หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

อุตฯรุกแก้ปัญหากากขยะครบวงจร

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังประชุมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบและครบวงจรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งล่าสุดผมได้มีบันทึกด่วนที่สุด สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม และโรงงานรับบำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรมทุกประเภท ประกอบด้วย ประเภทโรงงานลำดับที่ 101 โรงบำบัดน้ำเสีย/ของเสียรวม เตาเผาขยะ ประเภทโรงงาน 105 โรงงานคัดแยกและฝังกลบ และประเภทโรงงาน 106 โรงงานรีไซเคิลขยะ โดยเฉพาะโรงงานประเภท 101 105 106 ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ใบ รง.4) แล้ว แต่ยังไม่แจ้งเปิดดำเนินกิจการตามกำหนด หรือมิได้ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตฯ โดยได้ส่งแบบฟอร์มเอกสารการตรวจสอบให้ ทั้งนี้ให้รายงานผลให้ทราบภายในวันที่ 30 เมษายน 2557

“การลงพื้นที่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำฐานข้อมูลโรงงานกำจัดขยะ จำนวน 1,855 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โรงงานปรับคุณภาพของเสีย 141 แห่ง โรงคัดแยกหรือฝังกลบ 1,268 แห่ง โรงงานรีไซเคิลขยะ 446 แห่ง และดูถึงขีดความสามารถในเบื้องต้นว่า มีเครื่องจักรและคนงานหรือไม่ แจ้งประกอบกิจการแล้วเปิดดำเนินกิจการตามใบ รง.4 หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่โรงงานที่สร้างปัญหาให้แก่สังคมจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เรื่องใบอนุญาต รง.4 และไม่ทำตามกฎหมาย ซึ่งหากพบผู้ประกอบการรายใดกระทำผิดก็จะส่งดำเนินคดี มีโทษปรับ 2 แสนบาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังต้องการสำรวจปริมาณของกากขยะอุตสาหกรรมในประเทศ ให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานในการกำกับดูแลโรงงาน และวางระบบการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม นำเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด” นายวิฑูรย์ กล่าว

รัฐรุกธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวง เปิดตัวโครงการ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมกระทรวงอุตสาหกรรม” ปี 2557 ให้สาธารณชนได้รับทราบแนวนโยบายการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมภายใต้หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการเข้าร่วมโครงการฯ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม จาก 54 จังหวัด ซึ่งแนวทางการดำเนินโครงการปี 2557 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขยายผลการดำเนินงาน ภายใต้ชื่อ “ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการลุ่มน้ำและวางระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” เพื่อดำเนินการทั้งในพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเริ่มดำเนินการ มีการเปิดเผยข้อมูล การเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การดูแลโรงงานและเฝ้าระวังภาคอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมต่อไป

ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์จนถึงปัจจุบัน จำนวน 1,250 ราย คิดเป็นร้อยละ 96.75 ของจำนวนสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ และผ่านเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม นับเป็นตัวอย่างของการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่าง 3 ภาคส่วนสำคัญ ทั้งจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน นอกจากนี้ ตั้งเป้าว่าจะให้หลักการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมได้มีการขยายผลไปสู่การปฏิบัติในสถานประกอบการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนำไปบูรณาการให้เข้ากับแนวทางปฏิบัติต่างๆ ซึ่งการนำระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมไปใช้ในสถานประกอบการได้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะเป็นหลักประกันให้องค์กรสามารถอยู่ร่วมกันกับสังคม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน 

กปน.จับมือกรมชล แก้ปัญหาน้ำเค็ม ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำในลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณลดลงและมีความเค็มมากขึ้นว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาอย่างมาก จากเดิมลิ่มความเค็มจะขึ้นถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดรับน้ำดิบฝั่งตะวันออกของ กปน. เพียงแค่ไม่กี่วัน และมักเกิดในเดือน เม.ย.-พ.ค. แต่ในปีนี้ปัญหาน้ำเค็มรุกมาเร็วเกินคาด ซึ่งเริ่มพบได้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กปน. จึงต้องมีการบริหารจัดการกระบวนการผลิตน้ำประปาใหม่ เช่น หยุดการสูบน้ำดิบเข้าคลองประปา ในช่วงที่ค่าคลอไรด์สูง และรอจนกว่าลิ่มความเค็มจะลดต่ำลงจึงจะทำการสูบน้ำดิบตามปกติ รวมถึงการยกระดับน้ำในคลองประปาให้สูงขึ้น เพื่อสำรองน้ำดิบที่มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์นำมาผลิตน้ำประปาให้ได้มากที่สุด

นายธนศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหาคือการเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยา โดยนำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ไหลผ่านคลองพระยาบรรลือ หรือผ่านคลองท่าสารวังปลา-คลองจระเข้สามพัน เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ กปน.จะช่วยผันน้ำจากเขื่อนแม่กลอง ผ่านคลองประปาฝั่งตะวันตก-คลองปลายบาง-คลองบางกอกน้อย เพื่อมาผลักดันน้ำเค็มตอนล่างด้วย ส่วนกรมชลประทานจะเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของ กปน. และลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้ อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือเกษตรกรงดการปลูกข้าวรอบใหม่เพื่อให้คนท้ายน้ำสามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เช่นกัน

 

เร่งสร้างสมดุลสัตว์น้ำ ปล่อยปลา จำนวน 5 ล้านตัวลงเขื่อนลำปาว

จังหวัดกาฬสินธุ์ เร่งสร้างสมดุลให้สัตว์น้ำภายหลังจากประสบกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ประชาชนแห่จับปลาไปจำนวนมาก ล่าสุด เครือข่ายประมงจังหวัดจากหลายจังหวัด นำพันธุ์ปลากว่า 5 ล้านตัว ปล่อยลงเขื่อนลำปาว เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

กาฬสินธุ์/ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บริเวณบ้านพักสุขใจ ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ติดกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว นายสุวิทย์ สุบงกฎ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานปล่อยพันธุ์ปลากว่า 5 ล้านตัว เพื่อสร้างสมดุลทางน้ำ โดยการสนับสนุนจากกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดนครพนม จังหวัดอุดรธานี และ จังหวัดหนองคาย มีพันธุ์ปลาประกอบด้วย ปลาตะเพียน ปลายี่สกไทย จำนวน 5 ล้านตัว และพันธุ์ปลาบึก จำนวน 199 ตัว มีนายนิคม ปัญจวัฒน์ นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และประชาชนในเขตตำบลภูดินกว่า 1 พันคน ร่วมงาน

นายปกรณ์ อุ่นประเสริฐ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การปล่อยพันธุ์ปลาเดิมจะทำกันในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันประมงแห่งชาติ แต่มาระยะหลังทั่วประเทศประกับปัญหาความแห้งแล้ง โดยเฉพาะจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดปัญหาการจับปลานอกฤดู ทำให้สัตว์น้ำลดน้อยลง กรมประมงจึงได้เสนอเอาวันที่ 21 กันยายน เป็นวันประมงแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในช่วงน้ำหลาก ที่จะทำให้ประชาชนไม่สามารถลงจับสัตว์น้ำได้แล้วยังจะทำให้ได้ผลในการปล่อยพันธุ์ปลา และเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการคืนสัตว์น้ำสู่ธรรมชาติได้

4 อำเภอ จ.พะเยา ร่วมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ ทำ MOU หวังสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

4 อำเภอในจังหวัดพะเยา ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ เดินหน้าทำข้อตกลง (MOU) กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หวังสร้างจิตสำนึกและตระหนักในการอนุรักษ์ ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรม

พะเยา/ นายกฤตภาส ขันทะธงสกุลดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าธรรมชาติจำนวนกว่า 200,000 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ อยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ โดยเฉพาะบริเวณรอบแนวเขต ซึ่งมีแนวโน้มของความต้องการใช้พื้นที่รุนแรงเพิ่มขึ้น หากไม่มีแนวทางป้องกันที่ชัดเจนจะทำให้พื้นที่ป่าไม้ได้รับความเสียหาย ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลายจนเสื่อมสภาพ ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำแล้ง น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ไฟป่าและหมอกควันรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ดังนั้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอให้คงอยู่เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้เป็นมรดกทางธรรมชาติแก่ลูกหลานสืบไป คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดพะเยา จึงมีมติให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการอนุรักษ์ การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างนายอำเภอ 4 อำเภอ ประกอบด้วย พ.จ.อ.นิพันธ์ บุญหลวง นายอำเภอดอกคำใต้, นายเกรียงวิชญ์ ไกรพวิมล นายอำเภอปง, นายภูมิชัย ตะพานแก้ว นายอำเภอเชียงคำ และนายวราดิศร อ่อนนุช นายอำเภอจุน กับหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น องค์กรภาคีด้านการอนุรักษ์ สื่อมวลชน และภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือของทุกฝ่ายในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้มีประสิทธิภาพเชิงรุกในระดับพื้นที่

หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ กล่าวด้วยว่า การจัดทำ MOU ใน 4 อำเภอครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะประสานความร่วมมือในการคุ้มครองดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้เกิดสัมฤทธิผล มุ่งเน้นในการตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกบุกรุกแผ้วถาง ยึดถือ ครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ รวมถึงการลักลอบตัดแปรรูปไม้และการล่าสัตว์ป่า เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นและเป็นธรรม ต่อจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและแนวเขตป่าอนุรักษ์ในภูมิประเทศจริง เพื่อให้มีการรับรู้ถึงสถานการณ์ของพื้นที่ป่าไม้ร่วมกัน แล้วจัดทำแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติใกล้เคียงให้ชัดเจน โดยขอรับการสนับสนุนการจัดทำหลักเขตและป้ายจากองค์กรปกครองท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่สำหรับนำไปจัดทำแนวเขตพื้นที่ป่า พร้อมดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงที่ติดเขตป่าทุกแปลง เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามและเฝ้าระวัง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะดำเนินการทั้ง 4 อำเภอ รวมระยะแนวเขตประมาณ 300 กิโลเมตรให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี

เกาะช้างเปิดโลกพลังงานทางเลือก ชี้ช่องใช้ไฟประหยัด

ตราด/ เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.เบญจวรรณ อ่านเปรื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด พล.ต.หญิง จรัสพิมพ์ ธีรลักษณ์ ผู้จัดการ สพพ.1 (สำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง) นายเอนก ทองลอย หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ น.ส.พฤดี สถิตเสถียร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอ่างกระป่อง อ.เขาสมิง นายชูวิทย์ สุขสวัสดิ์ รองนายก อบต.ห้วงน้ำขาว ร่วมเสวนาเรื่องทำโลว์คาร์บอน แล้วได้อะไร ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการเปิดโลกพลังงานทางเลือก ตอน “เรียนรู้ นำไปใช้ ได้ประโยชน์”

ตอนหนึ่งของการเสวนา ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า เราต้องการสร้างแบรนด์ใหม่ของ จ.ตราดหลังจากเรามีทรัพยากรธรรมชาติมาก เรามีความเป็นสีเขียว เป็นเมืองกรีนซิตี้ แล้วทำได้อย่างไร ที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ของสิ่งแวดล้อม ทางจังหวัดจึงได้ประกาศเป็นนโยบาย และได้ประกาศเป็นนโยบายของจังหวัดและดูแลในเรื่องขยะในครัวเรือนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ขยะครัวเรือน ขยะนำมาหมักเป็นแก๊ส เพื่อลดภาวะโลกร้อน จ.ตราดได้รับการสนับสนุนจาก อพท.ที่มีองค์กรด้านอนุรักษ์สภาวะโลกร้อนจากประเทศเยอรมนีมาให้คำแนะนำและสนับสนุน เพราะต้องการลดโลกร้อน อพท.ดำเนินการได้ดีมาก ที่เกาะหมากได้ลดคาร์บอนมากแล้ว การขับเคลื่อน อปท. ที่ อบต.ห้วงน้ำขาวเป็นต้นแบบ ที่เห็นแล้วว่าจะลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้จริง วันนี้ได้พิสูจน์ว่าไม่ได้แพงอย่างที่คิด
 
พล.ต.หญิง จรัสพิมพ์ ระบุว่า เราเริ่มจากความคิดว่าจะทำให้แหล่งท่องเที่ยว โลวคาร์บอนได้อย่างไร จึงหารือกับ ผู้จัดการโครงการจากเยอรมันที่เป็นผู้จุดประกายเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่ดำเนินการจบไปแล้ว แต่ที่ทำในขณะนี้เป็นการขยายออกมา ตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนสูง เราจึงต้องร่วมกันในการแก้ปัญหาร่วมกัน จึงคิดเริ่มต้นว่าจะทำอย่างไร ในที่สุด สพพ.1/อพท.จึงเริ่มต้นที่ 4 เรื่องคือ ขยะ พลังงาน น้ำ การดำรงวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม
 
“เราสอนให้ชุมชนนำขยะมาทำเป็นแก๊สหุงต้ม ลองคิดดูว่า น้ำดื่ม 1 แก้ว จะต้องใช้พลังงานเท่าไร จะนำพลังงานมาจากไหน ต้องสอนให้เกิดความเข้าใจก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ ก็นำโซลาร์เซลล์แล้วบอกว่าลดพลังงานมันไม่ใช่ บอกให้เขาคิดว่าจะลดกันอย่างไร เมื่อเข้าใจก็เดินหน้าต่อไป การบอกเขาว่าควรดำรงวิถีชีวิตชุมชนไว้ไม่ใช้พลังงานโดยสิ้นเปลือง เช่น หากจะไปวัดใช้การเดินไปได้หรือไม่ หากไม่ไกลนัก เดินดีกว่าใช้จักรยานยนต์ เพราะประหยัดน้ำมัน ใช้ชีวิตดั้งเดิมไม่ใช้พลาสติก ขยะก็จะลดได้ นี่คือ 4 เรื่องใหญ่ที่ สพพ.1 ได้ทำ และเรามีต้นแบบให้เป็นแบบอย่าง สนง.ใช้ไฟในเวลากลางวันนำแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ จะลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก”
 
ขณะที่วิทยากรร่วมอีก 3 คน ที่เป็นต้นแบบในการนำไปใช้ ชี้ว่าการประหยัดไฟฟ้าไม่ใช่แค่การใช้พลังงานทดแทนอย่างเดียว แต่การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้าก็เป็นทางเลือกที่ดี การใช้แผงโซลาร์เซลล์โดยตรงก็สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก หากวันที่มีแสงมากจะสามารถลดพลังงานได้เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ การปลูกพืชอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีก็ลดคาร์บอนได้ ซึ่งทั้งหมดสามารถลดได้จริงและเป็นแบบในการดำเนินโครงการนี้
 
 

ตรังติวเข้มอาสาพิทักษ์ป่า สร้างจิตสำนึกเป็นรูปธรรม

ตรัง ติวเข้มอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เพื่อสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกันในการป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม

นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดตรัง ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช) กรมป่าไม้ และกองทัพภาคที่ 4 จัดโครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ขึ้น ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาช่อง จังหวัดตรัง โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวน 100 คน ทั้งนี้ เนื่องจากกรมป่าไม้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านการป้องกันรักษาป่า โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นอันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาป่าให้ดียิ่งขึ้น และสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคมไทย ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการตัดสินใจและวางแผน ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ต่างๆ

นายธีระยุทธ เปิดเผยต่อไปว่าสำหรับการจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดพระราชปณิธาน และความห่วงใยในพสกนิกร ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แก่ราษฎรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันดูแลรักษาป่าเพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ

“นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกันในการป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนเพื่อให้ราษฎรผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและวิธีการอนุรักษ์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลสู่ญาติ พี่น้อง ในครอบครัวต่อไป” นายธีระยุทธ กล่าว

 

ป่าไม้เปิดยุทธการลุยจับนายทุนรุกป่า จ.ภูเก็ต

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ระดมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกหน่วยงานภูเก็ต กระบี่ และพังงา เปิดยุทธการป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ในภูเก็ต เอกซเรย์ทุกพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทั้งของชาวบ้าน และนายทุนในเทือกเขากมลา นาคเกิด และสวนป่าบางขนุน

ภูเก็ต/ นายเชวง ไชยหลาก ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ เป็นประธานพิธีเปิดและปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตามยุทธการป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในท้องที่จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2556 โดยมี นายอำนาจ สร้อยเกียว ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ นายภิญโญ พวงจิตร หัวหน้าสวนป่าบางขนุน เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากพังงา กระบี่ ภูเก็ต และสายตรวจป่าไม้ 12 สาขากระบี่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ที่บริเวณสวนป่าบางขนุน ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

นายเชวง ไชยหลาก ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า การปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการบุกพื้นที่ป่าในครั้งนี้ ได้มุ่งเป้าหมายไปที่การเอกซเรย์พื้นที่ล่อแหลมของภูเก็ต เช่น เทือกเขานาคเกิด เทือกเขากมลา และสวนป่าบางขนุน ซึ่งพื้นที่ป่าเหล่านี้เป็นที่ต้องการของประชาชน และนายทุนในการบุกรุกเพื่อทำสวนยางพารา และ บางแห่งมีการบุกรุกเพื่อสร้างรีสอร์ท เนื่องจากที่ดินในภูเก็ตมีราคาสูง โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ฯ ได้กำหนดยุทธการในการป้องกัน และปราบปรามพื้นที่ของภูเก็ตขึ้น เพื่อออกตรวจสอบกวาดล้างจับกุมผู้บุกรุก และกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในพื้นที่ล่อแหลมของจังหวัดภูเก็ต โดยแบ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเป็น 3 ชุด ออกตรวจสอบในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขานาคเกิด ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา และสวนป่าบางขนุน คาดหวังว่ายุทธการดังกล่าวจะได้รับความร่วมมือจากประชาชน และสื่อมวลชนในพื้นที่เพื่อร่วมกันรักษาป่าไม้ของภูเก็ตไว้

จากการบุกรุกสวนป่าบางขนุน ได้ดำเนินการมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ขณะที่มีผู้บุกรุกทั้งสิ้น 268 ราย มีอยู่ 17 ราย ซึ่งอยู่ก่อนการประกาศเป็นสวนป่าจะต้องพิสูจน์สิทธิ์ ส่วนที่บุกรุกหลังประกาศเป็นสวนป่านั้น จะดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ต่อไป โดยกรมป่าไม้มีโครงการที่จะทำให้สวนป่าบางขนุน ซึ่งมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ประมาณ 700-800 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของกรมป่าไม้

ด้านนายอำนาจ สร้อยเกียว ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการลักลอบตัดต้นกฤษณาในบริเวณสวนป่าบางขนุนตามที่ได้เป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น ทางอธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้สั่งการให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ซึ่งดูแลพื้นที่ภูเก็ต พังงา กระบี่ สนธิกำลังจากทุกหน่วยในพื้นที่ทำการเอกซเรย์พื้นที่ป่าไม้ที่ล่อแหลมต่อการถูกบุกรุกในภูเก็ต ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา เทือกเขานาคเกิด และสวนป่าบางขนุน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าในภูเก็ตเพิ่มขึ้น

โดยในส่วนของสวนป่าบางขนุนนั้น มีพื้นที่ทั้งหมด 5,000 กว่าไร่ ได้มีการปลูกป่าทดแทนไปแล้ว 4,800 ไร่ มีประชาชนเข้ามาบุกรุก 268 ราย เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้บุกรุกแผ้วถางป่ามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังคงเข้ามาบุกรุกเพื่อปลูกยางพารา

IRPC ​เดินหน้านิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555

นายอธิคม ​เติบศิริ กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ บริษัท ​ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรม​เชิง​เนินของ​ไออาร์พีซี ​ได้รับ​เลือก​ให้​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ นำร่อง​ในจังหวัดระยอง ​โดย​เน้นดู​แลด้านชุมชน ​การบริหารจัด​การ ​เศรษฐกิจ กายภาพ สิ่ง​แวดล้อมควบคู่กัน​ไป ​โดย​ในปีที่ผ่านมาบริษัท​ได้ลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ​ใน​การปรับ​เปลี่ยนสร้าง​โรง​ไฟฟ้าระบบ​โค​เจน​เนอ​เรชั่น​ใช้ก๊าซธรรมชาติ​เป็น​เชื้อ​เพลิง ช่วยลด​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ถึง 400,000 ตันต่อปี ​และ​ในปี 2556 จะลงทุนอีกประมาณ 400-500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหัว​เผา​ในระบบ​การผลิตที่​ใช้น้ำมัน​เตา​เป็นก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​และ​เดินหน้าปลูกต้น​ไม้​โดยรอบนิคมฯ พื้นที่ปลูกป่า 230 ​ไร่ ​โดยจะปลูก​ให้ครบ 220,000 ต้น ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ดูดซับ​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์ ช่วยลดปัญหา​โลกร้อน​ได้

ส่วนนิคมอุตสาหกรรม​แห่ง​ใหม่​ในจังหวัดระยองคือ นิคมฯ บ้านค่าย คาดว่าจะ​เริ่มขายพื้นที่​ได้​ในปี 2556 ​โครง​การนี้จะลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท พื้นที่รวม 2,200 ​ไร่ ตั้ง​เป้าหมาย​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ มีพื้นที่กันชน​และระบบสาธารณูป​โภค ดังนั้น พื้นที่จะ​เหลือขายประมาณ 1,500 ​ไร่ คาดว่าจะขาย​ในราคา​ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อ​ไร่ ส่วน​โรงงานที่​เข้ามาอยู่ จะ​เป็นอุตสาหกรรมที่​ไม่ก่อ​ให้​เกิดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​เช่น อุตสาหกรรมอิ​เล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ​โรง​ไฟฟ้า​แสงอาทิตย์ ​เป็นต้น

"​เชื่อมั่นว่ายอดขายจะ​ไป​ได้ดีสำหรับนิคมฯ บ้านค่าย ​เพราะจากกระ​แสคลื่นลงทุนรับประชาคม​เศรษฐกิจอา​เซียน (​เออีซี) ​ความหวั่น​เกรงน้ำท่วม​ในภาคกลาง ​ผู้ประกอบ​การ​จึงมองหาพื้นที่​ในภาคตะวันออกมากขึ้น ​โดย​เห็น​ได้ชัดว่า ​ทั้งนิคมฯ อมตะ นิคมฯ ​เหมราช มีผลประกอบ​การที่ดี ​ทั้งนี้ ธุรกิจนิคมฯ จะช่วยลด​ความผันผวนของธุรกิจปิ​โตร​เคมี" นายอธิคม กล่าว

'หมอประ​เวศ' ​แนะ-จุด​แข็งคน​ไทย ชูธงสังคมขับ​เคลื่อนปฏิรูปประ​เทศ

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ​เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555

ศ.นพ.ประ​เวศ วะสี ประธานกรรม​การสมัชชาปฏิรูป (คสป.) กล่าวระหว่าง​การประชุมภาคีส่ง​เสริมชุมชนท้องถิ่นจัด​การตน​เองว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ ​ซึ่ง​เป็นสิ่งที่ดี ที่​ในทุกตำบล ​ในทุกชุมชน ​เป็นสังคมที่​ไม่ทอดทิ้งกัน ปัญหา​ในสังคม​ไทยยังมีอีกมากมายที่รอ​การ​แก้​ไข อาทิ ปัญหา​การพัฒนาชนบท​และ​เมือง ปัญหา​เด็ก​และสตรี ปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาสิทธิมนุษยชน ​และปัญหา​การสร้าง​ความมั่นคง​ให้ชุมชน​เป็นต้น ​โดย​เฉพาะปัญหาที่สำคัญที่​เราต้อง​แก้คือปัญหา​ความยากจน ​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม ลด​ความ​เหลื่อมล้ำ​ในสังคม​ให้​ได้ ​เพราะมัน​เป็นปัญหา​เชิง​โครงสร้าง สังคมมี​ความสลับซับซ้อน ​ไม่อยาก​ให้​ใช้​ความรุน​แรงต่อกัน

"​เราต้อง​ให้ประชาชน​เป็นคนปฏิรูปประ​เทศ​ไทย ​เพื่อ​แก้ปัญหา​ความยากจน​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม​ในสังคม คนที่​ทำงาน​เก่งๆ ​ในสังคมด้านต่างๆ นั้นมีมากมาย ​เราต้อง​เชิญมาช่วยกัน มาร่วมกัน​ทำงาน ​เมื่อ​เชื่อมกัน​แล้วจะ​ได้มีพลัง​เพิ่มขึ้น ​ไม่อยาก​ให้​ใช้ประ​เด็นทาง​การ​เมือง ​เพราะมันมี​แต่จะทะ​เลาะกัน ​แต่​เราจะ​เอาพลัง​แห่ง​การพัฒนามาขับ​เคลื่อน ​เอาสังคมมานำ​การ​เมือง ​ในชุมชน ​ในตำบลต่างๆ น่าจะมี​การทดลอง​ให้มีสภา​เด็ก ​เอา​เด็ก​และ​เยาวชนต่างๆ มาร่วมกันหา​แนวคิด​ใหม่ๆ ​และทดลอง​ไปหลายๆ ตำบล ​เชื่อม​โยงกัน​ไปหลายๆ พื้นที่ สิ่ง​เหล่านี้น่าสน​ใจมาก ​เป็นประ​เด็นที่ดี"

ขณะ​เดียวกัน อยากจะฝาก​ให้ช่วยกันดู​เรื่อง​การศึกษาของ​เราด้วย ที่ผ่านมา 100 ปี​แล้ว ยัง​ไม่ประสพผลสำ​เร็จ​เลย ​ใน​การสร้างบุคลิก​ให้คน​ไทยมี​ความ​เข้ม​แข็ง มีศีลธรรม มี​ความกล้าหาญ มีจิตสาธารณะ มี​การ​เรียนรู้ ประ​เทศ​เราจะ​เดินหน้า​ไป​ไม่​ได้ถ้า​ไม่สร้างคน​ไทยที่ดี มีคุณภาพออกมา ต้อง​เอาพลัง​การศึกษามา​เป็นจุด​เริ่มต้นสร้างพลัง ถักทอ มาหนุนกันขึ้น​ไป ​เราต้องมี​การพัฒนาระบบ​การศึกษากัน​ใหม่​ไป​ให้ทั่วประ​เทศ ​โดย​ใช้จังหวัด​เป็นตัวตั้ง ​ไม่​ใช่​เอากระทรวงศึกษาธิ​การ​เป็นตัวตั้ง ​แล้ว​เราจะ​ได้​เด็ก​และ​เยาวชนที่มีคุณภาพ ​และมีคน​ไทยที่มีคุณภาพที่ดีต่อ​ไป​ในอนาคต

ส่วนกองทุนทางสังคมตาม​โครง​การขับ​เคลื่อนสังคม​ไทยสู่วัฒนธรรม​การ​ให้นั้น มี​เป้าหมาย​เพื่อสร้างรูปธรรม​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และส่ง​เสริม​ให้​เกิดขึ้นอย่างมีพัฒนา​การจนกลาย​เป็นวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ​ซึ่งจาก​การวิจัย​ในปัจจุบันพบว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ คน​ไทยมี​การบริจาค​เงินอยู่​เสมอ ​แต่ส่วน​ใหญ่จะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อศาสนา​เกือบ 90% นอกนั้นจะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อช่วย​เหลือสังคม​และสาธารณกุศลอื่นๆ ​ซึ่งจะ​แตกต่างกับ​ในต่างประ​เทศ

"​เราควรศึกษาตัวอย่าง​การระดมทุน​เพื่อสังคม จากหลายๆ ประ​เทศ ​เช่น อังกฤษ ​เกาหลี​ใต้ บังกลา​เทศ ​ซึ่ง​ก็มีวิธี​การระดมทุนที่​แตกต่างกัน​ไป ​เอามาปรับ​ใช้​ให้​เข้ากับสังคม​ไทย ​เช่น ​การ​ใช้ช่องทางสื่อสารทางวิทยุ​และ​โทรทัศน์ ที่​ได้รับ​ความนิยม​ในประ​เทศ สื่อสาร​ให้คนตระหนัก​ถึงปัญหาต่างๆ ​แล้วมาระดมทุน​ใช้​การนำ​เสนอ​ใน​เชิงข่าว ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​เชื่อมั่น สร้างรูป​แบบ​การ​ให้​เพื่อสังคม ​ทำ​ให้​ผู้บริจาคพึงพอ​ใจ​และรู้สึกภูมิ​ใจ​ใน​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และอยากจะ​ทำ​ให้ต่อ​เนื่องต่อ​ไป" หมอประ​เวศกล่าวทิ้งท้าย

by ThaiWebExpert