หนังสือพิมพ์แนวหน้า

'ศศิน'ฟิวส์ขาดเปิดศึกเพจดัง ใส่ไฟต้านเขื่อนแฝงนัยการเมือง


6 ก.ย. 59 เกิดเป็นวิวาทะร้อนในโลกออนไลน์ กรณีเพจเฟซบุ๊ก "หยุดดัดจริตประเทศไทย" โพสต์ข้อความโจมตี นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ว่ามีนัยทางการเมือง โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดในยุครัฐบาลทหาร นายศศิน จึงไม่จุดกระแสออกมาเดินรณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งไม่มีการทำ EHIA เช่นเดียวกับสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

"พอหลัง "รัฐประหาร" โครงการเขื่อนแม่วงก์ที่ใช้งบประมาณสูงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง ทั้งๆ ที่บอกว่ามันไม่ดี โดยรัฐบาลทหารคนดี คสช. นำโดย "พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ" ที่ตอนนี้ก็นั่งไม่ติด เพราะเครียด เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ของตัวเอง ผลงานไม่เข้าเป้า ประชาชนคนรากหญ้าเดือดร้อน

แล้ว พลเอกฉัตรชัย ก็จุดประเด็นด้วยการบอกว่าจะ "ใช้มาตรา 44 สร้างเขื่อนแม่วงก์" คือไม่มีรายงาน EHIA ไม่มีการศึกษาผลกระทบ หรือเรื่องใดๆ ทั้งนั้น


ปรากฎว่านักอนุรักษ์อย่างศศิน ก็โพสต์เฟซทำเป็นขู่แค่นั้น ไม่ออกแอคชั่นแรงเหมือนสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรงนี้แหละที่หลายๆ คนเขาหมั่นไส้ศศิน ทีกับรัฐบาลพลเรือนนี่เก่งกันจริง พอรัฐบาลทหารไม่กล้ากระทั่งรักษาจุดยืนของตนเองแบบเข้มข้น" 
เพจหยุดดัดจริตประเทศไทย ระบุ



เรื่องนี้ทำให้นายศศิน และพรรคพวก ออกมาโพสต์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าการต่อต้านสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นไม่มีนัยทางการเมือง และทำงานมาตลอดทุกรัฐบาล ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาลทหาร



นอกจากนี้ นายศศิน ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "
Sasin Chalermlarp" ตอบโต้เพจดังกล่าวอย่างดุเดือด ข้อความว่า

"การทำงานของผม เป็นการทำงานในฐานะองค์กรอนุรักษ์ ที่ทำงานตามเจตนารมณ์ที่จะรักษาคุณค่าของระบบนิเวศป่าไม้ สัตว์ป่า


การทำงานของเรามีทีมงานฝ่ายต่างๆ ช่วยกัน บัว Ornyupa Sangkamarn เป็นทีมวิชาการที่ทำงานหนักลงพื้นที่เก็บข้อมูลระบบระบายน้ำของพื้นที่จนชัดเจนว่าถึงไม่มีเขื่อนก็สามารถจัดการไม่ให้น้ำท่วมได้ เดินจับ GPS กับเพื่อนในภาคสนามไม่รู้กี่ครั้งเดินกันเป็นวันๆ


งานแบบนี้พวกเกรียนแต่หน้าคอม มองแต่ความชั่วจนชินเข้าใจไม่ได้หรอกครับ


ว่าจะมีใครที่เป็นของจริง ทำงานที่ค่าตอบแทนต่ำต้อย แต่ตัวงานมันหล่อเลี้ยงคุณสมบัติภายในให้หัวใจยังฉีดเลือด ให้ชีวิตทำในสิ่งที่มีคุณค่าตามสิ่งหนึ่งที่เรียกกันว่า อุดมคติ มันกินไม่ได้ ไม่เท่ แต่มันหล่อเลี้ยงหัวใจให้มองฟ้า มองดิน อย่างกล้าหาญ และภูมิใจ และได้ทำตามสัญญาที่บอกกับพี่สืบไว้ว่าจะสืบทอดเจตนารมย์


เรื่องแบบนีั้ก็ขบวนใครขบวนมัน ขบวนใครไม่มีความจริง หลอกกันเลี้ยงกันด้วยความเท็จ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า อุดมคติ นะมันต้องออกมาทำเพื่อสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่เรียกร้องเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว


ภาษากำลังภายในเขาพูดเสมอว่า "ท่านใช้จิตใจต่ำช้า มาประเมินวิญญูชน"

เพจหยุดดัดจริตประเทศไทย มันว่าเราดัดจริต 
ท่านก็แค่ใช้จิตใจต่ำช้า มาประเมินเราเท่านั้นเอง

ไว้เวลาผ่านพิสูจน์ของจริงได้ ค่อยเข้าใจกันแล้วกันนะ


ไอ้ที่เห็นต่างเรื่องเขื่อนนะธรรมดา 
แต่เห็นว่าค้านเขื่อนเพราะแอบแฝงการเมือง เหน็บแนม ใส่ร้ายทำลายกันนี่ ผมถือว่าต่ำช้า และจะไม่เสียเวลากับพวกท่านแล้ว ไม่เอาไม้สั้นไปรันขี้ โบราณเขาว่าไว้"



ขอความร่วมมือ คัดแยกขยะก่อนทิ้ง

นายวิสุทธิ์ ธรรมวิริยะวงศ์ ผู้อำนวยการเขตบางเขน กล่าวว่า ตามที่กรุงเทพมหานครมีนโยบายในการดูแลรักษาความสะอาดและแก้ไขปัญหาความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ที่เน้นในเรื่องการจัดการปัญหาขยะอย่างมีประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยรณรงค์ให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานครคัดแยกขยะ จัดโครงการชุมชนน่าอยู่ เพิ่มบริการจัดเก็บขยะ ฯลฯ เป็นต้นซึ่งเขตบางเขนเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและชุมชนเมืองสูง มีบ้านจัดสรร และมีประชาชนเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้นตลอด จึงทำให้ปริมาณขยะที่จัดเก็บได้ในแต่ละวันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเพื่อร่วมกันบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้องและเป็นระบบ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทั้งชุมชนเมืองชุมชนหมู่บ้านจัดสรร ชุมชนริมคลองให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณขยะต้นทางที่จะต้องนำไปกำจัดปลายทางอย่างถูกวิธีตามขยะแต่ละประเภทอย่างพร้อมเพรียงอันจะส่งผลให้สิ่งแวดล้อม ชุมชนมีความสะอาด และน่าอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป 

ทม.มหาสารคามออกตรวจ คืบหน้าโครงการก่อสร้าง จัดการ-กำจัดขยะมูลฝอย


นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ได้มอบหมายให้ นายไมตรี พรมดา รองนายกเทศมนตรีฯ พร้อมด้วย นายธงชัย ใหม่คามิ รองประธานสภาเทศบาลฯ นายบุญเรือง แสนผุ สมาชิกสภาเทศบาลฯ ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานตามโครงการก่อสร้างของคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองมหาสารคาม ที่บริเวณที่กำจัดขยะมูลฝอยเทศบาลเมืองมหาสารคาม ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.มหาสารคาม 


นายแพทย์กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เทศบาลเมือง (ทม.) มหาสารคาม ได้เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย จึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างขึ้นหลายโครงการในการปรับปรุงที่กำจัดขยะเทศบาลเมืองมหาสารคามให้ได้มาตรฐาน โดยได้ดำเนินงานโครงการหลายโครงการ อาทิ โครงการปรับปรุงลานคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 15 เมตร หนา 20 เซนติเมตร พื้นที่ 300 ตารางเมตร โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรอบบ่อพักฝังกลบขยะ ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 260 เมตร พื้นที่ 1,040 ตารางเมตร โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภายในระบบกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในระบบ ฝอยและสิ่งปฏิกูล โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบน้ำเสียและท่อระบายน้ำภายในระบบกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล และโครงการฝังกลบดินบ่อขยะ ขนาดพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร หนา 0.30 เมตร มีปริมาตรดินถมไม่น้อยกว่า 6,000 ลูกบาศก์เมตร 

ทั้งนี้ หากดำเนินการแล้วเสร็จก็จะช่วยลดปัญหาด้านมลพิษได้ในระดับหนึ่ง โดยเทศบาลเมืองมหาสารคาม ได้ดำเนินการฉีดพ่นสารกำจัดแมลงวันทุกวันพุธและวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ เพื่อลดปริมาณแมลงวันที่ไปรบกวนพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่อย่างไรก็ดีหากทุกฝ่ายตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทิ้งขยะ รู้จักวิธีคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ปัญหาขยะล้นเมืองก็จะบรรเทาเบาบางลงได้
 

แก้ปัญหาขยะต้องเอาจริง


ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ได้ยิน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงเรื่องปัญหา “ขยะล้นเมือง” ที่รัฐบาลและคสช.สู้อุตส่าห์ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” และกำหนดเป็นนโยบายสำคัญในลำดับต้นๆ ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้อยู่หมัดตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปี 2557


ประเด็นสำคัญที่พอจะจับได้จากคำพูดของนายกฯ อย่างแรกก็คือ การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของเราในรอบ 2 ปีที่ผ่านมายังไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร จึงต้องมอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจัดทำ “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ” เพื่อเปิดแคมเปญรณรงค์สร้างความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น โรงเรียน ศาสนสถาน และภาคประชาชน ให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยใช้หลัก 3 R คือ Reduce หรือ การลดการใช้หรือบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง ลดการก่อให้เกิดขยะ Reuse หรือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซ้ำ และ Recycle หรือ การแปรรูปขยะหรือสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่


นายกฯบอกว่า จะวางกรอบการทำงานในเรื่องนี้ 1 ปี ตั้งเป้าลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศลงร้อยละ 5 จากอัตราเฉลี่ยการเกิดขยะมูลฝอยของประเทศ หรือลดลง 2 ล้านตันต่อปีให้เหลือประมาณ 23 ล้านตันต่อปี


อีกประเด็นหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึง คือ การเร่งรัดกระบวนการยกร่าง“พ.ร.บ.ขยะ” ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะหมายถึง “ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะแห่งชาติ พ.ศ. ....” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินการอยู่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อมาอุดช่องว่างการทำงานของหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นในเรื่องบริหารจัดการขยะ เนื่องจากที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการขยะของเราไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ขณะที่การดูแลรับผิดชอบก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่ที่หน่วยงานนั้น หน่วยงานนี้คนละท่อน คนละส่วน ทำให้การบริหารจัดการขยะไม่เคยมีเอกภาพ


นอกจากนี้ยังประเด็นที่ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่นายกฯพูดถึง ก็คือเรื่อง “จิตสำนึก” และ “ความร่วมมือ” จากคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง อันไหนควรคัดแยกไปอยู่กับขยะประเภทไหน อันไหนควรนำกลับมาใช้ใหม่ หรือแม้กระทั่งจะต้องลดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดขยะกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องเริ่มเรียนรู้เพื่อลดปริมาณขยะที่จะออกไปสู่ชุมชน


ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า พอได้ยินนายกฯพูดถึงปัญหาขยะออกมาแบบนี้ก็ให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า คนที่มีอำนาจควบคุมในระดับนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรียังคงไม่ทิ้งปัญหาเรื่องนี้


แต่สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ก็คือ หน่วยงานที่จะต้องเป็น “แกนหลัก” ในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเอาจริงเอาจังมากกว่านี้


มันก็เหมือนที่นายกฯพูดไว้นั่นล่ะครับว่า 2 ปีที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของเรายังไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็มองว่าจริง และตัวผมเองก็รู้สึกผิดหวังกับการขับเคลื่อนโรดแมปการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของหน่วยงานต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาอยู่มาก


เมื่อ 2 ปีที่แล้วกองขยะเคยอยู่ที่ไหน การบริหารจัดการขยะของท้องถิ่นเคยห่วยยังไง ปัจจุบันก็ยังคงห่วยอยู่อย่างนั้น ขณะที่คนไทยเคยมักง่ายเรื่องการทิ้งขยะแบบไหน ทุกวันนี้มันก็ยังคงอยู่แบบนั้น


ปัญหาขยะต้องเอาจริงครับ อยากจะรณรงค์แบบไหน สร้างวินัยกันยังไง ก็ต้องทำแบบมีแผนการ อย่างมีทิศทาง ทำกันอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น


จะมามัวแต่จัดอีเว้นท์โหมกระแสไปวันๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมา มันไม่ได้ผลหรอกครับ


เสียเวลาเปล่า


มะลิลา 

'นาซา'เผยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก คาดปีนี้ทำลายสถิติร้อนที่สุด


17 พ.ค.59 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ ( นาซา ) ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นดินและมหาสมุทรบนโลกในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2494-2523 ราว 1.11 องศาเซลเซียส และถือเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งนาซาวิเคราะห์ว่าเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ในปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นมาก ซึ่งคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปีนี้จะสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้งด้วย

ทั้งนี้ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นดินและพื้นสมุทรบนโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลให้แก่หลายฝ่ายมากขึ้นว่า ประชาคมโลกจะสามารถควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2563 ตามการร่วมให้สัตยาบันในข้อตกลงแก้ไขปัญหาโลกร้อน ที่เป็นผลจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ซีโอพี 21) ที่กรุงปารีส เมื่อปลายปีที่แล้วได้หรือไม่ 

ภาคปชช.จี้เลิกคำสั่งปล่อยผี'อีไอเอ'


เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม 87 องค์กร ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาเรื่อง "วิเคราะห์คำสั่ง 9/2559 สู่การปฏิรูป EIA" โดยนายบัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผลของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2559 ไม่ได้เป็นการหยุดการทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีเอไอ) แต่ให้จัดหาเอกชนมารับดำเนินการโครงการของรัฐไปพร้อมกับการดำเนินกระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานอีไอเอ ซึ่งไม่มีประเทศใด ในโลกที่ดำเนินการลักษณะนี้


ด้านนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า คำสั่งฉบับนี้ เขื่อนเป็นโครงการอยู่ในข่ายด้วย ตนเปรียบเทียบกับกรณีเขื่อนแม่วงก์ ซึ่ง ผู้รับเหมารายใหญ่ของพื้นที่ไปขอประทานบัตร ระเบิดหินเตรียมไว้เพื่อสร้างเขื่อนนี้ ทั้งที่รายงานอีไอเอโครงการยังไม่ผ่าน ดังนั้นตามมาตรฐานสากลต้องทำอีไอเอ ให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะดำเนินโครงการได้ 87 องค์กรทั่วประเทศ จึงเห็นว่าควร ยกเลิกคำสั่งฉบับนี้ รัฐบาลควรจะฟังและ คิดให้ดี

กทม.รณรงค์'ปิดไฟ1ชม.'19มีนาคมนี้พร้อมจัด'ปั่นไปปลูก'เพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุง


กรุงเทพมหานคร แถลงข่าวการจัดกิจกรรมรณรงค์ "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน" (60+ Earth Hour 2015) โดยกรุงเทพมหานครร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ที่ลานกิจกรรมหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน ภายใต้หัวข้อ "พลังคุณเปลี่ยนโลก" รณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันปิดไฟที่ไม่ใช้งานเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 20.30-21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนในกรุงเทพฯ และเป็นแนวทางสร้างความร่วมมือในระดับประเทศต่อไป


สำหรับกิจกรรมรณรงค์ในปีนี้จะมีการจัดกิจกรรม "ปั่นไปปลูก" 6 กลุ่มโซน ตั้งแต่วันที่ 14-18 มีนาคม 2559 ชวนประชาชนนักปั่นร่วมปั่นจักรยานไปปลูกต้นไม้ในสวนหรือพื้นที่ว่างในแต่ละกลุ่มโซน พร้อมรณรงค์กิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน" ชวนคนกรุงเทพฯร่วมกันปิดไฟ 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 เวลา 20.30-21.30 น. เพื่อเป็นการแสดงพลังเปลี่ยนโลกได้


โดยปีที่ผ่านมา ผลการจัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2015)" ปี 2558 สามารถ ประหยัดไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 1,940 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 9%) ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 7,499,068 บาท และลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนได้ 1,127 ตัน ซึ่งในปี 2559นี้ คาดการณ์ว่าจะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้เกิน 2,000 เมกะวัตต์ โดยมีการตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2559-2560 จะรณรงค์ให้คนร่วมกิจกรรมเกิดการประหยัดไฟฟ้าให้ได้ 10%


ทั้งนี้ ในวันงาน 19 มีนาคม จะรวมพลกันที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ในเวลา 16.00 น. ร่วมปั่นจักรยานเพื่อรณรงค์ จากสวนลุมพินี-ลานเซ็นทรัลเวิลด์สแควร์ ก่อนจะเริ่มกิจกรรมปิดไฟในเวลา 20.30-21.30 น. โดยในปีนี้ จะมีการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ 4 สถานที่ ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร, เสาชิงช้า และสะพานพระราม 8 นอกจากนี้ ยังมีการปิดไฟถนนสายสำคัญ เช่น ถนนสีลม, ถนนรัชดาภิเษก, ถนนเยาวราช และถนนข้าวสาร เป็นต้น
 

เกษตรฯร่วมถกFAOเอเชีย-แปซิฟิก ผลักดันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 33 ณ เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม เพื่อร่วมหารือเรื่องต่างๆ ในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ขององค์การ รวมถึงประเด็นพิเศษเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งจะมีการจัดทำท่าที/จุดยืนของภูมิภาคในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ ของโลก มีการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะเรื่อง และลำดับความสำคัญของขอบข่ายงานของภูมิภาค นำไปสู่แผนงานโครงการ/งบประมาณ รวมทั้งทบทวน/ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนงาน/โครงการต่างๆ และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาค


นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้กล่าวถ้อยแถลงเป็นประเทศแรก ในฐานะที่เมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัล “Recognizing achievements in the fight against hunger” ซึ่งเป็นรางวัลที่ เอฟ เอ โอ มอบให้กับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนประชากรและสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหาร ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาของที่ประชุมอาหารโลก (World Food Summit) โดยในถ้อยแถลงจะนำแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวในการประชุม จี 77 เรื่องการพัฒนาด้านการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้แนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นการใช้นวัตกรรม และการนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้พัฒนาการเกษตรให้มีความยั่งยืน รวมทั้งจะเข้าเยี่ยมชมสถาบันวิจัยยางพาราของมาเลเซีย ซึ่งถือว่ามีงานวิจัยด้านยางพาราที่ดีที่สุดในโลก ที่จะสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดด้านยางพาราของไทยได้อีกด้วย

กรีนพีซอ้างสิ่งมีชีวิตในป่าฟูกุชิมะกลายพันธุ์


กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซเตือนว่า วิกฤตินิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิมะเมื่อ 5 ปีก่อน ที่เป็นเหตุให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายแผ่กัมมันตภาพรังสีออกมา เริ่มปรากฏผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว เพราะเห็นชัดเจนขึ้นว่าต้นไม้กลายพันธุ์ ผีเสื้อกลายพันธุ์ และหนอนในพื้นที่ที่มีรังสีปนเปื้อนในปริมาณสูงเกิดความเสียหายทางดีเอ็นเอ กรีนพีซเตือนว่า ป่ารอบโรงงานอาจจะกลายเป็นแหล่งกักเก็บรังสีที่พร้อมจะถูกชะออกมา เมื่อฝนตก อย่างไรก็ดี แวดวงนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งนักวิจัยที่พบว่าผีเสื้อในฟูกุชิมะ กลายพันธุ์ เตือนว่า จะต้องศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ก่อนจะชี้ชัดว่าอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลต่อพืชและสัตว์โดยรวมอย่างไร ส่วนวงการแพทย์ยืนยันจนถึงขณะนี้ว่า กัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมา ไม่ทำให้คนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แต่จะต้องติดตามตรวจในระยะยาวว่า ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งไทรอยด์เหมือนที่เกิดขึ้นจากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิดในปี 2529 หรือไม่

เชิญชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมงลดโลกร้อนโชว์คอนเซ็ปต์ 'พลังคุณเปลี่ยนโลก'


นางอุดมพร พัฒนโกวิท ผู้อำนวยการ เขตคันนายาว กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย จัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2016)" ภายใต้ แนวคิด "พลังคุณเปลี่ยนโลก" เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และประชาชน ให้มีจิตสำนึกในการช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการปฏิบัติง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน


สำนักงานเขตคันนายาว จึง ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงอาคาร ห้างร้าน และสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ เข้าร่วม กิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปิดไฟที่ไม่ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 20.30-21.30 น. ตาม เวลาท้องถิ่นร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังสามารถร่วมชมการ จัดกิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2015)" ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ณ บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

by ThaiWebExpert