หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร ปตท. พร้อมดันประเทศไทยขึ้นชั้น สู่ ไบโอ พลาสติกฮับ เอเชีย

ผู้เขียน: 
จิตตราภรณ์ เสนาวงค์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 24 กันยายน 2555

ในสภาวการณ์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญในการลดปัญหาโลกร้อน บริษัท ปทต. จำกัด (มหาชน) บริษัทค้าน้ำมัน “เบอร์หนึ่ง”ของไทย ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหานี้ โดยมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอ พลาสติก หรือ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. บอกว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดจากโลกร้อน นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากเราหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็จะทำให้สถานการณ์เบาบางลง สำหรับสังคมไทยยังคงต้องใช้เวลาเรียนรู้พร้อมการรณรงค์ควบคู่กันไป และรอให้ถึงจุดหนึ่งที่คนหันมาใส่ใจมากขึ้น

ในส่วนของ ปตท.กำลังเตรียมการผลิตสินค้าไบโอ พลาสติก พร้อมผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลาง(ฮับ)การผลิต?ไบโอ พลาสติก ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้ร่วมทุนกับ บริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น หรือ MCC ของประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัทร่วมทุนพีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม (PTTMCC)?วงเงินประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ หรือ PBS แห่งแรกของไทย ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จ.ระยอง ด้วยกำลังผลิตประมาณ 20,000 ตันต่อปี ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ และจะเริ่มการผลิตได้ในปี 2558

โดยทาง บริษัท มิตซูบิชิฯ คาดหวังว่าหากโรงงานดังกล่าว มีกำลังผลิตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะปิดบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ที่มีกำลังการผลิตเพียง?3,000 ตันต่อปี รวมถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูงและหันมานำเข้าผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยแทน

ล่าสุดการดำเนินการสร้างโรงงานดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการประมูลผู้รับเหมา และจะเป็นหนึ่งในโรงงานสีเขียวต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สารตั้งต้น กระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันสู่การเป็น BIO Based Industrial Estate อันนำไปสู่ Green Society ตามเป้าประสงค์ของกลุ่ม ปตท. และจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์ไบโอ พลาสติก หรือ ไบโอฮับแห่งเอเชีย ทั้งนี้ พลาสติกชีวภาพยังถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคม มีเพียงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา เท่านั้นที่มีความต้องการในตลาดค่อนข้างสูง การผลิต 80% จึงมุ่งเน้นส่งออกในต่างประเทศ

สำหรับไอโอ พลาสติก ใช้น้ำตาลถือเป็นวัตถุดิบหลัก ขณะที่ประเทศไทยมีความสมบูรณ์ด้านชีวมวลและวัตถุดิบด้านการเกษตร คือ อ้อย รวมทั้งศักยภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยในปี 2554 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก

น้ำตาลมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รวม 7 ล้านตัน จากปกติส่งออกเฉลี่ยประมาณ 4-5 ล้านตันต่อปี มั่นใจว่า เมื่อมีอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นในอนาคตจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงวัตถุดิบน้ำตาล ที่ใช้บริโภคภายในประเทศ

“ผมมองว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตอ้อยมากขึ้น น้ำตาลที่เราจะใช้นั้นอยู่ในส่วนของการส่งออก เราจะไม่ไปแตะน้ำตาลที่ใช้ภายในประเทศ นอกจากนี้ผมยังมองว่า อุตสาหกรรมไบโอ พลาสติก ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำตาลของไทย เกือบ 10 เท่า หรือคิดเป็นราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันที่มีปัญหาราคาผันผวน ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร”

อย่างไรก็ตาม ดร.ไพรินทร์ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.ยังแสดงความกังวลว่า ไบโอ พลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ การดำเนินการต่างๆ ในช่วงแรกอาจจะยากลำบาก ราคาก็ค่อนข้างสูงรวมถึงความรู้ความเข้าใจ บางคนอาจจะคิดว่าใช้แล้วจะย่อยสลายคามือเลยหรือเปล่า ขอบอกว่าไม่ใช่แน่นอน การย่อยสลายจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยอาศัยจุลินทรีย์ จากการทดลองใช้เวลาไม่ถึงปีก็ย่อยสลายได้ พร้อมมั่นใจว่า ปตท. เดินมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้วโดยตอบสนองนโยบาย TAGNOC คือ การทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างภาระกับสังคม

พร้อมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าความต้องการจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากไบโอ พลาสติกทั่วโลกมีการใช้อยู่ที่ 7 แสนตันต่อปี หรือ ขยายตัว 20-30% ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกทั่วไป เติบโตเพียงประมาณ 5-10% ต่อปีเท่านั้น

ขณะที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลดปัญหาโลกร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป ต่อไปจะมีข้อกำหนดสินค้านำเข้าทุกชนิด ต้องใช้ผลิตภัณฑ์บรรจุที่เป็นพลาสติกชีวภาพเท่านั้น แม้แต่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ พลาสติกชีวภาพกำลังเข้าไปมีบทบาทเช่นกัน

กว่าหมื่นคนร่วมCAR FREE DAY ปั่นจักรยานลดสภาวะโลกร้อน กทม.เล็งขยายเลนวิ่งรถ2ล้อเพิ่ม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 24 กันยายน 2555

เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 23กันยายน ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ?นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานเปิดงาน Bangkok Car Free Day 2012 "กรุงเทพฯเมืองสวรรค์ มหัศจรรย์วันปลอดรถ"ที่จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขน ส่งมวลชนสาธารณะ การเดิน หรือปั่นจักรยานในการเดินทาง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

โดยในปีนี้ประชาชนมาร่วมขบวนในการปั่นจักรยานกว่า 1 หมื่นคน จากปีที่แล้วที่มีเพียง 4,000 คัน เดินทางมาร่วมกันปั่นเป็นริ้วขบวนรูปธงชาติไทยที่ยาวที่สุดในโลก ?โดยรวมพล 14 จุด ทั่วกรุงเทพ ?ได้แก่ ลานพระบรมรูปทรงม้า สวนเบญจสิริ เดอะมอลล์ บางแค เดอะมอลล์ บางกะปิ ศูนย์ยาวชนบางมด (ฝั่งธน) ตลาดประตูกรุงเทพ ถนนอักษะ ซอย 4 ทีโอที แจ้งวัฒนะ world bike (รามอินทรา-อาจณรงค์) บิ๊กซี รามอินทรา กม.3 เดอะมอลล์ ท่าพระ เดอะมอลล์ งามวงศ์งาน ทีโอที พระราม 4 และสวนหลวง ร.9 มารวมตัวกัน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า (สนามเสือป่า) และมุ่งหน้าปั่นสู่สวนลุมพินี

นายธีระชน กล่าวว่า การปั่นจักรยานถือเป็นการออกกำลังกายที่เชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ลดอุบัติเหตุ และลดปัญหาการจราจรติดขัด และขณะนี้กทม.ได้โครงการจักรยานสาธารณะกรุงเทพมหานคร บริการให้ยืมหรือเช่า รถจักรยานด้วยระบบอัตโนมัติแก่ชาวกรุงเทพฯ เพื่อขับขี่ในระยะสั้นๆ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างชุมชนและรถสาธารณะ โดยจะเริ่มโครงการในเดือนต.ค.-พ.ย.นี้ ส่วนเลนจักรยาน กทม.มีนโยบายจะขยายให้มากขึ้นและหากจะตัดถนนใหม่ ได้มีนโยบายให้ออกแบบทางจักรยานไว้เลย ?ทั้งนี้ กทม.พร้อมขยายระบบขนส่งมวลชนพื้นที่กทม.เป็น 300กม.ภายใน 10 ปี

มทส.เผยแผนแม่บทคมนาคมเมืองโคราช เน้นด้านเศรษฐศาสตร์-สิ่งแวดล้อม-ประชาชนมีส่วนร่วม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยถึงโครงการจัดทำแผนแม่บทและการศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา ที่จัดทำโดย สาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับ เทศบาลนครนครราชสีมา ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา พร้อมกับดำเนินการในการออกแบบเบื้องต้นระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสม, ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันจะไม่สามารถรองรับการเดินทางในอนาคต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการให้บริการการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม

ด้านความคืบหน้าการจัดทำโครงการ มีผลการวิเคราะห์รูปแบบระบบขนส่งมวลชนที่มีความเหมาะสม ครอบคลุมอายุรวมของโครงการในระยะยาว คุ้มค่าการลงทุนก่อสร้าง และปริมาณผู้โดยสารที่คาดการณ์ว่าจะมาใช้โครงการในปีอนาคต คือ ปีที่ 30 (พ.ศ. 2590)ในชั่วโมงเร่งด่วนเช้าสูงสุดเท่ากับ 11,600 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง ซึ่งระบบที่มีความเหมาะสมกับระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา คือรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษแบบยกระดับ (Elevated BRT) และรถไฟฟ้าขนาดเบา (LRT)

สกว.หนุนสร้างเครื่องระเบิดเยื่อปาล์ม หวังแยกส่วนไปเพิ่มมูลค่าในภาคอุตฯ

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม 2555

ภาคใต้ของประเทศไทยมีเนื้อที่ในการปลูกปาล์มน้ำมันยืนต้นกว่า 3 ล้านไร่ โดยจังหวัดที่มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุด คือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราชตามลำดับ หากประมาณจำนวนต้นปาล์มน้ำมันทั้งประเทศคาดว่าจะมีน้ำหนักแห้งทางใบที่ตัดทิ้ง น้ำหนักแห้งลำต้น และทะลายสดน้ำมันปาล์มจำนวนหลายล้านตันต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการนำลำต้น ทางใบและทะลายที่ถูกทิ้งมาเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก แต่ละส่วนมีองค์ประกอบหลักภายใน ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ที่สามารถนำไปพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล หากมีกระบวนการที่เหมาะสมในการพัฒนาต่อยอด

ฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุน รศ.ดร.สินชัย ชินวรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และคณะ ร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด และบริษัท อุดมชัยปาล์มออยล์ จำกัด ในโครงการ “การออกแบบและสร้างเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นเยื่อไม้อัดและพลังงานทางเลือกจากพืช” โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกแบบ จัดสร้างเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มที่มีกำลังผลิต 300-500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นเยื่อใยไม้อัด ตลอดจนวิเคราะห์และศึกษากลไกการหลั่งลิกนินออกจากเซลล์เยื่อไม้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาออกแบบเครื่องระเบิดเยื่อที่เหมาะสมกับเยื่อไม้ประเภทอื่นๆ

การระเบิดเยื่อปาล์ม เป็นกระบวนการแตกตัวของเยื่อไม้ที่อยู่ในภาชนะปิดภายใต้ไอน้ำแรงดันสูงในช่วงเวลาตั้งแต่ 2-10 นาที จากนั้นเยื่อไม้จะถูกปล่อยสู่สภาวะบรรยากาศในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้องค์ประกอบหลักของเยื่อไม้ ทั้งเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนินเกิดการแยกตัวออกจากกัน เยื่อไม้ในสภาวะปกติจะมีลิกนินทำหน้าที่เสมือนกาวในการยึดเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสไว้ ดังนั้นกระบวนการระเบิดเยื่อไม้จึงทำให้ได้ลิกนินซึ่งเป็นกาวแบบธรรมชาติที่พร้อมจะทำการประสานเยื่อไม้เข้าด้วยกันใหม่ ทั้งนี้กระบวนการ ดังกล่าวมิได้ใช้สารเคมีใดๆ จึงนับเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการใช้กาวแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนการนำเข้ากาวอย่างมหาศาลอีกด้วย

รศ.ดร.สินชัยเปิดเผยว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ปรับปรุงชุดอัดเยื่อไม้ของเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบให้มีความสามารถในการทนแรงดันไอน้ำสูงขึ้นไป รวมทั้งออกแบบและสร้างสกรูอัดเยื่อไม้ชุดใหม่ให้อยู่ในแนวนอนเพื่อให้สามารถเพิ่มระยะอัดของเยื่อไม้ และสามารถติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับเยื่อไม้ในห้องย่อยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบติดตั้งอยู่ที่โรงงานหีบน้ำมันปาล์มในกลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น จ.ชลบุรี ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ทำการปรับแต่งการทำงานของเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มให้ทำงานอย่างต่อเนื่องรวมถึงทดสอบการระเบิดเยื่อปาล์มที่ความดันไอน้ำสภาวะต่างๆ ตลอดจนทำการทดสอบ กระบวนการทางเคมีของเยื่อไม้ปาล์มที่สภาวะต่างๆ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้พยายามใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่จัดสร้างทำภายในประเทศให้มากที่สุด และออกแบบให้มีอายุการทำงานที่คุ้มทุนมากที่สุด ตลอดจนสามารถนำไปทำงานในพื้นที่บริเวณสวนปาล์มได้โดยมีผลกระทบน้อยที่สุด และออกแบบให้สามารถติดตั้งที่วัดสัญญาณเพื่อการวิเคราะห์วิจัยที่ง่ายและมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยดังกล่าวยังมีปัญหาอุปสรรคและสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุงในอนาคต ประกอบด้วย การป้อนเยื่อผ่านชุดหัวอัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนลำต้นที่มีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสูงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องระบายน้ำจากหัวอัดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การควบคุมระดับเยื่อภายในห้องย่อยนั้นมีความยาก เนื่องจากปริมาณเยื่อไม้ที่ป้อนจากหัวอัดมีการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะเยื่อไม้และความดันไอน้ำ ดังนั้นการปรับรอบและเวลาของวาล์วระเบิดต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองได้ทันต่อคำสั่งควบคุม อีกทั้งอาจจะมีความจำเป็นต้องปรับปรุงชุดลำเลียงเยื่อไม้ปาล์ม ขึ้นสู่ชุดสกรูอัดเยื่อไม้ที่สามารถปรับความเร็วรอบได้

นายสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฏ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด หนึ่งในผู้สนับสนุนทุนวิจัยหลักในครั้งนี้ กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มในครั้งนี้นับเป็นองค์ความรู้ใหม่ของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นน้ำของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และสามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยโจทย์ใหญ่คือต้องคิดว่าจะแยกองค์ประกอบต่างๆ ออกมาและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้างเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอได้นำชิ้นส่วนของเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มที่พัฒนาขึ้นไปใช้เป็นเครื่องปั่นเส้นด้าย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านวัสดุวิศวกรรมและสิ่งปลูกสร้าง โดยจากการเจรจากับตัวแทนบริษัทจากประเทศออสเตรเลียได้ให้ความสนใจการแยกไฟเบอร์มาใช้ประโยชน์เป็นผนังยิปซัม ซึ่งมีคุณสมบัติในการเกาะตัวได้ดี รวมถึงเก็บเสียงและความร้อนได้ดีกว่าอิฐบล็อก รวมถึงการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมไม้อัดและกระดาษ แต่จะต้องดึงเนื้ออาหารในเยื่อปาล์มออกมาให้หมดเพื่อมิให้เป็นอาหารของปลวก ทั้งนี้เครื่องต้นแบบดังกล่าวหากนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านบาท

ด้าน นายธงไชย นิรมิตศรีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท อุดมชัยปาล์มออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานปาล์มใน จ.ชุมพร กล่าวว่า ปัจจุบันต้นปาล์มที่หมดอายุแล้วส่วนหนึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยเพื่อเพิ่มเนื้อดินให้แก่สวนปาล์ม อย่างไรก็ตาม การทำลายต้นปาล์มที่หมดอายุดังกล่าวในปัจจุบันใช้วิธีการโค่นทิ้งแล้วปล่อยไว้ให้ผุเปื่อยไปเอง หรือเผาทิ้งซึ่งไม่สามารถทำลายได้หมดเพราะปาล์มมีความชื้นสูงมาก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอีกด้วย ตนจึงคิดที่จะนำผลงานการออกแบบและสร้างเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มในส่วนของเครื่องสับไปใช้ประโยชน์ในการทำลายปาล์มที่หมดอายุ เพื่อช่วยให้ชาวสวนปาล์มประหยัดเวลาและมีความสะดวกสบายมากขึ้น จะได้มีพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้หากสามารถแยกองค์ประกอบในเยื่อปาล์มมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้และมีตลาดรองรับ จะยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มและสร้างรายได้แก่ชาวสวนด้วย

ไฟเขียวแผนพัฒนาอาชีพปากพนัก ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยแนวหน้าออนไลน์ อังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบหลักการ 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาอาชีพเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาอาชีพโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 ที่คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ เสนอ โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ จำนวน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) พัฒนาการเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง (2) การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันในอาชีพของเกษตรกรและประชาชน (3) พัฒนาการสร้างตัวแบบความสำเร็จและขยายผลเพื่อพัฒนาอาชีพ และ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ภายใต้กรอบแนวคิดยึดแนวพระราชดำริหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนงานและกิจกรรม ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า แผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 มุ่งพัฒนาพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ประมาณ 1.98 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา รวม 13 อำเภอ ให้มีความมั่นคง ราษฎรอยู่ดีมีสุข มีระบบการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นนโยบายที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ ตรวจทานและจัดทำข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อเตรียมนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไ

ยื้อแผนบี้ภาษีรถปล่อย CO2 คลังหวั่นเพิ่มภาระอุตฯยานยนต์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเปิดเผยถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ด้วยการเปลี่ยนแนวทางคำนวณภาษีมาคิดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ (CO2) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่งจะฟื้นจากปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งได้มีการวางเครื่องจักรสายการผลิตใหม่? และรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์คันแรก เพื่อกระตุ้นภาคยานยนต์ ดังนั้น หากรัฐบาลไปออกมาตรการใดเพิ่มเติมจนต้องปรับระบบไลน์การผลิตใหม่พิจารณาดูแล้วคงเกิดปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงยังไม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาช่วงนี้เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคเอกชน

โดยกรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เบื้องต้นกำหนดหากเครื่องยนต์ขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 50% ขนาดเครื่องยนต์ ต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 30 % ด้วยการยกเลิกระบบภาษีโครงสร้างรถยนต์ให้ส่วนลดเมื่อใช้น้ำมันเอทานอล แก๊ซโซฮอลล์ รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำหนดให้เสียภาษี 10% และรถยนต์อีโคคาร์ที่เสียภาษี 17% โดยต้องศึกษาว่าได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณเท่าใด

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณกล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2555ว่ามีความล่าช้าในการขอเบิกงบประมาณไปพอสมควรแต่เชื่อว่าภายในเดือนหน้าการเบิกจ่ายของส่วนราชการจะเป็นไปตามเป้าหมายโดยในส่วนของงบฯลงทุน มีการเบิกจ่ายแล้ว60% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 72% และงบประมาณรายจ่ายประจำ มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 80% จากเป้าหมาย 94%ซึ่งเชื่อว่าหลังกรมบัญชีกลางมีการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานราชการแล้วนั้นเชื่อว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

"รัฐบาลมีมาตรการในการเร่งรัดส่วนราชการให้ดำเนินการทำรายการจัดซื้อจ้างให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งหากหน่วยราชการใดไม่สามารถทำได้ทันก็อาจให้โครงการนั้นพับไป"นายวรวิทย์กล่าว

สำหรับงบประมาณ 2556หน่วยราชการต่างๆสามารถร่างทำรายการจัดซื้อจัดจ้างเตรียมไว้ได้ทันทีเนื่องจากขณะที่งบประมาณได้ผ่านพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระ 3 แล้วเหลือเพียงขั้นตอนของวุฒิสภา

พด.เปิดผลวิจัยการไถกลบตอซัง ช่วยจัดการดินสำหรับการปลูกข้าว-ลดภาวะโลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

การไถกลบตอซังข้าวแทนการเผาตอซังนั้น นับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผาตอซัง ซึ่งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุในดิน อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนที่เป็น สาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาไถกลบตอซังซึ่งเป็นวิธีการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อการทำการเกษตรอย่างมาก ประกอบกับการทำนาของชาวนาในยุคนี้ที่ต้องการให้ได้ผลผลิตมากที่สุด จึงมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพักแปลงนา? และชาวนานิยมใช้วิธีการเผาตอซังเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบต่อไป แต่ความจริงแล้ว วิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด คือ การไถกลบตอซัง เนื่องจากเป็นการนำเศษซากพืชหมุนเวียนกลับลงสู่ดิน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย

กรมพัฒนาที่ดิน จึงมีนโยบายรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการไถกลบตอซังแทนการเผาตอซัง เพราะเป็นการช่วยรักษาสภาพผืนดินให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยมีจำกัด อีกทั้งชุมชนเมืองและอุตสาหกรรมก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่รักษาผืนดินเดิมให้ดี ในอนาคตอาจไม่มีพื้นที่ทำกิน ซึ่งสภาพแข่งขันของโลกการค้าเสรีในปัจจุบัน ล้วนทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ประเด็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนอาจถูกหยิบยกมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ ซึ่งการทำนาก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาข้อพิสูจน์ในเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซในนาข้าว กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ซึ่งมีนางกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข เป็นผู้อำนวยการ และได้มอบหมายนักวิจัย คือ ดร.นิสา มีแสง ทำงานวิจัยเรื่อง “พลวัตรของคาร์บอนในดินจากการไถกลบตอซังข้าวในภาคกลางของประเทศไทย”

ดร.นิสา กล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของการจัดการดินด้วยวิธีการไถกลบตอซังเปรียบเทียบกับวิธีการเผาตอซัง และวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลงนาต่อปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ 2 ชนิด คือ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมทั้งศึกษาปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บลงดินในรูปของอินทรียคาร์บอน และผลที่เกิดต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของดินในพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อจะได้วิธีการจัดการดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวและช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาภาวะโลกร้อนได้บ้าง

การวิจัยดำเนินการในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรบ้านห้วยโรง ต.บึงปลาทู อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เก็บข้อมูลทั้งในฤดูข้าวนาปี และนาปรัง ผลการวิจัยพบว่า วิธีการไถกลบตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุด 131.82 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ด้วยแปลงนามีสภาพน้ำขัง ทำให้อินทรียวัตถุจากตอซังข้าวถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งไม่แตกต่างจากวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลง ในขณะที่วิธีการเผาตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่น้อยกว่า คือ 111.32 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังพบว่าฤดูการปลูกข้าวนาปรังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนรวมตลอดฤดูเฉลี่ย 144.51 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 14,832.80 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าฤดูข้าวนาปี ที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนเฉลี่ย 104.76 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 8,454.62 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง เนื่องจากฤดูนาปรังมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่สูงกว่า และมีช่วงเวลาการขังน้ำในแปลงนาที่นานกว่าฤดูนาปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการไถกลบตอซังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการเผาตอซัง แต่ก็มีปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บลงสู่ดินเฉลี่ยสูงสุด 603 กิโลกรัม/ไร่ และมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิสู่ชั้นบรรยากาศเฉลี่ยทั้ง 2 ฤดูปลูกข้าวต่ำสุด 1,312.2 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่การเผาตอซัง ปริมาณคาร์บอนจากส่วนของต้นข้าวถูกเผาปล่อยสู่บรรยากาศเมื่อต้นฤดูปลูก แม้จะมีปริมาณคาร์บอนจากส่วนของรากคงอยู่ในดินแต่มีปริมาณน้อย ดังนั้น? การเผาตอซังจึงมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิจากก๊าซทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสู่บรรยากาศที่สูงเป็นปริมาณถึง 2,072 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่า การไถกลบตอซังเป็นวิธีการจัดการดินที่เหมาะสม สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

ออป.จับมือ“ธกส.” เปิดธนาคารต้นไม้ ฟื้นป่าไม้ภาคเหนือ เล็กปลูก5.1หมื่นไร่

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 25 กรกฎาคม 2555

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ลงนามความร่วมมือโครงการธนาคารต้นไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก เพื่อสร้างและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ในเขตสวนป่าเศรษฐกิจขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยนายลักษณ์กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนงบประมาณ 225.6 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2555 - 2559 เพื่อปลูกต้นไม้และดูแลรักษาสวนป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคเหนือ ตามลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน 51,000 ไร่ พร้อมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน ตามแนวทางของชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์และตระหนักในคุณค่าของป่าไม้

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จะร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยบริเวณรอบพื้นที่สวนป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ปลูกต้นไม้ตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยเน้นการปลูกต้นไม้ที่มีค่า เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียนทอง เป็นต้น ภายใต้การจัดการในรูปแบบของโครงการธนาคารต้นไม้ เป็นการช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่สมาชิกในชุมชนในระยะยาว คืนความสมดุลของระบบนิเวศน์ ลดความรุนแรงของการเกิดภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย รวมทั้งสร้างงานสร้างได้ให้แก่คนในชุมชนด้วย

ปูนอินทรีวางยุทธศาสตร์รับเทรนด์ฉลากเขียว

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 7 กรกฎาคม 2555

น.ส.จันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร การตลาดและงานขาย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี เปิดเผยว่า? ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ปูนอินทรีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยักษ์ใหญ่กลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงประกาศยุทธศาสตร์ “SD Road Map” รองรับกระแสหรือเทรนด์การก่อสร้างอาคารแห่งอนาคต ที่เน้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ปูนอินทรีได้ยึดหลักบริหารจัดการด้านการผลิต โดยลดปริมาณการใช้ปูนเม็ดในผลิตภัณฑ์ รวมถึงหนุนการใช้พลังงานทดแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีเป้าหมายลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศให้เหลือ 12% ภายในปี 2563 พร้อมดำเนินโครงการลดปริมาณของเสียที่นำไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to landfill) พร้อมทั้งขยายไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมสำเร็จ ให้ได้ภายในปี 2558

นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมวิจัยพัฒนาสินค้าและบริการ โดยเน้นการลดใช้ทรัพยากรและพลังงานให้ได้ตามมาตรฐานของคณะกรรมการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปูนอินทรีจัดตั้งขึ้น เพื่อพิจารณารับรอง “ฉลากหัวใจสีเขียว” (Green Heart Label) ปัจจุบันปูนซีเมนต์บรรจุถุงที่ได้รับฉลากดังกล่าว ได้แก่ อินทรีแดง อินทรีซุปเปอร์พลัส อินทรีทอง อินทรีปูนเขียว อินทรีดูราเซม อินทรีมอร์ตาร์แมกซ์ เป็นต้น

น.ส.จันทนา กล่าวว่า จากนโยบายดังกล่าว คาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงแนวคิดการพัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการผลักดันยอดขายสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรอง ฉลากหัวใจสีเขียว โดยปูนอินทรีมีเป้าหมายที่จะผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ให้มีสัดส่วน 40% ของยอดขายรวมภายในปี 2557

ส.ต่อต้านโลกร้อน ฟ้องนายกมาบตาพุดอนุญาตโรงงานถ่านหินโค้กไม่ชอบด้วยกม.

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา? นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร่วมกับชาวมาบข่า อ.นิคมพัฒนา ชาวห้วยโป่ง มาบตาพุด จำนวน 79 คน ได้เดินทางไปยื่นฟ้องปลัดเทศบาลเมืองมาบตาพุด และนายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด ต่อศาลปกครองระยอง ข้อหาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการโดยมิชอบโดยการอนุมัติ/อนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงงานถ่านหินโค้ก ชื่อบริษัท ไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอน โค้ก จำกัด ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานได้ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา

การกระทำของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการลุแก่อำนาจในการให้ใบอนุญาตแก่บริษัท เข้าข่ายเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลายมาตรา อาทิ มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 วรรคสอง มาตรา 287 ทั้งๆ ที่ชาวชุมชนมาบข่า-ห้วยโป่ง ได้คัดค้านโรงงานดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม

by ThaiWebExpert