โพสต์ทูเดย์

พัฒนา (พลัง) คน พัฒนาพลังงาน

ผู้เขียน: 
พัซซี่

การพัฒนาพลังงานโลกอนาคต สำคัญที่สุดคือการพัฒนาคนเพื่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และบริษัท รักลูกกรุ๊ปจัดงาน Bangkok Kids Learning Expo 2009 ภายใต้แนวคิด “ครบเครื่องเรื่องเรียนรู้สู่โลกศตวรรษที่ 21” โครงการเกิดขึ้นด้วยเล็งเห็นความสำคัญของพลังคน พลังความร่วมมือ และพลังแห่งการเรียนรู้ อันจะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน โดยล่าสุดได้นำ 5 โรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศจัดแสดงผลงานประกาศความสำเร็จ ...ว้าว!

“หทัยรัตน์ อติชาต” ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนฯ กล่าวว่า โครงการ “โรงเรียนเครือข่ายเชฟรอน พลังใจ พลังคน” เริ่มต้นจากปณิธานที่จะส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาสังคม โดยบริษัทจะเป็นแกนหลักในการเชื่อมทำกิจกรรมและเครือข่ายการทำงานของ โรงเรียน มีโรงเรียนผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศรวม 20 โรงเรียน Bangkok Kids Learning Expo 2009 ถือเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงาน

หทัยรัตน์ เล่าว่า ได้เชิญตัวแทนจากโรงเรียนเครือข่ายทั้ง 5 แห่ง เพื่อเผยแพร่แนวคิด “พลังคน” ที่ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมให้ดีขึ้น ประกอบด้วย 1.โรงเรียนหนองผักชี จ.ชัยภูมิ ซึ่งทำโครงการนำจักรยานสูบน้ำพลังคนทดแทนด้วยแรงคน พัฒนาสู่การรณรงค์การจัดทำตารางการประหยัดน้ำและไฟฟ้า 2.โรงเรียนบ้านร่อน จ.นครศรีธรรมราช ประดิษฐ์กระเป๋าจากขยะรีไซเคิล ได้แก่ กล่องนม หรือซองน้ำยาปรับผ้านุ่ม

3.โรงเรียนบ้านนาวงศ์ จ.น่าน ถ่ายทอดกระบวนการรณรงค์ให้ชุมชนรู้คุณค่าของการดูแลสิ่งแวดล้อม จัดตั้งธนาคารขยะในชุมชนซึ่งเกิดจากความร่วมมือจาก 3 สถาบันหลัก คือ บ้าน วัด และโรงเรียน 4.โรงเรียนเลยตาดโนนพัฒนา จ.เลย จัดทำดัชนีชี้วัดความสะอาดและความสมบูรณ์แห่งต้นน้ำเลยผ่านสัตว์หายากที่ เรียกว่า “อีย่ากาบ” หรือเรียกอีกอย่างว่า “อึ่งกรายลายเลอะ” ที่นำไปสู่แนวคิดการรักษาต้นน้ำด้วยการเฝ้าระวัง ตรวจสอบคุณภาพน้ำ

และ 5.โรงเรียนอนุบาลพิจิตร จ.พิจิตร โดยคุณครูเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ ในอันที่จะตระหนักถึงประโยชน์ของการลดขยะอย่างแท้จริงด้วยการประกวดคำขวัญ อย่างเข้มข้น รวมทั้งจัดตั้ง “สภานักเรียนดูแลสิ่งแวดล้อม” ขึ้นมาบริหารจัดการอย่างจริงจัง (ซะเลย)

ทั้งหมดนี้คือความภูมิใจของเชฟรอน ผู้ผลักดันและปลาบปลื้มในทุกความสำเร็จ สำคัญที่สุดคือกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและครู รวมทั้งกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง เชฟรอนมองว่าทั้งหมดคือความสำคัญ คือการกระตุ้น คือการปลุกจิตสำนึกให้กับเด็กและครูของโรงเรียนต่างๆ ที่ได้มาร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมพลัง

“เป้าหมายคือการได้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม เชฟรอนเชื่อว่าพลังที่ร่วมสร้างการเรียนรู้ด้วยเครือข่ายพลังคนนี้ยังต้อง การแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โรงเรียนใดสนใจติดต่อได้ที่เชฟรอน ซึ่งยินดีสนับสนุนในทุกโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม” หทัยรัตน์ กล่าว

ปั้นกฎหมายป้องที่นา

โพสต์ทูเดย์ วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เกษตรฯ ยกร่างกฎหมายป้องที่นาไทย แฉนายทุนสวนป่าจ้องขายแผ่นดินให้ต่างชาติ

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ก.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการยกร่างกฎหมายคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อคุ้มครองที่ดินภาคเกษตร หลังพบว่าที่ดินทำนาของคนไทยตกไปอยู่ในการครอบครองของชาวต่างชาติซึ่งแฝงเข้ามาทำประโยชน์ผ่านนอมินีมากขึ้น

เลขาฯ สศก. กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังตรวจสอบที่ดินที่ถือครองโดยนอมินี โดยได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรม สอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อ ให้ช่วยตรวจสอบเชิงลึก เพราะขณะนี้พบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่หลายแห่งได้ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติในลักษณะดังกล่าว

“ในส่วนนี้บางครั้งก็ไม่ชัดเจนว่าเจ้าของคือใคร เพราะตรวจสอบทางหลักฐานบอกว่าเป็นของคนไทย แต่พอไปถามราษฎรในพื้นที่เขาจะบอกว่าเป็นของต่างชาติ ซึ่งลักษณะนี้จะมีมากและตรวจสอบยาก” นายอภิชาต กล่าว

นายอภิชาต กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนหรือยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้อำนาจในการทำงานแบบบูรณาการ เชื่อว่าต่อไปจะมีการรุกคืบในเรื่องที่ดินเกษตรมากยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินแปลงใหญ่ในภาคกลางซึ่งมีนายทุนรายใหญ่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเพื่อทำสวนป่าชื่อดังมาเป็นเวลานาน กำลังพยายามติดต่อเซ้งที่ดินให้กับ นักธุรกิจชาวจีนให้เข้ามาทำการเกษตร

“ที่ดินแปลงนี้มีปัญหาฟ้องร้องกันมานาน แต่ยังไม่มีข้อยุติ เมื่อมีปัญหานอมินีและการขายที่ดินให้นอมินีต่างชาติเข้ามาอีกก็ยิ่งยากในการดำเนินการ ฉะนั้นจำเป็นต้องยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายระดับชาติ เพื่อกำหนดเจ้าภาพในการดำเนินการให้ชัดเจน” แหล่งข่าวเปิดเผย

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เจ้าของที่ดินรายใหญ่หลายรายได้ขายให้กับบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนและไต้หวันหลายราย เฉพาะในภาคตะวันออกนั้นมีการขายให้ต่างชาติไปแล้วกว่า 1,000 ไร่

กฏหมายไทย ไม่รักษ์ข้าว

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ขอบใจที่นำสิทธิบัตรนี้ซึ่งถือว่าเป็นการประกันว่าข้าวไทยเป็นของไทยแท้ ซึ่งคนหนักใจว่าเป็นข้าวไทยมานานแล้ว จะกลายเป็นต้องไปกินข้าวฝรั่ง

เพราะว่าสิทธิบัตรนี้เป็นของฝรั่ง แต่ว่ามาอย่างนี้ก็ได้รับประกันว่าเราเป็นข้าวไทย และจะกินข้าวไทยต่อไป ฉะนั้นการที่มีสิทธิบางส่วนของพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยคณะ ในโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูล กระหม่อมถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ซึ่งทรงอุทิศกำลังพระวรกายในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ข้าวและการผลิตข้าวไทย

พร้อมกราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับสิทธิบัตรยีนที่ควบคุมความหอมในข้าว โดยสารหอมระเหยนี้มีชื่อทางเคมีว่า 2เอพี ซึ่งมีในทุกส่วนของต้นข้าว ยกเว้นราก ยีนนี้ค้นพบในพันธุ์ข้าวหอมทุกชนิด ซึ่งเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ในข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยตั้งชื่อว่า โอเอส2เอพี (Os2AP) เป็นยีนที่แตกต่างจากข้าวทั่วไปที่ปราศจากกลิ่นหอม

ผลจากการจดสิทธิบัตรคุ้มครองยีนควบคุมข้าวหอมมะลิ ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ยื่นจดแล้ว 10 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และไทย มีเพียงสหรัฐประเทศเดียวที่รับจดคุ้มครอง ขณะที่อีก 9 ประเทศยังไม่ตอบรับ

จากการที่กฎหมายไทยเองยังไม่จดคุ้มครองสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอม โอเอส2เอพี ดังกล่าว ได้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า การจดคุ้มครองสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอมข้าวหอมมะลิในไทยไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตามพ.ร.บ.สิทธิบัตรซึ่งเป็นกฎหมายของไทยกำหนดไว้ว่า ไม่รับจดคุ้มครองยีน จุลินทรีย์ หรือจุลชีพที่เกิดขึ้นเอง เว้นแต่ว่าจะมีการทำให้เกิดกระบวนการหรือกลวิธีขึ้นมา กฎหมายไทยถึงจะจดคุ้มครองให้ได้

“ทางสวทช. ได้เคยเข้ามาหารือกับกรมแล้ว และกรมก็ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่รับจดยีนควบคุมความหอมไม่ได้ เพราะกฎหมายมีหลักเกณฑ์อยู่ว่า อะไรที่ค้นพบไม่ว่าจะเป็นยีน จุลินทรีย์จดไม่ได้ นอกจากจะนำไปผสมอีกตัวให้เกิดมีกระบวนการหรือกลวิธีขึ้นมา” นางพวงรัตน์ กล่าว

นางพวงรัตน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่สหรัฐจดคุ้มครองสิทธิบัตรยีนคุ้มครองความหอมให้กับไทยได้ เข้าใจว่าตัวแทนสิทธิบัตรที่นำไปจดให้อาจมีการพลิกแพลงบางจุดทำให้รับจดได้ อีกทั้งกฎหมายสหรัฐเปิดช่องกว่าไทย แต่หากสวทช.ต้องการที่จะจดคุ้มครองยีนควบคุมความหอมจริง และมีการประสานมายังกรม ก็อาจจะมีการหาวิธีที่จะพลิกแพลงทำให้จดได้ แต่หากยื่นจดยีนแบบตรงคงทำให้ได้ยาก

ส่วนจะมีการแก้ไขกฎหมายไทยเพื่อให้รับจดยีน จุลินทรีย์ นางพวงรัตน์ บอกว่า อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมาทางกลุ่มเอ็นจีโอ องค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้รับจดคุ้มครองสิทธิบัตรยีน จุลินทรีย์ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นการผูกขาดทำให้ประชาชนเข้ามาถึงการใช้ได้ยาก

ด้าน น.ส.นัฎตินา เนตรสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สวทช.ไม่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรในยีนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ของไทย ซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับตามที่กระทรวงพาณิชย์บอก

แต่ทางสวทช.ขอยื่นจดกรรมวิธีในการได้มาของยีนหอมของข้าวดังเช่นที่ได้ยื่นขอจดที่สหรัฐจนได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งได้ยื่นขอจดต่อสหรัฐเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2548 และได้รับการตอบกลับเมื่อปี 2551 ส่วนในไทยนั้นได้ยื่นจดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2549 ซึ่งในเรื่องนี้ทางสวทช.พร้อมที่จะแก้ไขถ้อยคำเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายของไทย

หวังว่าปัญหาแง่กฎหมายดังกล่าว ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะเร่งประสานให้เกิดการคุ้มครองสิทธิบัตรโดยเร็ว เพื่อคนไทยจะได้กินข้าวไทยต่อไป ไม่ต้องไปกินข้าวฝรั่ง

ถุงผ้าต้องกล้าพก

ผู้เขียน: 
ชายโย

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กระแสการใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติกกำลังฝังรากลึกในวิถีชีวิตของพวกเราอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายสิบปี สมัยที่คุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย

เดินจูงมือเราไปจ่ายตลาดกับถือถุงผ้าอีกหนึ่งใบสำหรับใส่ผักผลไม้ ส่วนเนื้อหมู เนื้อปลา แม่ค้าจะห่อใบตองพันด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกที ให้ใส่ถุงผ้าจ่ายตลาดกลับบ้าน วิถีชีวิตสมัยก่อนจึงดำรงอยู่ด้วยความเรียบง่าย ไร้ขยะและมีถุงพลาสติกน้อยมาก

จนถึงวันนี้เราเชื่อว่าแทบทุกบ้าน ทุกคน จะต้องมีถุงผ้าอย่างน้อยคนละ 1 ใบพอตามแฟชั่น ส่วนจะใช้หรือไม่นั้นลองสังเกตตามศูนย์การค้า อย่างตลาดโลตัส คาร์ฟูร์ จะมีสักกี่คนที่ใช้ถุงผ้าคุณดูเองก็คงรู้ แล้วถ้าวันหนึ่งเราพกถุงผ้าไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวบ้างล่ะจะเป็นอย่างไร

เอาประสบการณ์ของตัวเองเล่าสู่กันฟังก็คือ วันหนึ่งผมเอาถุงผ้าชนิดพับได้เล็กที่สุดใส่กระเป๋ากางเกง เดินเข้าไปช็อปปิ้งหาข้าวของเครื่องใช้ติดบ้าน พอถึงช่องจ่ายเงิน ผมก็หยิบถุงผ้ารักษ์โลกขึ้นมาหยิบของที่ยิงบาร์โค้ดแล้วใส่ถุงผ้าเอง ให้ทายเล็กน้อยว่าพนักงานพูดว่าอะไร...

อุ๊ย...ใช้ถุงผ้าด้วย ช่องจ่ายเงินข้างๆ ก็หันมามองเป็นตาเดียว เหมือนเป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เราก็รู้ได้ด้วยใจว่าเขามองด้วยความชื่นชมเราอยู่ลึกๆ เพียงแต่เขาไม่ค่อยเห็นใครพกถุงผ้ามาซื้อของบ่อยนัก หรืออาจจะไม่เคยเห็นเลย เขาจึงมองเราเป็นตัวประหลาดมากกว่าชื่นชม จากนั้นผมถามกลับไปว่ามีคนใช้ถุงผ้ามาซื้อของเยอะไหม คำตอบที่ได้คือ พี่เป็นคนแรก

คำตอบที่ได้ไม่ได้ทำให้ผมถึงกับอึ้ง แต่คงเป็นเพราะ 2 สาเหตุใหญ่ๆ ก็คือลืมพกและไม่ถนัดที่จะใช้ กรณีลืมพกอันนี้เราพอให้อภัยกันได้

แต่ถ้าไม่ถนัดที่จะใช้ต้องถามว่าเพราะอะไร ไม่ถนัดตรงไหนเดินเข้าไปในห้าง หยิบรถเข็นก็วางถุงไว้บนรถเข็น หรือตะกร้าก็ได้ เราไม่ได้สะพายข้างตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวว่าพนักงานจะคิดว่าเราเอาถุงไปลักเล็กขโมยน้อย พอถึงช่องจ่ายเงินค่อยคลี่ออกมาใช้ก็ได้ แล้วไม่ถนัดตรงไหน เวลาเดินไปตลาดสดสะพายข้างๆ เลือกซื้อผัก 4 กำ 10 บาท ก็เอามาใส่ถุงผ้า

แค่นี้เองยากตรงไหน แล้วทำไมไม่พกถุงผ้ามาจ่ายตลาด ถุงผ้าคงไม่ได้หนักไปกว่าจิตสำนึกในการช่วยกันประหยัดพลังงานของคุณหรอกนะ สุดท้ายฝากไว้สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มใช้ถุงผ้า เวลาไปซื้อของอย่าเผลอให้แม่ค้าใส่ถุงพลาสติก แล้วคุณหยิบมาใส่ถุงผ้าอีกทีละ (เว้นของเปียก)

อันนี้ใครเห็นก็คงรับไม่ได้จริงๆ

บริหารจัดการจุดรับความร้อน เพิ่มความเย็นให้บ้านของ

ผู้เขียน: 
สะใภ้ท่านเซอร์

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฝนที่ตกหนักในช่วงนี้ทำเอาเปียกชุ่มฉ่ำ คนที่มีปัญหาบ้านร้อนคงจะยิ้มออก เพราะได้ความเย็นจากน้ำฝนที่ตกลงมาทำให้บ้านไม่ร้อนอย่างเคย

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพภูมิประเทศเมืองไทยต้องเผชิญกับแสงแดดจัดเกือบทั้งปี หลีกหนีความร้อนไปไม่พ้นหรอก

การขจัดความร้อนที่เกิดขึ้นในบ้านไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจหน้าที่ของพื้นที่ส่วนต่างๆ และจัดการแก้ไขอย่างเป็นระบบ อาทิ พื้นที่หลังคา ผนัง หรือฝ้าเพดาน นอกจากจะแก้ปัญหาบ้านร้อน ยังช่วยประหยัดค่าพลังงานชนิดเห็นผล ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว การจัดสรรพื้นที่การใช้สอยของบ้านนี้ สามารถปรับใช้ได้ทั้งกับบ้านเก่าและบ้านก่อสร้างใหม่ จะบริหารจัดการแต่ละจุดอย่างไรตามไปดูกันเลย

หลังคาบ้าน

หลังคาบ้านเป็นแหล่งสะสมความร้อนขนาดใหญ่ ถือเป็นด่านแรกที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านให้พ้นจากภัยธรรมชาติและสภาพแวดล้อมภายนอก ประกอบด้วย โครงหลังคา เชิงชาย ปั้นลม และกระเบื้องหลังคา ในส่วนนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนที่มีพื้นที่รับแสงแดดเกือบตลอดวัน จนเกิดความร้อนสะสมใต้หลังคาแพร่กระจายไปยังห้องต่างๆ ภายในบ้าน จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดระบบหลังคาเพื่อป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน

มาทำระบบหลังคาเย็นลดความร้อนกันเถอะ

1.ติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนที่ผนวกเข้ากับฉนวนกันความร้อนรวมเป็นหนึ่งเดียว ปัจจุบันมีการออกแบบพิเศษให้ใช้งานได้ทั้งกับบ้านเก่าและบ้านที่กำลังปลูกสร้างใหม่ แผ่นสะท้อนความร้อนพร้อมฉนวนมีคุณสมบัติป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 40–60% ช่วยประหยัดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้ 30–40% มีความทนทาน ติดตั้งง่าย โดยวางตามระยะแปและจันทันใต้กระเบื้องหลังคา

2.ฝ้าเชิงชาย เลือกใช้ฝ้าเชิงชายที่ทำจากวัสดุนำความร้อนต่ำ พร้อมมีรูระบายอากาศ เพื่อให้อากาศถ่ายเทความร้อนภายในออกสู่ภายนอกอย่างสะดวก ลดความร้อนสะสม

3.ฝ้าเพดานบ้าน สำหรับการปกปิดโครงสร้างหลังคา ระบบเดินท่อ สายไฟต่างๆ ด้านบนเอาไว้ จะต้องพึ่งพาฝ้าเพดานเป็นตัวช่วยให้บ้านสวยงามเป็นระเบียบ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวส่งผ่านความร้อนจากหลังคาแพร่กระจายไปสู่ห้องต่างๆ ภายในบ้าน ลำพังวัสดุที่นำมาใช้ทำฝ้า อาทิ ไม้อัด แผ่นยิปซัมบอร์ด รับรองว่าไม่เพียงพอ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญให้รับมือด้วยระบบฝ้าเพดานกันความร้อนแบบง่ายๆ นั่นคือ การเลือกใช้แผ่นฝ้าเพดานสำเร็จรูปที่ทำจากวัสดุนำความร้อนต่ำ สามารถระบายความร้อนได้ในตัว และปูฉนวนกันความร้อนหนา 3 นิ้วขึ้นไปเหนือฝ้าเพดาน หากบ้านเก่าฝ้าเพดานเป็นแบบฝ้าแขวนหรือแบบฉาบเรียบ ก็สามารถปูฉนวนกันความร้อนได้เช่นกัน ช่วยเครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ประหยัดพลังงานลงได้ 47%

ระบบผนัง

ผนังบ้านหรือฝาผนังเป็นจุดรับแสง และเป็นตัวอันตรายของบ้านร้อน ผนังบ้านหรือผนังกั้นห้องนิยมก่อสร้างขึ้นจากวัสดุ เช่น อิฐแดงหรืออิฐมอญ อิฐบล็อก กระเบื้องแผ่นเรียบ แม้ราคาจะถูกกว่าอิฐมวลเบาและฝาผนังสำเร็จรูปชนิดอื่นๆ แต่ปัญหาคือผนังด้านที่มีแดดส่องตอนกลางวันจะดูดซับ และสะสมความร้อนมาคายออกในเวลากลางคืน โดยเฉพาะผนังทิศตะวันตกและเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่ความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบโดยตรง ทำให้ร้อนอบอ้าว นอนไม่หลับต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ

ระบบผนังกันความร้อนเป็นตัวช่วยที่ดี สำหรับผนังทั้งที่มีด้านอยู่ภายนอกและภายในบ้าน ควรก่อด้วยอิฐมวลเบาหรือใช้ฝาผนังสำเร็จรูปนำความร้อนต่ำ ที่ปัจจุบันได้มีการนำฉนวนกันความร้อนมาผนวกเข้าไว้ด้านของผนังบ้านสำเร็จรูป เพิ่มคุณสมบัติป้องกันความร้อน แข็งแรง ทนทาน ไม่แพ้งานผนังแบบก่ออิฐฉาบปูน

ผนังกันความร้อนยังเคลื่อนย้ายง่ายสะดวกในการติดตั้ง แต่สำหรับผนังบ้านเก่า การทุบทิ้งแล้วทำใหม่อาจยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง การปรับปรุงเฉพาะจุดอาจต่อเติมด้วยการติดตั้งระบบผนังกันความร้อนซ้อนทับไปอีกชั้นหนึ่ง วิธีนี้ป้องกันความร้อนได้ 87% เมื่อเทียบกับผนังอิฐมอญแดง

ทางเลือกคนไม่ชอบร้อน

ผู้ที่เคยเจอหรือกำลังเผชิญกับปัญหาบ้านร้อน และต้องการขจัดความร้อนให้ออกจากบ้านไปแบบถาวร นอกจากจะจัดการแก้ไขกับแหล่งสะสมความร้อนในส่วนต่างๆ ของบ้านอย่างเป็นระบบด้วยตนเองแล้ว ปัจจุบันมีหลายวิธีมาก ลองพิจารณาดูทางเลือกใหม่ๆ ของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งพัฒนารูปแบบการใช้งานให้สอดคล้องกับการใช้งานโลก (ร้อน) ปัจจุบัน สะดวก สบาย และมีราคาให้เลือกหลากหลาย

ฉนวนกันความร้อนที่ดี จะต้องมีคุณสมบัติที่ป้องกันและสะท้อนความร้อนได้ดี มีสารไฮโดรโพรเทคช่วยลดการอุ้มน้ำ ไม่ดูดซับน้ำหรือความชื้น อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ลามไฟ ไม่มีส่วนผสมที่อาจเป็นสารก่อมะเร็ง ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และมีมาตรฐานคุณภาพ

คนไม่ชอบร้อนในปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย ยกตัวอย่าง ฉนวนกันความร้อน ซึ่งมีให้เลือกมากมาย เช่น วัสดุประเภทใยแร่ เช่น ใยหิน ใยแก้ว วัสดุประเภทเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้าย ชานอ้อย วัสดุประเภทเซลล์ธรรมชาติ เช่น โฟมยาง โพลีสไตรีน และวัสดุประเภทเซลล์แร่ เช่น โฟมคอนกรีต เป็นต้น วัสดุฉนวนแต่ละประเภทมีคุณสมบัติ และประสิทธิภาพป้องกันความร้อนแตกต่างกันออกไปตามวัสดุที่ใช้ผลิต

ขอบคุณข้อมูล ศูนย์บริการเรื่องบ้านครบวงจร โฮมโซลูชัน

กำเนิดโซลาร์เซลล์

ผู้เขียน: 
เคอร์มิท

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งถูกโลกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองที่สุด แถมยังไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาใดๆ ที่ว่าด้วยเรื่องการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ทว่าในช่วงซัมเมอร์ ป้ายจราจร รวมทั้งบิลบอร์ดและเครื่องบอกสัญลักษณ์ต่างๆ บนท้องถนน รวมไปถึงสวนสาธารณะต่างๆ ล้วนอาศัยแผงโซลาร์เซลล์ในการให้พลังงานไฟฟ้า

อันที่จริงแนวคิดในการนำเอาพลังงานสีเขียว อย่าง พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้นี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลนานมาแล้ว คนเรารู้จักการใช้พลังงานไฟฟ้ามาตั้งแต่สมัยกรีก โดยเรียกว่า โฟโตวอลเทอิก (Photovoltaic) อันหมายถึงแสงสว่างจากไฟฟ้า โดยเริ่มนำมาใช้กันจริงจังครั้งแรกในอังกฤษตั้งแต่ปี 1849

แม้ว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ค่อนข้างจะลงตัว และใช้กันอยู่ในปัจจุบัน กว่าจะสำเร็จออกมาก็ปาเข้าไปในทศวรรษที่ 1950 แล้วก็ตาม ทว่าแนวคิดในการนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตกระแสไฟ เริ่มต้นมาจากสมองของนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส อองรี เบคเกอเรล ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 หรือปี 1839 ก่อนที่ชาร์ลส์ ฟริตส์ จะเป็นคนแรกที่ผลิตโซลาร์เซลล์รุ่นบุกเบิกออกมาใช้ได้เป็นผลสำเร็จในปี 1883 โดยนำเอาสารซีลีเนียมเข้ามาใช้เป็นส่วนประกอบแผงโซลาร์เซลล์ และอาศัยเส้นทองคำเป็นตัวส่งต่อพลังงานจากแผงวงจร

โมเดลแรกของโซลาร์เซลล์ให้พลังงานได้เพียงน้อยนิด เรียกว่า คิดดีแต่ไม่เวิร์กเท่าไหร่ กระนั้นก็ยังอุตส่าห์ทนใช้กันมาถึงปี 1905 ยอดอัจฉริยะ อย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็กระโดดเข้ามาเปลี่ยนซีลีเนียมให้เป็นซีลีโคน เพื่อจะได้ให้พลังงานมากขึ้น แต่กระนั้นก็ยังไม่ดีพอ

กระทั่งปี 1954 เบลล์ แลบอราทอรีส์ เป็นคนให้ทุนในการค้นคว้าแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพ มีกลุ่มคนหนุ่มไฟแรง อย่าง คาลวิน ฟุลเลอร์ ดารีล ชาปิน และเจอรัลด์ เพียร์สัน ร่วมกันสร้างสรรค์แผงโซลาร์เซลล์ที่เวิร์กสุดๆ ออกมาได้เป็นผลสำเร็จ สามารถนำมาใช้ให้กระแสไฟฟ้าในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคนหนุ่มกลุ่มเดียวกันนี้ ก็สามารถพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นไปใช้ในอวกาศได้สำเร็จเช่นกัน ในปี 1958 โดยเป็นตัวให้พลังงานกับดาวเทียมดวงหนึ่งของสหรัฐ

เหนือฟ้ายังมีฟ้า ในปี 1970 ซอเรส อัลเฟรอฟ ชาวรัสเซีย สามารถสร้างโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมอีก แต่โมเดลดังกล่าวขาดเงินสนับสนุน กว่าจะผลิตออกมาได้ก็ปาเข้าไปอีกทศวรรษหนึ่ง

ในยุคใหม่ การพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ให้ใช้งานได้ดีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แบ่งได้เป็น 3 เจเนอเรชันด้วยกัน เจเนอเรชันแรกตัวรับแสงทำจากคริสตัลไลน์ซิลิคอน เจเนอเรชันที่ 2 เป็นเซลล์ทำจากฟิล์มบางๆ และเจเนอเรชันที่ 3 พัฒนาจากเวอร์ชันที่แล้ว โดยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นในขณะที่ลดต้นทุนการผลิต

แสงอาทิตย์เปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยการเปลี่ยนพลังงานที่สะสมในโฟโตวอลเทอิก เซลล์ หรือพีวีเซลล์ ที่สร้างจากวัสดุพิเศษเรียกว่าเซมิคอนดักเตอร์ (วีลีโคนประเภทหนึ่ง) เมื่อคลังพลังงานไปถึงรอบที่ขาดกระแสไฟ พลังงานที่สะสมเอาไว้ก็จะไหลเข้าสู่วงจรของพลังงานไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ โดยเจ้าพีวีเซลล์สามารถจะจ่ายกระแสไฟให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพียงชิ้นเดียว หรือแจกจ่ายให้หลายๆ ชิ้นในเวลาเดียวกันก็ยังได้

ซีลีโคนที่นำมาทำเป็นพีวีเซลล์มีสารประกอบทางเคมีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ จัดระเบียบโดยจานจ่าย 3 จาน โดย 2 จานแรกที่ใกล้จุดศูนย์กลางที่สุดจะมีพลังงานเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ อีกจานที่เหลือจะเก็บพลังงานไว้เพียงครึ่งเดียว ซึ่งทำให้พีวีเซลล์จะหาทางเติมพลังงานตรงนี้ให้เต็มอยู่ตลอดเวลา

นั่นล่ะคือการทำงานของโซลาร์เซลล์ในการเปลี่ยนแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงาน

สถานีฐานมือถือพลังกังหันลมแห่งแรกในไทย

ผู้เขียน: 
รัฐพร คำหอม

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอ่ยชื่อ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส คงไม่ต้องนึกนานนัก ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมาสิบกว่าปีแล้ว

แต่ตลอดระยะเวลาของการให้บริการก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ายุคเข้าสมัย ปรับตัวกับสภาพเหตุการณ์อยู่เสมอ และไม่เพียงอยู่แค่กับธุรกิจหลักในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่มีกิจกรรมมากมาย และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจที่ทำ มีหลายอย่างให้น่ากล่าวถึง

ล่าสุด เอไอเอสเดินหน้าสรรหาโซลูชันต่อยอดแนวคิด Green Network เปิดตัว “สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่กังหันลม” แห่งแรกในประเทศไทย ที่ชายหาดบ้านอำเภอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนด้วยพลังงานสะอาดจากธรรมชาติ

วิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวว่า ปีนี้เอไอเอสได้เตรียมงบประมาณในการทำงานด้านเครือข่ายภาพรวมเป็นเงินประมาณ 1.3–1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้นขยายความครอบคลุม เพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งาน พัฒนาคุณภาพการใช้งาน รวมไปถึงสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างไร้ข้อจำกัดในทุกพื้นที่แล้ว ยังมองถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาถึงการนำพลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทนจากธรรมชาติมาผสมผสานใช้งาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินความจำเป็น ซึ่งในภาพรวมล้วนมุ่งไปสู่การรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน โดยยังคงมาตรฐานการให้บริการอย่างมีคุณภาพสูงสุด

รูปแบบการทำงานในโครงการ Green Network ที่เอไอเอสเริ่มนำมาใช้ในการพัฒนาเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย

1.พลังงานจากแรงลม : ติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในการทำงานของสถานีฐาน เริ่มทดลองตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 1 แห่ง ณ ชายหาดบ้านอำเภอ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยขณะนี้กำลังทำการเก็บข้อมูลแรงลมเพื่อประกอบการวางแผนดำเนินการทดสอบอยู่อย่างต่อเนื่อง

2.พลังงานจากแสงอาทิตย์ : การใช้โซลาร์เซลล์ด้วยหลักการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งภายในสถานีฐาน โดยปัจจุบันได้เริ่มใช้งานแล้วราว 16 แห่ง

3.ชุมสายประหยัดพลังงาน : ติดตั้งผนังประหยัดพลังงาน (Insulated Wall) เพื่อให้สามารถรักษาอุณหภูมิภายในชุมสายได้ โดยใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กลง รวมถึงการใช้น้ำยาเครื่องปรับอากาศที่ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8 แห่ง

4.สถานีฐานประหยัดพลังงาน : เป็นการนำระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมมาใช้แทนการใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วมากกว่า 1,600 แห่ง

สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่กังหันลม (Wind Turbine Generator) นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่ประยุกต์พลังงานลมเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส โดยตัวกังหันลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 5 กิโลวัตต์ ที่ความเร็วลม 6 เมตรต่อวินาที และมีค่าเฉลี่ยในการผลิตไฟฟ้าได้ที่ประมาณ 2.5 กิโลวัตต์ สำหรับตัวใบพัดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร ความสูงของเสาจากฐานถึงจุดหมุน 20 เมตร ทั้งนี้ได้ออกแบบให้ระบบสามารถจ่ายไฟฟ้าเลี้ยงการทำงานของสถานีฐานได้เอง (Stand Alone) และให้นำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่งคืนให้กับระบบไฟฟ้าของราชการได้เลย (Grid Connection) จึงทำให้สามารถจ่ายไฟให้แก่ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณสวนสาธารณะชายหาดบ้านอำเภอ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ด้วยอีกทางหนึ่ง โดยสถานีฐานแห่งนี้ครอบคลุมบริเวณชายหาดบ้านอำเภอและบริเวณใกล้เคียง ใช้งบประมาณในการจัดสร้าง 4.5 ล้านบาท

“อีกส่วนหนึ่งที่เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ สถานีฐานกังหันลม ณ ชายหาดบ้านอำเภอแห่งนี้ นอกจากจะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนแล้ว ยังเป็นไฮไลต์ที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้ได้รับความสนใจในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยาได้อีกด้วย สำหรับเอไอเอสเองจะยังคงให้ความสำคัญและเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายภายใต้แนวคิด Green Network อย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาความเหมาะสมจากลักษณะทางภูมิประเทศและความต้องการใช้งานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักดีว่าการร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนบนโลก เช่นกับพวกเราชาวเอไอเอส ที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ลูกหลานของเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป” วิเชียร กล่าวตบท้าย

ต้นไม้ก๊าซ พลังงานสร้างได้เอง

ผู้เขียน: 
แบมบี

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไปกันที่เมืองเกสซิง ประเทศออสเตรีย ผลผลิตจากงานวิจัยที่สำเร็จลงอย่างสวยงาม ต้นไม้ชนิดหนึ่งได้รับการพัฒนาให้ผลิตก๊าซได้ในตัวของมันเอง

เป็นก๊าซที่สามารถให้ความอบอุ่นบ้านเรือน เป็นพลังงานขับเคลื่อนรถยนต์ แม้แต่ให้พลังงานสถานที่ใดๆ ก็ตามที่ใช้ระบบก๊าซได้ทั้งหมดนั่นแหละ

“พลังงานน้ำมันก็ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยให้ประหยัดได้มากทีเดียว” นิโคลาส แบร์ลาโควิช รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมประเทศออสเตรีย กล่าวที่แปลงเพาะปลูกอันแสนภาคภูมิใจในเมืองเกสซิง ทางใต้ของออสเตรีย เมืองซึ่งได้ชื่อว่า ช่วยตัวเองได้ในเรื่องพลังงาน โดยขณะนี้สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง อันเป็นพลังงานพอที่จะให้ความอบอุ่นกับ 150 ครัวเรือน ในเมืองแห่งนี้ได้สบายๆ ตลอดฤดูกาลอันหนาวเย็น

“ก๊าซที่ต้นไม้เหล่านี้ผลิตออกมาได้ มีคุณภาพเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติ” ริชาร์ด ซไวเลอร์ จากสถาบันพลังงานทดแทนแห่งสหภาพยุโรป หรืออีอีอี ซึ่งอยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ต้นไม้ก๊าซ กล่าว

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรป ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศออสเตรีย โดยเริ่มต้นมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ภายใต้งบประมาณ 8 ล้านยูโร

แผนปลูกต้นไม้เพื่อผลิตก๊าซให้พลังงานนี้ รู้จักกันในนาม โครงการเกสซิง กำลังจะได้รับการลอกเลียนไปใช้ที่เยอรมนีและสวีเดนด้วย “ในสเกลที่ใหญ่กว่านี้อีก” มาร์ติน คาลต์ชมิตต์ แห่งศูนย์วิจัยชีวภาพเพื่อมวลชนแห่งเยอรมนี (เดเบเอฟแซต) กล่าวกับเอเอฟซีต่อว่า ต้นไม้ในโครงการที่เป็นความร่วมมือระหว่างเยอรมนีกับสวีเดนตั้งอยู่ที่โกเตเบิร์กของสวีเดน สามารถให้พลังงานได้ต้นละ 20–25 เมกะวัตต์

“เรียกง่ายๆ ว่า ใหญ่เป็น 25 เท่าของโครงการเกสซิงก็ได้ครับ” มาร์ติน ทิ้งท้าย

Green Elephant Building อาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น

ผู้เขียน: 
รัฐพร คำหอม

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

องค์กรที่ผ่านเวลามานาน ดำเนินธุรกิจมาใกล้จะถึง 100 ปี แถมยังได้เห็นพัฒนาการที่เจริญเติบโตเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนรายหนึ่งของประเทศไทย

หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของเครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี)ที่จากจุดเริ่มต้นในปี 2456 โรงงานปูนซีเมนต์ได้ถูกตั้งขึ้นแห่งแรกที่ “โรงปูนบางซื่อ” ในชื่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จนเมื่อได้ขยายโรงงานไปอีกในหลายจังหวัด โรงงานบางซื่อจึงได้หยุดผลิตไปในปี 2524 แต่ทว่า ณ ที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ไม่ได้หยุดไปด้วย แต่ได้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ที่ได้มีอาคารสำนักงานผุดขึ้นมาอีกหลายหลัง แต่...ยังคงอนุรักษ์อาคารหลังแรกๆ และเสาของเตาปูนยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น จนใครเรียกย่านนี้จนติดปากว่า “เตาปูน” มาเนิ่นนานควบคู่โรงงาน

เอสซีจีนั้นได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า อาคารเก่าหลายหลังยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้เก่าไปกับกาลเวลา เครือซิเมนต์ไทยได้ให้ความสำคัญกับอาคารทุกหลัง มีการพัฒนาใช้งานให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน หลายหลังถูกปรับปรุงเป็นที่โชว์สินค้าแบบให้เห็นจริงๆ ว่าแต่ละผลิตภัณฑ์จะนำมาใช้งานใดได้บ้าง

ล่าสุด ได้ปรับปรุงอาคารยุคแรกหลังหนึ่งให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ได้รับรางวัลเป็นการยืนยันจากกระทรวงพลังงาน และถือเป็นอาคารแรกที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์พลังงานดีเด่นนี้ พร้อมๆ กับกระทรวงพลังงานจะทำงานควบคู่ไปกับเครือซิเมนต์ไทย ให้อาคารหลังนี้เป็นต้นแบบส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อาคารหลังที่ว่าปัจจุบันเป็นอาคารสำนักงานของบริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือเอสซีที ในเครือเอสซีจี ซึ่ง กลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการ บอกเล่าที่มาที่ไปของการปรับปรุงอาคารสำนักงานจนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่นว่า เครือเอสซีจีและบริษัทลูกทั้งหมดมีนโยบายในการทำธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) จึงได้ดำเนินโครงการอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

โดยการปรับปรุงอาคารสำนักงานของ SCT ให้เป็น “Green Elephant Building” บริษัทใช้งบประมาณราว 12 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ถึง 40% และได้ผ่านการพิจารณารับรองให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น “ฉลากทอง” จากกระทรวงพลังงานเป็นรายแรกของประเทศด้วย

“Green Elephant Building ได้รับการออกแบบเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ระบบกรอบอาคารใช้ฉนวนกันความร้อน Polystyrene Foam และฉนวนใยแก้วหุ้มภายนอกอาคารทั้งหมด รวมทั้งเปลี่ยนกระจกเป็นแบบสองชั้นที่เคลือบด้วย Low-E ป้องกันรังสียูวีและอินฟราเรด ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกได้มากกว่า 70% ส่งผลให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้ากว่า 25% ระบบแสงสว่างใช้หลอดประหยัดไฟ T5 ทั้งสำนักงาน พร้อมติดตั้งระบบ Timer และ Sensor ควบคุมการทำงานของแสงสว่าง ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 15% ระบบพลังงานทดแทนติดตั้งแผง Solar Cell ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าได้ 3% ระบบสุขาภิบาล สุขภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำเป็นรุ่นประหยัดน้ำทั้งหมด บริษัทยังส่งเสริมให้พนักงานอนุรักษ์พลังงานในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การบริการรถจักรยานให้พนักงานใช้ติดต่อกับบริษัทภายในเอสซีจี การคัดแยกขยะ การใช้น้ำอย่างประหยัด เป็นต้น” กลินท์ กล่าว

โดยหลังการปรับปรุงเป็นอาคาร “Green Elephant Building” บริษัทได้เห็นตัวเลขการประหยัดสะท้อนกลับมาอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงานคิดเป็นมูลค่า 8 แสนบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นอาคารนำร่องสำหรับการปรับปรุงอาคารสำนักงานอื่นๆ ของเอสซีจี หรือเป็นตัวอย่างสำหรับอาคารสำนักงานของบริษัทอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทยังได้สนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของเอสซีจี อาทิ รณรงค์การปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ระหว่างพักเที่ยง การรณรงค์ให้คัดแยกขยะภายในสำนักงาน และการพิมพ์กระดาษ 2 ด้าน ทั้งนี้ยังได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การประชุมทางไกลผ่าน Web Conference หรือการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างสำนักงานต่างประเทศทั่วโลกผ่านระบบเครือข่าย การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานให้เป็น Mobile Office

“นอกจากเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กรแล้ว เหนือกว่าอื่นใด เพราะยึดหลักปรัชญาการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน สังคม และมุ่งสร้างคุณค่าให้ลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม ชุมชน และระบบสิ่งแวดล้อม ในทุกที่ที่เอสซีจีเข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตามอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีที่ว่า ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม” กลินท์ กล่าวย้ำ

วิกฤตคือโอกาส

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผมสัญญาไว้เมื่อตอนที่แล้วว่าจะมาตอบคำถามเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ด้วยการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกสถานการณ์ที่โลกกำลังถูกหลอมละลายให้เป็นเม็ดเงินกลับมาเข้ากระเป๋า

ด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจที่ง่ายดาย และได้ประโยชน์

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เดินทางลงไปทำธุรกิจที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แน่นอนครับอำเภอนี้ขึ้นชื่อเรื่องไข่เค็ม เพราะเป็นสินค้าที่แม้แต่นักท่องเที่ยวฝรั่งแบกเป้ก็ยังรู้จัก เช่นเดียวกับที่รู้จักแหล่งธรรมะสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มีพระธาตุไชยาอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของคนทั้งประเทศ

นอกจากพระธาตุไชยาที่กวักมือเรียกนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสักการะแล้ว ตอนนี้ที่ อ.ไชยา กำลังมีแหล่งท่องเที่ยวผุดเพิ่มขึ้นมาอีก นับเป็นการเพิ่มขึ้นมาอย่างที่คนไชยาเองก็ยังสงสัย เนื่องจากแทนที่มันจะเป็นโบราณสถาน เช่นองค์พระธาตุ หรือเต็มไปด้วยบรรยากาศธรรมชาติอย่างขุนเขาหรือทะเล แน่นอนมันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันตั้งอยู่กลางตลาดสดของเทศบาลไชยา

ไม่ต้องงงครับว่าตลาดเทศบาลจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร ผมจะสาธยายให้ฟัง

นายกเทศมนตรีตำบลไชยา นายกวิรัช ทองเพชร หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า กำนันชี ได้ริเริ่มโครงการ “ตลาดสะอาด น่าซื้อ น่าเดิน”

เหตุที่ต้องเริ่มโครงการนี้ เพราะแรกเริ่มเดิมทีเทศบาลตำบลไชยาสร้างตลาดเสร็จใหม่ พอชาวบ้านเอาของมาขาย เทศบาลก็มีหน้าที่ทำความสะอาดโดยใช้สารเคมีล้างพื้น แต่ล้างแผงหรือเขียงหมูด้วยสารเคมีไม่ได้ ทำให้คราบไขมันต่างๆ ล้างไม่ออก แม้จะใช้สารเคมีมากแค่ไหน หนูและแมลงสาบก็ยังเยอะอยู่ดี

ที่สำคัญการใช้สารเคมีมากๆ ยิ่งทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย และชาวไชยาคาดว่าอีกไม่นานปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติก็คงพลอยตายกันหมด วันหนึ่งกำนันจึงนั่งขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดสดอยู่ในสภาพที่สะอาด ไม่มีหนู แมลงสาบ แมลงวัน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โชคดีที่วาบหนึ่งของความคิดแล่นเข้ามาหลังพิษโลกร้อนกำลังเฟื่องฟู กำนันชีนำเรื่องเสนอเข้าเทศบาล โดยที่ยังไม่คิดว่าจะมีใครเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีของเขา...ครับเขาเสนอให้มีการติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Heater) ที่ตลาดเมืองไชยา กำนันเสนอว่ามันสามารถต้มน้ำร้อน และน่าจะรองรับการใช้น้ำร้อนแทนสารเคมีในการล้างตลาดได้ทั้งหมด ที่สำคัญมันสามารถล้างทั้งพื้น และแผงเขียงหมู รวมทั้งคราบคาวปลาได้อีกด้วย

หลังจากสภาเทศบาลแห่งนี้รับหลักการ และอนุมัติงบประมาณแบบวัดดวง ทำให้ตลาดไชยาแห่งนี้เป็นตลาดที่มีระบบทำน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศทันทีครับ ทุกวันนี้แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาของตลาดสามารถต้มน้ำร้อนได้มากถึงวันละ 1.6 หมื่นลิตร ซึ่งนั่นทำให้เทศบาลสามารถลดรายจ่ายจากสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดตลาดไปได้ปีละหลายบาทหลายสตางค์ และหากจะต้มน้ำด้วยวิธีการอื่นก็จะต้องควักกระเป๋าจ่ายถึงปีละ 2.5 ล้านบาท

ไม่จบแค่นั้นสิครับ เพราะนอกจากเทศบาลจะประหยัดเงินไปได้มากแล้ว ชาวบ้านยังภูมิใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน และเรื่องคุณภาพของอาหารสดที่นำมาขาย ทุกวันนี้ตลาดเมืองไชยาการันตีได้ว่าแผงค้าขาย และพื้นถนนทางเดินสะอาดแน่นอน ปลอดหนู และแมลงวัน เรียกว่าเดินช็อปทั้งทีคล้ายกับเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตของเมืองหลวง ต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

ครับ...ทั้งหมดทั้งปวงคือต้นทุน และกำไรที่ได้รับ แต่สิ่งที่ชาวบ้านไชยาคาดไม่ถึงก็คือ “มูลค่าเพิ่ม” ที่ได้จากการใช้ Solar Water Heater เนื่องจากทุกวันนี้ตลาดเทศบาลไชยากลายเป็นผู้เริ่มต้นนับหนึ่งของการช่วยลดภาวะโลกร้อน และเป็นสิ่งที่เรียกให้นักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่วกรถเข้ามายังไชยา แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานหาประสบการณ์จาก “ตลาดสดลดโลกร้อนแห่งนี้”

ไม่แปลกเลยหากจะสังเกตเห็นว่าในช่วงสายของบางวันในสัปดาห์ หลังตลาดเช้าปิดตัวลง จะมีกลุ่มชาวบ้านต่างถิ่น หรือไม่ก็เด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนนักศึกษาจะวนเวียนกันเข้ามาพิสูจน์ตลาดแห่งนี้ ใช่ครับ...เขาวนเวียนกันมาดู ตลาดสดลดโลกร้อน และเวลามากันแต่ละครั้งก็มากันครั้งละหลายรถบัส นับเป็นหัวก็หลายร้อยคน

แล้วมูลค่าเพิ่มที่ผมกล่าวไว้จะไปไหนละครับ ถ้าไม่ตกอยู่กับชาวบ้านของไชยาเอง เพราะอย่างน้อยคนที่เดินวนเวียนดูความสะอาด แบบประหยัดพลังงานของตลาดแห่งนี้ ก็ต้องกินข้าว เคล้าขนม หรือเลือกซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ก็นับเป็นรายได้ทางอ้อมให้กับชาวบ้าน และก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนอย่างปฏิเสธไม่ได้

ผมคาดว่าทุกวันนี้ชาวบ้านไชยาน่าจะกระเป๋าตุงแล้วครับ...

by ThaiWebExpert