หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ไทย-สหรัฐหนุนเปิดตลาดสินค้าเกษตรยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร2ประเทศ (รายงานพิเศษ)

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 6 มิถุนายน 2554

ไทยกับสหรัฐอเมริกา นับว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั้งด้านการทูตและการค้ามาเป็นระยะเวลายาวนาน และถือเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรและอาหารสำคัญอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยสหรัฐอเมริกามีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกรของไทย ดังนั้นเมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยนำโดย นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีโอกาสเปิดกระทรวงฯต้อนรับการมาเยือนของ นางคริสตี แอนน์ เคนนี (H.E.Ms.Kristies Anne Kenney) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธีระ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ และสหรัฐอเมริกามีความร่วมมือกันมาตลอดทั้งทางด้านวิชาการ และการควบคุมตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยสำหรับประเด็นที่หารือครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเสนอขอส่งออกผลไม้สู่ตลาดสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีก 5 ชนิด คือ แก้วมังกร ฝรั่ง ส้มโอ มันสำปะหลัง และฟักทอง และได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช (PRAs) แล้ว จึงขอความร่วมมือให้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้เร่งรัดการพิจารณาและให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรดังกล่าว นอกจากนี้ จากการที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้ร่วมประชุมกันเป็นครั้งแรกกับกรมวิชาการเกษตร เมื่อเดือนมีนาคม 2553 ในด้านเทคนิคการค้าสินค้าเกษตรนั้น ส่งผลให้เกิดความอำนวยความสะดวกในการค้าสินค้าเกษตร และการพิจารณาความร่วมมือเทคโนโลยีด้านการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ คาดหวังให้เกิดการขยายความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ต่อไป พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ยังมีความสนใจจะเข้าร่วมโครงการ Third Party Certification Program สินค้ากุ้งของสหรัฐฯ ต่อไป ภายหลังเข้าร่วมโครงการในปี 2551 เพื่อเป็นการศึกษาและเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมส่งออกกุ้งแช่แข็งของไทยไปสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเด็นที่สหรัฐอเมริกาได้หยิบยกมาหารือ คือ เงื่อนไขการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์จากสหรัฐฯ โดย APHIS ได้ส่งเงื่อนไขการนำเข้าให้ทางกรมปศุสัตว์พิจารณาสัตว์หลายชนิด ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้พิจารณาเงื่อนไขการนำเข้าม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกรมปศุสัตว์ได้กำหนดการสิ้นสุดวันผ่อนผันในการตรวจรับรองฟาร์ม/ แหล่งผลิตต้นทางของประเทศที่นำเข้า ในการนำเข้าตัวอ่อน น้ำเชื้อสุกร น้ำเชื้อวัว และลูกไก่ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 ดังนั้น หากสหรัฐประสงค์ที่จะนำเข้าสินค้าดังกล่าว ก็ต้องหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขกับกรมปศุสัตว์ต่อไป นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ขอให้ไทยลดภาษีสินค้านำเข้าสินค้า DDGS (distillers dry grains and solubles) หรือวัตถุดิบอาหารสัตว์โปรตีนสูง โดยไทยได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาอัตราภาษีศุลกากรสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อแสวงหาข้อมูลรอบด้านที่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาอัตราภาษีศุลกากรสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เหมาะสม และเสนอแนวทางและมาตรการเกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากรสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยให้ส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้น้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและการศึกษาถึงผลกระทบ

อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยในปี ค.ศ. 2010 (มกราคม-พฤศจิกายน)จากสถิติการค้าระหว่างประเทศของ U.S. Census Bureau พบว่า ไทยและสหรัฐอเมริกามีมูลค่าการค้ารวม 28,787.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ นำเข้าจากไทยเป็นมูลค่า 20,704 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯส่งออกไปประเทศไทย 8,083.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 12,620.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมจะพบว่า ประมาณร้อยละ 30-40 ของการค้ารวมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการค้าที่ผ่านทางรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของสหรัฐฯ ต่อไป โดย สินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยผ่านทางรัฐแคลิฟอร์เนีย 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนประกอบ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (ร้อยละ 24) (2) เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 20)(3) เนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารทะเล (ร้อยละ 8)(4) ยางและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง (ร้อยละ 7)(5) เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (ร้อยละ 6)ในขณะที่ สินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังประเทศไทยผ่านทางรัฐแคลิฟอร์เนีย 5 อันดับแรก ได้แก่(1) เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 22)(2) คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนประกอบ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (ร้อยละ 16) (3) พลาสติกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับพลาสติก (ร้อยละ 7)(4) ฝ้าย ไหม และสิ่งทอ (ร้อยละ 5)(5) เครื่องบิน ยานอวกาศ และชิ้นส่วน (ร้อยละ 5) ดังนั้น หากไทยและสหรัฐฯสามารถ รักษาความสัมพันธ์ด้านการค้าและการทูตที่ดี และยังสามารถขยายความร่วมมือทางด้านวิชาการ และการควบคุมตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร เชื่อว่าในอนาคตจะทำให้การค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศสดใสยิ่งขึ้น

เปิดเวทีระดมสมองวิจัยข้าว เตรียมพร้อมรับมือโลกร้อน สกัดผลกระทบอาหารมั่นคง

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นความสำคัญของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ที่ส่งผลต่อการผลิตข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในประเทศและทั่วโลก รวมทั้งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งหากการผลิตข้าวของไทยได้รับความเสียหายก็จะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกด้วย จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ นักวิชาการ นักวิจัย สถาบันการศึกษาและ ผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดในการสัมมนาพิเศษเรื่องก้าวใหม่งานวิจัยข้าว (New Frontier in Rice Science and Technology)

นายเฉลิมพร กล่าวต่อว่า การสัมมนาครั้งนี้จะเป็นเวทีให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรด้านการเกษตรได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เพื่อพัฒนาการวิจัยด้านข้าวและเกิดกระบวนการคิดที่จะนำไปสู่งานวิจัยใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มผลผลิตรวมถึงคุณภาพข้าวตลอดจนลดความสูญเสียต่างๆ

ดร.นภาวรรณ นพรัตน์นราภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้การสนับสนุนทุนในการทำวิจัยด้านการเกษตรและนำผลการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยเกี่ยวกับข้าวเป็นจำนวนหลายโครงการ ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์แก่ภาคเอกชนไปแล้ว คือ โครงการการผลิตข้าวมอลต์นึ่งวิตามินบีสูงทางการค้า และที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีอีก 1 โครงการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวนึ่งกล้องเริ่มงอก

"อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนทุนในการทำวิจัยของ สวก. ไม่ได้เน้นแต่เฉพาะเรื่องข้าวเท่านั้น หากแต่เปิดกว้างการวิจัยด้านการเกษตรให้ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา หรือ นักวิจัย ที่ประสงค์จะขอทุนสนับสนุน สามารถยื่นข้อเสนอโครงการได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-579-7435 ต่อ 3208 / www.arda.or.th" ดร.นภาวรรณ กล่าว

ขุมทรัพย์ "ขยะทองคำ" วิกฤติขยะ-โอกาสชุมชน

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"อบต. ดอนแก้วเองเริ่มมีการคัดแยกขยะในปีพ.ศ. 2545 คนที่เข้าร่วมโครงการก็มองว่าทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้น ยอมรับว่าการสร้างจิตสำนึกเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ถึงทุกวันนี้ก็เห็นผลชัดเจนว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และยั่งยืนจริง เราภูมิใจที่สามารถสร้างจิตสำนึกให้คนได้"

ไม่เพียงแต่ในเมืองใหญ่เท่านั้นที่กำลังเผชิญกับวิกฤติขยะล้นเมือง แต่ "ขยะ" กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชุมชน ด้วยปริมาณขยะจากการอุปโภค บริโภค ของผู้คนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีขยะที่ย่อยสลายได้ยากในปริมาณมาก ในขณะที่พื้นที่สำหรับทำเป็นบ่อฝังกลบขยะมีจำกัด ทั้งยังส่งกลิ่นเน่าเหม็น ทั้งสกปรก เต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด ก่อมลพิษ กระทบต่อคุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อม

บทเรียนจากเมืองใหญ่ ทำให้ ชุมชน ตำบลดอนแก้ว อบต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ได้พยายามหาทางจัดการปัญหาขยะในพื้นที่ของตัวด้วยวิธีการ และรูปแบบต่างๆ และสามารถดำ เนินการอย่างได้ผลผ่านการบอกเล่าเรื่อง "วิกฤติขยะ โอกาสชุมชน" ในเวทีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาเครือข่ายสุขภาวะชุมชนสู่ตำบลน่าอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ปีที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ณ อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

หัวข้อดังกล่าวได้รับความสนใจในวงกว้างซึ่งจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ได้นำไปสู่ทิศทางการผลักดันสู่นโยบายสาธารณะที่เป็นวาระสำคัญและสร้างเครือข่ายร่วมดำเนินการกำจัดขยะโดยชุมชนในอนาคตต่อไป

ด้วยเห็นร่วมกันว่า ปัจจุบันขยะเป็นปัญหาที่ทุกพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ ตั้งแต่เรื่องการจัดการ สถานที่กำจัดขยะ องค์ความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติหรือจิตสำนึกของประชาชน โดยเริ่มจากการคัดแยกขยะ

"อบต. ดอนแก้วเองเริ่มมีการคัดแยกขยะในปีพ.ศ. 2545 คนที่เข้าร่วมโครงการก็มองว่าทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้น ยอมรับว่าการสร้างจิตสำนึกเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ถึงทุกวันนี้ก็เห็นผลชัดเจนว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และยั่งยืนจริง เราภูมิใจที่สามารถสร้างจิตสำนึกให้คนได้" ดร.อุบล ยะไวทย์ณะวิชัย ปลัดอบต.ดอนแก้ว บอกเล่าถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา

ปัจจุบันโครงการนี้กระจายไปทั่วทุกหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลดอนแก้ว ด้วยวิธีสมัครใจไม่มีการบังคับ ซึ่งคนที่เข้าร่วมโครงการมีแต่ได้กับได้ ไม่ว่าจะเป็น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการนำขยะเปียกมาทำปุ๋ยหมัก นำขยะรีไซเคิลมาขายให้ธนาคารขยะ มีกองทุนขยะ และมีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะที่ขายไม่ได้โดยนำมาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ช่วยสร้างอาชีพและลดมลพิษจากการเผา สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้คุณภาพชีวิตของชาวดอนแก้วดีขึ้น

ปลัด อบต.ดอนแก้ว บอกเล่าเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ขยะเปียกเรากำจัดได้ ขยะรีไซเคิลมีธนาคาร ขยะและกองทุนขยะรองรับ ส่วนขยะแห้งที่ขายไม่ได้ ก็ทำเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า มีแต่ขยะที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้จริงๆ จึงส่งเข้าเตาเผาอุณหภูมิสูง ซึ่งในอนาคตเรามีแนวคิดที่จะนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนโดยจะไม่มีการเผาขยะอีก เช่น อาจจะอัดเป็นถ่านแท่ง หรือใช้เป็นส่วนผสมอิฐมวลเบา ก็จะพยายามพัฒนาต่อไป ถึงวันนั้นแล้วก็จะมีแต่ขยะอันตรายเท่านั้นที่เราไม่สามารถกำจัดได้ ซึ่งทุกวันนี้ใช้วิธีรวบรวมไว้ให้มีปริมาณมากพอที่จะใช้บริการบริษัทเอกชนที่รับกำจัดขยะอันตรายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

แต่ถ้าเป็นไปได้ อบต.ดอนแก้วอยากให้รวมกันแล้วให้จังหวัดซึ่งมีศักยภาพมากกว่าเป็นเจ้าภาพและตั้งโรงกำจัดขยะอันตรายขึ้น เราต้องช่วยกันผลักดันให้เรื่องการจัดการขยะเป็นนโยบายสาธารณะ เพราะถ้าท้องถิ่นไม่จัดการจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ในพื้นที่ตำบลดอนแก้วถ้าหน้าบ้านหลังใดไม่มีถังขยะ นั่นคือ ชุมชนถังขยะทองคำ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการขยะโดยชุมชนหรือดอนแก้วโมเดล ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายใน 10 ปี อบต.ดอนแก้วจะเป็นพื้นที่ขยะฐานศูนย์ เป็นตำบลสุขภาวะที่ปลอดขยะทั้งตำบล

ปัจจุบันนอกจากองค์กรท้องถิ่นแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูงานศึกษาแนวคิดการทำงานของ อบต.ดอนแก้ว และนำไปปรับใช้ตามบริบทสังคมสิ่งแวดล้อมของแต่ละชุมชน ที่นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชุมชนอื่นสามารถนำไปใช้ได้จริง และอีกสิ่งหนึ่งที่นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวดอนแก้วคือ ไม่เพียงมาดูงานแล้วกลับไปทำจนเห็นผลเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลในเวทีระดับ ประเทศด้วย

ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาเครือข่ายสุขภาวะชุมชนสู่ตำบลน่าอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบนครั้งนี้ มี นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรม การบริหารแผน คณะที่ 3 และ น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และนายนพดล ณ เชียงใหม่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 20 แห่ง ร่วมกันลงนามเพื่อร่วมสนับสนุนการเรียนรู้ และหนุนเสริมซึ่งกันและกันในการพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะโดยชุมชน โดยมีพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายล้านนาเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ และมี อบต.ดอนแก้วเป็นศูนย์เรียนรู้ซึ่งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่

ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สมัครใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายเรียนรู้ มาจากพื้นที่40 ตำบล ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีภารกิจในการสนับสนุนให้ผู้นำในพื้นที่ทุกภาคส่วน เข้าร่วมเรียนรู้เพื่อนำไปพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ของตน ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ทั้งด้านวิชาการ การพัฒนาความรู้ และงบประมาณ เพื่อผลักดันให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างท้องถิ่นและรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งต่อไป

โดยทั้ง 40 ตำบลจะขยายผล ร่วมผลักดันนโยบายสาธารณะ 3 เรื่อง คือ 1) สวัสดิการสังคม ผลักดันให้ท้องถิ่นจัดการความมั่นคงและรับประกันชีวิตของคนในชุมชน 2) ภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาล้านนาและประสานเครือข่าย และ 3) การจัดการขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายการจัดการขยะโดยชุมชนท้องถิ่น โดยมี อปท.หนุนการจัดการขยะเป็นวาระของท้องถิ่น เพื่อฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นผ่านอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ มุ่งสู่การสร้างเมืองไทยให้น่าอยู่ต่อไป

โชว์งานผลิตกระดาษจากกล้วยทดแทนปอสา/เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมวช.หนุนต่อยอดขยายผลเชิงพาณิชย์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 24 พฤษภาคม 2554

ศ.นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่ น.ส.พัชทรา มณีสินธุ์ และคณะ จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ศึกษากระบวนการเกี่ยวกับการผลิตเยื่อกระดาษจากต้นกล้วย สืบเนื่องจากในปัจจุบัน อุตสาหกรรมกระดาษทำด้วยมือของไทยส่วนใหญ่ใช้ปอสาเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ต่อมาได้มีการขยายตัวทางการผลิตเพราะผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับความต้องการในสังคมมากขึ้น ทำให้เกิดความขาดแคลนวัตถุดิบที่สำคัญ คือ ปอสา ที่ยังไม่มีการปลูกอย่างจริงจัง จึงต้องอาศัยการนำเข้าจากประเทศพม่า และลาว ทำให้ต้นทุนในการผลิตมีราคาที่สูงขึ้น และไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร

สำหรับกล้วยเป็นผลไม้ที่ปลูกมากในประเทศไทย ที่มีการแปรรูปกล้วยให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้ในการบริโภคและนำไปใช้ประโยชน์ คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาต้นกล้วย 3 ชนิด ได้แก่ กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า และกล้วยหอมที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม และปทุมธานี โดยศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบ ก่อนการทดลองผลิตเยื่อ ใช้โปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์แทนโซดาไฟในการต้มเยื่อทดแทน เพื่อแก้ปัญหาน้ำทิ้งจากการต้มและล้างเยื่อโดยปรับ PH ของน้ำให้เป็นกลางก่อนการปล่อยน้ำทิ้ง สามารถที่จะนำน้ำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรต่อไปได้

นอกจากนี้ จากการทดสอบคุณสมบัติการใช้งานของกระดาษในแต่ละจังหวัดเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต ถือว่าต่ำกว่าการใช้วัสดุอื่นๆ นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวทำให้ได้กระดาษจากต้นกล้วยที่มีสีน้ำตาลอ่อนที่เป็นสีธรรมชาติมีเอกลักษณ์ลวดลายเฉพาะตัว สามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างได้มากมายๆ เช่น กรอบรูป ปกสมุด บัตรอวยพร ถุง กล่อง เป็นต้น รวมทั้งคุณสมบัติของกระดาษจะเหนียวและทนทานกว่ากระดาษจากวัตถุดิบอย่างอื่น ทำให้สามารถทำเป็นเชือกเพื่อใช้ประโยชน์นอกจากการทำกระดาษได้อีกด้วย

ดังนั้นทาง วช. มีแนวทางที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมในการนำกระดาษที่ผลิตจากกล้วย และพืชผลทางด้านการเกษตร มาเป็นบรรจุภัณฑ์ หรือของใช้ต่างๆ เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยให้เป็นที่แพร่หลายในเชิงพาณิชย์ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกกล้วยได้นำของเหลือจาการเกษตรมาผลิตเป็นกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ต่อไป

วางปะการังเทียมครบ377แห่ง ประมงแจงผลงาน30ปีช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ท้องทะเลไทย

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 11 พฤษภาคม 2554

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล กรมประมงได้จัดทำโครงการจัดสร้างปะการังเทียมขึ้น เพื่อนำไปจัดวางในท้องทะเลไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2554 กรมประมงได้จัดวางปะการังเทียม หรือแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลครบจำนวน 377 แห่งแล้ว ประกอบด้วยแหล่งใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตรจำนวน 33 แห่ง และแหล่งเล็กครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตรจำนวน 344 แห่ง โดยใช้แท่งคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาด 1.5 X 1.5 X 1.5 เมตร และ 2 X 2 X 2 เมตร เป็นวัสดุในการจัดทำปะการังเทียม

ผลของการจัดสร้างปะการังเทียมตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ก่อให้เกิดผลดีต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ และระบบนิเวศในบริเวณที่มีการจัดวางปะการังเทียม โดยแท่งคอนกรีตที่นำไปจัดวางนั้นจะกลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ฟองน้ำ เพรียง หนอนทะเล และหอย รวมทั้งแพลงต์ตอนและสาหร่าย ตลอดจนปลาและสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่สำคัญด้านการประมงจะเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เสมือนกับแหล่งปะการังธรรมชาติ เช่น ปลากะพงแดง ปลาเหลืองขมิ้น ปลาสลิดหิน ปลากะรัง ปลานกแก้ว หมึก ปู และกุ้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าปลาที่หายากกลับมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เช่น ปลาจาระเม็ดเทา ปลาช่อนทะเล ปลากุเลา ปลาหมอทะเล และปลาตะลุมพุก เป็นต้น

ความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นในแหล่งปะการังเทียมทำให้ชาวประมงมีแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำสำหรับทำการประมงเพิ่มขึ้นและไม่ห่างจากฝั่ง เป็นผลดีต่อชาวประมงพื้นบ้านทำให้ไม่ต้องออกไปทำการประมงห่างฝั่ง และทำให้ชาวประมงที่มีเรือขนาดเล็กปลอดภัยขึ้น ช่วยประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 10-20 และมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-30

นอกจากนี้ยังเป็นผลพลอยได้ในการป้องกันเครื่องมืออวนลาก และอวนรุน ไม่ให้เข้ามาทำการประมงในบริเวณใกล้ฝั่ง จึงช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวประมงอีกทางหนึ่งด้วย และที่สำคัญคือกลายเป็นแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม

ถกASEMความมั่นคงอาหาร เกษตรรับหน้าเสื่อเจ้าภาพจัดงานระดมสมอง20ชาติดับวิกฤติ

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 9 พฤษภาคม 2554

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า จากการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 6 (Asia-Europe Meeting : ASEM 6) เมื่อปี พ.ศ. 2549 ได้มีการรับรองปฏิญญาเฮลซิงกิ (Helsinki Declaration) ระบุให้ประเทศสมาชิกที่มีความสนใจและเชี่ยวชาญในประเด็นที่สำคัญต่อประเทศสมาชิก ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการปรึกษาหารือเพื่อผลักดันให้มีการดำเนินงานเรื่องสำคัญต่างๆ ตามแนวคิดและนโยบายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ได้มีการบรรจุชื่อประเทศไทยเป็นแกนนำเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ตอบรับในเรื่องดังกล่าว

นายธีระ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาวิกฤตอาหารปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนจากราคาอาหารโลกที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 56 ในระหว่างปี 2549-2551 ส่งผลมีคนอดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤต ประกอบด้วยความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มของประชากร และการขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดใหม่ การนำพืชไปผลิตพลังงานชีวภาพ ปัญหาสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติต่างๆ นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิตสำคัย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี ก็ทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้น เพื่อนำไปสู่การการปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยในฐานะแกนนำเรื่องความมั่นคงด้านอาหารในกรอบ ASEM จึงได้กำหนดจัดการประชุมขึ้นในระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม 2554 ณ โรงแรมแชงกรีล่า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่ประเทศสมาชิกได้มาประชุมร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็น ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการกำหนดกรอบความร่วมมือเรื่องความมั่นคงด้านอาหารระหว่างเอเชียและยุโรป โดยขณะนี้ได้รับการตอบรับเข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกทั้งเอเชีย ยุโรป รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เป็นจำนวนกว่า 20 ประเทศ คาดว่าผลที่จะได้รับจากการประชุมในครั้งนี้ จะทำให้เกิดความร่วมมือในด้านความมั่นคงด้านอาหารอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งจะทำให้ประเทศสมาชิก ASEM ได้มีโอกาสรู้จักประเทศไทยมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นผู้ผลิต และส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก

นายกญี่ปุ่นถูกรุมสวดหนัก สั่งปิดเตาปฏิกรณ์พื้นที่เสี่ยง ยันใช้พลังงานนิวเคลียร์ต่อ

โดย หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 9 พฤษภาคม 2554

นายกรัฐมนตรีนะโอโตะ คังของญี่ปุ่น ถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีสั่งปิดเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามาโอกะ โดยการวิจารณ์มุ่งไปที่เป็นคำสั่งที่ปัจจุบันทันด่วนเกินไป ด้านรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยืนยันญี่ปุ่นจะยังคงใช้พลังงานนิวเคลียร์ต่อไปแม้กำลังเผชิญกับวิกฤติกัมมันตรังสีรั่วไหล

โตเกียว (เอพี/รอยเตอร์ส) – สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานความคืบหน้า ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น ประกาศจะต้องหยุดใช้งานเตาปฏิกรณ์ 3 แห่งที่โรงไฟฟ้าฮามาโอกะทางภารคกลางของประเทศ จนกว่าจะมีมาตรการรับรองความปลอดภัยที่จำเป็นอย่างครบถ้วน เขาอ้างว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว 8 ริกเตอร์ภายใน 30 ปีข้างหน้ามากถึง 85% ดังนั้น จึงต้องตัดสินใจสั่งปิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนในพรรครัฐบาลญี่ปุ่นวิจารณ์การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีนะโอโตะ คัง ว่ารีบร้อนเกินไป และสามารถส่งผลต่อเนื่องไปยังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่นๆ ทั้งหมด โดยมีบางแห่งได้รับการบอกกล่าวว่าไม่ปลอดภัยเพราะใกล้รอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก นายโนบุเทรุ อิชิฮาระ เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือแอลดีพี เปิดเผยว่าเขาจะซักถามนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาว่า การตัดสินใจดังกล่าวได้คำนึงถึงความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของญี่ปุ่นหรือไม่ ขณะที่สมาชิกรัฐสภาอีกหลายคนเตรียมซักฟอกนายคังในประเด็นนี้เช่นกัน โดยต้องการให้เขาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความจำเป็นด้านพลังงานในระยะกลางถึงระยะยาวของญี่ปุ่น

ด้านนายโยชิโตะ เซนโกกุ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงยืนยันว่า พลังงานนิวเคลียร์จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งในแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติต่อไป และทางการไม่มีนโยบายจะหยุดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ในพื้นที่อื่นนอกเหนือจาก เตาปฏิกรณ์ทั้ง 3 เครื่องที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามะโอกะในภาคกลางของประเทศ

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามะโอกะเป็นของบริษัทจูบุอิเลคทริคพาวเวอร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกและมีความ เสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนเป็นที่วิตกกันว่าอาจเป็นอันตรายต่อกรุงโตเกียวและประชาชนจำนวนมากที่อยู่ ห่างออกไปเพียง 200 กิโลเมตร

ไผ่พืชมหัศจรรย์สร้างเศรษฐกิจพิชิตโลกร้อน (รายงานพิเศษ)

โดย หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 2 พฤษภาคม 2554

แทบไม่ต้องสรรหาคำพูดมากล่าวอ้างกันว่าไผ่มีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร จะบอกว่าใช้เป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ที่สามารถตรวจสอบย้อนรอยไปได้ว่าว่ามีการนำไผ่มาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้เมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรม รวมถึงด้านนิเวศและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องไผ่ โดยล่าสุดได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการส่งเสริมการปลูกและการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืน

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ไผ่ไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นพืชที่วิวัฒนาการมาจากพืชสกุลหญ้า และมีเนื้อไม้ให้ใช้สอยได้ เป็นพืชมหัศจรรย์ ที่มีการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในโลก บางชนิดโตได้ถึง 2 ฟุตต่อวัน หน่อไผ่ นำมาใช้ประกอบอาหาร ลำไผ่ ใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้ ไผ่มีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์สูง พบว่าทั่วโลกมีมากกว่า 80 สกุล มากกว่า 1,500 ชนิด กระจายอยู่หลายประเทศในเขตร้อนชื้น สำหรับประเทศไทยพบว่ามีไผ่ท้องถิ่นอยู่ 17 สกุล 72 ชนิด จัดว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ ขึ้นได้ทุกพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไผ่บางชนิด เช่น ไผ่ซาง และไผ่ซางนวล พบขึ้นปะปนกับต้นสักในป่าผสมแบบผลัดใบ ไผ่บางชนิด เช่น ไผ่บงใหญ่ ไผ่เป๊าะ และไผ่ข้าวหลาม พบขึ้นในป่าดิบชื้น ในขณะที่ไผ่รวก มักขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเต็งรังจึงเป็นพืชที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้ปลูกเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ด้านนายสภลท์ บุญเสริมสุข นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไผ่เป็นพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นไม้เบิกนำที่สามารถขึ้นได้บนพื้นที่ว่างเปล่า จึงสามารถช่วยปรับปรุงสภาพของระบบนิเวศน์ในบริเวณป่าที่ถูกทำลายได้ในระยะเวลาอันสั้น มีระบบรากที่แผ่กว้าง ช่วยป้องกันการชะล้างและการกัดเซาะพังทลายของหน้าดินได้ดี โดยเฉพาะบริเวณริมคลองหรือริมตลิ่ง และยังช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินให้ดีขึ้น อันเป็นที่มาของดินขุยไผ่ เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง นอกจากนี้ในพื้นที่เท่ากัน ไผ่ยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างก๊าซออกซิเจนให้ได้มากกว่าต้นไม้ทั่วๆไปถึง 35 %

สำหรับการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน ไผ่ เป็นพืชที่ถูกจับตามองว่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ตามปกติแล้ว ต้นไม้ในป่าและในพื้นที่สีเขียวทั้งหลาย มีคุณสมบัติในการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่ก๊าซนั้นจะลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ อันเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ป่าทั่วโลกถูกทำลายมากขึ้น ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น เป็นเหตุให้พลังงานความร้อนถูกสะสมอยู่บนผิวโลก และในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น การปลูกต้นไม้เพื่อหวังที่จะให้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องใช้เวลานานนับสิบปี ในขณะที่การปลูกไผ่นั้นใช้เวลาสั้นเพียงแค่ 3-5 ปี ในพื้นที่ที่เท่ากัน ป่าไผ่มีความสามารถในการดูซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนในอัตราที่สูงกว่าป่าธรรมชาติทั่วไป 30-35% นับว่าเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ในอุตสาหกรรมผลิตถ่านไม้ไผ่ ผงคาร์บอนที่ผลิตได้จากถ่านไม้ไผ่ยังมีความสามารถในการดูดซับในตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ไปทำลายชั้นโอโซนที่เป็นเกราะป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต ของโลกมากที่สุดอีกด้วย ปัจจุบันเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับไผ่ มีการพัฒนาและก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ไผ่จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เท่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ่านไม้ไผ่คุณภาพสูงที่ได้จากการเผ่าที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,000 องศาเซียลเซีย ด้วยเตาเผาที่มีประสิทธิภาพ มีความสามารถสูงในการดุดซับกลิ่น ความชื้น สารพิษ สารเคมี ช่วยฟอกอากาศ และกำจัดแบคทีเรีย ช่วยปลดปล่อยประจุลบ และ อินฟราเรดคลื่นยาว ช่วยดูดซับรังสี ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น มีผลให้จิตใจแจ่มใส เบิกบาน ใช้ทำเครื่องสำอางรักษาผิว ทำสบู่รวมถึงใช้ทำถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนที่มีพื้นที่ผิวสูงมากเนื่องจากมีรูพรุนจำนวนมหาศาล มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนและในไตรเจนได้สูงมาก นอกจากนี้ถ่านไม่ไผ่ยังถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง ใช้ทำใส้กรองน้ำ ใส้กรองอากาศ ใช้ปรับปรุงบำรุงดิน และใช้ในการบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไผ่อยู่ประมาณ 2,805,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จังหวัดที่มีป่าไผ่มากที่สุดคือ จ.กาญจนบุรี แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จังหวัดที่มีการปลูกไม้ไผ่เป็นอุตสาหกรรมคือปราจีนบุรี ปัจจุบันมีความต้องการกล้าไผ่เพื่อใช้ในการปลูกสร้างสวนไผ่ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามกล้าไผ่ที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทางกรมป่าไม้โดยสถานีเพาะชำกล้าไม้ ได้จัดให้มีการผลิตกล้าไผ่เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจทุกปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2551 กรมป่าไม้ได้แจกกล้าไม้ไผ่ให้ชาวบ้านไปจำนวนหนึ่ง ประมาณ 250,000 กล้า ประกอบไปด้วยไผ่รวก ไผซางนวล ไผ่หก และไผ่ไร่

อย่างไรก็ตามในอดีต กรมป่าไม้เคยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากองค์การไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ(ITTO) ให้จัดโครงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่จากแหล่งที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้ราษฎรรู้จักการใช้ประโยชน์ไผ่อย่างประหยัดและยั่งยืน โดยการเพิ่มมูลค่า และสามารถประกอบอุตสาหกรรมขนาดเล็กเพื่อเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมแก่ครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการส่งเสริมการปลูกและการใช้ประโยชน์ไผ่ในพื้นที่ภาคใต้ บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิอีกด้วย

ส่วนปัจจุบันกรมป่าไม้ มีโครงการวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการปลูก การจัดการ และการใช้ประโยชน์ไผ่อย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่ความต้องการของตลาดและภาคอุตสาหกรรมอยู่หลายโครงการ อาทิ การสร้างสวนรวมพันธุ์ไผ่ การขยายพันธุ์ การจัดการสวนไผที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจ การตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะโครงสร้าง การยืดอายุการใช้งานของไผ่แต่ละชนิด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่ภาคอุตสาหกรรม การวิจัยพัฒนาการผลิตไผ่อัดประสานเพื่องานประดิษฐ์กรรม ทำแผ่นไม้ประกอบจากไผ่เพื่อการก่อสร้าง การทำแผ่นถ่านไม้ไผ่อัดซีเมนต์ การใช้ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้จากไผ่เพื่อบำบัดน้ำเสีย การทำถ่านอัดแท่งจากเศษไม้ไผ่ การใช้ประโยชน์จากไบไผ่ การศึกษาการจัดการและเศรษฐกิจของการปลูกไผ่ เพื่อลดการใช้ไผ่จากป่าธรรมชาติ และเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย

ไทย-ญี่ปุ่นจับมือลดอุปสรรคการค้า

โดย : แนวหน้า วันที่ 17/04/2008

ตั้งคณะทำงานร่วมกรุยทางขายตรงผลิตผลการเกษตรแดนซามูไร

แนวหน้า 17 เม.ย. 51 - ไทยจับมือญี่ปุ่นวางแนวทางส่งเสริมและลดอุปสรรคการค้าระหว่างกัน กรุยทางขายตรงสินค้าเกษตรในดินแดนซากุระ เน้นความเข้มงวดมาตรฐานความปลอดภัย กระทรวงเกษตรฯได้ทีเร่งปรับโครงสร้างสินค้า สร้างแบรนด์ส่งออกตลาดนอก

นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนญี่ปุ่นหันมานิยมบริโภคอาหารไทยมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายตัวของร้านอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่นกระทรวงเกษตรฯ จึงมีโครงการส่งวัตถุดิบและสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ไปจำหน่ายให้ร้านอาหารไทยโดยตรง ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาคุณภาพและรสชาติอาหารไทยแล้ว ยังเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้เข้าประเทศด้วย

เบื้องต้น ได้หารือทางกระทรวงเกษตรญี่ปุ่นตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมการค้าร่วมกันและลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งฝ่ายไทยจะเน้นการเข้มงวดไม่ให้มีสารตกพิษตกค้างทั้งในพืชผักและผลไม้ตามมาตรฐานของญี่ปุ่นทั้งระบบ ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นจะส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร มาร่วมตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรไทยตั้งแต่กระบวนการผลิต คาดว่า การปฏิบัติงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายจะทำให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้กระทรวงฯ มีแผนที่จะปรับโครงสร้างภาคเกษตรเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเน้นการผลิตที่มีคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งจะมีการจัดทำมาตรฐานสินค้าและสร้างแบรนด์สินค้า ตลอดจนพัฒนาด้านการตลาด การบริการ และระบบการขนส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น

ITTOทุ่ม15ล.หนุนไทยจัดการป่าไม้ สำรวจข้อมูลพื้นฐานไม้นอกเขตป่า

แนวหน้า วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551

นายวิชัย แหลมวิไล อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมลงนามในความตกลงโครงการพัฒนาและส่งเสริมระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการจัดการไม้นอกเขตป่าในระดับตำบลอย่างยั่งยืน กับองค์การไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ (International Tropical Timber Organization: ITTO) ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ITTO เป็นจำนวนเงิน 462,645 เหรียญสหรัฐ หรือราว 15 ล้านบาท

นายวิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้ยกเลิกการให้สัมปทานป่าบก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ทำให้ชาวบ้านหันมาพึ่งพิงการใช้ประโยชน์จากไม้นอกเขตป่าเพื่อยังชีพมากขึ้น ในขณะเดียวกันป่าธรรมชาติก็ได้รับผลกระทบจากการลักลอบเข้าไปตัดไม้และเก็บหาของป่า ซึ่งเชื่อว่าการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนของไม้นอกเขตป่าในระดับตำบลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนและใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น การจัดการไม้นอกเขตป่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นให้ดีขึ้น ทั้งยังจะส่งผลให้การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติที่เหลืออยู่มีประสิทธิผลมากขึ้นด้วย

ด้าน นายเอ็มมานูเอล ซี เมกา ผู้อำนวยการ ITTO กล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือกรมป่าไม้ ของประเทศไทยโดยการสนับสนุนเงินราว 15 ล้านบาท เพื่อการจัดทำฐานข้อมูลด้านการใช้ทรัพยากรไม้นอกป่าในครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก ITTO เห็นว่า ประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการดำเนินการเรื่องการจัดการกับผู้ที่ลักลอบตัดไม้ในป่าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการยกเลิกการให้สัมปทานป่าบก ทำให้ลดการตัดไม้ในพื้นที่ป่าลงไปได้มาก อย่างไรก็ตาม ความต้องการในการที่จะใช้ประโยชน์จากไม้ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในระดับนานาชาติ ซึ่งในประเทศไทยก็มีการปลูกไม้ และทำไม้ นอกป่าอยู่จำนวนมาก แต่กลับยังมีข้อมูลอยู่น้อยมาก ซึ่งหากมีการจัดทำฐานข้อมูลอย่างถูกต้องชัดเจนแล้ว เชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากไม้และป่าไม้ในประเทศไทยเอง ซึ่งจะทำให้มีการใช้ไม้ที่ลดลงด้วย

by ThaiWebExpert