หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เกษตรฯร่วมถกFAOเอเชีย-แปซิฟิก ผลักดันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 33 ณ เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม เพื่อร่วมหารือเรื่องต่างๆ ในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ขององค์การ รวมถึงประเด็นพิเศษเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งจะมีการจัดทำท่าที/จุดยืนของภูมิภาคในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ ของโลก มีการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะเรื่อง และลำดับความสำคัญของขอบข่ายงานของภูมิภาค นำไปสู่แผนงานโครงการ/งบประมาณ รวมทั้งทบทวน/ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนงาน/โครงการต่างๆ และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาค


นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้กล่าวถ้อยแถลงเป็นประเทศแรก ในฐานะที่เมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัล “Recognizing achievements in the fight against hunger” ซึ่งเป็นรางวัลที่ เอฟ เอ โอ มอบให้กับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนประชากรและสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหาร ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาของที่ประชุมอาหารโลก (World Food Summit) โดยในถ้อยแถลงจะนำแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในการประชุม จี 77 เรื่องการพัฒนาด้านการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้แนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นการใช้นวัตกรรม และการนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้พัฒนาการเกษตรให้มีความยั่งยืน รวมทั้งจะเข้าเยี่ยมชมสถาบันวิจัยยางพาราของมาเลเซีย ซึ่งถือว่ามีงานวิจัยด้านยางพาราที่ดีที่สุดในโลก ที่จะสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดด้านยางพาราของไทยได้อีกด้วย

กรีนพีซอ้างสิ่งมีชีวิตในป่าฟูกุชิมะกลายพันธุ์


กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซเตือนว่า วิกฤตินิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิมะเมื่อ 5 ปีก่อน ที่เป็นเหตุให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายแผ่กัมมันตภาพรังสีออกมา เริ่มปรากฏผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว เพราะเห็นชัดเจนขึ้นว่าต้นไม้กลายพันธุ์ ผีเสื้อกลายพันธุ์ และหนอนในพื้นที่ที่มีรังสีปนเปื้อนในปริมาณสูงเกิดความเสียหายทางดีเอ็นเอ กรีนพีซเตือนว่า ป่ารอบโรงงานอาจจะกลายเป็นแหล่งกักเก็บรังสีที่พร้อมจะถูกชะออกมา เมื่อฝนตก อย่างไรก็ดี แวดวงนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งนักวิจัยที่พบว่าผีเสื้อในฟูกุชิมะ กลายพันธุ์ เตือนว่า จะต้องศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ก่อนจะชี้ชัดว่าอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลต่อพืชและสัตว์โดยรวมอย่างไร ส่วนวงการแพทย์ยืนยันจนถึงขณะนี้ว่า กัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมา ไม่ทำให้คนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แต่จะต้องติดตามตรวจในระยะยาวว่า ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งไทรอยด์เหมือนที่เกิดขึ้นจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิดในปี 2529 หรือไม่

เชิญชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมงลดโลกร้อนโชว์คอนเซ็ปต์ 'พลังคุณเปลี่ยนโลก'


นางอุดมพร พัฒนโกวิท ผู้อำนวยการ เขตคันนายาว กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย จัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2016)" ภายใต้ แนวคิด "พลังคุณเปลี่ยนโลก" เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และประชาชน ให้มีจิตสำนึกในการช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการปฏิบัติง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


สำนักงานเขตคันนายาว จึง ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงอาคาร ห้างร้าน และสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ เข้าร่วม กิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปิดไฟที่ไม่ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 20.30-21.30 น. ตาม เวลาท้องถิ่นร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังสามารถร่วมชมการ จัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2015)" ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ณ บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

เลบานอนพบกองขยะมหาศาล ส่งกลิ่นเหม็นหวั่นปัญหาสุขภาพ


1 มี.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานว่ากองขยะจำนวนมหาศาลที่ทับถมคดเคี้ยวกันประดุจแม่น้ำสายขยะบนถนนสายหนึ่งชานกรุงเบรุตของเลบานอน เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวเลบานอนเป็นอย่างยิ่ง

บริเวณดังกล่าวกินพื้นที่หลายร้อยเมตรอยู่ในย่านจดีเดห์ ชานกรุงบรุตอันเป็นผลมาจากวิกฤติด้านขยะที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ชาวเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า สถานที่แห่งนี่เคยสวยงาม แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่จะเดินผ่านยังทำไม่ได้ สาเหตุที่เกิดกองขยะมโหฬารก็เพราะทางการได้ปิดที่ทิ้งขยะสำหรับกรุงเบรุตตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ยังหาที่ทิ้งใหม่ได้ไม่ได้ ขยะจึงกองท่วมถนนจนนำมาซึ่งการประท้วงที่รุนแรงหลายครั้งจนทหารต้องออกมาระงับเหตุ กองขยะที่ทับถมกันมากมายเหมือนถนนขยะนี้เริ่มมาแล้วกว่า 4 เดือนเริ่มจากมีการทิ้งกันแค่กองเล็กๆ จากคนในพื้นที่ แต่เมื่อปัญหาหาที่ทิ้งขยะยังไม่ได้รับการแก้ไข กองขยะก็เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นถนนสายขยะ


นอกจากกลิ่นและทัศนียภาพอันไม่พึงประสงค์แล้ว ชาวบ้านต่างหวั่นอันตรายต่อสุขอนามัยที่จะติดตามมา เพราะฝนที่ตกลงมา อาจทำให้น้ำขยะไหลลงแหล่งน้ำ และเมื่อฤดูร้อนมาถึงปัญหาอาจจะรุนแรงยิ่งขึ้น แนวทางแก้ไขในขณะนี้คือ บริษัทจากอังกฤษได้รับว่าจ้างให้ขนขยะเหล่านี้ไปรัสเซีย แต่ก็ยังคาราคาซังเพราะบริษัทยื่นเอกสารไม่ทันเส้นตายว่ารัสเซียยอมรับขยะเหล่านี้จริงๆ

เกาะติดทิศทางภาคการเกษตร‘EU’ คาด‘เนเธอร์แลนด์’รื้อกฎระเบียบใหม่ตลาดอาหาร-สินค้า

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (EU) ได้รายงานเกี่ยวกับทิศทางภาคเกษตรในช่วงที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU Presidency) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำเกษตร ให้ความสำคัญต่อการผลิตอาหารปลอดภัย ควบคู่กับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงต้องติดตามการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ และทิศทางของภาคการเกษตรของ EU

ทั้งนี้ในช่วงที่เนเธอร์แลนด์เข้ามาดำรงตำแหน่ง EU Presidency ซึ่งมีหน้าที่ดูแลประสานงานการประชุมต่างๆของ EU รวมถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการเกษตรและประมง ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะผลักดันให้เรื่องสำคัญต่างๆ ด้านการเกษตรมีความคืบหน้า โดยงานด้านการเกษตรที่เนเธอร์แลนด์มุ่งสานต่อ ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆภายใต้นโยบายเกษตรร่วมให้ง่ายขึ้นปรับปรุงมาตรการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกร โดยเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ


การสรุปข้อตกลงเรื่องการปฏิรูประเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยอยู่ระหว่างกระบวนการหารือของ 3 สถาบันหลักใน EU การติดตามสถานการณ์ตลาดสินค้าเกษตร และผลกระทบจากรัสเซียระงับการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรหลายอย่างจาก EU รวมถึงเร่งให้กระบวนการเจรจาการค้าที่สำคัญต่างๆ ที่ยังคงค้างอยู่ให้มีความคืบหน้า เพื่อกระตุ้นการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตร และบรรเทาผลกระทบจากการส่งออกไปรัสเซียที่หายไป


สำหรับประเด็นด้านการเกษตรที่เนเธอร์แลนด์ เริ่มจัดให้มีการหารือ ได้แก่ การเปิดอภิปรายเกี่ยวกับทิศทางของนโยบายการเกษตรร่วม EU หลังปี 2563 ซึ่งต้องตอบสนองต่อความท้าทายด้านอากาศและความมั่นคงทางอาหารได้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านการเกษตร การผลิตอย่างยั่งยืน และนโยบายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหาปศุสัตว์ดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องใช้แนวทางการดูแลสุขภาพสัตว์ที่เป็นหนึ่งเดียว และความร่วมมือระหว่างรัฐมนตรีด้านการเกษตรและสุขภาพจากทุกประเทศสมาชิก การแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลระหว่างกฎหมายสิทธิบัตรและสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งพันธุกรรม ซึ่งมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์พืช นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยด้านการเกษตร การส่งเสริมให้นำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปสู่การใช้จริงภายในฟาร์ม


ขณะที่ทิศทางของภาคการประมงนั้น เนเธอร์แลนด์มุ่งสนับสนุนการทำประมงอย่างอย่างยั่งยืน โดยประเด็นสำคัญที่ต้องการให้มีความคืบหน้า ได้แก่ ข้อตกลงเรื่องแผนการจัดการด้านประมงแบบต่อเนื่องหลายปี เพื่อให้การบริหารจัดการสต๊อกปลามีความยั่งยืน การทบทวนกฎระเบียบการเก็บข้อมูล มาตรการทางด้านเทคนิค กฎระเบียบการอนุญาตการทำประมง ระเบียบการจับปลาน้ำลึก การขยายข้อบังคับให้ชาวประมงต้องนำสัตว์น้ำที่จับได้ขึ้นฝั่งทั้งหมด เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ จะติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดอาหารและสินค้าเกษตร รวมถึงทิศทางภาคการเกษตรและประมงของ EU อย่างใกล้ชิดต่อไป 

ม็อบถ่านหินจี้หยุดโครงการ


เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์  ที่ศูนย์บริการ ประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี หรือสปน.(ฝั่งก.พ.) เครือข่าย ประชาชนจังหวัดชายแดนภายใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (คปตส.) นำโดยนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงาน คปตส. ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ผ่านศูนย์บริการประชาชนฯ ขอให้นายกฯยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา เนื่องจากส่งผลเสียต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ การย้ายประชาชนกว่า 240 ครัวเรือน กระทบต่อมัสยิดและกุโบว์


อีกทั้งไม่มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ติดกับพื้นที่ แต่ไปสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ไกลออกไป จึงเห็นควรให้ กฟผ.รับฟังความคิดเห็นใหม่ทั้งหมด และขอให้นายกฯยกเลิกโครงการนี้โดยด่วน

ดึงเอกชนจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว คพ.เปิดเวทีสัมมนาปลุกกระแสเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม


นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. ได้จัดสัมมนาการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดึงหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างให้หน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วม ภายใต้ร่างแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายผลต่อให้ครอบคลุมองค์กรภาคเอกชน และประชาชนต่อไป


ทั้งนี้ที่ผ่านมา คพ. ได้จัดทำแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐระยะ 1 ปี พ.ศ. 2551-2554 และระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2556-2559 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้นำในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและขยายผลไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน และในขณะนี้ คพ. อยู่ระหว่างจัดทำแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 โดยจะขยายผลต่อไปให้ครอบคลุมองค์กรภาคเอกชน และประชาชนต่อไป


การจัดสัมมนาการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับหน่วยงานภาคเอกชนครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างให้หน่วยงานภาคเอกชน ภายใต้ร่างแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 เกิดความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกิดการขยายผลสู่การปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนของสาขาธุรกิจการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สินค้าอุปโภคบริโภค การแพทย์ การท่องเที่ยวและบริการต่างๆ 

มท.จับมือทุกหน่วยลุยป้องกันไฟป่า ย้ำผู้ว่าฯต้องทันต่อสถานการณ์


1 ม.ค. 59 เวลา 14.00 น. นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เชิญผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เข้าร่วมการประชุม


โดยนายกฤษฎา บุญราช ปลัด มท. เผยว่า การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณการการดำเนินงานแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันร่วมกันตามที่ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการควบคุมไฟป่าและหมอกควันทั้งในพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ริมทางหลวง ซึ่ง มท. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลในส่วนภูมิภาค และกลไกของ มท. ทุกระดับที่จะเป็นผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ จึงจำเป็นจะต้องมีการประสานงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิดทั้งในส่วนกลางและในระดับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อขอทราบถึงแผนปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของแต่ละหน่วยงานเพื่อทำงานร่วมกันแบบคู่ขนาน และเพื่อให้การทำงาน ในพื้นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด


รวมทั้ง ได้มีการหารือร่วมกัน ถึงการแบ่งพื้นที่และหน้าที่รับผิดชอบระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มีความชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจะทำหน้าที่บูรณาการเชิงพื้นที่อย่างเข้มแข็งในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของเครือข่ายเฝ้าระวัง การควบคุมการเผา การระดมสรรพกำลัง เครื่องมือ และการช่วยเหลือต่างๆ หากเกิดวิกฤติปัญหาหมอกควันเกิดขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีความเห็นว่าจะกำหนดวิธีบริหารจัดการร่วมกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การกำหนดพื้นที่ หน้าที่ความรับผิดชอบ วิธีการดำเนินงาน และห้วงเวลาปฏิบัติงานที่ชัดเจน


นายนายกฤษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือ เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ ปี 2559 เน้นการเตรียมความพร้อม การเผชิญเหตุ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งได้ใช้กลไก “ประชารัฐ” ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาชนในพื้นที่ และได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และประสานการปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือปี2559 ขึ้นเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอำนวยการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทุกด้าน


อย่างไรก็ตาม ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ทำการโอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ให้แก่ 23 จังหวัด 870 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควัน รวมเป็นเงิน 43,500,000 บาท  โดยแยกเป็นพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ 493 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดปัญหาวิกฤติอย่างรุนแรงทุกปี เป็นเงิน 24,650,000 บาท (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละ 50,000 บาท) สำหรับฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครท้องถิ่น เพื่อดำเนินการป้องกัน และดับไฟป่าในพื้นที่ ตลอดจนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้านการควบคุมไฟป่าในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

มลพิษปี'58ขยะล้นต่อเนื่อง'แม่น้ำกวง-อ่าวไทยตอนใน'คุณภาพเสื่อม


ดร.วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยถึงการสรุปสถานการณ์มลพิษประเทศไทย ในปี 2558 โดยสถานการณ์คุณภาพอากาศ จากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศใน 29 จังหวัด จ.สระบุรี เป็นจังหวัดที่มีจำนวนวันที่มลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐานมากที่สุด 150 วัน รองลงมา คือ ลำปาง 89 วัน สมุทรปราการ 81 วัน กรุงเทพมหานคร 74 วัน และขอนแก่น 70 วัน สารมลพิษที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ก๊าซโอโซน และยังตรวจพบฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินมาตรฐาน 9 ใน 10 จังหวัดที่ทำการตรวจวัด

นอกจากนี้ พบว่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย มีปริมาณสูงกว่าค่ามาตรฐาน 4 จังหวัดจาก 6 จังหวัด โดยเฉลี่ย มีปริมาณลดลง เป็นผลจากการปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง EURO 4 ยกเว้นพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง แต่เบนซิน และ 1,3-บิวทาไดอีน หลายสถานีมีแนวโน้มลดลงจากปี 2557 ส่วน 1,2-ไดคลอโรอีเทน หลายสถานีที่อยู่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาสภาพอากาศแห้งแล้งมาก และได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน

สถานการณ์คุณภาพน้ำ จากการประเมินโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดิน (Water Quality Index: WQI) พบว่าคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินส่วนใหญ่อยู่ใน เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 43 รองลงมาอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 31 และเกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 26 แหล่งน้ำในภาคเหนือ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่าภาคอื่น รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก แม่น้ำที่มีคุณภาพน้ำดีที่สุด คือ แม่น้ำตาปีตอนบน ขณะที่แหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง เช่น แม่น้ำกวง ลำตะคองตอนล่าง ระยองตอนล่าง ป่าสัก ลพบุรี เจ้าพระยาตอนบน ท่าจีนตอนกลางและล่าง เพชรบุรีตอนล่าง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย

ส่วนน้ำทะเลชายฝั่ง จากการประเมินโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (Marine Water Quality Index: MWQI) พบว่า คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 72 อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 16 อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 9 และอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 3 และไม่พบคุณภาพน้ำเกณฑ์ดีมาก โดยบริเวณที่มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมยังคงเป็นพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเสียจากแม่น้ำสายหลักและชุมชนที่รุกล้ำชายฝั่งทะเล

สถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ปี 2558 มีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้น 26.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก ปี 2557 ร้อยละ 3 ได้รับการเก็บขนเพื่อนำไปกำจัด 15.4 ล้านตัน ขยะมูลฝอยที่เก็บขนถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 8.4 ล้านตัน อีกประมาณ 7.09 ล้านตัน ถูกนำไปกำจัดยังสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง เช่น การเทในบ่อดิน เผากลางแจ้ง ลักลอบทิ้งในพื้นที่รกร้าง มีปริมาณขยะตกค้างในสถานที่กำจัด 30 ล้านตัน สามารถจัดการได้แล้ว 20 ล้านตัน และมีการนำขยะมูลฝอยชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ มีประมาณ 4.9 ล้านตัน

ของเสียอันตรายชุมชน เกิดขึ้น 591,127 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 14,811 ตัน แบ่งเป็น ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 384,233 ตัน และของเสียอันตรายประเภทอื่นๆ จากชุมชน เช่น แบตเตอรี่ หลอดไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมี อีก 206,894 ตัน ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อ เกิดขึ้นประมาณ 5,400 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 200 ตัน ได้รับการจัดการถูกต้อง ร้อยละ 75 กากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทั่วประเทศ 37.4 ล้านตัน แบ่งเป็นกากอุตสาหกรรมอันตราย 2.8 ล้านตัน ไม่อันตราย 34.6 ล้านตัน โดยกากอุตสาหกรรม อันตรายได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง 1.3 ล้านตัน และกากอุตสาหกรรมไม่อันตราย ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง 26.1 ล้านตัน (ร้อยละ 75)

ไทยร่วมถกชาติน้ำโขงตอนล่าง ริเริ่มความร่วมมือพัฒนาภาคการเกษตร


นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมคณะทำงานระดับภูมิภาคข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 8 (8th Lower Mekong Initiative Regional Working Group: 8th LMI RWG) และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 15-16 ธันวาคม ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมกันหารือในประเด็นคาบเกี่ยวของเสาหลักต่างๆ ใน LMI ทั้งประเด็นความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และพลังงาน และประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีประเทศสมาชิก 6 ประเทศ เข้าร่วมการประชุม ได้แก่ เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา ไทย และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประเทศ Friends of Lower Mekong (FLM) เข้าร่วมประชุมด้วย ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น ตลอดจนสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ประกอบธุรกิจข้ามชาติอย่างโคคา–โคล่า


ทั้งนี้ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาความมั่นคงด้านน้ำในภูมิภาค ซึ่งเป็นประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงด้านพลังงานจากการนำมาใช้เป็นปัจจัยพื้นฐานการผลิตภาคการเกษตร รวมถึงเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ ซึ่งมีต้นทุนในการผลิตที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่น เชื้อเพลิงและถ่านหิน อีกทั้ง ยังมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่า เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้ริเริ่มความร่วมมือกันในการวางแผนและตัดสินใจในการกำหนดนโยบายร่วมกัน ด้วยการสนับสนุนด้านความรู้ ข้อมูล ผลงานวิชาการ และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญจากทางสหรัฐอเมริกาและ FLM

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมคณะทำงานระดับภูมิภาคในเสาหลักต่างๆ ได้แก่ เสาเกษตรและความมั่นคงอาหาร เสาความเชื่อมโยง เสาความมั่นคงด้านพลังงาน เสาสิ่งแวดล้อมและน้ำ และเสาสาธารณสุข โดยในส่วนของเสาเกษตรและความมั่นคงอาหารนั้น มีประเทศเมียนมาเป็นประเทศนำ (Lead Country) ของเสาดังกล่าว ซึ่งได้เสนอให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบยั่งยืน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สามารถรองรับต่อการผลิตในเชิงพาณิชย์ของเกษตรรายย่อย ตลอดจนให้เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ต่อไป

by ThaiWebExpert