หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วช.เคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม จับมือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย-ยุทธศาสตร์งานวิจัย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เปิดเผยถึงการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในการกำหนดเป็นนโยบายการบริหารหรือแก้ปัญหาของประเทศ ระหว่าง วช.กับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) ว่าเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์งานวิจัยสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก และกำหนดทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการในการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการจัดสร้างคลังข้อมูลการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและบูรณาการงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆที่มีอยู่สามารถตอบสนองในการกำหนดนโยบายและทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศว่ายังขาดหรือต้องมีการวิจัยอะไรเพิ่มเติม ที่จะให้ตอบสนองการแก้ไขปัญหา และเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบายต่อฝ่ายบริหาร รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่บนฐานขององค์ความรู้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีหน่วยงานภาคีหลัก สำหรับร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนการดำเนินงานและจัดสรรทรัพยากร ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบ ยั่งยืนและอิงหลักวิชาการ

นอกจากนี้ จะดำเนินการให้เกิดความร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างทุกภาคส่วน อันจะทำให้รัฐบาลรวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถเตรียมการป้องกันและวางแผนล่วงหน้าให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้ทันท่วงที และสามารถลดผลกระทบที่มีต่อประชาชน ชุมชนและประเทศ อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาว

นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าวว่า แนวทางการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องดำเนินการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องลงไปยังกลุ่มรากหญ้าพื้นฐานของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เริ่มจากโรงเรียน ซึ่งทางสถาบันได้มีโครงการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยจะจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นเครือข่าย นำหลักวิชาการจากงานการวิจัยมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งความร่วมมือกันทั้งสองหน่วยงานจะเปิดประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

ส.ต่อต้านโลกร้อน ฟ้องนายกมาบตาพุดอนุญาตโรงงานถ่านหินโค้กไม่ชอบด้วยกม.

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา? นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร่วมกับชาวมาบข่า อ.นิคมพัฒนา ชาวห้วยโป่ง มาบตาพุด จำนวน 79 คน ได้เดินทางไปยื่นฟ้องปลัดเทศบาลเมืองมาบตาพุด และนายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด ต่อศาลปกครองระยอง ข้อหาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการโดยมิชอบโดยการอนุมัติ/อนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงงานถ่านหินโค้ก ชื่อบริษัท ไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอน โค้ก จำกัด ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานได้ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา

การกระทำของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการลุแก่อำนาจในการให้ใบอนุญาตแก่บริษัท เข้าข่ายเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลายมาตรา อาทิ มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 วรรคสอง มาตรา 287 ทั้งๆ ที่ชาวชุมชนมาบข่า-ห้วยโป่ง ได้คัดค้านโรงงานดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม

อียูเบรกนำเข้ามะละกอจีเอ็ม

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม 2555

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า จากเหตุการณ์ระงับนำเข้ามะละกอที่ตรวจพบการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified - GM) สู่สหภาพยุโรปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตมะละกอรายใหญ่ของโลก ถูกจับตามองว่าจะเป็นแหล่งแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์มะละกอ GM หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก Cert ID ให้ความเห็นว่า แม้ไทยจะไม่สนับสนุนการปลูกเป็นการค้า แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการลักลอบขยายพันธุ์และส่งผ่านให้แก่เกษตรกร

Cert ID ยังเตือนผู้นำเข้าให้ยกระดับการตรวจสอบการปนเปื้อน GM ในทั้งมะละกอ น้ำมะละกอ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมะละกอ โดยไม่ควรอ้างอิงเฉพาะจากเอกสารที่กล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะปลอด GM แต่ควรเพิ่มขั้นตอนระบบตรวจสอบที่เข้มข้น

สศก.กับภารกิจจัดทำฐานข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรไทย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 29 มิถุนายน 2555

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในภาคเกษตรนั้นได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งต่อการผลิตและการค้า และในทางกลับกันภาคเกษตรก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน การปล่อยก๊าซของภาคเกษตรจะมากหรือน้อยกว่าภาคการผลิตอื่นจำนวนเท่าไรนั้นจะต้องมีการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรแล้ว

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้สร้างแรงกดดันหลายด้านต่อการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยด้านแรกเป็นเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ตลอดจนความชื้น ซึ่งมีผลต่อผลผลิตพืช ปศุสัตว์และประมง ที่มีความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อรายได้และวิถีชีวิตของเกษตรกร แรงกดดันอีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การกำหนดให้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร มีฉลากคาร์บอนให้ข้อมูลกับผู้บริโภค

ทั้งนี้ สศก.ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดเก็บข้อมูลการเกษตรของประเทศ แต่สำหรับเรื่องการคำนวณก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน ต้องมีองค์ความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ความละเอียดและความเพียงพอของข้อมูลที่จะต้องใช้ในการคำนวณ ดังนั้น สศก.จึงได้จัดทำโครงการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำร่างรายงานผลการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของการระดมสมอง แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการระหว่างนักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความต้องการข้อมูลด้านการเกษตรที่ต้องจัดเก็บเพิ่มตามคู่มือการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของ IPCCC

จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.9 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ จึงอาจถูกประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่งจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องนโยบายการเกษตรที่เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมนำรายได้เข้าประเทศจำนวนไม้น้อย เช่น ปี 2553 รายได้จากการส่งออกมีจำนวนกว่าล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 ของรายได้จากการส่งออกของประเทศ ดังนั้น การจะรักษาฐานการส่งออกในตลาดต่างประเทศได้ ไทยจำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตลอดจนปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป

“การดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ นับเป็นก้าวแรกของ สศก.ที่ทำงานด้านการพัฒนาฐานข้อมูลกิจกรรมและค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับนิเวศน์เกษตรของไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และข้อมูลก๊าซเรือนกระจกรายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งปศุสัตว์และประมง ได้แก่ สุกร ไก่ และกุ้ง ล้วนแต่เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย” นายอภิชาต กล่าวทิ้งท้าย

‘ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่’ หนุนพลังเครือข่ายยุววิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่อาเซียน

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มิถุนายน 2555

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันรามจิตติขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ “ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่: เด็ก เยาวชนและการศึกษา” ในงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติ?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ภายใต้แนวคิดหลัก “9 บันดาล...สู่งานวิจัย” เพื่อจัดแสดงผลงานจากการดำเนินงานของ สกว. ในตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้แนวทางพระราชดำริ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่?20-24 มิถุนายน 2555 ที่ศูนย์อิมแพคเมืองทองธานี

ในส่วนของนิทรรศการมีทั้งสิ้น 9 โซน หนึ่งในนั้นคือ โซนเด็ก เยาวชนและการศึกษา ภายใต้ชื่อ “ก้าวเรียนรู้...สู่ศตวรรษใหม่: เด็ก เยาวชนและการศึกษา” ซึ่ง ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ผู้จัดการเครือข่ายวิจัยด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษา สกว. กล่าวว่า แนวคิดการจัดนิทรรศการในโซนนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะเด็กและ

เยาวชนในมิติต่างๆ ที่ สกว.ดำเนินการมาเท่านั้น แต่ “ยังเป็นการตั้งโจทย์เพื่อก้าวต่อไปของการเรียนรู้ของสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้าสู่สังคมที่แปรเปลี่ยนในอนาคตได้อย่างรู้เท่าทัน ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาทักษะสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเรียนรู้และริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศและการสื่อสาร และทักษะชีวิตและการทำงาน

การจัดนิทรรศการด้านเด็กจึงประกอบไปด้วย การนำเสนอนิทรรศการและผลงานวิจัยด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านเด็ก เยาวชนและการศึกษาในหลากหลายรูปแบบโดยนายเกินศักดิ์ ศรีสวย หัวหน้าทีมประสานการจัดนิทรรศการกล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้จะมีโครงการยุววิจัยทั้งยุววิจัยยางพารา ยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยุววิจัยเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนทักษะชีวิตสำหรับครู ทั้งเรื่องการจัดครอบครัวศึกษา สื่อศึกษา โดยหนึ่งในไฮไลท์ของนวัตกรรมปฏิรูปการเรียนรู้คือ “โรงเรียนทำหนัง” หรือห้องเรียนสตูดิโอ ซึ่งจะเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการผลิตสารคดีภายใต้แนวคิด “เรียนรู้คู่คมเลนส์” ซึ่งในกิจกรรมดังกล่าวจะมีการสอนน้องๆ อาทิ การถ่ายภาพ ตัดต่อ รวมถึงผลิตสารคดีสั้นง่ายๆ

ในส่วนของการนำเสนอผลงานของการส่งเสริมท้องถิ่นร่วมจัดการเรียนรู้ มีตัวอย่างโครงการเด่นๆ อาทิ โครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายในพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) ที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าไปมีบทบาทยกระดับการพัฒนาโรงเรียนและท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆหรือตัวอย่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชนในโครงการ Child Watch ตลอดจนเชิญเด็กและเยาวชนมาร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ “บ้านหลังเรียน” ซึ่งจะมี “ครูช่าง”จากเมืองเพชรบุรีมาสอนน้องๆ ทำงานช่างศิลป์ในแบบต่างๆ หรือตัวอย่างกิจกรรม“ถนนเด็กเดิน” ที่มีการออกงานและจัดกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของเด็กและเยาวชน เช่น การแสดงโขนเด็กของโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลนาดี จังหวัดสมุทรสาคร การแสดงพื้นบ้านจากกลุ่มบ้านหลังเรียนปู่ทวดครูสิงห์ การแสดงจักรยานผาดโผนจากทีม Chok Bike team Thailand ที่เคยคว้ารางวัลนานาชาติมาแล้วมาโชว์น้องๆ ด้วย

ดร.จุฬากรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในโครงการยุววิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมวัฒนธรรมอย่างมาก คือ โครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ สกว.ให้การสนับสนุนในหลายพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อสร้างบทบาทให้กับสถาบันการศึกษาแต่ละพื้นที่ ในการเป็นกลไกของการสนับสนุนและส่งเสริมการทำวิจัยให้กับเยาวชนในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจและภูมิใจในอัตลักษณ์และวิถีชีวิตในเชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง โดยผลจากโครงการที่ไปสู่การต่อยอดและขยายผลในระดับนโยบาย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้เข้ามาสานต่อให้ทุนยุววิจัยของ สกว. ดำเนินงานผ่านโครงการโรงเรียนทำหนังวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2551 นำร่องในจังหวัดลำปางและจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนายุววิจัยให้สามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านกระบวนการผลิตสารคดีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และขยายผลต่อเนื่องมาครอบคลุมทุกภาคจนปัจจุบัน

ที่ท้าทายคือการต่อยอดไปสู่ยุววิจัยอาเซียนเพื่อการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งกำลังจะนำร่องต่อยอดโดยความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมของไทย กระทรวงวัฒนธรรมต่างประเทศ และสถานทูตในกลุ่มอาเซียน จากประสบการณ์ของ สกว. โดยเฉพาะฐานการทำงานในโครงการต่างๆ

แนวโน้มการเปิดประตูการค้าเสรีอาเซียนในปี 2558 มิได้นำมาซึ่งความท้าทายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมถึงความท้าทายทางสังคมวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันเป็นประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง มีความเข้าใจอันดีต่อกัน ท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และวิถีการดำรงชีวิต การมีกิจกรรมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะปูทางไปสู่ความเข้าใจอันดีดังกล่าว และปูฐานไปสู่ความเข้มแข็งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันในระยะยาวด้วยเช่นกัน

CPFชูธุรกิจสีเขียว ทุ่มงบอีก1พันล้าน เดินหน้าโครงการ ลดก๊าซเรือนกระจก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 6 มิถุนายน 2555

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ครัวของโลก” บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยมุ่งผลิตผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพปลอดภัย มาตรฐานสากลสู่ผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และมีการจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างยั่งยืนมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทได้กำหนดเป้าหมายให้ธุรกิจของบริษัทก้าวสู่การเป็น “ธุรกิจสีเขียว” โดยมีธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นธุรกิจต้นแบบนำร่อง และขยายไปสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจอาหาร ตลอดทั้งวงจรการผลิต ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง คาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ภายใต้นโยบายดังกล่าวได้ปีละกว่า 344,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมได้กว่า 1,260 ล้านบาทต่อปี

พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าถ่ายทอดต่อเนื่องไปยังกลุ่มเกษตรกร และคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพิ่มเติมอีก 500-1,000 ล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้

“บริษัทมีโรงงานและฟาร์มรวม 323 หน่วยงาน แบ่งเป็นอาหารสัตว์ 17 โรงงาน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ 282 ฟาร์ม และอาหาร 24 โรงงาน ที่ผ่านมาได้มุ่งดำเนินโครงการต่างๆทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปแล้ว 122 หน่วยงาน คิดเป็น 38% ของโรงงานและฟาร์มทั้งหมด โดยใช้งบประมาณไปแล้วรวมกว่า 3,000 ล้านบาท”นายอดิเรก กล่าว

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการ “ผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” โดยนำรากฐานความสำเร็จอย่างยั่งยืนของบริษัทที่เริ่มต้นจากมาตรฐานสินค้าคุณภาพ ,อาหารปลอดภัย และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มาต่อยอดความเข็งแกร่ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซีพี” ของบริษัทเป็นที่จดจำในระดับโลกอย่างยั่งยืน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้วกว่า 100 รายการ

อธิบดีมข.,โลกร้อน,กระทบ,การผลิตอาหาร,สุขภาพ,ประชาชน,

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 19 พฤษภาคม 2555

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น?เปิดเผยถึงภาวะโลกร้อนว่า อุณหภูมิของโลกโดยรวมสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบจากการที่อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย โรคเก่าๆ ที่เคยหายไปแล้วก็จะกลับมาอีกวันดีคืนดีระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นเมืองที่ใกล้ชายฝั่งทะเลมีโอกาสที่จะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้น้ำมีสูง และแถบขั้วโลกอุณหภูมิสูงขึ้นมาประมาณ 5-6 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น

ทั้งนี้จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำต่างๆ เปลี่ยนแปลงมากตัวอย่างเช่น น้ำในแม่น้ำโขงจะสังเกตเห็นว่าในหน้าแล้งแทบไม่มีน้ำเลย พอหน้าฝนน้ำจะมามากหรือท่วม ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตร เพราะพืชและสัตว์ที่มีขนาดเล็กจะสูญพันธุ์ทำให้ห่วงโซ่อาหารเปลี่ยนไป

“อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป หรืออากาศที่ร้อนมากๆ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ตัวอย่างเช่น การผลิตน้ำนมของโคนมโพนยางคำ สกลนคร ลดลงจาก 20 กิโลกรัม/วัน เหลือ 12 กิโลกรัม/วัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบให้เดือดร้อนไปทั่วโลก นอกจากผลผลิตทางการภาคการเกษตรแล้ว ด้านสุขภาพก็จะอ่อนแอลงทั้งสัตว์และมนุษย์ ดังนั้นหากเราไม่ช่วยกันลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานแบบฟุ่มเฟือยลง ภายใน5-10 ปีนี้ จะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกัน” อธิบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวอีกว่า ตอนนี้เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยผลิตออกซิเจน ลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เข้าชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะให้ลดการใช้น้ำมันปิโตรเลียมลง ซึ่งทุกวันนี้มีคนใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก โดยในแต่ละปีมีคนซื้อรถปิกอัพมากถึงปีละ 1 ล้านล้านคัน ซึ่งเราต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนใช้น้ำมันแบบประหยัดหรือหันมาใช้พลังงานทดแทนแทน ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์หรือแม้กระทั่งพลังงานแสงอาทิตย์?เป็นต้น เพราะพลังทดแทนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พัฒนาระบบเซ็นเซอร์น้ำเสีย ทีมนักวิจัยนาโนเทคโนโลยีจับมือสวทช.วิจัยนวัตกรรมดูแลสิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555

ทีมนักวิจัยวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจวัดน้ำเสียและระบบตรวจวัด pH ในน้ำ

ดร.สิรพัฒน์ ประโทนเทพ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถนำไปประยุกต์ช่วยแก้ไข จึงเป็นที่มาของการพัฒนานวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สำหรับนวัตกรรมที่ทีมนักวิจัยของวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คิดค้นร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)?พัฒนาระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดสารเคมีในรูปของของเหลว โดยใช้หลักการเลียบแบบการทำงานของลิ้นมนุษย์ เพื่อใช้ตรวจวัดสารพิษในน้ำและศึกษาประสิทธิภาพการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ โดยการจำแนกลักษณะแพทเทิร์น เช่น เปรี้ยว เค็ม หวาน ขม โดยมีเซลล์ประสาทสัมผัสชนิดต่างๆ เพื่อรับรู้รสของสารต่างกันไป จากนั้นนำมาประมวลผล?เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของลักษณะแพทเทิร์นที่เก็บข้อมูลไว้ ซึ่งจะสามารถแยกแยะไอออนเจือปนในน้ำทั้งไอออนบวก เช่น โซเดียม โพแตสเซียม และไอออนลบ เช่น ไนเตรต และซัลเฟลได้ดี รวมทั้งยังสามารถบ่งชี้ระดับความเข้มข้นมากน้อยในเชิงคุณภาพได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลแบบ Real Time เพื่อสร้างแผนที่ กรด-เบส สำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการพัฒนาหัววัดค่า pH แบบ ISFET ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติเด่น คือ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรด-เบสได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ทนทานต่อการใช้งานในสภาวะต่างๆ เก็บรักษาได้นาน โดยส่งข้อมูลแบบ Real Time ผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แสดงผลเป็นแผนที่กรด-เบส และจัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูลแผนที่กรด-เบส ทำให้สามารถระบุสภาพพื้นที่ ที่เกิดปัญหาเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ปภ.แนะแผ่นดินไหว...อันตรายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แนะวิธีเตรียมพร้อมรับมือและปฏิบัติตนหากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนเกิดให้ยึดติดเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้กับพื้นหรือผนังอย่างแน่นหนา ขณะเกิดให้หาที่หลบกำบังในจุดที่มีโครงสร้างแข็งแรง ห้ามใช้ลิฟต์ในการหนีออกจากอาคารอย่างเด็ดขาด เมื่อแผ่นดินไหวสงบ ให้รีบออกจากอาคาร ติดตามรับฟังสถานถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตนตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ระยะ นี้จังหวัดภูเก็ตเกิดแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง แม้จะไม่รุนแรงและสร้างความสูญเสียมากนัก แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งหลายจังหวัดของประเทศไทยตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีรับมือและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ดังนี้ ก่อนเกิด ยึดติดอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่หรือล้มได้กับพื้นหรือผนังบ้านอย่างแน่นหนา ไม่วางสิ่งของบนที่สูงหรือหลังตู้ เพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว อาจทำให้สิ่งของหล่นลงมาทับได้ ขณะเกิด กรณีอยู่ในอาคาร ควรหาที่หลบกำบังในจุดที่มีโครงสร้างแข็งแรง และพ้นจากแนวสิ่งของหล่นทับหรือวัสดุตกใส่ เช่น ใต้โต๊ะ พร้อมหมอบลงกับพื้น ใช้แขนหรือมือกำบัง เพื่อป้องกันศีรษะและลำคอได้รับบาดเจ็บ หรือยึดจับโต๊ะให้แน่นและเคลื่อนตัวไปพร้อมกับโต๊ะ อีกทั้งควรอยู่ให้ห่างจากประตู หน้าต่างที่เป็นกระจก และสิ่งของที่สามารถล้มทับได้ ห้ามใช้ลิฟต์หรือ บันไดหนีไฟในการอพยพหนีออกจากอาคารอย่างเด็ดขาด เพราะอาจได้รับอันตรายจากสิ่งของที่ร่วงหล่นจากแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะหากมีการตัดกระแสไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าดับจะทำให้ติดค้างอยู่ในลิฟต์ และขาดอากาศหายใจเสียชีวิต ให้รอจนแผ่นดินไหวยุติ ค่อยออกจากอาคาร โดยใช้วิธีเดินเร็วอย่างเป็นระเบียบทางบันไดภายในอาคาร

นายวิบูลย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ที่อยู่นอกอาคาร ให้รีบหนีออกมาอยู่บริเวณที่โล่งแจ้ง ห่างจากสิ่งปลูกสร้าง ป้ายโฆษณาและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อาจล้มทับ ระมัดระวังเศษวัสดุหล่นใส่หรือสิ่งของตกกระแทก หากขับรถยนต์ ให้จอดรถในจุดที่ปลอดภัย ห้ามจอดรถบริเวณใต้สะพาน ใต้ทางด่วน รอจนเหตุแผ่นดินไหวสงบค่อยขับรถต่อ หลังเกิดเหตุ เมื่อแผ่นดินไหวสงบ ให้รีบออกจากอาคารโดยเร็วที่สุด ไม่กลับเข้าไปในอาคารที่ได้รับความเสียหายหรือเสี่ยงต่อการทรุดตัว เพราะหากเกิดอาฟเตอร์ช็อก อาคารอาจถล่มลงมาได้ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามรับฟังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่หลงเชื่อข่าวลือ พร้อมปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เกษตรฯถกกีวีหนุนสู้โลกร้อนผลักดันความร่วมมือ2ประเทศ/ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มีนาคม 2555

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร ปี พ.ศ.2556 - 2559 (ค.ศ.2013 - 2016) สำหรับกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคเกษตรของไทยไว้ 3 ประเด็น ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถภาคเกษตรในการเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกันด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนการผลิต การระบาดของแมลงศัตรูพืช

2.ยุทธศาสตร์การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร โดยจะเริ่มต้นในระบบการผลิตข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย เน้นลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนแล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมประมาณ 10 ล้านตันภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงการลดการเผาตอซังในช่วงการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกข้าวรอบใหม่ด้วย

และ 3.ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีภาครัฐและองค์กรเอกชนเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ โดยจะบูรณาการการทำงานกันอย่างใกล้ชิด

"ประเทศนิวซีแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องปรับระบบการผลิตสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับปัญหาภาวะโลกร้อนมากว่า 12 ปีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์อันยาวนาน ประเทศนิวซีแลนด์มีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประเทศไทย ถึงแนวทางการดำเนินงานที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแผนปฏิบัติ ตลอดจนการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นับว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกขั้นหนึ่งในการยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของไทย ให้มีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะส่งผลต่อภาคเกษตรในระยะเวลาอันใกล้" นายนิวัติ กล่าว

by ThaiWebExpert