โพสต์ทูเดย์

กรุงเทพเสี่ยงจมบาดาล! ชงไอเดียย้ายเมืองหลวง


สปช. เผยรายงานกรุงเทพฯ เสี่ยงจมใน 15ปี ชงย้ายเมืองหลวง เสนอรัฐบาลตั้ง กก.ยุทธศาสตร์ชาติรับมือวิกฤติ ทุ่ม 5 แสนล้านสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเล "บิ๊กตู่" ถก กนช.ผุด 2 อนุฯ "จัดหาน้ำ-ใช้น้ำ" สั่งส่วนราชการประหยัดน้ำ 10%

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อรับมือวิกฤตการณ์ "กรุงเทพฯ จม" สปช. เรื่องการปฏิรูปเพื่อรับมือวิกฤตการณ์น้ำทะเลขึ้นสูงและแผ่นดินทรุดพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

โดยนายวิทยา กุลสมบูรณ์ ประธานคณะกรรมการฯ ชี้แจงว่า นอกจากการทรุดตัวตามธรรมชาติแล้ว ยังพบว่าปัญหาพื้นที่กรุงเทพฯ เกิดจากการใช้น้ำบาดาลมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้พื้นดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเกิดการทรุดตัว รวมทั้งภาวะน้ำหนักกดทับจากสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันกรุงเทพฯ มีอาคารสูง 20 ชั้นขึ้นไปประมาณ 700 แห่ง อาคารสูง 8-20 ชั้น จำนวน 4,000 แห่ง และรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นหลายสาย ทำให้พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสจะจมน้ำทะเลได้ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ โดยจัดเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อรับมือวิกฤตการณ์น้ำทะเลหนุนสูงและแผ่นดินทรุด โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จัดทำเป็นแผนหลักระยะยาว โดยเพิ่มเติมกฎหมายและขยายขอบเขตบทบาท กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิรูปองค์กรต้องกำหนดให้หน่วยงานหรือคณะกรรมการเฉพาะขับเคลื่อนแผนงาน กำกับดูแลภารกิจในการป้องกันและรับมือปัญหาวิกฤติน้ำเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้และตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น

“โอกาสที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของดินและน้ำทะเลขึ้นสูง หากไม่ดำเนินการหรือมีมาตรการรองรับในระยะสั้น จะเกิดความเสี่ยงสูงมาก จากพื้นที่น้ำทะเลท่วมในวงกว้างและลึก โดยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และใช้งบประมาณมหาศาล และอาจจะต้องมีการทบทวนประเด็นของการย้ายเมืองหลวงด้วย ซึ่งขณะนี้กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงอยู่ในระดับกลาง หากดำเนินการด้านมาตรการเพื่อรองรับในระยะเวลาที่เหมาะสมก็จะสามารถรับมือวิกฤตการณ์ได้ทัน” นายวิทยาระบุ

จากนั้นสมาชิก สปช.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยเห็นว่าควรให้มีการขุดลอก คู คลอง เพื่อให้การระบายน้ำสะดวกรวดเร็วขึ้นในช่วงน้ำท่วม และสร้างทางน้ำออกสู่ทะเล รวมถึงมีการเสนอให้หยุดการเติบโตของเมือง โดยพิจารณาย้ายแหล่งอุตสาหกรรม แหล่งธุรกิจ ออกนอกพื้นที่ กทม.และพื้นที่ภาคตะวันออกด้วย โดยอาจจะเป็นโครงการใน 20-30 ปีข้างหน้า จากนั้นที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานดังกล่าว ด้วยคะแนน 166 ต่อ 5 งดออกเสียง 4 เพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการฯ นำกลับไปทบทวนใหม่ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 7 วัน

ต่อมานายวิทยาแถลงยืนยันว่า กรุงเทพฯ จะไม่จม โดยผลการศึกษากรุงเทพฯ อยู่ในความเสี่ยงที่จะจมในระดับปานกลาง โดยจะส่งข้อเสนอการแก้ปัญหาดังกล่าวให้ ครม. พิจารณา และจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของชาติเพื่อรับมือวิกฤติกรุงเทพฯ จม ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เสนอการปฏิรูป 4 ข้อ คือ 1.ด้านนโยบาย วางแผนทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกคือช่วงเร่งด่วน กำหนด 1-5 ปี จัดตั้งองค์กรและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว ช่วงที่สอง ออกแบบทางเลือกแก้ปัญหาระยะยาว โดยกำหนดปีที่ 6-10 2.ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อดูแลภาพรวม โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชน 3.ศึกษากลไกทางวิชาการโดยเฉพาะ เพื่อศึกษาปัญหาและนำข้อเสนอของภาคประชาชนมาบูรณาการและแก้ปัญหา และ 4.ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ด้านนายสุจริต คูณธนกุลวงศ์ กรรมการเตรียมการเพื่อรับมือวิกฤตการณ์ "กรุงเทพฯ จม" กล่าวว่า มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้กรุงเทพฯ จมนั้น จะต้องทำในหลายประเด็น ได้แก่ การควบคุมการใช้น้ำบาดาล เพื่อควบคุมการทรุดตัวของแผ่นดิน, การควบคุมผังเมืองเพื่อควบคุมอาคารสูงไม่ให้กดทับพื้นดิน, ควบคุมการยกระดับของน้ำทะเล และบูรณาการดำเนินการป้องกันแบบองค์รวม ทั้งนี้ หากไม่มีการดำเนินการใด จะทำให้กรุงเทพฯ จมใน 15 ปีข้างหน้า

"ในช่วงเวลานี้ต้องเร่งทำให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อหามาตรการในการรับมือ ซึ่งปัจจัยที่น่าห่วงที่สุดคือการหนุนของน้ำทะเล เพราะไม่สามารถควบคุมได้ ขณะนี้ที่อ่าวไทยมีน้ำทะเลเพิ่มขึ้นทุกปี จึงมีแนวคิดที่จะทำเขื่อนกั้นน้ำทะเล ตั้งแต่ อ.ศรีราชา ถึง อ.หัวหิน เพื่อป้องกันไม่ให้กรุงเทพฯ จม ตลอดจนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งพื้นที่โดยรอบ ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 5 แสนล้านบาท" นายสุจริตระบุ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2558 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในที่ประชุม ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับเรื่องการแก้ไขปัญหาโดยนำเอาแผนยุทธศาสตร์น้ำ 6 เรื่อง ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ กนช. ขับเคลื่อนต่อไป โดยการดำเนินการมี 3 ระยะ ประกอบด้วยวาระเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ดำเนินงานไปจนถึงปี 2569

นายจตุพรกล่าวว่า จากปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคของชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะน้ำที่ทางการประปานครหลวง (กปน.) เป็นผู้ผลิต พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ตน ในฐานะเลขานุการ กนช. เสนอ 4 แนวทาง คือ 1.ศึกษาในการดึงน้ำจากฝั่งตะวันตก เดิม กปน. ได้ขอไว้อยู่แล้วที่ 45 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันนำมาใช้จริงไม่เกิน 20 ล้าน ลบ.ม. จึงจำเป็นจะต้องศึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาน้อยลง 2.ศึกษาความเหมาะสมในการตัดเส้นทางส่งน้ำโดยตรงของแม่น้ำเจ้าพระยามายังสถานีสูบน้ำดิบสำแล 3.สถาบันสารสนเทศเพื่อการเกษตร ได้เสนอการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับ กปน. บริเวณจังหวัดนครนายก ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทานร่วมศึกษาด้วย และ 4.ศึกษาแนวทางการใช้น้ำก้นอ่างของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ข้อมูลปัจจุบันมีน้ำก้นอ่างรวมทั้ง 2 เขื่อนอยู่ที่ 7,500 ล้าน ลบ.ม.

"สัดส่วนการใช้น้ำของ กปน. ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น พบว่าภาคครัวเรือนใช้อยู่ที่ร้อยละ 49 ส่วนร้อยละ 51 เป็นการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและภาคราชการ เมื่อจำแนกมาแล้วภาคราชการใช้น้ำเป็นร้อยละ 19 พล.อ.ประยุทธ์จึงได้สั่งการให้มีการปรับลดการใช้น้ำของภาคราชการลงร้อยละ 10 เพื่อเป็นตัวอย่างในการประหยัดการใช้น้ำ แล้วต้องมีการรายงานให้หัวหน้าหน่วยราชการได้รับทราบ" นายจตุพรระบุ

สำหรับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในด้านต่างๆ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ คณะอนุฯ ฝ่ายจัดหาน้ำ หรือภาคซัพพลาย และคณะอนุฯ ฝ่ายการใช้น้ำหรือภาคดีมานด์ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ภาคดีมานด์ลดการใช้น้ำลง รวมถึงจะมีคณะอนุฯ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และคณะอนุฯ ฝ่ายติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกให้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม ต่อไปนี้สถานการณ์น้ำจะต้องออกมาจากจุดเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชน

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หากวันนี้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ จะเป็นปัญหาในอนาคต หากทุกคนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้น้ำ การปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือการปลูกพืชตามดีมานด์และซัพพลายที่ควรเป็นจะเกิดผลกระทบ ซึ่งสัดส่วนการใช้น้ำนั้น ภาคการเกษตรมากที่สุด รองมาคือน้ำอุปโภค-บริโภค และอุตสาหกรรม ต่อไปจะต้องสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น ในส่วนของ กนช. ต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ไม่เอาแนวทางเดิม ให้จัดกลุ่มงานง่ายๆ 2 กลุ่ม คือกลุ่มจัดหาน้ำและกลุ่มใช้น้ำ และให้ไปแตกกลุ่มข้างล่างเอาเอง ว่าแต่ละกลุ่มมีปัญหาอย่างไร ต้องใช้น้ำเท่าไร และทั้งหมดจะมาบูรณาการกัน จากนั้น กนช. จะสั่งการอนุมัติงบประมาณ แผนงานต่างๆ ลงไป และจบข้างล่างเลย

วันเดียวกัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต รองหัวหน้าสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ เป็นผู้แทนพระองค์ เชิญน้ำดื่มพระราชทานแก่โครงการปันน้ำดื่มเพื่อพี่น้องไทยประสบภัยแล้ง "น้ำพระทัย Bike for Mom พระราชทานดับภัยแล้ง” 2 แสนขวด แก่นายกฯ เพื่อนำไปมอบให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ.

ความเป็นสีเขียว

ผู้เขียน: 
วิฑูรย์ สิมะโชคดี


คอลัมน์ Green Industry: ความเป็นสีเขียว

ทุกวันนี้ คำว่า "Green" (สีเขียว/เขียว) ยังคงเป็นแฟชั่นยอดฮิต เพราะเราได้เห็นได้ยินอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณาสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ และโครงการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ

คำว่า Green หรือสีเขียว รวมตลอดถึงคำว่า ความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสังคม และกำไรแบบสมดุล 3 ด้าน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) จึงปรากฏให้เราได้เห็นทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่สื่อเล็กๆ จนถึงสื่อโทรทัศน์ข้ามชาติ

ความเป็น "Green" หรือ "สีเขียว" นอกจากจะมีส่วนช่วยให้กิจการต่างๆ สร้างผลกำไร สร้างตรายี่ห้อหรือแบรนด์ และทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันแล้ว ยังช่วยให้กิจการสามารถลด "ของเสีย" ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงด้านต่างๆ ด้วย

ปัจจุบันจึงมีผู้บริหารขององค์กรต่างๆ พยายามปรับเปลี่ยนธุรกิจอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้เป็นสีเขียวเพิ่มมากขึ้นทุกที


ธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) จะหมายถึง ธุรกิจอุตสาหกรรมที่สามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกิจการตาม กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม มีระบบการบริหารจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมที่ดี ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO14001 (หรือมาตรฐาน "สีเขียว" อื่นๆ) มีการรณรงค์ทางการตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม มีความสามารถประกอบกิจการต่อไปได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ธุรกิจอุตสาหกรรมสีเขียวมักจะประกอบกิจการในสถานะของ "ลีน" (Lean) ได้ด้วย (มีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเต็มที่ ในขณะที่เกิดความสูญเปล่าสิ้นเปลืองน้อยที่สุด) และมักจะจัดพิมพ์รายงานประจำปีเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR : Corporate Social Responsibility) ด้วย

ปัญหาในวันนี้จึงอาจจะอยู่ที่การตีความแคบๆ โดยให้ "สีเขียว" สื่อความหมายเฉพาะเรื่องของ "สิ่งแวดล้อม" เท่านั้น โดยไม่รวมเอา "ความยั่งยืน" เข้าไปด้วย ซึ่งความยั่งยืนก็คือ การใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมในทางที่ไม่บั่นทอนศักยภาพของคนรุ่นหลัง ความยั่งยืนจะเน้นถึงความเติบโตและพัฒนาการในสามด้านไปพร้อมๆ กัน คือ เศรษฐกิจ (กำไร) สังคม และสิ่งแวดล้อม

ยุคของแนวความคิดที่ว่า "การทำในสิ่งที่ถูกต้อง" (Do The Right Thing) จึงสำคัญมากขึ้นทุกที ในขณะที่แนวความคิดแบบ "ทำธุรกิจก็ต้องหวังกำไร" (เพียงอย่างเดียว) กำลังจะสิ้นสุดลง ผู้นำทางธุรกิจอุตสาหกรรม ในวันนี้และอนาคตจึงต้องมุ่งมั่นทั้งสองด้าน คือ ความสำเร็จของกิจการและการสร้างประโยชน์คืนสังคมด้วย

หลายท่านอาจแย้งว่า "Green" ไม่ใช่แก้วสารพัดนึก การมุ่งสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมสีเขียว จึงไม่ใช่หลักประกันว่ากิจการจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะเรายังต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่ยอดเยี่ยม การลงมือปฏิบัติการอย่างเต็มที่ และการสื่อสารกับลูกค้าอย่างดีเยี่ยมด้วย ซึ่งอันเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factor) ของกิจการ

ทุกวันนี้ แม้ว่า "Green" หรือ "สีเขียว" จะไม่ได้เข้าไปแทนที่องค์ประกอบหรือปัจจัยเหล่านั้น แต่ "ความเป็นสีเขียว" ที่เราสามารถปฏิบัติจนได้รับการยอมรับจากสังคม ก็เป็น "ปัจจัยที่ทรงพลัง" อย่างยิ่งต่อความสำเร็จในยุคนี้ ครับผม!

ฉลากเขียว

ผู้เขียน: 
วิฑูรย์ สิมะโชคดี

คอลัมน์ Green Industry: ฉลากเขียว  

     หนึ่งในแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องของ "สีเขียว" หรือ Green (ที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม) ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ "ฉลากเขียว" ซึ่งเยอรมนีเป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2520 และเผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ ทั่วโลก
     สำหรับประเทศไทย โครงการฉลากเขียว ริเริ่มโดย "คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย" เมื่อเดือน ต.ค. 2536 ซึ่งได้รับความเห็นชอบและร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ โดยมี "สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย" เป็นผู้รับผิดชอบหลัก
     แนวความคิดเรื่อง "ฉลากเขียว" เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาประเทศด้วย "การพัฒนาอย่างยั่งยืน"
     "ฉลากเขียว" (Green Label หรือ Eco-Label) คือ ฉลาก (เครื่องหมายรับรอง) ที่มอบให้แก่สินค้าหรือบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน โดยที่คุณภาพยังได้มาตรฐานที่กำหนด
     เนื่องจากในตลาดมีสินค้าและบริการวางจำหน่ายเป็น จำนวนมาก ฉลากเขียวที่พิมพ์ติดอยู่กับผลิตภัณฑ์ (หรือบรรจุภัณฑ์) ใดๆ จะเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ให้ความสำคัญและเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม (ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้ผลิตด้วย)
     ฉลากเขียว จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ เนื่องจากต้องการมีส่วนร่วมทางอ้อมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันการเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากเขียวจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายก็จะได้รับผลประโยชน์ในแง่กำไรเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากมีการบริโภคสินค้าเหล่านั้นมากขึ้น จึงผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้า หรือบริการของตน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
     ฉลากเขียว จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านทางการผลิตและการบริโภคของผู้ผลิต และผู้บริโภคทุกคน ซึ่งเป็นการแสดงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วย
     ฉลากเขียว ไม่ใช่รางวัลด้านสิ่งแวดล้อมและไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าตามที่เข้าใจกัน แต่เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อป้องกันและปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในประเทศ และลดผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย
     ทุกวันนี้ ฉลากเขียว จึงเป็นโครงการโดยสมัครใจของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ ที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมทุกด้าน
     สินค้าหรือบริการทุกอย่างสามารถขอใช้เครื่องหมาย "ฉลากเขียว" ได้หมด ยกเว้นอาหาร ยาและเครื่องดื่ม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งสามประเภทนี้จะเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไม่เช่นนั้นการติดฉลากเขียวจะสร้างความสับสนให้ผู้บริโภคได้
     ว่ากันว่า ผลิตภัณฑ์ในอนาคตเกือบทุกผลิตภัณฑ์จะต้องมีเครื่องหมาย "ฉลากเขียว" พิมพ์ติดที่บรรจุภัณฑ์ หรือตัวสินค้า จึงจะขายได้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการของผู้บริโภค
     พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่เห็น "ฉลากเขียว" บนตัวสินค้า ก็ไม่ซื้อ ถ้าไม่เห็นตรา "อุตสาหกรรมสีเขียว" ก็แสดงว่าโรงงานนั้นอาจจะยังไม่ได้มาตรฐาน ครับผม! 

คอลัมน์ Green Industry : วางแผน สิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
วิฑูรย์ สิมะโชคดี นักพัฒนาอุตสาหกรรม


เรื่องของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย "อย่างได้ผลนั้น" นอกจากจะต้องมี "นโยบาย" ที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เรายังจะต้องมีการวางแผนเพื่อจะได้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ผลด้วย

การวางแผนสำหรับระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (และความปลอดภัย) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านมลพิษและเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงควรมุ่งเน้นใน "หลักการป้องกัน" มากกว่าการแก้ไขที่ปลายเหตุ

เราจึงต้องมีขั้นตอนในการระบุหรือชี้บ่งประเด็นด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ กระบวนการผลิต รวมทั้งตัวผลิตภัณฑ์และบริการและประเมินหาประเด็นที่ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ เช่น วัตถุดิบที่ใช้กระบวนการผลิตสินค้าปริมาณน้ำที่ใช้ จำนวนสารเคมีที่ใช้ จำนวนเศษซากที่เหลือ ขยะ น้ำเสีย กลิ่น เป็นต้น

เราจะต้องจัดทำขั้นตอนในการทำความเข้าใจกับกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยควรจัดทำทะเบียนกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และมีการสื่อสารให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังต้องมีวิธีการติดตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ ที่ออกใหม่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรเรา

ในการกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับนโยบาย กฎหมาย และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญก็ต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยวัตถุประสงค์ดังกล่าวควรมีความเฉพาะเจาะจงและชัดเจนที่สุด ส่วนเป้าหมายควรจัดทำเป็นเป้าหมายรวม และมีการกระจายเป็นเป้าหมายย่อยในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้หลัก "SMART" คือจะต้องมีความเฉพาะเจาะจง (Specific) วัดผลได้ (Measurable) บรรลุได้ (Achievable) สัมพันธ์กับนโยบาย (Relevant) และมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จ (Time)

เมื่อมีแผนกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เราก็จะต้องมีการนำแผนงานไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมาย โดยมีการกระจายเป้าหมายและชี้แจงทำความเข้าใจให้ทุกคนรับทราบและมีความเข้าใจตรงกัน เพื่อจะได้ร่วมกันดำเนินการตามแผนงาน

เราต้องกำหนดวิธีการเฝ้าติดตามผลการดำเนินงาน และการบันทึกผลการดำเนินงานตามแผนงานด้าน สิ่งแวดล้อม โดยกำหนดการตรวจติดตามความคืบหน้าแผนงาน และสรุปความคืบหน้าของผลการดำเนินงานเทียบกับแผนงานผู้บริหารระดับสูงจะต้องทำการทบทวนและปรับปรุงวัตถุประสงค์ เป้าหมายและแผนงานด้าน สิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วย

หากปรากฏว่าผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนงาน เช่น ล่าช้า ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ไม่ทำตามแผนก็จะต้องหาสาเหตุแล้วกำหนดมาตรการหรือวิธีการแก้ไข เพื่อนำมาทบทวนและปรับปรุงแผนงาน เพื่อจะได้ดำเนินการอย่างได้ผลและบรรลุเป้าหมายต่อไป

ในอนาคตหากมีการพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงกิจกรรมกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่เราก็จะต้อง ทบทวนแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็หนี "วงจรแห่งการปรับปรุงของเดมมิ่ง" (Deming Circle) ไม่พ้น ก็คือ วางแผน (Plan) ลงมือทำ (Do) ตรวจสอบผล (Check) และปรับปรุงให้ได้ตามแผน (Action) หรือ "วงจร" PDCA ครับผม! 

มท.ขับเคลื่อนโครงการเมืองปั่นได้เมืองปั่นดี


กระทรวงมหาดไทย จับมือ สสส. ขับเคลื่อนโครงการ “เมืองปั่นได้ เมืองปั่นดี”ส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

เวลา 10.00 น. วันที่ 23 ม.ค. นายจรินทร์ จักกะพาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ณ ห้องประชุม 201 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายจรินทร์  จักกะพาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานจักรยาน โดยมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้รถจักรยานมากขึ้น ทั้งเพื่อการออกกำลังกาย หรือใช้เดินทางในชีวิตประจำวันเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร รวมทั้งเพื่อการท่องเที่ยว โดยพร้อมให้การสนับสนุนการจัดทำเส้นทางจักรยาน หรือเลนจักรยานในทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้มีเส้นทางจักรยานที่ปลอดภัย มีผู้ใช้บริการมากขึ้น ตลอดจนมีการเชื่อมโยงให้เกิดเส้นทางจักรยานในทุกภูมิภาค และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันขึ้น โดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มีผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมที่ดิน และผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นคณะทำงาน โดยมีหน้าที่จัดทำแนวทางและกรอบในการทำงาน และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีความพร้อม เพื่อนำร่องเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ และผลักดันให้มีการขยายไปทั่วประเทศ

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน คณะทำงานฯ ได้มีการจัดทำโครงการสนับสนุนการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ภายใต้ชื่อโครงการ “เมืองปั่นได้ เมืองปั่นดี” โดยมียุทธศาสตร์ 3 ส. “1 สวน 1 เส้นทาง 1 สนาม” ได้แก่ สวนสาธารณะ เส้นทางสัญจร และสนามกีฬา เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ประสบผลสำเร็จ และเป็นแนวทางกำหนดพื้นที่เป้าหมายให้จังหวัดในการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งในระยะแรกจะมีการคัดเลือกพื้นที่นำร่อง จำนวน 9 แห่ง โดยพิจารณาคัดเลือกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความพร้อมมากที่สุดที่จะดำเนินการ ได้แก่ 1) เทศบาลตำบลตลาดเขต อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2) เทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 3) เทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน 4) เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย 5) เทศบาลตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง 6) เทศบาลนครพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 7) เทศบาลตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 8) องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี และ 9) เทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยการดำเนินการจะเริ่มจากจังหวัดนำร่อง ในแต่ละจังหวัดพัฒนาตามหลัก 3 ส. “1 สวน 1 เส้นทางสนาม” และมีการขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่ เช่น การกำหนดวันสำคัญเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ เป็นต้น

รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยได้มีการสั่งการให้สำรวจพื้นที่ และวางแผนในทุกจังหวัด เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ตามยุทธศาสตร์ 3 ส.พร้อมทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์ เพื่อให้การพัฒนายุทธศาสตร์และเส้นทางจักรยานกระจายทั่วประเทศ เป็นการส่งเสริมการใช้จักรยานให้เป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่

ขยะล้นเมืองนครศรีฯ ก่อมลพิษหนัก

ชาวบ้าน ต.นาเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เดือดร้อนหนัก เนื่องมาจากน้ำเสียที่ไหลมาจากภูเขาขยะของเทศบาลนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกทิ้งไว้จำนวนมหึมาก่อมลพิษสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก และประชาชนที่ยึดอาชีพทำเกษตรกรรมบริเวณโดยรอบกว่าครึ่งหนึ่งต้องเลิกอาชีพทำนา เพราะน้ำเสียไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้ไม่สามารถดำนาได้เพราะน้ำเน่าเสีย 

ไฟไหม้โรงงานกำจัดขยะอตุสากรรมวอด


ราชบุรี-ไฟไหม้โรงงานกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมที่อ.จอมบึงอาคารเสียหายทั้งหลัง


วันที่ 24 เม.ย. 57  เมื่อเวลา  05.15 น. ร.ต.อ.บรรณสิทธิ์  ไชยนวล ร้อยเวรสอบสวน สภ.จอมบึง  จ.ราชบุรี รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ ที่โรงงานรีไซเคิล ของบริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ ตั้งอยู่เลขที่ 54 / 1 หมู่ที่ 8  ต.รางบัว อ.จอมบึง จึงรุดเดินทางไปตรวจสอบพร้อมประสานรถน้ำดับเพลิงเข้าไปช่วยฉีดน้ำ

ที่เกิดเหตุบริเวณอาคารที่ใช้สำหรับเก็บสีที่รีไซเคิลพบเพลิงกำลังโหมกระหนํ่าลุกไหม้และมีเสียงระเบิดเกิดขึ้นเป็นระยะ เปลวเพลิงได้ลุกลามขยายวงกว้างอาคารโกดังผลิตสินค้าเสียหายไป 1 หลัง  และลุกลามไปติดกองขยะกากอุตสากรรมที่อยู่ด้านหลัง และมีกลิ่นเหม็นและควันไฟที่ลอยเข้าสู่หมู่บ้านชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง

โรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานกําจัดของเสียประเภทกากอุตสาหกรรม รวมไปถึงขยะเหลือใช้ที่นํามารีไซเคิลทําเป็นสีทาบ้าน ผลิตเม็ดพลาสติก  นํ้ายาล้างจาน  และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง และมีปัญหากับชุมชนโดยรอบ เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องของกลิ่นเหม็นและน้ำเสียที่ไหลลงสู่ลำห้วยสาธารณะอุตสาหกรรมจ.ราชบุรี ก็ได้ให้โรงงานพยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่16มี.ค.2556 โรงงานดังกล่าวก็เกิดเพลิงไหม้มาแล้ว และได้มีการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ จนมาเกิดเพลิงไหม้อีกครั้งในครั้งนี้ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตํารวจกําลังตรวจสอบว่าเกิดจากสาเหตุใด  เนื่องจากเป็นช่วงที่ไม่มีใครทำงาน แต่มีไฟลุกไหม้ได้อย่างไร สําหรับค่าเสียหายนั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

 

เร่งFTAอียูหวั่นโรงงานย้ายฐานเกลี้ยง


กลุ่มเครื่องนุ่งห่มเร่งไทยเจรจาเอฟทีเออียู หวังมีผลภายในปี 2559 ก่อนโรงงานย้ายฐานหนีหมด

นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเร่งเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ให้เป็นผลสำเร็จและมีผลบังคับใช้อย่างช้าภายในวันที่ 1 ม.ค. 2559 เนื่องจากสินค้าเครื่องนุ่งห่มไทยจะถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (จีเอสพี) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เพราะสินค้าไทยที่ส่งเข้าอียูต้องเสียภาษี 12% ขณะที่ประเทศอื่นยังได้รับสิทธิประโยชน์

อย่างไรก็ดี ตามแผนเอฟทีเอไทย-อียูจะต้องเจรจาให้สำเร็จภายในปี 2558 แต่ขณะนี้คงต้องล่าช้าออกไป แต่อยากให้สำเร็จภายในปี 2559 ซึ่งหากไทย ไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ผู้ผลิต จะย้ายฐานการผลิตออกไปจากเมืองไทยทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงานในประเทศ

ในช่วง 1 ปี ระหว่างปี 2558-2559 ที่ไทยยังไม่มีเอฟทีเอและถูกตัดสิทธิจีเอสพี หากประเทศอื่นๆ ยังไม่มีเอฟทีเอเหมือนกันคงจะไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้ทุกประเทศได้เร่งเจรจากับอียู ทั้งเวียดนามที่คาดว่าจะเจรจาเสร็จก่อนไทย รวมถึงยังเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) และเจรจากับรัสเซียควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากสำเร็จทั้งหมด เวียดนามจะสามารถส่งออกสินค้าไปยังพื้นที่ 60-70% ของโลกได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่วนกัมพูชา พม่า ลาว ยังมีจีเอสพีอยู่ และฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มจีเอสพีพลัส

"ผลกระทบ คือ การส่งออกของ ไทยที่ลดลง ซึ่งตอนนี้ผู้ซื้อเริ่มส่งสัญญาณไปซื้อของจากประเทศอื่นมากขึ้น เห็นได้จากยอดส่งออกเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชาเติบโตแซงหน้าไทย ส่วนเวียดนามแซงไปนานมากแล้ว ที่สำคัญ อียูไม่เจรจากับรัฐบาลเผด็จการ ไทยจึงต้องจัดการปัญหาภายในให้รวดเร็ว" นายสุกิจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อียูยังสนใจที่จะ เจรจากับไทย แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถทำข้อตกลงอะไรได้ ซึ่งในเดือน เม.ย.นี้ จะมีการเจรจาครั้งที่ 4 ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม แต่จะไม่มีการทำข้อตกลง

ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มในปี 2557 คาดว่าจะเติบโต 5% จากปี 2556 ที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 2,873 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเดือน ม.ค.-ก.พ. 2557 การส่งออกมีมูลค่า 480 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.18% จากช่วงเดียวกันของปี 2556 ผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ตลาดจีนและญี่ปุ่นเติบโตขึ้น

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 31 มีนาคม 2557

6ประเทศลุ่มน้ำโขงเห็นชอบแผนพัฒนาร่วมกัน

ที่ประชุม 6 ประเทศลุ่มน้ำโขงระดับรัฐมนตรี เห็นชอบกรอบการลงทุนในอนุภูมิภาค ยกระดับแผนพัฒนาร่วมกัน การค้า การลงทุน คมนาคม ท่องเที่ยว

การประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 19 ของแผนงาน GMS ได้จัดขึ้น ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม 2556 โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยแทนนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS ของไทย ในการประชุมฯ ดังกล่าว ร่วมกับรัฐมนตรีของอีก 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ H.E. Sun Chanthol รัฐมนตรีอาวุโสกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS และ ASEAN ของกัมพูชา H.E. Shi Yaobin รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน H.E. Noulinh Sinbandhit รัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS ของสปป,ลาว H.E. Lei Lei Thein รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า และ H.E. Nguyen The Phoung รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ของเวียดนาม

ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีได้ให้การรับรองแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค (Regional Investment Framework: RIF) โดยในสาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการรับทราบผลดำเนินงานสำคัญของ GMS ภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรี GMS ครั้งที่ 18 ได้แก่ พิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2556 ส่งผลให้การเชื่อมต่อกันตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และการร่วมลงนาม MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ (1) บันทึกความเข้าใจเพื่อการจัดตั้งสมาคมการรถไฟของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (The Greater Mekong Railway Association: GMRA) และ (2) บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (The Establishment of the Regional Power Coordination Center: RPCC)

นอกจากนี้ การดำเนินงานแปลงแผนสู่การปฏิบัติของ (1) แผนงานสนับสนุนหลักด้านการเกษตรในระยะที่ 2 (2) แผนงานหลักด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดทำแนวเชื่อมต่อเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และ (3) กรอบยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (2556-2560) และที่ประชุมฯ รับทราบกิจกรรมความร่วมมือใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนระหว่างจีนและเวียดนาม การเริ่มดำเนินการของกลุ่มทำงานด้านการพัฒนาเมือง รวมทั้งมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกคมนาคมขนส่งและการค้าตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจและพื้นที่ส่วนต่อขยาย และการขยายขอบเขตการครอบคลุมการแลกเปลี่ยนสิทธิจราจรระหว่างประเทศสมาชิกอีกด้วย

รัฐมนตรี GMS ยังได้ให้ความเห็นชอบต่อการจัดทำกรอบการลงทุนในภูมิภาค (RIF) โดยโครงการที่นำเสนอภายใต้ RIF นั้น มีความแตกต่างจากโครงการตามแผนงาน GMS ในรูปแบบเดิมอย่างชัดเจน เช่น สาขาคมนาคม เพิ่มความสำคัญของการขนส่งระบบรางเพื่อประโยชน์ด้านประสิทธิภาพและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โครงการการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ศูนย์โลจิสติกส์ และอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามพรมแดน สาขาพลังงาน เน้นการพัฒนาตลาดพลังงานของอนุภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้ความสำคัญกับการเพิ่มใช้เครื่องมือทางด้าน ICT เพื่อสนับสนุนการพัฒนามากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

สาขาท่องเที่ยว เน้นการส่งเสริมให้อนุภูมิภาคเป็นจุดหมายปลายทางเดียวของอนุภูมิภาค มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สาขาเกษตรและสิ่งแวดล้อม ตอบสนองความท้าทายใหม่ เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอาหารปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร สาขาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เน้นด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ HIV/AIDS

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญสูงต่อการพัฒนากฎระเบียบและการนำไปสู่การปฏิบัติของการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงทางกายภาพอย่างแท้จริง RIF ยังประกอบไปด้วยโครงการหลากหลายสาขาซึ่งจะมีส่วนช่วยในการแปลงเปลี่ยนจากระเบียงคมนาคมขนส่งไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจต่อไป

รัฐมนตรี GMS ยังได้รับทราบและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินงานในระยะต่อไปของการจัดทำกรอบการลงทุนในภูมิภาค (RIF) เช่น การทบทวนอย่างสม่ำเสมอ การจัดลำดับความสำคัญในระยะห้าปี การระดมเงินทุน การผลักดันเข้าสู่วาระการบูรณาการทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ความสำคัญของการแปลงเปลี่ยนจากระเบียงคมนาคมขนส่งไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจ และการให้เวที ECF ขยายบทบาทในการหารือประเด็นด้านการค้าและการลงทุน

รัฐมนตรี GMS ได้ให้การรับรองแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค (RIF) โดยในภาพรวมประกอบด้วย 10 สาขา 215 แผนงาน มูลค่ารวม 53.1 พันล้านสรอ. (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ประกอบด้วยโครงการลงทุน 136 โครงการ มูลค่า 52,848 ล้านสรอ. และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการ 79 โครงการ มูลค่า 210.1 ล้านสรอ. ได้แก่ สาขาคมนาคม สาขาพลังงาน สาขาเกษตร สาขาสิ่งแวดล้อม สาขาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาขาการพัฒนาเมือง สาขาท่องเที่ยว สาขาการอำนวยความสะดวกทางคมนาคมและการค้า สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสาขาความร่วมมืออื่นๆ โดยแผนงานด้านคมนาคมยังคงเป็นส่วนสำคัญของกรอบ RIF อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มการลงทุนที่สูงขึ้นในสาขาความร่วมมือใหม่ ได้แก่ การพัฒนาสู่ความเป็นเมือง ICT และความร่วมมือทางเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ทั้งนี้ ในส่วนของไทย กรอบการลงทุน RIF จะประกอบด้วยโครงการลงทุนและโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการจำนวน 76 โครงการ มูลค่ารวม 1,960.9 ล้านสรอ. (3.7% ของโครงการ RIF ทั้งหมด) ซึ่งไทยมีส่วนร่วมในแผนงานด้านคมนาคมมากที่สุด (มูลค่า 1,036.9 ล้านสรอ.) รองลงมาคือด้านพลังงาน (มูลค่ารวม 306.8 ล้านสรอ.) ด้านสิ่งแวดล้อม (มูลค่ารวม 245.3 ล้านสรอ.) และด้านเกษตร (มูลค่ารวม 212.2 ล้านสรอ.) ตามลำดับ

 

ชาวหล่มสักต้านขุดเจาะหาน้ำมันดิบ

ชาวบ้านหล่มสักฮือต้านโครงการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบ หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ชาวบ้านหมู่ 5 บ้านร่องกระถิน ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 60 คนรวมตัวกันที่หน้าอบต.บ้านกลาง คัดค้านโครงการการขุดเจาะสำรวจน้ำมันของบริษัทเจเอสเอ็กซ์เอ็นเนอร์ยี่ ที่จะดำเนินการในพื้นที่หมู่ที่ 5 โดยอ้างว่าจุดที่จะมีการขุดเจาะอยู่ใกล้แหล่งชุมชนเพียง 100 เมตรเท่านั้นจึงหวั่นผลกระทบที่จะตามมา ทั้งช่วงระหว่างการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันและหากมีการพบน้ำมันดิบแล้ว

นอกจากนี้ยังหยิบยกกรณีที่มีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องหลุมขุดเจาะน้ำมันที่อ.วิเชียรบุรี และอ.ศรีเทพ พร้อมหยิบยกเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วที่จ.ระยองที่สร้างความเสียหายขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
ชาวบ้านยังระบุด้วยว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาโดยมีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วม ปรากฏว่ามีการนำเสนอแต่ผลดีโดยเลี่ยงจะชี้แจงถึงเรื่องผลกระทบ ต่อมาตัวแทนชาวบ้านได้เข้าหารือกับนายสมพงษ์ มาลา นายกอบต.บ้านกลาง พร้อมยื่นหนังสือคัดค้านผ่านไปยังจังหวัดอีกด้วย
by ThaiWebExpert