หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา กับการใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน (1)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา ดำเนินงานส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้กับเกษตรกรในพื้นที่ด้วยปุ๋ยพืชสด และพืชคลุม โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1.ส่งเสริมเกษตรกรปรับปรุง บำรุงดิน ด้วยปุ๋ยพืชสดและพืชคลุมปีละ 25,000 ไร่ เช่น แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชคลุมดินให้เกษตรกร นำไปปลูกในสวนผลไม้ 2.สาธิตการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด และพืชคลุมให้ได้ปีละ 2,000 ไร่ เช่น ในสวนผลไม้จะสาธิตการใช้พืชตระกูลถั่วปลูกคลุมดิน และในไร่นา จะสาธิตการปลูกพืชปุ๋ยสดไถกลบบำรุงดิน หลังการเก็บเกี่ยว โดยใช้เวลาปลูกประมาณ 2-3 เดือน เมื่อพืชปุ๋ยสดออกดอก ก็ทำการตัดสับ และไถกลบลงไปในดิน และ 3.ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสดและพืชคลุม โดยใช้พื้นที่ภายในสถานีพัฒนาที่ดิน 7 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อแจกจ่ายเกษตรกร

สำหรับปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ได้จากต้นและใบของพืชปุ๋ยสดที่ปลูกไว้ หรือขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อถึงระยะที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ คือ เมื่อเริ่มออกดอก จนถึงดอกบานเต็มที่ ก็ทำการตัดสับแล้วไถกลบ หรือไถกลบลงไปในดินทั้งต้นก็ได้ แล้วแต่ชนิด ของพืช หลังจากทิ้งไว้จนเน่าเปื่อยผุพัง ก็จะให้ ธาตุอาหารพืช และเพิ่ม อินทรียวัตถุให้แก่ดิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับพืชที่จะปลูกต่อๆ ไป

พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดที่ดีที่สุด คือพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ปอเทือง โสน เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ คือที่รากมีปมเรียกว่าปมรากถั่ว ในปมเหล่านี้มีเชื้อจุลินทรีย์จำพวกไรโซเบียม สามารถดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ เมื่อพืชเน่าเปื่อยจะเพิ่มธาตุไนโตรเจนและอินทรีย์วัตถุแก่ดิน

ลักษณะของพืชที่ปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด คือ ปลูกง่าย เติบโต และออกดอกใน ระยะเวลาอันสั้น ให้น้ำหนักพืชสดสูง คือมากกว่า 2,000 กิโลกรัม เป็นพืชทนแล้ง ทนต่อสภาพน้ำขัง 2-3 วันได้ และสามารถปลูกได้ทุกฤดู มีความต้านทานโรคและแมลงได้ดี ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้ รวดเร็ว เก็บเกี่ยว ตัดสับ และไถกลบง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากนัก เพราะไม่สะดวกใน การไถกลบ ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังเร็ว กำจัดง่าย หรือไม่มีลักษณะกระจายพันธุ์เป็นวัชพืช 

กรมชลยัน“เอาอยู่”สกัดท่วมกรุง เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำทุ่งตะวันตกเต็มประสิทธิภาพ


“กรมชลประทาน” ยืนยันเตรียมความพร้อมพื้นที่ทุ่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะบริเวณ “ทุ่งพระพิมล” เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝนกันยายน-ตุลาคมปีนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มั่นใจ “เอาอยู่” สามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ทุ่งพระยาบันลือ และทุ่งพระพิมล สำหรับการรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2557 ในช่วงน้ำหลากระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้เอาไว้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในบริเวณพื้นที่ “ทุ่งพระพิมล” ซึ่งเป็นทุ่งที่อยู่ตอนล่างสุดติดกับเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 กรมทางหลวงชนบทได้ทำการก่อสร้างถนน เพื่อเป็นคันกั้นน้ำเชื่อมต่อกับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ในส่วนของกรมชลประทาน ก็ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและซ่อมแซมอาคารชลประทานต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลากเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำบริเวณทุ่งพระพิมลของกรมชลประทานนั้น จะให้มีการรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนเข้าสู่คลองพระพิมล เพื่อระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำด้านทิศใต้คลองพระพิมล จำนวน 9 แห่ง ผ่านคลองต่างๆ ตามแนวเหนือ–ใต้ ลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เข้าสู่คลองสุคต คลองบางเตย และคลองสามบาท จ.นครปฐม และระบายสู่คลองทวีวัฒนา คลองซอย คลองคูเวียง คลองขุนศรีบุรีรักษ์ คลองโพธิ์ และคลองควาย เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

ขณะเดียวกันยังมีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ติดตั้งที่ประตูระบายน้ำต่างๆ รวมจำนวน 62 เครื่อง อยู่ทางฝั่งแม่น้ำท่าจีน จำนวน 57 เครื่อง และฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 5 เครื่อง  มีประสิทธิภาพการระบายน้ำรวม 17.7 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน รวมทั้งสำรองเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กไว้ช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินอีกด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ในปีงบประมาณ 2557 กรมชลประทานได้ดำเนินการให้มีการขุดลอกคลองจำนวน 3 สาย คือ คลองพระมอพิสัย คลองสถาพรพัฒนา และคลองสว่างอารมณ์ รวมทั้งได้ทำการกำจัดวัชพืชในคลองสายหลัก ได้แก่ คลองพระพิมล คลองโยง-บางใหญ่  คลองมหาสวัสดิ์  และคลองทวีวัฒนา ซึ่งจะทำให้คลองต่างๆ ดังกล่าวสามารถรองรับกระแสน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ในช่วงก่อนที่จะถึงฤดูน้ำหลากประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี กรมชลประทานจะทำการควบคุมระดับน้ำของคลองทั้งหมดในทุ่งพระพิมลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับเก็บกักประมาณ 30 เซ็นติเมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ และใช้อาคารชลประทานในการควบคุมการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาตามจังหวะน้ำทะเลขึ้น-ลง และถ้าระดับน้ำในแม่น้ำสูงกว่าด้านในคลอง จะปิดบานประตูระบายน้ำทั้งหมด และทำการสูบน้ำเพื่อระบายน้ำในทุ่งออกสู่แม่น้ำแทน 

พัทลุงทำข้อตกลงคัดแยกขยะหนุนแปรรูปใช้ผลิตเชื้อเพลิงลดขยะ-แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม


นายสุเมธ บุญยก นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง และคณะผู้บริหารเทศบาลเมือง (ทม.) พัทลุง ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการดำเนินงานตามโครงการคัดแยกขยะมูลฝอยที่ผ่านการฝังกลบ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง กับนายวิสุทธิ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัทเอสซีโอ อีโค เซอร์วิชเซส จำกัด โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาล สื่อมวลชน และประธานชุมชนในเขตเทศบาล ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองพัทลุง

นายสุเมธกล่าวว่า ทม.พัทลุง ได้ก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยเพื่อเป็นที่ทิ้งขยะมูลฝอยจากเขตเทศบาล และพื้นที่ใกล้เคียง ในท้องที่ ม.6 ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง เนื้อที่ 17 ไร่ เป็นเวลา 23 ปีแล้ว โดยศูนย์กำจัดขยะดังกล่าวสามารถรองรับขยะมูลฝอยได้วันละ 30 ตัน หากรวมขยะจำนวนที่ทิ้ง ณ ศูนย์ดังกล่าวไปแล้วก็จะมีปริมาณขยะมากกว่า 200,000 ตัน

ดังนั้น ทม.พัทลุง จึงมีนโยบายที่จะคัดแยกขยะที่ผ่านการฝังกลบแล้ว เพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน โดยได้ประสานงานกับบริษัทเอสซีโอ อีโค เซอร์วิชเซส จำกัด จัดทำโครงการคัดแยกขยะมูลฝอยที่ผ่านการฝังกลบ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขึ้น โดยนำขยะดังกล่าวไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน นำส่งขายให้กับโรงปูนซิเมนต์ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 3 ปี

ด้านนายวิสุทธิกล่าวว่า หลังจากนี้ไปทางบริษัท จะจัดหาเครื่องจักรเข้ามาดำเนินการคัดแยกขยะที่ฝังกลบกว่า 200,000 ตัน ซึ่งขยะที่คัดแยกในส่วนที่เป็นเศษพลาสติกจะนำไปผลิตเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินส่งขายให้กับโรงปูนซิเมนต์ทุ่งสง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตปูนซิเมนต์ต่อไป 

ผอ.เขตขีดเส้น30วัน บ่อขยะพระราม9 ต้องฝังกลบปรับที่ ไม่ก่อปัญหาซ้ำอีก

     เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายชุมพล ชาวเกาะ ผอ.เขตห้วยขวาง กล่าวว่า ตามที่ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นจากกองขยะที่ถนนประดิษฐ์มนูธรรม บริเวณใต้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ย่านพระราม 9 ผ่านทางสายด่วนกทม.1555 และที่ปรากฏข่าวใน นสพ.แนวหน้า กรณีมีจดหมายร้องทุกข์ว่า มีผู้นำกองเศษวัสดุเศษอิฐ หิน ดิน ทราย ถุงปูนและขยะ มากองไว้บริเวณถนนพระราม9 ตัดเอกมัย ใต้เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ นั้น สำนักงานเขตห้วยขวางได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวพบว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของ นายเอนก นิธิปิติกาญจน์ และนางสมบุญ รักสลาม โดยมีผู้ดำเนินการนำขยะมากองไว้คือ นายแสวง สุจิตร ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่า กระทำผิดจริงตามที่มีผู้ร้องมา

     สำนักงานเขตห้วยขวางจึงออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญ และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดฐานทำการถมดิน ซึ่งมีพื้นที่เกิน 
2,000 ตารางเมตร โดยได้รับใบแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นความผิดตาม พรบ.การขุดดินถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 26 วรรคสาม ประกอบมาตรา 35 เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 2,000บาท และให้ผู้ต้องหาทำหนังสือรับรองว่า จะไม่ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญและกองขยะอีกและจะดำเนินการฝังกลบและปรับหน้าดินให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน พร้อมมีคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แก้ไขเพื่อระงับเหตุรำคาญ ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ถึงนายแสวง ดังนี้ 1.ให้ระงับเหตุรำคาญจากการนำเศษวัสดุมาถมที่เป็นเหตุรำคาญแก่ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงและแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญให้หมดสิ้นไป 2.ห้ามกระทำการใดๆที่ก่อเกตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงอีก 3.ให้ดำเนินการฝังกลบและปรับหน้าดินให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน


     ทั้งนี้ ให้ดำเนินการแก้ไขตามข้อ 1และ 2 ทันที ส่วนข้อ 3 ให้ดำเนินการภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 74 แห่ง พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่พอใจคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ รมว.สาธารณสุข ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 66 นับแต่วันทราบคำสั่งฯ หลังจากนี้สำนักงานเขตห้วยขวางจะติดตามผลใน 7 วัน หากไม่มีการแก้ไขตามคำสั่งจะถือว่าขัดคำสั่งเจ้าพนักงานก็จะส่งแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.วังทองหลาง ต่อไป

สธ.จัดระบบระวังสุขภาพปชช.อาชีพคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิคส์

     นายแพทย์โสภณ  เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการประเมินแหล่งดำเนินการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศมีประมาณ 94 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ กาฬสินธุ์ ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ นครปฐม นนทบุรี บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลำพูน สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว และอำนาจเจริญ โดยมากที่สุดที่จังหวัดกาฬสินธุ์มี 48 แห่ง กรมควบคุมโรคได้วางแผนติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพของประชาชน โดยในจังหวัดกาฬสินธุ์มี 5 แผน จะดำเนินการใน 1-2 เดือนนี้ ประกอบด้วย 1.การตรวจเลือดประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพคัดแยกขยะทุก 1 ปี เพื่อหาสารอันตรายสารตะกั่วและแคดเมียมทุก 1 ปีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 2.ตรวจสิ่งแวดล้อมร่วมกับกรมอนามัย เช่น น้ำอุปโภคบริโภคและบ้านเรือน 3.ตรวจพัฒนาการเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี 4.สำรวจอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านเรือนที่มีความเสี่ยงปนเปื้อนสารตะกั่ว เช่น ภาชนะใส่อาหาร ของเล่นเด็ก 5.จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านวิชาการ
     นายแพทย์พิสิทธิ์  เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผลการติดตามสุขภาพเด็กวัย 1 ปี 6 เดือน ที่พบค่าตะกั่วเกินมาตรฐาน ขณะนี้อยู่ในระหว่างติดตามเฝ้าระวังสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง  ส่วนพัฒนาการอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตามสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ให้คำแนะนำการในการป้องกันการสัมผัสสารตะกั่วหรือสารอันตรายอื่น ๆ 

 

4 อปท. ตราดเร่งแก้ปัญหาบ่อขยะไพลิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่องค์กรปกครองท้องถิ่น 4 แห่งใน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไม้รูด อบต.คลองใหญ่ เทศบาลตำบล (ทต.) คลองใหญ่ และ ทต.หาดเล็ก ได้ทำสัญญาจ้างบริษัท บ้านโป่งพาวเวอร์ จำกัด เข้ามาบริหารจัดการบ่อขยะไพลิน แต่ทางบริษัทไม่เดินทางมาดำเนินการอ้างว่า บริษัทฯประสบปัญหาเนื่องจากน้ำท่วม และทั้ง 4 ท้องถิ่นถิ่นมีมติให้ยกเลิกสัญญานั้น

นายสุรศักดิ์  อินทรประเสริฐ นายก อบต.ไม้รูด เปิดเผยว่า จากการประชุมกับ 4 องค์กรท้องถิ่นแล้ว เห็นว่าควรจะทำการยกเลิกสัญญา แต่ทางบริษัท บ้านโป่งพาวเวอร์แพลทฯ ได้ทำเรื่องอุทรณ์ขอเข้าดำเนินการใหม่ต่อ  ซึ่งจะต้องทำการประชุม 4 องค์กร พร้อมทั้งเรียกบริษัทเอกชนที่รับจ้างมาร่วมเจรจารับฟังอีกครั้ง

โดยทุกวันนี้ขยะที่นำมาทิ้งมีวันละไม่ต่ำกว่า 15 ตัน ขณะนี้ อบต.ไม้รูด ได้ดำเนินการจัดการโดยจะเร่งทำรั้วล้อมรอบกองขยะเพื่อปิดบังทัศนียภาพที่ไม่น่ามอง รวมทั้งเร่งทำบ่อฝังกลบ โดยทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ได้เข้ามาตรวจสอบในพื้นที่ทิ้งขยะ และยินดีให้การช่วยเหลือ โดยในปี 2558 จะจัดสรรงบประมาณมาให้ประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารจัดการขยะที่บ่อไพลินให้เรียบร้อย

 

ชาวลำปางรวมพลัง "ปั่นรักษ์พิทักษ์โลก"

   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.ลำปาง ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ลำปาง สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จัดกิจกรรม "ปั่น รักษ์ พิทักษ์โลก" รณรงค์ลดการใช้พลังงาน ใช้รถ ใช้น้ำมัน ลดปัญหามลพิษทางอากาศ บรรเทาภาวะโลกร้อน ที่ บริเวณสวนสาธารณะเขลางค์นคร ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง
   โดยมีนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมร่วมขบวนปั่นจักรยานรณรงค์ โดยมีสมาชิกจากชมรมจักรยาน จ.ลำปาง และสมาชิกชมรมจักรยานจากต่างจังหวัด กลุ่มประชาชนผู้ใช้รถจักรยานในเขตเทศบาลนครลำปาง และเขตชุมชนใกล้เคียง รวมมากกว่า 800 คัน เข้าร่วมกิจกรรม
   ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้หันมาใช้รถจักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง และปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้เกิดความสนใจที่จะออกกำลังกาย เพื่อดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครอบครัว ชุมชน และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.ลำปาง 

 

ดันพิบูลย์มังสาหาร“ฮับ”อาเซียน ปั้น“ศูนย์ข้าวชุมชน”ผลิตเมล็ดพันธุ์ป้อนตลาด

     นายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 11 อุบลราชธานี (สศข.11) เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งมีไม่เพียงพอกับความต้องการ จำเป็นต้องอาศัยสถาบันเกษตรกรเข้ามาทำหน้าที่ผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวสู่ชาวนาให้เพียงพอ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น
     จ.อุบลราชธานี จึงได้จัดโครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพศูนย์ข้าวอำเภอพิบูลย์มังสาหาร โดยในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการดังกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาและเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการส่งเสริมให้มีศูนย์ข้าวชุมชน สนับสนุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสู่ชาวนาอย่างทั่วถึง ทำให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีไปเพาะปลูก รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง
     โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ จ.อุบลราชธานี ได้บูรณาการร่วมกับเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร ในการส่งเสริมจัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธ์ข้าวพันธุ์ดี มีคุณภาพ มาตรฐานสู่ชุมชน ซึ่งเน้นเตรียมการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุก 1-3 ปี โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในราคาที่เหมาะสมให้เกษตรกรนำไปปลูก
     ทั้งนี้ ปี 2557 ได้กำหนดแผนงานและงบประมาณด้านการศึกษาดูงานในศูนย์ที่ประสบความสำเร็จ และจะจัดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร การจัดทำสื่อเรียนรู้ คู่มือให้แก่เจ้าหน้าที่ศูนย์และชาวนา รวมทั้งการค้นหาเมล็ดพันธุ์หลักข้าวหอมมะลิที่หอมที่สุด เพื่อยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีอย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว อันจะเป็นแนวทางเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดันให้ อ.พิบูลย์มังสาหาร ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่หอมที่สุดในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอีกด้วย

 

ปัญหาหมอกควันจีน

ปักกิ่ง - หลายพื้นที่ในจีนทั้งทางภาคภาคเหนือ ตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งในกรุงปักกิ่งกำลังเผชิญกับปัญหาหมอกควันพิษปกคลุม  โดยที่บริเวณสถานทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่งพบว่าปริมาณฝุ่นละอองที่เป็นอันตรายมีค่าสูงกว่าระดับ 380  ทำให้ทำผู้ขับขี่รถยนต์ต้องชะลอความเร็วเนื่องจากปัญหาทัศนวิสัย ขณะที่ผู้คนบางส่วนก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือใช้ผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันอันตรายจากฝุ่นละอองดังกล่าว  อย่างไรก็ดีคาดว่าในวันนี้สภาพอากาศในกรุงปักกิ่งจะสดใสขึ้นเนื่องจากมีกระแสลมพัดเอาฝุ่นละอองออกไป ส่วนที่เมืองเทียนจินซึ่งอยู่ใกล้กันทางการต้องแจ้งเตือนภัยในระดับสีเหลือง  ที่มณฑลเหอหนานหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบทำให้ทัศนวิสัยลดเหลือไม่ถึง 50 เมตร และด่านทางหลวงหลายแห่งต้องออกมาตรการพิเศษเพื่อควบคุมการจราจร  ทางหลวงหลายสายต้องปิดใช้งานในช่วงเช้า  ขณะที่เที่ยวบินหลายสิบเที่ยวในมณฑลซานตงและเหอหนาน ต้องล่าช้า

 

‘อพท.’รุกดัน​การท่อง​เที่ยว​แนว​ใหม่เน้น​ใส่​ใจสิ่ง​แวดล้อม-คาร์บอนต่ำ

หนังสือพิมพ์​แนวหน้า -- จันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555

พ.อ.นาฬิกอติภัค ​แสงสนิท ​ผู้อำนวย​การ องค์​การบริหาร​การพัฒนาพื้นที่พิ​เศษ​เพื่อ​การท่อง​เที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์​การมหาชน) ​หรือ อพท. ​เปิด​เผยว่า ​ในปีงบประมาณ 2556 นี้ อพท.จะจัด​ทำ​โครง​การพิ​เศษ สนับสนุน​การท่อง​เที่ยว​แบบ​ใส่​ใจสิ่ง​แวดล้อม ​หรือ Low Carbon Tourism ​ซึ่ง​เป็น​การท่อง​เที่ยว​แนว​ใหม่ ​โดยจะมี​การจัด​เป็น 2 ​โครง​การ คือ 1.​โครง​การพัฒนา​และส่ง​เสริม​เส้นทางท่อง​เที่ยวที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม “DASTA?Low Carbon Routes” ​ในพื้นที่พิ​เศษจังหวัด​เลย ​และ 2.​โครง​การ​แหล่งท่อง​เที่ยวคาร์บอนต่ำ “Low Carbon Destination” ​ใน 7 พื้นที่พิ​เศษของ อพท.

ทั้งนี้​แผน​การดำ​เนินงานดังกล่าว อพท.จะ​เริ่มดำ​เนิน​การ​ในปีงบประมาณ 2556 ​ซึ่งอพท.​ได้รับงบประมาณจากทางรัฐบาล​ในวง​เงิน 604.79 ล้านบาท ​เพิ่มจากปี 2555 ที่ประมาณ 8% ​โดย​แบ่ง​การ​ใช้งบประมาณ​เป็น 3 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วย1.ค่า​ใช้จ่าย​ใน​การดำ​เนินงาน 132.74ล้านบาท 2.ค่า​ใช้จ่ายด้านบุคลากร 145.70 ล้านบาท ​และ 3.ค่า​ใช้จ่าย​โครง​การ 326.33 ล้านบาท ​โดยจะดำ​เนินงาน​ใน 24 ​โครง​การ กระจายอยู่ 7 พื้นที่พิ​เศษของ อพท. รวม​ถึง​การจัดกิจกรรม​ในส่วนกลางด้วย

สำหรับ​เป้าหมาย คือ สถานประกอบ​การ​และชุมชนที่​เข้าร่วม​โครง​การ สามารถช่วยลดภาวะ​โลกร้อนจาก​การลด​การปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ได้มาก​เพียง​ใด มีจำนวนสถานประกอบ​การตัวอย่างด้าน​การท่อง​เที่ยวที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม​และจำนวนชุมชนต้น​แบบด้าน​การท่อง​เที่ยวยั่งยืน​เพิ่มขึ้น​เท่า​ใด ​และต้อง​เพิ่มราย​ได้​ให้กับชุมชน​ได้อีกประมาณ 10% จากที่​ได้รับอยู่​ในปัจจุบัน ​ซึ่ง​เป็น​การ​เพิ่มขึ้น​โดย​เกิดจาก​การพัฒนา​การท่อง​เที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมกับจัด​ทำดัชนีชี้วัด “ชุมชนอยู่ดีมีสุข” ​ใน​การ​เป็นตัววัดผลงาน

พ.อ.นาฬิกอติภัคกล่าวว่า ทาง อพท.​ได้มี​การปรับภาพลักษณ์พื้นที่พิ​เศษ​เชียง​ใหม่​ไนท์ซาฟารี ตั้ง​แต่​เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554-30 กันยายน 2555 ที่ผ่านมาส่งผล​ให้สามารถสร้างราย​ได้รวมกว่า 96 ล้านบาท ​และมี​ผู้​เข้าชมจำนวน 533,541 คน ที่สำคัญพบว่า​ผู้​เข้า​ใช้บริ​การมี​ความพึงพอ​ใจ 90.20% อีก​ทั้ง​ได้​ทำ​การกำหนดตัวชี้วัด​การ​เพิ่มราย​ได้จาก​การท่อง​เที่ยว​ในพื้นที่​เชื่อม​โยงชุมชนรอบ​เชียง​ใหม่​ไนท์ซาฟารีจำนวน 3 ตำบล ​โดยจาก​การดำ​เนิน​การดังกล่าว ​ทำ​ให้มีราย​ได้​เพิ่มขึ้นจากฐานข้อมูลราย​ได้​ในช่อง​เดือนธันวาคม 2554 ​ซึ่ง​ไม้กลึง ราย​ได้​เพิ่มขึ้น 24.90% ​เครื่องปั้นดิน​เผา ราย​ได้​เพิ่มขึ้น 6.81% นวด​แผน​ไทย ราย​ได้​เพิ่มขึ้น 8.67% ปุ๋ยมูลสัตว์ ราย​ได้​เพิ่มขึ้น 4.72% ผักปลอดสารพิษ ราย​ได้​เพิ่มขึ้น 67.51% ​และบริ​การขนส่งมวลชน ราย​ได้​เพิ่มขึ้น 5.57%

by ThaiWebExpert