หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ทส.ตั้งเป้า 5 ปีลดก๊าซเรือนกระจก 24 ล้านตัน


พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพร้อมรับฟัง และมอบนโยบายที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยมีนางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวต้อนรับ และบรรยายสรุปงานที่สำคัญของหน่วยงาน

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ วันนี้จึงเดินทางมารับทราบแนวทางในการทำงานแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งแผนทำงาน 5 ปีของกระทรวงฯ ตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 24 ล้านตัน ลำพังเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถทำได้ จึงมอบนโยบายให้องค์การฯ ไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพลังงานและคมนาคมร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ด้าน น.ส.ณัฐริกา วายุภาพ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละประมาณ 300 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ ภาคการผลิต ภาคการใช้พลังงาน และภาคการขนส่ง หน่วยงานที่เกี่ยวโดยตรงคือกระทรวงพลังงานและคมนาคม รัฐมนตรีมอบแนวทางการทำงานต้องสร้างความเข้าใจ รับรู้ถึงประโยชน์และโทษให้ไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยกันลดพลังงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 24 ล้านตันในอีก 5 ปี ตามที่ไทยได้ประกาศในการประชุมประชาคมโลก แม้ตัวเลขดังกล่าวถือว่าค่อนข้างมาก แต่หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมั่นใจว่าจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน

ส.ส.เปิดเวทีปลุกพลังเครือข่ายนักศึกษา พัฒนาสถาบันสู่ 'มหาวิทยาลัยสีเขียว'


คนเดินทาง/รายงาน

พิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะการเกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือแม้กระทั่งปัญหาหมอกควันพิษ ที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นวงกว้างตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศ ถูกบุกรุกทำลายจนเกิดความเสื่อมโทรมอย่างหนัก เช่น การบุกรุกป่าจนกลายเป็นเขาหัวโล้น


อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากต้องอาศัยการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดปัญหาแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการคือการสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนในการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังหลักในการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศในอนาคต


ดังนั้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้ดำเนินโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อมระดับประเทศสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) โดยนำตัวแทนนิสิตนักศึกษาจากชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนหารือการดำเนินกิจกรรมภายในรั้วสถาบันการศึกษา เพื่อนำ ไปสู่การพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว โดยมีในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ ภูเขางามรีสอร์ท จ.นครนายก


หากพูดในระดับสากล Green University เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเกณฑ์ชี้วัดที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยของประเทศไทยต่างนำมาเป็นกรอบการพัฒนาตัวเองเพื่อนำไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอยู่แล้ว กรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อม จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดทำงาน โดยสนับสนุนเยาวชนผ่านชมรมอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้การทำงานเกิดความชัดเจน โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นกิจกรรม ที่คิดขึ้นใหม่ แต่เป็นสิ่งง่ายๆ ที่ใกล้ตัวของเราอยู่แล้ว เช่น การลดพลาสติก ธนาคารขยะ การประหยัดพลังงาน แต่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ในระดับนโยบายของมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งหนุนเสริมความเป็น Green University ของมหาวิทยาลัยได้ ดังเช่น การจัดตั้ง "จักก้า เซ็นเตอร์" มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กลุ่มนักศึกษาและมหาวิทยาลัย ร่วมกันผลักดันจนประสพผลสำเร็จในการพัฒนามหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นเมืองแห่งจักรยานได้


นายวดิษ บุญคำภาว์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คำว่า "จักก้า" เป็นศัพท์สแลงที่ใช้กันในมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อใช้เรียกจักรยาน โดย "จักก้า เซ็นเตอร์" มีจุดเริ่มต้นมาจาก ปี 2553 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มโครงการ "จักรยานสีขาว" โดยนำจักรยานเก่าที่ได้รับบริจาคมาซ่อมแซมเพื่อทำเป็นรถจักรยานสาธารณะ ให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยใช้สัญจรในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ และสภาพของอุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวย จึงมีการพัฒนาปรับปรุงระบบ กระทั่งกลายเป็นระบบจักรยานครบวงจร ในมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย มีระบบสมาชิก การยืม การคืน การซื้อขายแลกเปลี่ยนจักรยานเก่า การดูแลรักษา และศูนย์บริการซ่อมบำรุงอย่างเต็มรูปแบบ "จักก้า เซ็นเตอร์" จึงเปรียบเสมือนจุดนัดพบของคนรักรถจักรยานที่มาทำกิจกรรม ร่วมกัน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็ได้ให้การสนับสนุน โดยจัดสรรพื้นที่การจราจรสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ เพื่อเอื้อให้นักศึกษาและบุคลากรสามารถใช้จักรยานได้อย่างสะดวก


"มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคลากรและนักศึกษากว่า 2 หมื่นคน มีรถยนต์เข้าออกเฉลี่ยวันละมากกว่า 3,700 คัน เป็นที่มาของปัญหาการจราจร มลภาวะ รวมทั้งต้องใช้งบประมาณสำหรับก่อสร้างที่จอดรถและการบริหารจัดการต่างๆ เฉลี่ย 1.4 แสนบาทต่อรถยนต์ 1 คัน ดังนั้นการใช้รถจักรยานจึงเป็นทางเลือกที่นอกจากจะช่วยลดอุบัติเหตุได้แล้ว ยังทำให้มหาวิทยาลัยประหยัดงบประมาณ นักศึกษาและบุคลากรได้ออกกำลังกาย และมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นมหาวิทยาลัยต่างๆ หันมาส่งเสริมให้นักศึกษาใช้รถจักรยาน เพราะการเติบโตในวิถีจักรยาน จะช่วยให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เกิดจิตสำนึกไม่ทำลายธรรมชาติ และที่สำคัญ คือ การเรียนรู้ที่จะถ้อยทีถ้อยอาศัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งถือเป็นระเบียบวินัยที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกสังคม" นายวดิษ กล่าว

ม.เกษตร วัดคุณภาพอากาศ Bike for Mom ลดก๊าซเรือนกระจก


ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ผลจากการจัดกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ Bike for Mom เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ปรากฏชัดว่า ทำให้คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครดีขึ้นอันเนื่องมาจากการลดการใช้รถยนต์ โดยการตรวจวัดคุณภาพอากาศของ "KU Tower"

ทั้งนี้ "KU Tower" เป็นสถานีวิจัยเพื่อการตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาสูง ขนาดความสูง 117 เมตร ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บตัวอย่าง โดยสามารถตรวจวัดลักษณะอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและเก็บตัวอย่างวิเคราะห์คุณภาพอากาศที่ระดับความสูง 10 ถึง 110 เมตร จากระดับพื้นดิน พบว่าช่วงเวลา 08.00-09.00 น. ที่ยังไม่มีการปิดการจราจร พบมวลสารทางอากาศมีความเข้มข้นสูงเมื่อเทียบกับความเข้มข้นในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2558 และเมื่อถึงเวลา 10.00-11.00 น. การเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นจากกิจกรรมฯ เริ่มแสดง "การลดลงของมลสารทางอากาศ" และชัดเจนตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยพบว่าร้อยละของการลดลงเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ฝุ่นละอองขนาด 10 ไมโครเมตร และฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมโครเมตร ตั้งแต่เวลา 12.00-16.00 น. มีค่าเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 17 98.9 46.3 และ 48.4 ตามลำดับ

สำหรับข้อมูลในการวัดอากาศสำหรับปีนี้ (2558) ลักษณะความเข้มข้นของมวลสารทางอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร มีค่าสูงในช่วงเวลาเร่งด่วน และสัมพันธ์กับความต้องการเดินทางของประชาชน ดังนั้นเมื่อพิจารณากิจกรรม "Bike for Mom" จึงเป็นการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และสามารถยกระดับของคุณภาพอากาศให้มีความเข้มข้นต่ำลงอย่างชัดเจน คุณภาพอากาศและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกรุงเทพมหานครที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยก๊าซเรือนกระจกลดลงประมาณ 3% สอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ใช้การจัดการคุณภาพอากาศของเมืองโดยการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

ผศ.ดร.สุรัตน์ กล่าวเสนอว่า ในการประยุกต์ใช้กรณีกิจกรรมที่มีลักษณะเดียวกับกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ เพื่อใช้ในการจัดการคุณภาพอากาศนั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงพื้นที่ที่เป้าหมายที่ต้องการลดมลภาวะทางอากาศ พื้นที่จัดกิจกรรมที่ต้องควบคุมปริมาณการจราจร ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาและสภาพบรรยากาศ ซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมปั่นเพื่อแม่นั้นสามารถแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของกิจกรรมอย่างชัดเจน และสามารถเป็น "กรณีอ้างอิง" (Reference case) สำหรับการประยุกต์ใช้กิจกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการคุณภาพอากาศต่อไป หากกรุงเทพมหานครสามารถจัดโซนในพื้นที่คุณภาพอากาศวิกฤติและจำกัดปริมาณรถยนต์ และส่งเสริมกระตุ้นให้ประชาชนใช้จักรยานจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลกได้อย่างชัดเจน ตลอดจนเป็นการสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชนในการช่วยพิทักษ์คุณภาพอากาศที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้

สมาคมเพื่อนชุมชนผนึกกำลัง เปิด 7 เครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม

"นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด" นับเป็นพื้นที่อันเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ก่อเกิดรายได้และการจ้างงาน จนนำมาซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจบางครั้งย่อมนำมาซึ่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม การเฝ้าระวังจึงนับการเริ่มต้นของการดูแลป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น หรือหากเกิดก็สามารถหาทางป้องกันไม่ให้มีผล กระทบในวงกว้างได้อย่างทันท่วงที

จากหลักการดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการสร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุกในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ โดยการผลักดันและสนับสนุนจาก "สมาคมเพื่อนชุมชน" กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการการตรวจสอบและการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินร่วมกันระหว่างรัฐ โรงงานและชุมชน

โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าวมีการจัดตั้งคณะทำงานรับผิดชอบแล้วถึง 7 คณะ ประกอบด้วย คณะทำงานประจำพื้นที่ ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอ แอล 2.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทิศตะวันออก 3.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและเขตท่าเรือ 4.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ทิศเหนือ 5.นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ทิศตะวันตก 6.นิคมอุตสาหกรรมผาแดง 7.นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ซึ่งพื้นที่การดำเนินการของ 7 คณะทำงาน ครอบคลุมพื้นที่ชุมชน 52 ชุมชน แบ่งเป็น 38 ชุมชนมาบตาพุด และ 14 เทศบาลตำบลบ้านฉาง

สำหรับการทำงานของเครือข่ายฯ นั้นจะมีการจัดสัมมนาให้องค์ความรู้กับชุมชนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในกรณีฉุกเฉินที่อาจเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ กลิ่น เสียง น้ำ ฝุ่น เป็นต้น เพื่อให้ชุมชนนั้นมีความรู้ขั้นพื้นฐานในการแจ้งลักษณะ รูปแบบต่างๆ ได้ชัดเจน รวมถึงวิธีการปฏิบัติตนอย่างไรในแต่ละสถานการณ์หากมีเหตุฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวทางการป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนแนวทางการปฏิบัติการของ "เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุก" จะทำหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุน กนอ. ในกรณีที่เกิดเหตุหรือพบเห็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ชุมชนแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบหัวหน้าคณะที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ซึ่งคณะทำงานจะวิเคราะห์ตรวจสอบ ร่วมกับ ศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Monitoring and Control Center:EMCC) ของ กนอ. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ กนอ.ลงมาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

ทั้งนี้รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม นับเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดขอบเขตและผู้รับผิดชอบร่วมกันเป็นคณะทำงาน มีทั้งหมด 7 คณะโดยจะมีทั้งส่วนของโรงงาน กนอ. และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่มาร่วมเป็น คณะกรรมการ ทำหน้าที่รับเรื่องเหตุผิดปกติที่ประชาชนมีข้อสังเกตหรือกังวล ซึ่งในบางครั้งอาจจะไม่ใช่เหตุที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้ ทางคณะกรรมการจะดำเนินการตรวจสอบร่วมกับชุมชน กรณีที่เป็นเหตุเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมจะแจ้งไปยังศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) เพื่อตรวจสอบ และมีการแจ้งผลไปยังประชาชนอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดังกล่าวที่ก่อตั้งขึ้นมานั้น ในเบื้องต้นจะมีการจดบันทึกแต่ละเหตุการณ์และประเมินผลว่าในแต่ละเดือนเกิดเหตุกี่ครั้ง และเกิดจากมลภาวะประเภทไหน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางแก้ไขปัญหา และเสนอต่อศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม EMCC ต่อไป

นายวิรุฬห์ บาลิต ประธานชุมชนซอยร่วมพัฒนา จังหวัดระยอง กล่าวว่า การรวมกลุ่มภาคชุมชนโดยมีการแบ่งพื้นที่กันดูแลในกลุ่ม ทำให้พื้นที่แคบลงสามารถดูแลกันได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น และในแต่ละกลุ่มอยู่ภายใต้ความดูแลของหัวหน้าคณะทำงานของทั้ง 7 พื้นที่ นับว่าเป็นการดำเนินงานที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่กระจัดกระจายเหมือนแต่ก่อน

ทั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการดำเนินงานในเชิงรุกบูรณาการร่วมกัน ระหว่าง กนอ. โดยศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในส่วนของสมาคมเพื่อนชุมชน และชุมชนในพื้นที่ ทำให้เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะมีการประสานงานกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว สร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

เครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุกในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ซึ่งมีคณะดูแลถึง 7 คณะนับเป็นเครือข่ายฯ ที่เข้มแข็งที่จะป้องกันปัญหาผล

กระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงรุกด้วยการร่วมกันสอดส่องดูแลตั้งแต่ต้นแทนที่จะเป็นเชิงรับเช่นที่ผ่านมาทำให้ทุกฝ่ายต่างมีความเชื่อมั่นที่จะร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากทุกเหตุการณ์ หรือแม้ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินก็จะเกิดน้อยที่สุด

นับเป็นเครือข่ายฯ ที่จะเป็นบทพิสูจน์ในการปกป้องและพัฒนา "มาบตาพุด" ให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco Industrial Town หรือให้ "มาบตาพุด" เป็น "บ้าน" ที่น่าอยู่ของชาวระยองตามเจตนารมณ์ของสมาคมเพื่อนชุมชน

“บ้านระเบิกขาม” ชุมชนต้นแบบคัดแยกขยะฯ


หมู่บ้านระเบิกขาม ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ชุมชนต้นแบบที่ลดการใช้ถุงพลาสติก และคัดแยกขยะระดับครัวเรือน นำขยะและของเหลือใช้มาสร้างมูลค่า

บุรีรัมย์/ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่หมู่บ้านระเบิกขาม ม. 5 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 14 เป็นประธานมอบป้ายร้านค้าปลอดถุง ให้แก่ร้านค้าในหมู่บ้าน ที่ร่วมรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกจำนวน 6 ร้านค้า พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมของหมู่บ้านระเบิกขาม ม.5 ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบนำร่องจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยมีการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และได้มีการใช้ประโยชน์จากขยะเหลือทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี ด้านสิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ ของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายภูมิจิตร ศรีวงษ์ราช นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ พร้อมส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้านระเบิกขามร่วมให้การต้อนรับ


นายบัณฑิต กล่าวว่า หมู่บ้านดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหมู่บ้าน ที่มีการบูรณการร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมการรณรงค์ให้มีการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และการลดการใช้ถุงพลาสติก นอกจากจะลดการใช้ถุงพลาสติก ยังเป็นการลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในชุมชนอีกด้วย ซึ่งปัญหาขยะในปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกภาคส่วนจะต้องกำจัดและแก้ไขอย่างถูกวิธี ถ้าหากมีการลดการใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือร้านค้า รวมถึงการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือนได้เหมือนอย่างหมู่บ้านระเบิกขาม เชื่อได้ว่าปัญหาขยะล้นเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ จะคลี่คลายลง รวมถึงยังจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย


ทั้งนี้สำหรับหมู่บ้านระเบิกขาม ม. 5 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาชุมชนต้นแบบของจังหวัดบุรีรัมย์ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ มีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ตามความพร้อมและความเหมาะสมกับบริบทชุมชน ให้เป็นต้นแบบชุมชนสีเขียว โดยทุกครัวเรือนจะมีการคัดแยกขยะประเภทต่างๆ เช่น พลาสติก แก้ว กระดาษ อะลูมิเนียม มีการจัดตั้งธนาคารขยะสะสมบุญ ทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ทำน้ำยาอเนกประสงค์จากน้ำหมัก เลี้ยงไส้เดือน ใช้วัสดุธรรมชาติแทนการใช้ถุงพลาสติก สามารถลดปริมาณขยะได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ยืนต้นและพืชล้มลุก เพื่อปรับสภาพภูมิทัศน์รอบหมู่บ้าน มีกิจกรรมความสะอาดหมู่บ้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ มีการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกในงานประเพณีต่างๆ ของหมู่บ้าน ซึ่งทุกกิจกรรมขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) และคณะกรรมการเยาวชน (กม.น้อย เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านที่จะสืบทอดการพัฒนารุ่นต่อไป) 

"บ้านระเบิกขาม"ชุมชนต้นแบบคัดแยกขยะ

 "บ้านระเบิกขาม"ชุมชนต้นแบบคัดแยกขยะระดับครัวเรือน

บุรีรัมย์ / ที่หมู่บ้านระเบิกขาม ม. 5 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต14 เป็นประธานมอบป้ายร้านค้าปลอดถุง ให้แก่ร้านค้าในหมู่บ้าน ที่ร่วมรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกจำนวน 6 ร้านค้า พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมของหมู่บ้านระเบิกขาม ม.5 ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบนำร่องจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยมีการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และได้มีการใช้ประโยชน์จากขยะเหลือทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี ด้านสิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ ของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายภูมิจิตร ศรีวงษ์ราช นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ พร้อมส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้านระเบิกขามร่วมให้การต้อนรับ

นายบัณฑิต กล่าวว่าหมู่บ้านดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหมู่บ้าน ที่มีการบูรณการร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมการรณรงค์ให้มีการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และการลดการใช้ถุงพลาสติก นอกจากจะลดการใช้ถุงพลาสติก ยังเป็นการลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในชุมชนอีกด้วย ซึ่งปัญหาขยะในปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกภาคส่วนจะต้องกำจัดและแก้ไขอย่างถูกวิธี ถ้าหากมีการลดการใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือร้านค้า รวมถึงการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือนได้เหมือนอย่างหมู่บ้านระเบิกขาม เชื่อได้ว่าปัญหาขยะล้นเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ จะคลี่คลายลง รวมถึงยังจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้สำหรับหมู่บ้านระเบิกขาม ม. 5 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาชุมชนต้นแบบของจังหวัดบุรีรัมย์ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ มีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ตามความพร้อมและความเหมาะสมกับบริบทชุมชน ให้เป็นต้นแบบชุมชนสีเขียว โดยทุกครัวเรือนจะมีการคัดแยกขยะประเภทต่างเช่น พลาสติก แก้ว กระดาษ อลูมิเนียม มีการจัดตั้งธนาคารขยะสะสมบุญ ทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ทำน้ำยาเอนกประสงค์จากน้ำหมัก เลี้ยงไส้เดือน ใช้วัสดุธรรมชาติแทนการใช้ถุงพลาสติก สามารถลดปริมาณขยะได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ยืนต้นและพืชล้มลุก เพื่อปรับสภาพภูมิทัศน์รอบหมู่บ้าน มีกิจกรรมความสะอาดหมู่บ้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ มีการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกในงานประเพณีต่างๆของหมู่บ้าน ซึ่งทุกกิจกรรมขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) และคณะกรรมการเยาวชน (กม.น้อย เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านที่จะสืบทอดการพัฒนารุ่นต่อไป) 

พีอีเอประมูลสร้างรฟฟ.ขยะบางบาลปีนี้


นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ พีอีเอ เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายขยะ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้ PEA สร้างโรงไฟฟ้านำร่องผลิตจากขยะที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังผลิต 3.5 เมกะวัตต์วงเงินลงทุน 990 ล้านบาท เตรียมประมูลปลายปี 2558 และก่อสร้างเสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง เป็นเทคโนโลยี Refuse Derived Fuel : RDF โดยใช้ขยะ 300 ตัน/วัน ซึ่งในขณะนี้ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นผู้ประสานขนส่งขยะ ซึ่งควรจะต้องมีการแยกขยะให้เหมาะสมกับการผลิตไฟฟ้าด้วย ทั้งนี้ PEA ได้จัดการประกวดการจัดการขยะในโครงการ PEA Waste Management เพื่อรณรงค์ร่วมสร้างจิตสำนึกให้พนักงานกว่า 27,000 คน และพนักงานสำนักงานอีกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันคัดแยกขยะ และได้เปิดตัวนวัตกรรมถังแยกขยะ ZeWa (Zero Waste) นวัตกรรมต้นแบบจากความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานที่เป็นถังขยะพูดได้ให้คำแนะนำในการแยกขยะแก่ผู้ใช้งานภายใต้แนวคิดพฤติกรรมนำจิตสำนึก สามารถแสดงสถานะปริมาณขยะในถัง อุณหภูมิ เวลา ความถี่ในการใช้งานและส่งข้อมูลดังกล่าวผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งในเบื้องต้น PEA ได้ผลิตถังแยกขยะต้นแบบจำนวน 13 ชุด เพื่อนำไปเป็นตัวช่วยในโครงการประกวดการจัดการขยะของ 12 เขตการไฟฟ้ากับสำนักงานใหญ่

“การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Zero Waste Management ถังแยกขยะ ZeWa จะเป็นตัวช่วยในการสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง อันจะนำไปสู่การนำขยะไปสร้างประโยชน์อื่นๆ ต่อไป จนไม่เหลือของที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งหากคำนวณปริมาณขยะที่คนไทยผลิตเฉลี่ย 2 กิโลกรัม ต่อคนต่อวัน ดังนั้น โครงการ PEA Waste Management หากทำ 1 เดือน น่าจะช่วยลดขยะ 1.62 ล้านตัน และหากขยายผลไปยังชุมชนรอบข้างด้วยคาดว่าน่าจะลดขยะลงได้เกือบ 7 ล้านตัน”


นายสมไทย วงษ์เจริญ ประธานกรรมการโรงงานคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลที่เร่งจัดการขยะ ซึ่งรัฐบาลควรออกกฎหมายรีไซเคิลมาดูแลขยะ ซึ่งจะช่วยละขยะลดภาวะโลกร้อนเป็นทางออกในทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด


ไฟฟ้าชีวมวล

ผู้เขียน: 
ขนกวรรณ พรหมทอง/พังงา


ผู้สื่อข่าวรายงานที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพังงา บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา นายอนิรุทธ์ ลือแทน แกนนำชาวบ้าน ต.รมณีย์ และนายวิชัยรัตน์ พลพิพัฒน์ แกนนำชาวบ้าน ต.เหล อ.กะปง จ.พังงา นำตัวแทนชาวบ้านทั้ง 2 ตำบล เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ต่อนายธรรมเนียม บำรุง หน.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพังงา โดยอ้างว่าหลังจากทาง บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้เข้ามาชี้แจงเรื่องโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ ต.รมณีย์ เป็นโครงการสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 9.9 เมกะวัตต์ และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมการโครงการ โดยทางชุมชนชาวบ้านมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่ควรมีการจัดสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ ต.รมณีย์ เนื่องจากที่ตั้งโครงการไม่เหมาะสม ใกล้แหล่งชุมชน โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วัด ที่สำคัญคือบ่อน้ำพุร้อน และแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์เทวสถานพระนารายณ์ จึงได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลครั้งนี้


ด้าน นายวิชัยรัตน์ พลพิพัฒน์ แกนนำชาวบ้าน ต.เหล อ.กะปง จ.พังงา กล่าวว่า แม้ทางโรงงานไฟฟ้าชีวมวลมีเป้าหมายตั้งที่ ต.รมณีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับ ต.เหล ทางชาวบ้านจึงเป็นกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากหมู่บ้านจุดที่ตั้งมีพื้นที่ติดกัน กระแสลมและพื้นที่จะได้รับผลกระทบร่วมกัน ทางชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงจึงได้ออกมาต่อต้าน ประกอบกับทางผู้ประกอบการทำการชี้แจงไม่ชัดเจน ในเรื่องของข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ทำให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง


สำหรับนักวิชาการได้ออกมาให้ข้อมูลต่อประชาชนเป็นการเร่งด่วน หลังมีกระแสให้ข้อมูลเก่าต่อประชาชนทำให้เกิดความสับสน โดย รศ.ดร.พล สาเกทอง อดีต อ.ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้เชื้อเพลิงของปาล์มกับของต้นยางพารานั้นพบว่า การใช้เชื้อเพลิงของต้นยางพาราจะใช้ได้ดีกว่า ไม่พบกากที่เหลือใช้ การเผาผลาญจะมีประสิทธิภาพดีกว่าต้นปาล์ม จึงทำให้มีการแนะนำการใช้เชื้อเพลิงของต้นยางพาราดีกว่า โดยโรงงานไฟฟ้า ชีวมวลที่ผลิตจากต้นปาล์มได้ถูกสั่งให้หยุดการผลิต เนื่องจากการเผาผลาญจากต้นปาล์มเกิดมลพิษขึ้น ส่งผลกระทบกับชุมชน จึงมีการสั่งหยุดพักการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงงานที่ใช้ต้นปาล์มเป็นวัตถุดิบ

แจงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน


นายคุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานขอชี้แจงถึงกรณีที่มีกลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ยกเลิกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2.เสนอให้เลื่อนการเปิดประมูลโครงการฯ ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ออกไปไม่มีกำหนด 3.การตั้งคณะกรรมการร่วมกันก่อนมีการพิจารณาใดๆ นั้น


ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานขอน้อมรับฟังความคิดเห็นพร้อมยืนยันว่า การเตรียมการสร้างโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ที่ จ.กระบี่ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ครบถ้วนตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และได้มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของทั้ง 2 โครงการควบคู่กันมาต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพลังงานขอให้ประชาชนในพื้นที่ มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างแน่นอน


ทั้งนี้ ความจำเป็นของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ที่ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ของ กฟผ.อยู่แล้วนั้น ก็เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอในอนาคตและเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีแนวโน้มของการใช้ไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ที่สำคัญต้นทุนของเชื้อเพลิงถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ช่วยให้เศรษฐกิจของไทยก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในเวทีโลก เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ที่ราคาแพงกว่า 

กูรูแนะภาคธุรกิจไทยยกระดับสังคม-สิ่งแวดล้อมก้าวสู่ AEC


การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้ ทำให้ทุกภาคส่วนของประเทศ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมเร่งความพร้อมสู่การเปิดเสรีของ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงานเสวนาเปิดตัวโครงการ "ดาว เคมิคอล เพื่ออุตสาหกรรมยั่งยืน" ระยะที่ 3 ภายใต้หัวข้อ "ปรับกระบวนทัศน์อุตสาหกรรมไทย ก้าวไกลใน AEC" โดยผู้เชี่ยวชาญจากแขนงต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อการผงาดเป็นหนึ่งในผู้นำ AEC

เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพันธมิตร

นายชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า สังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน เป็นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจต่างก็กำลังจับตามอง ในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 600 ล้านคนนี้ มีการลงทุน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกัน 10 ประเทศ อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 17% นั้นเป็นการลงทุนภายในประเทศอาเซียนด้วยกันเอง


"การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะแต่ละประเทศยังยึดติดในความเป็นประเทศเขาประเทศเราอยู่ เราต้องใส่ความเป็นอาเซียนให้มากขึ้น เราต้องคิดว่าเราเป็นหุ้นส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการพัฒนาร่วมกัน" นายชุตินทร กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสริมว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของอาเซียน ในขณะที่ภาคเอกชนเองก็มีศักยภาพ ทว่าสิ่งสำคัญคือความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศก็ตาม

"เราต้องคิดว่าเป้าหมายใหญ่คือการนำพาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ AEC ภาครัฐเอกชนควรร่วมมือกัน ผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้าด้านบริการ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอุตสาหกรรมต่างๆ และประเทศไทยต้องปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจ โดยแทนที่จะมองว่าประเทศเพื่อนบ้านคือคู่แข่ง อาเซียนควรคิดว่าเราคือตลาดและฐานการผลิตเดียว นอกจากนี้เราควรมีความพร้อมที่จะปรับตัว เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง" รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าว

ตอบโจทย์ด้านธุรกิจแบบยั่งยืน

ด้าน นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการที่ดาวเป็นบริษัทด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งตั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าแค่ระดับประเทศหรือภูมิภาค

"เราเชื่อว่าประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านเป็น 8.3 พันล้าน และเมื่อประชากรทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ความต้องการอุปโภคบริโภคจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% การใช้พลังงานก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากสูงขึ้นอีกถึง 45% เมื่อถึงเวลานั้นเราจะหาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดได้อย่างไร เราจะหาแหล่งน้ำสะอาดที่ไหนมาใช้เพื่อการบริโภค ดาวจึงได้พยายามตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกให้น้อยที่สุด ด้วยการนำโซลูชั่นจากนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เพราะหากเราสามารถคิดค้นสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ เราเองก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน"

ดาวเชื่อว่าคำตอบของการทำธุรกิจแบบยั่งยืนก็คือวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นตัวแปรหลักที่ตอบโจทย์ด้านความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ เป้าประสงค์สูงสุดของดาว คือจะทำอย่างไรให้การดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนบนโลกเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ดาวจึงได้มีการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจแบบยั่งยืนที่ชัดเจนมากมาตั้งแต่ปี 2538 โดยเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2548 จะปรับเปลี่ยนและสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คนของดาวตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และอาชีวอนามัยเป็นประการสำคัญ

นายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า "พอย่างเข้าปี 2548 เราก็ตั้งเป้าหมายต่อไปอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งก็คือปี 2558 โดยขยายขอบข่ายความยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก นั้นก็คือการส่งต่อความยั่งยืนไปยังลูกค้าของเรา ผ่านผลิตภัณฑ์และการบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงการใช้พลังงาน ในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การที่เราสามารถใช้ความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของเรา ประกอบกับการทำงานร่วมกันกับลูกค้า ในการพัฒนาระบบที่ทำให้ผู้คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนน้ำสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดได้ เช่นการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดในแถบตะวันออกกลาง เป็นต้น"

ปัจจุบันดาวมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ ที่จำหน่ายอยู่ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยมีสำนักงานทั้งหมด 35 แห่งในเอเชีย และมีโรงงานทั้งหมด 41 โรงงานใน 12 ประเทศ และการที่ดาวเติบโตได้อย่างมั่นคงก็เพราะการทำธุรกิจแบบยั่งยืน

"ดาวไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าเพียงลำพังได้ หากบริษัทคู่ค้าไม่แข็งแรง ฉะนั้นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความแข็งแกร่ง ด้วยการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ SMEs ใส่ใจด้านทรัพยากรและหลักการลีนเพื่อสิ่งแวดล้อม การเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในภาคส่วนต่างๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาได้เห็นหลักการตรงนี้ก็คือการทำให้ทั้งซัพพลายเชนมีความสมบูรณ์แข็งแรง" ฉัตรชัยกล่าว

ยกระดับมาตรฐานภาคสังคมและสิ่งแวดล้อม

ด้าน ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ สิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นดิน รวมไปถึงสถานการณ์ด้านสารเคมีและขยะ และธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ด้านมลพิษข้ามแดนที่ประเทศต่างๆ ต้องช่วยกันแก้ไข

ทั้งนี้หากไทยต้องการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ควรยึดถือคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงกันของภาคสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ การที่ทรัพยากรมีจำกัด สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งให้ความสำคัญก็คือการทำงบด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังควรนำหลักการลีนเพื่อ สิ่งแวดล้อม (Lean Management for Environment) มาใช้ และต้องเข้าใจการให้ความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระที่เพิ่มขึ้น แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เพื่อให้องค์กรสามารถยกระดับมาตรฐานของตนได้ หากประเทศไทยจะก้าวไกลใน AEC ภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องพัฒนาให้สูงกว่าระดับมาตรฐาน หรือ beyond- standard ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับประเทศไทยในการเข้าถึงตลาดยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เช่น การได้รับการรับรองฉลากเขียว ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

"ปัจจุบันภาคธุรกิจของหลายๆ ประเทศในยุโรป จะพิจารณาคู่ค้ากันตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ประเทศเยอรมนีที่มีกฎในการนำเข้าน้ำมันปาล์มว่า หากผลผลิตนั้นได้มาจากการไปแย่งชิงแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของมนุษย์ เขาก็จะไม่รับซื้อ เป็นต้น" ดร.ขวัญฤดี กล่าว

by ThaiWebExpert