หนังสือพิมพ์แนวหน้า

แม่ทัพภาค 3 เรียกถก 9 จว.เหนือตอนบน คุมหมอกควัน-ไฟป่า


พลโทสาธิต ธิพรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ทั้งนี้เพื่อขอความร่วมมือกับประชาชนในพื้นทั้ง 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยระดมกำลังทหารป่าไม้หรือเสือไฟ และเครื่องมืออุปกรณ์ที่กองทัพมีอยู่ ทั้งกองทักบก กองทัพอากาศ เพื่อนำเครื่องบินโรยละอองน้ำ และเครื่องบินของกระทรวงเกษตร เพื่อทำฝนเทียม รวมทั้งรถบรรทุกน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพ่นละอองน้ำตามชุมชน ซึ่งจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ประชุมนายอำเภอกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อบูรณาการกำลังคน ยุทโธปกรณ์เข้าไปตามหมู่บ้านต้นเหตุการเกิดไฟป่า   

ด้านมาตรการทางกฎหมายนั้นให้ตำรวจภูธรภาคดำเนินการกับผู้เผาป่าที่ละเมิดสร้างปัญหาให้หมอกควันแก่ส่วนรวมให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป เนื่องจากการเกิดไฟป่านั่นปัจจัยเกิดภายในประเทศทั้งสิ้น

 

ปตท.สผ.จี้ภาครัฐเร่งผลักดันสำรวจพัฒนา-ใช้พลังงานทดแทน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจปี 2557 ที่ผ่านมาเติบโตไม่ถึง 1% และคาดว่าจะเติบโตได้ 2-3% ในไตรมาสแรกปี 2558 นี้ โดยปัญหาทางด้านพลังงานของประเทศไทยเกิดจากภาวะความต้องการใช้พลังงานมากกว่าที่ผลิตได้ และมีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการนำเข้าพลังงานถึง 1.4 ล้านล้านบาท และมีการใช้พลังงานน้ำมันกว่า 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นภาครัฐควรต้องมีการผลักดันการสำรวจพัฒนาและการใช้พลังงานทดแทนที่มีอยู่ในประเทศ พร้อมเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการในด้านต่างๆ  การดำเนินงานของทางภาครัฐจะต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงานให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง และปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในช่วงราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง

ทั้งนี้ภาครัฐต้องมีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การลงทุนผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และมีการกระจายเชื้อเพลิงของการผลิตไฟฟ้า การเตรียมงานโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงาน อีกทั้งต้องเปิดประมูลสัมปทานรอบที่ 21 โดยเร็ว ซึ่งการผันผวนของราคาน้ำมันในตอนนี้ มองว่าราคาน้ำมันในปี 2558 น่าจะอยู่ที่ 50-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุที่ราคาน้ำมันลด เพราะสหรัฐอเมริกาได้ลดการนำเข้าทรัพยากรน้ำมัน เพราะมีการผลิตน้ำมันในประเทศได้มากขึ้น (shale oil) ทำให้มีการผลิตน้ำมันของตลาดโลกมากกว่าความต้องการ ดังนั้นอุตสาหกรรมน้ำมันจึงประสบภาวะต้นทุนสูงขึ้น ในขณะที่ ผลตอบแทนลดลง ทำให้หลายๆ บริษัทต้องปรับตัว


อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ.มีแผนการดำเนินงานในปี 2558 นี้คือ จะไม่มีการลดกำลังผลิตพลังงานในอ่าวไทย สาเหตุเพราะต้องการให้พลังงานในประเทศมีมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ตั้ง เป้าหมายการผลิตน้ำมันในประเทศ 600,000 บาร์เรล และเก็บพลังงานสำรองให้อยู่ได้ในระยะเวลา 10 ปี จากเดิม 7 ปี ปตท.สผ. คาดการณ์ผลิตน้ำมันในประเทศจะเติบโตขึ้นถึง 6% และถ้าปี 2558 มีการลดลงของราคาน้ำมันอีก จะส่งผลกระทบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่อาจลดลงในเดือนเมษายน 2558 นี้ 

ครม.เห็นชอบยุทธศาสตร์ทางทะเล ดึงหน่วยความมั่นคงเอื้อพาณิชย์นาวี (21 ตุลาคม 2557)

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2558 – 2562 ทั้งนี้ การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลว่าจะทำอย่างไรให้กิจการพาณิชย์นาวีมีความราบรื่น และให้มีกลไกหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าไปสนับสนุน ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานทุกมิติ อีกทั้ง งานด้านทางทะเลจะต้องดูผลประโยชน์โดยรวมของทุกประเทศ ซึ่งสิ่งที่ฉบับนี้แตกต่างฉบับเดิมเพราะมีการเพิ่มองค์ความรู้เรื่องของทะเลให้กับประชาชนและงานในมิติอื่นๆ เนื่องจากยังมีประชาชนที่มีความรู้ในเรื่องทางทะเลไม่มากนัก ขณะที่ผลประโยชน์ทางทะเลมีมูลค่ากว่า 20 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นการจัดการเพื่อให้เกิดองค์กรความรู้ในเรื่องทางทะเลจึงเป็นสิ่งสำคัญ
 

ทส.สมุทรสาครเดินหน้าแก้ปัญหาด้านมลพิษ

นายยรรยง เลขาวิจิตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จ.สมุทรสาคร กล่าวว่าจ.สมุทรสาคร ประสบกับปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องน้ำเสีย และคุณภาพอากาศ เช่นกลิ่นเหม็น และฝุ่นละออง โดยในแต่ละปีได้รับเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจากประชาชนจำนวนมาก เป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ

ที่ผ่านมา จ.สมุทรสาคร ได้บูรณาการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ซึ่งหากผู้ประกอบการ/โรงงานอุตสาหกรรม ยังฝ่าฝืนปฏิบัติตามกฎหมาย จังหวัด ได้มอบให้คณะกรรมการระดับจังหวัด ตรวจสอบทุกเรี่องรวมถึงการใช้แรงงานและสวัสดิการของพนักงานด้วย


อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันต่อสถานการณ์นั้น อปท. ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ จะต้อมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ซึ่งมาตรการด้านกฎหมาย ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมของ 

ม.มหาสารคาม สร้างโรงแปรขยะ มีมากกว่า 5 ตันต่อวันเป็นปุ๋ยอินทรีย์

อาจารย์อารีรัตน์ รักษาศิลป์ ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายอำนวยการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กล่าวถึงการสร้างโรงคัดแยกขยะพร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์คัดแยก ภายในมหาวิทยาลัย ว่า โรงแยกขยะดังกล่าวเป็นสถานที่ใช้หมักขยะทั่วไปและอุปกรณ์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อจะได้นำเอาขยะเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ลดปัญหาขยะล้นเมือง อันจะเป็นการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับแนวคิดการสร้างโรงคัดแยกขยะเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์มาใช้เองนั้น เริ่มมาจากการที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีจำนวนนิสิต ทุกชั้นปีจำนวนมากถึง 50,000 คน ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องขยะมูลฝอย และสิ่งของเหลือใช้จำนวนมากไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ตันต่อวัน จึงได้คิดหาวิธีการที่จะกำจัดขยะรีไซเคิลโดยแยกออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ขยะส่วนที่ 1 เป็นขยะที่ไม่ย่อยสลายประเภทขวดพลาสติก ขวดแก้ว และอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตประจำวันของนิสิตแล้วนำไปขายให้กับจุดรับซื้อของมหาวิทยาลัย ในราคามาตรฐานเดียวกับภาคเอกชนซึ่งเงินที่ได้อาจไม่มาก แต่ถือเป็นการปลูกฝังนิสิตให้ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากขยะ, ขยะส่วนที่ 2 คือขยะที่ย่อยสลายได้มหาวิทยาลัยได้นำไปผลิตเป็นปุ๋ย ส่วนเศษอาหาร พืชผัก และผลไม้ก็นำไปเลี้ยงไส้เดือน ที่โรงปุ๋ยหมักชีวภาพมูล ส่วนที่ 3 นำสารพัดขยะที่เหลือ มาผ่านการคัดแยกเบื้องต้นโดยคนงานในชั้นแรกก่อนเท่าที่จะแยกได้ ผ่านเข้าเครื่องสายลำเลียง และเข้าเครื่องสับย่อยให้มีขนาดเล็กง่ายต่อการย่อยสลาย จากนั้นนำมากองพักไว้โดยใช้ระบบเติมอากาศ และนำน้ำหมัก EM ที่ผลิตเองมาเติมเพื่อลดกลิ่นและไล่แมลง สิ่งหนึ่งที่นำมากลบและผสมก็คือเศษหญ้าที่ตัดแล้วภายในมหาวิทยาลัย เพื่อลดจุดสัมผัสของขยะ ไม่ให้มีแมลงวันมาตอมมากขึ้น เพิ่มอินทรีย์ หรือมวลชีวภาพให้มากขึ้น และได้ปริมาณปุ๋ยที่มากขึ้นด้วย โดยทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 40-45 วัน และเมื่อดูที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้ว ก็จะนำไปเข้าเครื่องร่อนขยะ ออกมาเป็น 2 ลักษณะ คือแบบที่เป็นผงปุ๋ย ก็นำเข้าเครื่องอัดเม็ดพร้อมใช้งานเพื่อบำรุงดินและต้นไม้ได้เลย และอีกส่วนหนึ่งจะออกมาเป็นพลาสติกจะนำเข้าเครื่องอัดเม็ดและใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป 

เบสท์ แคร์ ร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไทย

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัญหาใหญ่ ของประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องขยะมูลฝอย ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้และยกระดับปัญหาการจัดการขยะ ให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องการการแก้ไข อย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย มีขยะตกค้างมากถึง 28 ล้านตัน ซึ่งกว่าร้อยละ 80 ยังไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง

เบสท์ แคร์ ภายใต้การนำของนักบริหารหญิงอย่าง "สุกัลยา ชาญ"กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบสท์ แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เล็งเห็นความสำคัญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มานานกว่า 10 ปี จึงได้ริเริ่มค้นคว้าและ พัฒนางานวิจัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง เพื่อนำมาใช้ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม "เบสท์ แคร์ มีทีมงานวิจัยคุณภาพ โดยนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมผู้ทรงคุณวุฒิ วิศวกรสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ ทีมงานเทคนิค จึงทำให้เราสามารถพัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีคุณภาพ และ เหมาะสมกับการใช้งานจริงในทุกสภาวะของปัญหา นอกจากนี้ เรายังสามารถให้คำปรึกษาในเรื่องระบบการจัดการปัญหา ต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย เราจึงมิใช่ บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เราจะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการจัดการ เพื่อให้หน่วยงาน องค์กร หรือชุมชนนั้นๆ ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป" สุกัลยา กล่าว พร้อมอธิบายว่า

"ทุกก้าวของ เบสท์ แคร์ เราไม่ได้มองเรื่องผลกำไรเป็นที่ตั้ง แต่เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยที่นำต้นเหตุปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นโจทย์ แล้วหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้นมากกว่า ดังนั้น การเติบโตของเราจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเราโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ดี เพียงแค่เราได้มองเห็นน้ำดี ดินดี อากาศดี การจัดการขยะที่ดี ชุมชนมีสุขภาวะที่ดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการให้คำปรึกษาหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ของ เบสท์ แคร์ นี่แหละคือ เป้าหมายความสำเร็จของเราแล้ว"

จากการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยทีมนักวิชาการและนักวิจัยคุณภาพ วันนี้ เบสท์ แคร์ จึงนับเป็นผู้นำด้าน นวัตกรรมนาโนชีวภาพ และระบบการจัดการ รูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร กสท ปตท. สำนักงาน สิ่งแวดล้อมภาค กรมควบคุมมลพิษ IRPC แสนสิริ โรงเรียนอัสสัมชัญ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เทสโก้ โลตัส เป็นต้น


ภายใต้แนวคิด "ร่วมพลิกฟื้น คืนน้ำใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" ปัจจุบัน เบสท์ แคร์ มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ได้แก่ "ไบโอกรีส" นวัตกรรมกำจัดไขมัน กลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม "ไมแอค" สารชีวภาพสำหรับกำจัดสาหร่าย "บี กรีน" ผลิตภัณฑ์บำบัดน้ำเสีย ควบคุม ยุงและแมลงวัน "เบสท์ ดีเอ็ม" สารชีวภาพ ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต ทำให้ได้ จุลินทรีย์คัดสายพันธุ์ที่ให้ประโยชน์สูงสำหรับดินและพืช และสามารถนำไปผลิต ปุ๋ยหมัก น้ำหมักได้โดยไม่ต้องใช้กากน้ำตาล ตลอดจนองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะ ตามหลักการ Zero Waste ให้กับหน่วยงาน องค์กร และชุมชนต่างๆ ซึ่งประสบความ สำเร็จมาแล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ เบสท์ แคร์ ยังเตรียมแผนรุกตลาดต่างประเทศ รวมถึง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สู่มือผู้บริโภค ในภาคครัวเรือน และ สุกัลยา เชื่อมั่นว่า แม้เราจะเป็นเพียงบริษัทเอกชนขนาดเล็ก แต่เราพร้อมเป็นแรงผลักดัน ช่วยพลิกฟื้น สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ด้วยการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของทีมงาน ที่มีหัวใจเดียวกัน นั่นคือ หัวใจแห่งงานบริการ และ รับใช้สังคม 

อบต.คลองสะแกตรวจเข้มโรงงาน ตั้งกรรมการวางมาตรการ คุมกระทบสิ่งแวดล้อม

นายวิเชียร ภู่เสวก นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองสะแก อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ปัจจุบัน อ.นครหลวง มีโรงงานถ่านหิน โรงงานปุ๋ยเคมี และโรงงานมันสำปะหลังรวมเกือบ 40 แห่ง และพบว่ามีบางแห่งสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง

ดังนั้น ท้องถิ่นจึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันและเฝ้าระวังให้โรงงานดังกล่าวปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ในส่วนของ ต.คลองสะแก มีโรงงาน 17 แห่ง ซึ่งอยู่ 2 ฝั่งของแม่น้ำป่าสัก โดย อบต.ได้ตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่นลงพื้นที่กวดขันอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องของการก่อสร้าง การจัดระบบป้องกันฝุ่นละออง และการทำความสะอาดโรงงาน หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามจะพักใช้ใบอนุญาตทันที

พร้อมทั้งได้ประสานกับท้องถิ่นใช้มาตรการแก้ไขและเฝ้าระวังเรื่องสิ่งแวดล้อมรำคาญ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ เช่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และชุมชน หากพบว่ามีการฟุ้งกระจายของตัวสินค้าต่างๆ จะให้โรงงานนั้นๆ ถือปฏิบัติแก้ไขทันที่ 

เล็งตั้งนิคมฯ กำจัดขยะอุตสาหกรรม นำร่องมาบตาพุด-ภาคกลาง


30 ก.ย.57 นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมมบริษัท อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอนไวรอนเมนทอล คอมเพล็กซ์ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการกำจัดขยะ คัดแยก ฝังกลบขยะ และบำบัดน้ำเสียโดยวิธีชีวภาพ ว่า ปัญหาขยะอุตสาหกรรมเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งที่ผ่านมามีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในบ่อขยะชุมชน โดยเฉพาะในส่วนของขยะอุตสาหกรรมมีพิษที่มีปริมาณ 3 ล้านตันต่อปี แต่มีการกำจัดอย่างถูกต้องประมาณครึ่งหนึ่ง และบางส่วนก็นำไปรีไซเคิล


ดังนั้น จึงควรจะวางแนวทางการกำจัดกากอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยมีแนวคิดที่จะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกำจัดขยะอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อรวบรวมธุรกิจการกำจัดขยะอุตสาหกรรมทั่วไป ขยะมีพิษ และของเสียต่างๆที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม มีรูปแบบการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง มีสาธารณูปโภคที่สามารถบำบัดขยะทุกประเภทได้อย่างครบวงจร เพื่อลดปัญหาการต่อต้านจากชุมชน โดยในเบื้องต้นมองว่า ควรจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 1 แห่ง และในพื้นที่ภาคกลาง 1 แห่ง เพื่อความสะดวกในการขนส่ง และการควบคุมดูแล


ทั้งนี้ ได้สั่งการให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไปศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการ รูปแบบการดำเนินการ รวมทั้งไปศึกษาแนวทางการดำเนินงานการกำจัดกากอุตสาหกรรมในยุโรป ที่มีเทคโนโลยีการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ สามารถตั้งอยู่ภายในชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา เพื่อให้นิคมฯนี้ไม่ส่งผลประทบต่อชุมชนโดยรอบ อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะต้องใช่เวลาในการศึกษาซึ่งอาจจะไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำจัดขยะอุตสาหกรรมให้ถูกวิธีและมีความยั่งยืน 

ทภ.2 ยันทวงป่าคืนแล้ว 50,000 ไร่ คาดมีพื้นที่บุกรุกอีกกว่า 5 แสน


7 กันยายน 2557
พ.อ.สมหมาย บุษบา เสนาธิการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงผลการดำเนินการทวงคืนผืนป่าสาธารณะใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า กองทัพภาคที่ 2 สามารถทวงคืนผืนป่าสาธารณะทั้งหมด 15 แปลง เป็นเนื้อที่กว่า 50,000ไร่ แต่ยังมีเป้าหมายอยู่อีกจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ ส่วนใหญ่จะเป็นป่าต้นน้ำอยู่ตามทิวเขา อยู่ในเขตพื้นที่ จ.อุดรธานี, เลย, สกลนคร, อุบลราชธานีและจ.นครราชสีมา


พ.อ.สมหมาย กล่าวว่า คณะทำงานได้จำแนกผืนป่าสาธารณะไว้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ผืนป่าต้นน้ำ 2.ผืนป่าลุ่มน้ำ และ 3.ผืนป่าในเขตชุมชน ซึ่งเป้าหมายเร่งด่วนจะเป็นผืนป่าต้นน้ำ ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่ถูกบุกรุกกว่า 500,000 ไร่ เช่นที่ดินบริเวณชะง่อนผาเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีพื้นที่กว่า 40,000ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วเกินครึ่ง ส่วนเป้าหมายรองลงมาคือป่าลุ่มน้ำ ประมาณ 400,000 ไร่ กระจัดกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด


“ขณะที่ผืนป่าในเขตชุมชน บุกรุกไม่เกิน 70-80 ไร่ ก็จะเป็นเป้าหมายที่ต้องประสานให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยระดับจังหวัด เป็นแม่งานดำเนินการทุกจังหวัด ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่ถูกบุกรุก ให้แจ้งมา แต่ที่ผ่านมาจังหวัดยังทำงานล่าช้า มีเพียงบางจังหวัดเท่านั้นที่ส่งรายงานมา และมีบางจังหวัด เช่น จ.บึงกาฬ แจ้งมาว่า ไม่มีการบุกรุกผืนป่าสาธารณะ ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้ง แต่หากมีชาวบ้านร้องเรียนมาและตนนำคณะทำงานเข้าไปตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกที่ป่าสาธารณะขึ้นในพื้นที่ ก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนั้นๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่มีข้อยกเว้นให้ใครทั้งนั้น”
 

ประกวดออกแบบบัตร "Green Card" สะสมแต้มชื่อสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสนิยมต่อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มคนไทยทั่วประเทศ ขณะที่กลุ่มธุรกิจการค้าต่างๆ มักมีการนำรูปแบบการตลาดหลายแนวทาง เช่น การใช้บัตรสะสมคะแนน หรือ คูปองสมนาคุณ เข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงมีแนวคิดส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศึกษาความเหมาะสมการจัดทำบัตรสะสมคะแนนเพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเตรียมประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้

“แนวคิดของบัตรส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Card คือ การเป็นบัตรสำหรับสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้าและบริการของตนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย”

ดังนั้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์รณรงค์และสร้างการรับรู้ร่วมกันในสังคม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงจัดโครงการประกวดออกแบบบัตร “Green Card” ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไป คณะบุคคล หรือ นิติบุคคล ส่งผลงานมาเข้าร่วมการประกวดการออกแบบบัตร “Green Card” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2557 ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ

นางสาวภาวิณี กล่าวอีกว่า หลักเกณฑ์การให้คะแนนจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1. การสื่อความหมายถึงการส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน 2. ความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์และน่าจดจำ 3. การนำไปใช้ตามสื่อต่างๆ และ 4. การพิจารณาจากผลโหวตคะแนนนิยมของประชาชนที่เข้าไปกด Like ภาพตัวอย่างผลงานที่ส่งเข้าประกวดใน Face book: คนไทยหัวใจสีเขียวผู้สนใจสามารติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2278 8453 และ 0 2278 8400 ต่อ 1708 หรือเว็บไซด์กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม www.deqp.go.th 

by ThaiWebExpert