หนังสือพิมพ์แนวหน้า

กว่าหมื่นคนร่วมCAR FREE DAY ปั่นจักรยานลดสภาวะโลกร้อน กทม.เล็งขยายเลนวิ่งรถ2ล้อเพิ่ม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 24 กันยายน 2555

เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 23กันยายน ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ?นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานเปิดงาน Bangkok Car Free Day 2012 "กรุงเทพฯเมืองสวรรค์ มหัศจรรย์วันปลอดรถ"ที่จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขน ส่งมวลชนสาธารณะ การเดิน หรือปั่นจักรยานในการเดินทาง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

โดยในปีนี้ประชาชนมาร่วมขบวนในการปั่นจักรยานกว่า 1 หมื่นคน จากปีที่แล้วที่มีเพียง 4,000 คัน เดินทางมาร่วมกันปั่นเป็นริ้วขบวนรูปธงชาติไทยที่ยาวที่สุดในโลก ?โดยรวมพล 14 จุด ทั่วกรุงเทพ ?ได้แก่ ลานพระบรมรูปทรงม้า สวนเบญจสิริ เดอะมอลล์ บางแค เดอะมอลล์ บางกะปิ ศูนย์ยาวชนบางมด (ฝั่งธน) ตลาดประตูกรุงเทพ ถนนอักษะ ซอย 4 ทีโอที แจ้งวัฒนะ world bike (รามอินทรา-อาจณรงค์) บิ๊กซี รามอินทรา กม.3 เดอะมอลล์ ท่าพระ เดอะมอลล์ งามวงศ์งาน ทีโอที พระราม 4 และสวนหลวง ร.9 มารวมตัวกัน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า (สนามเสือป่า) และมุ่งหน้าปั่นสู่สวนลุมพินี

นายธีระชน กล่าวว่า การปั่นจักรยานถือเป็นการออกกำลังกายที่เชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ลดอุบัติเหตุ และลดปัญหาการจราจรติดขัด และขณะนี้กทม.ได้โครงการจักรยานสาธารณะกรุงเทพมหานคร บริการให้ยืมหรือเช่า รถจักรยานด้วยระบบอัตโนมัติแก่ชาวกรุงเทพฯ เพื่อขับขี่ในระยะสั้นๆ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างชุมชนและรถสาธารณะ โดยจะเริ่มโครงการในเดือนต.ค.-พ.ย.นี้ ส่วนเลนจักรยาน กทม.มีนโยบายจะขยายให้มากขึ้นและหากจะตัดถนนใหม่ ได้มีนโยบายให้ออกแบบทางจักรยานไว้เลย ?ทั้งนี้ กทม.พร้อมขยายระบบขนส่งมวลชนพื้นที่กทม.เป็น 300กม.ภายใน 10 ปี

มทส.เผยแผนแม่บทคมนาคมเมืองโคราช เน้นด้านเศรษฐศาสตร์-สิ่งแวดล้อม-ประชาชนมีส่วนร่วม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยถึงโครงการจัดทำแผนแม่บทและการศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา ที่จัดทำโดย สาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับ เทศบาลนครนครราชสีมา ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา พร้อมกับดำเนินการในการออกแบบเบื้องต้นระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสม, ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันจะไม่สามารถรองรับการเดินทางในอนาคต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการให้บริการการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม

ด้านความคืบหน้าการจัดทำโครงการ มีผลการวิเคราะห์รูปแบบระบบขนส่งมวลชนที่มีความเหมาะสม ครอบคลุมอายุรวมของโครงการในระยะยาว คุ้มค่าการลงทุนก่อสร้าง และปริมาณผู้โดยสารที่คาดการณ์ว่าจะมาใช้โครงการในปีอนาคต คือ ปีที่ 30 (พ.ศ. 2590)ในชั่วโมงเร่งด่วนเช้าสูงสุดเท่ากับ 11,600 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง ซึ่งระบบที่มีความเหมาะสมกับระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา คือรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษแบบยกระดับ (Elevated BRT) และรถไฟฟ้าขนาดเบา (LRT)

สกว.หนุนสร้างเครื่องระเบิดเยื่อปาล์ม หวังแยกส่วนไปเพิ่มมูลค่าในภาคอุตฯ

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม 2555

ภาคใต้ของประเทศไทยมีเนื้อที่ในการปลูกปาล์มน้ำมันยืนต้นกว่า 3 ล้านไร่ โดยจังหวัดที่มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุด คือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราชตามลำดับ หากประมาณจำนวนต้นปาล์มน้ำมันทั้งประเทศคาดว่าจะมีน้ำหนักแห้งทางใบที่ตัดทิ้ง น้ำหนักแห้งลำต้น และทะลายสดน้ำมันปาล์มจำนวนหลายล้านตันต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการนำลำต้น ทางใบและทะลายที่ถูกทิ้งมาเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก แต่ละส่วนมีองค์ประกอบหลักภายใน ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ที่สามารถนำไปพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล หากมีกระบวนการที่เหมาะสมในการพัฒนาต่อยอด

ฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุน รศ.ดร.สินชัย ชินวรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และคณะ ร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด และบริษัท อุดมชัยปาล์มออยล์ จำกัด ในโครงการ “การออกแบบและสร้างเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นเยื่อไม้อัดและพลังงานทางเลือกจากพืช” โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกแบบ จัดสร้างเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มที่มีกำลังผลิต 300-500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นเยื่อใยไม้อัด ตลอดจนวิเคราะห์และศึกษากลไกการหลั่งลิกนินออกจากเซลล์เยื่อไม้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาออกแบบเครื่องระเบิดเยื่อที่เหมาะสมกับเยื่อไม้ประเภทอื่นๆ

การระเบิดเยื่อปาล์ม เป็นกระบวนการแตกตัวของเยื่อไม้ที่อยู่ในภาชนะปิดภายใต้ไอน้ำแรงดันสูงในช่วงเวลาตั้งแต่ 2-10 นาที จากนั้นเยื่อไม้จะถูกปล่อยสู่สภาวะบรรยากาศในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้องค์ประกอบหลักของเยื่อไม้ ทั้งเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนินเกิดการแยกตัวออกจากกัน เยื่อไม้ในสภาวะปกติจะมีลิกนินทำหน้าที่เสมือนกาวในการยึดเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสไว้ ดังนั้นกระบวนการระเบิดเยื่อไม้จึงทำให้ได้ลิกนินซึ่งเป็นกาวแบบธรรมชาติที่พร้อมจะทำการประสานเยื่อไม้เข้าด้วยกันใหม่ ทั้งนี้กระบวนการ ดังกล่าวมิได้ใช้สารเคมีใดๆ จึงนับเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการใช้กาวแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนการนำเข้ากาวอย่างมหาศาลอีกด้วย

รศ.ดร.สินชัยเปิดเผยว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ปรับปรุงชุดอัดเยื่อไม้ของเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบให้มีความสามารถในการทนแรงดันไอน้ำสูงขึ้นไป รวมทั้งออกแบบและสร้างสกรูอัดเยื่อไม้ชุดใหม่ให้อยู่ในแนวนอนเพื่อให้สามารถเพิ่มระยะอัดของเยื่อไม้ และสามารถติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับเยื่อไม้ในห้องย่อยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบติดตั้งอยู่ที่โรงงานหีบน้ำมันปาล์มในกลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น จ.ชลบุรี ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ทำการปรับแต่งการทำงานของเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มให้ทำงานอย่างต่อเนื่องรวมถึงทดสอบการระเบิดเยื่อปาล์มที่ความดันไอน้ำสภาวะต่างๆ ตลอดจนทำการทดสอบ กระบวนการทางเคมีของเยื่อไม้ปาล์มที่สภาวะต่างๆ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้พยายามใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่จัดสร้างทำภายในประเทศให้มากที่สุด และออกแบบให้มีอายุการทำงานที่คุ้มทุนมากที่สุด ตลอดจนสามารถนำไปทำงานในพื้นที่บริเวณสวนปาล์มได้โดยมีผลกระทบน้อยที่สุด และออกแบบให้สามารถติดตั้งที่วัดสัญญาณเพื่อการวิเคราะห์วิจัยที่ง่ายและมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยดังกล่าวยังมีปัญหาอุปสรรคและสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุงในอนาคต ประกอบด้วย การป้อนเยื่อผ่านชุดหัวอัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนลำต้นที่มีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสูงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องระบายน้ำจากหัวอัดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การควบคุมระดับเยื่อภายในห้องย่อยนั้นมีความยาก เนื่องจากปริมาณเยื่อไม้ที่ป้อนจากหัวอัดมีการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะเยื่อไม้และความดันไอน้ำ ดังนั้นการปรับรอบและเวลาของวาล์วระเบิดต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองได้ทันต่อคำสั่งควบคุม อีกทั้งอาจจะมีความจำเป็นต้องปรับปรุงชุดลำเลียงเยื่อไม้ปาล์ม ขึ้นสู่ชุดสกรูอัดเยื่อไม้ที่สามารถปรับความเร็วรอบได้

นายสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฏ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด หนึ่งในผู้สนับสนุนทุนวิจัยหลักในครั้งนี้ กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มในครั้งนี้นับเป็นองค์ความรู้ใหม่ของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นน้ำของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และสามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยโจทย์ใหญ่คือต้องคิดว่าจะแยกองค์ประกอบต่างๆ ออกมาและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้างเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอได้นำชิ้นส่วนของเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มที่พัฒนาขึ้นไปใช้เป็นเครื่องปั่นเส้นด้าย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านวัสดุวิศวกรรมและสิ่งปลูกสร้าง โดยจากการเจรจากับตัวแทนบริษัทจากประเทศออสเตรเลียได้ให้ความสนใจการแยกไฟเบอร์มาใช้ประโยชน์เป็นผนังยิปซัม ซึ่งมีคุณสมบัติในการเกาะตัวได้ดี รวมถึงเก็บเสียงและความร้อนได้ดีกว่าอิฐบล็อก รวมถึงการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมไม้อัดและกระดาษ แต่จะต้องดึงเนื้ออาหารในเยื่อปาล์มออกมาให้หมดเพื่อมิให้เป็นอาหารของปลวก ทั้งนี้เครื่องต้นแบบดังกล่าวหากนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านบาท

ด้าน นายธงไชย นิรมิตศรีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท อุดมชัยปาล์มออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานปาล์มใน จ.ชุมพร กล่าวว่า ปัจจุบันต้นปาล์มที่หมดอายุแล้วส่วนหนึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยเพื่อเพิ่มเนื้อดินให้แก่สวนปาล์ม อย่างไรก็ตาม การทำลายต้นปาล์มที่หมดอายุดังกล่าวในปัจจุบันใช้วิธีการโค่นทิ้งแล้วปล่อยไว้ให้ผุเปื่อยไปเอง หรือเผาทิ้งซึ่งไม่สามารถทำลายได้หมดเพราะปาล์มมีความชื้นสูงมาก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอีกด้วย ตนจึงคิดที่จะนำผลงานการออกแบบและสร้างเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มในส่วนของเครื่องสับไปใช้ประโยชน์ในการทำลายปาล์มที่หมดอายุ เพื่อช่วยให้ชาวสวนปาล์มประหยัดเวลาและมีความสะดวกสบายมากขึ้น จะได้มีพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้หากสามารถแยกองค์ประกอบในเยื่อปาล์มมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้และมีตลาดรองรับ จะยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มและสร้างรายได้แก่ชาวสวนด้วย

ไฟเขียวแผนพัฒนาอาชีพปากพนัก ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยแนวหน้าออนไลน์ อังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบหลักการ 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาอาชีพเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาอาชีพโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 ที่คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ เสนอ โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ จำนวน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) พัฒนาการเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง (2) การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันในอาชีพของเกษตรกรและประชาชน (3) พัฒนาการสร้างตัวแบบความสำเร็จและขยายผลเพื่อพัฒนาอาชีพ และ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ภายใต้กรอบแนวคิดยึดแนวพระราชดำริหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนงานและกิจกรรม ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า แผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 มุ่งพัฒนาพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ประมาณ 1.98 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา รวม 13 อำเภอ ให้มีความมั่นคง ราษฎรอยู่ดีมีสุข มีระบบการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นนโยบายที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ ตรวจทานและจัดทำข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อเตรียมนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไ

ยื้อแผนบี้ภาษีรถปล่อย CO2 คลังหวั่นเพิ่มภาระอุตฯยานยนต์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเปิดเผยถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ด้วยการเปลี่ยนแนวทางคำนวณภาษีมาคิดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ (CO2) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่งจะฟื้นจากปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งได้มีการวางเครื่องจักรสายการผลิตใหม่? และรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์คันแรก เพื่อกระตุ้นภาคยานยนต์ ดังนั้น หากรัฐบาลไปออกมาตรการใดเพิ่มเติมจนต้องปรับระบบไลน์การผลิตใหม่พิจารณาดูแล้วคงเกิดปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงยังไม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาช่วงนี้เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคเอกชน

โดยกรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เบื้องต้นกำหนดหากเครื่องยนต์ขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 50% ขนาดเครื่องยนต์ ต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 30 % ด้วยการยกเลิกระบบภาษีโครงสร้างรถยนต์ให้ส่วนลดเมื่อใช้น้ำมันเอทานอล แก๊ซโซฮอลล์ รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำหนดให้เสียภาษี 10% และรถยนต์อีโคคาร์ที่เสียภาษี 17% โดยต้องศึกษาว่าได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณเท่าใด

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณกล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2555ว่ามีความล่าช้าในการขอเบิกงบประมาณไปพอสมควรแต่เชื่อว่าภายในเดือนหน้าการเบิกจ่ายของส่วนราชการจะเป็นไปตามเป้าหมายโดยในส่วนของงบฯลงทุน มีการเบิกจ่ายแล้ว60% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 72% และงบประมาณรายจ่ายประจำ มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 80% จากเป้าหมาย 94%ซึ่งเชื่อว่าหลังกรมบัญชีกลางมีการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานราชการแล้วนั้นเชื่อว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

"รัฐบาลมีมาตรการในการเร่งรัดส่วนราชการให้ดำเนินการทำรายการจัดซื้อจ้างให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งหากหน่วยราชการใดไม่สามารถทำได้ทันก็อาจให้โครงการนั้นพับไป"นายวรวิทย์กล่าว

สำหรับงบประมาณ 2556หน่วยราชการต่างๆสามารถร่างทำรายการจัดซื้อจัดจ้างเตรียมไว้ได้ทันทีเนื่องจากขณะที่งบประมาณได้ผ่านพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระ 3 แล้วเหลือเพียงขั้นตอนของวุฒิสภา

พด.เปิดผลวิจัยการไถกลบตอซัง ช่วยจัดการดินสำหรับการปลูกข้าว-ลดภาวะโลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

การไถกลบตอซังข้าวแทนการเผาตอซังนั้น นับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผาตอซัง ซึ่งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุในดิน อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนที่เป็น สาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาไถกลบตอซังซึ่งเป็นวิธีการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อการทำการเกษตรอย่างมาก ประกอบกับการทำนาของชาวนาในยุคนี้ที่ต้องการให้ได้ผลผลิตมากที่สุด จึงมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพักแปลงนา? และชาวนานิยมใช้วิธีการเผาตอซังเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบต่อไป แต่ความจริงแล้ว วิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด คือ การไถกลบตอซัง เนื่องจากเป็นการนำเศษซากพืชหมุนเวียนกลับลงสู่ดิน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย

กรมพัฒนาที่ดิน จึงมีนโยบายรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการไถกลบตอซังแทนการเผาตอซัง เพราะเป็นการช่วยรักษาสภาพผืนดินให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยมีจำกัด อีกทั้งชุมชนเมืองและอุตสาหกรรมก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่รักษาผืนดินเดิมให้ดี ในอนาคตอาจไม่มีพื้นที่ทำกิน ซึ่งสภาพแข่งขันของโลกการค้าเสรีในปัจจุบัน ล้วนทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ประเด็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนอาจถูกหยิบยกมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ ซึ่งการทำนาก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาข้อพิสูจน์ในเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซในนาข้าว กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ซึ่งมีนางกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข เป็นผู้อำนวยการ และได้มอบหมายนักวิจัย คือ ดร.นิสา มีแสง ทำงานวิจัยเรื่อง “พลวัตรของคาร์บอนในดินจากการไถกลบตอซังข้าวในภาคกลางของประเทศไทย”

ดร.นิสา กล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของการจัดการดินด้วยวิธีการไถกลบตอซังเปรียบเทียบกับวิธีการเผาตอซัง และวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลงนาต่อปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ 2 ชนิด คือ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมทั้งศึกษาปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บลงดินในรูปของอินทรียคาร์บอน และผลที่เกิดต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของดินในพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อจะได้วิธีการจัดการดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวและช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาภาวะโลกร้อนได้บ้าง

การวิจัยดำเนินการในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรบ้านห้วยโรง ต.บึงปลาทู อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เก็บข้อมูลทั้งในฤดูข้าวนาปี และนาปรัง ผลการวิจัยพบว่า วิธีการไถกลบตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุด 131.82 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ด้วยแปลงนามีสภาพน้ำขัง ทำให้อินทรียวัตถุจากตอซังข้าวถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งไม่แตกต่างจากวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลง ในขณะที่วิธีการเผาตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่น้อยกว่า คือ 111.32 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังพบว่าฤดูการปลูกข้าวนาปรังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนรวมตลอดฤดูเฉลี่ย 144.51 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 14,832.80 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าฤดูข้าวนาปี ที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนเฉลี่ย 104.76 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 8,454.62 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง เนื่องจากฤดูนาปรังมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่สูงกว่า และมีช่วงเวลาการขังน้ำในแปลงนาที่นานกว่าฤดูนาปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการไถกลบตอซังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการเผาตอซัง แต่ก็มีปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บลงสู่ดินเฉลี่ยสูงสุด 603 กิโลกรัม/ไร่ และมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิสู่ชั้นบรรยากาศเฉลี่ยทั้ง 2 ฤดูปลูกข้าวต่ำสุด 1,312.2 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่การเผาตอซัง ปริมาณคาร์บอนจากส่วนของต้นข้าวถูกเผาปล่อยสู่บรรยากาศเมื่อต้นฤดูปลูก แม้จะมีปริมาณคาร์บอนจากส่วนของรากคงอยู่ในดินแต่มีปริมาณน้อย ดังนั้น? การเผาตอซังจึงมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิจากก๊าซทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสู่บรรยากาศที่สูงเป็นปริมาณถึง 2,072 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่า การไถกลบตอซังเป็นวิธีการจัดการดินที่เหมาะสม สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

ออป.จับมือ“ธกส.” เปิดธนาคารต้นไม้ ฟื้นป่าไม้ภาคเหนือ เล็กปลูก5.1หมื่นไร่

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 25 กรกฎาคม 2555

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ลงนามความร่วมมือโครงการธนาคารต้นไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก เพื่อสร้างและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ในเขตสวนป่าเศรษฐกิจขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยนายลักษณ์กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนงบประมาณ 225.6 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2555 - 2559 เพื่อปลูกต้นไม้และดูแลรักษาสวนป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคเหนือ ตามลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน 51,000 ไร่ พร้อมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน ตามแนวทางของชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์และตระหนักในคุณค่าของป่าไม้

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จะร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยบริเวณรอบพื้นที่สวนป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ปลูกต้นไม้ตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยเน้นการปลูกต้นไม้ที่มีค่า เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียนทอง เป็นต้น ภายใต้การจัดการในรูปแบบของโครงการธนาคารต้นไม้ เป็นการช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่สมาชิกในชุมชนในระยะยาว คืนความสมดุลของระบบนิเวศน์ ลดความรุนแรงของการเกิดภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย รวมทั้งสร้างงานสร้างได้ให้แก่คนในชุมชนด้วย

ปูนอินทรีวางยุทธศาสตร์รับเทรนด์ฉลากเขียว

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 7 กรกฎาคม 2555

น.ส.จันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร การตลาดและงานขาย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี เปิดเผยว่า? ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ปูนอินทรีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยักษ์ใหญ่กลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงประกาศยุทธศาสตร์ “SD Road Map” รองรับกระแสหรือเทรนด์การก่อสร้างอาคารแห่งอนาคต ที่เน้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ปูนอินทรีได้ยึดหลักบริหารจัดการด้านการผลิต โดยลดปริมาณการใช้ปูนเม็ดในผลิตภัณฑ์ รวมถึงหนุนการใช้พลังงานทดแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีเป้าหมายลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศให้เหลือ 12% ภายในปี 2563 พร้อมดำเนินโครงการลดปริมาณของเสียที่นำไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to landfill) พร้อมทั้งขยายไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมสำเร็จ ให้ได้ภายในปี 2558

นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมวิจัยพัฒนาสินค้าและบริการ โดยเน้นการลดใช้ทรัพยากรและพลังงานให้ได้ตามมาตรฐานของคณะกรรมการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปูนอินทรีจัดตั้งขึ้น เพื่อพิจารณารับรอง “ฉลากหัวใจสีเขียว” (Green Heart Label) ปัจจุบันปูนซีเมนต์บรรจุถุงที่ได้รับฉลากดังกล่าว ได้แก่ อินทรีแดง อินทรีซุปเปอร์พลัส อินทรีทอง อินทรีปูนเขียว อินทรีดูราเซม อินทรีมอร์ตาร์แมกซ์ เป็นต้น

น.ส.จันทนา กล่าวว่า จากนโยบายดังกล่าว คาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงแนวคิดการพัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการผลักดันยอดขายสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรอง ฉลากหัวใจสีเขียว โดยปูนอินทรีมีเป้าหมายที่จะผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ให้มีสัดส่วน 40% ของยอดขายรวมภายในปี 2557

สมุทรสาครลงนามMOU แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โรงงานปลาป่นปลอดกลิ่น

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

นายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)? เรื่องการแก้ไขปัญหากลิ่นจากการประกอบกิจการปลาป่น ภายใต้โครงการ “สมุทรสาครปลอดกลิ่นจากโรงงานปลาป่น” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สมุทรสาคร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้บริหารสถานประกอบการโรงงานปลาป่น จัดขึ้น ที่ภัตตาคารนิวรสทิพย์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานปลาป่น ได้เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากจากประกอบกิจการ เพื่อให้ประชาชน ชุมชน ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้อยู่ร่วมกันกับผู้ปรกอบการอย่างมีความสุข และเพื่อขยายผลในการเสริมสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและชุมชนในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้กล่าวว่า จ.สมุทรสาคร ประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะมูลฝอย อากาศเสีย และกลิ่นเหม็น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างตลอด ทางจังหวัดได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนงบประมาณภายใต้งบพัฒนาจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โครงการคลองสวยน้ำใส

ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่ในปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนโยบายให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการคลองสวยน้ำใส ในพื้นที่ของตนเองอย่างน้อย 1 คลอง ในเรื่องปัญหาขยะมูลฝอยจังหวัดฯ ได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนใช้เป็นกรอบแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาและวางแผนงานทำโครงการในการจัดการขยะมูลฝอยในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหากลิ่นจากโรงงานปลาป่น และเพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพื่อบูรณการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของจังหวัดสมุทรสาคร ระยะที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 - 2558 คือ "เมืองฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการผลิตสู่มาตรฐานสากล"

วช.เคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม จับมือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย-ยุทธศาสตร์งานวิจัย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เปิดเผยถึงการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในการกำหนดเป็นนโยบายการบริหารหรือแก้ปัญหาของประเทศ ระหว่าง วช.กับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) ว่าเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์งานวิจัยสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก และกำหนดทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการในการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการจัดสร้างคลังข้อมูลการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและบูรณาการงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆที่มีอยู่สามารถตอบสนองในการกำหนดนโยบายและทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศว่ายังขาดหรือต้องมีการวิจัยอะไรเพิ่มเติม ที่จะให้ตอบสนองการแก้ไขปัญหา และเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบายต่อฝ่ายบริหาร รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่บนฐานขององค์ความรู้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีหน่วยงานภาคีหลัก สำหรับร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนการดำเนินงานและจัดสรรทรัพยากร ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบ ยั่งยืนและอิงหลักวิชาการ

นอกจากนี้ จะดำเนินการให้เกิดความร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างทุกภาคส่วน อันจะทำให้รัฐบาลรวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถเตรียมการป้องกันและวางแผนล่วงหน้าให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้ทันท่วงที และสามารถลดผลกระทบที่มีต่อประชาชน ชุมชนและประเทศ อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาว

นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าวว่า แนวทางการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องดำเนินการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องลงไปยังกลุ่มรากหญ้าพื้นฐานของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เริ่มจากโรงเรียน ซึ่งทางสถาบันได้มีโครงการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยจะจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นเครือข่าย นำหลักวิชาการจากงานการวิจัยมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งความร่วมมือกันทั้งสองหน่วยงานจะเปิดประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

by ThaiWebExpert