หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ตรังติวเข้มอาสาพิทักษ์ป่า สร้างจิตสำนึกเป็นรูปธรรม

ตรัง ติวเข้มอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เพื่อสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกันในการป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม

นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดตรัง ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช) กรมป่าไม้ และกองทัพภาคที่ 4 จัดโครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ขึ้น ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาช่อง จังหวัดตรัง โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวน 100 คน ทั้งนี้ เนื่องจากกรมป่าไม้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านการป้องกันรักษาป่า โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นอันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาป่าให้ดียิ่งขึ้น และสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคมไทย ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการตัดสินใจและวางแผน ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ต่างๆ

นายธีระยุทธ เปิดเผยต่อไปว่าสำหรับการจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดพระราชปณิธาน และความห่วงใยในพสกนิกร ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แก่ราษฎรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันดูแลรักษาป่าเพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ

“นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกันในการป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนเพื่อให้ราษฎรผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและวิธีการอนุรักษ์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลสู่ญาติ พี่น้อง ในครอบครัวต่อไป” นายธีระยุทธ กล่าว

 

ป่าไม้เปิดยุทธการลุยจับนายทุนรุกป่า จ.ภูเก็ต

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ระดมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกหน่วยงานภูเก็ต กระบี่ และพังงา เปิดยุทธการป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ในภูเก็ต เอกซเรย์ทุกพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทั้งของชาวบ้าน และนายทุนในเทือกเขากมลา นาคเกิด และสวนป่าบางขนุน

ภูเก็ต/ นายเชวง ไชยหลาก ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ เป็นประธานพิธีเปิดและปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตามยุทธการป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในท้องที่จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2556 โดยมี นายอำนาจ สร้อยเกียว ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ นายภิญโญ พวงจิตร หัวหน้าสวนป่าบางขนุน เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากพังงา กระบี่ ภูเก็ต และสายตรวจป่าไม้ 12 สาขากระบี่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ที่บริเวณสวนป่าบางขนุน ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

นายเชวง ไชยหลาก ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า การปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการบุกพื้นที่ป่าในครั้งนี้ ได้มุ่งเป้าหมายไปที่การเอกซเรย์พื้นที่ล่อแหลมของภูเก็ต เช่น เทือกเขานาคเกิด เทือกเขากมลา และสวนป่าบางขนุน ซึ่งพื้นที่ป่าเหล่านี้เป็นที่ต้องการของประชาชน และนายทุนในการบุกรุกเพื่อทำสวนยางพารา และ บางแห่งมีการบุกรุกเพื่อสร้างรีสอร์ท เนื่องจากที่ดินในภูเก็ตมีราคาสูง โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ฯ ได้กำหนดยุทธการในการป้องกัน และปราบปรามพื้นที่ของภูเก็ตขึ้น เพื่อออกตรวจสอบกวาดล้างจับกุมผู้บุกรุก และกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในพื้นที่ล่อแหลมของจังหวัดภูเก็ต โดยแบ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเป็น 3 ชุด ออกตรวจสอบในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขานาคเกิด ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา และสวนป่าบางขนุน คาดหวังว่ายุทธการดังกล่าวจะได้รับความร่วมมือจากประชาชน และสื่อมวลชนในพื้นที่เพื่อร่วมกันรักษาป่าไม้ของภูเก็ตไว้

จากการบุกรุกสวนป่าบางขนุน ได้ดำเนินการมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ขณะที่มีผู้บุกรุกทั้งสิ้น 268 ราย มีอยู่ 17 ราย ซึ่งอยู่ก่อนการประกาศเป็นสวนป่าจะต้องพิสูจน์สิทธิ์ ส่วนที่บุกรุกหลังประกาศเป็นสวนป่านั้น จะดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ต่อไป โดยกรมป่าไม้มีโครงการที่จะทำให้สวนป่าบางขนุน ซึ่งมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ประมาณ 700-800 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของกรมป่าไม้

ด้านนายอำนาจ สร้อยเกียว ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการลักลอบตัดต้นกฤษณาในบริเวณสวนป่าบางขนุนตามที่ได้เป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น ทางอธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้สั่งการให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ซึ่งดูแลพื้นที่ภูเก็ต พังงา กระบี่ สนธิกำลังจากทุกหน่วยในพื้นที่ทำการเอกซเรย์พื้นที่ป่าไม้ที่ล่อแหลมต่อการถูกบุกรุกในภูเก็ต ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา เทือกเขานาคเกิด และสวนป่าบางขนุน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าในภูเก็ตเพิ่มขึ้น

โดยในส่วนของสวนป่าบางขนุนนั้น มีพื้นที่ทั้งหมด 5,000 กว่าไร่ ได้มีการปลูกป่าทดแทนไปแล้ว 4,800 ไร่ มีประชาชนเข้ามาบุกรุก 268 ราย เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้บุกรุกแผ้วถางป่ามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังคงเข้ามาบุกรุกเพื่อปลูกยางพารา

IRPC ​เดินหน้านิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555

นายอธิคม ​เติบศิริ กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ บริษัท ​ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรม​เชิง​เนินของ​ไออาร์พีซี ​ได้รับ​เลือก​ให้​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ นำร่อง​ในจังหวัดระยอง ​โดย​เน้นดู​แลด้านชุมชน ​การบริหารจัด​การ ​เศรษฐกิจ กายภาพ สิ่ง​แวดล้อมควบคู่กัน​ไป ​โดย​ในปีที่ผ่านมาบริษัท​ได้ลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ​ใน​การปรับ​เปลี่ยนสร้าง​โรง​ไฟฟ้าระบบ​โค​เจน​เนอ​เรชั่น​ใช้ก๊าซธรรมชาติ​เป็น​เชื้อ​เพลิง ช่วยลด​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ถึง 400,000 ตันต่อปี ​และ​ในปี 2556 จะลงทุนอีกประมาณ 400-500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหัว​เผา​ในระบบ​การผลิตที่​ใช้น้ำมัน​เตา​เป็นก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​และ​เดินหน้าปลูกต้น​ไม้​โดยรอบนิคมฯ พื้นที่ปลูกป่า 230 ​ไร่ ​โดยจะปลูก​ให้ครบ 220,000 ต้น ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ดูดซับ​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์ ช่วยลดปัญหา​โลกร้อน​ได้

ส่วนนิคมอุตสาหกรรม​แห่ง​ใหม่​ในจังหวัดระยองคือ นิคมฯ บ้านค่าย คาดว่าจะ​เริ่มขายพื้นที่​ได้​ในปี 2556 ​โครง​การนี้จะลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท พื้นที่รวม 2,200 ​ไร่ ตั้ง​เป้าหมาย​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ มีพื้นที่กันชน​และระบบสาธารณูป​โภค ดังนั้น พื้นที่จะ​เหลือขายประมาณ 1,500 ​ไร่ คาดว่าจะขาย​ในราคา​ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อ​ไร่ ส่วน​โรงงานที่​เข้ามาอยู่ จะ​เป็นอุตสาหกรรมที่​ไม่ก่อ​ให้​เกิดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​เช่น อุตสาหกรรมอิ​เล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ​โรง​ไฟฟ้า​แสงอาทิตย์ ​เป็นต้น

"​เชื่อมั่นว่ายอดขายจะ​ไป​ได้ดีสำหรับนิคมฯ บ้านค่าย ​เพราะจากกระ​แสคลื่นลงทุนรับประชาคม​เศรษฐกิจอา​เซียน (​เออีซี) ​ความหวั่น​เกรงน้ำท่วม​ในภาคกลาง ​ผู้ประกอบ​การ​จึงมองหาพื้นที่​ในภาคตะวันออกมากขึ้น ​โดย​เห็น​ได้ชัดว่า ​ทั้งนิคมฯ อมตะ นิคมฯ ​เหมราช มีผลประกอบ​การที่ดี ​ทั้งนี้ ธุรกิจนิคมฯ จะช่วยลด​ความผันผวนของธุรกิจปิ​โตร​เคมี" นายอธิคม กล่าว

'หมอประ​เวศ' ​แนะ-จุด​แข็งคน​ไทย ชูธงสังคมขับ​เคลื่อนปฏิรูปประ​เทศ

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ​เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555

ศ.นพ.ประ​เวศ วะสี ประธานกรรม​การสมัชชาปฏิรูป (คสป.) กล่าวระหว่าง​การประชุมภาคีส่ง​เสริมชุมชนท้องถิ่นจัด​การตน​เองว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ ​ซึ่ง​เป็นสิ่งที่ดี ที่​ในทุกตำบล ​ในทุกชุมชน ​เป็นสังคมที่​ไม่ทอดทิ้งกัน ปัญหา​ในสังคม​ไทยยังมีอีกมากมายที่รอ​การ​แก้​ไข อาทิ ปัญหา​การพัฒนาชนบท​และ​เมือง ปัญหา​เด็ก​และสตรี ปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาสิทธิมนุษยชน ​และปัญหา​การสร้าง​ความมั่นคง​ให้ชุมชน​เป็นต้น ​โดย​เฉพาะปัญหาที่สำคัญที่​เราต้อง​แก้คือปัญหา​ความยากจน ​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม ลด​ความ​เหลื่อมล้ำ​ในสังคม​ให้​ได้ ​เพราะมัน​เป็นปัญหา​เชิง​โครงสร้าง สังคมมี​ความสลับซับซ้อน ​ไม่อยาก​ให้​ใช้​ความรุน​แรงต่อกัน

"​เราต้อง​ให้ประชาชน​เป็นคนปฏิรูปประ​เทศ​ไทย ​เพื่อ​แก้ปัญหา​ความยากจน​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม​ในสังคม คนที่​ทำงาน​เก่งๆ ​ในสังคมด้านต่างๆ นั้นมีมากมาย ​เราต้อง​เชิญมาช่วยกัน มาร่วมกัน​ทำงาน ​เมื่อ​เชื่อมกัน​แล้วจะ​ได้มีพลัง​เพิ่มขึ้น ​ไม่อยาก​ให้​ใช้ประ​เด็นทาง​การ​เมือง ​เพราะมันมี​แต่จะทะ​เลาะกัน ​แต่​เราจะ​เอาพลัง​แห่ง​การพัฒนามาขับ​เคลื่อน ​เอาสังคมมานำ​การ​เมือง ​ในชุมชน ​ในตำบลต่างๆ น่าจะมี​การทดลอง​ให้มีสภา​เด็ก ​เอา​เด็ก​และ​เยาวชนต่างๆ มาร่วมกันหา​แนวคิด​ใหม่ๆ ​และทดลอง​ไปหลายๆ ตำบล ​เชื่อม​โยงกัน​ไปหลายๆ พื้นที่ สิ่ง​เหล่านี้น่าสน​ใจมาก ​เป็นประ​เด็นที่ดี"

ขณะ​เดียวกัน อยากจะฝาก​ให้ช่วยกันดู​เรื่อง​การศึกษาของ​เราด้วย ที่ผ่านมา 100 ปี​แล้ว ยัง​ไม่ประสพผลสำ​เร็จ​เลย ​ใน​การสร้างบุคลิก​ให้คน​ไทยมี​ความ​เข้ม​แข็ง มีศีลธรรม มี​ความกล้าหาญ มีจิตสาธารณะ มี​การ​เรียนรู้ ประ​เทศ​เราจะ​เดินหน้า​ไป​ไม่​ได้ถ้า​ไม่สร้างคน​ไทยที่ดี มีคุณภาพออกมา ต้อง​เอาพลัง​การศึกษามา​เป็นจุด​เริ่มต้นสร้างพลัง ถักทอ มาหนุนกันขึ้น​ไป ​เราต้องมี​การพัฒนาระบบ​การศึกษากัน​ใหม่​ไป​ให้ทั่วประ​เทศ ​โดย​ใช้จังหวัด​เป็นตัวตั้ง ​ไม่​ใช่​เอากระทรวงศึกษาธิ​การ​เป็นตัวตั้ง ​แล้ว​เราจะ​ได้​เด็ก​และ​เยาวชนที่มีคุณภาพ ​และมีคน​ไทยที่มีคุณภาพที่ดีต่อ​ไป​ในอนาคต

ส่วนกองทุนทางสังคมตาม​โครง​การขับ​เคลื่อนสังคม​ไทยสู่วัฒนธรรม​การ​ให้นั้น มี​เป้าหมาย​เพื่อสร้างรูปธรรม​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และส่ง​เสริม​ให้​เกิดขึ้นอย่างมีพัฒนา​การจนกลาย​เป็นวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ​ซึ่งจาก​การวิจัย​ในปัจจุบันพบว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ คน​ไทยมี​การบริจาค​เงินอยู่​เสมอ ​แต่ส่วน​ใหญ่จะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อศาสนา​เกือบ 90% นอกนั้นจะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อช่วย​เหลือสังคม​และสาธารณกุศลอื่นๆ ​ซึ่งจะ​แตกต่างกับ​ในต่างประ​เทศ

"​เราควรศึกษาตัวอย่าง​การระดมทุน​เพื่อสังคม จากหลายๆ ประ​เทศ ​เช่น อังกฤษ ​เกาหลี​ใต้ บังกลา​เทศ ​ซึ่ง​ก็มีวิธี​การระดมทุนที่​แตกต่างกัน​ไป ​เอามาปรับ​ใช้​ให้​เข้ากับสังคม​ไทย ​เช่น ​การ​ใช้ช่องทางสื่อสารทางวิทยุ​และ​โทรทัศน์ ที่​ได้รับ​ความนิยม​ในประ​เทศ สื่อสาร​ให้คนตระหนัก​ถึงปัญหาต่างๆ ​แล้วมาระดมทุน​ใช้​การนำ​เสนอ​ใน​เชิงข่าว ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​เชื่อมั่น สร้างรูป​แบบ​การ​ให้​เพื่อสังคม ​ทำ​ให้​ผู้บริจาคพึงพอ​ใจ​และรู้สึกภูมิ​ใจ​ใน​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และอยากจะ​ทำ​ให้ต่อ​เนื่องต่อ​ไป" หมอประ​เวศกล่าวทิ้งท้าย

'ซีพี ออลล์' ปักธง​ผู้นำบริษัทสี​เขียว

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรม​การ ​ผู้จัด​การ บมจ.ซีพี ออลล์ ​ผู้บริหาร​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ร้านอิ่มสะดวกของคน​ไทย ​และประธานคณะกรรม​การ​โครง​การ 7 Go Green ​เปิด​เผยว่า ตามที่บริษัทฯ มีน​โยบาย​ใน​การร่วมอนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม ภาย​ใต้​โครง​การ "​เซ​เว่น ​โก กรีน" (7 Go Green) ​เช่น ​โครง​การ​ทำดี​เพื่อ​แผ่นดิน ลดคาร์บอน ลด​โลกร้อน "รวมพลังลดถุงพลาสติก ลด​โลกร้อน", ​โครง​การ "คิดถุ๊ง คิดถุง อวอร์ด" ​การประกวดคลิปรณรงค์​ใช้ถุงพลาสติกอย่างมี​ความรับผิดชอบ ภาย​ใต้​แนวคิด "ลด ​ใช้ซ้ำ ​ทำ​ใหม่" (Reduce Reuse Recycle) ​ซึ่ง​ได้รับ​ความสน​ใจจากลูกค้า​และประชาชนทั่ว​ไป​เข้าร่วมกิจกรรม​เพื่อสร้างจิตสำนึก​ใน​การรักษาสิ่ง​แวดล้อม​เป็นอย่างดี​เยี่ยม

ล่าสุด ซีพี ออลล์ ​เดินหน้า​โครง​การ "​เซ​เว่น ​โก กรีน" ​เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหลอด​ไฟจาก​เดิมที่​ใช้หลอด​ไฟลูออ​เรส​เซนต์​เป็นหลอด​ไฟ ​แอลอีดี (LED) ​ในสาขาต่างๆ ทั่วประ​เทศ ​โดยจะทยอย​เปลี่ยนหลอด​ไฟ​ทั้งหมดกว่า 700,000 หลอด สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ได้กว่า 58,000 กิ​โลกรัมคาร์บอน ​ซึ่งหลอด​แอลอีดี (LED) นี้ มีคุณสมบัติ​ใน​การช่วยประหยัดพลังงาน​ได้มากกว่า​และมีอายุ​การ​ใช้งานที่ยืนยาวกว่า ​ซึ่ง​เซ​เว่นฯ ​ได้มี​การทดลอง​เปลี่ยนหลอด​ไฟ​ในพื้นที่ขาย​และร่วมพัฒนากับซัพลาย​เออร์ มาตั้ง​แต่ปี 2550 จน​ถึงปัจจุบัน

"สำหรับ​การ​ใช้หลอด​ไฟ ​แอลอีดี ​ในร้าน​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ​แบ่งออก​เป็น 2 พื้นที่ ​ได้​แก่ ระบบ​แสงสว่างพื้นที่ภาย​ในร้าน​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ​และ ระบบ​แสงสว่างของอุปกรณ์ตู้​แช่ พบว่า สามารถประหยัดพลังงาน​เฉลี่ยต่อสาขามากกว่า 30% นอกจากนี้จะมี​การ​เดินหน้า​โครง​การ​เพื่ออนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม "​เซ​เว่น ​โก กรีน" (7 Go Green) ​ในรูป​แบบต่างๆ อย่างต่อ​เนื่อง" นายปิยะวัฒน์ กล่าว

จ.ลำพูนประกาศ​แก้​ไขปัญหามลพิษ หมอกควัน-​ไฟป่า​เป็น'วาระ​แห่งชาติ'

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555

ลำพูน/ นายชุมพร ​แสงมณี รอง​ผู้ว่าราช​การจังหวัด รักษาราช​การ​แทน​ผู้ว่าราช​การจังหวัดลำพูน ​เปิด​เผยว่า จังหวัดลำพูน​ได้ประสบปัญหาอัน​เนื่องมาจาก​ไฟป่า​เป็นประจำทุกปี สร้าง​ความ​เสียหาย​แก่ทรัพยากรป่า​ไม้ของชาติ สิ่ง​แวดล้อม​และระบบนิ​เวศน์ ก่อ​ให้​เกิดปัญหาอื่นๆ ที่​เกี่ยวข้อง ​เช่น ปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชน ​เกิดอุปสรรคต่อ​การขึ้นลงของอากาศยาน ​เกิดอุบัติ​เหตุ ​และอัคคีภัย รวม​ทั้ง​เสียหายต่อ​การท่อง​เที่ยว ฯลฯ จังหวัดลำพูน​จึง​ได้น้อมนำอัญ​เชิญพระราชดำริ​เศรษฐกิจพอ​เพียง ​ความพอประมาณ ​ความมี​เหตุผล ​ความมีภูมิคุ้มกัน ​และ​การ​ใช้​ความรู้ควบคู่คุณธรรมของพระบาทสม​เด็จพระ​เจ้าอยู่หัว มายึดถือ​เป็น​แนวทางปฏิบัติป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหา​ทั้ง​ในระยะสั้น​และระยะยาว ​โดยออกประกาศ​เป็นวาระ​แห่งจังหวัด ​เพื่อ​ให้ทุกฝ่ายที่​เกี่ยวข้อง ​ทั้งภาครัฐ ​เอกชน ​และประชาชน นำมาตร​การที่กำหนด​ไปปฏิบัติ​ให้​เกิดผลอย่าง​เป็นรูปธรรม

สำหรับมาตร​การ​ใน​การป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน​ไฟป่า ปี 2556 ของจังหวัดลำพูน ประกอบด้วย ​การ​ให้ประชาชน​เป็นศูนย์กลางของ​การป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหา​ทั้งปวง ​ใน​การร่วมคิดร่วมปฏิบัติ สอดส่อง ดู​แล ​แก้ปัญหา​ไฟที่​เกิดขึ้น​ในพื้นที่ของตน​เอง, ​ให้ท้องที่​เป็นตัวตั้ง ​โดย​ให้ส่วนราช​การระดับอำ​เภอ ควบคุม กำกับ ดู​แล ป้องกัน ​และ​แก้​ไขปัญหา​ในพื้นที่, ​ให้ท้องถิ่น​เป็นตัวช่วย ​โดย​ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดต้องศูนย์ปฏิบัติ​การดับ​ไฟ​ในพื้นที่, ​ให้ภาคราช​การ​เป็นตัว​เสริม ​ใน​การกำหนดมาตร​การ​เฉพาะส่วนราช​การนั้นๆ ​และ​เป็น​แบบอย่าง​ใน​การร่วม​แก้​ไขปัญหา, ​ให้มี​ความปลอดภัย​ในชีวิต​และทรัพย์สิน ​โดยกำหนด​ให้ยานพาหนะทุกชนิด​เปิด​ไฟหน้ารถตลอด​เวลา ​เพื่อสามารถมอง​เห็น​ได้อย่างชัด​เจน, ​ให้มี​ความปลอดภัยด้านสุขภาพ​และอนามัยของประชาชน ​โดย​ให้หน่วยงานสาธารณสุขกำหนดมาตร​การด้านสุขภาพ​ใน​เชิงรุก​และรับอย่างทันต่อสถาน​การณ์, ​ให้มี​การกำจัดขยะ​โดย​ไม่ก่อ​ให้​เกิดหมอกควัน ​โดยมีระบบ​การจำกัดขยะทุกพื้นที่​ในลักษณะบูรณา​การ​การปฏิบัติร่วมของทุกภาคส่วน รวม​ทั้งรณรงค์​ให้มีมาตร​การ​เสริมด้านอื่นๆ ​เช่น ​การจัด​ทำฝายชะลอน้ำ​แบบผสมผสาน ​การดำ​เนินมาตร​การชิง​เผา ​การลดปริมาณ​เชื้อ​เพลิง​โดยนำวัสดุ​เชื้อ​เพลิง​ไป​ใช้ประ​โยชน์ ​เช่น ​การ​ทำ​เชื้อ​เพลิงอัด​แท่ง ​การ​ทำปุ๋ยหมัก ​เป็นต้น

ญี่ปุ่น​ทำ​แบตฯพลังงานน้ำตาล

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์​โต​เกียว สามารถ​ใช้คาร์บอน​ซึ่ง​เป็นองค์ประกอบหลักของน้ำตาล ​เป็น​แหล่งพลังงาน​ใน​แบต​เตอรี่ ​เพื่อทด​แทน​การ​ใช้​แบต​เตอรี่​แบบลิ​เทียม​ไอออน ​ซึ่ง​เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด​และรบกวนสิ่ง​แวดล้อม

ประสิทธิภาพของ​แบต​เตอรี่​ใช้คาร์บอนที่​ได้จากน้ำตาล​เ​ก็บ​ไฟฟ้า​ได้ดีกว่า​แบต​เตอรี่​แบบลิ​เทียม​ไอออน​ถึง 20 ​เปอร์​เซ็นต์
​แบต​เตอรี่​แบบ​โซ​เดียม​ไอออนดังกล่าวยังคงอยู่​ในช่วง​การพัฒนาประสิทธิภาพ

สส.​เล็งปรับสถานะ​เครือข่าย 'ทสม.รองรับภารกิจสิ่ง​แวดล้อมระดับกระทรวง

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- อาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

"กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม" วาง​แผนยกระดับ ทสม. ขึ้น​เป็น​เครือข่ายอาสาสมัครระดับกระทรวง ​เพื่อรองรับภารกิจ​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม​ในชุมชน​ให้กว้างขวางขึ้น พร้อม​เล็งประสานองค์กรส่วนท้องถิ่นช่วยสนับสนุนกิจกรรม ทสม. ​ให้สามารถดู​แลชุมชน​ได้อย่าง​เต็มประสิทธิภาพ

"อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อมหมู่บ้าน" ​หรือ ทสม. ​ซึ่งอยู่ภาย​ใต้​การดู​แลของกรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม (ทส.) ถือ​เป็นกล​ไกภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญต่อ​การบริหารจัด​การทรัพยากรธรรมชาติ
​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​โดยนับตั้ง​แต่​แรก​เริ่มดำ​เนิน​การนำร่อง​เมื่อปี 2545​ทำ​ให้​เกิด ทสม.

​แกนนำ​ใน​การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​เพิ่มขึ้น ขณะที่​ใน​การ​ทำงาน​ซึ่งมี​การ​เชื่อมประสาน​เป็น​เครือข่ายตั้ง​แต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำ​เภอ จังหวัด จน​ถึงระดับประ​เทศ ​ก็กลาย​เป็นสิ่ง​เกื้อหนุน​ให้​เกิด​ความสำ​เร็จมากมาย​ใน​การดู​แลสิ่ง​แวดล้อมของ​แต่ละท้องถิ่น ​เช่น ​การ​เกิด​เครือข่าย​แก้​ไขปัญหาหมอกควัน​ใน จ.​เชียง​ใหม่ ​การ​เกิด​เครือข่ายบริหารจัด​การปัญหาขยะ​ใน​เมืองของ จ.ภู​เ​ก็ต มี​การจัด​เวทีบูรณา​การ​ในท้องถิ่น สร้างสำนึกคนทุกวัย​ใน​การดู​แลทรัพยากรจัด​การภัยพิบัติ ​และ​เฝ้าระวัง ​เผย​แพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้าง​และพัฒนา​ผู้นำ ​ทำฐานข้อมูลสิ่ง​แวดล้อม พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ​เป็นต้น

ดังนั้น ​เพื่อ​เป็น​การส่ง​เสริมบทบาทของภาคประชาชน​ใน​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​ให้​เกิด​ความ​เข้ม​แข็ง​และกว้างขวางยิ่งขึ้น ​ในปีงบประมาณ 2556 กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม​จึงมี​แผนที่จะยกระดับ ทสม. ​ซึ่ง​เดิมกรมฯ ​เป็น​ผู้ดู​แลอยู่ ​ให้​เป็น ทสม.ของระดับกระทรวง ​เพื่อ​ให้สามารถรองรับ​เนื้องานต่างๆ ของทุกหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ได้ ​หรืออีกนัยหนึ่ง​ก็คือ หน่วยงานต่างๆ ​ในสังกัด ​เช่น กรมป่า​ไม้ กรมทรัพยากรธรณี กรมควบคุมมลพิษ สามารถ​เข้ามาดึง ทสม. ​เข้า​ไปร่วมปฏิบัติภารกิจ​เกี่ยวกับสิ่ง​แวดล้อม​ได้​ทั้งหมด ​ซึ่ง​เรื่องนี้​ได้รับ​ความ​เห็นชอบ​ใน​เบื้องต้นจากคณะกรรม​การอำนวย​การ ทสม. ที่มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​เป็นประธาน ​โดยขณะนี้กำลังอยู่​ในขั้นตอน​การประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาหารือ​เพื่อผลักดัน​เรื่องดังกล่าว

ขณะ​เดียวกัน กรมฯ ยังมี​แผน​ใน​การ​เข้า​ไป​เชื่อมประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ​เช่น องค์​การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์​การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ​ให้​เข้ามาสนับสนุน​การ​ทำงานของ ทสม. ​โดย​เฉพาะ​ในด้าน​การดำ​เนินกิจกรรมต่างๆ ภาย​ในท้องถิ่น ​ซึ่งหลายกิจกรรมต้องอาศัยงบประมาณฯ ​และกล​ไก​ในระดับท้องถิ่น​เข้ามาสนับสนุนด้วย
ส่วนทางด้าน​แผน​การพัฒนาศักยภาพของ ทสม. นั้น ​ในปีงบประมาณ

2556 กรมฯ ยังคงต้อง​ให้น้ำหนัก​ความสำคัญกับ​เรื่องนี้อย่างต่อ​เนื่อง ​โดย​เฉพาะ​การจัดหลักสูตรถ่ายทอดองค์​ความรู้​เกี่ยวกับปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​หรือภัยพิบัติ​เฉพาะทาง ​เช่น ปัญหาหมอกควัน ดินถล่ม ป่า​ไม้ ต้นน้ำ ​ให้กับ ทสม. ​ในพื้นที่ ที่ประสบปัญหา​เฉพาะทาง​แต่ละปัญหา​โดย​เฉพาะ รวม​ทั้ง​เข้า​ไป​เชื่อมกับสถาบัน​การศึกษาต่างๆ ​ให้​เป็น​ผู้ช่วย​ใน​การช่วยฝึกอบรม​แก่ ทสม.

นอกจากนี้ ยังมี​แผน​เรื่อง​การปรับปรุงฐานข้อมูล​เครือข่าย ทสม. ระบบทะ​เบียน ระบบงาน ​และ​การพัฒนา​เรื่องสวัสดิ​การ ​เนื่องจากประชาชนที่​เข้ามา

​เป็น ทสม. ต่าง​เข้ามา​ทำงานด้วย​ใจ ​ไม่มีค่าตอบ​แทน​ใดๆ ดังนั้น ​จึงควรที่จะ​ได้รับ​การดู​แล​เรื่องสวัสดิ​การ ​เช่น ​เรื่อง​เครื่อง​แบบ ส่วนลด​ใน​การ​เข้า​ไป​ใช้บริ​การสถานที่​ในอุทยาน​แห่งชาติต่างๆ ​เพื่อจัดฝึกอบรม ​หรือพักผ่อน ​ซึ่ง​เหล่านี้​แม้จะ​เป็น​เพียงสิ่ง​เล็กน้อยๆ ​แต่​ก็​เป็นกำลัง​ใจ​ให้กับ ทสม. ทุกคน ที่​เข้ามา​ทำงานด้วยจิตอาสา

สศก. แถลงปิดโครงการร่วมมือGIZ ผลักดันผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงปิดโครงการความร่วมมือระหว่าง สศก. และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปีระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.การขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) อันเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 2.การสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO ซึ่งทางโครงการได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน พัฒนาและจัดทำคู่มือด้านการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งหลักการทำงานในพื้นที่ของโครงการ จะเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน โดยทางโครงการได้ผลิตคู่มือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติด้านพื้นที่ ประกอบด้วย คู่มือด้านการใช้ปุ๋ย คู่มือด้านการจัดสวน สมุดบันทึกสวนปาล์ม คู่มือด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คู่มือระบบควบคุมภายใน (ICS) และคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน ได้ดำเนินการโดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรอง (Audit Assessment) ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้
มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง(Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว ชุมชนอยู่ร่วมกับนํ้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างสรรค์ สร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ชุมชนที่อยู่ร่วมกับน้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คัดเลือกชุมชนบ้านคลองทราย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา 20 หลัง คาเรือน เป็นชุมชนแรกของประเทศไทย ที่พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่าง พอเพียงและยั่งยืน

คุณจันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร (การตลาดและงานขาย) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยที่มาของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ว่าหลัง "มหาอุทกภัย" ปี 2554 ที่ผ่านมาทีมอินทรีอาสาได้มีโอกาสเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในทุกๆ ปี แต่ในปีที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเจอกับสภาวะน้ำท่วมอย่างรวดเร็วและรุนแรง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านมีความยากลำบากมาก และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงทำให้เริ่มคิดว่าที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ทำให้โลกกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก และถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหันมาดูแลธรรมชาติ ซึ่งทางปูนอินทรีเองมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือได้ จึงได้คิดริเริ่มเป็นโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) และได้เลือกที่จะสร้างสรรค์หมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โดยถือเอาชุมชนบ้านคลองทราย ต.บ้านนา อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 หลังคาเรือน ให้เป็นชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชนแรกของประเทศไทย พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่างพอเพียงและยั่งยืน"

สำหรับแนวทางการออกแบบ "บ้านอยู่กับน้ำ" ของโครงการ อินทรี กรีน วิลเลจ โดย ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกแบบ กล่าวว่า "กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การให้นิสิตเข้าไปลงพื้นที่ กินอยู่กับชาวบ้าน เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชนบ้านคลองทราย เพื่อนำมาประยุกต์ในการออกแบบบ้าน โดยเน้นการเป็นบ้านที่ทนทานต่ออุทกภัย จึงออกแบบให้มีใต้ถุนยกสูงถึง 3 เมตร มีทางเดินบอร์ดวอร์ค เชื่อมชั้น 2 ของบ้านทุกหลังให้สามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ในยามประสบอุทกภัย และทำหน้าที่เป็นหลังคาทางเดินในช่วงหน้าร้อน รวมทั้งคำนึงถึงการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้างซึ่งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Green Heart Label ฉลากรับรองสินค้าและบริการ ตามระบบมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ISO14021 : Environmental Labels and Declarations นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 5 ต้น สำหรับพื้นที่ชุมชน และหลอดตะเกียบประหยัดไฟในบ้านทุกหลัง

นอกจากนี้ยังมีการวางระบบการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด Eco Living โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จินต์ อโณทัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นผู้ออกแบบระบบการบริหารและจัดการของเสีย หรือ Waste Management ของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ ชุมชนคลองทราย กล่าวว่าการสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียวภายใต้แนวคิด Eco Living สิ่งสำคัญที่สุดเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกและประสบการณ์ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ชาวชุมชนในการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเขาสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการร่วมกันบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย การแยกขยะซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักและก๊าชชีวภาพ (Biogas) ผ่านเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่ทางปูนอินทรีมอบให้ ซึ่งชาวบ้านสามารถใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ หรือแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้จาก การคัดแยกขยะได้อีกด้วย กลายเป็นรูปธรรมที่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ จากการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ โดยติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์เพื่อให้แสงสว่างในชุมชนช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกัน

คุณจันทนา กล่าวปิดท้ายว่า "การทำงานครั้งนี้ยังเป็นการประสาน การทำงานของทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.ชุมชน 2.สถาบันการศึกษา และหน่วยราชการ 3.บริษัท ในฐานะแกนกลางในการประสานงาน การสนับสนุนทรัพยากร และบุคลากรผู้มีจิตอาสา องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ เครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจ ซึ่งหากจุดประสงค์ของโครงการนี้ก่อตัวเป็นรูปธรรม 3 ได้ก็จะตามมา คือ ชาวบ้านได้หลักประกันสำคัญของครอบครัว นั่นคือบ้านหลังใหม่ที่มีความมั่นคง อยู่สบายในยามปกติและยามที่เกิดอุทกภัย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อมาคือ พัฒนาการสร้างจิตสำนึกของชุมชน สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เน้นความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยทุกชุมชน ทุกครอบครัวต้องพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายสังคมไทยได้รูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งที่ปูนอินทรีได้ลงมือทำเป็นสิ่งที่หาใช่ความฝัน หรือแนวคิดที่ฟังดูดี แต่ได้มีการลงมือทำให้ปรากฏเห็นเป็นจริง นับเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และยกระดับคุณค่ากิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมายความสุข อย่างพอเพียงและยั่งยืนในที่สุด

by ThaiWebExpert