หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ตร.-ทหาร บุกตรวจโรงโม่หินอุบลฯ รุกป่า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.สุทธิโรจน์ นพโพธิพงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดอุบลราชธานี อุตสาหกรรมจังหวัด เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ได้เดินสำรวจการขอทำสัมปทานโรงโม่หิน บริษัท ส.เขมราฐอินดรัสทรี้ จำกัด ตั้งอยู่ที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ต.บุเปือย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งถูกนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าโรงโม่หินดังกล่าว ประกอบกิจการโรงโม่หินนอกเขตสัมปทานบัตรที่ได้รับอนุญาต


จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โรงโม่หินแห่งนี้ได้ขอทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงเขาน้อย ตำบลบุเปือย และตำบลสีวิเชียร อ.น้ำยืน เนื้อที่ประมาณ 180 ไร่ ตั้งแต่ปี 2551 และมีระยะเวลาสัมปทานรวม 10 ปี เพื่อทำการขุดเจาะย่อยหินนำไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่ามีพื้นที่ถูกบุกรุกเข้าไปขุดย่อยสลายหินในเขตพื้นที่ ส.ป.ก.4-01 เนื้อที่ 1 งาน 42 ตารางวา ที่เหลืออีก 6 ไร่ 2 งาน 93 ตารางวา เป็นพื้นที่ของเขตป่าสงวนซึ่งตั้งอยู่ในเขตบ้านเกษตรสมบูรณ์ ติดที่ตั้งของโรงโม่ และอยู่นอกเขตสัมปทานบัตรที่ทางโรงงานได้รับอนุญาต


ขณะที่ผู้จัดการโรงโม่หิน ได้ออกมาปฏิเสธไม่ได้เป็นผู้บุกรุก และไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ หลังทราบเรื่องทางโรงโม่ได้ไปจัดทำแนวเขตการขุดหินของบริษัทให้มองเห็นไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกเข้าไปขุดตักหินนอกเขตสัมปทานมาทำประโยชน์อีก


พ.ต.อ.สุทธิโรจน์ กล่าวว่า หลังเข้ามาตรวจสอบพื้นที่และพบมีการบุกรุกเข้าไปทำหินนอกเขตสัมปทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติและบางส่วนเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.4-01 เจ้าหน้าที่จะได้เก็บรวบรวมหลักฐานที่พบทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ประกอบสำนวนการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด เพราะเบื้องต้นผู้ดูแลโรงโม่หินที่ถูกร้องเรียนยังให้การปฏิเสธไม่ทราบถึงการบุกรุกดังกล่าว และขณะนี้ยังไม่ได้สั่งให้ทางโรงโม่หยุดการประกอบกิจการ เพราะยังประกอบกิจการอยู่ในเขตสัมปทานบัตรที่ได้ยื่นขออนุญาตไว้ อย่างไรก็ตาม หากผลตรวจสอบว่ามีการทำผิดกฎหมาย จะมีความผิดฐานขุดเจาะหินนอกเขตสัมปทานต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ ฐานร่วมกันยึดถือครองทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาทถึง 5 หมื่นบาท รวมทั้งยังมีข้อหาอื่นที่อาจเกี่ยวข้องหากการสอบสวนสาวไปถึงด้วย

'ห้วยยอด' ดึงชุมชนคัดแยกขยะลดโรค-สารพิษตกค้าง


ตรัง/ นายธวัชชัย วรพงศ์พัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบล (ทต.) ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทต.ห้วยยอด ได้จัดให้มีการเปิดโครงการอบรมคัดแยกขยะอันตรายภัยร้ายทำลายสุขภาพประจำปี 2558 ขึ้นที่ทำการชุมชนหน้าวัดห้วยยอด โดย ทต.ห้วยยอด ร่วมกับกลุ่มรักษ์สุขภาพรักษ์สิ่งแวดล้อม ชุมชนกวนกวนอู และกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลฯ จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะอันตรายภายในชุมชน สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อเนื่องที่บ้านได้อย่างถูกต้อง ลดการเกิดโรคที่อาจเกิดจากสารพิษตกค้างในขยะอันตราย ภัยร้ายทำลายสุขภาพ โดยมีประชาชนในชุมชนหน้าวัดห้วยยอดและใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

นายธวัชชัย เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับเนื้อหาการอบรมประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องขยะอันตราย วิธีสังเกตว่าวัสดุใดเป้นขยะอันตราย พิษของขยะอันตรายเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ผลกระทบจากการจัดการขยะอันตรายที่ไม่ถูกวิธี นอกจากนี้จะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมตอบคำถามเกี่ยวกับประเภทของขยะอันตราย การเสนอแนะแนวทางการจัดการขยะอันตรายอย่างเป็นระบบ โดยวิทยากรจากโรงพยาบาลห้วยยอด ใช้ระยะเวลาในการอบรม 1 วัน และได้กำหนดจุดทิ้งขยะอันตราย ณ จุดคัดแยกขยะอันตราย ชุมชนกวนอู ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบในการคัดแยกขยะอันตราย

"โดยดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 - เดือนกันยายน 2559 ใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการ จำนวน 11,000 บาท โดยเบิกจ่ายงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลห้วยยอด

อนึ่ง ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับพิษภัยจากสารเคมีที่เป็นสารตกค้างอยู่ในขยะต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ระบบหลอดเลือดสมอง หัวใจ และจอประสาทตา ส่งผลให้พิการหรือเสียชีวิตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น" นายธวัชชัย กล่าว

อุตฯ เร่งแผนเขตพัฒนา ศก.พิเศษ นัดถกรูปแบบคลัสเตอร์ 20 พ.ย.นี้



“อรรชกา” แย้มข่าวดีหลัง ครม.ไฟเขียวแก้กฎหมายผังเมือง เอื้ออุตฯ ขยายตัว เตรียมประชุมคณะ กก.เร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ นัดแรก 20 พ.ย.นี้

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านผังเมืองที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งมติดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการอยู่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดสามารถที่จัดทำแผนการลงทุนเพิ่มเติมทั้งในเรื่องการตั้งและขยายกิจการ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนที่ยังลังเลเกี่ยวกับพื้นที่ตั้งโรงงาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นการลงทุนในโครงการใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนเพื่อรองรับอนาคต และสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนและท้องถิ่นในเรื่องการป้องกันและลดผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน โดยกำหนดแนวกันชน (Buffer) และแนวป้องกัน (Protection Strip) ระหว่างพื้นที่โรงงานกับชุมชน

“หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยจะต้องนำมติ ครม. ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ผู้ประกอบการ ซึ่งมีงานที่ต้องดำเนินการมี 4 ข้อเสนอคือ 1.ยกเลิกบัญชีโรงงานท้ายกฎกระทรวงและจัดทำข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ขณะนี้ผังเมืองรวมจังหวัดที่ประกาศใช้และมีผลบังคับมีทั้งสิ้น 28 จังหวัด อยู่ระหว่างการเตรียมการที่จะประกาศอีก 45 จังหวัด รวม 73 จังหวัด ผังเมืองที่ยังคงมีบัญชีท้ายกฎกระทรวงและข้อกำหนดที่ไม่ยืดหยุ่นที่ต้องยกเลิกตามมติ ครม.มีอยู่ 51 จังหวัด 

ส่วนผังเมืองรวม/ชุมชน ที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันนี้มี 135 ผังเมือง ยังคงเป็นข้อกำหนดแบบบัญชีโรงงานท้ายกฎกระทรวง ซึ่งต้องปฏิบัติตามมติ ครม. เช่นกัน 2.กระทรวงฯ จะขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองนำผลการศึกษาโครงการ Zoning ไปใช้ในการจัดทำผังเมือง ทราบว่าจะส่งมอบผลการศึกษาฯ 34 จังหวัด ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ 3.จัดทำหลักเกณฑ์ฯ แนวกันชน (Buffer) และแนวป้องกัน (Protection Strip) ที่เหมาะสมกับโรงงานประเภทต่างๆ ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์ฯ โดยองค์ประกอบของคณะทำงานประกอบด้วยหน่วยงานรัฐและเอกชน และ 4) จะหารือกับกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่สำคัญของประเทศ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ Super Cluster เช่น การแก้ไขปัญหาผังเมืองมาบตาพุด ซึ่งเป็น Super Cluster ด้านปิโตรเคมี ที่ยังคงมีปัญหาอุปสรรคด้านการวางผังเมืองที่อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการพื้นที่ประมาณ 3.5 หมื่นไร่ แต่ร่างผังเมืองมาบตาพุดจำกัดพื้นที่ไว้เพียง 2.5 หมื่นไร่” นางอรรชกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ส่วนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ กระทรวงฯ จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายฯ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานในแต่ละคลัสเตอร์ ซึ่งขณะนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ และมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นองค์ประกอบ เช่น ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดร.ดำริ สุโขธนัง (อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม) 

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ (ผอ.สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง) นายกานต์ ตระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเอสซีจี) ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินการ รวมทั้งเร่งรัด กำกับดูแล และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งแรกในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558

สำหรับข้อมูลในเชิงพื้นที่ที่เหมาะสมในการรองรับคลัสเตอร์ต่างๆ จากการศึกษาของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน จะขยายพื้นที่ที่นิคมฯ รอยต่อของ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองและเหมราช มีพื้นที่ประมาณ 15,000 ไร่ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม พื้นที่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี, อ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี, จ.ลำปาง และขยายพื้นที่ในนิคมไฮเทค บางปะอิน อมตะ และปิ่นทอง 

โดยคลัสเตอร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เห็นว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดคือ อ.มาบตาพุด คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พื้นที่ที่เหมาะสมน่าจะอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร จ.ราชบุรี และนิคมมหาราชนคร จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือนธันวาคม 2558 นอกจากนี้ ทาง กนอ.ยังได้เพิ่มการศึกษาหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการรองรับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย

สำหรับคลัสเตอร์ในกลุ่มเป้าหมายระยะแรก ประกอบด้วย Super Cluster เป็นคลัสเตอร์สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1.คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน 2.คลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม 3.คลัสเตอร์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.คลัสเตอร์ดิจิทัล ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต 

ส่วนคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ ได้แก่ 1.คลัสเตอร์เกษตรแปรรูป ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมายทุกภาค (ภาคเหนือ/กลาง/ตะวันออกเฉียงเหนือ/ตะวันออก/ใต้) และ2.คลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว

ขณะเดียวกันก็มีกิจการเป้าหมายที่จะส่งเสริมเป็นพิเศษในแต่ละคลัสเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคลัสเตอร์ ได้แก่ กิจการฐานความรู้และกิจการโลจิสติกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตที่มีความสำคัญสูง ได้แก่ กิจการต้นน้ำที่สำคัญของแต่ละคลัสเตอร์ อุตสาหกรรมสนับสนุนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักต่างๆ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

รายงานพิเศษ : ‘Gen A’อาสาสร้างนวัตกรรมทางปัญญา แก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน

ปัญหาขยะล้นเมือง ถือเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทยและเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยสถิติในการทิ้งขยะในปี 2558 มีมากถึง 49,680 ตันต่อวัน หรือ 17.8 ล้านตันต่อปี ปัญหานี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและละเลย จึงเป็นเหตุให้สิ่งแวดล้อมเสียสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะจากภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน รวมถึงภาคเกษตรกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทุกคนต่างรับรู้เป็นอย่างดี แต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญและลงมือแก้ไขปัญหาขยะอย่างจริงจังเสียที

ด้วยเหตุนี้เยาวชนนักคิดจิตอาสาจากโครงการ “เชียงของเรนเจอร์” นักเรียนโรงเรียนเชียงของวิทยาคม และ โครงการ “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาขยะ”นักศึกษามหาวิทยาลัยพะเยา ผู้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาขยะและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 2 โครงการนี้เป็นตัวแทนจากภาคเหนือที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็น 28 โครงการทั่วประเทศ พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้เป็นวาระที่สังคมยอมรับและเห็นคุณค่าของพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น


นายธนวัฒน์ สุวรรณทา หัวหน้าโครงการ เชียงของเรนเจอร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชียงของวิทยาคม เล่าว่า ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ ทั้งในบ้าน โรงเรียนไปจนถึงชุมชนโดยทางโรงเรียนเชียงของวิทยาคมในโครงการเชียงของเรนเจอร์ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะภายในโรงเรียนเป็นอันดับแรก ซึ่งผมมีความเชื่อว่าปัญหาขยะนั้นแก้ยาก แต่สามารถแก้ได้ โดยไม่ใช่วิธีการบังคับให้นักเรียนลงมือทำแล้วจบไป เพราะโครงการของเราจะเน้นให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของขยะทุกชนิดโดยการเปลี่ยนขยะเป็นเงินและนำเงินนั้นไปทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักสิ่งแวดล้อมและรู้จักการให้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นเรายังส่งต่อความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านขยะไปสู่โรงเรียนบริเวณใกล้เคียงเพื่อสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะที่ถูกต้อง โดยโครงการเชียงของเรนเจอร์ถือเป็นโมเดลต้นแบบในเรื่องการจัดการขยะให้กับโรงเรียนอื่นๆ ได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมต่อไป


จุดเชื่อมต่อระหว่างของรางวัลกับจิตอาสา เกิดขึ้นเมื่อทางโครงการได้เปลี่ยนแนวคิดจากการแยกขยะเพื่อหวังของรางวัลเป็นการให้เด็กทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการแยกขยะอย่างจริงจัง เริ่มจากการแยกภายในห้องเรียนโดยแต่ละห้องจะมีอาสาสุขภิบาลทำหน้าที่รับผิดชอบถังรีไซเคิลขยะทั้ง 3 ถัง ได้แก่ ถังกล่องนม ถังกระดาษและถังพลาสติก แล้วนำไปแยกที่ ซีเค เรนเจอร์ นอกจากนั้นนักเรียนแต่ละคนจะมีเขตพัฒนาเป็นของตัวเอง ในทุกวันพฤหัสบดีทุกคนจะต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตนบริเวณรอบโรงเรียนก่อนเข้าแถว แล้วรวบรวมขยะที่ได้นำไปรวมกันเพื่อขาย ซึ่งเงินที่ได้จากการขายขยะจะถูกเก็บเป็นบัญชีและประกาศหน้าเสาธง เพื่อให้เด็กทุกคนรับทราบทั่วกันและในวันสำคัญตัวแทนโรงเรียนจะนำเงินนั้นไปบริจาคให้กับผู้ยากไร้ หรือซื้อของให้กับคุณตา คุณยายตามโรงพยาบาลเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับท่าน แต่สิ่งที่ทำและมีคุณค่ามากกว่าเงินหรือสิ่งของ นั่นคือการได้รับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ที่รู้สึกปลื้มใจที่มีคนเห็นความสำคัญของตน สิ่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นการปลูกฝังการกระทำเพื่อผู้อื่น โดยจุดประสงค์ของโครงการเชียงของเรนเจอร์นั้น จะเน้นในด้านการปลูกฝังนิสัยการรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการเห็นคุณค่าของขยะและสอนให้เป็นผู้มีจิตอาสาเพื่อสังคมอย่างแท้จริง


นอกจากผลงานด้านสิ่งแวดล้อมของน้องๆ โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาแล้ว ยังมีนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะในชุมชน และพร้อมเป็นผู้ริเริ่มนโยบายเกี่ยวกับระบบการจัดการขยะบริเวณชุมชนและวัด เพื่อปรับพฤติกรรมในการทิ้งขยะของชาวบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคมรอบข้าง จากโครงการปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาขยะ


นางสาวกัญปมน เชน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยพะเยาหัวหน้าโครงการปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาขยะ บอกว่า มหาวิทยาลัยของเรามีปณิธานในการเป็น “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน” ซึ่งเป็นการให้นิสิตได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างให้นิสิตมีจิตอาสาพัฒนาชุมชน โดยโครงการของเราได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านสันจกปก ตำบลดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่สำรวจเชิงกายภาพและเห็นถึงปัญหาในด้านการจัดการขยะมูลฝอยเป็นปัญหาสำคัญของชุมชน ซึ่งปัญหาขยะที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะองค์การบริหารส่วนตำบลดอกคำใต้ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการขยะในบริเวณนี้ ทำให้ชุมชนไม่ได้มีสวัสดิการด้านรถขยะ ชาวบ้านจึงจัดการขยะด้วยวิธีของตนเอง เช่น การเผาทำลาย การฝังกลบหรือแม้แต่การนำขยะไปทิ้งบริเวณข้างวัด ส่งผลให้สภาพแวดล้อมภายบริเวณวัดมีขยะจำนวนมาก และไม่สามารถย่อยสลายได้ทันซ้ำยังส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนอีกด้วย


โครงการของเราจึงวางแผนการแก้ปัญหาเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่พูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปจนถึงการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านให้มีความเข้าใจในการคัดแยกขยะ รวมถึงการจัดการขยะให้ใช้ประโยชน์ได้ในหลายๆ ด้าน เช่น การจัดอบรมการเรียนรู้ร่วมกันและการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ชุมชน เกี่ยวกับการจัดการขยะรีไซเคิลที่สามารถนำไปขายหรือกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น การแยกขวดพลาสติกออกจากฝา ซึ่งสามารถแบ่งขายได้ในราคาที่ต่างกับขายทั้งขวด การจัดการขยะอินทรีย์ที่นำเศษอาหารหรือใบไม้ไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อใช้บำรุงต้นไม้ได้ การจัดการขยะอันตราย เช่น แบตเตอรี่โทรศัพท์ควรรวบรวมไว้แล้วส่งให้โรงงานผู้รับบริการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น นอกจากจะให้ความรู้แล้วเรายังอธิบายให้เห็นถึงโทษของการทำลายขยะผิดวิธีที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาวอีกด้วย โดยผลตอบรับจากชาวบ้านเป็นที่น่าพอใจและพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อให้ชุมชนมีโมเดลการจัดการขยะที่ดีและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม


ขยะเป็นปัญหาที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ เมื่อสร้างสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นหมดประโยชน์ก็กลายเป็นขยะที่ไร้ค่า ในปัจจุบันที่โลกต้องเผชิญภัยพิบัติมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างตั้งใจ เพียงแค่คำว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของตน” แต่ยังมีพลังเล็กๆที่อาสาสร้างจิตสำนึกใหม่ในการรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะทำให้โลกน่าอยู่มากยิ่งขึ้น เห็นแล้วว่าแม้เยาวชนของชาติที่ยังขาดทุนทรัพย์ในการทำความดีแต่ไม่ขาดปัญญาและความเป็นจิตอาสาเพื่อตอบแทนสังคม โครงการ Gen A ขอเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป
 

ลดใช้ถุงพลาสติก


ปัญหาขยะ ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร ถึงขนาดขณะนี้รัฐบาลต้องประกาศให้การแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากนับวันขยะจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่าการกำจัดยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นขณะนี้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจึงรีบเร่งหาวิธีกำจัดขยะ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเตาเผาขยะขนาดใหญ่ แต่คงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการดำเนินการ

ดังนั้นการรณรงค์เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้สร้างขยะขึ้นมา ให้รู้จักสำนึกในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะ จึงคงเป็นความสำคัญและจำเป็นที่สุด เพราะอาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ปริมาณขยะลดลง เช่นเดียวกันกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ จึงได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งดำเนินการตามกรอบภารกิจของตัวเอง เพื่อทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงโดยเร็ว


โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการรณรงค์เพื่อสร้างกระแส พร้อมกับปลุกจิตสำนึกประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับบริษัทเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า 15 แห่ง ทำการประชาสัมพันธ์ พร้อมออกแคมเปญรณรงค์เพื่อจูงใจให้ลูกค้าลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งผลปรากฏว่าเพียงแค่วันเดียวสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 108 ล้านใบ


ดังนั้น พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มอบหมายนโยบายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมขยายวันรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก จากวันที่ 15 ของทุกเดือนออกไปอีก โดยให้เร่งรณรงค์ในวันที่ 30 ของทุกเดือนเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้เป็นเท่าตัวแน่นอน กอปรกับขณะนี้มีร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าอีกหลายรายเสนอตัวเข้าร่วมโครงการ เท่ากับเป็นการช่วยกันกระตุ้นให้ทุกๆ คนเกิดการตื่นตัว


โดยเฉพาะการร่วมมือร่วมใจกันลดปริมาณขยะ และกำจัดขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าจะสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ เนื่องจากขยะจากพลาสติกนั้นเป็นขยะที่ย่อยสลายและกำจัดยาก ซึ่งหากประชาชนยังมัวแต่ใช้ถุงพลาสติก แน่นอนว่าจะต้องมีขยะตกค้างเพิ่มมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นการที่หน่วยงานภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนพยายามรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกจึงเป็นสิ่งที่ดีสมควรให้การสนับสนุน ทั้งนี้เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีของเมืองและประเทศชาติในอนาคต

แม่สอดผสานความรู้พื้นบ้าน-วิชาการ ลดขยะ-ลดเผา-ลดปัญหาเขาหัวโล้น


กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ เครือข่าย ทสม. เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

ในปี 2558 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ขยายผลการทำงานของเครือข่าย ทสม. ดำเนิน "โครงการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ ทสม. ในการเป็นกลไกเฝ้าระวังทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" ภายใต้แนวความคิด "จากพื้นที่ทำงานเครือข่าย ทสม.สู่พื้นที่เรียนรู้ของชุมชน" โดยคัดเลือกชุมชนเครือข่ายที่มีกิจกรรมโดดเด่น มาพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ต้นแบบดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม สามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ปัญหาขยะ หมอกควัน และ ภูเขาหัวโล้น ที่ส่อเค้าวิกฤติอย่างหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ

นายพนม นามผาญ ประธานป่าชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวง ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่โดยรอบชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวงต้องประสบปัญหาหมอกควันพิษขั้นรุนแรง สิ่งที่แรกที่ต้องทำ คือ การให้ความรู้ชาวบ้านเพื่อให้เกิดความตระหนักให้ได้ ทั้งเรื่องโลกร้อน มลพิษ สุขภาพ เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องหลังจากสามารถดึงชาวบ้านให้เข้ามาเป็นแนวร่วมได้แล้ว ชุมชนจึงร่วมมือกันทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมทั้งมีหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เครือข่าย ทสม. และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาให้การสนับสนุน โดยชุมชนมีการรณรงค์เลิกเผาพื้นที่การเกษตร แล้วหันมาใช้วิธีไถกลบ และมีการวางกฎกติกาของชุมชน เช่น ถ้าบ้านไหนจำเป็นต้องเผาก็ให้มาแจ้งที่ผู้ใหญ่บ้านเพื่อชี้แจงถึงความจำเป็น มีกรรมการชุมชนและอาสาสมัครช่วยกันตรวจตราเฝ้าระวัง ส่วนเรื่องป่าเราก็ไม่ทิ้ง มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยกันรักษาเฝ้าระวัง ซึ่งก็ได้ผล เพราะป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น การล่าสัตว์ก็เบาบางลง จนเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ได้รับรางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับประเทศ

จากผลสำเร็จดังกล่าว กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้สนับสนุนให้ชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวงเป็นศูนย์ต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผานั้นซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมากที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีความตื่นตัว มีการผสานองค์ความรู้พื้นบ้านและวิชาการ สามารถนำไปพัฒนาการทำงานเรื่องลดการเผา การรักษาป่า และการจัดการขยะ ตามภารกิจเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

ทส.ตั้งเป้า 5 ปีลดก๊าซเรือนกระจก 24 ล้านตัน


พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพร้อมรับฟัง และมอบนโยบายที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยมีนางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวต้อนรับ และบรรยายสรุปงานที่สำคัญของหน่วยงาน

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ วันนี้จึงเดินทางมารับทราบแนวทางในการทำงานแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งแผนทำงาน 5 ปีของกระทรวงฯ ตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 24 ล้านตัน ลำพังเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถทำได้ จึงมอบนโยบายให้องค์การฯ ไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพลังงานและคมนาคมร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ด้าน น.ส.ณัฐริกา วายุภาพ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละประมาณ 300 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ ภาคการผลิต ภาคการใช้พลังงาน และภาคการขนส่ง หน่วยงานที่เกี่ยวโดยตรงคือกระทรวงพลังงานและคมนาคม รัฐมนตรีมอบแนวทางการทำงานต้องสร้างความเข้าใจ รับรู้ถึงประโยชน์และโทษให้ไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยกันลดพลังงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 24 ล้านตันในอีก 5 ปี ตามที่ไทยได้ประกาศในการประชุมประชาคมโลก แม้ตัวเลขดังกล่าวถือว่าค่อนข้างมาก แต่หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมั่นใจว่าจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน

ส.ส.เปิดเวทีปลุกพลังเครือข่ายนักศึกษา พัฒนาสถาบันสู่ 'มหาวิทยาลัยสีเขียว'


คนเดินทาง/รายงาน

พิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะการเกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือแม้กระทั่งปัญหาหมอกควันพิษ ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นวงกว้างตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศ ถูกบุกรุกทำลายจนเกิดความเสื่อมโทรมอย่างหนัก เช่น การบุกรุกป่าจนกลายเป็นเขาหัวโล้น


อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากต้องอาศัยการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดปัญหาแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการคือการสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนในการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังหลักในการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศในอนาคต


ดังนั้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้ดำเนินโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อมระดับประเทศสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) โดยนำตัวแทนนิสิตนักศึกษาจากชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนหารือการดำเนินกิจกรรมภายในรั้วสถาบันการศึกษา เพื่อนำ ไปสู่การพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว โดยมีในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ ภูเขางามรีสอร์ท จ.นครนายก


หากพูดในระดับสากล Green University เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเกณฑ์ชี้วัดที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยของประเทศไทยต่างนำมาเป็นกรอบการพัฒนาตัวเองเพื่อนำไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอยู่แล้ว กรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อม จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดทำงาน โดยสนับสนุนเยาวชนผ่านชมรมอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้การทำงานเกิดความชัดเจน โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นกิจกรรม ที่คิดขึ้นใหม่ แต่เป็นสิ่งง่ายๆ ที่ใกล้ตัวของเราอยู่แล้ว เช่น การลดพลาสติก ธนาคารขยะ การประหยัดพลังงาน แต่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ในระดับนโยบายของมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งหนุนเสริมความเป็น Green University ของมหาวิทยาลัยได้ ดังเช่น การจัดตั้ง "จักก้า เซ็นเตอร์" มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กลุ่มนักศึกษาและมหาวิทยาลัย ร่วมกันผลักดันจนประสพผลสำเร็จในการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นเมืองแห่งจักรยานได้


นายวดิษ บุญคำภาว์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คำว่า "จักก้า" เป็นศัพท์สแลงที่ใช้กันในมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อใช้เรียกจักรยาน โดย "จักก้า เซ็นเตอร์" มีจุดเริ่มต้นมาจาก ปี 2553 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มโครงการ "จักรยานสีขาว" โดยนำจักรยานเก่าที่ได้รับบริจาคมาซ่อมแซมเพื่อทำเป็นรถจักรยานสาธารณะ ให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยใช้สัญจรในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ และสภาพของอุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวย จึงมีการพัฒนาปรับปรุงระบบ กระทั่งกลายเป็นระบบจักรยานครบวงจร ในมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย มีระบบสมาชิก การยืม การคืน การซื้อขายแลกเปลี่ยนจักรยานเก่า การดูแลรักษา และศูนย์บริการซ่อมบำรุงอย่างเต็มรูปแบบ "จักก้า เซ็นเตอร์" จึงเปรียบเสมือนจุดนัดพบของคนรักรถจักรยานที่มาทำกิจกรรม ร่วมกัน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็ได้ให้การสนับสนุน โดยจัดสรรพื้นที่การจราจรสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ เพื่อเอื้อให้นักศึกษาและบุคลากรสามารถใช้จักรยานได้อย่างสะดวก


"มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคลากรและนักศึกษากว่า 2 หมื่นคน มีรถยนต์เข้าออกเฉลี่ยวันละมากกว่า 3,700 คัน เป็นที่มาของปัญหาการจราจร มลภาวะ รวมทั้งต้องใช้งบประมาณสำหรับก่อสร้างที่จอดรถและการบริหารจัดการต่างๆ เฉลี่ย 1.4 แสนบาทต่อรถยนต์ 1 คัน ดังนั้นการใช้รถจักรยานจึงเป็นทางเลือกที่นอกจากจะช่วยลดอุบัติเหตุได้แล้ว ยังทำให้มหาวิทยาลัยประหยัดงบประมาณ นักศึกษาและบุคลากรได้ออกกำลังกาย และมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นมหาวิทยาลัยต่างๆ หันมาส่งเสริมให้นักศึกษาใช้รถจักรยาน เพราะการเติบโตในวิถีจักรยาน จะช่วยให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เกิดจิตสำนึกไม่ทำลายธรรมชาติ และที่สำคัญ คือ การเรียนรู้ที่จะถ้อยทีถ้อยอาศัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งถือเป็นระเบียบวินัยที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกสังคม" นายวดิษ กล่าว

ม.เกษตร วัดคุณภาพอากาศ Bike for Mom ลดก๊าซเรือนกระจก


ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ผลจากการจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ Bike for Mom เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ปรากฏชัดว่า ทำให้คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครดีขึ้นอันเนื่องมาจากการลดการใช้รถยนต์ โดยการตรวจวัดคุณภาพอากาศของ "KU Tower"

ทั้งนี้ "KU Tower" เป็นสถานีวิจัยเพื่อการตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาสูง ขนาดความสูง 117 เมตร ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บตัวอย่าง โดยสามารถตรวจวัดลักษณะอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและเก็บตัวอย่างวิเคราะห์คุณภาพอากาศที่ระดับความสูง 10 ถึง 110 เมตร จากระดับพื้นดิน พบว่าช่วงเวลา 08.00-09.00 น. ที่ยังไม่มีการปิดการจราจร พบมวลสารทางอากาศมีความเข้มข้นสูงเมื่อเทียบกับความเข้มข้นในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2558 และเมื่อถึงเวลา 10.00-11.00 น. การเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นจากกิจกรรมฯ เริ่มแสดง "การลดลงของมลสารทางอากาศ" และชัดเจนตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยพบว่าร้อยละของการลดลงเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละอองขนาด 10 ไมโครเมตร และฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมโครเมตร ตั้งแต่เวลา 12.00-16.00 น. มีค่าเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 17 98.9 46.3 และ 48.4 ตามลำดับ

สำหรับข้อมูลในการวัดอากาศสำหรับปีนี้ (2558) ลักษณะความเข้มข้นของมวลสารทางอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร มีค่าสูงในช่วงเวลาเร่งด่วน และสัมพันธ์กับความต้องการเดินทางของประชาชน ดังนั้นเมื่อพิจารณากิจกรรม "Bike for Mom" จึงเป็นการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และสามารถยกระดับของคุณภาพอากาศให้มีความเข้มข้นต่ำลงอย่างชัดเจน คุณภาพอากาศและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกรุงเทพมหานครที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยก๊าซเรือนกระจกลดลงประมาณ 3% สอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ใช้การจัดการคุณภาพอากาศของเมืองโดยการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

ผศ.ดร.สุรัตน์ กล่าวเสนอว่า ในการประยุกต์ใช้กรณีกิจกรรมที่มีลักษณะเดียวกับกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ เพื่อใช้ในการจัดการคุณภาพอากาศนั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงพื้นที่ที่เป้าหมายที่ต้องการลดมลภาวะทางอากาศ พื้นที่จัดกิจกรรมที่ต้องควบคุมปริมาณการจราจร ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาและสภาพบรรยากาศ ซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมปั่นเพื่อแม่นั้นสามารถแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของกิจกรรมอย่างชัดเจน และสามารถเป็น "กรณีอ้างอิง" (Reference case) สำหรับการประยุกต์ใช้กิจกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการคุณภาพอากาศต่อไป หากกรุงเทพมหานครสามารถจัดโซนในพื้นที่คุณภาพอากาศวิกฤติและจำกัดปริมาณรถยนต์ และส่งเสริมกระตุ้นให้ประชาชนใช้จักรยานจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกได้อย่างชัดเจน ตลอดจนเป็นการสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชนในการช่วยพิทักษ์คุณภาพอากาศที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้

สมาคมเพื่อนชุมชนผนึกกำลัง เปิด 7 เครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม

"นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด" นับเป็นพื้นที่อันเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ก่อเกิดรายได้และการจ้างงาน จนนำมาซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจบางครั้งย่อมนำมาซึ่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม การเฝ้าระวังจึงนับการเริ่มต้นของการดูแลป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น หรือหากเกิดก็สามารถหาทางป้องกันไม่ให้มีผล กระทบในวงกว้างได้อย่างทันท่วงที

จากหลักการดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการสร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุกในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ โดยการผลักดันและสนับสนุนจาก "สมาคมเพื่อนชุมชน" กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการการตรวจสอบและการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินร่วมกันระหว่างรัฐ โรงงานและชุมชน

โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าวมีการจัดตั้งคณะทำงานรับผิดชอบแล้วถึง 7 คณะ ประกอบด้วย คณะทำงานประจำพื้นที่ ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอ แอล 2.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทิศตะวันออก 3.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและเขตท่าเรือ 4.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ทิศเหนือ 5.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ทิศตะวันตก 6.นิคมอุตสาหกรรมผาแดง 7.นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ซึ่งพื้นที่การดำเนินการของ 7 คณะทำงาน ครอบคลุมพื้นที่ชุมชน 52 ชุมชน แบ่งเป็น 38 ชุมชนมาบตาพุด และ 14 เทศบาลตำบลบ้านฉาง

สำหรับการทำงานของเครือข่ายฯ นั้นจะมีการจัดสัมมนาให้องค์ความรู้กับชุมชนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในกรณีฉุกเฉินที่อาจเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ กลิ่น เสียง น้ำ ฝุ่น เป็นต้น เพื่อให้ชุมชนนั้นมีความรู้ขั้นพื้นฐานในการแจ้งลักษณะ รูปแบบต่างๆ ได้ชัดเจน รวมถึงวิธีการปฏิบัติตนอย่างไรในแต่ละสถานการณ์หากมีเหตุฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวทางการป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนแนวทางการปฏิบัติการของ "เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุก" จะทำหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุน กนอ. ในกรณีที่เกิดเหตุหรือพบเห็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ชุมชนแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบหัวหน้าคณะที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ซึ่งคณะทำงานจะวิเคราะห์ตรวจสอบ ร่วมกับ ศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Monitoring and Control Center:EMCC) ของ กนอ. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ กนอ.ลงมาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

ทั้งนี้รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม นับเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดขอบเขตและผู้รับผิดชอบร่วมกันเป็นคณะทำงาน มีทั้งหมด 7 คณะโดยจะมีทั้งส่วนของโรงงาน กนอ. และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่มาร่วมเป็น คณะกรรมการ ทำหน้าที่รับเรื่องเหตุผิดปกติที่ประชาชนมีข้อสังเกตหรือกังวล ซึ่งในบางครั้งอาจจะไม่ใช่เหตุที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้ ทางคณะกรรมการจะดำเนินการตรวจสอบร่วมกับชุมชน กรณีที่เป็นเหตุเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมจะแจ้งไปยังศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) เพื่อตรวจสอบ และมีการแจ้งผลไปยังประชาชนอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดังกล่าวที่ก่อตั้งขึ้นมานั้น ในเบื้องต้นจะมีการจดบันทึกแต่ละเหตุการณ์และประเมินผลว่าในแต่ละเดือนเกิดเหตุกี่ครั้ง และเกิดจากมลภาวะประเภทไหน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางแก้ไขปัญหา และเสนอต่อศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม EMCC ต่อไป

นายวิรุฬห์ บาลิต ประธานชุมชนซอยร่วมพัฒนา จังหวัดระยอง กล่าวว่า การรวมกลุ่มภาคชุมชนโดยมีการแบ่งพื้นที่กันดูแลในกลุ่ม ทำให้พื้นที่แคบลงสามารถดูแลกันได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น และในแต่ละกลุ่มอยู่ภายใต้ความดูแลของหัวหน้าคณะทำงานของทั้ง 7 พื้นที่ นับว่าเป็นการดำเนินงานที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่กระจัดกระจายเหมือนแต่ก่อน

ทั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการดำเนินงานในเชิงรุกบูรณาการร่วมกัน ระหว่าง กนอ. โดยศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนของสมาคมเพื่อนชุมชน และชุมชนในพื้นที่ ทำให้เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะมีการประสานงานกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว สร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุกในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ซึ่งมีคณะดูแลถึง 7 คณะนับเป็นเครือข่ายฯ ที่เข้มแข็งที่จะป้องกันปัญหาผล

กระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงรุกด้วยการร่วมกันสอดส่องดูแลตั้งแต่ต้นแทนที่จะเป็นเชิงรับเช่นที่ผ่านมาทำให้ทุกฝ่ายต่างมีความเชื่อมั่นที่จะร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากทุกเหตุการณ์ หรือแม้ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินก็จะเกิดน้อยที่สุด

นับเป็นเครือข่ายฯ ที่จะเป็นบทพิสูจน์ในการปกป้องและพัฒนา "มาบตาพุด" ให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco Industrial Town หรือให้ "มาบตาพุด" เป็น "บ้าน" ที่น่าอยู่ของชาวระยองตามเจตนารมณ์ของสมาคมเพื่อนชุมชน

by ThaiWebExpert