หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ยื้อแผนบี้ภาษีรถปล่อย CO2 คลังหวั่นเพิ่มภาระอุตฯยานยนต์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเปิดเผยถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ด้วยการเปลี่ยนแนวทางคำนวณภาษีมาคิดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ (CO2) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่งจะฟื้นจากปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งได้มีการวางเครื่องจักรสายการผลิตใหม่? และรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์คันแรก เพื่อกระตุ้นภาคยานยนต์ ดังนั้น หากรัฐบาลไปออกมาตรการใดเพิ่มเติมจนต้องปรับระบบไลน์การผลิตใหม่พิจารณาดูแล้วคงเกิดปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงยังไม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาช่วงนี้เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคเอกชน

โดยกรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เบื้องต้นกำหนดหากเครื่องยนต์ขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 50% ขนาดเครื่องยนต์ ต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 30 % ด้วยการยกเลิกระบบภาษีโครงสร้างรถยนต์ให้ส่วนลดเมื่อใช้น้ำมันเอทานอล แก๊ซโซฮอลล์ รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำหนดให้เสียภาษี 10% และรถยนต์อีโคคาร์ที่เสียภาษี 17% โดยต้องศึกษาว่าได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณเท่าใด

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณกล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2555ว่ามีความล่าช้าในการขอเบิกงบประมาณไปพอสมควรแต่เชื่อว่าภายในเดือนหน้าการเบิกจ่ายของส่วนราชการจะเป็นไปตามเป้าหมายโดยในส่วนของงบฯลงทุน มีการเบิกจ่ายแล้ว60% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 72% และงบประมาณรายจ่ายประจำ มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 80% จากเป้าหมาย 94%ซึ่งเชื่อว่าหลังกรมบัญชีกลางมีการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานราชการแล้วนั้นเชื่อว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

"รัฐบาลมีมาตรการในการเร่งรัดส่วนราชการให้ดำเนินการทำรายการจัดซื้อจ้างให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งหากหน่วยราชการใดไม่สามารถทำได้ทันก็อาจให้โครงการนั้นพับไป"นายวรวิทย์กล่าว

สำหรับงบประมาณ 2556หน่วยราชการต่างๆสามารถร่างทำรายการจัดซื้อจัดจ้างเตรียมไว้ได้ทันทีเนื่องจากขณะที่งบประมาณได้ผ่านพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระ 3 แล้วเหลือเพียงขั้นตอนของวุฒิสภา

พด.เปิดผลวิจัยการไถกลบตอซัง ช่วยจัดการดินสำหรับการปลูกข้าว-ลดภาวะโลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

การไถกลบตอซังข้าวแทนการเผาตอซังนั้น นับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผาตอซัง ซึ่งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุในดิน อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนที่เป็น สาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาไถกลบตอซังซึ่งเป็นวิธีการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อการทำการเกษตรอย่างมาก ประกอบกับการทำนาของชาวนาในยุคนี้ที่ต้องการให้ได้ผลผลิตมากที่สุด จึงมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพักแปลงนา? และชาวนานิยมใช้วิธีการเผาตอซังเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบต่อไป แต่ความจริงแล้ว วิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด คือ การไถกลบตอซัง เนื่องจากเป็นการนำเศษซากพืชหมุนเวียนกลับลงสู่ดิน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย

กรมพัฒนาที่ดิน จึงมีนโยบายรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการไถกลบตอซังแทนการเผาตอซัง เพราะเป็นการช่วยรักษาสภาพผืนดินให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยมีจำกัด อีกทั้งชุมชนเมืองและอุตสาหกรรมก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่รักษาผืนดินเดิมให้ดี ในอนาคตอาจไม่มีพื้นที่ทำกิน ซึ่งสภาพแข่งขันของโลกการค้าเสรีในปัจจุบัน ล้วนทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ประเด็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนอาจถูกหยิบยกมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ ซึ่งการทำนาก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาข้อพิสูจน์ในเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซในนาข้าว กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ซึ่งมีนางกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข เป็นผู้อำนวยการ และได้มอบหมายนักวิจัย คือ ดร.นิสา มีแสง ทำงานวิจัยเรื่อง “พลวัตรของคาร์บอนในดินจากการไถกลบตอซังข้าวในภาคกลางของประเทศไทย”

ดร.นิสา กล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของการจัดการดินด้วยวิธีการไถกลบตอซังเปรียบเทียบกับวิธีการเผาตอซัง และวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลงนาต่อปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ 2 ชนิด คือ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมทั้งศึกษาปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บลงดินในรูปของอินทรียคาร์บอน และผลที่เกิดต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของดินในพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อจะได้วิธีการจัดการดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวและช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาภาวะโลกร้อนได้บ้าง

การวิจัยดำเนินการในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรบ้านห้วยโรง ต.บึงปลาทู อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เก็บข้อมูลทั้งในฤดูข้าวนาปี และนาปรัง ผลการวิจัยพบว่า วิธีการไถกลบตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุด 131.82 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ด้วยแปลงนามีสภาพน้ำขัง ทำให้อินทรียวัตถุจากตอซังข้าวถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งไม่แตกต่างจากวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลง ในขณะที่วิธีการเผาตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่น้อยกว่า คือ 111.32 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังพบว่าฤดูการปลูกข้าวนาปรังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนรวมตลอดฤดูเฉลี่ย 144.51 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 14,832.80 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าฤดูข้าวนาปี ที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนเฉลี่ย 104.76 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 8,454.62 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง เนื่องจากฤดูนาปรังมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่สูงกว่า และมีช่วงเวลาการขังน้ำในแปลงนาที่นานกว่าฤดูนาปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการไถกลบตอซังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการเผาตอซัง แต่ก็มีปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บลงสู่ดินเฉลี่ยสูงสุด 603 กิโลกรัม/ไร่ และมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิสู่ชั้นบรรยากาศเฉลี่ยทั้ง 2 ฤดูปลูกข้าวต่ำสุด 1,312.2 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่การเผาตอซัง ปริมาณคาร์บอนจากส่วนของต้นข้าวถูกเผาปล่อยสู่บรรยากาศเมื่อต้นฤดูปลูก แม้จะมีปริมาณคาร์บอนจากส่วนของรากคงอยู่ในดินแต่มีปริมาณน้อย ดังนั้น? การเผาตอซังจึงมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิจากก๊าซทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสู่บรรยากาศที่สูงเป็นปริมาณถึง 2,072 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่า การไถกลบตอซังเป็นวิธีการจัดการดินที่เหมาะสม สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

ออป.จับมือ“ธกส.” เปิดธนาคารต้นไม้ ฟื้นป่าไม้ภาคเหนือ เล็กปลูก5.1หมื่นไร่

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พุธที่ 25 กรกฎาคม 2555

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ลงนามความร่วมมือโครงการธนาคารต้นไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก เพื่อสร้างและฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ในเขตสวนป่าเศรษฐกิจขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยนายลักษณ์กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนงบประมาณ 225.6 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2555 - 2559 เพื่อปลูกต้นไม้และดูแลรักษาสวนป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคเหนือ ตามลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน 51,000 ไร่ พร้อมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน ตามแนวทางของชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์และตระหนักในคุณค่าของป่าไม้

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จะร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยบริเวณรอบพื้นที่สวนป่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ปลูกต้นไม้ตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยเน้นการปลูกต้นไม้ที่มีค่า เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียนทอง เป็นต้น ภายใต้การจัดการในรูปแบบของโครงการธนาคารต้นไม้ เป็นการช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่สมาชิกในชุมชนในระยะยาว คืนความสมดุลของระบบนิเวศน์ ลดความรุนแรงของการเกิดภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย รวมทั้งสร้างงานสร้างได้ให้แก่คนในชุมชนด้วย

ปูนอินทรีวางยุทธศาสตร์รับเทรนด์ฉลากเขียว

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 7 กรกฎาคม 2555

น.ส.จันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร การตลาดและงานขาย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี เปิดเผยว่า? ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ปูนอินทรีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยักษ์ใหญ่กลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงประกาศยุทธศาสตร์ “SD Road Map” รองรับกระแสหรือเทรนด์การก่อสร้างอาคารแห่งอนาคต ที่เน้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ปูนอินทรีได้ยึดหลักบริหารจัดการด้านการผลิต โดยลดปริมาณการใช้ปูนเม็ดในผลิตภัณฑ์ รวมถึงหนุนการใช้พลังงานทดแทนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีเป้าหมายลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศให้เหลือ 12% ภายในปี 2563 พร้อมดำเนินโครงการลดปริมาณของเสียที่นำไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to landfill) พร้อมทั้งขยายไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมสำเร็จ ให้ได้ภายในปี 2558

นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมวิจัยพัฒนาสินค้าและบริการ โดยเน้นการลดใช้ทรัพยากรและพลังงานให้ได้ตามมาตรฐานของคณะกรรมการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปูนอินทรีจัดตั้งขึ้น เพื่อพิจารณารับรอง “ฉลากหัวใจสีเขียว” (Green Heart Label) ปัจจุบันปูนซีเมนต์บรรจุถุงที่ได้รับฉลากดังกล่าว ได้แก่ อินทรีแดง อินทรีซุปเปอร์พลัส อินทรีทอง อินทรีปูนเขียว อินทรีดูราเซม อินทรีมอร์ตาร์แมกซ์ เป็นต้น

น.ส.จันทนา กล่าวว่า จากนโยบายดังกล่าว คาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงแนวคิดการพัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการผลักดันยอดขายสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรอง ฉลากหัวใจสีเขียว โดยปูนอินทรีมีเป้าหมายที่จะผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ให้มีสัดส่วน 40% ของยอดขายรวมภายในปี 2557

สมุทรสาครลงนามMOU แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โรงงานปลาป่นปลอดกลิ่น

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

นายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)? เรื่องการแก้ไขปัญหากลิ่นจากการประกอบกิจการปลาป่น ภายใต้โครงการ “สมุทรสาครปลอดกลิ่นจากโรงงานปลาป่น” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สมุทรสาคร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้บริหารสถานประกอบการโรงงานปลาป่น จัดขึ้น ที่ภัตตาคารนิวรสทิพย์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานปลาป่น ได้เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากจากประกอบกิจการ เพื่อให้ประชาชน ชุมชน ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้อยู่ร่วมกันกับผู้ปรกอบการอย่างมีความสุข และเพื่อขยายผลในการเสริมสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและชุมชนในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้กล่าวว่า จ.สมุทรสาคร ประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะมูลฝอย อากาศเสีย และกลิ่นเหม็น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างตลอด ทางจังหวัดได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนงบประมาณภายใต้งบพัฒนาจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โครงการคลองสวยน้ำใส

ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่ในปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนโยบายให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการคลองสวยน้ำใส ในพื้นที่ของตนเองอย่างน้อย 1 คลอง ในเรื่องปัญหาขยะมูลฝอยจังหวัดฯ ได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนใช้เป็นกรอบแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาและวางแผนงานทำโครงการในการจัดการขยะมูลฝอยในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหากลิ่นจากโรงงานปลาป่น และเพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพื่อบูรณการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของจังหวัดสมุทรสาคร ระยะที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 - 2558 คือ "เมืองฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการผลิตสู่มาตรฐานสากล"

วช.เคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม จับมือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย-ยุทธศาสตร์งานวิจัย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เปิดเผยถึงการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในการกำหนดเป็นนโยบายการบริหารหรือแก้ปัญหาของประเทศ ระหว่าง วช.กับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) ว่าเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์งานวิจัยสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก และกำหนดทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการในการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการจัดสร้างคลังข้อมูลการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและบูรณาการงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆที่มีอยู่สามารถตอบสนองในการกำหนดนโยบายและทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศว่ายังขาดหรือต้องมีการวิจัยอะไรเพิ่มเติม ที่จะให้ตอบสนองการแก้ไขปัญหา และเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบายต่อฝ่ายบริหาร รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่บนฐานขององค์ความรู้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีหน่วยงานภาคีหลัก สำหรับร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนการดำเนินงานและจัดสรรทรัพยากร ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบ ยั่งยืนและอิงหลักวิชาการ

นอกจากนี้ จะดำเนินการให้เกิดความร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างทุกภาคส่วน อันจะทำให้รัฐบาลรวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถเตรียมการป้องกันและวางแผนล่วงหน้าให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้ทันท่วงที และสามารถลดผลกระทบที่มีต่อประชาชน ชุมชนและประเทศ อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาว

นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าวว่า แนวทางการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องดำเนินการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องลงไปยังกลุ่มรากหญ้าพื้นฐานของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เริ่มจากโรงเรียน ซึ่งทางสถาบันได้มีโครงการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยจะจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นเครือข่าย นำหลักวิชาการจากงานการวิจัยมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งความร่วมมือกันทั้งสองหน่วยงานจะเปิดประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

ส.ต่อต้านโลกร้อน ฟ้องนายกมาบตาพุดอนุญาตโรงงานถ่านหินโค้กไม่ชอบด้วยกม.

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา? นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร่วมกับชาวมาบข่า อ.นิคมพัฒนา ชาวห้วยโป่ง มาบตาพุด จำนวน 79 คน ได้เดินทางไปยื่นฟ้องปลัดเทศบาลเมืองมาบตาพุด และนายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด ต่อศาลปกครองระยอง ข้อหาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการโดยมิชอบโดยการอนุมัติ/อนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงงานถ่านหินโค้ก ชื่อบริษัท ไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอน โค้ก จำกัด ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานได้ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา

การกระทำของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการลุแก่อำนาจในการให้ใบอนุญาตแก่บริษัท เข้าข่ายเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลายมาตรา อาทิ มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 วรรคสอง มาตรา 287 ทั้งๆ ที่ชาวชุมชนมาบข่า-ห้วยโป่ง ได้คัดค้านโรงงานดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม

อียูเบรกนำเข้ามะละกอจีเอ็ม

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม 2555

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า จากเหตุการณ์ระงับนำเข้ามะละกอที่ตรวจพบการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified - GM) สู่สหภาพยุโรปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตมะละกอรายใหญ่ของโลก ถูกจับตามองว่าจะเป็นแหล่งแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์มะละกอ GM หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก Cert ID ให้ความเห็นว่า แม้ไทยจะไม่สนับสนุนการปลูกเป็นการค้า แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการลักลอบขยายพันธุ์และส่งผ่านให้แก่เกษตรกร

Cert ID ยังเตือนผู้นำเข้าให้ยกระดับการตรวจสอบการปนเปื้อน GM ในทั้งมะละกอ น้ำมะละกอ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมะละกอ โดยไม่ควรอ้างอิงเฉพาะจากเอกสารที่กล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะปลอด GM แต่ควรเพิ่มขั้นตอนระบบตรวจสอบที่เข้มข้น

สศก.กับภารกิจจัดทำฐานข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรไทย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 29 มิถุนายน 2555

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในภาคเกษตรนั้นได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งต่อการผลิตและการค้า และในทางกลับกันภาคเกษตรก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน การปล่อยก๊าซของภาคเกษตรจะมากหรือน้อยกว่าภาคการผลิตอื่นจำนวนเท่าไรนั้นจะต้องมีการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรแล้ว

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้สร้างแรงกดดันหลายด้านต่อการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยด้านแรกเป็นเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ตลอดจนความชื้น ซึ่งมีผลต่อผลผลิตพืช ปศุสัตว์และประมง ที่มีความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อรายได้และวิถีชีวิตของเกษตรกร แรงกดดันอีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การกำหนดให้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร มีฉลากคาร์บอนให้ข้อมูลกับผู้บริโภค

ทั้งนี้ สศก.ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดเก็บข้อมูลการเกษตรของประเทศ แต่สำหรับเรื่องการคำนวณก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน ต้องมีองค์ความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ความละเอียดและความเพียงพอของข้อมูลที่จะต้องใช้ในการคำนวณ ดังนั้น สศก.จึงได้จัดทำโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำร่างรายงานผลการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของการระดมสมอง แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการระหว่างนักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความต้องการข้อมูลด้านการเกษตรที่ต้องจัดเก็บเพิ่มตามคู่มือการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของ IPCCC

จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.9 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ จึงอาจถูกประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่งจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องนโยบายการเกษตรที่เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมนำรายได้เข้าประเทศจำนวนไม้น้อย เช่น ปี 2553 รายได้จากการส่งออกมีจำนวนกว่าล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของรายได้จากการส่งออกของประเทศ ดังนั้น การจะรักษาฐานการส่งออกในตลาดต่างประเทศได้ ไทยจำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตลอดจนปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

“การดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ นับเป็นก้าวแรกของ สศก.ที่ทำงานด้านการพัฒนาฐานข้อมูลกิจกรรมและค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับนิเวศน์เกษตรของไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และข้อมูลก๊าซเรือนกระจกรายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งปศุสัตว์และประมง ได้แก่ สุกร ไก่ และกุ้ง ล้วนแต่เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย” นายอภิชาต กล่าวทิ้งท้าย

‘ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่’ หนุนพลังเครือข่ายยุววิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่อาเซียน

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มิถุนายน 2555

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันรามจิตติขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ “ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่: เด็ก เยาวชนและการศึกษา” ในงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ภายใต้แนวคิดหลัก “9 บันดาล...สู่งานวิจัย” เพื่อจัดแสดงผลงานจากการดำเนินงานของ สกว. ในตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้แนวทางพระราชดำริ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่?20-24 มิถุนายน 2555 ที่ศูนย์อิมแพคเมืองทองธานี

ในส่วนของนิทรรศการมีทั้งสิ้น 9 โซน หนึ่งในนั้นคือ โซนเด็ก เยาวชนและการศึกษา ภายใต้ชื่อ “ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่: เด็ก เยาวชนและการศึกษา” ซึ่ง ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ผู้จัดการเครือข่ายวิจัยด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษา สกว. กล่าวว่า แนวคิดการจัดนิทรรศการในโซนนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะเด็กและ

เยาวชนในมิติต่างๆ ที่ สกว.ดำเนินการมาเท่านั้น แต่ “ยังเป็นการตั้งโจทย์เพื่อก้าวต่อไปของการเรียนรู้ของสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้าสู่สังคมที่แปรเปลี่ยนในอนาคตได้อย่างรู้เท่าทัน ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาทักษะสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเรียนรู้และริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศและการสื่อสาร และทักษะชีวิตและการทำงาน

การจัดนิทรรศการด้านเด็กจึงประกอบไปด้วย การนำเสนอนิทรรศการและผลงานวิจัยด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาในหลากหลายรูปแบบโดยนายเกินศักดิ์ ศรีสวย หัวหน้าทีมประสานการจัดนิทรรศการกล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้จะมีโครงการยุววิจัยทั้งยุววิจัยยางพารา ยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยุววิจัยเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนทักษะชีวิตสำหรับครู ทั้งเรื่องการจัดครอบครัวศึกษา สื่อศึกษา โดยหนึ่งในไฮไลท์ของนวัตกรรมปฏิรูปการเรียนรู้คือ “โรงเรียนทำหนัง” หรือห้องเรียนสตูดิโอ ซึ่งจะเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการผลิตสารคดีภายใต้แนวคิด “เรียนรู้คู่คมเลนส์” ซึ่งในกิจกรรมดังกล่าวจะมีการสอนน้องๆ อาทิ การถ่ายภาพ ตัดต่อ รวมถึงผลิตสารคดีสั้นง่ายๆ

ในส่วนของการนำเสนอผลงานของการส่งเสริมท้องถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้ มีตัวอย่างโครงการเด่นๆ อาทิ โครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายในพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) ที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าไปมีบทบาทยกระดับการพัฒนาโรงเรียนและท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆหรือตัวอย่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชนในโครงการ Child Watch ตลอดจนเชิญเด็กและเยาวชนมาร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ “บ้านหลังเรียน” ซึ่งจะมี “ครูช่าง”จากเมืองเพชรบุรีมาสอนน้องๆ ทำงานช่างศิลป์ในแบบต่างๆ หรือตัวอย่างกิจกรรม“ถนนเด็กเดิน” ที่มีการออกงานและจัดกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของเด็กและเยาวชน เช่น การแสดงโขนเด็กของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร การแสดงพื้นบ้านจากกลุ่มบ้านหลังเรียนปู่ทวดครูสิงห์ การแสดงจักรยานผาดโผนจากทีม Chok Bike team Thailand ที่เคยคว้ารางวัลนานาชาติมาแล้วมาโชว์น้องๆ ด้วย

ดร.จุฬากรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในโครงการยุววิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมวัฒนธรรมอย่างมาก คือ โครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ สกว.ให้การสนับสนุนในหลายพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อสร้างบทบาทให้กับสถาบันการศึกษาแต่ละพื้นที่ ในการเป็นกลไกของการสนับสนุนและส่งเสริมการทำวิจัยให้กับเยาวชนในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจและภูมิใจในอัตลักษณ์และวิถีชีวิตในเชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง โดยผลจากโครงการที่ไปสู่การต่อยอดและขยายผลในระดับนโยบาย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้เข้ามาสานต่อให้ทุนยุววิจัยของ สกว. ดำเนินงานผ่านโครงการโรงเรียนทำหนังวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2551 นำร่องในจังหวัดลำปางและจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนายุววิจัยให้สามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านกระบวนการผลิตสารคดีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และขยายผลต่อเนื่องมาครอบคลุมทุกภาคจนปัจจุบัน

ที่ท้าทายคือการต่อยอดไปสู่ยุววิจัยอาเซียนเพื่อการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งกำลังจะนำร่องต่อยอดโดยความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมของไทย กระทรวงวัฒนธรรมต่างประเทศ และสถานทูตในกลุ่มอาเซียน จากประสบการณ์ของ สกว. โดยเฉพาะฐานการทำงานในโครงการต่างๆ

แนวโน้มการเปิดประตูการค้าเสรีอาเซียนในปี 2558 มิได้นำมาซึ่งความท้าทายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมถึงความท้าทายทางสังคมวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง มีความเข้าใจอันดีต่อกัน ท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และวิถีการดำรงชีวิต การมีกิจกรรมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะปูทางไปสู่ความเข้าใจอันดีดังกล่าว และปูฐานไปสู่ความเข้มแข็งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันในระยะยาวด้วยเช่นกัน

by ThaiWebExpert