หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

'ซีพี ออลล์' ปักธง​ผู้นำบริษัทสี​เขียว

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรม​การ ​ผู้จัด​การ บมจ.ซีพี ออลล์ ​ผู้บริหาร​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ร้านอิ่มสะดวกของคน​ไทย ​และประธานคณะกรรม​การ​โครง​การ 7 Go Green ​เปิด​เผยว่า ตามที่บริษัทฯ มีน​โยบาย​ใน​การร่วมอนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม ภาย​ใต้​โครง​การ "​เซ​เว่น ​โก กรีน" (7 Go Green) ​เช่น ​โครง​การ​ทำดี​เพื่อ​แผ่นดิน ลดคาร์บอน ลด​โลกร้อน "รวมพลังลดถุงพลาสติก ลด​โลกร้อน", ​โครง​การ "คิดถุ๊ง คิดถุง อวอร์ด" ​การประกวดคลิปรณรงค์​ใช้ถุงพลาสติกอย่างมี​ความรับผิดชอบ ภาย​ใต้​แนวคิด "ลด ​ใช้ซ้ำ ​ทำ​ใหม่" (Reduce Reuse Recycle) ​ซึ่ง​ได้รับ​ความสน​ใจจากลูกค้า​และประชาชนทั่ว​ไป​เข้าร่วมกิจกรรม​เพื่อสร้างจิตสำนึก​ใน​การรักษาสิ่ง​แวดล้อม​เป็นอย่างดี​เยี่ยม

ล่าสุด ซีพี ออลล์ ​เดินหน้า​โครง​การ "​เซ​เว่น ​โก กรีน" ​เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหลอด​ไฟจาก​เดิมที่​ใช้หลอด​ไฟลูออ​เรส​เซนต์​เป็นหลอด​ไฟ ​แอลอีดี (LED) ​ในสาขาต่างๆ ทั่วประ​เทศ ​โดยจะทยอย​เปลี่ยนหลอด​ไฟ​ทั้งหมดกว่า 700,000 หลอด สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ได้กว่า 58,000 กิ​โลกรัมคาร์บอน ​ซึ่งหลอด​แอลอีดี (LED) นี้ มีคุณสมบัติ​ใน​การช่วยประหยัดพลังงาน​ได้มากกว่า​และมีอายุ​การ​ใช้งานที่ยืนยาวกว่า ​ซึ่ง​เซ​เว่นฯ ​ได้มี​การทดลอง​เปลี่ยนหลอด​ไฟ​ในพื้นที่ขาย​และร่วมพัฒนากับซัพลาย​เออร์ มาตั้ง​แต่ปี 2550 จน​ถึงปัจจุบัน

"สำหรับ​การ​ใช้หลอด​ไฟ ​แอลอีดี ​ในร้าน​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ​แบ่งออก​เป็น 2 พื้นที่ ​ได้​แก่ ระบบ​แสงสว่างพื้นที่ภาย​ในร้าน​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ​และ ระบบ​แสงสว่างของอุปกรณ์ตู้​แช่ พบว่า สามารถประหยัดพลังงาน​เฉลี่ยต่อสาขามากกว่า 30% นอกจากนี้จะมี​การ​เดินหน้า​โครง​การ​เพื่ออนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม "​เซ​เว่น ​โก กรีน" (7 Go Green) ​ในรูป​แบบต่างๆ อย่างต่อ​เนื่อง" นายปิยะวัฒน์ กล่าว

จ.ลำพูนประกาศ​แก้​ไขปัญหามลพิษ หมอกควัน-​ไฟป่า​เป็น'วาระ​แห่งชาติ'

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555

ลำพูน/ นายชุมพร ​แสงมณี รอง​ผู้ว่าราช​การจังหวัด รักษาราช​การ​แทน​ผู้ว่าราช​การจังหวัดลำพูน ​เปิด​เผยว่า จังหวัดลำพูน​ได้ประสบปัญหาอัน​เนื่องมาจาก​ไฟป่า​เป็นประจำทุกปี สร้าง​ความ​เสียหาย​แก่ทรัพยากรป่า​ไม้ของชาติ สิ่ง​แวดล้อม​และระบบนิ​เวศน์ ก่อ​ให้​เกิดปัญหาอื่นๆ ที่​เกี่ยวข้อง ​เช่น ปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชน ​เกิดอุปสรรคต่อ​การขึ้นลงของอากาศยาน ​เกิดอุบัติ​เหตุ ​และอัคคีภัย รวม​ทั้ง​เสียหายต่อ​การท่อง​เที่ยว ฯลฯ จังหวัดลำพูน​จึง​ได้น้อมนำอัญ​เชิญพระราชดำริ​เศรษฐกิจพอ​เพียง ​ความพอประมาณ ​ความมี​เหตุผล ​ความมีภูมิคุ้มกัน ​และ​การ​ใช้​ความรู้ควบคู่คุณธรรมของพระบาทสม​เด็จพระ​เจ้าอยู่หัว มายึดถือ​เป็น​แนวทางปฏิบัติป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหา​ทั้ง​ในระยะสั้น​และระยะยาว ​โดยออกประกาศ​เป็นวาระ​แห่งจังหวัด ​เพื่อ​ให้ทุกฝ่ายที่​เกี่ยวข้อง ​ทั้งภาครัฐ ​เอกชน ​และประชาชน นำมาตร​การที่กำหนด​ไปปฏิบัติ​ให้​เกิดผลอย่าง​เป็นรูปธรรม

สำหรับมาตร​การ​ใน​การป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน​ไฟป่า ปี 2556 ของจังหวัดลำพูน ประกอบด้วย ​การ​ให้ประชาชน​เป็นศูนย์กลางของ​การป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหา​ทั้งปวง ​ใน​การร่วมคิดร่วมปฏิบัติ สอดส่อง ดู​แล ​แก้ปัญหา​ไฟที่​เกิดขึ้น​ในพื้นที่ของตน​เอง, ​ให้ท้องที่​เป็นตัวตั้ง ​โดย​ให้ส่วนราช​การระดับอำ​เภอ ควบคุม กำกับ ดู​แล ป้องกัน ​และ​แก้​ไขปัญหา​ในพื้นที่, ​ให้ท้องถิ่น​เป็นตัวช่วย ​โดย​ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดต้องศูนย์ปฏิบัติ​การดับ​ไฟ​ในพื้นที่, ​ให้ภาคราช​การ​เป็นตัว​เสริม ​ใน​การกำหนดมาตร​การ​เฉพาะส่วนราช​การนั้นๆ ​และ​เป็น​แบบอย่าง​ใน​การร่วม​แก้​ไขปัญหา, ​ให้มี​ความปลอดภัย​ในชีวิต​และทรัพย์สิน ​โดยกำหนด​ให้ยานพาหนะทุกชนิด​เปิด​ไฟหน้ารถตลอด​เวลา ​เพื่อสามารถมอง​เห็น​ได้อย่างชัด​เจน, ​ให้มี​ความปลอดภัยด้านสุขภาพ​และอนามัยของประชาชน ​โดย​ให้หน่วยงานสาธารณสุขกำหนดมาตร​การด้านสุขภาพ​ใน​เชิงรุก​และรับอย่างทันต่อสถาน​การณ์, ​ให้มี​การกำจัดขยะ​โดย​ไม่ก่อ​ให้​เกิดหมอกควัน ​โดยมีระบบ​การจำกัดขยะทุกพื้นที่​ในลักษณะบูรณา​การ​การปฏิบัติร่วมของทุกภาคส่วน รวม​ทั้งรณรงค์​ให้มีมาตร​การ​เสริมด้านอื่นๆ ​เช่น ​การจัด​ทำฝายชะลอน้ำ​แบบผสมผสาน ​การดำ​เนินมาตร​การชิง​เผา ​การลดปริมาณ​เชื้อ​เพลิง​โดยนำวัสดุ​เชื้อ​เพลิง​ไป​ใช้ประ​โยชน์ ​เช่น ​การ​ทำ​เชื้อ​เพลิงอัด​แท่ง ​การ​ทำปุ๋ยหมัก ​เป็นต้น

ญี่ปุ่น​ทำ​แบตฯพลังงานน้ำตาล

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์​โต​เกียว สามารถ​ใช้คาร์บอน​ซึ่ง​เป็นองค์ประกอบหลักของน้ำตาล ​เป็น​แหล่งพลังงาน​ใน​แบต​เตอรี่ ​เพื่อทด​แทน​การ​ใช้​แบต​เตอรี่​แบบลิ​เทียม​ไอออน ​ซึ่ง​เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด​และรบกวนสิ่ง​แวดล้อม

ประสิทธิภาพของ​แบต​เตอรี่​ใช้คาร์บอนที่​ได้จากน้ำตาล​เ​ก็บ​ไฟฟ้า​ได้ดีกว่า​แบต​เตอรี่​แบบลิ​เทียม​ไอออน​ถึง 20 ​เปอร์​เซ็นต์
​แบต​เตอรี่​แบบ​โซ​เดียม​ไอออนดังกล่าวยังคงอยู่​ในช่วง​การพัฒนาประสิทธิภาพ

สส.​เล็งปรับสถานะ​เครือข่าย 'ทสม.รองรับภารกิจสิ่ง​แวดล้อมระดับกระทรวง

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- อาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

"กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม" วาง​แผนยกระดับ ทสม. ขึ้น​เป็น​เครือข่ายอาสาสมัครระดับกระทรวง ​เพื่อรองรับภารกิจ​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม​ในชุมชน​ให้กว้างขวางขึ้น พร้อม​เล็งประสานองค์กรส่วนท้องถิ่นช่วยสนับสนุนกิจกรรม ทสม. ​ให้สามารถดู​แลชุมชน​ได้อย่าง​เต็มประสิทธิภาพ

"อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อมหมู่บ้าน" ​หรือ ทสม. ​ซึ่งอยู่ภาย​ใต้​การดู​แลของกรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม (ทส.) ถือ​เป็นกล​ไกภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญต่อ​การบริหารจัด​การทรัพยากรธรรมชาติ
​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​โดยนับตั้ง​แต่​แรก​เริ่มดำ​เนิน​การนำร่อง​เมื่อปี 2545​ทำ​ให้​เกิด ทสม.

​แกนนำ​ใน​การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​เพิ่มขึ้น ขณะที่​ใน​การ​ทำงาน​ซึ่งมี​การ​เชื่อมประสาน​เป็น​เครือข่ายตั้ง​แต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำ​เภอ จังหวัด จน​ถึงระดับประ​เทศ ​ก็กลาย​เป็นสิ่ง​เกื้อหนุน​ให้​เกิด​ความสำ​เร็จมากมาย​ใน​การดู​แลสิ่ง​แวดล้อมของ​แต่ละท้องถิ่น ​เช่น ​การ​เกิด​เครือข่าย​แก้​ไขปัญหาหมอกควัน​ใน จ.​เชียง​ใหม่ ​การ​เกิด​เครือข่ายบริหารจัด​การปัญหาขยะ​ใน​เมืองของ จ.ภู​เ​ก็ต มี​การจัด​เวทีบูรณา​การ​ในท้องถิ่น สร้างสำนึกคนทุกวัย​ใน​การดู​แลทรัพยากรจัด​การภัยพิบัติ ​และ​เฝ้าระวัง ​เผย​แพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้าง​และพัฒนา​ผู้นำ ​ทำฐานข้อมูลสิ่ง​แวดล้อม พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ​เป็นต้น

ดังนั้น ​เพื่อ​เป็น​การส่ง​เสริมบทบาทของภาคประชาชน​ใน​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​ให้​เกิด​ความ​เข้ม​แข็ง​และกว้างขวางยิ่งขึ้น ​ในปีงบประมาณ 2556 กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม​จึงมี​แผนที่จะยกระดับ ทสม. ​ซึ่ง​เดิมกรมฯ ​เป็น​ผู้ดู​แลอยู่ ​ให้​เป็น ทสม.ของระดับกระทรวง ​เพื่อ​ให้สามารถรองรับ​เนื้องานต่างๆ ของทุกหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ได้ ​หรืออีกนัยหนึ่ง​ก็คือ หน่วยงานต่างๆ ​ในสังกัด ​เช่น กรมป่า​ไม้ กรมทรัพยากรธรณี กรมควบคุมมลพิษ สามารถ​เข้ามาดึง ทสม. ​เข้า​ไปร่วมปฏิบัติภารกิจ​เกี่ยวกับสิ่ง​แวดล้อม​ได้​ทั้งหมด ​ซึ่ง​เรื่องนี้​ได้รับ​ความ​เห็นชอบ​ใน​เบื้องต้นจากคณะกรรม​การอำนวย​การ ทสม. ที่มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​เป็นประธาน ​โดยขณะนี้กำลังอยู่​ในขั้นตอน​การประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาหารือ​เพื่อผลักดัน​เรื่องดังกล่าว

ขณะ​เดียวกัน กรมฯ ยังมี​แผน​ใน​การ​เข้า​ไป​เชื่อมประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ​เช่น องค์​การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์​การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ​ให้​เข้ามาสนับสนุน​การ​ทำงานของ ทสม. ​โดย​เฉพาะ​ในด้าน​การดำ​เนินกิจกรรมต่างๆ ภาย​ในท้องถิ่น ​ซึ่งหลายกิจกรรมต้องอาศัยงบประมาณฯ ​และกล​ไก​ในระดับท้องถิ่น​เข้ามาสนับสนุนด้วย
ส่วนทางด้าน​แผน​การพัฒนาศักยภาพของ ทสม. นั้น ​ในปีงบประมาณ

2556 กรมฯ ยังคงต้อง​ให้น้ำหนัก​ความสำคัญกับ​เรื่องนี้อย่างต่อ​เนื่อง ​โดย​เฉพาะ​การจัดหลักสูตรถ่ายทอดองค์​ความรู้​เกี่ยวกับปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​หรือภัยพิบัติ​เฉพาะทาง ​เช่น ปัญหาหมอกควัน ดินถล่ม ป่า​ไม้ ต้นน้ำ ​ให้กับ ทสม. ​ในพื้นที่ ที่ประสบปัญหา​เฉพาะทาง​แต่ละปัญหา​โดย​เฉพาะ รวม​ทั้ง​เข้า​ไป​เชื่อมกับสถาบัน​การศึกษาต่างๆ ​ให้​เป็น​ผู้ช่วย​ใน​การช่วยฝึกอบรม​แก่ ทสม.

นอกจากนี้ ยังมี​แผน​เรื่อง​การปรับปรุงฐานข้อมูล​เครือข่าย ทสม. ระบบทะ​เบียน ระบบงาน ​และ​การพัฒนา​เรื่องสวัสดิ​การ ​เนื่องจากประชาชนที่​เข้ามา

​เป็น ทสม. ต่าง​เข้ามา​ทำงานด้วย​ใจ ​ไม่มีค่าตอบ​แทน​ใดๆ ดังนั้น ​จึงควรที่จะ​ได้รับ​การดู​แล​เรื่องสวัสดิ​การ ​เช่น ​เรื่อง​เครื่อง​แบบ ส่วนลด​ใน​การ​เข้า​ไป​ใช้บริ​การสถานที่​ในอุทยาน​แห่งชาติต่างๆ ​เพื่อจัดฝึกอบรม ​หรือพักผ่อน ​ซึ่ง​เหล่านี้​แม้จะ​เป็น​เพียงสิ่ง​เล็กน้อยๆ ​แต่​ก็​เป็นกำลัง​ใจ​ให้กับ ทสม. ทุกคน ที่​เข้ามา​ทำงานด้วยจิตอาสา

สศก. แถลงปิดโครงการร่วมมือGIZ ผลักดันผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงปิดโครงการความร่วมมือระหว่าง สศก. และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปีระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.การขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) อันเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 2.การสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO ซึ่งทางโครงการได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน พัฒนาและจัดทำคู่มือด้านการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งหลักการทำงานในพื้นที่ของโครงการ จะเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน โดยทางโครงการได้ผลิตคู่มือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติด้านพื้นที่ ประกอบด้วย คู่มือด้านการใช้ปุ๋ย คู่มือด้านการจัดสวน สมุดบันทึกสวนปาล์ม คู่มือด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คู่มือระบบควบคุมภายใน (ICS) และคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน ได้ดำเนินการโดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรอง (Audit Assessment) ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้
มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง(Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว ชุมชนอยู่ร่วมกับนํ้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างสรรค์ สร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ชุมชนที่อยู่ร่วมกับน้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คัดเลือกชุมชนบ้านคลองทราย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา 20 หลัง คาเรือน เป็นชุมชนแรกของประเทศไทย ที่พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่าง พอเพียงและยั่งยืน

คุณจันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร (การตลาดและงานขาย) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยที่มาของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ว่าหลัง "มหาอุทกภัย" ปี 2554 ที่ผ่านมาทีมอินทรีอาสาได้มีโอกาสเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในทุกๆ ปี แต่ในปีที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเจอกับสภาวะน้ำท่วมอย่างรวดเร็วและรุนแรง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านมีความยากลำบากมาก และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงทำให้เริ่มคิดว่าที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ทำให้โลกกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก และถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหันมาดูแลธรรมชาติ ซึ่งทางปูนอินทรีเองมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือได้ จึงได้คิดริเริ่มเป็นโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) และได้เลือกที่จะสร้างสรรค์หมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โดยถือเอาชุมชนบ้านคลองทราย ต.บ้านนา อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 หลังคาเรือน ให้เป็นชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชนแรกของประเทศไทย พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่างพอเพียงและยั่งยืน"

สำหรับแนวทางการออกแบบ "บ้านอยู่กับน้ำ" ของโครงการ อินทรี กรีน วิลเลจ โดย ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกแบบ กล่าวว่า "กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การให้นิสิตเข้าไปลงพื้นที่ กินอยู่กับชาวบ้าน เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชนบ้านคลองทราย เพื่อนำมาประยุกต์ในการออกแบบบ้าน โดยเน้นการเป็นบ้านที่ทนทานต่ออุทกภัย จึงออกแบบให้มีใต้ถุนยกสูงถึง 3 เมตร มีทางเดินบอร์ดวอร์ค เชื่อมชั้น 2 ของบ้านทุกหลังให้สามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ในยามประสบอุทกภัย และทำหน้าที่เป็นหลังคาทางเดินในช่วงหน้าร้อน รวมทั้งคำนึงถึงการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้างซึ่งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Green Heart Label ฉลากรับรองสินค้าและบริการ ตามระบบมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ISO14021 : Environmental Labels and Declarations นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 5 ต้น สำหรับพื้นที่ชุมชน และหลอดตะเกียบประหยัดไฟในบ้านทุกหลัง

นอกจากนี้ยังมีการวางระบบการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด Eco Living โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จินต์ อโณทัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นผู้ออกแบบระบบการบริหารและจัดการของเสีย หรือ Waste Management ของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ ชุมชนคลองทราย กล่าวว่าการสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียวภายใต้แนวคิด Eco Living สิ่งสำคัญที่สุดเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกและประสบการณ์ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ชาวชุมชนในการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเขาสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการร่วมกันบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย การแยกขยะซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักและก๊าชชีวภาพ (Biogas) ผ่านเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่ทางปูนอินทรีมอบให้ ซึ่งชาวบ้านสามารถใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ หรือแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้จาก การคัดแยกขยะได้อีกด้วย กลายเป็นรูปธรรมที่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ จากการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ โดยติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์เพื่อให้แสงสว่างในชุมชนช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกัน

คุณจันทนา กล่าวปิดท้ายว่า "การทำงานครั้งนี้ยังเป็นการประสาน การทำงานของทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.ชุมชน 2.สถาบันการศึกษา และหน่วยราชการ 3.บริษัท ในฐานะแกนกลางในการประสานงาน การสนับสนุนทรัพยากร และบุคลากรผู้มีจิตอาสา องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ เครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจ ซึ่งหากจุดประสงค์ของโครงการนี้ก่อตัวเป็นรูปธรรม 3 ได้ก็จะตามมา คือ ชาวบ้านได้หลักประกันสำคัญของครอบครัว นั่นคือบ้านหลังใหม่ที่มีความมั่นคง อยู่สบายในยามปกติและยามที่เกิดอุทกภัย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อมาคือ พัฒนาการสร้างจิตสำนึกของชุมชน สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เน้นความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยทุกชุมชน ทุกครอบครัวต้องพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายสังคมไทยได้รูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งที่ปูนอินทรีได้ลงมือทำเป็นสิ่งที่หาใช่ความฝัน หรือแนวคิดที่ฟังดูดี แต่ได้มีการลงมือทำให้ปรากฏเห็นเป็นจริง นับเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และยกระดับคุณค่ากิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมายความสุข อย่างพอเพียงและยั่งยืนในที่สุด

เดินหน้ารวม'กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ'

ผู้เขียน: 
ผีพุ่งไต้

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2555

วันก่อน ครม. มีมติให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกลับมารวมกับ กรมป่าไม้ เหมือนเดิมหลังจากเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง-ทบวงกรม ได้แยกทั้ง 2 กรมออกจากกันภายใต้กระทรวงเกิดใหม่ "ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" แต่เดิม กรมป่าไม้ อยู่ภายใต้สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นเพียงสำนักฯ อยู่ในการกำกับดูแลของกรมป่าไม้

และเมื่อได้มีการปรับปรุงทบวง กรม ขึ้นมาใหม่ทำให้ กรมป่าไม้ ถูกแบ่งแยกออกไปถึง 4 กรมด้วยกัน คือ 1.กรมป่าไม้ 2.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 3.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ 4.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จากการที่ กรมป่าไม้ ถูกแบ่งแยกออกไปเป็น 4 กรมฯ ทรัพยากรป่าไม้เสียหายเป็นอันมากนอกจากประชาชนจะสับสนในหน่วยงานแล้วในองค์กรเองก็มีความแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งพวก?

เกิดปัญหามากมายทางการบริหารงานหลังแยกกรมฯ ออกจากกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาในยุคหลังๆ ผู้บริหารบ้าอำนาจคลั่งสถาบันฯ! ได้มีการแก้แค้นไม่แก้ไขสร้างความแตกแยก?

ใครจบจากมหาวิทยาลัยฯ จะได้รับการยกย่องเชิดชูและหากว่าใครจบมาจาก สถาบันโรงเรียนป่าไม้แพร่ จะถูกลดชั้นไม่ยอมให้มีหน้าที่บริหารทั้งๆ ที่บางคนหลังจากจบมาจาก สถาบันป่าไม้แพร่ ก็มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฯ ได้ปริญญาตรี-ปริญญาโทก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก

ด้วยผู้บริหารระดับสูงตั้งข้อรังเกียจหมิ่นสถาบันป่าไม้แพร่คิดเอาเองว่าผู้ที่จบมาจากสถาบันแห่งนี้คือผู้ที่มีส่วนสำคัญในการบุกรุกทำลายป่าไม้!!!

ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับที่ "รัฐบาลนายกฯ ปู" ได้มีการหยิบยกการรวม กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ กรมป่าไม้ กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหลังจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็ได้เคยนำเรื่องเสนอสู่สภามาแล้ว

สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจาก ครม.มีมติให้ยุบ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กลับมาอยู่ กรมป่าไม้ เหมือนเดิมแล้วนั้น จะต้องนำเข้าสู่สภาทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภาและเมื่อผ่านการพิจารณาก็จะต้องนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศเป็นกฎหมายและออกมาเป็นพระราชบัญญัติ ฯลฯ

เมื่อนั้นข้าราชการทั้ง 2 กรมก็จะกลับมาทำงานภายใต้หน่วยงานเดียวกัน
ไม่ต้องมาแย่งหน้าที่ไม่มีการเกี่ยงพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นการทำงานที่สะดวกภายใต้กรมเดียวกัน!!! ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหากมีการรวมกรมกันแล้วจะมีป่าไม้จังหวัด-ป่าไม้อำเภอ เหมือนเดิมหรือไม่?

เนื่องจากว่าเมื่อครั้งที่มีการผ่ากรมป่าไม้ออกไปนั้นก็ได้มีการยุบป่าเขตฯ-ป่าไม้จังหวัด-ป่าไม้อำเภอ และมีการตั้ง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ ขึ้นมาแทน แต่ด้วยที่ว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานใหม่ประชาชนทั่วไปที่ต้องการติดต่อราชการก็สับสน แม้กระทั่งหน่วยงานราชการด้วยกันเองยังไม่รู้ไม่เข้าใจว่าจะต้องประสานกับกรม กองใด?

เนื่องจากว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทสจ. นั้นไม่ได้มาดูแลงานป้องกันฯ หรือส่งเสริมการปลูกป่า?

ดังนั้นการแบ่งแยก กรมป่าไม้ ออกไปเป็น กรมอุทยานฯ นั้นได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่า มีความเสียหายต่อทรัพยากรเป็นอันมาก เพราะที่ผ่านมานั้นได้เกิดปัญหาในเรื่องงานซ้ำซ้อน ต่างคนต่างถือกฎหมายคนละฉบับ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่???

และยังมีผลวิจัยจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า งานด้านสิ่งแวดล้อมนั้นจะแยกการบริหารจัดการออกจากกันไม่ได้?

ครับการเดินหน้ารวม กรมป่าไม้-กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเป็นความหวังอย่างยิ่งของข้าราชการทั้ง 2 กรมฯ สำคัญว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้นผมคนหนึ่งที่ขอเอาใจช่วย!!!

ความรู้ยิ้มได้จากงานสกุลช่าง งานมหกรรมวิชาการสกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 22 มิถุนายน 2555

21-24 มิถุนายนนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เตรียมจัดงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หนึ่งในไฮไลท์ของงานคือ ความรู้ยิ้มได้จากงานสกุลช่าง

หากการเรียนการสอนในห้องเรียนสนุก มีรอยยิ้ม เด็กนักเรียนคงไม่ต้องขวนขวายไปเรียนพิเศษให้เคร่งเครียด แต่สำหรับเด็กๆ ในจังหวัดเพชรบุรี กลับโชคดีอย่างยิ่งที่เรียนไปยิ้มไปกับการเรียนรู้วิชาการต่างๆ ผ่านงานสกุลช่างเมืองเพชร ไม่ว่าจะเป็นงานปูนปั้น งานลายรดน้ำ งานตอกกระดาษ งานแทงหยวก งานแกะสลักไม้ งานปั้นหัวสัตว์ งานลงรักปิดทอง งานจำหลักหนังใหญ่ ทุกงานที่เป็นงานช่างฝีมือโบราณที่สืบสานมานานนั้น ได้ถูกแปลความรู้ให้เป็นหลักวิชาการด้านต่างๆ

ดร.สุมาลี พงศ์ติยะไพบูลย์ ผู้รับผิดชอบการจัดนิทรรศการ "การพัฒนาเครือข่ายท้องถิ่นโดยใช้ทุนในพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดเพชรบุรี" โซนเด็ก เยาวชน และการศึกษา ในงานมหกรรมวิชาการครบรอบ 2 ทศวรรษ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่างวันที่ 21-24 มิถุนายน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นิทรรศการนี้จะทำให้เด็กๆ ในเมืองกรุงอดอิจฉาเด็กๆ ที่จังหวัดเพชรบุรีไม่ได้ เพราะการแก้ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็ก ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่นำเครือข่ายท้องถิ่น ทั้งจากภาคการศึกษา ผู้นำทางศาสนา กลุ่มสกุลช่างเมืองเพชร ภาคประชาชน เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน อบต. ฯลฯ ที่หันมา ใช้อัตลักษณ์ความเป็น "สกุลช่างเมืองเพชร" มาเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดเพชรบุรี การนำหลักวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงเข้ากับหลักวิชาในการประดิษฐ์งานสกุลช่างนั้น นอกจากจะทำให้นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเรียนรู้วิชาการนอกตำราแล้ว ยังทำให้นักเรียนที่ได้เรียนตระหนักถึงคุณค่าของงานสกุลช่างเมืองเพชรอีกด้วย

ดร.สุมาลี กล่าวว่า ขอบเขตการวิจัยอยู่ในพื้นที่การศึกษาจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 และเขต 2 มีโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 24 โรงเรียน มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการ 360 คน และครู 48 คน โครงสร้างของเครือข่ายทุนในพื้นที่ ประกอบด้วย ทุนในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 6 ทุน ประกอบด้วย อาสาสมัครสาธารณสุข 29 คน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่ อ.บ.ต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) โพไร่หวาน อ.บ.ต.บางจาก อ.บ.ต.สมอพลือ อ.บ.ต.นาวุ้ง อ.บ.ต.หนองขนาน และเทศบาลตำบลหัวสะพาน มีนายก อ.บ.ต. 3 คน และเจ้าหน้าที่ อ.บ.ต. อีก 10 คน

สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 และ 2 และโรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี และโรงเรียนขนาดเล็ก 24 โรงเรียน วัด ประกอบด้วย วัดเพรียง วัดทองนพคุณ วัดห้วยเสือ และวัดไสกระดาน มีพระและเณรจำนวน 33 รูป มีชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนจากโรงเรียนกลุ่มทดลองอีก 179 คน

ครูสกุลช่างเมืองเพชร จำนวน 8 คน ประกอบด้วย ครูช่างงานปูนปั้น ครูช่างงานแทงหยวก ครูช่างงานตอกกระดาษ ครูช่างงานลายรดน้ำ ครูช่างงานปั้นหัวสัตว์ ครูช่างงานลงรักปิดทองประดับกระจก ครูช่างงานแกะสลักไม้ และครูช่างงานจำหลักหนังใหญ่

อยากรู้ว่างานสกุลช่างเป็นอย่างไร สามารถไปติดตามชมได้อย่างใกล้ชิดในงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2555 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 21-24 มิถุนายนนี้ ห้ามพลาด

ลำปางพัฒนาสิ่งแวดล้อมไปสู่'เมืองคาร์บอนต่ำ'

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555

ลำปาง / ดร.นิมิตร จิวะสันติการ นายกเทศมนตรีนครลำปาง กล่าวว่า เทศบาลนครลำปางมีนโยบายในการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ Low Carbon City และวางแผนจัดระเบียบปลูกต้นไม้ในถนนสายต่างๆ ภายในเขตเทศบาลนครลำปาง เพื่อให้มีภูมิทัศน์ที่เหมาะสมสวยงาม ที่สำคัญคือ นอกจากจะให้ร่มเงาแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์ Carbon Monoxide ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี จึงได้จัดฝึกอบรมโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายต่างๆ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมืองสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ประจำปีงบประมาณ 2555 โดยมีตัวแทนจากหน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงชุมชนในเขตเทศบาลนครลำปาง รวมจำนวน 120 คน เข้ารับการฝึกอบรม และลงพื้นที่เพื่อดูสถานที่จริงในระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมราชาวดี เทศบาลนครลำปาง

นายทะนงศักดิ์ วิกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ วิทยากรผู้ให้ความรู้ในการอบรม กล่าวว่า ทุกวันนี้คนลำปางกำลังเผชิญกับปัญหาจากการขยายตัว การตั้งถิ่นฐานเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง และ ขาดระเบียบ ระบบขนส่งมวลชนที่เป็นวิถีชีวิตชุมชน ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น ทำให้การไหลเวียนของอากาศไม่ดี และพื้นที่สีเขียวในเมืองลำปางกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการก่อสร้าง และการขยายตัวของเมืองดังกล่าว จังหวัดลำปางจึงต้องดำเนินการลดปัญหามลพิษทางอากาศ

ห้องสมุดสีเขียว'สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรักการอ่านและเรียนรู้การประหยัดพลังงาน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 19 พฤษภาคม 2555

ใครอยากไปห้องสมุดสีเขียวยกมือขึ้น!...สิ่งที่เยาวชนจะได้รับจากห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library นั้น ไม่ใช่แค่เพียงความรู้จากการอ่านหนังสือหลากหลายประเภท แต่ยังจะได้ใกล้ชิดและซึมซับกับแนวคิดประหยัดพลังงานและลดโลกร้อนอีกด้วย ตัวอาคารห้องสมุดสีเขียวที่ตกแต่งอย่างเก๋ไก๋ด้วยวัสดุรีไซเคิลกันความร้อนให้ผนังอาคาร และเฟอร์นิเจอร์รีไซเคิลภายในตั้งแต่ชั้นวางหนังสือ เคาน์เตอร์ยืม-คืนหนังสือ จนกระทั่งโครงสร้างภายในต่างๆ ที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ อาจช่วยสร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ ที่อยากให้บ้านของตัวเองกลายเป็น "บ้านสีเขียว" ขึ้นมาสักวัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารเอชเอสบีซี ได้จับมือกับ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการประชาชนทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.

"การพัฒนา "ห้องสมุดสีเขียว" หรือ Green Library แห่งแรกขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และมีเป้าหมายให้เป็นอาคารต้นแบบสำหรับประชาชนและเยาวชนได้เข้ามาศึกษาวิธีการประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ ซึ่งแม้กระทั่งเยาวชนเองก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดปรับปรุงบ้านของตัวเองให้น่าอยู่ขึ้นได้ด้วย" มร.แมตทิว ล็อบเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าว

ความโดดเด่นของ "ห้องสมุดสีเขียว" หรือ Green Library เริ่มตั้งแต่การพัฒนาตัวอาคารเปล่าของกรุงเทพมหานครบนทำเลที่ตั้งในสวนสาธารณะ ไม่ส่งกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำเทคโนโลยีที่หลากหลายมาใช้ร่วมกัน อาทิ เทคโนโลยีสีสะท้อนความร้อนบนหลังคาและตัวอาคาร เน้นการใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ ติดตั้งกระจกกันความร้อนแบบ 2 ชั้น และติดตั้งแผงกันแดดที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในและนอกอาคารเปิด-ปิดอัตโนมัติ แถมด้วยมีการก่อสร้างที่กักเก็บน้ำฝนลงมายังถังที่ฝังไว้ใต้ดินเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ อาทิ การใช้รดน้ำต้นไม้ การใช้ระบบสปริงเกอร์ ระบบฉีดน้ำให้เหมาะกับความต้องการน้ำของต้นไม้แต่ละประเภท รวมทั้งการนำน้ำกลับมาใช้ภายในอาคารบางส่วน

นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตัวอย่างเช่น เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิล ใช้น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติไม่เจือปนสารเคมี รวมทั้งการออกแบบภูมิสถาปัตย์ให้ร่มรื่นงดงาม สวนด้านข้างเป็นสัญลักษณ์ของความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งออกแบบพื้นที่สวนด้านนอกให้มีบริเวณสำหรับเด็กวิ่งเล่นได้

จุดเด่นอีกประการของห้องสมุดสีเขียวคือ มีโซนนิทรรศการที่รวมเกร็ดความรู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน และรวมรายละเอียดการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้ผู้มาเยือนได้ทราบ และมีการแยกโซนห้องอ่านหนังสือของเด็กและผู้ใหญ่ออกจากกัน โดยในห้องอ่านหนังสือสำหรับเยาวชนจะเต็มไปด้วยหนังสือเยาวชนที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และทีวีสำหรับฉายภาพยนตร์ต่างๆ มีเบาะนั่งสบายๆ สำหรับเด็ก และในช่วงวันหยุดยังมีการจัดกิจกรรมที่ให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลังงานและการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

by ThaiWebExpert