หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ภาคปชช.จี้เลิกคำสั่งปล่อยผี'อีไอเอ'


เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม 87 องค์กร ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาเรื่อง "วิเคราะห์คำสั่ง 9/2559 สู่การปฏิรูป EIA" โดยนายบัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผลของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2559 ไม่ได้เป็นการหยุดการทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีเอไอ) แต่ให้จัดหาเอกชนมารับดำเนินการโครงการของรัฐไปพร้อมกับการดำเนินกระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานอีไอเอ ซึ่งไม่มีประเทศใด ในโลกที่ดำเนินการลักษณะนี้


ด้านนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า คำสั่งฉบับนี้ เขื่อนเป็นโครงการอยู่ในข่ายด้วย ตนเปรียบเทียบกับกรณีเขื่อนแม่วงก์ ซึ่ง ผู้รับเหมารายใหญ่ของพื้นที่ไปขอประทานบัตร ระเบิดหินเตรียมไว้เพื่อสร้างเขื่อนนี้ ทั้งที่รายงานอีไอเอโครงการยังไม่ผ่าน ดังนั้นตามมาตรฐานสากลต้องทำอีไอเอ ให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะดำเนินโครงการได้ 87 องค์กรทั่วประเทศ จึงเห็นว่าควร ยกเลิกคำสั่งฉบับนี้ รัฐบาลควรจะฟังและ คิดให้ดี

กทม.รณรงค์'ปิดไฟ1ชม.'19มีนาคมนี้พร้อมจัด'ปั่นไปปลูก'เพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุง


กรุงเทพมหานคร แถลงข่าวการจัดกิจกรรมรณรงค์ "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน" (60+ Earth Hour 2015) โดยกรุงเทพมหานครร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ที่ลานกิจกรรมหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน ภายใต้หัวข้อ "พลังคุณเปลี่ยนโลก" รณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันปิดไฟที่ไม่ใช้งานเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 20.30-21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนในกรุงเทพฯ และเป็นแนวทางสร้างความร่วมมือในระดับประเทศต่อไป


สำหรับกิจกรรมรณรงค์ในปีนี้จะมีการจัดกิจกรรม "ปั่นไปปลูก" 6 กลุ่มโซน ตั้งแต่วันที่ 14-18 มีนาคม 2559 ชวนประชาชนนักปั่นร่วมปั่นจักรยานไปปลูกต้นไม้ในสวนหรือพื้นที่ว่างในแต่ละกลุ่มโซน พร้อมรณรงค์กิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน" ชวนคนกรุงเทพฯร่วมกันปิดไฟ 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 เวลา 20.30-21.30 น. เพื่อเป็นการแสดงพลังเปลี่ยนโลกได้


โดยปีที่ผ่านมา ผลการจัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2015)" ปี 2558 สามารถ ประหยัดไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 1,940 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 9%) ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 7,499,068 บาท และลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนได้ 1,127 ตัน ซึ่งในปี 2559นี้ คาดการณ์ว่าจะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้เกิน 2,000 เมกะวัตต์ โดยมีการตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2559-2560 จะรณรงค์ให้คนร่วมกิจกรรมเกิดการประหยัดไฟฟ้าให้ได้ 10%


ทั้งนี้ ในวันงาน 19 มีนาคม จะรวมพลกันที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ในเวลา 16.00 น. ร่วมปั่นจักรยานเพื่อรณรงค์ จากสวนลุมพินี-ลานเซ็นทรัลเวิลด์สแควร์ ก่อนจะเริ่มกิจกรรมปิดไฟในเวลา 20.30-21.30 น. โดยในปีนี้ จะมีการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ 4 สถานที่ ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร, เสาชิงช้า และสะพานพระราม 8 นอกจากนี้ ยังมีการปิดไฟถนนสายสำคัญ เช่น ถนนสีลม, ถนนรัชดาภิเษก, ถนนเยาวราช และถนนข้าวสาร เป็นต้น
 

เกษตรฯร่วมถกFAOเอเชีย-แปซิฟิก ผลักดันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 33 ณ เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม เพื่อร่วมหารือเรื่องต่างๆ ในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ขององค์การ รวมถึงประเด็นพิเศษเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งจะมีการจัดทำท่าที/จุดยืนของภูมิภาคในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ ของโลก มีการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะเรื่อง และลำดับความสำคัญของขอบข่ายงานของภูมิภาค นำไปสู่แผนงานโครงการ/งบประมาณ รวมทั้งทบทวน/ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนงาน/โครงการต่างๆ และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาค


นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้กล่าวถ้อยแถลงเป็นประเทศแรก ในฐานะที่เมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัล “Recognizing achievements in the fight against hunger” ซึ่งเป็นรางวัลที่ เอฟ เอ โอ มอบให้กับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนประชากรและสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหาร ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาของที่ประชุมอาหารโลก (World Food Summit) โดยในถ้อยแถลงจะนำแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในการประชุม จี 77 เรื่องการพัฒนาด้านการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้แนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นการใช้นวัตกรรม และการนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้พัฒนาการเกษตรให้มีความยั่งยืน รวมทั้งจะเข้าเยี่ยมชมสถาบันวิจัยยางพาราของมาเลเซีย ซึ่งถือว่ามีงานวิจัยด้านยางพาราที่ดีที่สุดในโลก ที่จะสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดด้านยางพาราของไทยได้อีกด้วย

กรีนพีซอ้างสิ่งมีชีวิตในป่าฟูกุชิมะกลายพันธุ์


กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซเตือนว่า วิกฤตินิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิมะเมื่อ 5 ปีก่อน ที่เป็นเหตุให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายแผ่กัมมันตภาพรังสีออกมา เริ่มปรากฏผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว เพราะเห็นชัดเจนขึ้นว่าต้นไม้กลายพันธุ์ ผีเสื้อกลายพันธุ์ และหนอนในพื้นที่ที่มีรังสีปนเปื้อนในปริมาณสูงเกิดความเสียหายทางดีเอ็นเอ กรีนพีซเตือนว่า ป่ารอบโรงงานอาจจะกลายเป็นแหล่งกักเก็บรังสีที่พร้อมจะถูกชะออกมา เมื่อฝนตก อย่างไรก็ดี แวดวงนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งนักวิจัยที่พบว่าผีเสื้อในฟูกุชิมะ กลายพันธุ์ เตือนว่า จะต้องศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ก่อนจะชี้ชัดว่าอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลต่อพืชและสัตว์โดยรวมอย่างไร ส่วนวงการแพทย์ยืนยันจนถึงขณะนี้ว่า กัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมา ไม่ทำให้คนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แต่จะต้องติดตามตรวจในระยะยาวว่า ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งไทรอยด์เหมือนที่เกิดขึ้นจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิดในปี 2529 หรือไม่

เชิญชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมงลดโลกร้อนโชว์คอนเซ็ปต์ 'พลังคุณเปลี่ยนโลก'


นางอุดมพร พัฒนโกวิท ผู้อำนวยการ เขตคันนายาว กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย จัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2016)" ภายใต้ แนวคิด "พลังคุณเปลี่ยนโลก" เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และประชาชน ให้มีจิตสำนึกในการช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการปฏิบัติง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


สำนักงานเขตคันนายาว จึง ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงอาคาร ห้างร้าน และสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ เข้าร่วม กิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปิดไฟที่ไม่ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 20.30-21.30 น. ตาม เวลาท้องถิ่นร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังสามารถร่วมชมการ จัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2015)" ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ณ บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

เลบานอนพบกองขยะมหาศาล ส่งกลิ่นเหม็นหวั่นปัญหาสุขภาพ


1 มี.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานว่ากองขยะจำนวนมหาศาลที่ทับถมคดเคี้ยวกันประดุจแม่น้ำสายขยะบนถนนสายหนึ่งชานกรุงเบรุตของเลบานอน เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวเลบานอนเป็นอย่างยิ่ง

บริเวณดังกล่าวกินพื้นที่หลายร้อยเมตรอยู่ในย่านจดีเดห์ ชานกรุงบรุตอันเป็นผลมาจากวิกฤติด้านขยะที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ชาวเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า สถานที่แห่งนี่เคยสวยงาม แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่จะเดินผ่านยังทำไม่ได้ สาเหตุที่เกิดกองขยะมโหฬารก็เพราะทางการได้ปิดที่ทิ้งขยะสำหรับกรุงเบรุตตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ยังหาที่ทิ้งใหม่ได้ไม่ได้ ขยะจึงกองท่วมถนนจนนำมาซึ่งการประท้วงที่รุนแรงหลายครั้งจนทหารต้องออกมาระงับเหตุ กองขยะที่ทับถมกันมากมายเหมือนถนนขยะนี้เริ่มมาแล้วกว่า 4 เดือนเริ่มจากมีการทิ้งกันแค่กองเล็กๆ จากคนในพื้นที่ แต่เมื่อปัญหาหาที่ทิ้งขยะยังไม่ได้รับการแก้ไข กองขยะก็เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นถนนสายขยะ


นอกจากกลิ่นและทัศนียภาพอันไม่พึงประสงค์แล้ว ชาวบ้านต่างหวั่นอันตรายต่อสุขอนามัยที่จะติดตามมา เพราะฝนที่ตกลงมา อาจทำให้น้ำขยะไหลลงแหล่งน้ำ และเมื่อฤดูร้อนมาถึงปัญหาอาจจะรุนแรงยิ่งขึ้น แนวทางแก้ไขในขณะนี้คือ บริษัทจากอังกฤษได้รับว่าจ้างให้ขนขยะเหล่านี้ไปรัสเซีย แต่ก็ยังคาราคาซังเพราะบริษัทยื่นเอกสารไม่ทันเส้นตายว่ารัสเซียยอมรับขยะเหล่านี้จริงๆ

เกาะติดทิศทางภาคการเกษตร‘EU’ คาด‘เนเธอร์แลนด์’รื้อกฎระเบียบใหม่ตลาดอาหาร-สินค้า

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (EU) ได้รายงานเกี่ยวกับทิศทางภาคเกษตรในช่วงที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU Presidency) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำเกษตร ให้ความสำคัญต่อการผลิตอาหารปลอดภัย ควบคู่กับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงต้องติดตามการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ และทิศทางของภาคการเกษตรของ EU

ทั้งนี้ในช่วงที่เนเธอร์แลนด์เข้ามาดำรงตำแหน่ง EU Presidency ซึ่งมีหน้าที่ดูแลประสานงานการประชุมต่างๆของ EU รวมถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการเกษตรและประมง ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะผลักดันให้เรื่องสำคัญต่างๆ ด้านการเกษตรมีความคืบหน้า โดยงานด้านการเกษตรที่เนเธอร์แลนด์มุ่งสานต่อ ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆภายใต้นโยบายเกษตรร่วมให้ง่ายขึ้นปรับปรุงมาตรการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกร โดยเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ


การสรุปข้อตกลงเรื่องการปฏิรูประเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยอยู่ระหว่างกระบวนการหารือของ 3 สถาบันหลักใน EU การติดตามสถานการณ์ตลาดสินค้าเกษตร และผลกระทบจากรัสเซียระงับการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรหลายอย่างจาก EU รวมถึงเร่งให้กระบวนการเจรจาการค้าที่สำคัญต่างๆ ที่ยังคงค้างอยู่ให้มีความคืบหน้า เพื่อกระตุ้นการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตร และบรรเทาผลกระทบจากการส่งออกไปรัสเซียที่หายไป


สำหรับประเด็นด้านการเกษตรที่เนเธอร์แลนด์ เริ่มจัดให้มีการหารือ ได้แก่ การเปิดอภิปรายเกี่ยวกับทิศทางของนโยบายการเกษตรร่วม EU หลังปี 2563 ซึ่งต้องตอบสนองต่อความท้าทายด้านอากาศและความมั่นคงทางอาหารได้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านการเกษตร การผลิตอย่างยั่งยืน และนโยบายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหาปศุสัตว์ดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องใช้แนวทางการดูแลสุขภาพสัตว์ที่เป็นหนึ่งเดียว และความร่วมมือระหว่างรัฐมนตรีด้านการเกษตรและสุขภาพจากทุกประเทศสมาชิก การแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลระหว่างกฎหมายสิทธิบัตรและสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งพันธุกรรม ซึ่งมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์พืช นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการวิจัยด้านการเกษตร การส่งเสริมให้นำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปสู่การใช้จริงภายในฟาร์ม


ขณะที่ทิศทางของภาคการประมงนั้น เนเธอร์แลนด์มุ่งสนับสนุนการทำประมงอย่างอย่างยั่งยืน โดยประเด็นสำคัญที่ต้องการให้มีความคืบหน้า ได้แก่ ข้อตกลงเรื่องแผนการจัดการด้านประมงแบบต่อเนื่องหลายปี เพื่อให้การบริหารจัดการสต๊อกปลามีความยั่งยืน การทบทวนกฎระเบียบการเก็บข้อมูล มาตรการทางด้านเทคนิค กฎระเบียบการอนุญาตการทำประมง ระเบียบการจับปลาน้ำลึก การขยายข้อบังคับให้ชาวประมงต้องนำสัตว์น้ำที่จับได้ขึ้นฝั่งทั้งหมด เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ จะติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดอาหารและสินค้าเกษตร รวมถึงทิศทางภาคการเกษตรและประมงของ EU อย่างใกล้ชิดต่อไป 

ม็อบถ่านหินจี้หยุดโครงการ


เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์  ที่ศูนย์บริการ ประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี หรือสปน.(ฝั่งก.พ.) เครือข่าย ประชาชนจังหวัดชายแดนภายใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (คปตส.) นำโดยนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงาน คปตส. ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ผ่านศูนย์บริการประชาชนฯ ขอให้นายกฯยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา เนื่องจากส่งผลเสียต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ การย้ายประชาชนกว่า 240 ครัวเรือน กระทบต่อมัสยิดและกุโบว์


อีกทั้งไม่มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ติดกับพื้นที่ แต่ไปสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ไกลออกไป จึงเห็นควรให้ กฟผ.รับฟังความคิดเห็นใหม่ทั้งหมด และขอให้นายกฯยกเลิกโครงการนี้โดยด่วน

ดึงเอกชนจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว คพ.เปิดเวทีสัมมนาปลุกกระแสเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม


นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. ได้จัดสัมมนาการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดึงหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างให้หน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วม ภายใต้ร่างแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายผลต่อให้ครอบคลุมองค์กรภาคเอกชน และประชาชนต่อไป


ทั้งนี้ที่ผ่านมา คพ. ได้จัดทำแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐระยะ 1 ปี พ.ศ. 2551-2554 และระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2556-2559 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้นำในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและขยายผลไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน และในขณะนี้ คพ. อยู่ระหว่างจัดทำแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 โดยจะขยายผลต่อไปให้ครอบคลุมองค์กรภาคเอกชน และประชาชนต่อไป


การจัดสัมมนาการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับหน่วยงานภาคเอกชนครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างให้หน่วยงานภาคเอกชน ภายใต้ร่างแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 เกิดความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกิดการขยายผลสู่การปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนของสาขาธุรกิจการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สินค้าอุปโภคบริโภค การแพทย์ การท่องเที่ยวและบริการต่างๆ 

มท.จับมือทุกหน่วยลุยป้องกันไฟป่า ย้ำผู้ว่าฯต้องทันต่อสถานการณ์


1 ม.ค. 59 เวลา 14.00 น. นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เชิญผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เข้าร่วมการประชุม


โดยนายกฤษฎา บุญราช ปลัด มท. เผยว่า การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณการการดำเนินงานแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันร่วมกันตามที่ได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการควบคุมไฟป่าและหมอกควันทั้งในพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ริมทางหลวง ซึ่ง มท. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลในส่วนภูมิภาค และกลไกของ มท. ทุกระดับที่จะเป็นผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ จึงจำเป็นจะต้องมีการประสานงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิดทั้งในส่วนกลางและในระดับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อขอทราบถึงแผนปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของแต่ละหน่วยงานเพื่อทำงานร่วมกันแบบคู่ขนาน และเพื่อให้การทำงาน ในพื้นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด


รวมทั้ง ได้มีการหารือร่วมกัน ถึงการแบ่งพื้นที่และหน้าที่รับผิดชอบระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มีความชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจะทำหน้าที่บูรณาการเชิงพื้นที่อย่างเข้มแข็งในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของเครือข่ายเฝ้าระวัง การควบคุมการเผา การระดมสรรพกำลัง เครื่องมือ และการช่วยเหลือต่างๆ หากเกิดวิกฤติปัญหาหมอกควันเกิดขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีความเห็นว่าจะกำหนดวิธีบริหารจัดการร่วมกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การกำหนดพื้นที่ หน้าที่ความรับผิดชอบ วิธีการดำเนินงาน และห้วงเวลาปฏิบัติงานที่ชัดเจน


นายนายกฤษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือ เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ ปี 2559 เน้นการเตรียมความพร้อม การเผชิญเหตุ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งได้ใช้กลไก “ประชารัฐ” ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาชนในพื้นที่ และได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และประสานการปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือปี2559 ขึ้นเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอำนวยการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทุกด้าน


อย่างไรก็ตาม ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ทำการโอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ให้แก่ 23 จังหวัด 870 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควัน รวมเป็นเงิน 43,500,000 บาท  โดยแยกเป็นพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ 493 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดปัญหาวิกฤติอย่างรุนแรงทุกปี เป็นเงิน 24,650,000 บาท (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละ 50,000 บาท) สำหรับฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครท้องถิ่น เพื่อดำเนินการป้องกัน และดับไฟป่าในพื้นที่ ตลอดจนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้านการควบคุมไฟป่าในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

by ThaiWebExpert