หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

นครตรัง ติวเข้ม อปท.ตั้งศูนย์ขยะครบวงจร ป้องกันมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน

ผู้เขียน: 
ทองขาล กันหาจันทร์/ตรัง


สืบเนื่องจากเทศบาลนครตรัง ได้ว่าจ้างบริษัท เอ็นไวร์เทค คอนซัลแต้นท์ จำกัด ปฏิบัติงานโครงการศึกษาความเหมาะสม และออกแบบรายละเอียดเพื่อการก่อสร้างระบบกำจัดขยะแบบผสมผสานและระบบบำบัดน้ำเสียระยะที่ 3 เทศบาลนครตรัง ซึ่งจากการศึกษาของบริษัทฯ พบว่าได้เคยมีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือการแบ่งกลุ่มพื้นที่เพื่อรองรับการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะ และเพื่อจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยระหว่างเทศบาลนครตรังและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใกล้เคียง จำนวน 28 แห่ง แล้ว

เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทศบาลฯ จำเป็นต้องทำการปรับปรุงบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อให้เป็นปัจจุบัน และเพื่อการชี้แจงรายละเอียดโครงการและรับฟังข้อเสนอแนะ จึงได้เชิญ อปท.ต่างๆ รวม 31 แห่ง เข้าร่วมประชุม


นายธนาพร เทียนประภาสิทธิ์ นักออกแบบโรงขยะ จากบริษัท เอ็นไวร์เทค คอนซัลแต้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางในการออกแบบรายละเอียดเบื้องต้นและองค์ประกอบของระบบ จะยึดหลักการพิจารณาระบบการจัดการขยะมูลฝอย จากแนวคิดการใช้ประโยชน์จากขยะอินทรีย์ของโครงการโดยภาพรวมให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและสภาพท้องถิ่นให้มากที่สุด

นายธนาพร เปิดเผยต่อไปว่า ในการดำเนินงานนั้นจำเป็นต้องทราบจำนวนของ อปท.ที่จะมาทิ้งขยะ และจำนวนขยะ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมในภาคสนามและแบบสอบถาม ประกอบกับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบในการออกแบบระบบจัดการขยะมูลฝอยครบวงจร

“ทั้งนี้โรงงานขยะที่จะออกแบบจะเป็นโรงงานแบบผสมผสาน ซึ่งมีวิธีการคือ 1.การคัดแยกวัสดุที่ได้จากขยะมูลฝอยมาใช้ใหม่ เช่น พลาสติก กระดาษ โลหะ เศษอาหาร เป็นต้น 2.การนำขยะมูลฝอยไปปรับสภาพให้มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน โดยอาศัยกระบวนการหมักชีวภาพของจุลินทรีย์ในการย่อยสารอินทรีย์วัตถุภายใต้สภาวะที่เหมาะสม 3.การแปรรูปขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน” นายธนาพร กล่าว

นายธนาพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับวิธีการที่ 3 มีวิธี 4 กระบวนการคือ 1.การเผาขยะด้วยเตาเผา ซึ่งสามารถนำพลังงานความร้อนที่เกิดจากการเผาส่งไปที่หม้อน้ำ เพื่อให้ไอน้ำไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟ 2.การหมักขยะอินทรีย์แบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าชมีเทน ซึ่งเป็นก๊าชที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นเชื่อเพลิงได้ 3.การนำก๊าชชีวภาพไปใช้ร่วมกับ Biogas และ 4.การฝังกลบ เป็นต้น

ขณะที่นายอภิชิต วิโนทัย นายกเทศมนตรีนครตรัง เปิดเผยว่า เพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างเทศบาลนครตรัง และ อปท.ทั้งหมดที่มาทิ้งขยะกับเทศบาลนครตรัง เมื่อเร็วๆ นี้ เทศบาลนครตรังจึงได้จัดให้มีการประชุมกลุ่มพื้นที่ศูนย์จัดการขยะมูลฝอย เทศบาลนครตรัง โครงการปรับปรุงระบบกำจัดขยะ (บ่อฝังกลบ) ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้รับการความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก อปท.ทุกแห่ง

“ทั้งนี้หากโครงการโรงงานขยะสำเร็จ จะสร้างผลดีแก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบเพราะจะไม่มีมลภาวะเป็นพิษ ในช่วงนี้เทศบาลนครตรังได้หามาตรการรองรับจัดการขยะไว้แล้ว เนื่องจากบ่อขยะเทศบาลสามารถรับขยะได้เพียง 510 วันเท่านั้น ถ้าเกินกว่านี้ขยะก็จะล้นบ่อ อย่างไรก็ตามได้ให้ทีมออกแบบหาวิธีแก้ไขเพื่อยืดอายุบ่อขยะให้ใช้ได้นานต่อไป” นายอภิชิต กล่าวทิ้งท้าย

ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน มข.จับมือ 2 มูลนิธิพัฒนาคุณภาพชีวิต

“ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” เป็นความร่วมมือ ระหว่างมูลนิธิตะวันฉายฯ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ คณะแพทยศาสตร์ และคณะเกษตรศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา เศรษฐานะ สังคมและชุมชน มุ่งสู่ชุมชนแบบองค์รวมและยั่งยืน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 และมีการดำเนินงานเตรียมความพร้อมมาจนกระทั่งได้มีพิธีเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ ไปเมื่อวันก่อน พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โดยมี นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งผู้ลงนาม MOU ประกอบด้วย ดร.มีชัย วีระไวทยะ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ประธานมูลนิธิตะวันฉายฯ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นพยานการลงนาม MOU ในงานนี้ผู้บริหารของคณะหน่วยงานให้เกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก

โครงการ “ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” เริ่มขึ้นจากมูลนิธิตะวันฉายฯ ได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่เข้ารับการคัดเลือกในสาขาการพัฒนาสังคมชนบท และ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ในนามของประธานกรรมการมูลนิธิตะวันฉายฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ได้รับรางวัลมีชัย วีระไวทยะ สาขาการพัฒนาสังคมชนบท ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นรางวัลระดับชาติที่ได้รับจากการเป็นนักพัฒนาชนบทที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์งานแบบบูรณาการเพื่อให้ประชาชนที่ยากไร้ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผลงานการช่วยเหลือผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า ให้ได้รับการดูแลรักษา และผ่าตัดสภาพฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ

จากนั้น จึงได้มีการหารือเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ ร่วมกันระหว่างมูลนิธิตะวันฉายฯ กับ มูลนิธิมีชัยฯ ภายใต้แนวคิด “โครงการแปลงเกษตรสาธิต 1 ไร่ 1 ล้าน แก้จน” เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวอย่างบูรณาการและสมบูรณ์แบบให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และโครงการนี้ยังอำนวยประโยชน์ต่อนักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงผู้สนใจอื่นๆ ด้วย โดยได้มีการขยายผลความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยการเข้าปรึกษาหารือกับ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี ซึ่งได้รับการเห็นชอบในหลักการและยินดีสนับสนุน พร้อมกับการปรึกษาหารือร่วมกับคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ในสมัยวาระการดำรงตำแหน่งของ รศ.ดร.อนันต์ พลธานี และในสมัยวาระการดำรงตำแหน่งของ รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ซึ่งได้รับการเห็นชอบและอนุมัติพื้นที่ 1 ไร่ 1 งาน เพื่อจัดทำโครงการจัดทำแปลงเกษตรสาธิต 1 ไร่ 1 ล้าน แก้จน ในชื่อ “ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม” หรือ “ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” และได้ขยายความร่วมมือไปยังคณะแพทยศาสตร์ เกิดเป็นแนวคิดความร่วมมือ 2 มูลนิธิ 2 คณะ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

การก่อตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” ขึ้นมานั้น ด้วยหวังให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรเพื่อพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตแก่ครอบครัวผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงภาคส่วนสังคม และผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น รวมถึงการขจัดและแก้ไขปัญหาความยากจน ทั้งเป็นการสร้างความร่วมมือด้านบริการวิชาการ ด้านการเสริมทักษะและอาชีพ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และองค์กรพัฒนาเอกชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงภาคส่วนสังคมที่ให้การสนับสนุนด้านแหล่งทุนและการทำประโยชน์เพื่อสังคม และสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ต่อเนื่องและยั่งยืนทั้งในด้านการบริหารจัดการโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและการบริหารจัดการงบประมาณ

ภายในศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน สามารถเข้าเรียนรู้ได้ในเรื่อง บ้านไม้ไผ่ การปลูกมะนาวนอกฤดูในบ่อซีเมนต์ การเพาะเห็ดนางฟ้าน็อกดาวน์ การปลูกผักดาวล้อมเดือน การเลี้ยงจิ้งหรีดในวงบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ และการทำน้ำหมักผลไม้ (สูตรเร่งการออกดอก บำรุงราก)

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “โครงการก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จนนั้น เป็นโครงการเชิงพัฒนาสังคม ชุมชน ที่จะสร้างเสริมให้ชุมชนได้อยู่อย่างพอเพียงและที่สำคัญคือเลี้ยงตัวเองได้ หากชุมชนเลี้ยงตัวเองได้ ชุมชนย่อมเข้มแข็ง ส่งผลดีต่อสังคม การพัฒนาต่อยอดจากความคิดการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นนั้น เป็นการเติมเต็มให้ชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีครบถ้วนในทุกด้าน ดังพระราชดำรัสแห่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ “ศูนย์ตะวันฉายว่าสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ ได้อย่าง comprehensive หรือ ดูแลได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการอุทิศเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปีนี้ เป็นการฉายภาพให้เห็นแก่นแท้ที่สะท้อนถึงทุกมิติในการเป็นที่พึ่งของสังคม และโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ จะเป็นก้าวหนึ่งของการอุทิศเพื่อสังคมเช่นกัน และศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จนนี้ เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่กล่าวได้ว่าเป็น USR ที่สะท้อนถึงประเด็นยุทธศาสตร์ด้านชุมชนสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี และผมมีแนวคิดว่า เราสร้างสังคมที่มีความสุขได้ครับ หากสังคม มข. มีความสุข สังคมใกล้ๆ มข. มีความสุข สังคมคนอีสานก็จะมีความสุข หวังว่าศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จนนี้จะงดงามและเติบโตต่อไปได้ ก็ด้วยกำลังใจจากผู้มาเยือน จากผู้สนใจที่จะเข้าเรียนรู้ต่อไป”

“ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เน้นย้ำการเป็นที่พึ่งต่อสังคมและชุมชน มาโดยตลอด ในฐานะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่อุทิศตนเพื่อสังคมมายาวนานเข้าปีที่ 50 ซึ่งหน่อกัลปพฤกษ์ช่อต่อๆ ไป จะส่งต่อความสุขนำองค์ความรู้ออกไปสู่ชุมชนตราบนานเท่านาน 

เครือข่ายท้องถิ่น “LA21” ตั้งธงปูพรมเคลื่อนปัญหาขยะทั่ว ปท.

 

     กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ดําเนินกิจกรรมส่งเสริมพหุภาคีในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน หรือแผนปฏิบัติการ 21 ระดับท้องถิ่น (Local Agenda 21: LA21) ภายใต้โครงการส่งเสริมท้องถิ่นสู่สังคมสีเขียว เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และประชาชน ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแปลงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
     ทั้งนี้กิจกรรม LA21 เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน โดยปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม 146 แห่ง ใน 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีการดําเนินการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสร้างชุมชนให้น่าอยู่
     โดยขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดทําแผนปฏิบัติการท้องถิ่น การดําเนินกิจกรรมตามแผน การสรุปบทเรียน และการขยายภาคีเครือข่าย ขณะที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการ สร้างกลไกสนับสนุนการดําเนินงาน และพัฒนาศักยภาพของภาคีร่วม รวมทั้งผลักดันให้พหุภาคีมีแผนงาน กลไกการดูแล อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเองอย่างสมดุลและยั่งยืน
     ดังนั้นเพื่อให้การดําเนินกิจกรรมเกิดความต่อเนื่อง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนให้บรรลุตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมจึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีเสริมสร้างเครือข่ายพหุภาคี 4 ภาค ในระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเดอะรีเจ้นท์ ชะอํา บีช รีสอร์ท อ.ชะอํา จ.เพชรบุรี เพื่อสร้างกลไกเสริมพลังขับเคลื่อนการดําเนินงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น นําไปสู่การพัฒนาชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืนทั่วทั้ง 4 ภาคของประเทศ

 

 

 

ซีพีเอฟ ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน 20%

     
     นายวีรชัย รัตนบานชื่น รองประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร” เพื่อคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปอาหาร การขนส่งและการกระจายสินค้า ที่จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดว่าภายใน 3 ปี จะดำเนินการครอบคลุมทุกหน่วยงานพร้อมเผยผลดำเนินการได้ และวางเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน 20%ทั้งองค์กรในปี 2563
 

ปทุมธานี MOU ผลิตพลังงานทดแทนจากขยะ


ปทุมธานี/ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน นายณรงค์ หุตานุกูล พลังงานจังหวัดปทุมธานี นายวัชระ ชมพูศรี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี นายธานินทร์ ริ้วธงชัย ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี ร่วมลงนามกับ Mr.David Oberhuber GIZ THAILAND ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กำหนดจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานทดแทนจากขยะ โดย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นพยาน ที่ห้องประชุมบัวหลวงชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี

เพื่อขยายผลความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาขาพลังงานทดแทน องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และหน่วยงานรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของจังหวัดปทุมธานี จึงได้ร่วมมือกันป้องกันและแก้ปัญหา โดยมีขอบเขตความร่วมมือดังนี้ 1.จังหวัดปทุมธานี (นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เป็นต้น 2.องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ( Mr.David Oberhuber GIZ THAILAND) ให้คำแนะนำวิธีการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการนำขยะไปใช้ประโยชน์โดยไม่กระกระทบต่อสภาพแวดล้อม 3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) ส่งเสริม สนับสนุน ให้คำแนะนำในการใช้ขยะมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้า 4.พลังงานจังหวัดปทุมธานี (นายณรงค์ หุตานุกูล พลังงานจังหวัดปทุมธานี) ขับเคลื่อนการนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและแก้ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น 5.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี (นายวัชระ ชมพูศรี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี) ติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผลกระทบอันเกิดจากขยะในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่ลงนามบันทึก 6.สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี (นายธานินทร์ ริ้วธงชัย ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี) ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พิจารณานำเทคโนโลยีที่เหมาะสม

ด้านนายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.2552 จังหวัดปทุมธานีมีปริมาณขยะเพิ่มจาก 1,501 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 1,829 ตันต่อวัน ในปี พ.ศ.2556 ขยะส่วนใหญ่ขนไปทิ้งที่บ่อขยะในจังหวัดใกล้เคียง โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม คาดว่าปริมาณขยะของจังหวัดจะเกินกำลังที่บ่อขยะจะรองรับได้ในอนาคต เพื่อให้การบริหารจัดการขยะของจังหวัดปทุมธานีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

ทางด้านนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดใหญ่ที่อยู่ติดกรุงเทพมหานคร และเป็นจังหวัดที่สำคัญที่มีการบริหารด้านสิ่งแวดล้อม อากาศและมลพิษ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะการบริหารการจัดการขยะจำนวนมาก และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร สถานที่ที่จะทิ้งขยะจะไม่มีแล้ว โดยนำขยะกลับมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมรวมถึงการสร้างจิตสำนึกของคนภายในชุมชนให้ตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม
 

กาฬสินธุ์เร่งแก้ปัญหามลภาวะ “สิ่งแวดล้อม”

     กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลุบ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับผู้นำชุมชนและสถานศึกษา เร่งรณรงค์ร่วมกันทำความสะอาด พัฒนาหมู่บ้านชุมชน เพื่อลดปัญหาด้านมลภาวะวิ่งแวดล้อม และแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ตามโครงการถนนหน้าบ้าน น่ามอง
     กาฬสินธุ์/ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุนทร บุญไสว นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหลุบ พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา นำประชาชน นักเรียน นักศึกษากว่า 500 คน ร่วมกันรณรงค์ทำความสะอาด และปรับปรุงภูมิทัศน์ ตามถนน คลองน้ำ และชุมชนต่างๆ เพื่อลดปัญหาด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาน้ำเน่าเสีย ฝุ่นละออง แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะไข้เลือดออก หลังกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน
     นายสุนทร บุญไสว นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหลุบ กล่าวว่า ชุมชนและหมู่บ้านในเขตเทศบาลตำบลหลุบกำลังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำเน่าเสีย ฝุ่นละออง แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ที่เป็นสาเหตุในการระบาดของโรคติดต่อ โดยเฉพาะไข้เลือดออก และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการรณรงค์การรักษาความสะอาด พัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน และบ้านเรือนของประชาชนให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีสุขอนามัยในครัวเรือน ซึ่งกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลุบ จึงได้ร่วมกับผู้นำชุมชน และสถานศึกษาจัดโครงการถนนหน้าบ้านน่ามองขึ้น เพื่อปลุกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำ สร้างเสริมความสามัคคี โดยเฉพาะการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาเมืองให้ตำบลหลุบน่าอยู่ หน้าบ้านน่ามองต่อไป 

อุตฯรุกแก้ปัญหากากขยะครบวงจร

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังประชุมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบและครบวงจรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งล่าสุดผมได้มีบันทึกด่วนที่สุด สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม และโรงงานรับบำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรมทุกประเภท ประกอบด้วย ประเภทโรงงานลำดับที่ 101 โรงบำบัดน้ำเสีย/ของเสียรวม เตาเผาขยะ ประเภทโรงงาน 105 โรงงานคัดแยกและฝังกลบ และประเภทโรงงาน 106 โรงงานรีไซเคิลขยะ โดยเฉพาะโรงงานประเภท 101 105 106 ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ใบ รง.4) แล้ว แต่ยังไม่แจ้งเปิดดำเนินกิจการตามกำหนด หรือมิได้ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตฯ โดยได้ส่งแบบฟอร์มเอกสารการตรวจสอบให้ ทั้งนี้ให้รายงานผลให้ทราบภายในวันที่ 30 เมษายน 2557

“การลงพื้นที่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำฐานข้อมูลโรงงานกำจัดขยะ จำนวน 1,855 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โรงงานปรับคุณภาพของเสีย 141 แห่ง โรงคัดแยกหรือฝังกลบ 1,268 แห่ง โรงงานรีไซเคิลขยะ 446 แห่ง และดูถึงขีดความสามารถในเบื้องต้นว่า มีเครื่องจักรและคนงานหรือไม่ แจ้งประกอบกิจการแล้วเปิดดำเนินกิจการตามใบ รง.4 หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่โรงงานที่สร้างปัญหาให้แก่สังคมจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เรื่องใบอนุญาต รง.4 และไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งหากพบผู้ประกอบการรายใดกระทำผิดก็จะส่งดำเนินคดี มีโทษปรับ 2 แสนบาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังต้องการสำรวจปริมาณของกากขยะอุตสาหกรรมในประเทศ ให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานในการกำกับดูแลโรงงาน และวางระบบการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม นำเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด” นายวิฑูรย์ กล่าว

รัฐรุกธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวง เปิดตัวโครงการ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมกระทรวงอุตสาหกรรม” ปี 2557 ให้สาธารณชนได้รับทราบแนวนโยบายการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมภายใต้หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการเข้าร่วมโครงการฯ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม จาก 54 จังหวัด ซึ่งแนวทางการดำเนินโครงการปี 2557 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขยายผลการดำเนินงาน ภายใต้ชื่อ “ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการลุ่มน้ำและวางระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” เพื่อดำเนินการทั้งในพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเริ่มดำเนินการ มีการเปิดเผยข้อมูล การเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การดูแลโรงงานและเฝ้าระวังภาคอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมต่อไป

ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์จนถึงปัจจุบัน จำนวน 1,250 ราย คิดเป็นร้อยละ 96.75 ของจำนวนสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ และผ่านเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม นับเป็นตัวอย่างของการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่าง 3 ภาคส่วนสำคัญ ทั้งจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน นอกจากนี้ ตั้งเป้าว่าจะให้หลักการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมได้มีการขยายผลไปสู่การปฏิบัติในสถานประกอบการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำไปบูรณาการให้เข้ากับแนวทางปฏิบัติต่างๆ ซึ่งการนำระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมไปใช้ในสถานประกอบการได้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะเป็นหลักประกันให้องค์กรสามารถอยู่ร่วมกันกับสังคม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน 

กปน.จับมือกรมชล แก้ปัญหาน้ำเค็ม ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำในลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณลดลงและมีความเค็มมากขึ้นว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาอย่างมาก จากเดิมลิ่มความเค็มจะขึ้นถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดรับน้ำดิบฝั่งตะวันออกของ กปน. เพียงแค่ไม่กี่วัน และมักเกิดในเดือน เม.ย.-พ.ค. แต่ในปีนี้ปัญหาน้ำเค็มรุกมาเร็วเกินคาด ซึ่งเริ่มพบได้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กปน. จึงต้องมีการบริหารจัดการกระบวนการผลิตน้ำประปาใหม่ เช่น หยุดการสูบน้ำดิบเข้าคลองประปา ในช่วงที่ค่าคลอไรด์สูง และรอจนกว่าลิ่มความเค็มจะลดต่ำลงจึงจะทำการสูบน้ำดิบตามปกติ รวมถึงการยกระดับน้ำในคลองประปาให้สูงขึ้น เพื่อสำรองน้ำดิบที่มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์นำมาผลิตน้ำประปาให้ได้มากที่สุด

นายธนศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหาคือการเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยา โดยนำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ไหลผ่านคลองพระยาบรรลือ หรือผ่านคลองท่าสารวังปลา-คลองจระเข้สามพัน เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ กปน.จะช่วยผันน้ำจากเขื่อนแม่กลอง ผ่านคลองประปาฝั่งตะวันตก-คลองปลายบาง-คลองบางกอกน้อย เพื่อมาผลักดันน้ำเค็มตอนล่างด้วย ส่วนกรมชลประทานจะเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของ กปน. และลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้ อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือเกษตรกรงดการปลูกข้าวรอบใหม่เพื่อให้คนท้ายน้ำสามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เช่นกัน

 

เร่งสร้างสมดุลสัตว์น้ำ ปล่อยปลา จำนวน 5 ล้านตัวลงเขื่อนลำปาว

จังหวัดกาฬสินธุ์ เร่งสร้างสมดุลให้สัตว์น้ำภายหลังจากประสบกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ประชาชนแห่จับปลาไปจำนวนมาก ล่าสุด เครือข่ายประมงจังหวัดจากหลายจังหวัด นำพันธุ์ปลากว่า 5 ล้านตัว ปล่อยลงเขื่อนลำปาว เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

กาฬสินธุ์/ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บริเวณบ้านพักสุขใจ ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ติดกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว นายสุวิทย์ สุบงกฎ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานปล่อยพันธุ์ปลากว่า 5 ล้านตัว เพื่อสร้างสมดุลทางน้ำ โดยการสนับสนุนจากกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดนครพนม จังหวัดอุดรธานี และ จังหวัดหนองคาย มีพันธุ์ปลาประกอบด้วย ปลาตะเพียน ปลายี่สกไทย จำนวน 5 ล้านตัว และพันธุ์ปลาบึก จำนวน 199 ตัว มีนายนิคม ปัญจวัฒน์ นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และประชาชนในเขตตำบลภูดินกว่า 1 พันคน ร่วมงาน

นายปกรณ์ อุ่นประเสริฐ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การปล่อยพันธุ์ปลาเดิมจะทำกันในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันประมงแห่งชาติ แต่มาระยะหลังทั่วประเทศประกับปัญหาความแห้งแล้ง โดยเฉพาะจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดปัญหาการจับปลานอกฤดู ทำให้สัตว์น้ำลดน้อยลง กรมประมงจึงได้เสนอเอาวันที่ 21 กันยายน เป็นวันประมงแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงน้ำหลาก ที่จะทำให้ประชาชนไม่สามารถลงจับสัตว์น้ำได้แล้วยังจะทำให้ได้ผลในการปล่อยพันธุ์ปลา และเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการคืนสัตว์น้ำสู่ธรรมชาติได้

by ThaiWebExpert