หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

'สมาคมเพื่อนชุมชน'ดันโรงงานเดินหน้าสู่เมืองอุตฯ เชิงนิเวศ

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 กันแล้วสำหรับ "สมาคมเพื่อนชุมชน" ซึ่งในปีที่ 5 นี้ก็จะก้าวไปอีกขั้นที่เรียกได้ว่าเข้มข้นกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายให้โรงงานของกลุ่มสมาชิกยกระดับสู่การเป็นต้นแบบโรงงานเชิงนิเวศแห่งแรกของประเทศไทยอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวมาบตาพุดมาอย่างต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลา 4 ปี

ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงาน "ก้าวสู่ปีที่ 5 ของสมาคมเพื่อนชุมชน" ซึ่ง 5 กลุ่มบริษัทที่ร่วมก่อตั้งสมาคมเพื่อนชุมชน ได้แก่ กลุ่ม ปตท. เอสซีจี กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และกลุ่มบริษัทโกลว์ ได้ประกาศตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะรวมกลุ่มเพื่อนสมาชิกให้มุ่งสู่ต้นแบบโรงงานเชิงนิเวศ (Eco Factory) อย่างสมบูรณ์แบบ

ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม

สำหรับโรงงานเชิงนิเวศ มีสาระสำคัญตรงที่ผู้ประกอบการในพื้นที่มาบตาพุด วางเป้าหมายที่จะยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้เป็นความร่วมมือในทิศทางเดียวกันในการที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมในระดับมาตรฐานสากล เทียบชั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว

โดยขณะนี้ได้นำหลักเกณฑ์โรงงานเชิงนิเวศที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พัฒนาขึ้น และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้ปรับเปลี่ยนทุกโรงงานในกลุ่มสมาชิกเพื่อนชุมชนทั้ง 42 โรงงาน มุ่งสู่โรงงานเชิงนิเวศในปี 2558

จากนั้นจะขยายความร่วมมือไปยังโรงงานของสมาชิกสมทบและโรงงานอื่นๆ อีกในมาบตาพุด ที่มีอยู่ทั้งหมด 120 โรงงาน พร้อมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบชุมชนเชิงนิเวศ และโรงเรียนเชิงนิเวศ เพื่อเร่งเดินหน้ายกระดับมาบตาพุดให้เป็นต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2561

หลักเกณฑ์สู่โรงงานเชิงนิเวศ

สำหรับกรอบของหลักเกณฑ์ที่สมาคมฯ กำหนดขึ้นนั้น โรงงานที่จะเข้าสู่โรงงานเชิงนิเวศ (Eco Factory) จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 14 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ 2.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การจัดการด้านขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 4.การผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว 5.การจัดการพื้นที่และภูมิทัศน์สีเขียว 6.การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพ 7.การจัดการน้ำและน้ำเสีย 8.การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9.การจัดการมลภาวะทางอากาศ 10.การจัดการกากของเสีย 11.ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน 12.กิจกรรมของโรงงานลดอัตราการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและทรัพยากรธรรมชาติ 13.การสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชน 14.การเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม 14 หลักเกณฑ์ข้างต้น ไม่ใช่เรื่องยากที่โรงงานจะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่หากสามารถดำเนินการได้ครบทั้ง 14 ข้อ ก็สามารถก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศได้อย่างเต็มรูปแบบ ตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้กำหนดไว้

ตั้งเป้าสู่โรงงานต้นแบบ

นายชลณัฐ ญาณารณพ นายกสมาคมเพื่อนชุมชน เปิดเผยถึงการวางยุทธศาสตร์การทำงานของสมาคมเพื่อนชุมชนว่า 5 ผู้ก่อตั้งพร้อมที่จะเป็นโรงงานต้นแบบ และผลักดันให้ในปี 2560 ทุกโรงงานในกลุ่มสมาชิกจะมุ่งสู่ต้นแบบโรงงานเชิงนิเวศแห่งแรกไปด้วยกัน โดยจะให้ความสำคัญต่อการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

"การจะเดินหน้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ นับเป็นงานที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะต้องทำทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน โดยในส่วนของโรงงานต้องครอบคลุมหลักเกณฑ์โรงงานเชิงนิเวศ 14 ข้อ อาทิ การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตราย, การจัดการน้ำและน้ำเสีย, ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน, การสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชน และการเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ เป็นต้น ส่วนมิติของชุมชนนั้นต้องครอบคลุม 5 มิติ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ ซึ่งจุดสำคัญของการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ คือ การที่ทุกคนมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ของตัวเองและได้ทำประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง" นายชลณัฐ กล่าว

ขณะเดียวกัน สมาคมเพื่อนชุมชน ได้เตรียมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบชุมชนเชิงนิเวศ และโรงเรียนเชิงนิเวศขึ้น โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ส่งเสริมการดูแลจัดการส่งแวดล้อมชุมชนและโรงเรียนตามหลัก 3R คือ Reduce หรือการลดใช้วัสดุและลดขยะ Recycle หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ และ Replenish การจัดระบบโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกและเผยแพร่ให้ความรู้ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนและนักเรียน

อย่างไรก็ตาม หากเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศประสพผลสำเร็จ สามารถใช้เป็นต้นแบบ (โมเดล) ให้กับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หรือเมืองใหญ่ๆ สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งจะช่วยแก้ทุกปัญหา ทั้งเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานกับชุมชน การเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน การดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น ซึ่งสมาคมเพื่อนชุมชนจะพยายามเดินหน้าสู่เป้าหมายเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้สำเร็จต่อไป

อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

นายปองศักดิ์ ชาลวัลย์ ประธานชุมชนเขาไผ่ จังหวัดระยอง ในฐานะที่เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับโรงงานมานาน ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายกับเมืองมาบตาพุด โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งสมาคมเพื่อนชุมชนขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ได้เฝ้าดูการทำงานของเพื่อนชุมชนมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงแรกอาจจะยังมีข้อสงสัย แต่จากการเฝ้าดูมาอย่างต่อเนื่องจึงได้เห็นการดูแลชุมชนที่มากขึ้น ทั้งการจัดทีมแพทย์ลงพื้นที่ดูแลประชาชน การให้ทุนการศึกษานักเรียนพยาบาล การจัดติวเตอร์ให้กับเด็กนักเรียน และการปรับปรุงพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์กับชุมชนอย่างมาก

สำหรับปีที่ 5 ของสมาคมเพื่อนชุมชน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลักดันทุกภาคส่วน ทั้งโรงงาน ชุมชน โรงเรียน เพื่อนำพาไปสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ แต่นับเป็นพันธสัญญาที่ 5 บริษัทผู้ก่อตั้ง และสมาชิกเครือข่ายสมาคมเพื่อนชุมชน จะจับมือกันเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และผลักดันให้เป็นต้นแบบกับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ นำไปใช้ เพื่อทำให้โรงงานและชุมชน รวมถึงสังคมทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขสมดังสโลแกน "อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน"

จัดเวิร์คช็อปสร้างองค์ความรู้

สมาคมเพื่อนชุมชนจัด "ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการวางกลยุทธ์และกรอบแผนงานของสมาคมเพื่อนชุมชน" ในโครงการโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และกำหนดกรอบแนวทางการเข้าสู่หลักเกณฑ์ของ Eco Factory ให้กับบริษัทสมาชิกในสมาคมเพื่อนชุมชนได้เห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น และให้ทุกโรงงานมีการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในกรอบการดำเนินการตามแนวทางของ Eco Factory จะมีหลักเกณฑ์มาตรฐานที่ให้โรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการทั้งหมด 14 ด้าน ได้แก่ 1.การใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ 2.การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การจัดการด้านขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 4.การผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว 5.การจัดการพื้นที่และภูมิทัศน์สีเขียว 6.การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพ 7.การจัดการน้ำและน้ำเสีย 8.การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9.การจัดการมลภาวะทางอากาศ 10.การจัดการกากของเสีย 11.ความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน 12.กิจกรรมของโรงงานลดอัตราการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและทรัพยากรธรรมชาติ 13.การสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชน 14.การเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ

"ตามกรอบแผนการดำเนินงานของการเข้าสู่การเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ สมาคมเพื่อนชุมชนถือได้ว่ามีการเตรียมความพร้อม โดยในปีนี้มีแผนผลักดันให้บริษัทในกลุ่ม 5 สมาชิกผู้ก่อตั้งให้เข้าร่วม ส่วนแผนการดำเนินการในปีหน้าจะขยายผลไปในกลุ่มบริษัทสมาชิกสมทบ และถ่ายทอดองค์ความรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ให้กับบริษัทนอกกลุ่มสมาชิกสมาคมเพื่อนชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามข้อกำหนดคุณลักษณะมาตรฐานของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยใน 5 มิติ 22 ด้าน"

ช่วยยกระดับคุณภาพชุมชน

อย่างไรก็ตาม Factsheet ผลการดำเนินงานสมาคมเพื่อนชุมชนในปี 2557 ประกอบด้วย ด้านการศึกษาโครงการ "เพื่อนชุมชนติวเตอร์" ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในจังหวัดระยอง โดยดูจากผลคะแนน ONET เฉลี่ยทั้งประเทศของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 18 (สพม.เขต 18) พบว่า คะแนน ONET ขยับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจากลำดับที่ 11 ในปี 2553 ขึ้นมา อยู่ลำดับที่ 3 ในปี 2556 จัดมหกรรมการศึกษา Rayong Education EXPO โดยช่วยเปิดวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาให้กับนักเรียนและผู้ปกครองในจังหวัดระยอง เน้นการแนะแนวเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนพัฒนาศักยภาพการเรียนในแต่และช่วงวัยอย่างเหมาะสม โครงการทุนปริญญาตรีต่อเนื่องเพื่อนชุมชน รวม 27 ทุน เป็นเงิน 10.8 ล้านบาท (สาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และครุศาสตร์ สาขาละ 9 ทุน)

ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน โดยมีจำนวนโรงงานที่เข้าร่วมโครงการ 7 ราย เพื่อยกระดับการจัดการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน (เช่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการติดตามและประเมินผล) การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียวต่อเนื่องที่ถนนสาย 363 ตั้งแต่สี่แยกเนินสำลี จนถึงทางเข้านิคมฯ มาบตาพุด ระยะทาง 2.5 กิโลเมตรจัดทำแผนฉุกเฉินชุมชนเพื่อให้ชุมชนรู้จักป้องกันตัวจากสาธารณภัย โดยจัดต่อเนื่องจนครบทั้ง 38 ชุมชนในมาบตาพุด โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554-2557 สนับสนุนการซ้อมแผนฉุกเฉินโรงเรียนและเตรียมความพร้อมให้กับสถานศึกษาในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ทั้ง 21 แห่ง เพื่อให้รู้ถึงหลักการหลบภัยในสถานศึกษา

“อปท.เมืองกว๊าน” หวั่นกำจัดขยะด้วยการ “เผา” อาจกระทบ สวล.

พะเยา/ นายไพรณรงค์ บัวเทศ ประธานสภาเทศบาลตำบล (ทต.) บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา กล่าวว่า การกำจัดขยะมีหลายวิธี แต่ควรหลีกเลี่ยงวิธีการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเผาที่ไม่ใช่เตาเผาไร้ควัน ควรเลือกใช้วิธีที่จะแก้ปัญหาขยะได้อย่างยั่งยืน เช่น การลดปริมาณขยะ การทำปุ๋ยหมัก การฝังกลบ หรือแม้แต่การคัดแยกขยะที่ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง สำหรับ ทต.บ้านต๋อม มีการสำรวจปริมาณขยะ พบว่าในแต่ละวันจะมีขยะประมาณ 5 ตัน โดยแบ่งเป็นพื้นที่ขยะในชุมชนรอบนอกและชุมชนในเมือง หากเป็นในชุมชนเขตเมืองติดกับเทศบาลเมือง (ทม.) พะเยา จะมีขยะสูงกว่าชุมชนรอบนอกถึง 2 เท่าตัว เพราะมีขยะแฝงหรือขยะจากนอกพื้นที่เข้ามาทิ้งด้วย แต่ในด้านชุมชนรอบนอกห่างเขตเมืองออกมา ขยะจะมีน้อยเพราะส่วนหนึ่งชาวบ้านกำจัดเองได้ ทางเทศบาลฯ โดยนายกฯ ได้จัดออกให้บริการจัดเก็บขยะและนำไปกำจัดไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปธ.สภา ทต.บ้านต๋อม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางที่จะป้องกันปัญหาขยะล้นเมืองคือ ต้องสร้างสำนึกในการคัดแยกขยะให้แก่ประชาชน พร้อมกันนี้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ต้องวางระบบการจัดเก็บขยะออกเป็นรายงาน ซึ่งหากเป็นไปได้ อปท.แต่ละแห่งควรทำไปพร้อมกัน เช่น การกำหนดวันทิ้งขยะ มีการจัดประกวดหมู่บ้านนำร่องเรื่องการจัดการขยะด้วยชุมชน การประกวดหมู่บ้านสีเขียวรักสิ่งแวดล้อม หากจะจัดเก็บเพียงด้านเดียวคงลำบาก ต้องสร้างสำนึกการมีส่วนร่วมให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมจัดการขยะที่เกิดจากตนเองด้วย

ด้านนายโกวิท ไชยเมือง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น อ.เชียงคำ เปิดเผยว่า การคัดแยกขยะที่ถูกต้องและถูกวิธีจะสามารถช่วยลดปริมาณขยะได้ถึงกว่าร้อยละ 70 เพราะขยะที่คัดแยกแล้วถือว่าเป็นทองคำ เนื่องจากสร้างรายได้ให้แก่เจ้าของขยะ ลดปัญหาขยะในครัวเรือน ป้องกันปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืน สำหรับขยะที่คัดแยกแล้วไม่สามารถขายได้จะนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือกำจัด ไม่ถึงร้อยละ 20 ซึ่งเมื่อแต่ละ อปท.สามารถดำเนินการคัดแยกได้ตั้งแต่ในครัวเรือน จะไม่ประสบปัญหาขยะล้นเมืองอย่างแน่นอน อีกทั้งช่วยให้ประชาชนมีทักษะการคัดแยกขยะและสร้างรายได้เสริมด้วย

ซีพีเอฟ คว้ารางวัลการพัฒนาด้านก๊าซเรือนกระจกยอดเยี่ยม


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รับรางวัล CDP Hong Kong and South East Asia Climate Leadership Awards 2014 สาขา BEST YEAR-ON-YAER DISCLOSER CHANGE จาก CARBON DISCLOSER PROJECT (CDP) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่รับผิดชอบต่อการลดก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ โดยซีพีเอฟเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาด้านก๊าซเรือนกระจกยอดเยี่ยม และเป็น 1 ใน 7 บริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ โดยมี นางสาวกุหลาบ กิมศรี  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ประเทศฮ่องกง 

นครเชียงราย รุกต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ

เชียงราย/ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เปิดเผยว่า ผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายได้มีนโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเมืองเชียงรายให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความร่มรื่น สวยงาม มีพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มมากขึ้น มีมาตรการแก้ไขปัญหาระบบบําบัดน้ำเสีย น้ำท่วมขัง และการกําจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลให้มีมาตรฐาน โดยเฉพาะการปลูกจิตสํานึกประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ และที่สำคัญคือ การมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ การเตรียมความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมมือกับภาครัฐประชาชน สมาคม และองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด

ตามแนวทางที่เทศบาลนครเชียงรายได้ดำเนินการมา ได้สอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนพัฒนาเมืองเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และได้มีการประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 3 แห่ง มาเข้าร่วมในโครงการต้นแบบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองในครั้งนี้ ได้แก่ เทศบาลนครลำปาง จังหวัดลำปาง เทศบาลเมืองหนองสำโรง จังหวัดอุดรธานี และเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อสนับสนุนด้านวิชาการในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกในระดับเมือง

ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศบาลนครเชียงรายได้เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการดังกล่าวระหว่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อให้เทศบาลนครเชียงรายได้มีแนวคิดในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับเมือง และสามารถจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองของตนเองได้ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเป็นการพัฒนาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่างๆ ของเมืองเชียงราย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมในโครงการ เทศบาลนครเชียงรายสามารถจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองได้ในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ประสบความสำเร็จที่มีความสำคัญในการก้าวสู่เมืองคาร์บอนต่ำเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถเป็นเมืองต้นแบบนำร่องในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจได้เป็นอย่างดี

 

นครตรัง ติวเข้ม อปท.ตั้งศูนย์ขยะครบวงจร ป้องกันมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน

ผู้เขียน: 
ทองขาล กันหาจันทร์/ตรัง


สืบเนื่องจากเทศบาลนครตรัง ได้ว่าจ้างบริษัท เอ็นไวร์เทค คอนซัลแต้นท์ จำกัด ปฏิบัติงานโครงการศึกษาความเหมาะสม และออกแบบรายละเอียดเพื่อการก่อสร้างระบบกำจัดขยะแบบผสมผสานและระบบบำบัดน้ำเสียระยะที่ 3 เทศบาลนครตรัง ซึ่งจากการศึกษาของบริษัทฯ พบว่าได้เคยมีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือการแบ่งกลุ่มพื้นที่เพื่อรองรับการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะ และเพื่อจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยระหว่างเทศบาลนครตรังและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใกล้เคียง จำนวน 28 แห่ง แล้ว

เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทศบาลฯ จำเป็นต้องทำการปรับปรุงบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อให้เป็นปัจจุบัน และเพื่อการชี้แจงรายละเอียดโครงการและรับฟังข้อเสนอแนะ จึงได้เชิญ อปท.ต่างๆ รวม 31 แห่ง เข้าร่วมประชุม


นายธนาพร เทียนประภาสิทธิ์ นักออกแบบโรงขยะ จากบริษัท เอ็นไวร์เทค คอนซัลแต้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางในการออกแบบรายละเอียดเบื้องต้นและองค์ประกอบของระบบ จะยึดหลักการพิจารณาระบบการจัดการขยะมูลฝอย จากแนวคิดการใช้ประโยชน์จากขยะอินทรีย์ของโครงการโดยภาพรวมให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและสภาพท้องถิ่นให้มากที่สุด

นายธนาพร เปิดเผยต่อไปว่า ในการดำเนินงานนั้นจำเป็นต้องทราบจำนวนของ อปท.ที่จะมาทิ้งขยะ และจำนวนขยะ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมในภาคสนามและแบบสอบถาม ประกอบกับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบในการออกแบบระบบจัดการขยะมูลฝอยครบวงจร

“ทั้งนี้โรงงานขยะที่จะออกแบบจะเป็นโรงงานแบบผสมผสาน ซึ่งมีวิธีการคือ 1.การคัดแยกวัสดุที่ได้จากขยะมูลฝอยมาใช้ใหม่ เช่น พลาสติก กระดาษ โลหะ เศษอาหาร เป็นต้น 2.การนำขยะมูลฝอยไปปรับสภาพให้มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน โดยอาศัยกระบวนการหมักชีวภาพของจุลินทรีย์ในการย่อยสารอินทรีย์วัตถุภายใต้สภาวะที่เหมาะสม 3.การแปรรูปขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน” นายธนาพร กล่าว

นายธนาพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับวิธีการที่ 3 มีวิธี 4 กระบวนการคือ 1.การเผาขยะด้วยเตาเผา ซึ่งสามารถนำพลังงานความร้อนที่เกิดจากการเผาส่งไปที่หม้อน้ำ เพื่อให้ไอน้ำไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟ 2.การหมักขยะอินทรีย์แบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าชมีเทน ซึ่งเป็นก๊าชที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นเชื่อเพลิงได้ 3.การนำก๊าชชีวภาพไปใช้ร่วมกับ Biogas และ 4.การฝังกลบ เป็นต้น

ขณะที่นายอภิชิต วิโนทัย นายกเทศมนตรีนครตรัง เปิดเผยว่า เพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างเทศบาลนครตรัง และ อปท.ทั้งหมดที่มาทิ้งขยะกับเทศบาลนครตรัง เมื่อเร็วๆ นี้ เทศบาลนครตรังจึงได้จัดให้มีการประชุมกลุ่มพื้นที่ศูนย์จัดการขยะมูลฝอย เทศบาลนครตรัง โครงการปรับปรุงระบบกำจัดขยะ (บ่อฝังกลบ) ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้รับการความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก อปท.ทุกแห่ง

“ทั้งนี้หากโครงการโรงงานขยะสำเร็จ จะสร้างผลดีแก่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบเพราะจะไม่มีมลภาวะเป็นพิษ ในช่วงนี้เทศบาลนครตรังได้หามาตรการรองรับจัดการขยะไว้แล้ว เนื่องจากบ่อขยะเทศบาลสามารถรับขยะได้เพียง 510 วันเท่านั้น ถ้าเกินกว่านี้ขยะก็จะล้นบ่อ อย่างไรก็ตามได้ให้ทีมออกแบบหาวิธีแก้ไขเพื่อยืดอายุบ่อขยะให้ใช้ได้นานต่อไป” นายอภิชิต กล่าวทิ้งท้าย

ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน มข.จับมือ 2 มูลนิธิพัฒนาคุณภาพชีวิต

“ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” เป็นความร่วมมือ ระหว่างมูลนิธิตะวันฉายฯ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ คณะแพทยศาสตร์ และคณะเกษตรศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา เศรษฐานะ สังคมและชุมชน มุ่งสู่ชุมชนแบบองค์รวมและยั่งยืน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 และมีการดำเนินงานเตรียมความพร้อมมาจนกระทั่งได้มีพิธีเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ ไปเมื่อวันก่อน พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) โดยมี นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งผู้ลงนาม MOU ประกอบด้วย ดร.มีชัย วีระไวทยะ มูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ประธานมูลนิธิตะวันฉายฯ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นพยานการลงนาม MOU ในงานนี้ผู้บริหารของคณะหน่วยงานให้เกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก

โครงการ “ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” เริ่มขึ้นจากมูลนิธิตะวันฉายฯ ได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่เข้ารับการคัดเลือกในสาขาการพัฒนาสังคมชนบท และ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ในนามของประธานกรรมการมูลนิธิตะวันฉายฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ได้รับรางวัลมีชัย วีระไวทยะ สาขาการพัฒนาสังคมชนบท ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นรางวัลระดับชาติที่ได้รับจากการเป็นนักพัฒนาชนบทที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์งานแบบบูรณาการเพื่อให้ประชาชนที่ยากไร้ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผลงานการช่วยเหลือผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า ให้ได้รับการดูแลรักษา และผ่าตัดสภาพฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ

จากนั้น จึงได้มีการหารือเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ ร่วมกันระหว่างมูลนิธิตะวันฉายฯ กับ มูลนิธิมีชัยฯ ภายใต้แนวคิด “โครงการแปลงเกษตรสาธิต 1 ไร่ 1 ล้าน แก้จน” เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวอย่างบูรณาการและสมบูรณ์แบบให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และโครงการนี้ยังอำนวยประโยชน์ต่อนักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงผู้สนใจอื่นๆ ด้วย โดยได้มีการขยายผลความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยการเข้าปรึกษาหารือกับ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี ซึ่งได้รับการเห็นชอบในหลักการและยินดีสนับสนุน พร้อมกับการปรึกษาหารือร่วมกับคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ในสมัยวาระการดำรงตำแหน่งของ รศ.ดร.อนันต์ พลธานี และในสมัยวาระการดำรงตำแหน่งของ รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ซึ่งได้รับการเห็นชอบและอนุมัติพื้นที่ 1 ไร่ 1 งาน เพื่อจัดทำโครงการจัดทำแปลงเกษตรสาธิต 1 ไร่ 1 ล้าน แก้จน ในชื่อ “ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม” หรือ “ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” และได้ขยายความร่วมมือไปยังคณะแพทยศาสตร์ เกิดเป็นแนวคิดความร่วมมือ 2 มูลนิธิ 2 คณะ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

การก่อตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” ขึ้นมานั้น ด้วยหวังให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรเพื่อพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตแก่ครอบครัวผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงภาคส่วนสังคม และผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น รวมถึงการขจัดและแก้ไขปัญหาความยากจน ทั้งเป็นการสร้างความร่วมมือด้านบริการวิชาการ ด้านการเสริมทักษะและอาชีพ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และองค์กรพัฒนาเอกชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงภาคส่วนสังคมที่ให้การสนับสนุนด้านแหล่งทุนและการทำประโยชน์เพื่อสังคม และสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ต่อเนื่องและยั่งยืนทั้งในด้านการบริหารจัดการโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและการบริหารจัดการงบประมาณ

ภายในศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน สามารถเข้าเรียนรู้ได้ในเรื่อง บ้านไม้ไผ่ การปลูกมะนาวนอกฤดูในบ่อซีเมนต์ การเพาะเห็ดนางฟ้าน็อกดาวน์ การปลูกผักดาวล้อมเดือน การเลี้ยงจิ้งหรีดในวงบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ และการทำน้ำหมักผลไม้ (สูตรเร่งการออกดอก บำรุงราก)

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “โครงการก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จนนั้น เป็นโครงการเชิงพัฒนาสังคม ชุมชน ที่จะสร้างเสริมให้ชุมชนได้อยู่อย่างพอเพียงและที่สำคัญคือเลี้ยงตัวเองได้ หากชุมชนเลี้ยงตัวเองได้ ชุมชนย่อมเข้มแข็ง ส่งผลดีต่อสังคม การพัฒนาต่อยอดจากความคิดการดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นนั้น เป็นการเติมเต็มให้ชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีครบถ้วนในทุกด้าน ดังพระราชดำรัสแห่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ “ศูนย์ตะวันฉายว่าสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ฯ ได้อย่าง comprehensive หรือ ดูแลได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการอุทิศเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปีนี้ เป็นการฉายภาพให้เห็นแก่นแท้ที่สะท้อนถึงทุกมิติในการเป็นที่พึ่งของสังคม และโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ จะเป็นก้าวหนึ่งของการอุทิศเพื่อสังคมเช่นกัน และศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จนนี้ เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่กล่าวได้ว่าเป็น USR ที่สะท้อนถึงประเด็นยุทธศาสตร์ด้านชุมชนสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี และผมมีแนวคิดว่า เราสร้างสังคมที่มีความสุขได้ครับ หากสังคม มข. มีความสุข สังคมใกล้ๆ มข. มีความสุข สังคมคนอีสานก็จะมีความสุข หวังว่าศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จนนี้จะงดงามและเติบโตต่อไปได้ ก็ด้วยกำลังใจจากผู้มาเยือน จากผู้สนใจที่จะเข้าเรียนรู้ต่อไป”

“ศูนย์เรียนรู้เกษตรแก้จน” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เน้นย้ำการเป็นที่พึ่งต่อสังคมและชุมชน มาโดยตลอด ในฐานะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่อุทิศตนเพื่อสังคมมายาวนานเข้าปีที่ 50 ซึ่งหน่อกัลปพฤกษ์ช่อต่อๆ ไป จะส่งต่อความสุขนำองค์ความรู้ออกไปสู่ชุมชนตราบนานเท่านาน 

เครือข่ายท้องถิ่น “LA21” ตั้งธงปูพรมเคลื่อนปัญหาขยะทั่ว ปท.

 

     กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ดําเนินกิจกรรมส่งเสริมพหุภาคีในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน หรือแผนปฏิบัติการ 21 ระดับท้องถิ่น (Local Agenda 21: LA21) ภายใต้โครงการส่งเสริมท้องถิ่นสู่สังคมสีเขียว เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และประชาชน ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแปลงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
     ทั้งนี้กิจกรรม LA21 เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน โดยปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม 146 แห่ง ใน 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีการดําเนินการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสร้างชุมชนให้น่าอยู่
     โดยขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดทําแผนปฏิบัติการท้องถิ่น การดําเนินกิจกรรมตามแผน การสรุปบทเรียน และการขยายภาคีเครือข่าย ขณะที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการ สร้างกลไกสนับสนุนการดําเนินงาน และพัฒนาศักยภาพของภาคีร่วม รวมทั้งผลักดันให้พหุภาคีมีแผนงาน กลไกการดูแล อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเองอย่างสมดุลและยั่งยืน
     ดังนั้นเพื่อให้การดําเนินกิจกรรมเกิดความต่อเนื่อง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนให้บรรลุตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมจึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีเสริมสร้างเครือข่ายพหุภาคี 4 ภาค ในระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเดอะรีเจ้นท์ ชะอํา บีช รีสอร์ท อ.ชะอํา จ.เพชรบุรี เพื่อสร้างกลไกเสริมพลังขับเคลื่อนการดําเนินงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น นําไปสู่การพัฒนาชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืนทั่วทั้ง 4 ภาคของประเทศ

 

 

 

ซีพีเอฟ ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน 20%

     
     นายวีรชัย รัตนบานชื่น รองประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร” เพื่อคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปอาหาร การขนส่งและการกระจายสินค้า ที่จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดว่าภายใน 3 ปี จะดำเนินการครอบคลุมทุกหน่วยงานพร้อมเผยผลดำเนินการได้ และวางเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน 20%ทั้งองค์กรในปี 2563
 

ปทุมธานี MOU ผลิตพลังงานทดแทนจากขยะ


ปทุมธานี/ เมื่อเร็วๆ นี้ นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน นายณรงค์ หุตานุกูล พลังงานจังหวัดปทุมธานี นายวัชระ ชมพูศรี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี นายธานินทร์ ริ้วธงชัย ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี ร่วมลงนามกับ Mr.David Oberhuber GIZ THAILAND ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กำหนดจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานทดแทนจากขยะ โดย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นพยาน ที่ห้องประชุมบัวหลวงชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี

เพื่อขยายผลความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาขาพลังงานทดแทน องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และหน่วยงานรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของจังหวัดปทุมธานี จึงได้ร่วมมือกันป้องกันและแก้ปัญหา โดยมีขอบเขตความร่วมมือดังนี้ 1.จังหวัดปทุมธานี (นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เป็นต้น 2.องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ( Mr.David Oberhuber GIZ THAILAND) ให้คำแนะนำวิธีการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการนำขยะไปใช้ประโยชน์โดยไม่กระกระทบต่อสภาพแวดล้อม 3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) ส่งเสริม สนับสนุน ให้คำแนะนำในการใช้ขยะมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้า 4.พลังงานจังหวัดปทุมธานี (นายณรงค์ หุตานุกูล พลังงานจังหวัดปทุมธานี) ขับเคลื่อนการนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและแก้ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น 5.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี (นายวัชระ ชมพูศรี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี) ติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผลกระทบอันเกิดจากขยะในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่ลงนามบันทึก 6.สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี (นายธานินทร์ ริ้วธงชัย ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี) ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พิจารณานำเทคโนโลยีที่เหมาะสม

ด้านนายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.2552 จังหวัดปทุมธานีมีปริมาณขยะเพิ่มจาก 1,501 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 1,829 ตันต่อวัน ในปี พ.ศ.2556 ขยะส่วนใหญ่ขนไปทิ้งที่บ่อขยะในจังหวัดใกล้เคียง โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม คาดว่าปริมาณขยะของจังหวัดจะเกินกำลังที่บ่อขยะจะรองรับได้ในอนาคต เพื่อให้การบริหารจัดการขยะของจังหวัดปทุมธานีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

ทางด้านนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดใหญ่ที่อยู่ติดกรุงเทพมหานคร และเป็นจังหวัดที่สำคัญที่มีการบริหารด้านสิ่งแวดล้อม อากาศและมลพิษ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะการบริหารการจัดการขยะจำนวนมาก และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร สถานที่ที่จะทิ้งขยะจะไม่มีแล้ว โดยนำขยะกลับมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมรวมถึงการสร้างจิตสำนึกของคนภายในชุมชนให้ตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม
 

กาฬสินธุ์เร่งแก้ปัญหามลภาวะ “สิ่งแวดล้อม”

     กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลุบ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับผู้นำชุมชนและสถานศึกษา เร่งรณรงค์ร่วมกันทำความสะอาด พัฒนาหมู่บ้านชุมชน เพื่อลดปัญหาด้านมลภาวะวิ่งแวดล้อม และแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ตามโครงการถนนหน้าบ้าน น่ามอง
     กาฬสินธุ์/ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุนทร บุญไสว นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหลุบ พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา นำประชาชน นักเรียน นักศึกษากว่า 500 คน ร่วมกันรณรงค์ทำความสะอาด และปรับปรุงภูมิทัศน์ ตามถนน คลองน้ำ และชุมชนต่างๆ เพื่อลดปัญหาด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาน้ำเน่าเสีย ฝุ่นละออง แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะไข้เลือดออก หลังกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน
     นายสุนทร บุญไสว นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหลุบ กล่าวว่า ชุมชนและหมู่บ้านในเขตเทศบาลตำบลหลุบกำลังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำเน่าเสีย ฝุ่นละออง แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ที่เป็นสาเหตุในการระบาดของโรคติดต่อ โดยเฉพาะไข้เลือดออก และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการรณรงค์การรักษาความสะอาด พัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน และบ้านเรือนของประชาชนให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีสุขอนามัยในครัวเรือน ซึ่งกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลุบ จึงได้ร่วมกับผู้นำชุมชน และสถานศึกษาจัดโครงการถนนหน้าบ้านน่ามองขึ้น เพื่อปลุกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำ สร้างเสริมความสามัคคี โดยเฉพาะการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาเมืองให้ตำบลหลุบน่าอยู่ หน้าบ้านน่ามองต่อไป 

by ThaiWebExpert