หนังสือพิมพ์แนวหน้า

หมอกควันหาดใหญ่ดีขึ้นต่อเนื่อง จ่อขอทำฝนหลวงหากรุ่นแรงขึ้น


8 ต.ค. 58 สถานการณ์หมอกควันที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะยังคงมีม่านหมอกควันปกคลุมอยู่ก็ตาม แต่ภาพจากมุมสูงบนจุดชมวิวจากเทือกเขาคอหงส์สามารถมองเห็นตัวเมืองหาดใหญ่ชัดเจนมากขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา ส่วนคุณภาพอากาศยังอยู่ในระดับปานกลางแม้จะไม่ถึงขั้นอากาศดีแต่ก็อยู่ในระดับที่ปลอดภัยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

โดยค่าฝุ่นละอองในอากาศลดลงมาอยู่ที่ 86ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เริ่มดีขึ้นทำให้ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าไปออกกำลังกาย ภายในสนามกีฬาจิระนครได้ตามปรกติแล้วหลังจากที่ต้องปิดชั่วคราวในช่วงที่หมอกควันรุนแรง นอกจากนี้สภาพโดยรวมของพื้นที่จ.สงขลา อากาศเริ่มเปิดที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่เที่ยวบินในช่วงเช้าทั้ง3 เที่ยวบินสามารถขึ้นลงได้ตามปรกติ

อย่างไรก็ตาม นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา รองผู้ว่าราชการ จ.สงขลา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แก้ปัญหาหมอกควัน จ.สงขลา กล่าวว่า ทางจังหวัดได้เตรียมพร้อมแก้ปัญหาหมอกควันหากสถานการณ์กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยได้ประสานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อส่งเครื่องบินมาทำฝนหลวงเนื่องจากฝนทิ้งช่วง

ขณะที่ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่16 สงขลาได้แจ้งเตือนให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หมอกควันต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนแม้ว่าหลายพื้นที่หมอกควันจะเบาบางลงแต่ยังมีโอกาสขึ้นลงได้ตลอด
 

อตก.จัดโครงการเมืองเกษตรสีเขียว มุ่งการผลิตเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

25 ก.ย.58 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงาน "เมืองเกษตร สีเขียว" ขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย.58 ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร ซึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ที่มุ่งสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีการคัดเลือกพื้นที่นำร่องโครงการ รวม 6 จังหวัด หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองเกษตรสีเขียว คือกระบวนการผลิต ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ระดับต้นน้ำเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ส่วนระดับกลางน้ำและปลายน้ำ ได้แก่ การแปรรูป การกำจัดของเสียโดยนำไปเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ ดำเนินการให้เกิด ร้าน Q Shop, Q restaurant รวมทั้งการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นางสาวธัญลักษ์ เจริญปรุ รองผู้อำนวยการ อ.ต.ก. รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นหนึ่งพลวัตรของกระบวนการผลิตในส่วนของปลายน้ำ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจโครงการเมืองเกษตรสีเขียว และเพื่อให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในทุกด้านตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค รวมถึงผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรับรู้บทบาทของ อ.ต.ก. กับโครงการเมืองเกษตรสีเขียว โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเข้าใจกับโครงการเมืองเกษตรสีเขียว ตลอดจนตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภค และให้เกษตรกรได้มีโอกาสได้นำเสนอผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการขายสินค้า ด้วยกระบวนการและช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในการสร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป

ทาง อ.ต.ก. ได้ทำการคัดเลือกพื้นที่นำร่องโครงการ รวม 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ หนองคาย ศรีสะเกษ จันทบุรี พัทลุง และราชบุรี ซึ่งในแต่ละจังหวัดก็มีสินค้าที่เหมือนหรือแตกต่างกัน แต่ก็จะมีเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัดนั้นๆ

นางสาวธัญลักษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามแนวคิดหลักของ "สินค้าเกษตร สีเขียว เกษตรกรคุณภาพ" คือ การทำกิจกรรมเสริมจากแนวคิดเดิม เรื่องของ Marketing of Green ซึ่งนอกจาก อ.ต.ก จะเป็นองค์กรที่เป็นผู้นำด้านการตลาดสินค้าเกษตรสีเขียวแล้ว อ.ต.ก ยังมีส่วนช่วยเกษตรกรทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย โดยการเน้นถึงการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร แหล่งที่มาของสินค้า และพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้เป็นที่สินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและได้รับยอมรับจากผู้บริโภค พร้อมมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเกษตรกรไทยอีกทางหนึ่งด้วย

ผู้สนใจเข้าร่วมช้อปสินค้าเกษตรสีเขียวคุณภาพได้ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย.58 เวลา 09.00-18.00 น. ณ ตลาด อ.ต.ก.จตุจักร 

พ่อเมืองเลยตั้งเป้าเดินหน้าเมืองสะอาดที่สุดในประเทศไทย


นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการรักษาความสะอาด และลดปริมาณขยะมูลฝอย เป็นจังหวัดนำร่อง เรื่องความสะอาดและมุ่งให้ จ.เลย สะอาดที่สุดในประเทศไทย ในปี 2560 ที่บริเวณลานวัฒนธรรมถนนคนเดิน อ.เชียงคาน จ.เลย

โดยการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จ.เลย อำเภอเชียงคาน เทศบาลตำบลเชียงคาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่งในพื้นที่ อ.เชียงคาน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประมาณ 300 คน ร่วมเดินแจกถุงผ้าและร่วมรณรงค์กับแม่ค้า ในถนนคนเดินหรือถนนชายโขงกว่า 2 กิโลเมตร ท่ามกลางการให้ความสนใจของนักท่องเที่ยวที่เชียงคาน

นายดิษพล บุตรดีวงศ์ รักษาราชการแทนท้องถิ่นจังหวัดเลย กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นมากมีอัตราการผลิตขยะ/คน/วันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี หากไม่มีการสร้างวินัยของคนในชาติในการรักษาความสะอาดของบ้านเมือง โดยการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องในการจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่การทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง การลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเพิ่มการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง จะส่งผลทำให้ขยะกลายเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในอนาคต 

ต้านเขตศก.พิเศษฮุบป่าชุมชน ชาวบ้านโอดไม่อยากตายผ่อนส่ง


30 ส.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านหมู่ 2 ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียราย ได้เป็นเจ้าภาพในการสืบชะตาแม่น้ำอิงและป่าชุ่มน้ำพื้นที่ 3,020 ไร่ ซึ่งที่ดินบริเวณดังกล่าวรัฐบาลเตรียมประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยเพราะเป็นป่าชุมชน โดยมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนใกล้เคียง กลุ่มเด็ก-เยาวชน กว่า 450 คน เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยพิธีทางศาสนา โดยนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงรายเป็นประธาน หลังจากนั้นได้มีการบวชต้นไม้ ปล่อยปลา  และร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะเริ่มต้นภาคบ่ายด้วยเวทีเสวนา

นายพิชเฌศพงษ์ คุรุปรัชฌามรรค ผู้ประสานงานชุมชนบ้านบุญเรือง กล่าวว่าเนื่องจากความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมว่าเป็นอย่างไรและไม่สามารถตอบคำถามของชาวบ้านได้


โดยชุมชนรู้สึกหวงแหนทรัพยากรที่เป็นป่าชุ่มน้ำ ดังนั้นชาวบ้านได้ปรึกษาหารือกำหนดเอาวันที่ 30 สิงหาคม 2558 ทำพิธีบวชป่าซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านมากกว่านิคมอุตสาหกรรม เพราะสามารถต่อยอดสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน

นายถ่อง ตะวีนะ อายุ 75 ปี ผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านกล่าวว่า "พ่อเกิดมาก็เห็นป่าผืนนี้แล้ว ทุกคนในหมู่บ้านได้พึ่งพาป่าแห่งนี้ ทั้งใช้ไม้ หาเห็ด หาหน่อ หาอาหาร เป็นที่เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ช่วยกันดูแลทั้งหมู่บ้าน รักษาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในการบวชป่าครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกและรู้สึกดีใจภูมิใจที่ได้จัดกิจกรรมขึ้น"



นายทรงพล จันทะเรือง ตัวแทนชาวบ้านบุญเรือง กล่าวในเวทีเสวนาว่า ป่าผืนนี้อดีตเป็นที่เลี้ยงควายของหมู่บ้าน ตนเองก็เคยเลี้ยงควายที่นี่ ในอดีตทุกหลังคาจะมีควายอยู่ครอบครัวละ 50-60 ตัว โดยเอามาปล่อยที่ป่าแห่งนี้ และยกเลิกการเลี้ยงควายไปในปีพ.ศ. 2530 เนื่องจากผืนป่าแห่งนี้เคยมีแนวคิดที่จะยกเลิกและนำที่ดินมาแบ่งปันกัน แต่คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะรู้สึกเสียดาย เนื่องจากมีพันธุ์ไม้สำคัญจำนวนมาก โดยป่าจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ซึ่งที่ดอนจะเป็นป่าไผ่ บางที่เป็นป่าชมแสง ป่าข่อยสลับกับหนองบวกมากมายที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชน หากจะมาสร้างนิคมอุตสาหกรรม ที่นี่เหมือนกับเป็นการฆ่ากันผ่อนส่ง เพราะสารเคมี น้ำ การหากินของชาวบ้านจะถูกจำกัดลง

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ตนทำงานเป็นคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 พื้นที่ป่าชุมชนบ้านบุญเรืองนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญซึ่งในประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำเหลือน้อยมาก พื้นที่ชุ่มน้ำหมายถึง พื้นที่ติดแม่น้ำ มีหนอง คลองบึง พื้นที่น้ำขัง พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ชุ่มน้ำ หากคิดมูลค่าที่ดินไร่ละ 1 ล้าน ป่าผืนนี้กว่า 3พันไร่ ราคาก็กว่า 3 พันล้านบาท แต่ตอนนี้เขาตีมูลค่าเป็นศูนย์และจะนำไปแสวงหากำไรอีกที ตามหลักกฎหมายในมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีการห้ามใช้พื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่สาธารณะ หากจะใช้ต้องขอยกเลิกมติครม. และต้องประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาถึงจะนำพื้นที่ชุ่มน้ำไปใช้ได้ ในประเทศไทยมีเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการขอใช้พื้นที่สาธารณะ แต่กว่าจะผ่านการอนุมัติใช้เวลาเกือบ 10 ปี



นายนิวัฒน์ ร้อยแก้วหรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวถึงข้อกังวลของชาวบ้านเกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 ยึดที่ดินไปเป็นของกรมธนารักษ์ ว่า จริงๆแล้วมาตรา 44 รัฐบาลไม่ควรนำมาใช้กับชาวบ้าน แต่ควรใช้แก้ไขปัญหาเรื่องการปราบปรามอิทธิพลต่างๆ หรือปัญหาที่ยังคาราคาซังมากกว่า สิ่งที่พวกเราทำกันอยู่เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องชอบธรรม ตนกล้ายืนยัน ไม่เชื่อลองไปถามพระสงฆ์ก็ได้ เรารักษาป่า รักษาทรัพยากรชุมชนโดยการบวชป่า ตามสิทธิของชุมชนและสิทธิของคนไทยในการรักษาทรัพยากรของชาติ ทหารก็เป็นพี่เป็นน้องเรา

"ผมเชื่อว่าเขาไม่ใช้มาตรา 44 กับชาวบ้านหรอก หากใช้จริงผมทำนายว่าประเทศนี้ล่มจมแน่ เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ พื้นที่นี้ไม่เหมาะแก่การสร้างนิคมอุตสาหกรรม เพราะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องมีการถมดิน ซึ่งกีดขวางทางน้ำ จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่โดยรอบ" นายนิวัฒน์ กล่าว

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจชาวบ้าน เราต้องร่วมมือร่วมใจกัน เป็นนำหนึ่งใจเดียวกัน ทำหน้าที่ของเราอย่างเข้มแข็งในการอธิบายให้เขาเข้าใจ ทหารยังไม่รู้ หากรู้เขาจะเข้าใจเรา ในการเรียกร้องของชุมชนต้องใช้สิทธิของเรา ที่สำคัญต้องพึ่งพาสื่อมวลชนเพื่อนำเรื่องราวไปเผยแพร่ ร่วมมือนักวิชาการสถาบันการศึกษา รวมถึงร่วมกันศึกษาองค์ความรู้การใช้ประโยชน์ มูลค่าจากป่า ประโยชน์ต่อชุมชนอย่างไร เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน กฎหมาย งานวิชาการนำมาต่อสู้แบบสันติวิธีร่วมมือหลายๆ ฝ่ายให้มาช่วยกัน 

ฮึ่มสั่งปิดกิจการบ่อลูกรัง ‘ท่าม่วง’ ลักไก่แอบทิ้งขยะ


ฮึ่มสั่งปิดกิจการบ่อลูกรัง‘ท่าม่วง’ลักไก่แอบทิ้งขยะต้นน้ำ‘แควน้อย’

เมื่อบ่ายวันที่ 3 สิงหาคม นายจำรัส กังน้อย นายอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ท.ชูพงษ์ สายอุบล ผบ.ร.9 พัน 3 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ พ.ต.ท.สรรเสริญ ศิริพันธุ์ สว.กก.5.กองบังคับการปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) นายวิวรรธน์ มองเห็นทวีโชค หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 13 กรมป่าไม้ นายบรรพต พุ่มน้ำเย็น หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กจ.10 (ห้วยน้ำขาว) ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี นายน้อม บุญปองหา รองนายก อบต.หนองตากยา พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ตำบลหนองตากยา ลงตรวจสอบพื้นที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยกับบ่อขยะ ใน ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง หลังแล้วเสร็จการประชุมที่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองตากยาต่อประเด็นการร้องเรียนของชาวบ้าน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 หาคม ชาวบ้าน ต.หนองตากยาง นำสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ขุดตัก ดินลูกรัง หิน ทราย ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เนื้อที่กว่า 80 ไร่ ที่มีนายทุนชาวจังหวัดราชบุรี เป็นเจ้าของ แต่พื้นที่ดังกล่าวกลับนำขยะจำนวนมหาศาลมาทิ้งลักษณะฝังกลบ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ มาหนหนึ่งแล้ว

โดยชาวบ้านทั้งหมดเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือใน 3 ประเด็น คือ 1. ชาวบ้านต้องการให้เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น 2. ขอให้หยุดการนำขยะมาทิ้งโดยเด็ดขาด 3. ทางบริษัทที่นำขยะมาทิ้งต้องทำการปรับปรุงบูรณะพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้กลับมาดังเดิม

ผู้สื้อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่บ่อขยะดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 4 ต.หนองตากยา ที่อยู่ห่างจาก อบต.หนองตากยาประมาณ 12 กิโลเมตร ซึ่งการเข้าไปตรวจสอบโดยคณะของเจ้าหน้าที่ภาครัฐหนนี้ ต้องขับรถไปตามชายป่าและเชิงเขา และ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ติดกับเชิงเขา มีเนื้อที่ 2 แปลง มีลำห้วยธรรมชาติขั้นกลางเอาไว้ ซึ่งมองเห็นได้ว่า พื้นที่ทั้ง 2 แปลงมีกองขยะกระจัดกระจายไปทั่ว โดยขยะไม่ได้มีการคัดแยกก่อนนำมาฝังกลบแต่อย่างใด มีคนนำรถแม็กโฮ จำนวน 1 คัน ฝังกลบขยะอยู่ตามปกติ

นายจำรัส กังน้อย นอภ.ท่าม่วง เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า มาตรวจตามที่ชาวบ้านร้องเรียน หลังจากตรวจสอบแล้วเสร็จ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงานได้ทราบตามลำดับชั้น

และอธิบายว่า สำหรับการสำรวจพื้นที่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และกรมที่ดิน จากการประชุมทราบจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดว่า ได้มอบอำนาจให้ทาง อบต.เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎของอุตสาหกรรมที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น สำหรับปัญหามลพิษทางกลิ่น เป็นหน้าที่ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจะพิจารณาให้บริษัทดังกล่าวหยุดกิจการ ทุกหน่วยงานจะต้องมาสรุปและตัดสินใจดำเนินขั้นตอนตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ด้าน พ.ท.ชูพงษ์ สายอุบล ผบ.ร.9 พัน 3 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ กล่าวว่า หากประชาชนไม่เดือดร้อนจริงก็คงไม่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงมาตรวจสอบ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าทางบริษัทได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ ประชาชนเองก็ต้องให้โอกาสกับทางเจ้าของบริษัทด้วย นี่คือขั้นตอนของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่จากการที่ได้ไปตรวจสอบพื้นที่จริง ตนจะได้เสนอให้ทาง อบต.หนองตากยา ที่เป็นผู้อนุญาตให้ยกเลิก และสั่งให้บริษัทหยุดกิจการเอาไว้ก่อน จนกว่าจะแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านได้ ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นต่อไป

นายน้อม บุญปองหา รองนายก อบต.หนองตากยา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ทหารที่เสนอให้ผู้ประกอบการหยุดกิจการในทันที แต่จะให้สั่งการภายในวันนี้คงจะไม่ทัน เพราะต้องรวบรวมเอกสารให้เสร็จเสียก่อน และจะได้ไปคุยนอกรอบกับผู้ประกอบอีกครั้งหนึ่ง โดยจะให้ผู้ประกอบการหยุดดำเนินแก้ไขปัญหาของกลิ่นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ถึง 15 วัน หากผู้ประกอบไม่สามารถทำได้ จำเป็นจะต้องไม่อนุญาตให้ดำเนินการต่อไป

พ.ต.ท.สรรเสริญ ศิริพันธุ์ สว.กก.5.บก.ปทส.กล่าวว่า จากการตรวจพื้นที่เบื้องต้น พบว่าผืนป่าดังกล่าวเป็นผืนป่าต้นน้ำ สำหรับที่ดินจำนวน 80 ไร่ อยู่ติดกับลำคลองธรรมชาติที่รองรับน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา หากมีขยะหรือสารพิษไหลลงสู่ลำคลองดังกล่าวก็จะกระทบต่อประชาชนที่ใช้น้ำในการอุปโภค-บริโภคอย่างแน่นอน ซึ่งตนจะรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วนต่อไป

ในขณะที่ นายวิวรรธน์ มองเห็นทวีโชค หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 13 (กรมป่าไม้) กล่าวว่า หลังจากที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงเร่งสั่งการให้ตนและเจ้าหน้าที่เดินทางมาสำรวจรังวัดที่ดินทั้งหมด ว่าอยู่ในพื้นที่ใด โดยการรังวัดที่ดินจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อตรวจวัดหาพิกัดโดยรอบพื้นที่ทั้ง 2 แปลง หากพบตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกา 2481 ก็จะต้องตรวจสอบกันต่อไปว่า ที่ดินทั้ง 2 แปลง ออกเอกสารสิทธิ์ใบ นส.3.ก มาได้อย่างไร

ด้านนายชัยยศ เฉียมวิเชียร ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า การที่ชาวบ้านร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราไม่ต้องการแค่ให้ทางบริษัทแก้ไขปัญหาเรื่องของกลิ่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชาวบ้านทั้งหมดต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการสั่งการให้ทางผู้ประกอบการหยุดกิจการโดยทันที เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญของคนในพื้นที่ โดยน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา ไม่เพียงแต่จะไหลลงลำคลองธรรมชาติที่ชาวบ้านใช้อุปโภค-บริโภคเท่านั้น แต่น้ำยังไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่บริเวณตำบลยางเกาะ อ.ด่านมะขามเตี้ยอีกด้วย และหากผู้ประกอบการยังดำเนินกิจการอยู่เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าผืนป่าต้นน้ำแห่งนี้จะต้องได้รับความหายนะอย่างแน่นอน

ขณะที่ศักดิ์ชัย ไวคกุล ผู้ประกอบการ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยหุ้นส่วยยินดีที่จะปฏิบัติตามคำเรียกร้องของชาวบ้านทุกอย่าง แต่ถ้าหากทางหน่วยงานรัฐ พิจารณาสั่งให้หยุดกิจการ พวกตนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม เพราะพวกตนอยู่ใต้กฎหมายอยู่แล้ว 

ทำแผนแม่บทลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก


นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการดำเนินโครงการ Bangkok Master Plan on Climate Change 2013-2023 ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยกรุงเทพมหานครได้ในการจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่
1.ด้านการขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2.ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานทางเลือก
3.ด้านการจัดการขยะและบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
4.ด้านการวางผังเมืองสีเขียว
5.ด้านแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยทบทวนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อนของกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2550-2555 รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และประเมินผล จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ร่างแผนแม่บท และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำสรุปจัดทำแผนแม่บทฉบับสมบูรณ์ พร้อมกันนี้ได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรกรุงเทพมหานครด้วยการสนับสนุนจากเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่นด้วย

ขณะนี้ ได้จัดทำร่างแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 (The 2nd Draft Master Plan on Climate Change and Its Actions) เสร็จแล้ว โดยมีการประมาณค่าการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และพิจารณามาตรการ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ และการปรับตัวที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรม โดยร่างแผนแม่บทฯ นี้ให้ความสำคัญต่อการติดตามและประเมินผลและการวัดผลได้ การรายงานผลและการตรวจพิสูจน์ผลได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อความสำเร็จอย่างยิ่ง

ในขั้นต่อไป คือการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ และประชาชน เพื่อปรับปรุงร่างแผนแม่บทฯ ให้มีกระบวนการจัดทำแผนมีความสมบูรณ์และเกิดการมีส่วนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้ง 5 ด้านตามแผนแม่บทฯดังกล่าว คาดว่าแผนแม่บทฯฉบับสมบูรณ์ จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2558


กรุงเทพมหานคร มุ่งหวัง แผนแม่บทฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนการดำเนินการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศตามที่ประเทศไทยได้เสนอเป้าหมายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกลไก Nationally AppropriateMitigation Action (NAMA) ต่อ UNFCCC แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แผนแม่บทฯดังกล่าว จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการสนับสนุนของประชาชน ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นสำคัญ 

หาดแม่รำพึงยับ คราบน้ำมันลอยเกลื่อน ทั้งบก-ทะเลพังยับ5กม. อุทยานเต้นสอบต้นตอ


เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากนายทวีป แสงกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตะพงว่า พบคราบน้ำมันเกลื่อนชายหาดบริเวณหาดแม่รำพึง ลักษณะเป็นคราบน้ำมัน

สีดำคล้ายยางมะตอยลักษณะเหลว และบางส่วนเป็นแผ่นฟิล์ม ลอยที่ผิวน้ำเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร ตั้งแต่ชายหาดด้านหลังตู้ยามหาดแม่รำพึงเรื่อยไปจนถึงหน้าหมู่บ้านเอกขเนก หมู่ 1 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง หลังรับแจ้งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบคราบน้ำมันขึ้นมาเต็มชายหาด ระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร มีกลิ่นเหม็นและบริเวณชายหาดพบขยะ พลาสติก เช่น ขวดน้ำ และถุงติดคราบน้ำมันเป็นจำนวนมาก

โดย นายทวีป เปิดเผยว่า รับแจ้งจากผู้ประกอบการร้านค้า ตั้งแต่เช้ามืดว่า มีคราบน้ำมันขึ้นมา จึงประสานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 เดินทางมาตรวจสอบ เฉพาะปีนี้เกิดคราบน้ำมันแล้วถึง 3 ครั้ง โดยครั้งนี้มีปริมาณคราบน้ำมันลอยอยู่กลางทะเลเป็นก้อนใหญ่ เมื่อถูกคลื่นซัดก็แตกกระจายลอยเข้าฝั่ง นับว่าครั้งนี้เป็นคราบน้ำมันจำนวนมากกว่าหลายๆครั้งที่เคยมี เบื้องต้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเก็บตัวอย่างคราบน้ำมันไปตรวจสอบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯช่วยกันเก็บคราบน้ำมันออกจากชายหาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งปัญหาดังกล่าวกระทบการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมชายหาดแม่รำพึงเป็นอย่างมาก จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง ส่วนคราบน้ำมันเหล่านี้ เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นคราบน้ำมันจากเรือสินค้าเดินทะเลขนาดใหญ่ ถ่ายคราบน้ำมันทิ้งลงทะเล

นอกจากนี้ ยังรับแจ้งความผิดปกติที่คลองสาธารณะ บริเวณจุดที่น้ำจากพื้นที่ชุมชนด้านบนไหลลงชายหาดแม่รำพึง สภาพน้ำมีสีดำส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง จากการตรวจสอบพบเกิดจากช่วงฝนตกหนัก ทำให้น้ำจากท้องทุ่งที่อยู่ด้านบน ไหลทะลักมาเจอกับบ่อทรายเกิดปฎิกิริยาน้ำเปลี่ยนสี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นช่วงฝนตกหนักทุกปี

ต่อมาช่วงบ่าย นายสุเมธ สายทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ดนำหลักฐาน คราบน้ำมันที่เก็บตัวอย่างจากชายหาดและถังพลาสติกที่พบลอยอยู่กลางทะเล เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองระยอง พร้อมนำเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เข้าเก็บกวาดคราบน้ำมัน แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้น ต้องรอให้น้ำลดลงคราบน้ำมันจะติดอยู่กับหาดแล้วทำความสะอาดง่าย ซึ่งตลอดทั้งวันยังมีคราบน้ำมันถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งอยู่ นอกจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว บริษัท ไออาร์พีซี ซึ่งมีที่ตั้งโรงงานอยู่ใกล้ หาดแม่รำพึง ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บคราบน้ำมันไปตรวจสอบ

นายอนุชา เพชรรัตน์ เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมบริษัท ไออาร์พีซีเปิดเผยว่า ได้เก็บตัวอย่างคราบน้ำมันส่งไปเข้าห้องแล็บตรวจสอบแล้วว่าเป็นน้ำมันประเภทอะไร แต่ต้องดูว่ากรมเจ้าท่าออกไปตรวจสอบกลางทะเลแล้วพบว่า มีเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่จอดลอยลำกลางทะเลมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ 

"ขยะ"...ปัญหาไม่เล็กทะเลไทย หยุดเที่ยวแล้วทิ้ง...ชุบชีวิตชายหาด


“ทะเลและชายหาด” ของไทยมีความสวยงาม โดดเด่น และมีชื่อเสียงมากในหมู่นักท่องเที่ยว แต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาชื่นชมความสวยงามเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเลอยู่ 3 ส่วน คือ ฝั่งอ่าวไทย, อันดามัน และตอนเหนือของช่องแคบมะละกา รวมพื้นที่มากกว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัด 897 เกาะ และมีชายฝั่งยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร

ทว่า.....ปัจจุบันทะเลและชายหาดของไทยกำลังจะ “หมดเสน่ห์” เพราะการหลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนของผู้คนนำมาซึ่งปัญหามลพิษทางทะเลอยู่ไม่น้อย และสาเหตุใหญ่ของมลพิษนั้นมาจาก “ขยะทะเล” ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง

“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” หรือ ทช. ให้ความหมายว่า “ขยะทะเล” คือ ผลิตภัณฑ์จากมนุษย์ที่ตกลงไปอยู่ในทะเล หรือของเสียที่ผ่านกระบวนการผลิตใดๆ แล้วไหลลงสู่ทะเลและสิ่งแวดล้อมไม่จากทางใดก็ทางหนึ่ง หากแบ่งอย่าง
กว้างๆ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ “กลุ่มที่ 1” ซากเรืออับปาง ท่าเรือที่หักพัง และเศษสิ่งก่อสร้างต่างๆ, “กลุ่มที่ 2” คือ อุปกรณ์ประมง เช่น อวน ลอบปู เอ็นตกปลา ทุ่น และ “กลุ่มที่ 3” คือ ขยะอื่นๆ ที่ไม่ควรจะถูกทิ้งลงทะเล

ระหว่างปี 2552-2555 ประเทศไทยเก็บขยะในทะเลได้ในปริมาณสะสมสูงถึง 216,691 ชิ้น และประเภทขยะ “10 อันดับ” ที่พบมากที่สุด ได้แก่ ถุงพลาสติก, อื่นๆ, เชือก, ฝา/จุก, กระดาษ/หนังสือพิมพ์/ใบปลิว, ขวดเครื่องดื่มแก้ว, หลอด/ที่คนเครื่องดื่ม, ถ้วย/จาน/ช้อน/ส้อม/มีด, บุหรี่/ก้นกรองบุหรี่ และทุ่นลอย.....จะเห็นได้ว่าขยะทะเลส่วนใหญ่ คือ ขยะกลุ่มที่ 3 ซึ่งเกิดจากคนทิ้งลงทะเล หรือทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางจนถูกลมและน้ำพัดพาลงทะเลนั่นเอง

“กิจกรรมทางทะเล” ทั้งการประมง และการท่องเที่ยว เป็นต้น ที่เกิดขึ้นทุกวัน ก่อให้เกิดขยะทะเลกองมหึมาที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ นั่นเพราะแต่ละปีไทยจัดเก็บขยะทะเลได้ไม่ถึง 2 ตัน จากปริมาณขยะที่ถาโถมลงสู่ทะเลไทยประมาณปีละ 50 ตัน ซึ่งมากกว่าปริมาณปลาที่จับได้ถึง 3 เท่า

“ขยะทะเล” ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างยิ่ง มี “สัตว์น้ำ” สูญเสียชีวิตเพราะขยะทะเลไม่น้อย เช่น เต่าทะเลที่ขึ้นมา “เกยตื้น” ส่วนใหญ่มีขยะติดครีบขึ้นมาด้วย หรือโลมา พะยูนและวาฬก็หนีไม่พ้น ตกเป็น “เหยื่อ” ของขยะทะเลเช่นกัน ขณะที่ “ปะการัง” ถูกขยะทะเลรุกรานก็มาก โดยไทยเหลือแนวปะการังที่สมบูรณ์จริงๆ ราว 10-20% จากที่มีอยู่ทั้งหมดราว 128,856 ไร่

นั่นทำให้ “ขยะทะเล” ชิ้นเล็กๆ กลายเป็นปัญหาไม่เล็กที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ “ทะเลและชายหาด” ของไทยจะสิ้นมนต์ขลัง!!!


“พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทรัพยากรทางทะเลของไทยต้องประสบกับภาวะเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมาก ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและจากน้ำมือมนุษย์ ได้แก่ ปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ป่าชายเลน” ที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 1.52 ล้านไร่ ปัญหาการตายของ “สัตว์ทะเลหายาก” ปัญหา “แนวปะการัง” ที่มีความสมบูรณ์เพียง 10-20% ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและฟื้นฟู โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยผลักดันให้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวจะเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน “ชลธิศ สุรัสวดี” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ที่มาของขยะทะเล หลักๆ เกิดจาก “การท่องเที่ยว” เช่น การทิ้งก้นบุหรี่ ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว โฟม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงขยะจากการทำ “ประมง” เช่น เศษเชือก และอวน โดยขยะเหล่านี้ทำให้ชายหาดเกิดความสกปรก และเป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลหายาก เช่น เต่าทะเล พะยูน และโลมา ที่กินขยะเข้าไปแล้วไปอุดตันในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีขยะจำพวก “ไมโครพลาสติก” ปนเปื้อนอยู่ในชายหาด 40-48 ชิ้นต่อทราย 1 กิโลกรัม ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและฟื้นฟู

ขณะที่ “โสภณ ทองดี” รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ประชาชนควรให้ความสำคัญและใส่ใจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลในท้องถิ่นของตนเองให้มากขึ้น อย่าง “ฝั่งอันดามัน” ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจท่องเที่ยวมูลค่าปีละมากกว่าหมื่นล้านบาท แต่ในทางกลับกันธุรกิจการท่องเที่ยวทางทะเลก็ส่งผลให้เกิดขยะทะเลจำนวนมาก จนสร้างปัญหามลพิษ

“ขยะบางส่วนถูกนำไปฝังกลบ แต่ไม่เพียงพอกับจำนวนขยะที่เพิ่มขึ้น ขยะบางส่วนจึงถูกทิ้งหรือหลุดลอยลงสู่ทะเล ส่งผลให้สัตว์น้ำตายเพราะน้ำมีคุณภาพต่ำ มีขยะมูลฝอยจำพวกถุงพลาสติกและขวดน้ำบางส่วนที่ลงสู่ท้องทะเลไปปกคลุมแหล่งปะการัง จนมีสภาพเสื่อมโทรม บางแห่งแทบไม่เหลือความงดงามอีกเลย ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือฟื้นฟูจะมีผลต่อระบบนิเวศน์ และการท่องเที่ยวแน่นอน” โสภณ กล่าว

“โสภณ” กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นทะเล กรมจึงถือเอา “วันทะเลโลก” 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาขยะทะเล ด้วยการสร้างจิตสำนึกผ่านกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาอย่างจริงจังและ “หยุด” พฤติกรรมทำลายทะเลโดยรู้เท่าทันไม่ถึงการณ์ เพื่ออนุรักษ์ท้องทะเลไทยเอาไว้

สิ่งที่เมืองท่องเที่ยวตามชายฝั่ง หนีไม่พ้นคงเป็นปัญหา “ขยะทะเล” ที่นับวันยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น ซึ่งความตระหนักในการรักษาความสะอาดต่อท้องทะเล ชายหาด และสงวนไว้ซึ่งความงดงามตามธรรมชาติให้มากที่สุด คือ “หัวใจสำคัญ” ในการดูแลรักษาทะเลไทย

หากเราไม่รีบดูแลทรัพยากรทางทะเลเสียตั้งแต่วันนี้ “ขยะทะเล” ชิ้นเล็กๆจะสร้างปัญหาใหญ่ที่ยากจะเยียวยาได้ในภายหลัง..... 

ลุยตรวจสนามแข่งรถโบนันซ่า หลังพบหลักฐานรุกพื้นที่ป่าสงวน


1 มี.ค.58 ที่ จ.นครราชสีมา พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พ.อ.สมหมาย บุษบา ที่ปรึกษาคณะทำงานด้านกฏหมาย กองทัพภาคที่ 2 ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่า สนามแข่งรถโบนันซ่า ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ส่วนใหญ่ก่อสร้างในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง ป่าเขาอ่างหิน และอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และสร้างทับทางสาธารณประโยชน์และลำรางสาธารณประโยชน์ โดยมี นายอรรถพล เจริญชันษา ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ รวมทั้งทหารและตำรวจด้วย

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า สนามแข่งรถโบนันซ่าดังกล่าวมีพื้นที่ทั้งหมด 151 ไร่ ซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก.จำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 47 ไร่เท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 32 ไร่ กับพื้นที่ สปก.72 ไร่ ดังนั้น จึงมอบหมายให้กรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และจะต้องมีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างทั้งหมด

ทั้งนี้ การออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก.จำนวน 47 ไร่ดังกล่าว เมื่อปี 2519 ซึ่งนอกจากพบว่าพื้นที่บางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ถาวรแล้ว ยังปรากฎอีกว่ามีการใช้ประโยชน์พื้นที่เกินจากโฉนดอีกด้วย นอกจากนี้ จะมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท.ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ ที่เพิกเฉยหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งให้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ต่อไป 

แม่ทัพภาค 3 เรียกถก 9 จว.เหนือตอนบน คุมหมอกควัน-ไฟป่า


พลโทสาธิต ธิพรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ทั้งนี้เพื่อขอความร่วมมือกับประชาชนในพื้นทั้ง 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยระดมกำลังทหารป่าไม้หรือเสือไฟ และเครื่องมืออุปกรณ์ที่กองทัพมีอยู่ ทั้งกองทักบก กองทัพอากาศ เพื่อนำเครื่องบินโรยละอองน้ำ และเครื่องบินของกระทรวงเกษตร เพื่อทำฝนเทียม รวมทั้งรถบรรทุกน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพ่นละอองน้ำตามชุมชน ซึ่งจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ประชุมนายอำเภอกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อบูรณาการกำลังคน ยุทโธปกรณ์เข้าไปตามหมู่บ้านต้นเหตุการเกิดไฟป่า   

ด้านมาตรการทางกฎหมายนั้นให้ตำรวจภูธรภาคดำเนินการกับผู้เผาป่าที่ละเมิดสร้างปัญหาให้หมอกควันแก่ส่วนรวมให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป เนื่องจากการเกิดไฟป่านั่นปัจจัยเกิดภายในประเทศทั้งสิ้น

 

by ThaiWebExpert