมาร่วม

“แนวทางจะเป็นการจัดสัมมนาให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าเกษตร สถานะการเจรจาภายใต้ดับเบิลยูทีโอและเอฟทีเอ กฎระเบียบส่งออกและนำเข้า” น.ส.ชุติมา กล่าว

ถกค้าเสรีเกษตรโลกนิ่ง

โดย : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 19/04/2008

โพสต์ทูเดย์ 19 เม.ย. 51 — เจรจาดับบลิวโอรอบโดฮาหมดหวังได้ข้อสรุปสิ้นปีนี้ คาดสหรัฐ ยุโรป ตีปีกเพิ่มอุดหนุนสินค้าเกษตร

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การเจรจาเปิดเสรีการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ที่กำหนดจะให้ได้ข้อสรุปตามกรอบโดฮาในสิ้นปีนี้ อาจเป็นไปได้ยาก เพราะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจา กำลังอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง โดยกฎหมายการค้าของสหรัฐให้สิทธิฝ่ายบริหารเจรจาการค้าในกรอบต่างๆ นั้นหมดอายุแล้ว ทำให้สหรัฐจะไม่แสดงท่าทีใดๆ ในการเจรจา ส่งผลให้การเจรจารอบโดฮาไม่มีความคืบหน้า

“เป็นไปได้ยาก ที่จะให้ได้ข้อสรุปการเจรจารอบโดฮาในสิ้นปีนี้ เพราะสหรัฐจะไม่มีท่าทีใดๆ ในการเจรจา และหากการประชุมเจ้าหน้าที่ อาวุโสดับบลิวทีโอที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ประเมินแล้วว่าการเจรจาไม่คืบหน้า ก็คงจะไม่จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีในปลายเดือนนี้แน่นอน” นายวินิจฉัย กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า หากการเจรจารอบโดฮาไม่มีข้อสรุป คาดว่าจะสร้าง ผลกระทบต่อการค้าโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก จะไม่สะท้อนความ เป็นจริง เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปยัง มีการอุดหนุนภายใน จนการส่งออกสินค้าเกษตรจากประเทศดังกล่าวไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ทั้งนี้ ผลจากการอุดหนุนราคา ทำให้สามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาที่ต่ำ เป็นการกดดันราคาสินค้าเกษตรโลกในตัว ทำให้ประเทศ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรทั่วโลกรวมถึงไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ในแต่ละปีประเทศสหรัฐ และสหภาพยุโรป จะมีการอุดหนุนภาคการเกษตรปีละ 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นสหภาพยุโรป 4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และสหรัฐ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มว่าสหภาพยุโรปจะเพิ่มการอุดหนุนอีกปีละ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และสหรัฐจะเพิ่มอีกปีละ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า หากสถานการณ์การเจรจาภายใต้ดับบลิวทีโอเป็นเช่นนี้ต่อไป จะส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วผลักดันการเจรจากรอบการค้าเสรีทวิภาคี (เอฟทีเอ) กับประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เพื่อให้ประเทศเหล่านี้ยอมเปิดตลาดสินค้า ซึ่งในส่วนของไทยจะเน้นการเจรจาการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียนให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการค้าสูงสุด

เผย‘ขยะ’ชายฝั่งทั่วโลก ทะลุ2.7ล้านกก.ใน1วัน

โดย : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 17/04/2008

— อาสาสมัครพบกองขยะหนัก 2.7 ล้านกิโลกรัม ระหว่างการเก็บกวาดชายหาดทั่วโลกภายใน 1 วัน

เอพี รายงานเมื่อวันที่ 16 เม.ย. อ้างกลุ่มอนุรักษ์มหาสมุทร หรือโอเชียน คอนเซอร์เวซี เปิดเผยรายงานว่า กลุ่มอาสาสมัครผู้ทำความสะอาดชายหาดความยาวรวม 53,106 กิโลเมตรทั่วโลก พบขยะน้ำหนักรวมกันถึง 2.7 ล้านกิโลกรัม ใน 1 วัน

ทั้งนี้ ขยะที่พบตามชายฝั่งนั้นมีตั้งแต่ก้นบุหรี่ กระดาษห่ออาหาร ไปจนถึงสายเบ็ดตกปลา และถุงพลาสติก ซึ่งเป็นอันตรายต่อนกทะเลและสัตว์น้ำ โดยรายงานได้แบ่งประเภทของสิ่งที่พบตามชายหาดได้ถึง 7.2 ล้านประเภท

รายงานระบุว่า การเก็บกวาดชายหาดดังกล่าวเกิดขึ้นภายใน 1 วัน เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่ผ่านมา โดยได้เก็บกวาดชายหาดใน 76 ประเทศ รวมทั้งชายหาดในสหรัฐด้วย

วิกกี สพรูอิล ประธานของโอเชียน คอนเซอร์เวซี ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการดังกล่าวว่า แม้จะเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นเพียงช่วงเวลาเดียว แต่กลับมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการสะท้อนถึงความไม่ใส่ใจต่อ สิ่งแวดล้อม และการกระทำของแต่ละบุคคล ที่ท้ายที่สุดก็ส่งผลกระทบระดับโลก

รายงานระบุว่า อาสาสมัคร 378,000 คน เก็บขยะได้เฉลี่ยคนละ 83 กิโลกรัม ในทุกๆ 1.6 กิโลเมตร จากบริเวณชายฝั่งของมหาสมุทร ทะเลสาบ และแม่น้ำต่างๆ

นอกจากนี้ โดยสรุปแล้ว รายงานแจ้งว่าขยะถึง 57% มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นบริเวณริมน้ำ 33% เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ 6.3% เกี่ยวกับกิจกรรมในน้ำ อาทิ การทำประมงและการแล่นเรือ 2% จากการทิ้งขยะ และ น้อยกว่า 1% เกิดจากกิจกรรมทางด้าน สุขอนามัยส่วนบุคคล

รายงานดังกล่าว ซึ่งจัดทำโดยโครงการเพื่อความสะอาดชายหาดสากล ยังให้ความสำคัญกับหายนะต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากขยะด้วย โดยรายงานแจ้งว่าในจำนวนขยะเหล่านี้มีทั้งขยะที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมไปจนถึงขยะที่มีอันตรายรุนแรงถึงขั้นอาจทำให้สัตว์ทะเลตายนับพันตัวในแต่ละปี

by ThaiWebExpert