หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

“ไออาร์พีซี” ลุยโรงไฟฟ้าขยะภูเก็ต


นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC นำคณะสื่อมวลชนเข้าศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าขยะเทศบาลนครภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เผาขยะได้ 250 ตันต่อวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 5 เมกะวัตต์ (MW) ที่นอกจากจะก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ยังเพิ่มความสามารถในการควบคุมมลภาวะให้อยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานภายใต้กรอบการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองคาร์บอนต่ำของจังหวัดภูเก็ต


ทั้งนี้นโยบายรัฐบาลต้องการให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะทุกจังหวัด ซึ่งบริษัทในเครือ ปตท.เคยเข้าไปศึกษาเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ แต่ประสบปัญหาทุกที่ เพราะมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ดูแลธุรกิจเกี่ยวกับขยะอยู่แล้ว ซึ่งการสร้างโรงไฟฟ้าขยะจึงเป็นเรื่องยาก ถ้าไม่วิกฤติชาวบ้านจะไม่ยอมให้สร้างโรงไฟฟ้า ขณะนี้ปัญหาขยะเป็นปัญหาสำคัญของสังคม ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาร่วมชี้แจงกับประชาชน และที่เทศบาลนครภูเก็ตนับเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ ได้ศึกษาเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะได้ในอนาคต

คนไทยแยกขยะไม่ถูกวิธี ไร้ระบบเก็บขยะแบบคัดแยก


น.พ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขยะสามารถก่อโรคได้มหาศาลมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของขยะ เช่น ขยะมูลฝอยทั่วไป ขยะสิ่งปฏิกูล อุจจาระ ปัสสาวะ จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ก่อโรคทางด้านกระเพาะและสำไส้ และถ้าเป็นขยะติดเชื้อจะยิ่งอันตราย เพราะส่วนใหญ่จะกำจัดที่โรงพยาบาล แต่ปัจจุบันพบว่าในการเก็บขยะตามเทศบาล ชุมชนต่างๆ ยังพบขยะติดเชื้อรวมอยู่ด้วย ส่วนหนึ่งคนไข้นำเข็มหรือไซริงค์กลับไปที่บ้าน เช่น ผู้ป่วยไตวาย รวมถึงกลุ่มหมอเถื่อน ทำให้ติดเชื้อจากผู้ป่วยเอง นอกจากนี้ ยังมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีสารตะกั่ว สารเคมีที่เป็นพิษ หากการจัดการขยะไม่ดีจะส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพตามมา ดังนั้นการคัดแยกและทำลายขยะอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ยกตัวอย่างการจัดการขยะอย่างครบวงจรที่ ต.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นต้น


น.พ.วชิระ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยยังจัดการเรื่องนี้ไม่เป็นระบบ การรณรงค์ให้คัดแยกขยะยังไม่ถูกวิธี เดิมมี 3 วิธี คือ รีไซเคิล ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ ปัจจุบันเหลือ 2 วิธีคือขยะรีไซเคิล ขยะติดเชื้อก็ยังทำได้ไม่ดี หรือถ้าตามครัวเรือนทำได้ดีแล้ว แต่ระหว่างที่รถมาเก็บขยะตามบ้านก็จะถูกนำมาเทรวมกันอยู่ดี ก่อนจะทำลายก็ต้องมาใช้คนทำการคัดแยกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไปเพิ่มความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโรคเช่นเดิม แต่จริงๆ ถ้าเป็นกระบวนการที่ดีการคัดแยกตรงนี้ไม่ควรใช้คนเลย ใช้เครื่องจักรจะสามารถทำได้ดี หากมีการคัดแยกขยะที่ดีตั้งแต่ต้นทาง คือครัวเรือน ชุมชน ซึ่งยังขาดมาตรฐานจึงต้องรณรงค์ต่อไป ปัจจุบันกรมอนามัยร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษเรื่องนี้อยู่ โดยกรมควบคุมมลพิษจะดูแลเรื่องการคัดแยก และทำลายขยะ ส่วนกรมอนามัยจะดูแลเรื่องการป้องกันการติดเชื้อจากขยะเป็นหลัก

“วิธีการคือทำงานร่วมกันโดยการณรงค์ให้แยกขยะในครัวเรือน ท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้มีโรคภัยจากขยะมาสู่คน และนำขยะส่วนหนึ่งมาทำให้เกิดประโยชน์ แต่ประเด็นหลักที่อยากจะเน้นคือ การลดการใช้สิ่งของที่จะเพิ่มจำนวนขยะมากขึ้น ควรใช้ของที่ย่อยสลายง่าย เช่นภาชนะชานอ้อยแทนกล่องโฟม ทั้งนี้ถ้าเหลือตกค้างก็ขอให้คัดแยก และทำลายอย่างเป็นระบบ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ชู 49 นิคมฯ โรงงานต้นแบบ


นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้จัดพิธีมอบรางวัลธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และใบประกาศเกียรติคุณ ประจำปี 2558 (ธงขาวดาวเขียว) ให้แก่ 49 โรงงาน ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยโรงงานที่ได้รับรางวัลเหล่านี้ถือเป็นสถานประกอบการต้นแบบในการยกระดับอุตสาหกรรมมุ่งสู่การเป็นเมืองเชิงนิเวศอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โรงงานที่ได้รับรางวัลดังกล่าวได้ดำเนินงานตามเกณฑ์การประเมินจากคณะกรรมการหลายภาคส่วนแบบพหุภาคี ประกอบด้วย กนอ. ผู้แทนชุมชน ผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่ สื่อมวลชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เกณฑ์การประเมินการให้คะแนนธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และธงขาวดาวเขียว กับสถานประกอบการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว กนอ. ได้กำหนดไว้ 9 ด้านหลัก คือ การจัดการน้ำ การจัดการกากอุตสาหกรรม การจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการการไอระเหยของสารเคมี ความปลอดภัยของสภาพพื้นที่ทำงาน การจัดการอุบัติเหตุ การจัดการพื้นที่สีเขียว การสนับสนุนส่งเสริมชุมชนและการมีส่วนร่วมกับภาคสังคม และความครบถ้วน ถูกต้องของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และระบบการจัดการมาตรฐานสากลซึ่ง กนอ.ยังมีเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนนพิเศษ (Extra Score) กับโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ เพิ่มอีก ได้แก่ โครงการ ECO for life โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว โครงการโรงงานสีขาว และโครงการ ECO Efficiency


"กนอ.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ในการมุ่งบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่คู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป"

ตร.-ทหาร บุกตรวจโรงโม่หินอุบลฯ รุกป่า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.สุทธิโรจน์ นพโพธิพงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดอุบลราชธานี อุตสาหกรรมจังหวัด เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ได้เดินสำรวจการขอทำสัมปทานโรงโม่หิน บริษัท ส.เขมราฐอินดรัสทรี้ จำกัด ตั้งอยู่ที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ต.บุเปือย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งถูกนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าโรงโม่หินดังกล่าว ประกอบกิจการโรงโม่หินนอกเขตสัมปทานบัตรที่ได้รับอนุญาต


จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โรงโม่หินแห่งนี้ได้ขอทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงเขาน้อย ตำบลบุเปือย และตำบลสีวิเชียร อ.น้ำยืน เนื้อที่ประมาณ 180 ไร่ ตั้งแต่ปี 2551 และมีระยะเวลาสัมปทานรวม 10 ปี เพื่อทำการขุดเจาะย่อยหินนำไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่ามีพื้นที่ถูกบุกรุกเข้าไปขุดย่อยสลายหินในเขตพื้นที่ ส.ป.ก.4-01 เนื้อที่ 1 งาน 42 ตารางวา ที่เหลืออีก 6 ไร่ 2 งาน 93 ตารางวา เป็นพื้นที่ของเขตป่าสงวนซึ่งตั้งอยู่ในเขตบ้านเกษตรสมบูรณ์ ติดที่ตั้งของโรงโม่ และอยู่นอกเขตสัมปทานบัตรที่ทางโรงงานได้รับอนุญาต


ขณะที่ผู้จัดการโรงโม่หิน ได้ออกมาปฏิเสธไม่ได้เป็นผู้บุกรุก และไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ หลังทราบเรื่องทางโรงโม่ได้ไปจัดทำแนวเขตการขุดหินของบริษัทให้มองเห็นไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกเข้าไปขุดตักหินนอกเขตสัมปทานมาทำประโยชน์อีก


พ.ต.อ.สุทธิโรจน์ กล่าวว่า หลังเข้ามาตรวจสอบพื้นที่และพบมีการบุกรุกเข้าไปทำหินนอกเขตสัมปทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติและบางส่วนเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.4-01 เจ้าหน้าที่จะได้เก็บรวบรวมหลักฐานที่พบทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ประกอบสำนวนการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด เพราะเบื้องต้นผู้ดูแลโรงโม่หินที่ถูกร้องเรียนยังให้การปฏิเสธไม่ทราบถึงการบุกรุกดังกล่าว และขณะนี้ยังไม่ได้สั่งให้ทางโรงโม่หยุดการประกอบกิจการ เพราะยังประกอบกิจการอยู่ในเขตสัมปทานบัตรที่ได้ยื่นขออนุญาตไว้ อย่างไรก็ตาม หากผลตรวจสอบว่ามีการทำผิดกฎหมาย จะมีความผิดฐานขุดเจาะหินนอกเขตสัมปทานต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ ฐานร่วมกันยึดถือครองทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาทถึง 5 หมื่นบาท รวมทั้งยังมีข้อหาอื่นที่อาจเกี่ยวข้องหากการสอบสวนสาวไปถึงด้วย

'ห้วยยอด' ดึงชุมชนคัดแยกขยะลดโรค-สารพิษตกค้าง


ตรัง/ นายธวัชชัย วรพงศ์พัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบล (ทต.) ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทต.ห้วยยอด ได้จัดให้มีการเปิดโครงการอบรมคัดแยกขยะอันตรายภัยร้ายทำลายสุขภาพประจำปี 2558 ขึ้นที่ทำการชุมชนหน้าวัดห้วยยอด โดย ทต.ห้วยยอด ร่วมกับกลุ่มรักษ์สุขภาพรักษ์สิ่งแวดล้อม ชุมชนกวนกวนอู และกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลฯ จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะอันตรายภายในชุมชน สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อเนื่องที่บ้านได้อย่างถูกต้อง ลดการเกิดโรคที่อาจเกิดจากสารพิษตกค้างในขยะอันตราย ภัยร้ายทำลายสุขภาพ โดยมีประชาชนในชุมชนหน้าวัดห้วยยอดและใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

นายธวัชชัย เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับเนื้อหาการอบรมประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องขยะอันตราย วิธีสังเกตว่าวัสดุใดเป้นขยะอันตราย พิษของขยะอันตรายเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ผลกระทบจากการจัดการขยะอันตรายที่ไม่ถูกวิธี นอกจากนี้จะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมตอบคำถามเกี่ยวกับประเภทของขยะอันตราย การเสนอแนะแนวทางการจัดการขยะอันตรายอย่างเป็นระบบ โดยวิทยากรจากโรงพยาบาลห้วยยอด ใช้ระยะเวลาในการอบรม 1 วัน และได้กำหนดจุดทิ้งขยะอันตราย ณ จุดคัดแยกขยะอันตราย ชุมชนกวนอู ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบในการคัดแยกขยะอันตราย

"โดยดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 - เดือนกันยายน 2559 ใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการ จำนวน 11,000 บาท โดยเบิกจ่ายงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลห้วยยอด

อนึ่ง ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับพิษภัยจากสารเคมีที่เป็นสารตกค้างอยู่ในขยะต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ระบบหลอดเลือดสมอง หัวใจ และจอประสาทตา ส่งผลให้พิการหรือเสียชีวิตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น" นายธวัชชัย กล่าว

อุตฯ เร่งแผนเขตพัฒนา ศก.พิเศษ นัดถกรูปแบบคลัสเตอร์ 20 พ.ย.นี้



“อรรชกา” แย้มข่าวดีหลัง ครม.ไฟเขียวแก้กฎหมายผังเมือง เอื้ออุตฯ ขยายตัว เตรียมประชุมคณะ กก.เร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ นัดแรก 20 พ.ย.นี้

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านผังเมืองที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งมติดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการอยู่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดสามารถที่จัดทำแผนการลงทุนเพิ่มเติมทั้งในเรื่องการตั้งและขยายกิจการ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนที่ยังลังเลเกี่ยวกับพื้นที่ตั้งโรงงาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นการลงทุนในโครงการใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนเพื่อรองรับอนาคต และสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนและท้องถิ่นในเรื่องการป้องกันและลดผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน โดยกำหนดแนวกันชน (Buffer) และแนวป้องกัน (Protection Strip) ระหว่างพื้นที่โรงงานกับชุมชน

“หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยจะต้องนำมติ ครม. ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ผู้ประกอบการ ซึ่งมีงานที่ต้องดำเนินการมี 4 ข้อเสนอคือ 1.ยกเลิกบัญชีโรงงานท้ายกฎกระทรวงและจัดทำข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ขณะนี้ผังเมืองรวมจังหวัดที่ประกาศใช้และมีผลบังคับมีทั้งสิ้น 28 จังหวัด อยู่ระหว่างการเตรียมการที่จะประกาศอีก 45 จังหวัด รวม 73 จังหวัด ผังเมืองที่ยังคงมีบัญชีท้ายกฎกระทรวงและข้อกำหนดที่ไม่ยืดหยุ่นที่ต้องยกเลิกตามมติ ครม.มีอยู่ 51 จังหวัด 

ส่วนผังเมืองรวม/ชุมชน ที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันนี้มี 135 ผังเมือง ยังคงเป็นข้อกำหนดแบบบัญชีโรงงานท้ายกฎกระทรวง ซึ่งต้องปฏิบัติตามมติ ครม. เช่นกัน 2.กระทรวงฯ จะขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองนำผลการศึกษาโครงการ Zoning ไปใช้ในการจัดทำผังเมือง ทราบว่าจะส่งมอบผลการศึกษาฯ 34 จังหวัด ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ 3.จัดทำหลักเกณฑ์ฯ แนวกันชน (Buffer) และแนวป้องกัน (Protection Strip) ที่เหมาะสมกับโรงงานประเภทต่างๆ ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์ฯ โดยองค์ประกอบของคณะทำงานประกอบด้วยหน่วยงานรัฐและเอกชน และ 4) จะหารือกับกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่สำคัญของประเทศ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ Super Cluster เช่น การแก้ไขปัญหาผังเมืองมาบตาพุด ซึ่งเป็น Super Cluster ด้านปิโตรเคมี ที่ยังคงมีปัญหาอุปสรรคด้านการวางผังเมืองที่อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการพื้นที่ประมาณ 3.5 หมื่นไร่ แต่ร่างผังเมืองมาบตาพุดจำกัดพื้นที่ไว้เพียง 2.5 หมื่นไร่” นางอรรชกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ส่วนความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ กระทรวงฯ จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายฯ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานในแต่ละคลัสเตอร์ ซึ่งขณะนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ และมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นองค์ประกอบ เช่น ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดร.ดำริ สุโขธนัง (อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม) 

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ (ผอ.สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง) นายกานต์ ตระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเอสซีจี) ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินการ รวมทั้งเร่งรัด กำกับดูแล และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งแรกในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558

สำหรับข้อมูลในเชิงพื้นที่ที่เหมาะสมในการรองรับคลัสเตอร์ต่างๆ จากการศึกษาของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน จะขยายพื้นที่ที่นิคมฯ รอยต่อของ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองและเหมราช มีพื้นที่ประมาณ 15,000 ไร่ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม พื้นที่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี, อ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี, จ.ลำปาง และขยายพื้นที่ในนิคมไฮเทค บางปะอิน อมตะ และปิ่นทอง 

โดยคลัสเตอร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เห็นว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดคือ อ.มาบตาพุด คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พื้นที่ที่เหมาะสมน่าจะอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร จ.ราชบุรี และนิคมมหาราชนคร จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือนธันวาคม 2558 นอกจากนี้ ทาง กนอ.ยังได้เพิ่มการศึกษาหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการรองรับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย

สำหรับคลัสเตอร์ในกลุ่มเป้าหมายระยะแรก ประกอบด้วย Super Cluster เป็นคลัสเตอร์สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1.คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน 2.คลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม 3.คลัสเตอร์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.คลัสเตอร์ดิจิทัล ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต 

ส่วนคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ ได้แก่ 1.คลัสเตอร์เกษตรแปรรูป ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมายทุกภาค (ภาคเหนือ/กลาง/ตะวันออกเฉียงเหนือ/ตะวันออก/ใต้) และ2.คลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว

ขณะเดียวกันก็มีกิจการเป้าหมายที่จะส่งเสริมเป็นพิเศษในแต่ละคลัสเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคลัสเตอร์ ได้แก่ กิจการฐานความรู้และกิจการโลจิสติกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตที่มีความสำคัญสูง ได้แก่ กิจการต้นน้ำที่สำคัญของแต่ละคลัสเตอร์ อุตสาหกรรมสนับสนุนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักต่างๆ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

รายงานพิเศษ : ‘Gen A’อาสาสร้างนวัตกรรมทางปัญญา แก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน

ปัญหาขยะล้นเมือง ถือเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทยและเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยสถิติในการทิ้งขยะในปี 2558 มีมากถึง 49,680 ตันต่อวัน หรือ 17.8 ล้านตันต่อปี ปัญหานี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและละเลย จึงเป็นเหตุให้สิ่งแวดล้อมเสียสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะจากภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน รวมถึงภาคเกษตรกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทุกคนต่างรับรู้เป็นอย่างดี แต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญและลงมือแก้ไขปัญหาขยะอย่างจริงจังเสียที

ด้วยเหตุนี้เยาวชนนักคิดจิตอาสาจากโครงการ “เชียงของเรนเจอร์” นักเรียนโรงเรียนเชียงของวิทยาคม และ โครงการ “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาขยะ”นักศึกษามหาวิทยาลัยพะเยา ผู้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาขยะและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 2 โครงการนี้เป็นตัวแทนจากภาคเหนือที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็น 28 โครงการทั่วประเทศ พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้เป็นวาระที่สังคมยอมรับและเห็นคุณค่าของพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น


นายธนวัฒน์ สุวรรณทา หัวหน้าโครงการ เชียงของเรนเจอร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเชียงของวิทยาคม เล่าว่า ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ ทั้งในบ้าน โรงเรียนไปจนถึงชุมชนโดยทางโรงเรียนเชียงของวิทยาคมในโครงการเชียงของเรนเจอร์ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะภายในโรงเรียนเป็นอันดับแรก ซึ่งผมมีความเชื่อว่าปัญหาขยะนั้นแก้ยาก แต่สามารถแก้ได้ โดยไม่ใช่วิธีการบังคับให้นักเรียนลงมือทำแล้วจบไป เพราะโครงการของเราจะเน้นให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของขยะทุกชนิดโดยการเปลี่ยนขยะเป็นเงินและนำเงินนั้นไปทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักสิ่งแวดล้อมและรู้จักการให้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นเรายังส่งต่อความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านขยะไปสู่โรงเรียนบริเวณใกล้เคียงเพื่อสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะที่ถูกต้อง โดยโครงการเชียงของเรนเจอร์ถือเป็นโมเดลต้นแบบในเรื่องการจัดการขยะให้กับโรงเรียนอื่นๆ ได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมต่อไป


จุดเชื่อมต่อระหว่างของรางวัลกับจิตอาสา เกิดขึ้นเมื่อทางโครงการได้เปลี่ยนแนวคิดจากการแยกขยะเพื่อหวังของรางวัลเป็นการให้เด็กทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการแยกขยะอย่างจริงจัง เริ่มจากการแยกภายในห้องเรียนโดยแต่ละห้องจะมีอาสาสุขภิบาลทำหน้าที่รับผิดชอบถังรีไซเคิลขยะทั้ง 3 ถัง ได้แก่ ถังกล่องนม ถังกระดาษและถังพลาสติก แล้วนำไปแยกที่ ซีเค เรนเจอร์ นอกจากนั้นนักเรียนแต่ละคนจะมีเขตพัฒนาเป็นของตัวเอง ในทุกวันพฤหัสบดีทุกคนจะต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตนบริเวณรอบโรงเรียนก่อนเข้าแถว แล้วรวบรวมขยะที่ได้นำไปรวมกันเพื่อขาย ซึ่งเงินที่ได้จากการขายขยะจะถูกเก็บเป็นบัญชีและประกาศหน้าเสาธง เพื่อให้เด็กทุกคนรับทราบทั่วกันและในวันสำคัญตัวแทนโรงเรียนจะนำเงินนั้นไปบริจาคให้กับผู้ยากไร้ หรือซื้อของให้กับคุณตา คุณยายตามโรงพยาบาลเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับท่าน แต่สิ่งที่ทำและมีคุณค่ามากกว่าเงินหรือสิ่งของ นั่นคือการได้รับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ที่รู้สึกปลื้มใจที่มีคนเห็นความสำคัญของตน สิ่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นการปลูกฝังการกระทำเพื่อผู้อื่น โดยจุดประสงค์ของโครงการเชียงของเรนเจอร์นั้น จะเน้นในด้านการปลูกฝังนิสัยการรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการเห็นคุณค่าของขยะและสอนให้เป็นผู้มีจิตอาสาเพื่อสังคมอย่างแท้จริง


นอกจากผลงานด้านสิ่งแวดล้อมของน้องๆ โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาแล้ว ยังมีนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะในชุมชน และพร้อมเป็นผู้ริเริ่มนโยบายเกี่ยวกับระบบการจัดการขยะบริเวณชุมชนและวัด เพื่อปรับพฤติกรรมในการทิ้งขยะของชาวบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคมรอบข้าง จากโครงการปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาขยะ


นางสาวกัญปมน เชน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยพะเยาหัวหน้าโครงการปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ร่วมช่วยชุมชนแก้ไขปัญหาขยะ บอกว่า มหาวิทยาลัยของเรามีปณิธานในการเป็น “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน” ซึ่งเป็นการให้นิสิตได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างให้นิสิตมีจิตอาสาพัฒนาชุมชน โดยโครงการของเราได้เลือกพื้นที่ชุมชนบ้านสันจกปก ตำบลดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่สำรวจเชิงกายภาพและเห็นถึงปัญหาในด้านการจัดการขยะมูลฝอยเป็นปัญหาสำคัญของชุมชน ซึ่งปัญหาขยะที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะองค์การบริหารส่วนตำบลดอกคำใต้ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการขยะในบริเวณนี้ ทำให้ชุมชนไม่ได้มีสวัสดิการด้านรถขยะ ชาวบ้านจึงจัดการขยะด้วยวิธีของตนเอง เช่น การเผาทำลาย การฝังกลบหรือแม้แต่การนำขยะไปทิ้งบริเวณข้างวัด ส่งผลให้สภาพแวดล้อมภายบริเวณวัดมีขยะจำนวนมาก และไม่สามารถย่อยสลายได้ทันซ้ำยังส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนอีกด้วย


โครงการของเราจึงวางแผนการแก้ปัญหาเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่พูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปจนถึงการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านให้มีความเข้าใจในการคัดแยกขยะ รวมถึงการจัดการขยะให้ใช้ประโยชน์ได้ในหลายๆ ด้าน เช่น การจัดอบรมการเรียนรู้ร่วมกันและการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ชุมชน เกี่ยวกับการจัดการขยะรีไซเคิลที่สามารถนำไปขายหรือกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น การแยกขวดพลาสติกออกจากฝา ซึ่งสามารถแบ่งขายได้ในราคาที่ต่างกับขายทั้งขวด การจัดการขยะอินทรีย์ที่นำเศษอาหารหรือใบไม้ไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อใช้บำรุงต้นไม้ได้ การจัดการขยะอันตราย เช่น แบตเตอรี่โทรศัพท์ควรรวบรวมไว้แล้วส่งให้โรงงานผู้รับบริการกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น นอกจากจะให้ความรู้แล้วเรายังอธิบายให้เห็นถึงโทษของการทำลายขยะผิดวิธีที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาวอีกด้วย โดยผลตอบรับจากชาวบ้านเป็นที่น่าพอใจและพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อให้ชุมชนมีโมเดลการจัดการขยะที่ดีและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม


ขยะเป็นปัญหาที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ เมื่อสร้างสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นหมดประโยชน์ก็กลายเป็นขยะที่ไร้ค่า ในปัจจุบันที่โลกต้องเผชิญภัยพิบัติมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างตั้งใจ เพียงแค่คำว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของตน” แต่ยังมีพลังเล็กๆที่อาสาสร้างจิตสำนึกใหม่ในการรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะทำให้โลกน่าอยู่มากยิ่งขึ้น เห็นแล้วว่าแม้เยาวชนของชาติที่ยังขาดทุนทรัพย์ในการทำความดีแต่ไม่ขาดปัญญาและความเป็นจิตอาสาเพื่อตอบแทนสังคม โครงการ Gen A ขอเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป
 

ลดใช้ถุงพลาสติก


ปัญหาขยะ ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร ถึงขนาดขณะนี้รัฐบาลต้องประกาศให้การแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากนับวันขยะจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่าการกำจัดยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นขณะนี้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจึงรีบเร่งหาวิธีกำจัดขยะ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเตาเผาขยะขนาดใหญ่ แต่คงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการดำเนินการ

ดังนั้นการรณรงค์เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้สร้างขยะขึ้นมา ให้รู้จักสำนึกในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะ จึงคงเป็นความสำคัญและจำเป็นที่สุด เพราะอาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ปริมาณขยะลดลง เช่นเดียวกันกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ จึงได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งดำเนินการตามกรอบภารกิจของตัวเอง เพื่อทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงโดยเร็ว


โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการรณรงค์เพื่อสร้างกระแส พร้อมกับปลุกจิตสำนึกประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับบริษัทเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า 15 แห่ง ทำการประชาสัมพันธ์ พร้อมออกแคมเปญรณรงค์เพื่อจูงใจให้ลูกค้าลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งผลปรากฏว่าเพียงแค่วันเดียวสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 108 ล้านใบ


ดังนั้น พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มอบหมายนโยบายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมขยายวันรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก จากวันที่ 15 ของทุกเดือนออกไปอีก โดยให้เร่งรณรงค์ในวันที่ 30 ของทุกเดือนเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้เป็นเท่าตัวแน่นอน กอปรกับขณะนี้มีร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าอีกหลายรายเสนอตัวเข้าร่วมโครงการ เท่ากับเป็นการช่วยกันกระตุ้นให้ทุกๆ คนเกิดการตื่นตัว


โดยเฉพาะการร่วมมือร่วมใจกันลดปริมาณขยะ และกำจัดขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าจะสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ เนื่องจากขยะจากพลาสติกนั้นเป็นขยะที่ย่อยสลายและกำจัดยาก ซึ่งหากประชาชนยังมัวแต่ใช้ถุงพลาสติก แน่นอนว่าจะต้องมีขยะตกค้างเพิ่มมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นการที่หน่วยงานภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนพยายามรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกจึงเป็นสิ่งที่ดีสมควรให้การสนับสนุน ทั้งนี้เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีของเมืองและประเทศชาติในอนาคต

แม่สอดผสานความรู้พื้นบ้าน-วิชาการ ลดขยะ-ลดเผา-ลดปัญหาเขาหัวโล้น


กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ เครือข่าย ทสม. เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

ในปี 2558 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ขยายผลการทำงานของเครือข่าย ทสม. ดำเนิน "โครงการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ ทสม. ในการเป็นกลไกเฝ้าระวังทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" ภายใต้แนวความคิด "จากพื้นที่ทำงานเครือข่าย ทสม.สู่พื้นที่เรียนรู้ของชุมชน" โดยคัดเลือกชุมชนเครือข่ายที่มีกิจกรรมโดดเด่น มาพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ต้นแบบดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม สามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ปัญหาขยะ หมอกควัน และ ภูเขาหัวโล้น ที่ส่อเค้าวิกฤติอย่างหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือ

นายพนม นามผาญ ประธานป่าชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวง ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่โดยรอบชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวงต้องประสบปัญหาหมอกควันพิษขั้นรุนแรง สิ่งที่แรกที่ต้องทำ คือ การให้ความรู้ชาวบ้านเพื่อให้เกิดความตระหนักให้ได้ ทั้งเรื่องโลกร้อน มลพิษ สุขภาพ เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องหลังจากสามารถดึงชาวบ้านให้เข้ามาเป็นแนวร่วมได้แล้ว ชุมชนจึงร่วมมือกันทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมทั้งมีหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เครือข่าย ทสม. และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาให้การสนับสนุน โดยชุมชนมีการรณรงค์เลิกเผาพื้นที่การเกษตร แล้วหันมาใช้วิธีไถกลบ และมีการวางกฎกติกาของชุมชน เช่น ถ้าบ้านไหนจำเป็นต้องเผาก็ให้มาแจ้งที่ผู้ใหญ่บ้านเพื่อชี้แจงถึงความจำเป็น มีกรรมการชุมชนและอาสาสมัครช่วยกันตรวจตราเฝ้าระวัง ส่วนเรื่องป่าเราก็ไม่ทิ้ง มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยกันรักษาเฝ้าระวัง ซึ่งก็ได้ผล เพราะป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น การล่าสัตว์ก็เบาบางลง จนเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ได้รับรางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับประเทศ

จากผลสำเร็จดังกล่าว กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้สนับสนุนให้ชุมชนบ้านแม่กื้ดหลวงเป็นศูนย์ต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผานั้นซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมากที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีความตื่นตัว มีการผสานองค์ความรู้พื้นบ้านและวิชาการ สามารถนำไปพัฒนาการทำงานเรื่องลดการเผา การรักษาป่า และการจัดการขยะ ตามภารกิจเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

ทส.ตั้งเป้า 5 ปีลดก๊าซเรือนกระจก 24 ล้านตัน


พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพร้อมรับฟัง และมอบนโยบายที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยมีนางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวต้อนรับ และบรรยายสรุปงานที่สำคัญของหน่วยงาน

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ วันนี้จึงเดินทางมารับทราบแนวทางในการทำงานแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งแผนทำงาน 5 ปีของกระทรวงฯ ตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 24 ล้านตัน ลำพังเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถทำได้ จึงมอบนโยบายให้องค์การฯ ไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพลังงานและคมนาคมร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ด้าน น.ส.ณัฐริกา วายุภาพ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละประมาณ 300 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ ภาคการผลิต ภาคการใช้พลังงาน และภาคการขนส่ง หน่วยงานที่เกี่ยวโดยตรงคือกระทรวงพลังงานและคมนาคม รัฐมนตรีมอบแนวทางการทำงานต้องสร้างความเข้าใจ รับรู้ถึงประโยชน์และโทษให้ไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยกันลดพลังงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 24 ล้านตันในอีก 5 ปี ตามที่ไทยได้ประกาศในการประชุมประชาคมโลก แม้ตัวเลขดังกล่าวถือว่าค่อนข้างมาก แต่หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมั่นใจว่าจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน

by ThaiWebExpert