หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ดึงทุกภาคส่วนคุมเหมืองแร่ลดขัดแย้ง


นายอนุ กัลป์ประวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารสิ่งแวดล้อม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวถึงความคืบหน้าของการออกพ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ ว่าได้ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วอยู่ระหว่างรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) จากนั้นก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะใช้เวลาอีก 180 วันในการบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ช่วง 180 วันนี้ กพร.จะเร่งออกอนุบัญญัติที่เป็นแนวทางการปฏิบัติต่อไปทั้งนี้ในพ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่จะต่างจากเดิมโดยเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมเหมืองแร่มากขึ้นรวมทั้งยังได้ตั้ง 4 กองทุนในการช่วยเหลือประชาชนรอบเหมืองแร่

โดยกองทุนที่เกิดขึ้นใหม่ก็คือการประกันภัยเหมืองแร่ที่กำหนดให้เหมืองแร่จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) และต้องซื้อประกันชนิดนี้ อย่างไรก็ตามถือเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย และไม่มีกรมธรรม์ชนิดนี้จึงต้องหารือกับบริษัทประกันภัยในการออกกรมธรรม์เหมืองแร่ซึ่งจะต้องมีราคาเบี้ยประกันที่เหมาะสม ที่เหมืองแร่จะรับได้

“ต้องออกกรมธรรม์เหมืองแร่ให้ทันเพื่อให้เหมืองแร่ที่ต้องจัดทำอีเอชไอเอ ที่มีอยู่ประมาณ 10% ของเหมืองแร่ทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่ เช่น เหมืองแร่ที่มีโลหะหนัก เหมืองโปแตช เป็นต้น ให้ทำประกันภัยได้ทันตามที่กฎหมายกำหนด หากล่าช้าก็อาจกระทบต่อการประกอบกิจการเหมืองแร่ได้”

ส่วนอีก 3 กองทุนได้แก่ กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ กองทุนพัฒนาชุมชนรอบเหมืองแร่และกองทุนฟื้นฟูเหมืองแร่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกองทุนเหล่านี้อยู่แล้ว แต่กพร.จะออกอนุบัญญัติเรียกเก็บเงินเข้ากองทุน โดยจะเรียกเก็บตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้กพร.ยังได้ปรับเปลี่ยนภารกิจตามโครงสร้างใหม่ที่จะมุ่งเน้นการจัดหาแหล่งแร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

พลังงานชง กพช. เคาะโรงไฟฟ้ากระบี่ แก้ปมโซลาร์ราชการ นัดถก17กุมภาพันธ์

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงานเปิดเผยว่าวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้จะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยกระทรวงเตรียมเสนอวาระพิจารณาที่สำคัญ นโยบายที่ชัดเจนของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์)ส่วนราชการ 400 เมกะวัตต์ ที่ยังไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้เพราะติดพ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ(ทีพีพี) โครงการนี้ไม่ถือว่าล้มเพียงแต่อาจปรับเป็นโซลาร์ชุมชนที่มีอยู่ 7,800 ตำบล หรือพื้นที่ทั่วไป กพช. จะให้ความชัดเจนเรื่องนี้อีกครั้ง

สำหรับปี 2560 กระทรวงได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อแผนพลังงาน คือ ความล่าช้าของการเปิดประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ แหล่งบงกชและเอราวัณที่จะหมดอายุสัมปทานปี 2565-2566 ที่กฎหมายใหม่ คือ ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียม ยังไม่เรียบร้อย อาจกระทบต่อแผนการผลิตก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยกรณีที่ก๊าซไม่เพียงพอรัฐบาลต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคือคลังบรรจุก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)เพิ่ม เพราะต้องนำเข้าอีกมาก รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มเป็น 50-60เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ที่อาจจะกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศ

การขับเคลื่อนนโยบายพลังงานปีนี้จะเน้นภาคพลังงานของประเทศตามแนวนโยบาย Energy 4.0 ซึ่งมีเป้าหมายคือการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลางสอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล


ส่วนปี 2559 รัฐบาลได้พยายามดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะด้านพลังงานไฟฟ้า โดยปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)ต่อเนื่องรวม 30 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าช่วงมกราคม-เมษายน 2560 อยู่ที่ 3.38 บาทต่อหน่วย ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า 92,103 ล้านบาทต่อปีและไม่มีไฟดับ

ด้านความคืบหน้าการเจรจาเครือกัล์ฟผู้ชนะประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่(ไอพีพี) 5,000 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะลดกำลังผลิต หรือเลื่อนสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณสำรองไฟฟ้าประเทศที่สูงได้หรือไม่ โดยกระทรวงได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองที่ห้ามแทรกแซงโครงการไอพีพีเครือกัลฟ์


นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. ) กล่าวว่า ที่ประชุมกพช.วันที่ 17 กุมภาพันธ์ จะพิจารณาความชัดเจนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ ที่ล่าช้าจนต้องเลื่อนเข้าระบบจากปี 2562 ออกไป จนอาจกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ล่าสุดอยู่ระหว่างสอบถามข้อมูลจากประชาชนที่พื้นที่ว่าต้องการโรงไฟฟ้าหรือไม่

ส่วนการก่อสร้างสายส่งวงเงิน 7,000 ล้านบาท เพื่อรองรับไอพีพีของเครือกัล์ฟ กฟผ.อยู่ระหว่างจ้างที่ปรึกษาพิจารณาพื้นที่หากมีความชัดเจนในปีนี้การลงทุนสายส่งจะเป็นไปตามแผน แต่หากความขัดแย้งไม่ยุติ กฟผ.ต้องรับภาระเพิ่มและหากมีการก่อสร้างสายส่งแต่สุดท้ายประสบปัญหาไอพีพีสะดุดก็จะกระทบต่อสายส่งอาจคล้ายกับกรณีโฮปเวลล์ได้ 

กพช. ยื้อโรงไฟฟ้ากระบี่ เล็งแผนสำรองใช้ LNG แทนถ่านหิน



พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2559 ได้มอบให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไปจัดทำแผนการดำเนินงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ทั้งหมดรวมถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เพื่อที่จะเสนอต่อที่ประชุมกพช.ครั้งถัดไปหรือราวเดือนม.ค.2560 เพื่อให้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือไม่ก่อนรายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบต่อไป

ส่วนกรณีที่มีผู้เสนอให้นำก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)เข้ามาผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหินนั้น หากโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่สามารถเกิดได้ กฟผ.ก็ได้ทำแผนสำรองในการนำเข้า LNG ไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ในระยะยาวพบว่า ราคา LNG จะมีต้นทุนผลิตไฟสูงกว่าถ่านหินทำให้ค่าไฟจะแพงขึ้น รวมถึง กฟผ.เองก็ได้เตรียมสร้างสายส่งรองรับไปภาคใต้เพราะการผลิตไฟฟ้าภาคใต้ต่ำกว่าความต้องการ

ขณะที่การเจรจากับกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ที่ชนะประมูลโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่(ไอพีพี) 5,000 เมกะวัตต์(MW) ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่การเจรจาก็จะมีทั้งเสนอการเลื่อนโรงไฟฟ้าออกไป และลดกำลังการผลิตลง โดยจะเจรจาควบคู่ไปกับการสร้างสายส่งของกฟผ.ที่จะต้องสร้างมารองรับโครงการดังกล่าวอีกด้วย

มีรายงานแจ้งว่า สำหรับความล่าช้าในการตัดสินใจให้ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 5,000 เมกะวัตต์ หรือไม่  เนื่องจากบริษัทดังกล่าวชนะประมูลแต่เพียงรายเดียว ขณะที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลดังกล่าว

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมกพช.ได้เห็นชอบทบทวน และปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซฯตามแผนบริหารจัดการก๊าซฯ(Gas Plan) พ.ศ.2558-2579 โดยคาดว่าปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ 5,062 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่การจัดหาก๊าซฯในอ่าวไทยจะลดลงในอนาคตทำให้ไทยต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นคาดว่าในปี 2565 ความต้องการนำเข้าจะอยู่ที่ 17.4 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 13.5 ล้านตันต่อปี และปี 2579 การนำเข้า LNG จะสูงถึง 34 ล้านตันต่อปี

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า กพช.ยังได้รับทราบภาพรวมการใช้พลังงานในปี 2559 เพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนคิดเป็นมูลค่าการใช้พลังงานรวม 1.95 ล้านล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าพลังงานคิดเป็นมูลค่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ทั้งปีขยายตัว 3.2% ทำให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้แนวโน้มการใช้พลังงานในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.1% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว โดยคาดว่าพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ระดับ 205,433 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปีนี้ 3.8% ประมาณการความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ปี 2560 จะอยู่ที่ระดับ 31,365 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับปี’59 ประมาณการราคาน้ำมันในปี 2560 จะอยู่ในช่วง 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล 

กฟผ.แจงไฟฟ้าทดแทน‘แม่เมาะ’ เพิ่มประสิทธิภาพ-พร้อมทำความเข้าใจปชช.


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ และโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ตามที่โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 จ.ลำปาง ได้มีการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ใหม่เนื่องจากผลการประกวดราคาได้โรงไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 655 เมกะวัตต์สูงกว่ากำลังผลิตเดิมในการจัดทำรายงาน EHIA ครั้งแรก ซึ่งมีกำลังผลิต600 เมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยกำลังผลิตติดตั้งที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าว และจะต้องมีการจัดทำรายงาน EHIA ใหม่ด้วย


สำหรับโครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง เครื่องที่ 4-7 มีค่าควบคุมการระบายมลสารที่ปากปล่องโรงไฟฟ้าที่ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1) เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2559 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และได้มีประชาชนจำนวนหนึ่งรวมตัวกันชุมนุมอภิปรายในประเด็นความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน กฟผ. จึงเลื่อนการรับฟังความคิดเห็นออกไปก่อนเพื่อทำความเข้าใจกับชุมชน และประชาสัมพันธ์การดำเนินการดังกล่าวอีกครั้ง 

มีนบุรีแนะใส่ใจดูแล คุณภาพอากาศในตึก


นายวชิระ เกตุอร่าม ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตมีนบุรี กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีนโยบายเน้นดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน ด้วยการสร้างสุขภาวะและสภาพแวดล้อมที่ดีตามสถานที่ต่างๆ เขตจึงขอแนะนำประชาชนให้ใส่ใจดูแลคุณภาพอากาศในอาคาร เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยโดยตรงด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ กำจัดแหล่งกำเนิดมลพิษในอาคาร เปิดพัดลมหรือเครื่องดูดควันขณะทำอาหาร หมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศและเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุสำนักงานที่ปลอดภัยและมีสารก่อมลพิษน้อย ไม่สูบบุหรี่ภายในอาคาร นอกจากนี้ควรจัดเก็บสารที่ก่อให้เกิดมลพิษให้มิดชิด


รวมทั้งให้ความสำคัญกับการระบายอากาศในห้อง เช่น เปิดประตู หน้าต่าง หรือติดตั้งพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำเป็นต้น เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมีสุขภาพที่ดี ลดการเกิดโรคภูมิแพ้ หรือผลกระทบจากสารพิษต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น 

อุตฯหวั่นขยะพิษล้นเมือง เล็งตั้งรง.กำจัดซาก‘โซลาร์เซลล์’3.88แสนตัน

อุตฯวางแผนรับมือล่วงหน้า เพื่อกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์ โดยปัจจุบันมีสะสมแล้ว 12.9 ล้านแผง หนักกว่า 3.88 แสนตัน

เริ่มเสื่อมชำรุด เล็งศึกษาตั้งโรงงานกำจัด ขณะที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ เสนอขอใช้งบฯ 6,000 ล้านบาท สนับสนุนหน่วยงานราชการติดตั้งแผง “โซลาร์ รูฟท็อป”

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนกำจัดซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ : เซลล์แสงอาทิตย์ (แผงโซลาร์เซลล์) อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์ฯของประชาชนเพิ่มขึ้น จากราคาแผงที่เริ่มปรับลดลง และเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนราชการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า

ขณะที่ กรมได้คาดการณ์ปริมาณซากแผงโซลาร์ฯ สะสมตั้งแต่ปี 2545-2559 อยู่ที่ 388,347 ตัน หรือคิดเป็น 12.9 ล้านแผง และปริมาณซากสะสมถึงปี 2563 จะอยู่ที่ 551,684 ตัน หรือ 18.38 ล้านแผง ซึ่งต้องทยอยกำจัดซากในอนาคต เพราะแต่ละแผงจะมีอายุการใช้งานประมาณ 20-25 ปี

“ตอนนี้ยังมีแผงโซลาร์ฯ ที่ต้องกำจัดไม่มาก เพราะอายุใช้งานส่วนใหญ่นานถึง20-25 ปี เช่น ติดตั้งปี 2545 จะต้องกำจัดซากในปี 2570 แต่ตอนนี้ก็มีแผงโซลาร์ฯ ที่เสียออกมาบ้าง โดยใช้วิธีการกำจัดซาก นำไปแยกชิ้นส่วนที่สามารถรีไซเคิลได้ประมาณ 50% เช่น แก้ว แผงวงจร ส่วนอีก 50% จะนำไปบด แล้วใส่น้ำยาเฉพาะ ก่อนนำไปฝังกลบ แต่หลังจากแนวโน้มคนนิยมติดตั้งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงต้องทำแผนอย่างเป็นระบบ ส่วนหนึ่งกำลังพิจารณาข้อมูลทางวิชาการอยู่ว่า ควรตั้งโรงงานรีไซเคิลและกำจัดแผงโซลาร์ฯ โดยเฉพาะขึ้นมาเลยหรือไม่ โดยตั้งเป้าว่า จะต้องนำเศษซากชิ้นส่วนออกมารีไซเคิลให้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% จากปัจจุบัน 50% ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่าในปัจจุบัน จึงต้องพิจารณาว่า คุ้มทุนหรือไม่”นายมงคลกล่าว

อย่างไรก็ดีในปี 2558 ที่ผ่านมากรม ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดทำร่างแผนแม่บทการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ :เซลล์แสงอาทิตย์ โดยกรมจะนำผลการศึกษาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า พพ.เตรียมใช้เงินกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 6,000 ล้านบาท สนับสนุนหน่วยราชการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน รวมถึงโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ในหน่วยงานราชการทั่วประเทศ ตามนโยบายพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย โดย พพ. อยู่ระหว่างออกหลักเกณฑ์การขอใช้งบประมาณดังกล่าว คาดว่า แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ และคาดว่าจะประกาศเปิดให้ร่วมโครงการได้ในเดือน ธันวาคม 2559 นี้

สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นจะกำหนดให้หน่วยงานละไม่เกิน 50 ล้านบาท และต้องเป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่เคยได้รับงบการสนับสนุนงบในลักษณะดังกล่าวมาก่อนด้วย โดยคาดว่า งบ 6,000 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองสำหรับหน่วยงานรัฐ จึงเตรียมไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อให้จัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการโครงการดังกล่าว ซึ่งต่อไปถ้าหน่วยงานรัฐ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ต้องการติดโซลาร์รูฟท็อป และมีเงินจากสำนักงบประมาณแล้ว ก็สามารถติดตั้งได้สะดวก เพียงแค่จ้างที่ปรึกษาให้ดำเนินการ

     มีรายงานแจ้งว่า สำหรับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปัจจุบันยังพบว่ามี ขยะจากอุปกรณ์ไฟฟ้า มือถือ ชิ้นส่วน ฯลฯ ถูกทิ้งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนมากอีกด้วย ขยะเหล่านี้หากจำกัดไม่ถูกวิธีจะมีปัญหาในเรื่องของมลพิษด้วย 

'ศศิน'ฟิวส์ขาดเปิดศึกเพจดัง ใส่ไฟต้านเขื่อนแฝงนัยการเมือง


6 ก.ย. 59 เกิดเป็นวิวาทะร้อนในโลกออนไลน์ กรณีเพจเฟซบุ๊ก "หยุดดัดจริตประเทศไทย" โพสต์ข้อความโจมตี นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ว่ามีนัยทางการเมือง โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดในยุครัฐบาลทหาร นายศศิน จึงไม่จุดกระแสออกมาเดินรณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งไม่มีการทำ EHIA เช่นเดียวกับสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

"พอหลัง "รัฐประหาร" โครงการเขื่อนแม่วงก์ที่ใช้งบประมาณสูงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง ทั้งๆ ที่บอกว่ามันไม่ดี โดยรัฐบาลทหารคนดี คสช. นำโดย "พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ" ที่ตอนนี้ก็นั่งไม่ติด เพราะเครียด เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ของตัวเอง ผลงานไม่เข้าเป้า ประชาชนคนรากหญ้าเดือดร้อน

แล้ว พลเอกฉัตรชัย ก็จุดประเด็นด้วยการบอกว่าจะ "ใช้มาตรา 44 สร้างเขื่อนแม่วงก์" คือไม่มีรายงาน EHIA ไม่มีการศึกษาผลกระทบ หรือเรื่องใดๆ ทั้งนั้น


ปรากฎว่านักอนุรักษ์อย่างศศิน ก็โพสต์เฟซทำเป็นขู่แค่นั้น ไม่ออกแอคชั่นแรงเหมือนสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรงนี้แหละที่หลายๆ คนเขาหมั่นไส้ศศิน ทีกับรัฐบาลพลเรือนนี่เก่งกันจริง พอรัฐบาลทหารไม่กล้ากระทั่งรักษาจุดยืนของตนเองแบบเข้มข้น" 
เพจหยุดดัดจริตประเทศไทย ระบุ



เรื่องนี้ทำให้นายศศิน และพรรคพวก ออกมาโพสต์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าการต่อต้านสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นไม่มีนัยทางการเมือง และทำงานมาตลอดทุกรัฐบาล ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาลทหาร



นอกจากนี้ นายศศิน ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "
Sasin Chalermlarp" ตอบโต้เพจดังกล่าวอย่างดุเดือด ข้อความว่า

"การทำงานของผม เป็นการทำงานในฐานะองค์กรอนุรักษ์ ที่ทำงานตามเจตนารมณ์ที่จะรักษาคุณค่าของระบบนิเวศป่าไม้ สัตว์ป่า


การทำงานของเรามีทีมงานฝ่ายต่างๆ ช่วยกัน บัว Ornyupa Sangkamarn เป็นทีมวิชาการที่ทำงานหนักลงพื้นที่เก็บข้อมูลระบบระบายน้ำของพื้นที่จนชัดเจนว่าถึงไม่มีเขื่อนก็สามารถจัดการไม่ให้น้ำท่วมได้ เดินจับ GPS กับเพื่อนในภาคสนามไม่รู้กี่ครั้งเดินกันเป็นวันๆ


งานแบบนี้พวกเกรียนแต่หน้าคอม มองแต่ความชั่วจนชินเข้าใจไม่ได้หรอกครับ


ว่าจะมีใครที่เป็นของจริง ทำงานที่ค่าตอบแทนต่ำต้อย แต่ตัวงานมันหล่อเลี้ยงคุณสมบัติภายในให้หัวใจยังฉีดเลือด ให้ชีวิตทำในสิ่งที่มีคุณค่าตามสิ่งหนึ่งที่เรียกกันว่า อุดมคติ มันกินไม่ได้ ไม่เท่ แต่มันหล่อเลี้ยงหัวใจให้มองฟ้า มองดิน อย่างกล้าหาญ และภูมิใจ และได้ทำตามสัญญาที่บอกกับพี่สืบไว้ว่าจะสืบทอดเจตนารมย์


เรื่องแบบนีั้ก็ขบวนใครขบวนมัน ขบวนใครไม่มีความจริง หลอกกันเลี้ยงกันด้วยความเท็จ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า อุดมคติ นะมันต้องออกมาทำเพื่อสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่เรียกร้องเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว


ภาษากำลังภายในเขาพูดเสมอว่า "ท่านใช้จิตใจต่ำช้า มาประเมินวิญญูชน"

เพจหยุดดัดจริตประเทศไทย มันว่าเราดัดจริต 
ท่านก็แค่ใช้จิตใจต่ำช้า มาประเมินเราเท่านั้นเอง

ไว้เวลาผ่านพิสูจน์ของจริงได้ ค่อยเข้าใจกันแล้วกันนะ


ไอ้ที่เห็นต่างเรื่องเขื่อนนะธรรมดา 
แต่เห็นว่าค้านเขื่อนเพราะแอบแฝงการเมือง เหน็บแนม ใส่ร้ายทำลายกันนี่ ผมถือว่าต่ำช้า และจะไม่เสียเวลากับพวกท่านแล้ว ไม่เอาไม้สั้นไปรันขี้ โบราณเขาว่าไว้"



ขอความร่วมมือ คัดแยกขยะก่อนทิ้ง

นายวิสุทธิ์ ธรรมวิริยะวงศ์ ผู้อำนวยการเขตบางเขน กล่าวว่า ตามที่กรุงเทพมหานครมีนโยบายในการดูแลรักษาความสะอาดและแก้ไขปัญหาความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ที่เน้นในเรื่องการจัดการปัญหาขยะอย่างมีประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยรณรงค์ให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานครคัดแยกขยะ จัดโครงการชุมชนน่าอยู่ เพิ่มบริการจัดเก็บขยะ ฯลฯ เป็นต้นซึ่งเขตบางเขนเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและชุมชนเมืองสูง มีบ้านจัดสรร และมีประชาชนเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้นตลอด จึงทำให้ปริมาณขยะที่จัดเก็บได้ในแต่ละวันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเพื่อร่วมกันบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้องและเป็นระบบ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทั้งชุมชนเมืองชุมชนหมู่บ้านจัดสรร ชุมชนริมคลองให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณขยะต้นทางที่จะต้องนำไปกำจัดปลายทางอย่างถูกวิธีตามขยะแต่ละประเภทอย่างพร้อมเพรียงอันจะส่งผลให้สิ่งแวดล้อม ชุมชนมีความสะอาด และน่าอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป 

ทม.มหาสารคามออกตรวจ คืบหน้าโครงการก่อสร้าง จัดการ-กำจัดขยะมูลฝอย


นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ได้มอบหมายให้ นายไมตรี พรมดา รองนายกเทศมนตรีฯ พร้อมด้วย นายธงชัย ใหม่คามิ รองประธานสภาเทศบาลฯ นายบุญเรือง แสนผุ สมาชิกสภาเทศบาลฯ ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานตามโครงการก่อสร้างของคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองมหาสารคาม ที่บริเวณที่กำจัดขยะมูลฝอยเทศบาลเมืองมหาสารคาม ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.มหาสารคาม 


นายแพทย์กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เทศบาลเมือง (ทม.) มหาสารคาม ได้เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย จึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างขึ้นหลายโครงการในการปรับปรุงที่กำจัดขยะเทศบาลเมืองมหาสารคามให้ได้มาตรฐาน โดยได้ดำเนินงานโครงการหลายโครงการ อาทิ โครงการปรับปรุงลานคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 15 เมตร หนา 20 เซนติเมตร พื้นที่ 300 ตารางเมตร โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรอบบ่อพักฝังกลบขยะ ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 260 เมตร พื้นที่ 1,040 ตารางเมตร โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภายในระบบกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในระบบ ฝอยและสิ่งปฏิกูล โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบน้ำเสียและท่อระบายน้ำภายในระบบกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล และโครงการฝังกลบดินบ่อขยะ ขนาดพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร หนา 0.30 เมตร มีปริมาตรดินถมไม่น้อยกว่า 6,000 ลูกบาศก์เมตร 

ทั้งนี้ หากดำเนินการแล้วเสร็จก็จะช่วยลดปัญหาด้านมลพิษได้ในระดับหนึ่ง โดยเทศบาลเมืองมหาสารคาม ได้ดำเนินการฉีดพ่นสารกำจัดแมลงวันทุกวันพุธและวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ เพื่อลดปริมาณแมลงวันที่ไปรบกวนพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่อย่างไรก็ดีหากทุกฝ่ายตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทิ้งขยะ รู้จักวิธีคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ปัญหาขยะล้นเมืองก็จะบรรเทาเบาบางลงได้
 

แก้ปัญหาขยะต้องเอาจริง


ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ได้ยิน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงเรื่องปัญหา “ขยะล้นเมือง” ที่รัฐบาลและคสช.สู้อุตส่าห์ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” และกำหนดเป็นนโยบายสำคัญในลำดับต้นๆ ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้อยู่หมัดตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557


ประเด็นสำคัญที่พอจะจับได้จากคำพูดของนายกฯ อย่างแรกก็คือ การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของเราในรอบ 2 ปีที่ผ่านมายังไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร จึงต้องมอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจัดทำ “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ” เพื่อเปิดแคมเปญรณรงค์สร้างความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น โรงเรียน ศาสนสถาน และภาคประชาชน ให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยใช้หลัก 3 R คือ Reduce หรือ การลดการใช้หรือบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง ลดการก่อให้เกิดขยะ Reuse หรือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซ้ำ และ Recycle หรือ การแปรรูปขยะหรือสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่


นายกฯบอกว่า จะวางกรอบการทำงานในเรื่องนี้ 1 ปี ตั้งเป้าลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศลงร้อยละ 5 จากอัตราเฉลี่ยการเกิดขยะมูลฝอยของประเทศ หรือลดลง 2 ล้านตันต่อปีให้เหลือประมาณ 23 ล้านตันต่อปี


อีกประเด็นหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึง คือ การเร่งรัดกระบวนการยกร่าง“พ.ร.บ.ขยะ” ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะหมายถึง “ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะแห่งชาติ พ.ศ. ....” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินการอยู่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อมาอุดช่องว่างการทำงานของหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นในเรื่องบริหารจัดการขยะ เนื่องจากที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการขยะของเราไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ขณะที่การดูแลรับผิดชอบก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่หน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้คนละท่อน คนละส่วน ทำให้การบริหารจัดการขยะไม่เคยมีเอกภาพ


นอกจากนี้ยังประเด็นที่ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่นายกฯพูดถึง ก็คือเรื่อง “จิตสำนึก” และ “ความร่วมมือ” จากคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง อันไหนควรคัดแยกไปอยู่กับขยะประเภทไหน อันไหนควรนำกลับมาใช้ใหม่ หรือแม้กระทั่งจะต้องลดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดขยะกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องเริ่มเรียนรู้เพื่อลดปริมาณขยะที่จะออกไปสู่ชุมชน


ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า พอได้ยินนายกฯพูดถึงปัญหาขยะออกมาแบบนี้ก็ให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า คนที่มีอำนาจควบคุมในระดับนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรียังคงไม่ทิ้งปัญหาเรื่องนี้


แต่สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ก็คือ หน่วยงานที่จะต้องเป็น “แกนหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเอาจริงเอาจังมากกว่านี้


มันก็เหมือนที่นายกฯพูดไว้นั่นล่ะครับว่า 2 ปีที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของเรายังไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็มองว่าจริง และตัวผมเองก็รู้สึกผิดหวังกับการขับเคลื่อนโรดแมปการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของหน่วยงานต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาอยู่มาก


เมื่อ 2 ปีที่แล้วกองขยะเคยอยู่ที่ไหน การบริหารจัดการขยะของท้องถิ่นเคยห่วยยังไง ปัจจุบันก็ยังคงห่วยอยู่อย่างนั้น ขณะที่คนไทยเคยมักง่ายเรื่องการทิ้งขยะแบบไหน ทุกวันนี้มันก็ยังคงอยู่แบบนั้น


ปัญหาขยะต้องเอาจริงครับ อยากจะรณรงค์แบบไหน สร้างวินัยกันยังไง ก็ต้องทำแบบมีแผนการ อย่างมีทิศทาง ทำกันอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น


จะมามัวแต่จัดอีเว้นท์โหมกระแสไปวันๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมา มันไม่ได้ผลหรอกครับ


เสียเวลาเปล่า


มะลิลา 

by ThaiWebExpert