หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ทำแผนแม่บทลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก


นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการดำเนินโครงการ Bangkok Master Plan on Climate Change 2013-2023 ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยกรุงเทพมหานครได้ในการจัดทำแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่
1.ด้านการขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2.ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานทางเลือก
3.ด้านการจัดการขยะและบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
4.ด้านการวางผังเมืองสีเขียว
5.ด้านแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยทบทวนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการลดปัญหาภาวะโลกร้อนของกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2550-2555 รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และประเมินผล จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ร่างแผนแม่บท และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำสรุปจัดทำแผนแม่บทฉบับสมบูรณ์ พร้อมกันนี้ได้พัฒนาศักยภาพบุคลากรกรุงเทพมหานครด้วยการสนับสนุนจากเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่นด้วย

ขณะนี้ ได้จัดทำร่างแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 (The 2nd Draft Master Plan on Climate Change and Its Actions) เสร็จแล้ว โดยมีการประมาณค่าการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และพิจารณามาตรการ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ และการปรับตัวที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรม โดยร่างแผนแม่บทฯ นี้ให้ความสำคัญต่อการติดตามและประเมินผลและการวัดผลได้ การรายงานผลและการตรวจพิสูจน์ผลได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อความสำเร็จอย่างยิ่ง

ในขั้นต่อไป คือการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ และประชาชน เพื่อปรับปรุงร่างแผนแม่บทฯ ให้มีกระบวนการจัดทำแผนมีความสมบูรณ์และเกิดการมีส่วนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้ง 5 ด้านตามแผนแม่บทฯดังกล่าว คาดว่าแผนแม่บทฯฉบับสมบูรณ์ จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2558


กรุงเทพมหานคร มุ่งหวัง แผนแม่บทฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนการดำเนินการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศตามที่ประเทศไทยได้เสนอเป้าหมายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกลไก Nationally AppropriateMitigation Action (NAMA) ต่อ UNFCCC แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แผนแม่บทฯดังกล่าว จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการสนับสนุนของประชาชน ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นสำคัญ 

หาดแม่รำพึงยับ คราบน้ำมันลอยเกลื่อน ทั้งบก-ทะเลพังยับ5กม. อุทยานเต้นสอบต้นตอ


เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากนายทวีป แสงกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตะพงว่า พบคราบน้ำมันเกลื่อนชายหาดบริเวณหาดแม่รำพึง ลักษณะเป็นคราบน้ำมัน

สีดำคล้ายยางมะตอยลักษณะเหลว และบางส่วนเป็นแผ่นฟิล์ม ลอยที่ผิวน้ำเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร ตั้งแต่ชายหาดด้านหลังตู้ยามหาดแม่รำพึงเรื่อยไปจนถึงหน้าหมู่บ้านเอกขเนก หมู่ 1 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง หลังรับแจ้งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบคราบน้ำมันขึ้นมาเต็มชายหาด ระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร มีกลิ่นเหม็นและบริเวณชายหาดพบขยะ พลาสติก เช่น ขวดน้ำ และถุงติดคราบน้ำมันเป็นจำนวนมาก

โดย นายทวีป เปิดเผยว่า รับแจ้งจากผู้ประกอบการร้านค้า ตั้งแต่เช้ามืดว่า มีคราบน้ำมันขึ้นมา จึงประสานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 เดินทางมาตรวจสอบ เฉพาะปีนี้เกิดคราบน้ำมันแล้วถึง 3 ครั้ง โดยครั้งนี้มีปริมาณคราบน้ำมันลอยอยู่กลางทะเลเป็นก้อนใหญ่ เมื่อถูกคลื่นซัดก็แตกกระจายลอยเข้าฝั่ง นับว่าครั้งนี้เป็นคราบน้ำมันจำนวนมากกว่าหลายๆครั้งที่เคยมี เบื้องต้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเก็บตัวอย่างคราบน้ำมันไปตรวจสอบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯช่วยกันเก็บคราบน้ำมันออกจากชายหาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งปัญหาดังกล่าวกระทบการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมชายหาดแม่รำพึงเป็นอย่างมาก จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง ส่วนคราบน้ำมันเหล่านี้ เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะเป็นคราบน้ำมันจากเรือสินค้าเดินทะเลขนาดใหญ่ ถ่ายคราบน้ำมันทิ้งลงทะเล

นอกจากนี้ ยังรับแจ้งความผิดปกติที่คลองสาธารณะ บริเวณจุดที่น้ำจากพื้นที่ชุมชนด้านบนไหลลงชายหาดแม่รำพึง สภาพน้ำมีสีดำส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง จากการตรวจสอบพบเกิดจากช่วงฝนตกหนัก ทำให้น้ำจากท้องทุ่งที่อยู่ด้านบน ไหลทะลักมาเจอกับบ่อทรายเกิดปฎิกิริยาน้ำเปลี่ยนสี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นช่วงฝนตกหนักทุกปี

ต่อมาช่วงบ่าย นายสุเมธ สายทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ดนำหลักฐาน คราบน้ำมันที่เก็บตัวอย่างจากชายหาดและถังพลาสติกที่พบลอยอยู่กลางทะเล เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองระยอง พร้อมนำเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เข้าเก็บกวาดคราบน้ำมัน แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้น ต้องรอให้น้ำลดลงคราบน้ำมันจะติดอยู่กับหาดแล้วทำความสะอาดง่าย ซึ่งตลอดทั้งวันยังมีคราบน้ำมันถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งอยู่ นอกจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว บริษัท ไออาร์พีซี ซึ่งมีที่ตั้งโรงงานอยู่ใกล้ หาดแม่รำพึง ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บคราบน้ำมันไปตรวจสอบ

นายอนุชา เพชรรัตน์ เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมบริษัท ไออาร์พีซีเปิดเผยว่า ได้เก็บตัวอย่างคราบน้ำมันส่งไปเข้าห้องแล็บตรวจสอบแล้วว่าเป็นน้ำมันประเภทอะไร แต่ต้องดูว่ากรมเจ้าท่าออกไปตรวจสอบกลางทะเลแล้วพบว่า มีเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่จอดลอยลำกลางทะเลมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ 

"ขยะ"...ปัญหาไม่เล็กทะเลไทย หยุดเที่ยวแล้วทิ้ง...ชุบชีวิตชายหาด


“ทะเลและชายหาด” ของไทยมีความสวยงาม โดดเด่น และมีชื่อเสียงมากในหมู่นักท่องเที่ยว แต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาชื่นชมความสวยงามเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเลอยู่ 3 ส่วน คือ ฝั่งอ่าวไทย, อันดามัน และตอนเหนือของช่องแคบมะละกา รวมพื้นที่มากกว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัด 897 เกาะ และมีชายฝั่งยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร

ทว่า.....ปัจจุบันทะเลและชายหาดของไทยกำลังจะ “หมดเสน่ห์” เพราะการหลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนของผู้คนนำมาซึ่งปัญหามลพิษทางทะเลอยู่ไม่น้อย และสาเหตุใหญ่ของมลพิษนั้นมาจาก “ขยะทะเล” ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง

“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” หรือ ทช. ให้ความหมายว่า “ขยะทะเล” คือ ผลิตภัณฑ์จากมนุษย์ที่ตกลงไปอยู่ในทะเล หรือของเสียที่ผ่านกระบวนการผลิตใดๆ แล้วไหลลงสู่ทะเลและสิ่งแวดล้อมไม่จากทางใดก็ทางหนึ่ง หากแบ่งอย่าง
กว้างๆ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ “กลุ่มที่ 1” ซากเรืออับปาง ท่าเรือที่หักพัง และเศษสิ่งก่อสร้างต่างๆ, “กลุ่มที่ 2” คือ อุปกรณ์ประมง เช่น อวน ลอบปู เอ็นตกปลา ทุ่น และ “กลุ่มที่ 3” คือ ขยะอื่นๆ ที่ไม่ควรจะถูกทิ้งลงทะเล

ระหว่างปี 2552-2555 ประเทศไทยเก็บขยะในทะเลได้ในปริมาณสะสมสูงถึง 216,691 ชิ้น และประเภทขยะ “10 อันดับ” ที่พบมากที่สุด ได้แก่ ถุงพลาสติก, อื่นๆ, เชือก, ฝา/จุก, กระดาษ/หนังสือพิมพ์/ใบปลิว, ขวดเครื่องดื่มแก้ว, หลอด/ที่คนเครื่องดื่ม, ถ้วย/จาน/ช้อน/ส้อม/มีด, บุหรี่/ก้นกรองบุหรี่ และทุ่นลอย.....จะเห็นได้ว่าขยะทะเลส่วนใหญ่ คือ ขยะกลุ่มที่ 3 ซึ่งเกิดจากคนทิ้งลงทะเล หรือทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางจนถูกลมและน้ำพัดพาลงทะเลนั่นเอง

“กิจกรรมทางทะเล” ทั้งการประมง และการท่องเที่ยว เป็นต้น ที่เกิดขึ้นทุกวัน ก่อให้เกิดขยะทะเลกองมหึมาที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ นั่นเพราะแต่ละปีไทยจัดเก็บขยะทะเลได้ไม่ถึง 2 ตัน จากปริมาณขยะที่ถาโถมลงสู่ทะเลไทยประมาณปีละ 50 ตัน ซึ่งมากกว่าปริมาณปลาที่จับได้ถึง 3 เท่า

“ขยะทะเล” ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างยิ่ง มี “สัตว์น้ำ” สูญเสียชีวิตเพราะขยะทะเลไม่น้อย เช่น เต่าทะเลที่ขึ้นมา “เกยตื้น” ส่วนใหญ่มีขยะติดครีบขึ้นมาด้วย หรือโลมา พะยูนและวาฬก็หนีไม่พ้น ตกเป็น “เหยื่อ” ของขยะทะเลเช่นกัน ขณะที่ “ปะการัง” ถูกขยะทะเลรุกรานก็มาก โดยไทยเหลือแนวปะการังที่สมบูรณ์จริงๆ ราว 10-20% จากที่มีอยู่ทั้งหมดราว 128,856 ไร่

นั่นทำให้ “ขยะทะเล” ชิ้นเล็กๆ กลายเป็นปัญหาไม่เล็กที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ “ทะเลและชายหาด” ของไทยจะสิ้นมนต์ขลัง!!!


“พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทรัพยากรทางทะเลของไทยต้องประสบกับภาวะเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมาก ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและจากน้ำมือมนุษย์ ได้แก่ ปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ป่าชายเลน” ที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 1.52 ล้านไร่ ปัญหาการตายของ “สัตว์ทะเลหายาก” ปัญหา “แนวปะการัง” ที่มีความสมบูรณ์เพียง 10-20% ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและฟื้นฟู โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยผลักดันให้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวจะเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน “ชลธิศ สุรัสวดี” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ที่มาของขยะทะเล หลักๆ เกิดจาก “การท่องเที่ยว” เช่น การทิ้งก้นบุหรี่ ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว โฟม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงขยะจากการทำ “ประมง” เช่น เศษเชือก และอวน โดยขยะเหล่านี้ทำให้ชายหาดเกิดความสกปรก และเป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลหายาก เช่น เต่าทะเล พะยูน และโลมา ที่กินขยะเข้าไปแล้วไปอุดตันในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีขยะจำพวก “ไมโครพลาสติก” ปนเปื้อนอยู่ในชายหาด 40-48 ชิ้นต่อทราย 1 กิโลกรัม ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและฟื้นฟู

ขณะที่ “โสภณ ทองดี” รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ประชาชนควรให้ความสำคัญและใส่ใจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลในท้องถิ่นของตนเองให้มากขึ้น อย่าง “ฝั่งอันดามัน” ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด สร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจท่องเที่ยวมูลค่าปีละมากกว่าหมื่นล้านบาท แต่ในทางกลับกันธุรกิจการท่องเที่ยวทางทะเลก็ส่งผลให้เกิดขยะทะเลจำนวนมาก จนสร้างปัญหามลพิษ

“ขยะบางส่วนถูกนำไปฝังกลบ แต่ไม่เพียงพอกับจำนวนขยะที่เพิ่มขึ้น ขยะบางส่วนจึงถูกทิ้งหรือหลุดลอยลงสู่ทะเล ส่งผลให้สัตว์น้ำตายเพราะน้ำมีคุณภาพต่ำ มีขยะมูลฝอยจำพวกถุงพลาสติกและขวดน้ำบางส่วนที่ลงสู่ท้องทะเลไปปกคลุมแหล่งปะการัง จนมีสภาพเสื่อมโทรม บางแห่งแทบไม่เหลือความงดงามอีกเลย ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือฟื้นฟูจะมีผลต่อระบบนิเวศน์ และการท่องเที่ยวแน่นอน” โสภณ กล่าว

“โสภณ” กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นทะเล กรมจึงถือเอา “วันทะเลโลก” 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาขยะทะเล ด้วยการสร้างจิตสำนึกผ่านกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาอย่างจริงจังและ “หยุด” พฤติกรรมทำลายทะเลโดยรู้เท่าทันไม่ถึงการณ์ เพื่ออนุรักษ์ท้องทะเลไทยเอาไว้

สิ่งที่เมืองท่องเที่ยวตามชายฝั่ง หนีไม่พ้นคงเป็นปัญหา “ขยะทะเล” ที่นับวันยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น ซึ่งความตระหนักในการรักษาความสะอาดต่อท้องทะเล ชายหาด และสงวนไว้ซึ่งความงดงามตามธรรมชาติให้มากที่สุด คือ “หัวใจสำคัญ” ในการดูแลรักษาทะเลไทย

หากเราไม่รีบดูแลทรัพยากรทางทะเลเสียตั้งแต่วันนี้ “ขยะทะเล” ชิ้นเล็กๆจะสร้างปัญหาใหญ่ที่ยากจะเยียวยาได้ในภายหลัง..... 

ลุยตรวจสนามแข่งรถโบนันซ่า หลังพบหลักฐานรุกพื้นที่ป่าสงวน


1 มี.ค.58 ที่ จ.นครราชสีมา พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พ.อ.สมหมาย บุษบา ที่ปรึกษาคณะทำงานด้านกฏหมาย กองทัพภาคที่ 2 ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่า สนามแข่งรถโบนันซ่า ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ส่วนใหญ่ก่อสร้างในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง ป่าเขาอ่างหิน และอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และสร้างทับทางสาธารณประโยชน์และลำรางสาธารณประโยชน์ โดยมี นายอรรถพล เจริญชันษา ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ รวมทั้งทหารและตำรวจด้วย

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า สนามแข่งรถโบนันซ่าดังกล่าวมีพื้นที่ทั้งหมด 151 ไร่ ซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก.จำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 47 ไร่เท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 32 ไร่ กับพื้นที่ สปก.72 ไร่ ดังนั้น จึงมอบหมายให้กรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และจะต้องมีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างทั้งหมด

ทั้งนี้ การออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก.จำนวน 47 ไร่ดังกล่าว เมื่อปี 2519 ซึ่งนอกจากพบว่าพื้นที่บางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ถาวรแล้ว ยังปรากฎอีกว่ามีการใช้ประโยชน์พื้นที่เกินจากโฉนดอีกด้วย นอกจากนี้ จะมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท.ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ ที่เพิกเฉยหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งให้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ต่อไป 

แม่ทัพภาค 3 เรียกถก 9 จว.เหนือตอนบน คุมหมอกควัน-ไฟป่า


พลโทสาธิต ธิพรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ทั้งนี้เพื่อขอความร่วมมือกับประชาชนในพื้นทั้ง 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยระดมกำลังทหารป่าไม้หรือเสือไฟ และเครื่องมืออุปกรณ์ที่กองทัพมีอยู่ ทั้งกองทักบก กองทัพอากาศ เพื่อนำเครื่องบินโรยละอองน้ำ และเครื่องบินของกระทรวงเกษตร เพื่อทำฝนเทียม รวมทั้งรถบรรทุกน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพ่นละอองน้ำตามชุมชน ซึ่งจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ประชุมนายอำเภอกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อบูรณาการกำลังคน ยุทโธปกรณ์เข้าไปตามหมู่บ้านต้นเหตุการเกิดไฟป่า   

ด้านมาตรการทางกฎหมายนั้นให้ตำรวจภูธรภาคดำเนินการกับผู้เผาป่าที่ละเมิดสร้างปัญหาให้หมอกควันแก่ส่วนรวมให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป เนื่องจากการเกิดไฟป่านั่นปัจจัยเกิดภายในประเทศทั้งสิ้น

 

ปตท.สผ.จี้ภาครัฐเร่งผลักดันสำรวจพัฒนา-ใช้พลังงานทดแทน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจปี 2557 ที่ผ่านมาเติบโตไม่ถึง 1% และคาดว่าจะเติบโตได้ 2-3% ในไตรมาสแรกปี 2558 นี้ โดยปัญหาทางด้านพลังงานของประเทศไทยเกิดจากภาวะความต้องการใช้พลังงานมากกว่าที่ผลิตได้ และมีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการนำเข้าพลังงานถึง 1.4 ล้านล้านบาท และมีการใช้พลังงานน้ำมันกว่า 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นภาครัฐควรต้องมีการผลักดันการสำรวจพัฒนาและการใช้พลังงานทดแทนที่มีอยู่ในประเทศ พร้อมเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการในด้านต่างๆ  การดำเนินงานของทางภาครัฐจะต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงานให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง และปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในช่วงราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง

ทั้งนี้ภาครัฐต้องมีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การลงทุนผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และมีการกระจายเชื้อเพลิงของการผลิตไฟฟ้า การเตรียมงานโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงาน อีกทั้งต้องเปิดประมูลสัมปทานรอบที่ 21 โดยเร็ว ซึ่งการผันผวนของราคาน้ำมันในตอนนี้ มองว่าราคาน้ำมันในปี 2558 น่าจะอยู่ที่ 50-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุที่ราคาน้ำมันลด เพราะสหรัฐอเมริกาได้ลดการนำเข้าทรัพยากรน้ำมัน เพราะมีการผลิตน้ำมันในประเทศได้มากขึ้น (shale oil) ทำให้มีการผลิตน้ำมันของตลาดโลกมากกว่าความต้องการ ดังนั้นอุตสาหกรรมน้ำมันจึงประสบภาวะต้นทุนสูงขึ้น ในขณะที่ ผลตอบแทนลดลง ทำให้หลายๆ บริษัทต้องปรับตัว


อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ.มีแผนการดำเนินงานในปี 2558 นี้คือ จะไม่มีการลดกำลังผลิตพลังงานในอ่าวไทย สาเหตุเพราะต้องการให้พลังงานในประเทศมีมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ตั้ง เป้าหมายการผลิตน้ำมันในประเทศ 600,000 บาร์เรล และเก็บพลังงานสำรองให้อยู่ได้ในระยะเวลา 10 ปี จากเดิม 7 ปี ปตท.สผ. คาดการณ์ผลิตน้ำมันในประเทศจะเติบโตขึ้นถึง 6% และถ้าปี 2558 มีการลดลงของราคาน้ำมันอีก จะส่งผลกระทบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่อาจลดลงในเดือนเมษายน 2558 นี้ 

ครม.เห็นชอบยุทธศาสตร์ทางทะเล ดึงหน่วยความมั่นคงเอื้อพาณิชย์นาวี (21 ตุลาคม 2557)

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2558 – 2562 ทั้งนี้ การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลว่าจะทำอย่างไรให้กิจการพาณิชย์นาวีมีความราบรื่น และให้มีกลไกหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าไปสนับสนุน ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานทุกมิติ อีกทั้ง งานด้านทางทะเลจะต้องดูผลประโยชน์โดยรวมของทุกประเทศ ซึ่งสิ่งที่ฉบับนี้แตกต่างฉบับเดิมเพราะมีการเพิ่มองค์ความรู้เรื่องของทะเลให้กับประชาชนและงานในมิติอื่นๆ เนื่องจากยังมีประชาชนที่มีความรู้ในเรื่องทางทะเลไม่มากนัก ขณะที่ผลประโยชน์ทางทะเลมีมูลค่ากว่า 20 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นการจัดการเพื่อให้เกิดองค์กรความรู้ในเรื่องทางทะเลจึงเป็นสิ่งสำคัญ
 

ทส.สมุทรสาครเดินหน้าแก้ปัญหาด้านมลพิษ

นายยรรยง เลขาวิจิตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จ.สมุทรสาคร กล่าวว่าจ.สมุทรสาคร ประสบกับปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องน้ำเสีย และคุณภาพอากาศ เช่นกลิ่นเหม็น และฝุ่นละออง โดยในแต่ละปีได้รับเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจากประชาชนจำนวนมาก เป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ

ที่ผ่านมา จ.สมุทรสาคร ได้บูรณาการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ซึ่งหากผู้ประกอบการ/โรงงานอุตสาหกรรม ยังฝ่าฝืนปฏิบัติตามกฎหมาย จังหวัด ได้มอบให้คณะกรรมการระดับจังหวัด ตรวจสอบทุกเรี่องรวมถึงการใช้แรงงานและสวัสดิการของพนักงานด้วย


อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันต่อสถานการณ์นั้น อปท. ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ จะต้อมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ซึ่งมาตรการด้านกฎหมาย ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมของ 

ม.มหาสารคาม สร้างโรงแปรขยะ มีมากกว่า 5 ตันต่อวันเป็นปุ๋ยอินทรีย์

อาจารย์อารีรัตน์ รักษาศิลป์ ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายอำนวยการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กล่าวถึงการสร้างโรงคัดแยกขยะพร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์คัดแยก ภายในมหาวิทยาลัย ว่า โรงแยกขยะดังกล่าวเป็นสถานที่ใช้หมักขยะทั่วไปและอุปกรณ์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อจะได้นำเอาขยะเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ลดปัญหาขยะล้นเมือง อันจะเป็นการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับแนวคิดการสร้างโรงคัดแยกขยะเพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์มาใช้เองนั้น เริ่มมาจากการที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีจำนวนนิสิต ทุกชั้นปีจำนวนมากถึง 50,000 คน ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องขยะมูลฝอย และสิ่งของเหลือใช้จำนวนมากไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ตันต่อวัน จึงได้คิดหาวิธีการที่จะกำจัดขยะรีไซเคิลโดยแยกออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ขยะส่วนที่ 1 เป็นขยะที่ไม่ย่อยสลายประเภทขวดพลาสติก ขวดแก้ว และอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตประจำวันของนิสิตแล้วนำไปขายให้กับจุดรับซื้อของมหาวิทยาลัย ในราคามาตรฐานเดียวกับภาคเอกชนซึ่งเงินที่ได้อาจไม่มาก แต่ถือเป็นการปลูกฝังนิสิตให้ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากขยะ, ขยะส่วนที่ 2 คือขยะที่ย่อยสลายได้มหาวิทยาลัยได้นำไปผลิตเป็นปุ๋ย ส่วนเศษอาหาร พืชผัก และผลไม้ก็นำไปเลี้ยงไส้เดือน ที่โรงปุ๋ยหมักชีวภาพมูล ส่วนที่ 3 นำสารพัดขยะที่เหลือ มาผ่านการคัดแยกเบื้องต้นโดยคนงานในชั้นแรกก่อนเท่าที่จะแยกได้ ผ่านเข้าเครื่องสายลำเลียง และเข้าเครื่องสับย่อยให้มีขนาดเล็กง่ายต่อการย่อยสลาย จากนั้นนำมากองพักไว้โดยใช้ระบบเติมอากาศ และนำน้ำหมัก EM ที่ผลิตเองมาเติมเพื่อลดกลิ่นและไล่แมลง สิ่งหนึ่งที่นำมากลบและผสมก็คือเศษหญ้าที่ตัดแล้วภายในมหาวิทยาลัย เพื่อลดจุดสัมผัสของขยะ ไม่ให้มีแมลงวันมาตอมมากขึ้น เพิ่มอินทรีย์ หรือมวลชีวภาพให้มากขึ้น และได้ปริมาณปุ๋ยที่มากขึ้นด้วย โดยทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 40-45 วัน และเมื่อดูที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้ว ก็จะนำไปเข้าเครื่องร่อนขยะ ออกมาเป็น 2 ลักษณะ คือแบบที่เป็นผงปุ๋ย ก็นำเข้าเครื่องอัดเม็ดพร้อมใช้งานเพื่อบำรุงดินและต้นไม้ได้เลย และอีกส่วนหนึ่งจะออกมาเป็นพลาสติกจะนำเข้าเครื่องอัดเม็ดและใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป 

เบสท์ แคร์ ร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไทย

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นปัญหาใหญ่ ของประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องขยะมูลฝอย ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้และยกระดับปัญหาการจัดการขยะ ให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องการการแก้ไข อย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย มีขยะตกค้างมากถึง 28 ล้านตัน ซึ่งกว่าร้อยละ 80 ยังไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง

เบสท์ แคร์ ภายใต้การนำของนักบริหารหญิงอย่าง "สุกัลยา ชาญ"กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบสท์ แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เล็งเห็นความสำคัญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มานานกว่า 10 ปี จึงได้ริเริ่มค้นคว้าและ พัฒนางานวิจัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง เพื่อนำมาใช้ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม "เบสท์ แคร์ มีทีมงานวิจัยคุณภาพ โดยนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมผู้ทรงคุณวุฒิ วิศวกรสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ ทีมงานเทคนิค จึงทำให้เราสามารถพัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีคุณภาพ และ เหมาะสมกับการใช้งานจริงในทุกสภาวะของปัญหา นอกจากนี้ เรายังสามารถให้คำปรึกษาในเรื่องระบบการจัดการปัญหา ต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย เราจึงมิใช่ บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เราจะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการจัดการ เพื่อให้หน่วยงาน องค์กร หรือชุมชนนั้นๆ ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป" สุกัลยา กล่าว พร้อมอธิบายว่า

"ทุกก้าวของ เบสท์ แคร์ เราไม่ได้มองเรื่องผลกำไรเป็นที่ตั้ง แต่เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยที่นำต้นเหตุปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นโจทย์ แล้วหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้นมากกว่า ดังนั้น การเติบโตของเราจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเราโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ดี เพียงแค่เราได้มองเห็นน้ำดี ดินดี อากาศดี การจัดการขยะที่ดี ชุมชนมีสุขภาวะที่ดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการให้คำปรึกษาหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ของ เบสท์ แคร์ นี่แหละคือ เป้าหมายความสำเร็จของเราแล้ว"

จากการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยทีมนักวิชาการและนักวิจัยคุณภาพ วันนี้ เบสท์ แคร์ จึงนับเป็นผู้นำด้าน นวัตกรรมนาโนชีวภาพ และระบบการจัดการ รูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร กสท ปตท. สำนักงาน สิ่งแวดล้อมภาค กรมควบคุมมลพิษ IRPC แสนสิริ โรงเรียนอัสสัมชัญ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เทสโก้ โลตัส เป็นต้น


ภายใต้แนวคิด "ร่วมพลิกฟื้น คืนน้ำใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" ปัจจุบัน เบสท์ แคร์ มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ได้แก่ "ไบโอกรีส" นวัตกรรมกำจัดไขมัน กลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม "ไมแอค" สารชีวภาพสำหรับกำจัดสาหร่าย "บี กรีน" ผลิตภัณฑ์บำบัดน้ำเสีย ควบคุม ยุงและแมลงวัน "เบสท์ ดีเอ็ม" สารชีวภาพ ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต ทำให้ได้ จุลินทรีย์คัดสายพันธุ์ที่ให้ประโยชน์สูงสำหรับดินและพืช และสามารถนำไปผลิต ปุ๋ยหมัก น้ำหมักได้โดยไม่ต้องใช้กากน้ำตาล ตลอดจนองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะ ตามหลักการ Zero Waste ให้กับหน่วยงาน องค์กร และชุมชนต่างๆ ซึ่งประสบความ สำเร็จมาแล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ เบสท์ แคร์ ยังเตรียมแผนรุกตลาดต่างประเทศ รวมถึง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สู่มือผู้บริโภค ในภาคครัวเรือน และ สุกัลยา เชื่อมั่นว่า แม้เราจะเป็นเพียงบริษัทเอกชนขนาดเล็ก แต่เราพร้อมเป็นแรงผลักดัน ช่วยพลิกฟื้น สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ด้วยการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของทีมงาน ที่มีหัวใจเดียวกัน นั่นคือ หัวใจแห่งงานบริการ และ รับใช้สังคม 

by ThaiWebExpert