หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สศก.กับภารกิจจัดทำฐานข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรไทย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 29 มิถุนายน 2555

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในภาคเกษตรนั้นได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งต่อการผลิตและการค้า และในทางกลับกันภาคเกษตรก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน การปล่อยก๊าซของภาคเกษตรจะมากหรือน้อยกว่าภาคการผลิตอื่นจำนวนเท่าไรนั้นจะต้องมีการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรแล้ว

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้สร้างแรงกดดันหลายด้านต่อการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยด้านแรกเป็นเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ตลอดจนความชื้น ซึ่งมีผลต่อผลผลิตพืช ปศุสัตว์และประมง ที่มีความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อรายได้และวิถีชีวิตของเกษตรกร แรงกดดันอีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การกำหนดให้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร มีฉลากคาร์บอนให้ข้อมูลกับผู้บริโภค

ทั้งนี้ สศก.ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดเก็บข้อมูลการเกษตรของประเทศ แต่สำหรับเรื่องการคำนวณก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน ต้องมีองค์ความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ความละเอียดและความเพียงพอของข้อมูลที่จะต้องใช้ในการคำนวณ ดังนั้น สศก.จึงได้จัดทำโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำร่างรายงานผลการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของการระดมสมอง แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการระหว่างนักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความต้องการข้อมูลด้านการเกษตรที่ต้องจัดเก็บเพิ่มตามคู่มือการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของ IPCCC

จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.9 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ จึงอาจถูกประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่งจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องนโยบายการเกษตรที่เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมนำรายได้เข้าประเทศจำนวนไม้น้อย เช่น ปี 2553 รายได้จากการส่งออกมีจำนวนกว่าล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของรายได้จากการส่งออกของประเทศ ดังนั้น การจะรักษาฐานการส่งออกในตลาดต่างประเทศได้ ไทยจำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตลอดจนปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

“การดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ นับเป็นก้าวแรกของ สศก.ที่ทำงานด้านการพัฒนาฐานข้อมูลกิจกรรมและค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับนิเวศน์เกษตรของไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และข้อมูลก๊าซเรือนกระจกรายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งปศุสัตว์และประมง ได้แก่ สุกร ไก่ และกุ้ง ล้วนแต่เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย” นายอภิชาต กล่าวทิ้งท้าย

‘ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่’ หนุนพลังเครือข่ายยุววิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่อาเซียน

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มิถุนายน 2555

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันรามจิตติขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ “ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่: เด็ก เยาวชนและการศึกษา” ในงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ภายใต้แนวคิดหลัก “9 บันดาล...สู่งานวิจัย” เพื่อจัดแสดงผลงานจากการดำเนินงานของ สกว. ในตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้แนวทางพระราชดำริ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่?20-24 มิถุนายน 2555 ที่ศูนย์อิมแพคเมืองทองธานี

ในส่วนของนิทรรศการมีทั้งสิ้น 9 โซน หนึ่งในนั้นคือ โซนเด็ก เยาวชนและการศึกษา ภายใต้ชื่อ “ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่: เด็ก เยาวชนและการศึกษา” ซึ่ง ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ผู้จัดการเครือข่ายวิจัยด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษา สกว. กล่าวว่า แนวคิดการจัดนิทรรศการในโซนนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะเด็กและ

เยาวชนในมิติต่างๆ ที่ สกว.ดำเนินการมาเท่านั้น แต่ “ยังเป็นการตั้งโจทย์เพื่อก้าวต่อไปของการเรียนรู้ของสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้าสู่สังคมที่แปรเปลี่ยนในอนาคตได้อย่างรู้เท่าทัน ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาทักษะสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเรียนรู้และริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศและการสื่อสาร และทักษะชีวิตและการทำงาน

การจัดนิทรรศการด้านเด็กจึงประกอบไปด้วย การนำเสนอนิทรรศการและผลงานวิจัยด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาในหลากหลายรูปแบบโดยนายเกินศักดิ์ ศรีสวย หัวหน้าทีมประสานการจัดนิทรรศการกล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้จะมีโครงการยุววิจัยทั้งยุววิจัยยางพารา ยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยุววิจัยเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนทักษะชีวิตสำหรับครู ทั้งเรื่องการจัดครอบครัวศึกษา สื่อศึกษา โดยหนึ่งในไฮไลท์ของนวัตกรรมปฏิรูปการเรียนรู้คือ “โรงเรียนทำหนัง” หรือห้องเรียนสตูดิโอ ซึ่งจะเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการผลิตสารคดีภายใต้แนวคิด “เรียนรู้คู่คมเลนส์” ซึ่งในกิจกรรมดังกล่าวจะมีการสอนน้องๆ อาทิ การถ่ายภาพ ตัดต่อ รวมถึงผลิตสารคดีสั้นง่ายๆ

ในส่วนของการนำเสนอผลงานของการส่งเสริมท้องถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้ มีตัวอย่างโครงการเด่นๆ อาทิ โครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายในพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) ที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าไปมีบทบาทยกระดับการพัฒนาโรงเรียนและท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆหรือตัวอย่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชนในโครงการ Child Watch ตลอดจนเชิญเด็กและเยาวชนมาร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ “บ้านหลังเรียน” ซึ่งจะมี “ครูช่าง”จากเมืองเพชรบุรีมาสอนน้องๆ ทำงานช่างศิลป์ในแบบต่างๆ หรือตัวอย่างกิจกรรม“ถนนเด็กเดิน” ที่มีการออกงานและจัดกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของเด็กและเยาวชน เช่น การแสดงโขนเด็กของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร การแสดงพื้นบ้านจากกลุ่มบ้านหลังเรียนปู่ทวดครูสิงห์ การแสดงจักรยานผาดโผนจากทีม Chok Bike team Thailand ที่เคยคว้ารางวัลนานาชาติมาแล้วมาโชว์น้องๆ ด้วย

ดร.จุฬากรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในโครงการยุววิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมวัฒนธรรมอย่างมาก คือ โครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ สกว.ให้การสนับสนุนในหลายพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อสร้างบทบาทให้กับสถาบันการศึกษาแต่ละพื้นที่ ในการเป็นกลไกของการสนับสนุนและส่งเสริมการทำวิจัยให้กับเยาวชนในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจและภูมิใจในอัตลักษณ์และวิถีชีวิตในเชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง โดยผลจากโครงการที่ไปสู่การต่อยอดและขยายผลในระดับนโยบาย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้เข้ามาสานต่อให้ทุนยุววิจัยของ สกว. ดำเนินงานผ่านโครงการโรงเรียนทำหนังวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2551 นำร่องในจังหวัดลำปางและจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนายุววิจัยให้สามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านกระบวนการผลิตสารคดีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และขยายผลต่อเนื่องมาครอบคลุมทุกภาคจนปัจจุบัน

ที่ท้าทายคือการต่อยอดไปสู่ยุววิจัยอาเซียนเพื่อการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งกำลังจะนำร่องต่อยอดโดยความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมของไทย กระทรวงวัฒนธรรมต่างประเทศ และสถานทูตในกลุ่มอาเซียน จากประสบการณ์ของ สกว. โดยเฉพาะฐานการทำงานในโครงการต่างๆ

แนวโน้มการเปิดประตูการค้าเสรีอาเซียนในปี 2558 มิได้นำมาซึ่งความท้าทายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมถึงความท้าทายทางสังคมวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง มีความเข้าใจอันดีต่อกัน ท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และวิถีการดำรงชีวิต การมีกิจกรรมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะปูทางไปสู่ความเข้าใจอันดีดังกล่าว และปูฐานไปสู่ความเข้มแข็งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันในระยะยาวด้วยเช่นกัน

CPFชูธุรกิจสีเขียว ทุ่มงบอีก1พันล้าน เดินหน้าโครงการ ลดก๊าซเรือนกระจก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 6 มิถุนายน 2555

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ครัวของโลก” บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยมุ่งผลิตผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพปลอดภัย มาตรฐานสากลสู่ผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และมีการจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างยั่งยืนมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทได้กำหนดเป้าหมายให้ธุรกิจของบริษัทก้าวสู่การเป็น “ธุรกิจสีเขียว” โดยมีธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นธุรกิจต้นแบบนำร่อง และขยายไปสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจอาหาร ตลอดทั้งวงจรการผลิต ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง คาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ภายใต้นโยบายดังกล่าวได้ปีละกว่า 344,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมได้กว่า 1,260 ล้านบาทต่อปี

พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าถ่ายทอดต่อเนื่องไปยังกลุ่มเกษตรกร และคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพิ่มเติมอีก 500-1,000 ล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้

“บริษัทมีโรงงานและฟาร์มรวม 323 หน่วยงาน แบ่งเป็นอาหารสัตว์ 17 โรงงาน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ 282 ฟาร์ม และอาหาร 24 โรงงาน ที่ผ่านมาได้มุ่งดำเนินโครงการต่างๆทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปแล้ว 122 หน่วยงาน คิดเป็น 38% ของโรงงานและฟาร์มทั้งหมด โดยใช้งบประมาณไปแล้วรวมกว่า 3,000 ล้านบาท”นายอดิเรก กล่าว

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการ “ผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” โดยนำรากฐานความสำเร็จอย่างยั่งยืนของบริษัทที่เริ่มต้นจากมาตรฐานสินค้าคุณภาพ ,อาหารปลอดภัย และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มาต่อยอดความเข็งแกร่ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซีพี” ของบริษัทเป็นที่จดจำในระดับโลกอย่างยั่งยืน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้วกว่า 100 รายการ

อธิบดีมข.,โลกร้อน,กระทบ,การผลิตอาหาร,สุขภาพ,ประชาชน,

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 19 พฤษภาคม 2555

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น?เปิดเผยถึงภาวะโลกร้อนว่า อุณหภูมิของโลกโดยรวมสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบจากการที่อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย โรคเก่าๆ ที่เคยหายไปแล้วก็จะกลับมาอีกวันดีคืนดีระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นเมืองที่ใกล้ชายฝั่งทะเลมีโอกาสที่จะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้น้ำมีสูง และแถบขั้วโลกอุณหภูมิสูงขึ้นมาประมาณ 5-6 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น

ทั้งนี้จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำต่างๆ เปลี่ยนแปลงมากตัวอย่างเช่น น้ำในแม่น้ำโขงจะสังเกตเห็นว่าในหน้าแล้งแทบไม่มีน้ำเลย พอหน้าฝนน้ำจะมามากหรือท่วม ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตร เพราะพืชและสัตว์ที่มีขนาดเล็กจะสูญพันธุ์ทำให้ห่วงโซ่อาหารเปลี่ยนไป

“อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป หรืออากาศที่ร้อนมากๆ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ตัวอย่างเช่น การผลิตน้ำนมของโคนมโพนยางคำ สกลนคร ลดลงจาก 20 กิโลกรัม/วัน เหลือ 12 กิโลกรัม/วัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบให้เดือดร้อนไปทั่วโลก นอกจากผลผลิตทางการภาคการเกษตรแล้ว ด้านสุขภาพก็จะอ่อนแอลงทั้งสัตว์และมนุษย์ ดังนั้นหากเราไม่ช่วยกันลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานแบบฟุ่มเฟือยลง ภายใน5-10 ปีนี้ จะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกัน” อธิบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวอีกว่า ตอนนี้เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยผลิตออกซิเจน ลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เข้าชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะให้ลดการใช้น้ำมันปิโตรเลียมลง ซึ่งทุกวันนี้มีคนใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก โดยในแต่ละปีมีคนซื้อรถปิกอัพมากถึงปีละ 1 ล้านล้านคัน ซึ่งเราต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนใช้น้ำมันแบบประหยัดหรือหันมาใช้พลังงานทดแทนแทน ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์หรือแม้กระทั่งพลังงานแสงอาทิตย์?เป็นต้น เพราะพลังทดแทนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พัฒนาระบบเซ็นเซอร์น้ำเสีย ทีมนักวิจัยนาโนเทคโนโลยีจับมือสวทช.วิจัยนวัตกรรมดูแลสิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555

ทีมนักวิจัยวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจวัดน้ำเสียและระบบตรวจวัด pH ในน้ำ

ดร.สิรพัฒน์ ประโทนเทพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถนำไปประยุกต์ช่วยแก้ไข จึงเป็นที่มาของการพัฒนานวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สำหรับนวัตกรรมที่ทีมนักวิจัยของวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คิดค้นร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)?พัฒนาระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดสารเคมีในรูปของของเหลว โดยใช้หลักการเลียบแบบการทำงานของลิ้นมนุษย์ เพื่อใช้ตรวจวัดสารพิษในน้ำและศึกษาประสิทธิภาพการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ โดยการจำแนกลักษณะแพทเทิร์น เช่น เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม โดยมีเซลล์ประสาทสัมผัสชนิดต่างๆ เพื่อรับรู้รสของสารต่างกันไป จากนั้นนำมาประมวลผล?เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของลักษณะแพทเทิร์นที่เก็บข้อมูลไว้ ซึ่งจะสามารถแยกแยะไอออนเจือปนในน้ำทั้งไอออนบวก เช่น โซเดียม โพแตสเซียม และไอออนลบ เช่น ไนเตรต และซัลเฟลได้ดี รวมทั้งยังสามารถบ่งชี้ระดับความเข้มข้นมากน้อยในเชิงคุณภาพได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลแบบ Real Time เพื่อสร้างแผนที่ กรด-เบส สำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการพัฒนาหัววัดค่า pH แบบ ISFET ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-เบสได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะต่างๆ เก็บรักษาได้นาน โดยส่งข้อมูลแบบ Real Time ผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แสดงผลเป็นแผนที่กรด-เบส และจัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูลแผนที่กรด-เบส ทำให้สามารถระบุสภาพพื้นที่ ที่เกิดปัญหาเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ปภ.แนะแผ่นดินไหว...อันตรายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แนะวิธีเตรียมพร้อมรับมือและปฏิบัติตนหากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนเกิดให้ยึดติดเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้กับพื้นหรือผนังอย่างแน่นหนา ขณะเกิดให้หาที่หลบกำบังในจุดที่มีโครงสร้างแข็งแรง ห้ามใช้ลิฟต์ในการหนีออกจากอาคารอย่างเด็ดขาด เมื่อแผ่นดินไหวสงบ ให้รีบออกจากอาคาร ติดตามรับฟังสถานถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตนตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ระยะ นี้จังหวัดภูเก็ตเกิดแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง แม้จะไม่รุนแรงและสร้างความสูญเสียมากนัก แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งหลายจังหวัดของประเทศไทยตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีรับมือและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ดังนี้ ก่อนเกิด ยึดติดอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่หรือล้มได้กับพื้นหรือผนังบ้านอย่างแน่นหนา ไม่วางสิ่งของบนที่สูงหรือหลังตู้ เพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว อาจทำให้สิ่งของหล่นลงมาทับได้ ขณะเกิด กรณีอยู่ในอาคาร ควรหาที่หลบกำบังในจุดที่มีโครงสร้างแข็งแรง และพ้นจากแนวสิ่งของหล่นทับหรือวัสดุตกใส่ เช่น ใต้โต๊ะ พร้อมหมอบลงกับพื้น ใช้แขนหรือมือกำบัง เพื่อป้องกันศีรษะและลำคอได้รับบาดเจ็บ หรือยึดจับโต๊ะให้แน่นและเคลื่อนตัวไปพร้อมกับโต๊ะ อีกทั้งควรอยู่ให้ห่างจากประตู หน้าต่างที่เป็นกระจก และสิ่งของที่สามารถล้มทับได้ ห้ามใช้ลิฟต์หรือ บันไดหนีไฟในการอพยพหนีออกจากอาคารอย่างเด็ดขาด เพราะอาจได้รับอันตรายจากสิ่งของที่ร่วงหล่นจากแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะหากมีการตัดกระแสไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าดับจะทำให้ติดค้างอยู่ในลิฟต์ และขาดอากาศหายใจเสียชีวิต ให้รอจนแผ่นดินไหวยุติ ค่อยออกจากอาคาร โดยใช้วิธีเดินเร็วอย่างเป็นระเบียบทางบันไดภายในอาคาร

นายวิบูลย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ที่อยู่นอกอาคาร ให้รีบหนีออกมาอยู่บริเวณที่โล่งแจ้ง ห่างจากสิ่งปลูกสร้าง ป้ายโฆษณาและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อาจล้มทับ ระมัดระวังเศษวัสดุหล่นใส่หรือสิ่งของตกกระแทก หากขับรถยนต์ ให้จอดรถในจุดที่ปลอดภัย ห้ามจอดรถบริเวณใต้สะพาน ใต้ทางด่วน รอจนเหตุแผ่นดินไหวสงบค่อยขับรถต่อ หลังเกิดเหตุ เมื่อแผ่นดินไหวสงบ ให้รีบออกจากอาคารโดยเร็วที่สุด ไม่กลับเข้าไปในอาคารที่ได้รับความเสียหายหรือเสี่ยงต่อการทรุดตัว เพราะหากเกิดอาฟเตอร์ช็อก อาคารอาจถล่มลงมาได้ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามรับฟังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่หลงเชื่อข่าวลือ พร้อมปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เกษตรฯถกกีวีหนุนสู้โลกร้อนผลักดันความร่วมมือ2ประเทศ/ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มีนาคม 2555

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร ปี พ.ศ.2556 - 2559 (ค.ศ.2013 - 2016) สำหรับกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคเกษตรของไทยไว้ 3 ประเด็น ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถภาคเกษตรในการเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกันด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนการผลิต การระบาดของแมลงศัตรูพืช

2.ยุทธศาสตร์การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร โดยจะเริ่มต้นในระบบการผลิตข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย เน้นลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนแล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมประมาณ 10 ล้านตันภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงการลดการเผาตอซังในช่วงการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกข้าวรอบใหม่ด้วย

และ 3.ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีภาครัฐและองค์กรเอกชนเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ โดยจะบูรณาการการทำงานกันอย่างใกล้ชิด

"ประเทศนิวซีแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องปรับระบบการผลิตสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับปัญหาภาวะโลกร้อนมากว่า 12 ปีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์อันยาวนาน ประเทศนิวซีแลนด์มีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประเทศไทย ถึงแนวทางการดำเนินงานที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแผนปฏิบัติ ตลอดจนการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นับว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกขั้นหนึ่งในการยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของไทย ให้มีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะส่งผลต่อภาคเกษตรในระยะเวลาอันใกล้" นายนิวัติ กล่าว

มจธ.จับมือมหาวิทยาลัยโตเกียวดัน'Low carbon society'สู้โลกร้อน

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2555

รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า JGSEE ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียว จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 4th International Conference on Sustainable Energy and Environment (SEE 2011): A Paradigm shift to Low carbon Society เพื่อหารือแนวทางการลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิชาการ องค์กรด้านการวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจกว่า 200 คน มาร่วมนำเสนอผลงานวิจัยหัวข้อต่างๆ รวม 130 บทความ จาก 18 ประเทศทั่วโลก

"เป้าหมายหลักของการจัดประชุมครั้งนี้คือ การเปลี่ยนกรอบความคิดเพื่อให้มีมุมมองใหม่ๆ ในการเข้าสู่ Low carbon society การประชุมสะท้อนกรอบความคิดของการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับการปรับปรุงและส่งเสริม เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการใช้พลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงาน รวมถึงแนวทางการผลักดันนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติจริงภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง" รศ.ดร.สิรินทรเทพ

ด้าน รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ความเข้มแข็งในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการของหน่วยงานต่างๆ คือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนนโยบายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องมีการปรับปรุงแก้ไขนโยบายคือ 1.ลดการใช้ 2.ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเชื่อว่าการพัฒนาประเทศสู่ Low Carbon Society โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง จะช่วยป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญจะช่วยให้ประชาคมโลกจะก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

กรมทรัพยากรธรณีดันกระบี่ขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีวิทยาโลก

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม 2555

ดร.ทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการโครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาทรัพยากรธรณีและธรณีพิบัติ โดยมีนายอาคม ยุทธนา ผู้อำนวยการทรัพยากรณีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ารวม ที่โรงแรมมาริไทม์ ปาร์คแอนด์สปา รีสอร์ท อ.เมือง จ.กระบี่

ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางและองค์ความรู้ ความเข้าใจทางธรณีวิทยา ทรัพยากรธรณี และธรณีพิบัติ ให้แก่ครูผู้สอนกลุ่มสาระเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และกลุ่มสาระเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา วัฒนธรรรม สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน เยาวชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม ปลูกจิตสำนึกให้แก่ครู ให้มีทัศนะคติที่ถูกต้องต่อการสงวน อนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรณี ตลอดจนถึงเรื่องการเฝ้าระวังในเรื่องของธรณีพิบัติภัย

ดร.ทศพร กล่าวว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก จ.กระบี่ เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันมีภาวะเสี่ยงจากธรณีพิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของประชาชน และเล็งเห็นว่าประชาชนควรต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรณี และการอนุรักษ์ทรัพยากรวิทยา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเรื่อธรณีพิบัติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และที่สำคัญ จ.ระบี่ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ที่มีคุณค่าและควรที่อนุรักษ์เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศและนานาชาติอีกหลายแหล่ง

นายมนตรี เหลืองอิงคะสุต ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยา กล่าวว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรณีวิทยา เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่นักเรียนและเยาวชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจังหวัดที่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมากควรที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นเครือข่ายอุทยานธรณีวิทยาโลก จาก UNESSCO เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการพัฒนาแหล่งธรณีวิทยาไปสู่อุทยานธรณีในอนาคตต่อไป

เข็น3ยุทธศาสตร์สู้โลกร้อนเกษตรฯเร่งยกร่างแผนปฏิบัติการรองรับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภาวะ

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 12 มีนาคม 2555

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรฯกำลังพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ.2555-2559 เพื่อรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคการเกษตร และเพื่อแปลงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ด้านการเกษตร ไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงาน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบ ด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 2.การปรับปรุงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร และ 3.การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร

นายนิวัติ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่ กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการ คือ การพัฒนา ขีดความสามารถภาคเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีผสาน กับภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การผลิตที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน และรักษาศักยภาพในการแข่งขันสินค้าโลก รวมถึงสร้างกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน

"ภาคการเกษตรของไทย จำเป็นต้องมีแผนเตรียมการรองรับการปรับตัวและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในภาคการเกษตรอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และในขณะเดียวกันก็เป็นภาคที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกด้วย การมียุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จะทำให้เรามีฐานข้อมูล เครือข่าย ตลอดจนแนวทางการจัดการองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสำหรับเกษตรกร บุคลากรของกระทรวงและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ให้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตรในมิติของการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อให้มีศักยภาพ ในการแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวของจะต้องร่วมกันเตรียมการรับมือและให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง นายนิวัติ กล่าว

by ThaiWebExpert