หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

รถปล่อยควันพิษจ่ายภาษีสูง

ขุนคลังเตรียมสรุปร่างสุดท้าย พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะจัดทำเสร็จปลายสัปดาห์นี้ เสนอกรรมการปฏิรูปโครงสร้างภาษี คาดว่าภาษีจะเริ่มใช้ได้ปี 2560 ขณะเดียวกัน จับมือกระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าใช้ ECO Sticker แสดงข้อมูลรถยนต์ เริ่ม ต.ค.นี้ เตรียมรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่เริ่มใช้ปี 2559 เก็บอิงการปล่อยก๊าซปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่างสุดท้ายของ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะจัดทำเสร็จปลายสัปดาห์นี้ จากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอีก 2 สัปดาห์ พร้อมกันนี้จะนำเอกสารเต็มรูปแบบที่กระทรวงการคลังจัดทำเสร็จแล้วให้นักวิชาการถกกันอย่างเต็มที่ คาดว่าภาษีจะเริ่มใช้ได้ปี 2560

สำหรับร่างสุดท้ายของ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบ่งออกเป็น 4 อัตรา ประกอบด้วย ที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการเกษตร ที่ดินเชิงพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม และที่ดินว่างเปล่า เพราะดีต่อประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดกระบวนการผลิตบนที่ดินดีขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะหากไม่แล้วการคลังของประเทศจะไปไม่รอด ทั้งขาดดุลและการก่อหนี้มาก่อนหน้านี้

นายสมหมาย คาดว่า หลังใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะช่วยให้ศักยภาพการหารายได้ของประเทศดีขึ้น จากที่ขณะนี้ด้อยลงทุกวัน โดยหลังปรับโครงสร้างภาษีใหม่จะเริ่มใช้ปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรก คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท และเข้าท้องถิ่นทั้งหมดไม่ได้เข้าส่วนกลาง จากปัจจุบันจัดเก็บได้ปีละ 20,000 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อรายได้รัฐบาลมากขึ้นก็สามารถกู้เงินได้เพิ่มขึ้น เพื่อมาดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนที่ลำบากได้ โดยพัฒนาด้านการศึกษา การสาธารณสุข โดยเพิ่มงบประมาณขาดดุลมากขึ้นเหมือนกับภาคเอกชนที่กู้เงิน

โดยยืนยันว่าการจัดเก็บภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างผ่านกระบวนการศึกษามาอย่างละเอียดแล้ว โดยใช้เวลามากกว่า 1 ปี เรื่องทำอัตราภาษีที่ดินฯ ให้เป็นธรรม เราจะปล่อยให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ รัฐบาลจะชะล่าใจ เห็นว่าหนี้น้อยกู้มากแล้วโอกาสหารายได้มีหรือไม่ หากไม่เก็บภาษีที่ดินฯ โอกาสหารายได้เพิ่มที่เป็นกอบเป็นเรื่องเป็นราวไม่มี ต้องทำตอนนี้ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ทำ เนื่องจากเสียคะแนนนิยม

ยกตัวอย่างสูตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่า ที่ดินและบ้าน หากจัดเก็บภาษีที่ร้อยละ 0.1 ของมูลค่าบ้านและที่ดินจะทำให้บ้านและที่ดินที่มีมูลค่า 1 ล้านบาท เสียภาษีปีละ 250 บาท ล้านที่ 2 ชำระอีก 250 บาท รวมชำระภาษี 500 บาทสำหรับบ้านราคา 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดภาษีให้ร้อยละ 75 เก็บเพียงร้อยละ 25 ส่วนบ้านที่มีมูลค่า 3 ล้านบาท จะลดอัตราภาษีให้ร้อยละ 50 จากที่เก็บล้านละ 1,000 บาท เหลือเก็บเพียง 500 บาท รวมแล้วบ้านมูลค่า 3 ล้านบาท ชำระภาษีเพียง 1,000 บาท หากบ้านมีมูลเพิ่มขึ้นมาเป็น 4 ล้านบาท ล้านที่ 4 จะยังลดอัตราจัดเก็บภาษีให้อีกร้อยละ 50 โดยเก็บภาษีอีก 500 บาท รวมแล้วบ้านและที่ดินราคา 4 ล้านบาท จะชำระภาษีเพียงปีละ 1,500 บาท สูตรนี้ต้องเก็บทุกคน เพื่อให้รู้จักการเสียภาษี

ในวันเดียวกันนี้ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกันเปิดตัวระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ “ECO Sticker” และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์อย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility) ด้วยกลไก ECO Sticker และภาษี CO2

รถยนต์ที่ผลิตใหม่หรือนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 จะเริ่มติด ECO Sticker เพื่อแสดงข้อมูลรถยนต์ 4 ด้าน คือ 1.ข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้า 2.ข้อมูลรถยนต์ ชื่อรุ่น แบบ โครงรถ เครื่องยนต์ เกียร์ ขนาดยางล้อ จำนวนที่นั่ง น้ำหนักรถ เชื้อเพลิงที่สามารถใช้และโรงงานที่ผลิตรถยนต์ 3.รายการอุปกรณ์ที่ติดตั้งจากโรงงาน และ 4.การทดลองตามมาตรฐานอ้างอิง ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเปิดเว็บไซต์ www.car.go.th เดือนธันวาคม 2558 เพื่อเป็นแหล่งข้อมูล ECO Sticker สำหรับประชาชน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ผู้บริหารนิสสัน และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีโอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจของไทยที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 3-4 โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศจะต้องติดตามการจัดงานมอเตอร์โชว์ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ แม้ผู้บริโภคบางส่วนยังชะลอการซื้อรถยนต์ในช่วงนี้ ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่จะเริ่มใช้ปี 2559 ซึ่งจัดเก็บภาษีโดยอิงจากอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Co2 ที่อาจทำให้รถยนต์บางประเภทต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลง เพราะรถยนต์บางประเภทภาษีลดลง ขณะที่บางประเภทอาจปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ซื้อรถยนต์จะซื้อตามวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้อยู่แล้ว 

กนอ.แจงเหตุเพลิงไหม้โรงงาน


นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เกิดเหตุเพลิงไหม้ (เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 58 เวลาประมาณ 19.30 น.) บริษัท แอลแอลไอที ประเทศไทย จำกัด (หลิงหลง) ซึ่งประกอบกิจการผลิตยางรถยนต์ (Radial Tyre) ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบว่าคลังเก็บผลิตภัณฑ์ (ยางรถยนต์) และอาคารเก็บผลิตภัณฑ์ข้างเคียง ได้รับความเสียหายรวมทั้งหมด 6 อาคาร มูลค่าความเสียหายประมาณ 1,500 ล้านบาท จากเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาสาเหตุต่อไป


ทั้งนี้ กนอ.ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 ให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานชั่วคราวแล้ว เป็นระยะเวลา 30 วัน และให้โรงงานปรับปรุงแก้ไขอาคารให้แล้วเสร็จ และจะพิจารณาอนุมัติให้ทยอยเปิดดำเนินการแต่ละอาคารต่อไป สำหรับน้ำจากการดับเพลิง กนอ.ได้สั่งการให้ปิดกั้นรางระบายน้ำบริเวณโดยรอบบริษัทฯ ที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้ไหลออกสู่ภายนอกได้ เพื่อนำไปบำบัดตามกระบวนการมาตรฐานอย่างถูกวิธีต่อไป 


สำหรับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่ จากเหตุเพลิงไหม้ยางรถยนต์ โดยใช้เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพา (FTIR) จากกรมควบคุมมลพิษ, สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศต่อเนื่องแบบอัติโนมัติ ของบริษัทเหมราชฯ และ กนอ.ได้นำรถ Mobile Unit ตรวจวัดคุณภาพอากาศจากนิคมฯ มาบตาพุด จังหวัดระยอง มาติดตั้งบริเวณพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อตรวจหาค่า ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ (CO2) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (SO2) ก๊าซออกไซต์ของไนโตรเจน (Nox) และ 1, 3-บิวทาไดอีน ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้สอดคล้องใกล้เคียงกัน ค่าทั้งหมดยังไม่เกินมาตรฐานเฝ้าระวัง และจะทำการตรวจสอบ เฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่ดังกล่าว 

เรื่องที่กรมมลพิษต้องฟัง


ที่บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่หลายคนเรียกติดปากว่าเมืองมหาชัย ถิ่นโรงงานแดนอุตสาหกรรม ทำภาษีเงินได้ให้กับประเทศชาติปีละมากมายมหาศาล นั่นคงเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีเงินทองเข้ามาแบ่งเบา เป็นภาษีช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองของเรา

และไม่ว่าที่ไหนหรือที่นั่น เมืองมหาชัย ก็มีกฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือกติกาเป็นหนึ่งเดียวทั้งประเทศ คือการทำมาหากิน หรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมใดๆ ต้องไม่ไปรบกวนชาวบ้าน ที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ต้องให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย


แต่ที่หนึ่ง หมู่บ้านที่ ต.บ้านเกาะ ถนนเรียบคลองแนวลิขิต ที่แยกมาจากถนน สี่วาพาสวัสดิ์-วัดพันธุวงษ์ เมื่อแยกเข้ามามีโรงงานใหญ่ เนื้อที่หลายไร่ ประกอบอุตสาหกรรมรีไซเคิลน้ำมันเครื่อง มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงานเสียงครางฮือๆ มีสารที่ผสมกับน้ำมัน ลอยตัวออกมานอกโรงงานเหม็นคลุ้งนานหลายสิบปี และชาวบ้านได้รวมตัวกันไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง


เขียนเป็นเอกสารยื่นผ่านหลายหน่วยงาน ไม่ว่างานอนามัยและสิ่งแวดล้อม อบต.บ้านเกาะ หรืออุตสาหกรรมจังหวัด และที่สำคัญยังผ่านผู้ว่าฯ ของเมืองนั้นหลายคน หลายยุค ไม่มีใครดลบันดาล หรือตรวจสอบกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องรถบรรทุกหลายล้อ หรือสิบล้อ ที่มีแคบซูลขนาดใหญ่ วิ่งเข้า-ออกโดยไม่เลือกเวลาว่ายามไหน หรือดึกดื่นแค่ไหน


สุดท้ายทุกเรื่องที่ดำเนินการของชาวบ้านย่านหมู่ 1 ต.บ้านเกาะ ไม่มีผลตอบสนองเลย และโรงงานดังกล่าวยังคงเปิดทำการ ส่งกลิ่นไม่เว้นแต่ละวัน หลายคนบ่นจนเบื่อ


บางคนไปไม่เป็น ทำไม่ถูก เลยโทษเวรโทษกรรมว่าเป็นบาปเคราะห์มาแต่ชาติปางก่อน ถึงต้องมาอยู่ร่วมกับยักษ์กับมาร


เมื่อปลายปี 57 กลางดึกของคืนวันหนึ่ง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ชิ้นส่วนของเตากระเด็นกระดอนออกมานอกโรงงานด้านทิศใต้


หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรีฑาทัพเข้าตรวจสอบ และยืนยัน นอนยันว่าต้องปิดโรงงานนี้ ในระหว่างนั้นได้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้สัมภาษณ์ขณะเพลิงไหม้ชาวหมู่ 1 ยังจำได้ไม่เคยลืม มีค็อปเตอร์ของสถานีโทรทัศน์หลายช่องบินวนถ่ายภาพทางอากาศ ชาวบ้านดีใจว่าโรงงานนี้จะลาขาด พ้นทุกข์ กันเสียที...


ผ่านมาไม่ถึงเดือน เสียงเดินเครื่องก็สนั่นหวั่นไหวอีกรอบ หวาดผวาต่อมาจนทุกวันนี้ แต่เรื่องเศร้าที่หลายคนเล่าให้ฟัง ด้วยความขมขื่นว่า วันนั้นหลังเดินเครื่อง มีคนใหญ่คนโตของเมืองมหาชัย เดินทางมาพบชาวบ้านร้านกาแฟ ถามว่าโรงงานนี้เดินเครื่องอีกแล้วหรือ เมื่อชาวบ้านยืนยันตรงกัน ก็ผลุบหายเข้าไปในโรงงานเหมือนอดีต สิ่งที่วันนี้ชาวบ้านหมู่ 1 ต.บ้านเกาะ อ.เมืองมหาชัย ฝากมาวันนี้


ไม่ว่ากลิ่น ไม่ว่าเสียง ว่าวันไหนจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และระเบิดตูมตามกันอีกรอบ ต้องกรมมลพิษเท่านั้นจะช่วยคนที่นั่นได้ จริงหรือไม่จริง ท่านคือความหวังสุดท้าย และหลายคนขอบคุณล่วงหน้า

ครับทุกคนเกิดมาก็ต้องทำมาหากิน บางครั้งการทำงานด้วยความสุจริตก็ยังไม่วายไปสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านข้างเคียง


ทางที่ดีเร่งหาทางแก้ไขดีกว่า ด้วยความร่วมมือระหว่างเอกชนและราชการ


รัฐบาลกำลังสร้างความสุขให้ประชาชน เรามาร่วมมือกับรัฐบาลไม่ดีกว่าหรือ??

เครือข่ายป่าชุมชนลำปางเฝ้าระวังไฟป่า-หมอกควัน


ลำปาง/ เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียน 200 กว่าแห่ง ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของจังหวัดลำปาง กว่า 300 คน นำโดย นายสุมัย หมายหมั้น ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดลำปาง รวมตัวกัน ที่บริเวณหลังเทินเขตติดต่อ อ.เกาะคา และ อ.สบปราบ เพื่อร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม รณรงค์ทำแนวกันไฟ ในพื้นที่เขตอุทยานดอยจง ซึ่งถือเป็นจุดที่เกิดไฟป่าเป็นประจำทุกปี โดยมี นายวีระเดช สมวรรณ ปลัดจังหวัดลำปาง ได้เป็นประธานในการรณรงค์ทำแนวกันไฟ 


นายวีระเดช กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันและไฟป่า ได้สร้างผลกระทบต่อจังหวัดภาคเหนือตอนบนเป็นประจำทุกปี โดยจะมีสถานการณ์รุนแรงในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม เนื่องจากจังหวัดลำปางได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อให้จังหวัดลำปางเป็นนครแห่งความสุข ในปี 2557 – 2558 จึงได้ประกาศให้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในปีนี้เป็นวาระสำคัญของจังหวัดลำปาง เพื่อขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยขอความร่วมมืองดเผาในช่วงอากาศปิด และให้ประชาชนในทุกท้องที่เฝ้าระวัง หากพบเห็นไฟป่าในพื้นที่ให้แจ้งส่วนราชการและร่วมดับไฟป่าเพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง ส่งผลให้หมอกควันเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง


นอกจากจะช่วยกันทำแนวกันไฟแล้ว เครือข่ายป่าชุมชน 13 อำเภอของจังหวัดลำปาง ยังได้มีมติร่วมกันที่จะช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ จัดชุดลาดตระเวนดับไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบ และขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร งดการเผาทุกประเภท และช่วยกันเฝ้าระวังมิให้มีการเผาเกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง เพราะจากปีที่ผ่านมาพบว่าปัญหาหมอกควันและไฟป่า ได้ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปางเป็นประจำ พร้อมกันนี้จังหวัดลำปางมีแผนกำหนดช่วงวิกฤตหมอกควันไฟป่า ห้ามเผาโดยเด็ดขาด ในช่วง “คืนวันฟ้าใส อากาศบริสุทธิ์ให้ชาวลำปาง” ในระหว่าง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2558 หากพื้นที่ใดปล่อยปละละเลยจะมีมาตรการลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
 

ฮักบ้านเกิดพะเยา” “ลั่นขยะล้นโลก” ต้องแก้ด่วน


พะเยา/ นายโกวิท ไชยเมือง รองประธานกลุ่มฮักบ้านเกิดพะเยา ในฐานะนักวิชาการสิ่งแวดล้อม (นว.สวล.) ท้องถิ่น จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ปัญหาขยะที่กำลังเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในขณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจังหวัดพะเยา หรือเป็นปัญหาระดับประเทศเท่านั้น แต่ขยะกำลังกลายเป็นปัญหาระดับโลก คือขยะล้นโลก โดยเฉลี่ยประชากร 1 คน จะทำให้มีขยะเกิดขึ้น 1 กก. จังหวัดพะเยามีประชากรประมาณ 480,000 คน จึงมีขยะเฉลี่ยวันละประมาณ 450-480 ตัน เพราะบางคนก่อให้เกิดขยะไม่ถึง 1 กก. แต่บางคนสามารถก่อขยะได้ถึง 2 กก. ดังนั้นการกำจัดขยะในปัจจุบันจะกำจัดด้วยการฝังกลบเพียงวิธีเดียวไม่สามารถกำจัดได้หมด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการก่อสร้างเตาเผาขยะความร้อนสูง ซึ่งเป็นเตาเผาขยะไร้ควัน ไร้มลพิษ เพราะควันที่ออกมาจะเป็นเพียงละอองน้ำเท่านั้น

รอง ปธ.กลุ่มฮักบ้านเกิดพะเยา กล่าวต่อว่า เห็นด้วยในหลักการที่รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายเรื่องการกำจัดขยะด้วยเตาเผา ซึ่งต้องลงในรายละเอียดถึงขั้นตอนและกระบวนการรับฟังประชาชน พร้อมกับให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในทุกด้าน โดยเฉพาะการกำจัดขยะด้วยการเผา โดยเตาเผาไร้ควันที่ถูกต้องและไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทุกจังหวัดในประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีเตาเผาขยะอย่างแน่นอน ควบคู่กับการกำจัดขยะด้วยวิธีการคัดแยก เนื่องจากขยะที่ผ่านกระบวนการคัดแยกทำให้เหลือขยะที่จะต้องเผาเพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้น ที่เหลือร้อยละ 70-80 เป็นขยะรีไซเคิล หรือสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้ตามวิธีการที่เหมาะสม

“ในอนาคตการเปิดประชาคมอาเซียน ประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยอีกกว่า 12 ล้านคน จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และก็จะทำให้เกิดขยะตามมาด้วย ดังนั้นการกำจัดขยะด้วยการใช้เตาเผาที่มีประสิทธิภาพสูงจึงจำเป็นอย่างมาก กระบวนการกำจัดต้องถูกต้องตามหลักสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญจะต้องไม่มีภาวะการเมืองแทรกแซง เพราะอาจจะกระทบถึงปัญหาเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ ต้องให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมและจัดการกับปัญหาขยะด้วยกันจากฐานราก” นายโกวิท กล่าว 

แพทย์ชนบทเตือนรพ.ชุมชนระวังอันตรายจากแร่ใยหิน


น.พ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศยกเลิกอนุญาตการใช้แร่ใยหิน เนื่องจากผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ รวมทั้งคณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุขที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลชุดที่แล้วเมื่อวันที่ 12 เม.ย.54 สรุปผลศึกษาว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดและมะเร็งปอด รวมทั้งมติสมัชชาสุขภาพ 2553 เห็นควรให้ยกเลิก แต่ก็ยังมิได้มีการดำเนินการยกเลิกกลับมีการถ่วงรั้งโดยให้มีการขยายเวลาออกไปอีกนั้น ชมรมแพทย์ชนบทเห็นความเสี่ยงที่จะคุกคามสุขภาพของพี่น้องประชาชนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลชุมชน จึงได้ออกจดหมายถึงแพทย์ชนบททั่วประเทศ เรื่องอันตรายของสินค้าที่มีแร่ใยหิน ดังนี้ 1.งดซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์บริษัทที่ใช้แร่ใยหินไครโซไลท์ในการก่อสร้าง ซ่อมแซม โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น ท่อซิเมนต์ โดยมีบริษัทที่ไม่ใช้แร่ใยหินปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นทดแทนที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เช่น เครือซิเมนต์ไทยบริษัท โอลิมปิคกระเบื้องไทย เป็นต้น 2.การซ่อมแซม รื้อถอนหลังคาอาคาร ต้องระวังไม่ทำกระเบื้องแตก เพราะฝุ่นใยหินจะฟุ้งกระจาย ก่อนรื้อถอนควรใช้น้ำเทราดป้องกันการฟุ้ง ก่อนเคลื่อนย้ายต้องห่อหุ้มด้วยพลาสติกและเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวัง และต้องสวมใส่หน้ากากป้องกันที่เหมาะสม เพราะละอองจากแร่ใยหินมีขนาดอนุภาคที่เล็กมาก และเตือนมิให้นำกระเบื้องเก่าที่รื้อถอนมาใช้อีก

น.พ.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า 3.ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ อสม. ประชาชนที่มารับบริการและในชุมชนถึงโทษภัยจากแร่ใยหินและให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดแร่ใยหิน รวมทั้งมาตรการป้องกันเมื่อรื้อถอน ก่อสร้างและซ่อมแซม และ4.ร่วมกันรณรงค์สนับสนุนให้รัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกการใช้แร่ใยหินทุกประเภทโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อขอความร่วมมือร่วมใจในการคุ้มครองสุขภาพประชาชนด้วยพลังของแพทย์ชนบทและเครือข่ายวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชน

จัดตั้งศูนย์กำจัดขยะแบบยั่งยืน

นายปัญญวัฒน์ อุทัยพัฒน์ ประธาน บริษัท เอ็ม.บี.ที.เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ในฐานะเจ้าของอนุสิทธิบัตรการกำจัดขยะแบบบูรณาการ รับผิดชอบเรื่องการกำจัดขยะอินทรีย์และเตรียมขยะเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าเปิดเผยว่า ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดขอนแก่นให้เข้าดำเนินงานจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบบูรณาการ ในพื้นที่เทศบาล ต.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ด้านทิศตะวันตก เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะของจังหวัด โดยรัฐไม่ต้องลงทุนและมีผลพลอยได้คือเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์น้ำราคาถูก อีกทั้งเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตอีกทางหนึ่งโดยได้รับสัญญาการดำเนินงานจากจังหวัดขอนแก่นเป็นเวลา 25 ปี

สำหรับงบประมาณการลงทุนจัดตั้งศูนย์รวมการกำจัดขยะแบบบูรณาการ ประมาณ 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่ 50 ไร่ ซึ่งถือเป็นโครงการนำร่อง โดยการบริหารจัดการจะร่วมกับเทศบาลตำบลหนองเรือจัดเก็บขยะที่อยู่ในรัศมี 50-30 กิโลเมตร จัดส่งเข้าศูนย์กำจัดขยะวันละ 450 ตันต่อวัน ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกรัศมี 30 กิโลเมตร ให้รวมกันเป็นจุดที่เทกองขยะที่มีอยู่เดิม เรียกว่าสถานีขนถ่ายขยะ แล้วขนส่งขยะมาที่ศูนย์ฯ หากสถานีขนถ่ายขยะมีปริมาณรวมมากกว่า 50 ตันต่อวันให้ทำระบบหมักแบบไร้อากาศเพื่อลดปริมาณและน้ำหนักขยะที่จะนำส่งศูนย์ฯ โดยจะมีน้ำหนักขยะเชื้อเพลิงที่นำส่งศูนย์เพียง 30-35% ของน้ำหนักขยะสดเท่านั้น โดยการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะแบบบูรณาการจะเริ่มดำเนินงานก่อสร้างภายใน 6 เดือนนี้ ซึ่งได้จัดทำประชาพิจารณ์ รวมถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ.เท่านั้น
 

'สมาคมเพื่อนชุมชน'ดันโรงงานเดินหน้าสู่เมืองอุตฯ เชิงนิเวศ

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 กันแล้วสำหรับ "สมาคมเพื่อนชุมชน" ซึ่งในปีที่ 5 นี้ก็จะก้าวไปอีกขั้นที่เรียกได้ว่าเข้มข้นกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายให้โรงงานของกลุ่มสมาชิกยกระดับสู่การเป็นต้นแบบโรงงานเชิงนิเวศแห่งแรกของประเทศไทยอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวมาบตาพุดมาอย่างต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลา 4 ปี

ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงาน "ก้าวสู่ปีที่ 5 ของสมาคมเพื่อนชุมชน" ซึ่ง 5 กลุ่มบริษัทที่ร่วมก่อตั้งสมาคมเพื่อนชุมชน ได้แก่ กลุ่ม ปตท. เอสซีจี กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และกลุ่มบริษัทโกลว์ ได้ประกาศตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะรวมกลุ่มเพื่อนสมาชิกให้มุ่งสู่ต้นแบบโรงงานเชิงนิเวศ (Eco Factory) อย่างสมบูรณ์แบบ

ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม

สำหรับโรงงานเชิงนิเวศ มีสาระสำคัญตรงที่ผู้ประกอบการในพื้นที่มาบตาพุด วางเป้าหมายที่จะยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้เป็นความร่วมมือในทิศทางเดียวกันในการที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมในระดับมาตรฐานสากล เทียบชั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว

โดยขณะนี้ได้นำหลักเกณฑ์โรงงานเชิงนิเวศที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พัฒนาขึ้น และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้ปรับเปลี่ยนทุกโรงงานในกลุ่มสมาชิกเพื่อนชุมชนทั้ง 42 โรงงาน มุ่งสู่โรงงานเชิงนิเวศในปี 2558

จากนั้นจะขยายความร่วมมือไปยังโรงงานของสมาชิกสมทบและโรงงานอื่นๆ อีกในมาบตาพุด ที่มีอยู่ทั้งหมด 120 โรงงาน พร้อมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบชุมชนเชิงนิเวศ และโรงเรียนเชิงนิเวศ เพื่อเร่งเดินหน้ายกระดับมาบตาพุดให้เป็นต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2561

หลักเกณฑ์สู่โรงงานเชิงนิเวศ

สำหรับกรอบของหลักเกณฑ์ที่สมาคมฯ กำหนดขึ้นนั้น โรงงานที่จะเข้าสู่โรงงานเชิงนิเวศ (Eco Factory) จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 14 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ 2.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การจัดการด้านขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 4.การผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว 5.การจัดการพื้นที่และภูมิทัศน์สีเขียว 6.การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพ 7.การจัดการน้ำและน้ำเสีย 8.การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9.การจัดการมลภาวะทางอากาศ 10.การจัดการกากของเสีย 11.ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน 12.กิจกรรมของโรงงานลดอัตราการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและทรัพยากรธรรมชาติ 13.การสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชน 14.การเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม 14 หลักเกณฑ์ข้างต้น ไม่ใช่เรื่องยากที่โรงงานจะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่หากสามารถดำเนินการได้ครบทั้ง 14 ข้อ ก็สามารถก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศได้อย่างเต็มรูปแบบ ตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้กำหนดไว้

ตั้งเป้าสู่โรงงานต้นแบบ

นายชลณัฐ ญาณารณพ นายกสมาคมเพื่อนชุมชน เปิดเผยถึงการวางยุทธศาสตร์การทำงานของสมาคมเพื่อนชุมชนว่า 5 ผู้ก่อตั้งพร้อมที่จะเป็นโรงงานต้นแบบ และผลักดันให้ในปี 2560 ทุกโรงงานในกลุ่มสมาชิกจะมุ่งสู่ต้นแบบโรงงานเชิงนิเวศแห่งแรกไปด้วยกัน โดยจะให้ความสำคัญต่อการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

"การจะเดินหน้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ นับเป็นงานที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะต้องทำทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยในส่วนของโรงงานต้องครอบคลุมหลักเกณฑ์โรงงานเชิงนิเวศ 14 ข้อ อาทิ การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตราย, การจัดการน้ำและน้ำเสีย, ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน, การสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชน และการเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ เป็นต้น ส่วนมิติของชุมชนนั้นต้องครอบคลุม 5 มิติ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ ซึ่งจุดสำคัญของการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ คือ การที่ทุกคนมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ของตัวเองและได้ทำประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง" นายชลณัฐ กล่าว

ขณะเดียวกัน สมาคมเพื่อนชุมชน ได้เตรียมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบชุมชนเชิงนิเวศ และโรงเรียนเชิงนิเวศขึ้น โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ส่งเสริมการดูแลจัดการส่งแวดล้อมชุมชนและโรงเรียนตามหลัก 3R คือ Reduce หรือการลดใช้วัสดุและลดขยะ Recycle หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ และ Replenish การจัดระบบโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกและเผยแพร่ให้ความรู้ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนและนักเรียน

อย่างไรก็ตาม หากเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศประสพผลสำเร็จ สามารถใช้เป็นต้นแบบ (โมเดล) ให้กับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หรือเมืองใหญ่ๆ สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งจะช่วยแก้ทุกปัญหา ทั้งเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานกับชุมชน การเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน การดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น ซึ่งสมาคมเพื่อนชุมชนจะพยายามเดินหน้าสู่เป้าหมายเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้สำเร็จต่อไป

อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

นายปองศักดิ์ ชาลวัลย์ ประธานชุมชนเขาไผ่ จังหวัดระยอง ในฐานะที่เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับโรงงานมานาน ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายกับเมืองมาบตาพุด โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งสมาคมเพื่อนชุมชนขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ได้เฝ้าดูการทำงานของเพื่อนชุมชนมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงแรกอาจจะยังมีข้อสงสัย แต่จากการเฝ้าดูมาอย่างต่อเนื่องจึงได้เห็นการดูแลชุมชนที่มากขึ้น ทั้งการจัดทีมแพทย์ลงพื้นที่ดูแลประชาชน การให้ทุนการศึกษานักเรียนพยาบาล การจัดติวเตอร์ให้กับเด็กนักเรียน และการปรับปรุงพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์กับชุมชนอย่างมาก

สำหรับปีที่ 5 ของสมาคมเพื่อนชุมชน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลักดันทุกภาคส่วน ทั้งโรงงาน ชุมชน โรงเรียน เพื่อนำพาไปสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แต่นับเป็นพันธสัญญาที่ 5 บริษัทผู้ก่อตั้ง และสมาชิกเครือข่ายสมาคมเพื่อนชุมชน จะจับมือกันเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และผลักดันให้เป็นต้นแบบกับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ นำไปใช้ เพื่อทำให้โรงงานและชุมชน รวมถึงสังคมทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขสมดังสโลแกน "อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน"

จัดเวิร์คช็อปสร้างองค์ความรู้

สมาคมเพื่อนชุมชนจัด "ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการวางกลยุทธ์และกรอบแผนงานของสมาคมเพื่อนชุมชน" ในโครงการโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และกำหนดกรอบแนวทางการเข้าสู่หลักเกณฑ์ของ Eco Factory ให้กับบริษัทสมาชิกในสมาคมเพื่อนชุมชนได้เห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น และให้ทุกโรงงานมีการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในกรอบการดำเนินการตามแนวทางของ Eco Factory จะมีหลักเกณฑ์มาตรฐานที่ให้โรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการทั้งหมด 14 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ 2.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การจัดการด้านขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 4.การผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว 5.การจัดการพื้นที่และภูมิทัศน์สีเขียว 6.การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพ 7.การจัดการน้ำและน้ำเสีย 8.การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9.การจัดการมลภาวะทางอากาศ 10.การจัดการกากของเสีย 11.ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน 12.กิจกรรมของโรงงานลดอัตราการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและทรัพยากรธรรมชาติ 13.การสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชน 14.การเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ

"ตามกรอบแผนการดำเนินงานของการเข้าสู่การเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ สมาคมเพื่อนชุมชนถือได้ว่ามีการเตรียมความพร้อม โดยในปีนี้มีแผนผลักดันให้บริษัทในกลุ่ม 5 สมาชิกผู้ก่อตั้งให้เข้าร่วม ส่วนแผนการดำเนินการในปีหน้าจะขยายผลไปในกลุ่มบริษัทสมาชิกสมทบ และถ่ายทอดองค์ความรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ให้กับบริษัทนอกกลุ่มสมาชิกสมาคมเพื่อนชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามข้อกำหนดคุณลักษณะมาตรฐานของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยใน 5 มิติ 22 ด้าน"

ช่วยยกระดับคุณภาพชุมชน

อย่างไรก็ตาม Factsheet ผลการดำเนินงานสมาคมเพื่อนชุมชนในปี 2557 ประกอบด้วย ด้านการศึกษาโครงการ "เพื่อนชุมชนติวเตอร์" ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในจังหวัดระยอง โดยดูจากผลคะแนน ONET เฉลี่ยทั้งประเทศของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 18 (สพม.เขต 18) พบว่า คะแนน ONET ขยับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจากลำดับที่ 11 ในปี 2553 ขึ้นมา อยู่ลำดับที่ 3 ในปี 2556 จัดมหกรรมการศึกษา Rayong Education EXPO โดยช่วยเปิดวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาให้กับนักเรียนและผู้ปกครองในจังหวัดระยอง เน้นการแนะแนวเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนพัฒนาศักยภาพการเรียนในแต่และช่วงวัยอย่างเหมาะสม โครงการทุนปริญญาตรีต่อเนื่องเพื่อนชุมชน รวม 27 ทุน เป็นเงิน 10.8 ล้านบาท (สาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และครุศาสตร์ สาขาละ 9 ทุน)

ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน โดยมีจำนวนโรงงานที่เข้าร่วมโครงการ 7 ราย เพื่อยกระดับการจัดการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน (เช่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการติดตามและประเมินผล) การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียวต่อเนื่องที่ถนนสาย 363 ตั้งแต่สี่แยกเนินสำลี จนถึงทางเข้านิคมฯ มาบตาพุด ระยะทาง 2.5 กิโลเมตรจัดทำแผนฉุกเฉินชุมชนเพื่อให้ชุมชนรู้จักป้องกันตัวจากสาธารณภัย โดยจัดต่อเนื่องจนครบทั้ง 38 ชุมชนในมาบตาพุด โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554-2557 สนับสนุนการซ้อมแผนฉุกเฉินโรงเรียนและเตรียมความพร้อมให้กับสถานศึกษาในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ทั้ง 21 แห่ง เพื่อให้รู้ถึงหลักการหลบภัยในสถานศึกษา

“อปท.เมืองกว๊าน” หวั่นกำจัดขยะด้วยการ “เผา” อาจกระทบ สวล.

พะเยา/ นายไพรณรงค์ บัวเทศ ประธานสภาเทศบาลตำบล (ทต.) บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา กล่าวว่า การกำจัดขยะมีหลายวิธี แต่ควรหลีกเลี่ยงวิธีการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเผาที่ไม่ใช่เตาเผาไร้ควัน ควรเลือกใช้วิธีที่จะแก้ปัญหาขยะได้อย่างยั่งยืน เช่น การลดปริมาณขยะ การทำปุ๋ยหมัก การฝังกลบ หรือแม้แต่การคัดแยกขยะที่ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง สำหรับ ทต.บ้านต๋อม มีการสำรวจปริมาณขยะ พบว่าในแต่ละวันจะมีขยะประมาณ 5 ตัน โดยแบ่งเป็นพื้นที่ขยะในชุมชนรอบนอกและชุมชนในเมือง หากเป็นในชุมชนเขตเมืองติดกับเทศบาลเมือง (ทม.) พะเยา จะมีขยะสูงกว่าชุมชนรอบนอกถึง 2 เท่าตัว เพราะมีขยะแฝงหรือขยะจากนอกพื้นที่เข้ามาทิ้งด้วย แต่ในด้านชุมชนรอบนอกห่างเขตเมืองออกมา ขยะจะมีน้อยเพราะส่วนหนึ่งชาวบ้านกำจัดเองได้ ทางเทศบาลฯ โดยนายกฯ ได้จัดออกให้บริการจัดเก็บขยะและนำไปกำจัดไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปธ.สภา ทต.บ้านต๋อม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางที่จะป้องกันปัญหาขยะล้นเมืองคือ ต้องสร้างสำนึกในการคัดแยกขยะให้แก่ประชาชน พร้อมกันนี้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ต้องวางระบบการจัดเก็บขยะออกเป็นรายงาน ซึ่งหากเป็นไปได้ อปท.แต่ละแห่งควรทำไปพร้อมกัน เช่น การกำหนดวันทิ้งขยะ มีการจัดประกวดหมู่บ้านนำร่องเรื่องการจัดการขยะด้วยชุมชน การประกวดหมู่บ้านสีเขียวรักสิ่งแวดล้อม หากจะจัดเก็บเพียงด้านเดียวคงลำบาก ต้องสร้างสำนึกการมีส่วนร่วมให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมจัดการขยะที่เกิดจากตนเองด้วย

ด้านนายโกวิท ไชยเมือง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น อ.เชียงคำ เปิดเผยว่า การคัดแยกขยะที่ถูกต้องและถูกวิธีจะสามารถช่วยลดปริมาณขยะได้ถึงกว่าร้อยละ 70 เพราะขยะที่คัดแยกแล้วถือว่าเป็นทองคำ เนื่องจากสร้างรายได้ให้แก่เจ้าของขยะ ลดปัญหาขยะในครัวเรือน ป้องกันปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืน สำหรับขยะที่คัดแยกแล้วไม่สามารถขายได้จะนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือกำจัด ไม่ถึงร้อยละ 20 ซึ่งเมื่อแต่ละ อปท.สามารถดำเนินการคัดแยกได้ตั้งแต่ในครัวเรือน จะไม่ประสบปัญหาขยะล้นเมืองอย่างแน่นอน อีกทั้งช่วยให้ประชาชนมีทักษะการคัดแยกขยะและสร้างรายได้เสริมด้วย

ซีพีเอฟ คว้ารางวัลการพัฒนาด้านก๊าซเรือนกระจกยอดเยี่ยม


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รับรางวัล CDP Hong Kong and South East Asia Climate Leadership Awards 2014 สาขา BEST YEAR-ON-YAER DISCLOSER CHANGE จาก CARBON DISCLOSER PROJECT (CDP) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่รับผิดชอบต่อการลดก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ โดยซีพีเอฟเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาด้านก๊าซเรือนกระจกยอดเยี่ยม และเป็น 1 ใน 7 บริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ โดยมี นางสาวกุหลาบ กิมศรี  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ประเทศฮ่องกง 

by ThaiWebExpert