หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อบต.คลองสะแกตรวจเข้มโรงงาน ตั้งกรรมการวางมาตรการ คุมกระทบสิ่งแวดล้อม

นายวิเชียร ภู่เสวก นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองสะแก อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ปัจจุบัน อ.นครหลวง มีโรงงานถ่านหิน โรงงานปุ๋ยเคมี และโรงงานมันสำปะหลังรวมเกือบ 40 แห่ง และพบว่ามีบางแห่งสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง

ดังนั้น ท้องถิ่นจึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันและเฝ้าระวังให้โรงงานดังกล่าวปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ในส่วนของ ต.คลองสะแก มีโรงงาน 17 แห่ง ซึ่งอยู่ 2 ฝั่งของแม่น้ำป่าสัก โดย อบต.ได้ตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่นลงพื้นที่กวดขันอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องของการก่อสร้าง การจัดระบบป้องกันฝุ่นละออง และการทำความสะอาดโรงงาน หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามจะพักใช้ใบอนุญาตทันที

พร้อมทั้งได้ประสานกับท้องถิ่นใช้มาตรการแก้ไขและเฝ้าระวังเรื่องสิ่งแวดล้อมรำคาญ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ เช่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และชุมชน หากพบว่ามีการฟุ้งกระจายของตัวสินค้าต่างๆ จะให้โรงงานนั้นๆ ถือปฏิบัติแก้ไขทันที่ 

เล็งตั้งนิคมฯ กำจัดขยะอุตสาหกรรม นำร่องมาบตาพุด-ภาคกลาง


30 ก.ย.57 นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมมบริษัท อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอนไวรอนเมนทอล คอมเพล็กซ์ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการกำจัดขยะ คัดแยก ฝังกลบขยะ และบำบัดน้ำเสียโดยวิธีชีวภาพ ว่า ปัญหาขยะอุตสาหกรรมเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งที่ผ่านมามีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในบ่อขยะชุมชน โดยเฉพาะในส่วนของขยะอุตสาหกรรมมีพิษที่มีปริมาณ 3 ล้านตันต่อปี แต่มีการกำจัดอย่างถูกต้องประมาณครึ่งหนึ่ง และบางส่วนก็นำไปรีไซเคิล


ดังนั้น จึงควรจะวางแนวทางการกำจัดกากอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยมีแนวคิดที่จะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกำจัดขยะอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อรวบรวมธุรกิจการกำจัดขยะอุตสาหกรรมทั่วไป ขยะมีพิษ และของเสียต่างๆที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม มีรูปแบบการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง มีสาธารณูปโภคที่สามารถบำบัดขยะทุกประเภทได้อย่างครบวงจร เพื่อลดปัญหาการต่อต้านจากชุมชน โดยในเบื้องต้นมองว่า ควรจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 1 แห่ง และในพื้นที่ภาคกลาง 1 แห่ง เพื่อความสะดวกในการขนส่ง และการควบคุมดูแล


ทั้งนี้ ได้สั่งการให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไปศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการ รูปแบบการดำเนินการ รวมทั้งไปศึกษาแนวทางการดำเนินงานการกำจัดกากอุตสาหกรรมในยุโรป ที่มีเทคโนโลยีการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ สามารถตั้งอยู่ภายในชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา เพื่อให้นิคมฯนี้ไม่ส่งผลประทบต่อชุมชนโดยรอบ อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะต้องใช่เวลาในการศึกษาซึ่งอาจจะไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำจัดขยะอุตสาหกรรมให้ถูกวิธีและมีความยั่งยืน 

ทภ.2 ยันทวงป่าคืนแล้ว 50,000 ไร่ คาดมีพื้นที่บุกรุกอีกกว่า 5 แสน


7 กันยายน 2557
พ.อ.สมหมาย บุษบา เสนาธิการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงผลการดำเนินการทวงคืนผืนป่าสาธารณะใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า กองทัพภาคที่ 2 สามารถทวงคืนผืนป่าสาธารณะทั้งหมด 15 แปลง เป็นเนื้อที่กว่า 50,000ไร่ แต่ยังมีเป้าหมายอยู่อีกจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ ส่วนใหญ่จะเป็นป่าต้นน้ำอยู่ตามทิวเขา อยู่ในเขตพื้นที่ จ.อุดรธานี, เลย, สกลนคร, อุบลราชธานีและจ.นครราชสีมา


พ.อ.สมหมาย กล่าวว่า คณะทำงานได้จำแนกผืนป่าสาธารณะไว้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ผืนป่าต้นน้ำ 2.ผืนป่าลุ่มน้ำ และ 3.ผืนป่าในเขตชุมชน ซึ่งเป้าหมายเร่งด่วนจะเป็นผืนป่าต้นน้ำ ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่ถูกบุกรุกกว่า 500,000 ไร่ เช่นที่ดินบริเวณชะง่อนผาเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีพื้นที่กว่า 40,000ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วเกินครึ่ง ส่วนเป้าหมายรองลงมาคือป่าลุ่มน้ำ ประมาณ 400,000 ไร่ กระจัดกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด


“ขณะที่ผืนป่าในเขตชุมชน บุกรุกไม่เกิน 70-80 ไร่ ก็จะเป็นเป้าหมายที่ต้องประสานให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยระดับจังหวัด เป็นแม่งานดำเนินการทุกจังหวัด ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่ถูกบุกรุก ให้แจ้งมา แต่ที่ผ่านมาจังหวัดยังทำงานล่าช้า มีเพียงบางจังหวัดเท่านั้นที่ส่งรายงานมา และมีบางจังหวัด เช่น จ.บึงกาฬ แจ้งมาว่า ไม่มีการบุกรุกผืนป่าสาธารณะ ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้ง แต่หากมีชาวบ้านร้องเรียนมาและตนนำคณะทำงานเข้าไปตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกที่ป่าสาธารณะขึ้นในพื้นที่ ก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนั้นๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่มีข้อยกเว้นให้ใครทั้งนั้น”
 

ประกวดออกแบบบัตร "Green Card" สะสมแต้มชื่อสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสนิยมต่อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มคนไทยทั่วประเทศ ขณะที่กลุ่มธุรกิจการค้าต่างๆ มักมีการนำรูปแบบการตลาดหลายแนวทาง เช่น การใช้บัตรสะสมคะแนน หรือ คูปองสมนาคุณ เข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงมีแนวคิดส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศึกษาความเหมาะสมการจัดทำบัตรสะสมคะแนนเพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเตรียมประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้

“แนวคิดของบัตรส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Card คือ การเป็นบัตรสำหรับสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้าและบริการของตนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย”

ดังนั้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์รณรงค์และสร้างการรับรู้ร่วมกันในสังคม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงจัดโครงการประกวดออกแบบบัตร “Green Card” ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไป คณะบุคคล หรือ นิติบุคคล ส่งผลงานมาเข้าร่วมการประกวดการออกแบบบัตร “Green Card” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2557 ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ

นางสาวภาวิณี กล่าวอีกว่า หลักเกณฑ์การให้คะแนนจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1. การสื่อความหมายถึงการส่งเสริมการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน 2. ความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์และน่าจดจำ 3. การนำไปใช้ตามสื่อต่างๆ และ 4. การพิจารณาจากผลโหวตคะแนนนิยมของประชาชนที่เข้าไปกด Like ภาพตัวอย่างผลงานที่ส่งเข้าประกวดใน Face book: คนไทยหัวใจสีเขียวผู้สนใจสามารติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2278 8453 และ 0 2278 8400 ต่อ 1708 หรือเว็บไซด์กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม www.deqp.go.th 

สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา กับการใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน (1)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา ดำเนินงานส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้กับเกษตรกรในพื้นที่ด้วยปุ๋ยพืชสด และพืชคลุม โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1.ส่งเสริมเกษตรกรปรับปรุง บำรุงดิน ด้วยปุ๋ยพืชสดและพืชคลุมปีละ 25,000 ไร่ เช่น แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชคลุมดินให้เกษตรกร นำไปปลูกในสวนผลไม้ 2.สาธิตการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด และพืชคลุมให้ได้ปีละ 2,000 ไร่ เช่น ในสวนผลไม้จะสาธิตการใช้พืชตระกูลถั่วปลูกคลุมดิน และในไร่นา จะสาธิตการปลูกพืชปุ๋ยสดไถกลบบำรุงดิน หลังการเก็บเกี่ยว โดยใช้เวลาปลูกประมาณ 2-3 เดือน เมื่อพืชปุ๋ยสดออกดอก ก็ทำการตัดสับ และไถกลบลงไปในดิน และ 3.ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสดและพืชคลุม โดยใช้พื้นที่ภายในสถานีพัฒนาที่ดิน 7 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อแจกจ่ายเกษตรกร

สำหรับปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ได้จากต้นและใบของพืชปุ๋ยสดที่ปลูกไว้ หรือขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อถึงระยะที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ คือ เมื่อเริ่มออกดอก จนถึงดอกบานเต็มที่ ก็ทำการตัดสับแล้วไถกลบ หรือไถกลบลงไปในดินทั้งต้นก็ได้ แล้วแต่ชนิด ของพืช หลังจากทิ้งไว้จนเน่าเปื่อยผุพัง ก็จะให้ ธาตุอาหารพืช และเพิ่ม อินทรียวัตถุให้แก่ดิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับพืชที่จะปลูกต่อๆ ไป

พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดที่ดีที่สุด คือพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ปอเทือง โสน เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ คือที่รากมีปมเรียกว่าปมรากถั่ว ในปมเหล่านี้มีเชื้อจุลินทรีย์จำพวกไรโซเบียม สามารถดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ เมื่อพืชเน่าเปื่อยจะเพิ่มธาตุไนโตรเจนและอินทรีย์วัตถุแก่ดิน

ลักษณะของพืชที่ปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด คือ ปลูกง่าย เติบโต และออกดอกใน ระยะเวลาอันสั้น ให้น้ำหนักพืชสดสูง คือมากกว่า 2,000 กิโลกรัม เป็นพืชทนแล้ง ทนต่อสภาพน้ำขัง 2-3 วันได้ และสามารถปลูกได้ทุกฤดู มีความต้านทานโรคและแมลงได้ดี ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้ รวดเร็ว เก็บเกี่ยว ตัดสับ และไถกลบง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากนัก เพราะไม่สะดวกใน การไถกลบ ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังเร็ว กำจัดง่าย หรือไม่มีลักษณะกระจายพันธุ์เป็นวัชพืช 

กรมชลยัน“เอาอยู่”สกัดท่วมกรุง เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำทุ่งตะวันตกเต็มประสิทธิภาพ


“กรมชลประทาน” ยืนยันเตรียมความพร้อมพื้นที่ทุ่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะบริเวณ “ทุ่งพระพิมล” เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝนกันยายน-ตุลาคมปีนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มั่นใจ “เอาอยู่” สามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ทุ่งพระยาบันลือ และทุ่งพระพิมล สำหรับการรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2557 ในช่วงน้ำหลากระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้เอาไว้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในบริเวณพื้นที่ “ทุ่งพระพิมล” ซึ่งเป็นทุ่งที่อยู่ตอนล่างสุดติดกับเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 กรมทางหลวงชนบทได้ทำการก่อสร้างถนน เพื่อเป็นคันกั้นน้ำเชื่อมต่อกับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ในส่วนของกรมชลประทาน ก็ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและซ่อมแซมอาคารชลประทานต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลากเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำบริเวณทุ่งพระพิมลของกรมชลประทานนั้น จะให้มีการรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนเข้าสู่คลองพระพิมล เพื่อระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำด้านทิศใต้คลองพระพิมล จำนวน 9 แห่ง ผ่านคลองต่างๆ ตามแนวเหนือ–ใต้ ลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เข้าสู่คลองสุคต คลองบางเตย และคลองสามบาท จ.นครปฐม และระบายสู่คลองทวีวัฒนา คลองซอย คลองคูเวียง คลองขุนศรีบุรีรักษ์ คลองโพธิ์ และคลองควาย เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

ขณะเดียวกันยังมีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ติดตั้งที่ประตูระบายน้ำต่างๆ รวมจำนวน 62 เครื่อง อยู่ทางฝั่งแม่น้ำท่าจีน จำนวน 57 เครื่อง และฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 5 เครื่อง  มีประสิทธิภาพการระบายน้ำรวม 17.7 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน รวมทั้งสำรองเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กไว้ช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินอีกด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ในปีงบประมาณ 2557 กรมชลประทานได้ดำเนินการให้มีการขุดลอกคลองจำนวน 3 สาย คือ คลองพระมอพิสัย คลองสถาพรพัฒนา และคลองสว่างอารมณ์ รวมทั้งได้ทำการกำจัดวัชพืชในคลองสายหลัก ได้แก่ คลองพระพิมล คลองโยง-บางใหญ่  คลองมหาสวัสดิ์  และคลองทวีวัฒนา ซึ่งจะทำให้คลองต่างๆ ดังกล่าวสามารถรองรับกระแสน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ในช่วงก่อนที่จะถึงฤดูน้ำหลากประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี กรมชลประทานจะทำการควบคุมระดับน้ำของคลองทั้งหมดในทุ่งพระพิมลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับเก็บกักประมาณ 30 เซ็นติเมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ และใช้อาคารชลประทานในการควบคุมการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาตามจังหวะน้ำทะเลขึ้น-ลง และถ้าระดับน้ำในแม่น้ำสูงกว่าด้านในคลอง จะปิดบานประตูระบายน้ำทั้งหมด และทำการสูบน้ำเพื่อระบายน้ำในทุ่งออกสู่แม่น้ำแทน 

พัทลุงทำข้อตกลงคัดแยกขยะหนุนแปรรูปใช้ผลิตเชื้อเพลิงลดขยะ-แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม


นายสุเมธ บุญยก นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง และคณะผู้บริหารเทศบาลเมือง (ทม.) พัทลุง ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการดำเนินงานตามโครงการคัดแยกขยะมูลฝอยที่ผ่านการฝังกลบ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง กับนายวิสุทธิ จงเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัทเอสซีโอ อีโค เซอร์วิชเซส จำกัด โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาล สื่อมวลชน และประธานชุมชนในเขตเทศบาล ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองพัทลุง

นายสุเมธกล่าวว่า ทม.พัทลุง ได้ก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยเพื่อเป็นที่ทิ้งขยะมูลฝอยจากเขตเทศบาล และพื้นที่ใกล้เคียง ในท้องที่ ม.6 ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง เนื้อที่ 17 ไร่ เป็นเวลา 23 ปีแล้ว โดยศูนย์กำจัดขยะดังกล่าวสามารถรองรับขยะมูลฝอยได้วันละ 30 ตัน หากรวมขยะจำนวนที่ทิ้ง ณ ศูนย์ดังกล่าวไปแล้วก็จะมีปริมาณขยะมากกว่า 200,000 ตัน

ดังนั้น ทม.พัทลุง จึงมีนโยบายที่จะคัดแยกขยะที่ผ่านการฝังกลบแล้ว เพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน โดยได้ประสานงานกับบริษัทเอสซีโอ อีโค เซอร์วิชเซส จำกัด จัดทำโครงการคัดแยกขยะมูลฝอยที่ผ่านการฝังกลบ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขึ้น โดยนำขยะดังกล่าวไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน นำส่งขายให้กับโรงปูนซิเมนต์ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการดำเนินงานเป็นเวลา 3 ปี

ด้านนายวิสุทธิกล่าวว่า หลังจากนี้ไปทางบริษัท จะจัดหาเครื่องจักรเข้ามาดำเนินการคัดแยกขยะที่ฝังกลบกว่า 200,000 ตัน ซึ่งขยะที่คัดแยกในส่วนที่เป็นเศษพลาสติกจะนำไปผลิตเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินส่งขายให้กับโรงปูนซิเมนต์ทุ่งสง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตปูนซิเมนต์ต่อไป 

ผอ.เขตขีดเส้น30วัน บ่อขยะพระราม9 ต้องฝังกลบปรับที่ ไม่ก่อปัญหาซ้ำอีก

     เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายชุมพล ชาวเกาะ ผอ.เขตห้วยขวาง กล่าวว่า ตามที่ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นจากกองขยะที่ถนนประดิษฐ์มนูธรรม บริเวณใต้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ย่านพระราม 9 ผ่านทางสายด่วนกทม.1555 และที่ปรากฏข่าวใน นสพ.แนวหน้า กรณีมีจดหมายร้องทุกข์ว่า มีผู้นำกองเศษวัสดุเศษอิฐ หิน ดิน ทราย ถุงปูนและขยะ มากองไว้บริเวณถนนพระราม9 ตัดเอกมัย ใต้เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ นั้น สำนักงานเขตห้วยขวางได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวพบว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของ นายเอนก นิธิปิติกาญจน์ และนางสมบุญ รักสลาม โดยมีผู้ดำเนินการนำขยะมากองไว้คือ นายแสวง สุจิตร ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่า กระทำผิดจริงตามที่มีผู้ร้องมา

     สำนักงานเขตห้วยขวางจึงออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญ และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดฐานทำการถมดิน ซึ่งมีพื้นที่เกิน 
2,000 ตารางเมตร โดยได้รับใบแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นความผิดตาม พรบ.การขุดดินถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 26 วรรคสาม ประกอบมาตรา 35 เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 2,000บาท และให้ผู้ต้องหาทำหนังสือรับรองว่า จะไม่ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญและกองขยะอีกและจะดำเนินการฝังกลบและปรับหน้าดินให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน พร้อมมีคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้แก้ไขเพื่อระงับเหตุรำคาญ ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ถึงนายแสวง ดังนี้ 1.ให้ระงับเหตุรำคาญจากการนำเศษวัสดุมาถมที่เป็นเหตุรำคาญแก่ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงและแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญให้หมดสิ้นไป 2.ห้ามกระทำการใดๆที่ก่อเกตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงอีก 3.ให้ดำเนินการฝังกลบและปรับหน้าดินให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน


     ทั้งนี้ ให้ดำเนินการแก้ไขตามข้อ 1และ 2 ทันที ส่วนข้อ 3 ให้ดำเนินการภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 74 แห่ง พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่พอใจคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ รมว.สาธารณสุข ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 66 นับแต่วันทราบคำสั่งฯ หลังจากนี้สำนักงานเขตห้วยขวางจะติดตามผลใน 7 วัน หากไม่มีการแก้ไขตามคำสั่งจะถือว่าขัดคำสั่งเจ้าพนักงานก็จะส่งแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.วังทองหลาง ต่อไป

สธ.จัดระบบระวังสุขภาพปชช.อาชีพคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิคส์

     นายแพทย์โสภณ  เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการประเมินแหล่งดำเนินการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศมีประมาณ 94 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ กาฬสินธุ์ ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ นครปฐม นนทบุรี บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลำพูน สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว และอำนาจเจริญ โดยมากที่สุดที่จังหวัดกาฬสินธุ์มี 48 แห่ง กรมควบคุมโรคได้วางแผนติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสุขภาพของประชาชน โดยในจังหวัดกาฬสินธุ์มี 5 แผน จะดำเนินการใน 1-2 เดือนนี้ ประกอบด้วย 1.การตรวจเลือดประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพคัดแยกขยะทุก 1 ปี เพื่อหาสารอันตรายสารตะกั่วและแคดเมียมทุก 1 ปีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 2.ตรวจสิ่งแวดล้อมร่วมกับกรมอนามัย เช่น น้ำอุปโภคบริโภคและบ้านเรือน 3.ตรวจพัฒนาการเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี 4.สำรวจอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านเรือนที่มีความเสี่ยงปนเปื้อนสารตะกั่ว เช่น ภาชนะใส่อาหาร ของเล่นเด็ก 5.จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านวิชาการ
     นายแพทย์พิสิทธิ์  เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผลการติดตามสุขภาพเด็กวัย 1 ปี 6 เดือน ที่พบค่าตะกั่วเกินมาตรฐาน ขณะนี้อยู่ในระหว่างติดตามเฝ้าระวังสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง  ส่วนพัฒนาการอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตามสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ให้คำแนะนำการในการป้องกันการสัมผัสสารตะกั่วหรือสารอันตรายอื่น ๆ 

 

4 อปท. ตราดเร่งแก้ปัญหาบ่อขยะไพลิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่องค์กรปกครองท้องถิ่น 4 แห่งใน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไม้รูด อบต.คลองใหญ่ เทศบาลตำบล (ทต.) คลองใหญ่ และ ทต.หาดเล็ก ได้ทำสัญญาจ้างบริษัท บ้านโป่งพาวเวอร์ จำกัด เข้ามาบริหารจัดการบ่อขยะไพลิน แต่ทางบริษัทไม่เดินทางมาดำเนินการอ้างว่า บริษัทฯประสบปัญหาเนื่องจากน้ำท่วม และทั้ง 4 ท้องถิ่นถิ่นมีมติให้ยกเลิกสัญญานั้น

นายสุรศักดิ์  อินทรประเสริฐ นายก อบต.ไม้รูด เปิดเผยว่า จากการประชุมกับ 4 องค์กรท้องถิ่นแล้ว เห็นว่าควรจะทำการยกเลิกสัญญา แต่ทางบริษัท บ้านโป่งพาวเวอร์แพลทฯ ได้ทำเรื่องอุทรณ์ขอเข้าดำเนินการใหม่ต่อ  ซึ่งจะต้องทำการประชุม 4 องค์กร พร้อมทั้งเรียกบริษัทเอกชนที่รับจ้างมาร่วมเจรจารับฟังอีกครั้ง

โดยทุกวันนี้ขยะที่นำมาทิ้งมีวันละไม่ต่ำกว่า 15 ตัน ขณะนี้ อบต.ไม้รูด ได้ดำเนินการจัดการโดยจะเร่งทำรั้วล้อมรอบกองขยะเพื่อปิดบังทัศนียภาพที่ไม่น่ามอง รวมทั้งเร่งทำบ่อฝังกลบ โดยทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ได้เข้ามาตรวจสอบในพื้นที่ทิ้งขยะ และยินดีให้การช่วยเหลือ โดยในปี 2558 จะจัดสรรงบประมาณมาให้ประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อนำมาบริหารจัดการขยะที่บ่อไพลินให้เรียบร้อย

 

by ThaiWebExpert