หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ทม.น่านนำรณรงค์ผุดเครือข่ายรีไซเคิล ดึง ปชช. คัดแยกขยะ


นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการ “พัฒนากลุ่มผู้นำรณรงค์ ขยายผลการคัดแยกกล่องเครื่องดื่ม” มุ่งสร้างกระแสความร่วมมือ และบูรณาการการทำงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยมีตัวแทนหน่วยงาน ภาครัฐ เอกชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพื่อนำไปขยายต่อในชุมชนต่อไป


นางกรแก้ว เทียนศิริ หัวหน้าคณะวิทยากรประจำโครงการฯ กล่าวว่า กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมือง (ทม.) น่าน ร่วมกับกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกล่องวิเศษ โดยบริษัท เต็ดตรา แพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมจัดกิจกรรมการฝึกอบรมโครงการดังกล่าว เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ผ่านการคัดแยกกล่องเครื่องดื่มนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล และนำเสนอพร้อมทั้งอบรมเทคนิควิธีการรณรงค์เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการคัดแยกกล่องเครื่องดื่ม สร้างกลุ่มผู้นำกับการรณรงค์ในการคัดแยกกล่องเครื่องดื่มตามพื้นที่เป้าหมาย


ด้านนายสุรพลกล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ดีอีกโครงการหนึ่ง เพื่อลดปัญหาด้านขยะมูลฝอย และเพื่อเพิ่มช่องทางการรับรู้ในภาคประชาชนอันจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวความร่วมมือในการคัดแยกขยะมูลฝอยประเภทเครื่องดื่มเพื่อนำส่งกระบวนการรีไซเคิล โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้นำชุมชนอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ครู อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ในพื้นที่เทศบาลเมืองน่าน และตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ใกล้เคียง 

การประชุมโลกร้อน COP-21 กับปัญหาที่ประชาคมโลกต้องเผชิญ

ผู้นำกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ได้เดินทางไปร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบสนธิสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 21 หรือ COP-21 ที่กรุงปารีสแล้ว เพื่อรับมือกับโลกร้อนหลังปี 2020 ท่ามกลางปัญหาที่ยังต้องเร่งแก้ไขหลากหลายประการ

หลังจากที่ชาวปารีสเพิ่งประสบเหตุโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ก็แสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวด้วยการเดินทางไปร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบสินธิสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 21 หรือ COP-21 ที่กรุงปารีส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. ท่ามกลางความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศโลกให้ได้หลังปี 2020 ทางการฝรั่งเศส ได้ประกาศห้ามเดินรณรงค์ในกรุงปารีส หลังเกิดเหตุโจมตี ก็ทำให้ผู้ชุมนุมที่ต้องการเดินขบวนรณรงค์ต่อต้านโลกร้อนกว่า 10,000 คน ต้องเปลี่ยนมาใช้การรวมตัวเป็นห่วงโซ่มนุษย์แสดงสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ด้วยการจับมือและยืนเรียงรายไปตามถนนในกรุงปารีส รวมทั้งมีการนำรองเท้าไปวางที่ลานจตุรัส “ปลาซ เดอ ลา รีพับลิก” เพื่อเป็นตัวแทนของการเดินขบวนครั้งใหญ่อีกด้วย

คณะผู้จัดงานบอกว่า การร่วมวางรองเท้าแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และยังเป็นการส่งสัญญาณอันแข็งแกร่ง ก่อนการประชุมสภาพอากาศของสหประชาชาติเริ่มขึ้นในฝรั่งเศส



สำหรับ การประชุม COP-21 ซึ่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เป็นเจ้าภาพ มีผู้แทนจากกว่า 190 ชาติเข้าร่วม ซึ่งในจำนวนนี้เป็นประมุขและผู้นำรัฐบาลจาก 147 ชาติ โดยจะมีผู้ร่วมการหารือในเวทีการประชุมกรุงปารีสทั้งหมดราว 4 หมื่นคน ในระหว่างการประชุม ที่ดำเนินเป็นเวลา 11 วัน

วัตถุประสงค์ของการประชุมก็เพื่อร่างข้อตกลงร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการทำให้โลกร้อน โดยยูเอ็นมีการตั้งเป้าหมายลดอุณหภูมิโลกลง 2 องศาเซลเซียส โดยรัฐบาลชาติต่างๆ จะได้มีการเสนอแผนแห่งชาติในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระหว่างปี 2020-2030 ต่อที่ประชุม

ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าหมายดังกล่าว หลังจากคณะนักวิทยาศาสตร์ของยูเอ็นระบุว่า หากไม่มีการลงมือแก้ไขปัญหาแล้ว อุณหภูมิโลกที่พื้นผิวโดยเฉลี่ยจะเพิ่มสูงอีกราว 4.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 หรืออีก 85 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น และทำให้น้ำทะเลเพิ่มระดับสูง

ด้านนักวิเคราะห์คาดว่า มีโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงลดโลกร้อนฉบับใหม่ ที่รอคอยกันมานานในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายในกรุงปารีส ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ชาติสมาชิกยูเอ็น ระหว่างชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด เช่น สหรัฐอเมริกา จีน กับชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุดในทวีปแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม COP-21 จะเริ่มขึ้น ที่ประชุมประเทศสมาชิกเครือจักรภพในมอลตา ก็ได้มีคำเตือนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว หากการประชุมที่กรุงปารีส ยังไม่สามารถมีข้อตกลงร่วมกันได้

ประเทศสมาชิกเครือจักรภพจำนวน 53 ประเทศนั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศเกาะเล็กที่กำลังพัฒนา จึงมีความกังวลอย่างยิ่งต่อภัยการคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ที่เป็นพื้นที่ราบต่ำ ทั้งในแคริบเบียนและแปซิฟิก จึงได้ออกมาเรียกร้องให้มีจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกและระดับน้ำทะเลไม่ให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ก็ออกมาเรียกร้องให้โลกดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสตามเป้าหมาย โดยขอให้หาทางออกอย่างประนีประนอม ขณะที่นายโจเซฟ มัสกัต นายกรัฐมนตรีมอลตา ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า การประชุมที่ฝรั่งเศสจะประสบความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน ทางด้านประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ก็ได้ประกาศ “รายงานประจำปี 2015 เกี่ยวกับนโยบายและปฏิบัติการของจีนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ในการประชุม COP-21 ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ จีนยินดีที่จะปฏิบัติตามหลักการ “รับผิดชอบด้วยกันตามความสามารถที่แตกต่างกัน” เป็นหลักการเที่ยงธรรม และหลักการปฏิบัติตามความสามารถของตน เพื่อร่วมกันประกันให้ที่ประชุมบรรลุข้อตกลงตามเวลากำหนด



อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าในขณะที่ทั่วโลกต่างเร่งรับมือกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี 2020 หลายฝ่ายจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาที่อาจเป็นอุปสรรคอย่างน้อย 3 ประการคือ

1.เงินทุน ตามข้อตกลง ประเทศพัฒนาแล้วควรให้เงินทุน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2010-2012 และในช่วงระหว่างปี 2013-2020 ให้ทุน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนารับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ “กองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว” ได้รับเงินทุนเพียง 9,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจนถึงช่วงการประชุมมาลีเมื่อปีที่แล้ว ได้เงินทุนเพียง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.ตั้งเป้าหมายระยะยาว การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในที่ประชุมจะต้องผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ สำนักเลขานุการ “กรอบสนธิสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ” เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับคุณูปการด้านสภาพภูมิอากาศหลังปี 2020 ที่ประเทศต่างๆ ยื่นขึ้นก่อนการประชุมปารีสแสดงว่า ประชาคมโลกจะไม่สามารถบรรลุซึ่งเป้าหมายการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสได้

3.ฐานะทางกฎหมายของข้อตกลง สหรัฐ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ก่อมลพิษมากที่สุด มีความเห็นมาโดยตลอดว่า จะไม่กำหนดในสนธิสัญญาระหว่างประเทศในเชิงกฎหมายว่า ในปี 2025 จะลดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 26%-28% เมื่อเทียบกับปี 2005

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างเป็นรูปธรรมได้แค่ไหน เพราะอย่างที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐบอกในวันแรกของการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อช่วยให้เราสามารถควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินไป เพราะผู้คนทั่วโลกกำลังจับจ้องการประชุมครั้งนี้อยู่นั่นเอง

จ้างจุฬาฯทำแผนแม่บทเพิ่มสีเขียวลดปัญหาสิ่งแวดล้อมนำร่องเขตสาทร


นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีการพัฒนาเมืองเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและ การเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่พื้นที่โล่งว่างและพื้นที่สีเขียวในเมืองลดลง ทำให้เสียความสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเมือง เกิดปัญหาด้านต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งมลภาวะอากาศ อุณหภูมิของเมืองสูงและร้อนมากขึ้น จำเป็นยิ่งที่จะต้องกำหนดแนวทางบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น

การเพิ่มโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมืองของกรุงเทพฯ จึงเป็นวิธีที่จะบำรุงรักษา ฟื้นฟู และปรับสมดุลของระบบนิเวศน์ ลดปัญหาสภาพแวดล้อมแออัดและมลพิษในเขตเมือง สร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามและร่มรื่น ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่สีเขียวพักผ่อนและออกกำลังกาย เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักผังเมืองจึงได้จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาในโครงการจัดทำแผนแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในเขตกรุงเทพฯ ดำเนินการจัดทำผังแม่บทครอบคลุมพื้นที่สีเขียวริมคลองสำคัญและถนนสายหลัก ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพภูมิทัศน์ สวนสาธารณะ และการออกแบบกิจกรรม การใช้พื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับ สภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเมืองของกรุงเทพมหานคร โดยคัดเลือกพื้นที่นำร่องโครงการในพื้นที่เขตสาทร ศึกษาแผนงาน และข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่สีเขียว รวบรวมข้อมูลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชากร และวัฒนธรรมชุมชน สำรวจด้านกายภาพ การใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อจัดหาพื้นที่พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว

โดยบูรณาการร่วมกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ตามกระบวนการสร้างความร่วมมือโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผังแม่บทที่ได้จะใช้เป็นกรอบแนวทางและแผนการปฏิบัติพัฒนาในการสร้าง โครงข่ายพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครและเป็นไปตามนโยบายมหานครสีเขียวที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็น รูปธรรม

กทม.เร่งจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียวอนใช้รู้คุณค่า/กำจัดไขมันก่อนทิ้ง

นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึง การดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย และการบริหารทรัพยากรน้ำว่า ผู้บริหารให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำ โดยได้เริ่มก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย ตั้งแต่ปี 2535 จำนวน 8 แห่ง และมีแผนที่จะสร้างเพิ่มอีก 6 แห่ง ให้เสร็จภายใน ปี 2565 ซึ่งสภากรุงเทพมหานครได้เร่งให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม บำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ โดยมีมติแต่งตั้ง คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย การบริหารทรัพยากรน้ำและการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยให้ฝ่ายบริหารเข้มงวดการใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจกับประชาชน

ในเรื่องนี้ หน่วยงานจะต้องศึกษาและตรวจสอบพื้นที่ให้รอบคอบและมีความเหมาะสมด้านกายภาพ เพื่อประสิทธิภาพ ในการบำบัดน้ำเสีย โดยจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ ในการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บค่าธรรมเนียมให้ได้ตามเป้าหมายเพื่อนำมาพัฒนาระบบระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งก่อสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสียในจุดต่างๆ รองรับการขยายตัวของเมือง

ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการภาคเอกชนตลอดจนร้านค้าและบ้านเรือนประชาชนทั่วไปร่วมกันเริ่ม ตั้งแต่การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า นอกจากจะเป็นการประหยัดทรัพยากรน้ำ แล้วยังช่วยลดค่าบริหารจัดการบำบัดน้ำเสีย ด้วย

ในส่วนของกรุงเทพมหานครมีมาตรการให้ทุกหน่วยงานลดการใช้พลังงานทั้งน้ำและไฟฟ้า นำน้ำจากการบำบัดมาใช้ประโยชน์ต่อในการรดต้นไม้และล้างพื้น/ถนน ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายหน่วยงานทั้งราชการและเอกชนรณรงค์การใช้น้ำอย่าง คุ้มค่า ประชาชนก็ต้องหันมาใส่ใจ ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุดก่อนปล่อยทิ้งไปสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย

นอกจากนี้ การทิ้งไขมันลงท่อระบายน้ำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลกระทบกับแหล่งน้ำเป็นปัญหาเน่าเสีย ไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ กรุงเทพมหานครดำเนินการจัดเก็บไขมัน โดยให้สำนักงานเขตดำเนิน มาตรการอย่างเข้มงวด แจ้งสถานประกอบการ ที่เป็นแหล่งกำเนิดไขมันให้จัดการ ไขมันอย่างถูกวิธีก่อนปล่อยน้ำเสียลงสู่ ท่อระบายน้ำหรือแหล่งน้ำสาธารณะ โดย ในปีงบประมาณ 2558 กำหนดเป้าหมายการจัดเก็บไขมัน ร้อยละ 50 ของปริมาณไขมัน คาดการณ์ เป็นปริมาณ 21,074.37 ลบ.ม. สำนักงานเขตจัดเก็บได้ 30,097.45 ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 142.82 เกินเป้าหมาย โดยเขตที่จัดเก็บได้ตามเป้าหมาย 33 เขต และไม่ตามเป้าหมาย 17 เขต

หมอกควันหาดใหญ่ดีขึ้นต่อเนื่อง จ่อขอทำฝนหลวงหากรุ่นแรงขึ้น


8 ต.ค. 58 สถานการณ์หมอกควันที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะยังคงมีม่านหมอกควันปกคลุมอยู่ก็ตาม แต่ภาพจากมุมสูงบนจุดชมวิวจากเทือกเขาคอหงส์สามารถมองเห็นตัวเมืองหาดใหญ่ชัดเจนมากขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา ส่วนคุณภาพอากาศยังอยู่ในระดับปานกลางแม้จะไม่ถึงขั้นอากาศดีแต่ก็อยู่ในระดับที่ปลอดภัยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

โดยค่าฝุ่นละอองในอากาศลดลงมาอยู่ที่ 86ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เริ่มดีขึ้นทำให้ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปออกกำลังกาย ภายในสนามกีฬาจิระนครได้ตามปรกติแล้วหลังจากที่ต้องปิดชั่วคราวในช่วงที่หมอกควันรุนแรง นอกจากนี้สภาพโดยรวมของพื้นที่จ.สงขลา อากาศเริ่มเปิดที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่เที่ยวบินในช่วงเช้าทั้ง3 เที่ยวบินสามารถขึ้นลงได้ตามปรกติ

อย่างไรก็ตาม นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา รองผู้ว่าราชการ จ.สงขลา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แก้ปัญหาหมอกควัน จ.สงขลา กล่าวว่า ทางจังหวัดได้เตรียมพร้อมแก้ปัญหาหมอกควันหากสถานการณ์กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยได้ประสานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อส่งเครื่องบินมาทำฝนหลวงเนื่องจากฝนทิ้งช่วง

ขณะที่ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่16 สงขลาได้แจ้งเตือนให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หมอกควันต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนแม้ว่าหลายพื้นที่หมอกควันจะเบาบางลงแต่ยังมีโอกาสขึ้นลงได้ตลอด
 

อตก.จัดโครงการเมืองเกษตรสีเขียว มุ่งการผลิตเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

25 ก.ย.58 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงาน "เมืองเกษตร สีเขียว" ขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย.58 ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร ซึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ที่มุ่งสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีการคัดเลือกพื้นที่นำร่องโครงการ รวม 6 จังหวัด หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองเกษตรสีเขียว คือกระบวนการผลิต ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ระดับต้นน้ำเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ส่วนระดับกลางน้ำและปลายน้ำ ได้แก่ การแปรรูป การกำจัดของเสียโดยนำไปเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ ดำเนินการให้เกิด ร้าน Q Shop, Q restaurant รวมทั้งการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นางสาวธัญลักษ์ เจริญปรุ รองผู้อำนวยการ อ.ต.ก. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นหนึ่งพลวัตรของกระบวนการผลิตในส่วนของปลายน้ำ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจโครงการเมืองเกษตรสีเขียว และเพื่อให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในทุกด้านตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค รวมถึงผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรับรู้บทบาทของ อ.ต.ก. กับโครงการเมืองเกษตรสีเขียว โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเข้าใจกับโครงการเมืองเกษตรสีเขียว ตลอดจนตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภค และให้เกษตรกรได้มีโอกาสได้นำเสนอผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการขายสินค้า ด้วยกระบวนการและช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในการสร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป

ทาง อ.ต.ก. ได้ทำการคัดเลือกพื้นที่นำร่องโครงการ รวม 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ หนองคาย ศรีสะเกษ จันทบุรี พัทลุง และราชบุรี ซึ่งในแต่ละจังหวัดก็มีสินค้าที่เหมือนหรือแตกต่างกัน แต่ก็จะมีเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัดนั้นๆ

นางสาวธัญลักษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามแนวคิดหลักของ "สินค้าเกษตร สีเขียว เกษตรกรคุณภาพ" คือ การทำกิจกรรมเสริมจากแนวคิดเดิม เรื่องของ Marketing of Green ซึ่งนอกจาก อ.ต.ก จะเป็นองค์กรที่เป็นผู้นำด้านการตลาดสินค้าเกษตรสีเขียวแล้ว อ.ต.ก ยังมีส่วนช่วยเกษตรกรทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย โดยการเน้นถึงการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร แหล่งที่มาของสินค้า และพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้เป็นที่สินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและได้รับยอมรับจากผู้บริโภค พร้อมมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเกษตรกรไทยอีกทางหนึ่งด้วย

ผู้สนใจเข้าร่วมช้อปสินค้าเกษตรสีเขียวคุณภาพได้ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย.58 เวลา 09.00-18.00 น. ณ ตลาด อ.ต.ก.จตุจักร 

พ่อเมืองเลยตั้งเป้าเดินหน้าเมืองสะอาดที่สุดในประเทศไทย


นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการรักษาความสะอาด และลดปริมาณขยะมูลฝอย เป็นจังหวัดนำร่อง เรื่องความสะอาดและมุ่งให้ จ.เลย สะอาดที่สุดในประเทศไทย ในปี 2560 ที่บริเวณลานวัฒนธรรมถนนคนเดิน อ.เชียงคาน จ.เลย

โดยการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จ.เลย อำเภอเชียงคาน เทศบาลตำบลเชียงคาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่งในพื้นที่ อ.เชียงคาน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประมาณ 300 คน ร่วมเดินแจกถุงผ้าและร่วมรณรงค์กับแม่ค้า ในถนนคนเดินหรือถนนชายโขงกว่า 2 กิโลเมตร ท่ามกลางการให้ความสนใจของนักท่องเที่ยวที่เชียงคาน

นายดิษพล บุตรดีวงศ์ รักษาราชการแทนท้องถิ่นจังหวัดเลย กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นมากมีอัตราการผลิตขยะ/คน/วันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี หากไม่มีการสร้างวินัยของคนในชาติในการรักษาความสะอาดของบ้านเมือง โดยการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องในการจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่การทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง การลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเพิ่มการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง จะส่งผลทำให้ขยะกลายเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในอนาคต 

ต้านเขตศก.พิเศษฮุบป่าชุมชน ชาวบ้านโอดไม่อยากตายผ่อนส่ง


30 ส.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านหมู่ 2 ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียราย ได้เป็นเจ้าภาพในการสืบชะตาแม่น้ำอิงและป่าชุ่มน้ำพื้นที่ 3,020 ไร่ ซึ่งที่ดินบริเวณดังกล่าวรัฐบาลเตรียมประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยเพราะเป็นป่าชุมชน โดยมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนใกล้เคียง กลุ่มเด็ก-เยาวชน กว่า 450 คน เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยพิธีทางศาสนา โดยนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงรายเป็นประธาน หลังจากนั้นได้มีการบวชต้นไม้ ปล่อยปลา  และร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะเริ่มต้นภาคบ่ายด้วยเวทีเสวนา

นายพิชเฌศพงษ์ คุรุปรัชฌามรรค ผู้ประสานงานชุมชนบ้านบุญเรือง กล่าวว่าเนื่องจากความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมว่าเป็นอย่างไรและไม่สามารถตอบคำถามของชาวบ้านได้


โดยชุมชนรู้สึกหวงแหนทรัพยากรที่เป็นป่าชุ่มน้ำ ดังนั้นชาวบ้านได้ปรึกษาหารือกำหนดเอาวันที่ 30 สิงหาคม 2558 ทำพิธีบวชป่าซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านมากกว่านิคมอุตสาหกรรม เพราะสามารถต่อยอดสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน

นายถ่อง ตะวีนะ อายุ 75 ปี ผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านกล่าวว่า "พ่อเกิดมาก็เห็นป่าผืนนี้แล้ว ทุกคนในหมู่บ้านได้พึ่งพาป่าแห่งนี้ ทั้งใช้ไม้ หาเห็ด หาหน่อ หาอาหาร เป็นที่เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ช่วยกันดูแลทั้งหมู่บ้าน รักษาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในการบวชป่าครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกและรู้สึกดีใจภูมิใจที่ได้จัดกิจกรรมขึ้น"



นายทรงพล จันทะเรือง ตัวแทนชาวบ้านบุญเรือง กล่าวในเวทีเสวนาว่า ป่าผืนนี้อดีตเป็นที่เลี้ยงควายของหมู่บ้าน ตนเองก็เคยเลี้ยงควายที่นี่ ในอดีตทุกหลังคาจะมีควายอยู่ครอบครัวละ 50-60 ตัว โดยเอามาปล่อยที่ป่าแห่งนี้ และยกเลิกการเลี้ยงควายไปในปีพ.ศ. 2530 เนื่องจากผืนป่าแห่งนี้เคยมีแนวคิดที่จะยกเลิกและนำที่ดินมาแบ่งปันกัน แต่คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะรู้สึกเสียดาย เนื่องจากมีพันธุ์ไม้สำคัญจำนวนมาก โดยป่าจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ซึ่งที่ดอนจะเป็นป่าไผ่ บางที่เป็นป่าชมแสง ป่าข่อยสลับกับหนองบวกมากมายที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชน หากจะมาสร้างนิคมอุตสาหกรรม ที่นี่เหมือนกับเป็นการฆ่ากันผ่อนส่ง เพราะสารเคมี น้ำ การหากินของชาวบ้านจะถูกจำกัดลง

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ตนทำงานเป็นคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 พื้นที่ป่าชุมชนบ้านบุญเรืองนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญซึ่งในประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำเหลือน้อยมาก พื้นที่ชุ่มน้ำหมายถึง พื้นที่ติดแม่น้ำ มีหนอง คลองบึง พื้นที่น้ำขัง พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ชุ่มน้ำ หากคิดมูลค่าที่ดินไร่ละ 1 ล้าน ป่าผืนนี้กว่า 3พันไร่ ราคาก็กว่า 3 พันล้านบาท แต่ตอนนี้เขาตีมูลค่าเป็นศูนย์และจะนำไปแสวงหากำไรอีกที ตามหลักกฎหมายในมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีการห้ามใช้พื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่สาธารณะ หากจะใช้ต้องขอยกเลิกมติครม. และต้องประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาถึงจะนำพื้นที่ชุ่มน้ำไปใช้ได้ ในประเทศไทยมีเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการขอใช้พื้นที่สาธารณะ แต่กว่าจะผ่านการอนุมัติใช้เวลาเกือบ 10 ปี



นายนิวัฒน์ ร้อยแก้วหรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวถึงข้อกังวลของชาวบ้านเกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 ยึดที่ดินไปเป็นของกรมธนารักษ์ ว่า จริงๆแล้วมาตรา 44 รัฐบาลไม่ควรนำมาใช้กับชาวบ้าน แต่ควรใช้แก้ไขปัญหาเรื่องการปราบปรามอิทธิพลต่างๆ หรือปัญหาที่ยังคาราคาซังมากกว่า สิ่งที่พวกเราทำกันอยู่เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องชอบธรรม ตนกล้ายืนยัน ไม่เชื่อลองไปถามพระสงฆ์ก็ได้ เรารักษาป่า รักษาทรัพยากรชุมชนโดยการบวชป่า ตามสิทธิของชุมชนและสิทธิของคนไทยในการรักษาทรัพยากรของชาติ ทหารก็เป็นพี่เป็นน้องเรา

"ผมเชื่อว่าเขาไม่ใช้มาตรา 44 กับชาวบ้านหรอก หากใช้จริงผมทำนายว่าประเทศนี้ล่มจมแน่ เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ พื้นที่นี้ไม่เหมาะแก่การสร้างนิคมอุตสาหกรรม เพราะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องมีการถมดิน ซึ่งกีดขวางทางน้ำ จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่โดยรอบ" นายนิวัฒน์ กล่าว

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจชาวบ้าน เราต้องร่วมมือร่วมใจกัน เป็นนำหนึ่งใจเดียวกัน ทำหน้าที่ของเราอย่างเข้มแข็งในการอธิบายให้เขาเข้าใจ ทหารยังไม่รู้ หากรู้เขาจะเข้าใจเรา ในการเรียกร้องของชุมชนต้องใช้สิทธิของเรา ที่สำคัญต้องพึ่งพาสื่อมวลชนเพื่อนำเรื่องราวไปเผยแพร่ ร่วมมือนักวิชาการสถาบันการศึกษา รวมถึงร่วมกันศึกษาองค์ความรู้การใช้ประโยชน์ มูลค่าจากป่า ประโยชน์ต่อชุมชนอย่างไร เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน กฎหมาย งานวิชาการนำมาต่อสู้แบบสันติวิธีร่วมมือหลายๆ ฝ่ายให้มาช่วยกัน 

ฮึ่มสั่งปิดกิจการบ่อลูกรัง ‘ท่าม่วง’ ลักไก่แอบทิ้งขยะ


ฮึ่มสั่งปิดกิจการบ่อลูกรัง‘ท่าม่วง’ลักไก่แอบทิ้งขยะต้นน้ำ‘แควน้อย’

เมื่อบ่ายวันที่ 3 สิงหาคม นายจำรัส กังน้อย นายอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ท.ชูพงษ์ สายอุบล ผบ.ร.9 พัน 3 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ พ.ต.ท.สรรเสริญ ศิริพันธุ์ สว.กก.5.กองบังคับการปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) นายวิวรรธน์ มองเห็นทวีโชค หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 13 กรมป่าไม้ นายบรรพต พุ่มน้ำเย็น หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กจ.10 (ห้วยน้ำขาว) ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี นายน้อม บุญปองหา รองนายก อบต.หนองตากยา พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ตำบลหนองตากยา ลงตรวจสอบพื้นที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยกับบ่อขยะ ใน ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง หลังแล้วเสร็จการประชุมที่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองตากยาต่อประเด็นการร้องเรียนของชาวบ้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 หาคม ชาวบ้าน ต.หนองตากยาง นำสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ขุดตัก ดินลูกรัง หิน ทราย ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เนื้อที่กว่า 80 ไร่ ที่มีนายทุนชาวจังหวัดราชบุรี เป็นเจ้าของ แต่พื้นที่ดังกล่าวกลับนำขยะจำนวนมหาศาลมาทิ้งลักษณะฝังกลบ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ มาหนหนึ่งแล้ว

โดยชาวบ้านทั้งหมดเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือใน 3 ประเด็น คือ 1. ชาวบ้านต้องการให้เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น 2. ขอให้หยุดการนำขยะมาทิ้งโดยเด็ดขาด 3. ทางบริษัทที่นำขยะมาทิ้งต้องทำการปรับปรุงบูรณะพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้กลับมาดังเดิม

ผู้สื้อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่บ่อขยะดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 4 ต.หนองตากยา ที่อยู่ห่างจาก อบต.หนองตากยาประมาณ 12 กิโลเมตร ซึ่งการเข้าไปตรวจสอบโดยคณะของเจ้าหน้าที่ภาครัฐหนนี้ ต้องขับรถไปตามชายป่าและเชิงเขา และ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ติดกับเชิงเขา มีเนื้อที่ 2 แปลง มีลำห้วยธรรมชาติขั้นกลางเอาไว้ ซึ่งมองเห็นได้ว่า พื้นที่ทั้ง 2 แปลงมีกองขยะกระจัดกระจายไปทั่ว โดยขยะไม่ได้มีการคัดแยกก่อนนำมาฝังกลบแต่อย่างใด มีคนนำรถแม็กโฮ จำนวน 1 คัน ฝังกลบขยะอยู่ตามปกติ

นายจำรัส กังน้อย นอภ.ท่าม่วง เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า มาตรวจตามที่ชาวบ้านร้องเรียน หลังจากตรวจสอบแล้วเสร็จ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงานได้ทราบตามลำดับชั้น

และอธิบายว่า สำหรับการสำรวจพื้นที่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และกรมที่ดิน จากการประชุมทราบจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดว่า ได้มอบอำนาจให้ทาง อบต.เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎของอุตสาหกรรมที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น สำหรับปัญหามลพิษทางกลิ่น เป็นหน้าที่ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจะพิจารณาให้บริษัทดังกล่าวหยุดกิจการ ทุกหน่วยงานจะต้องมาสรุปและตัดสินใจดำเนินขั้นตอนตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ด้าน พ.ท.ชูพงษ์ สายอุบล ผบ.ร.9 พัน 3 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ กล่าวว่า หากประชาชนไม่เดือดร้อนจริงก็คงไม่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงมาตรวจสอบ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าทางบริษัทได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ ประชาชนเองก็ต้องให้โอกาสกับทางเจ้าของบริษัทด้วย นี่คือขั้นตอนของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่จากการที่ได้ไปตรวจสอบพื้นที่จริง ตนจะได้เสนอให้ทาง อบต.หนองตากยา ที่เป็นผู้อนุญาตให้ยกเลิก และสั่งให้บริษัทหยุดกิจการเอาไว้ก่อน จนกว่าจะแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านได้ ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นต่อไป

นายน้อม บุญปองหา รองนายก อบต.หนองตากยา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ทหารที่เสนอให้ผู้ประกอบการหยุดกิจการในทันที แต่จะให้สั่งการภายในวันนี้คงจะไม่ทัน เพราะต้องรวบรวมเอกสารให้เสร็จเสียก่อน และจะได้ไปคุยนอกรอบกับผู้ประกอบอีกครั้งหนึ่ง โดยจะให้ผู้ประกอบการหยุดดำเนินแก้ไขปัญหาของกลิ่นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ถึง 15 วัน หากผู้ประกอบไม่สามารถทำได้ จำเป็นจะต้องไม่อนุญาตให้ดำเนินการต่อไป

พ.ต.ท.สรรเสริญ ศิริพันธุ์ สว.กก.5.บก.ปทส.กล่าวว่า จากการตรวจพื้นที่เบื้องต้น พบว่าผืนป่าดังกล่าวเป็นผืนป่าต้นน้ำ สำหรับที่ดินจำนวน 80 ไร่ อยู่ติดกับลำคลองธรรมชาติที่รองรับน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา หากมีขยะหรือสารพิษไหลลงสู่ลำคลองดังกล่าวก็จะกระทบต่อประชาชนที่ใช้น้ำในการอุปโภค-บริโภคอย่างแน่นอน ซึ่งตนจะรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วนต่อไป

ในขณะที่ นายวิวรรธน์ มองเห็นทวีโชค หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 13 (กรมป่าไม้) กล่าวว่า หลังจากที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงเร่งสั่งการให้ตนและเจ้าหน้าที่เดินทางมาสำรวจรังวัดที่ดินทั้งหมด ว่าอยู่ในพื้นที่ใด โดยการรังวัดที่ดินจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อตรวจวัดหาพิกัดโดยรอบพื้นที่ทั้ง 2 แปลง หากพบตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกา 2481 ก็จะต้องตรวจสอบกันต่อไปว่า ที่ดินทั้ง 2 แปลง ออกเอกสารสิทธิ์ใบ นส.3.ก มาได้อย่างไร

ด้านนายชัยยศ เฉียมวิเชียร ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า การที่ชาวบ้านร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราไม่ต้องการแค่ให้ทางบริษัทแก้ไขปัญหาเรื่องของกลิ่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชาวบ้านทั้งหมดต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการสั่งการให้ทางผู้ประกอบการหยุดกิจการโดยทันที เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญของคนในพื้นที่ โดยน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา ไม่เพียงแต่จะไหลลงลำคลองธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้อุปโภค-บริโภคเท่านั้น แต่น้ำยังไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่บริเวณตำบลยางเกาะ อ.ด่านมะขามเตี้ยอีกด้วย และหากผู้ประกอบการยังดำเนินกิจการอยู่เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าผืนป่าต้นน้ำแห่งนี้จะต้องได้รับความหายนะอย่างแน่นอน

ขณะที่ศักดิ์ชัย ไวคกุล ผู้ประกอบการ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยหุ้นส่วยยินดีที่จะปฏิบัติตามคำเรียกร้องของชาวบ้านทุกอย่าง แต่ถ้าหากทางหน่วยงานรัฐ พิจารณาสั่งให้หยุดกิจการ พวกตนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม เพราะพวกตนอยู่ใต้กฎหมายอยู่แล้ว 

ทำแผนแม่บทลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก


นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการดำเนินโครงการ Bangkok Master Plan on Climate Change 2013-2023 ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยกรุงเทพมหานครได้ในการจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่
1.ด้านการขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2.ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานทางเลือก
3.ด้านการจัดการขยะและบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
4.ด้านการวางผังเมืองสีเขียว
5.ด้านแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยทบทวนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อนของกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2550-2555 รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และประเมินผล จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ร่างแผนแม่บท และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำสรุปจัดทำแผนแม่บทฉบับสมบูรณ์ พร้อมกันนี้ได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรกรุงเทพมหานครด้วยการสนับสนุนจากเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่นด้วย

ขณะนี้ ได้จัดทำร่างแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 (The 2nd Draft Master Plan on Climate Change and Its Actions) เสร็จแล้ว โดยมีการประมาณค่าการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และพิจารณามาตรการ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ และการปรับตัวที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรม โดยร่างแผนแม่บทฯ นี้ให้ความสำคัญต่อการติดตามและประเมินผลและการวัดผลได้ การรายงานผลและการตรวจพิสูจน์ผลได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อความสำเร็จอย่างยิ่ง

ในขั้นต่อไป คือการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ และประชาชน เพื่อปรับปรุงร่างแผนแม่บทฯ ให้มีกระบวนการจัดทำแผนมีความสมบูรณ์และเกิดการมีส่วนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้ง 5 ด้านตามแผนแม่บทฯดังกล่าว คาดว่าแผนแม่บทฯฉบับสมบูรณ์ จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2558


กรุงเทพมหานคร มุ่งหวัง แผนแม่บทฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนการดำเนินการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศตามที่ประเทศไทยได้เสนอเป้าหมายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกลไก Nationally AppropriateMitigation Action (NAMA) ต่อ UNFCCC แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แผนแม่บทฯดังกล่าว จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการสนับสนุนของประชาชน ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นสำคัญ 

by ThaiWebExpert