หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

2เดือนฟื้นฟูเสม็ดไม่จริง


กลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว ลงพื้นที่ระยอง ชี้ 2 เดือนผ่านไป การฟื้นฟูเสม็ดยังไม่เกิดขึ้น

นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ตัวแทนกลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว ซึ่งลงพื้นที่ จ.ระยอง เปิดเผยว่า วิกฤตน้ำมันรั่ว 2 เดือนผ่านไป การฟื้นฟูเสม็ดยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับการโฆษณาของ ปตท. ที่กำลังมีการ|โหมอย่างหนักขณะนี้ว่าเสม็ดดีขึ้นแล้ว เพราะทุกวันนี้ประชาชนในพื้นที่ อาทิ ชายฝั่งระยองยังคงร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ว่าผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วยังคงดำรงอยู่โดยเฉพาะการประมง ท่องเที่ยว รวมถึงระบบนิเวศ อีกทั้งการเยียวยาความเสียหายที่ยังไม่ครอบคลุมและเป็นธรรม

นางเพ็ญโฉม กล่าวว่า ต้องมีการตั้งคณะกรรมการอิสระระดับชาติขึ้นมาตรวจสอบ ที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการเรียกข้อมูลทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อดูผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ตัวแทนกลุ่มติดตามน้ำมันรั่ว กล่าวว่า จากนี้เครือข่ายฯ จะลงเก็บข้อมูลผลกระทบต่างๆ เพื่อใช้เอาผิดกับบริษัทผู้ก่อมลพิษ และสามารถที่จะเก็บเป็นหลักฐานเพื่อการฟ้องร้องได้ โดยจะทำงานร่วมกับนักวิชาการหลายมหาวิทยาลัย ใช้เวลาศึกษา6 เดือน

ด้านนายสันต์ เข็มจรูญ ชาวประมงพื้นบ้าน กล่าวว่า หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่ว ปลาหมึกก็หายไปจากทะเล มีแต่กระดองปลาลอยน้ำ โดยขณะนี้ไม่สามารถออกเรือได้เพราะไม่คุ้ม เหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนี้เหมือนถูกฮุบที่ทำกิน ซึ่งไม่ยุติธรรมเพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว ได้ยื่นรายชื่อประชาชน 3.2 หมื่นคนที่ลงชื่อผ่าน change.org สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้น

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ 

ยูเอ็นชี้ภัยแล้งสหรัฐสะท้อนโลกร้อน

โดยโพสต์ทูเดย์ 28 พฤศจิกายน 2555

ยูเอ็น ชี้ ภัยแล้งสหรัฐปีนี้เลวร้ายหนัก เหตุพื้นที่ 2 ใน 3 ร้อนมากที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนปัญหาภัยโลกร้อนเริ่มคุกคามโลกหนักขึ้น

บลู,เบิร์กรายงานโดยอ้างรายงานของ ที่ประชุมด้านโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ระบุว่า พื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐ มีอากาศร้อนสูงมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ และร้อนติดอันดับสูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก พร้อมเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกออกมาตรการแก้ไข และยับยั้งปัญหาโลกร้อน อย่างรวดเร็ว

รายงานระบุว่า พื้นที่ 2 ใน 3 ของสหรัฐได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่รุนแรงมากในปีนี้ ขณะที่ในยุโรป แอฟริกาตอนเหนือ รวมไปถึง จีน และรัสเซีย ต่างก็ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนไปด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันทะเลน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือก็เริ่มหลอมละลาย และหดตัวน้อยลงมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์

"สัญญาณเตือนถึงการหลอมละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกำลังเกิดขึ้นต่อมหาสมุทร และชั้นบรรยากาศโลก เพราะสภาวะโลกร้อนนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว ก่อนที่สายตาของมนุษย์จะเห็นผลของมันจริงๆเสียอีก" เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) กล่าวในที่ประชุมด้านโลกร้อนของยูเอ็นที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

ทั้งนี้ การประชุมโลกร้อนที่ กรุงโดฮา มีนักการทูตกว่า 194 ประเทศเข้าร่วม โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันเจรจา และทำข้อตกลง ในการจำกัดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอน ซึ่งทั้งหมดนี้ คาดว่าจะได้บรรลุข้อตกลงได้ในปี 2015 และบังคับใช้จริงในปี 2022

เตือนโลกร้อนคร่า100ล้านคนในปี2030

โพสต์ทูเดย์ 27 กันยายน 2555

รายงานสิทธิมนุษยชนนานาชาติคาดอีก18ปีภาวะโลกร้อนอาจคร่าชีวิตผู้คนกว่า100ล้านจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง

โลกร้อนที่เป็นเหมือนฝันร้ายอาจจะกลายเป็นจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะล่าสุดรายงานนานาชาติด้านมนุษยชน DARA เปิดเผยว่า ภายในปี 2030 หรือ 18 ปีข้างหน้า ประชากรโลกมากกว่า 100 ล้านคนอาจเสียชีวิตลงด้วยภัยของสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลมาจากโลกร้อน

จำนวนของผู้เสียชีวิตในรายงานฉบับนี้ประเมินจากตัวเลขผู้เสียชีวิตทุกๆ ปี จากมลพิษทั้งทางอากาศ ขาดอาหาร และโรคร้ายที่เป็นผลจากภาวะโลกร้อน ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 5 ล้านคนต่อปี แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคนต่อปีในช่วงปี 2030 หากชาวโลกยังมีระบบการใช้เชื้อเพลิงแบบทุกวันนี้

นอกจากการใช้เชื้อเพลิงที่กระทบต่อสภาพแวดล้อมแล้ว ปัญหาก๊าซเรือนกระจก การปล่อยก๊าซยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนด้วย ซึ่งเมื่อโลกร้อนมากขึ้น ปัญหาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงสุดขั้ว เดี๋ยวท่วม เดี๋ยวแล้ง ก็กระทบมนุษย์และสิ่งมีชีวิตพร้อมกันถ้วนหน้า

การดับสูญของมนุษยชาติจำนวนมหาศาลนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย โดยจะทำให้มูลค่าสินค้าและบริการภายในประเทศ หรือ GDP ลดลงทั่วโลกถึง 3.2% ซึ่งกว่าร้อยละ 90 อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

สหรัฐชี้น้ำท่วมไทยไม่เกี่ยวโลกร้อน

โดย โพสต์ทูเดย์ 15 กรกฎาคม 2555

สหรัฐชี้เหตุน้ำท่วมไทยปี 2554 เกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาล ไม่ใช่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

ทอม ปีเตอร์สัน นักวิจัยขององค์กรการบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยผลวิเคราะห์ผลกระทบทางธรรมชาติอันเกิดจากภาวะโลกร้อนฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า เหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2554 เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดความผิดพลาดของการวางนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอันเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัญหาคลื่นความร้อนและภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ในเทกซัสของสหรัฐหรือภาวะอากาศร้อนจัดของอังกฤษเมื่อปีที่แล้วแต่อย่างใด

นักวิจัยสหรัฐได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบสาเหตุของภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 ประเทศคือ 1.ภาวะคลื่นความร้อนสูงในสหรัฐ 2.สภาพอากาศร้อนจัดในอังกฤษ และ 3.เหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงในไทย ได้ข้อสรุปว่า ปรากฏการณ์ลานินญาที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกร้อน เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้รัฐเทกซัสของสหรัฐต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนและแห้งแล้งรุนแรงกว่าปกติถึง 20 เท่า ซึ่งถือเป็นคลื่นความร้อนที่มีความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ยังเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลให้พื้นที่ทางตอนกลางของอังกฤษต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก โดยในช่วงเดือน พ.ย. 2554 อังกฤษเผชิญกับสภาพอากาศร้อนรุนแรงขึ้นถึง 62 เท่า ซึ่งนับเป็นสภาพอากาศร้อนจัดที่สุดเป็นอับดับสองในรอบกว่า 300 ปีทีเดียว ซึ่งแปรปรวนจากเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2553 ที่อังกฤษหนาวเย็นจัดกว่าทุกปี

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยระบุว่า สาเหตุของเหตุน้ำท่วมในไทย ไม่ได้เกิดจากผลกระทบของภาวะโลกร้อน เช่นเดียวกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในสหรัฐและอังกฤษ โดยให้เหตุผลว่า ปริมาณน้ำฝนประจำปีเมื่อปีที่แล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทีมวิจัยของสหรัฐเชื่อว่า สาเหตุของการเกิดเหตุน้ำท่วมไทยเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์หลายปัจจัย เช่น การวางนโยบายบริหารและจัดการน้ำของเขื่อนที่ผิดพลาดของรัฐบาล เป็นต้น

“ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของการเกิดภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงในแต่ละประเทศทั่วโลก แต่พบความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงกับอัตราการเกิดภัยธรรมชาติที่ถี่มากขึ้น” ปีเตอร์สัน กล่าว

คุมเข้มโรงงานเสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม

โดยโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2555

อุตฯ เข้มตั้งกรรมการพิจารณาโครงการเสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนออกใบอนุญาตโรงงาน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอนุญาตโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและ สิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองพิจารณาอนุญาตโรงงานก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือใบอนุญาตขยายโรงงาน เพื่อลดปัญหามวลชนต่อต้าน และคาดว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการอนุญาตจากคณะกรรมการ ไม่ใช่ผ่านการอนุญาตจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยขณะนี้มีโรงงานที่เข้าข่ายรอการพิจารณาอยู่จำนวน 67 โรงงาน

ทั้งนี้ ประเภทโรงงานที่ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้แก่ โรงงานขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาท (คิดเฉพาะสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน) หรือมีคนงานมากกว่า 200 คน โรงงานที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับของเสีย โรงงานที่อาจมีปัญหามวลชน และโรงงานที่ต้องประเมินความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งจะเน้นเฉพาะโรงงานที่มีปัญหามวลชน ไม่ได้ครอบคลุมโรงงานทุกประเภทที่มีอยู่ประมาณ 107 โรงงาน

สำหรับเกณฑ์การพิจารณาจะมีการกำหนดเงื่อนไข มาตรฐานที่เน้นเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม มวลชน และการกำจัดกากอุตสาหกรรมว่ามีครบวงจรหรือหรือไม่ ซึ่งโครงการจะถูกพิจารณาเบื้องต้นจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบก่อน เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมจังหวัด และจะส่งเรื่องมายังคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดยจะมีการเชิญผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงโครงการลงทุนของตัวเองด้วย เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะทำงานเป็นองค์รวมประกอบด้วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาในครั้งเดียวและสรุปการพิจารณา สามารถออกออกใบอนุญาตได้เลย

"การพิจารณาจะพยายามทำสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีโครงการตกค้าง และจะทำอย่างรวดเร็ว ไม่ให้เป็นภาระของผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะถือเป็นขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมาจากปกติ แต่เพื่อความรอบคอบจึงต้องพิจารณาหลายครั้ง โดยคณะกรรมการจะเริ่มพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 6 ก.ค.นี้"นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมต้องมีความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมามีกระแสการต่อต้านการตั้งโรงงานใหม่ใหม่ของภาคประชาชนค่อนข้างมาก เพราะประชาชนเข้าใจว่าการตั้งโรงงานจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ หากมีการให้ใบอนุญาตไปโดยไม่มีความชัดเจน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเทพฯเปิดงานวิจัยตามรอยพระยุคลบาท

โดยโพสต์ทูเดย์ 20 มิถุนายน 2555

 

สมเด็จพระเทพฯทรงเปิดงานมหกรรมวิชาการสกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาทระดมมหัศจรรย์แห่งความคิดและปัญญาของคนไทย

วันนี้ (20มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.45 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานมหกรรมวิชาการ สกว. วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ภายใต้แนวคิดหลัก 9 บันดาล...สู่งานวิจัย ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว. ซึ่งมีตั้งแต่นักวิจัยระดับชาวบ้านจนถึงนักวิจัยอาชีพ

การจัดงานครั้งนี้มีองค์ประกอบของงานรวมทั้งสิ้น 4 ส่วน ได้แก่ นิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการกลาง สกว. อันมีนิทรรศการ “พัฒนาการของ สกว. ที่สัมพันธ์กับบริบทและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกและประเทศ” และ “สุดยอดสมองไทยเพื่อชีวิตคนไทย” นำเสนอผลงานเด่น สกว. และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการงานวิจัยตามรอยพระยุคลบาท ซึ่ง สกว. ได้น้อมนำพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวคิดและแนวทางในการคัดเลือกผลงานวิจัย ตลอดจนโครงการของฝ่ายต่าง ๆ มาจัดแสดงรวมทั้งสิ้น ๙ โซน ได้แก่ โซนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำเสนอองค์ความรู้ทางการแพทย์ การเกษตร เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ ชุดตรวจเซลล์เม็ดเลือดขาวสำหรับผู้ป่วยเอชไอวี อากาศไร้นักบิน และเครื่องบินทะเลของกองทัพไทย โซนเกษตร อาทิ ไก่พื้นเมือง ไหมอีรี่ ผลไม้นอกฤดูกาล 9 ชนิด และการแจกกล้าพันธุ์พริก โซนการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “เรียนรู้จากคนพ้นหนี้” และ “หลุมพอเพียง” ที่แสดงนวัตกรรมการผลิตเพื่อการบริโภคและพึ่งพาตนเองของชาวกาฬสินธุ์ โซนเด็ก เยาวชนและการศึกษา ศตวรรษที่21 การศึกษาไทยจะไปทางไหน? โซนมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ และเตรียมพร้อมในการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี2558 โซนการเปลี่ยนแปลงของโลก

โซนทรัพยากรธรรมชาติ โซนการเมืองการปกครอง โซนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ยังมี การประชุมวิชาการ และโซนสินค้า...ผลผลิตจากเครือข่ายวิจัย และการเจรจาธุรกิจ รวมทั้งกิจกรรมเวทีกลาง ทั้งนี้งานดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมระหว่างวันที่ 21-24มิ.ย.2555 ณ ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ภาพ: http://www.posttoday.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/160939/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97

นวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียว

ผู้เขียน: 
วรธาร ทัดแก้ว

โดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 20 มกราคม 2555

และแล้วงาน“บีโอไอแฟร์2011”ที่จัดมาตั้งแต่วันที่5ม.ค. 2555กำลังจะปิดฉากลง

และแล้วงาน“บีโอไอแฟร์2011”ที่จัดมาตั้งแต่วันที่5ม.ค. 2555กำลังจะปิดฉากลงในวันนี้ด้วยความตราตรึงใจของคนไทยและต่างชาติที่แวะเวียนไปชมที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และบริเวณริมทะเลสาบเมืองทอง

เป็นที่รู้ว่า“บีโอไอแฟร์”คืองานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ระดับโลกที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการชั้นนำทั้งไทยและเทศนำมาเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก และนวัตกรรมหนึ่งในนั้นที่ได้รับการจับตาเป็นพิเศษในโลกปัจจุบันและอนาคตก็คือ เทคโนโลยีนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกนำออกมาอวดโฉมในงานจำนวนมาก ยากที่จะกล่าวหมด...ในที่นี้ จึงนำมาแสดงแต่บางส่วนเท่านั้น

บ้านSCG HEIMรับมือแผ่นดินไหว

นี่คือนวัตกรรมบ้านเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใน เอสซีจี พาวิลเลียน ก่อสร้างด้วยระบบ“โมดูลาร์”โครงสร้างเสาและคานเหล็กใช้เทคนิคการเชื่อมต่อด้วยจอยต์พีซ (Joint-Piece) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างที่ทำได้เฉพาะในโรงงาน ผ่านการทดสอบวัดความแข็งแกร่งของโครงสร้างโดยใช้วิธี“ดร็อปเทสต์”(Drop Test) ซึ่งเป็นการปล่อยโครงสร้างเหล็กให้ตกลงมาจากที่สูงในระยะ 6 เมตร พร้อมผ่านการทดสอบแรงสั่นสะเทือนเสมือนเกิดแผ่นดินไหวจริงในห้องทดลอง ภายหลังการทดสอบพบว่าโครงสร้างเหล็กและจุดเชื่อมต่อต่างๆ ยังคงสภาพเดิม

โครงสร้างใช้เหล็กSS400 ที่ได้มาตรฐานJISของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเหล็กที่นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น โตเกียว ทาวเวอร์ มีคุณสมบัติในการทนแรงดึงได้ถึง 4,000km/cm2 เป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกย่อๆ ว่าZAMคือมีการเคลือบสังกะสี (Zn) อะลูมิเนียม (AI) และแมกนีเซียม (Mg) ช่วยป้องกันสนิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้บ้านแข็งแรง ทนทาน มีอายุการใช้งานยืนยาวกว่าบ้านทั่วไปที่ใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

ภายในติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดานชั้น 2 และระหว่างผนังภายในและภายนอกบ้านเพื่อช่วยลดความร้อนภายในบ้าน กระจกหน้าต่างบ้านใช้กระจก 2 ชั้น ที่เคลือบฟิล์มลามิเนตพร้อมช่องว่างอากาศตรงกลาง ทำหน้าที่ป้องกันความร้อนจากภายนอกบ้านได้ดีกว่ากระจกทั่วๆ ไป จึงช่วยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านไม่ร้อนอบอ้าว และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากการเปิดเครื่องปรับอากาศได้มากถึง 30-45% ที่สำคัญยังเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมเพื่อให้มีอายุการใช้งานคุ้มค่า ยาวนาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการผลิตวัสดุต่างๆ อีกด้วย

Shield-Life...ที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่อยู่อาศัยเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติและต้องการที่อยู่อาศัยชั่วคราวเร่งด่วน ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) แข็งแรง น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ผลงานร่วมระหว่างDesign Catalystในเอสซีจี เคมิคอลส์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ที่สามารถเปิดออกจากกันได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและการขนส่ง ด้านบนใช้เป็นหลังคาเพื่อป้องกันแดด ฝน และใช้เป็นส่วนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีไฟฟ้าใช้ยามจำเป็น สามารถเปิดและปิดได้ ให้ความโปร่ง สบาย และมีน้ำหนักเบา ด้านล่างสำหรับนอนและนั่ง ภายในมีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพในภาวะฉุกเฉิน เช่น เครื่องนอน แสงไฟ อุปกรณ์ประทังชีวิต เช่น วิทยุ เชือก ไฟฉาย นกหวีด น้ำดื่ม อาหารแท่งสำเร็จรูป และชุดปฐมพยาบาล

ขนาดความสูง 110 ซม. กว้าง 110 ซม. ยาว 2.8 เมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม หนึ่งชุดรับน้ำหนักได้ถึง 150 กก. ออกแบบเพื่อการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ 1 คน หรืออาจเพิ่มเด็กเล็กได้อีก 1 คน ขึ้นกับขนาดและรูปร่างของผู้ใช้งานโดยต้องมีส่วนสูงไม่เกิน 190 ซม. เหมาะกับประเทศที่มีสภาพอากาศไม่ปกติ หรือเกิดภัยพิบัติที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวเร่งด่วน

Cement Bunker...ที่อยู่อาศัยป้องกันภัยพิบัติ

ที่อยู่อาศัยรูปทรงกระบอกระบบปิด อีกนวัตกรรมจาก เอสซีจี ซิเมนต์ และซีแพค สร้างจากนวัตกรรมปูนซีเมนต์ที่ทนต่อแรงกระแทก (Shock Resistance) แรงสั่นสะเทือน คลื่น และลม ทนแรงจากแผ่นดินไหว แรงระเบิด เนื่องจากคอนกรีตที่ใช้มีความเหนียว แข็งแรง สามารถรับกำลังหรือแรงต่างๆ ได้สูง เช่น กำลังอัด กำลังดึง และกำลังดัด เนื่องจากการผสมผสานของเส้นใยที่เป็นชนิดเหล็ก (Steel Fiber) และเส้นใยไฟเบอร์ประเภทโพลีเมอร์ ซึ่งจะทำให้คอนกรีตมีความเหนียวทนทานรับแรงดึงและแรงดัดได้สูงขึ้นจนถึงรับแรงกระแทก

โดยเส้นใยเหล่านี้อาจนำมาถักหรือสานเข้าด้วยกันเป็นโครงที่หนาแน่น ประกอบกับเหล็กเสริมที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกหรือโครงสร้างหลักและใช้มอร์ตาร์ (ปูนทราย) หรือคอนกรีตเป็นตัวเชื่อมประสานทุกวัสดุเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังอาจนำโพลีเมอร์ แอดมิกซ์เจอร์ (Polymer Admixture) มาผสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นที่ใช้สามารถดูดซับพลังงานการสั่นสะเทือนได้ดี และยังทนทานต่อการกัดกร่อนจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รวมไปถึงแรงกระแทกและการกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเลและลมพายุ และมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทนทานต่อแรงระเบิดและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ วัสดุที่นำมาใช้มีการทดแทนการใช้ซีเมนต์บางส่วนด้วยวัสดุรีไซเคิลที่นำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เถ้าลอย ซิลิกาฟูม หรือตะกรันเตาถลุงเหล็ก ทำให้ลดการใช้ซีเมนต์ ซึ่งหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และเป็นการลดการเกิดแลนด์ฟิล (Landfill) จากการทิ้งขยะ ซึ่งการใช้วัสดุทดแทนเหล่านี้ยังปรับปรุงให้วัสดุคอนกรีตมีความทึบน้ำแข็งแรงทนทานมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังมีความคงทนทานสูงขึ้น จึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและทรัพยากรในการซ่อมแซม

หลังคาตราช้าง เซราฟิโน โซลาร์ ไทล์

นวัตกรรมกระเบื้องหลังคาที่พัฒนาขึ้นมาบนแนวคิดช่วยลดโลกร้อนด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้เจ้าของบ้าน และประหยัดพลังงานเพื่อโลกอีกทางหนึ่งด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบพิเศษ โดยการนำแผงโซลาร์เซลล์แบบPolycrystalline Siliconที่มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์แบบผลึกทั่วไป และยังมีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 15 วัตต์-พีก (Watt-peak) ต่อแผ่น มาประกอบรวมกับหลังคาตราช้าง เอ็กซ์เซลลา รุ่นเซราฟิโน จนกลายเป็นหลังคาเซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งสามารถติดตั้งร่วมกับหลังคาตราช้าง รุ่นเซราฟิโน สเลต และรุ่นเซราฟิโน โมเดิร์น ได้อย่างกลมกลืนเป็นผืนเดียวกัน แตกต่างจากแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปที่ต้องนำมาติดตั้งซ้อนบนหลังคาในภายหลัง ทำให้ไม่สวยและอาจเกิดปัญหาหลังคารั่วซึมตามมา

บ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า

Honda Smart Home Systemหรือบ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า จะควบคุมการใช้พลังงานในครัวเรือนแบบองค์รวมให้สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมาก ประกอบด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบแผ่นฟิล์มบาง แบตเตอรี่บ้านเพื่อเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในยามกลางคืน รวมถึงที่เหลือจากการใช้งาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่ เครื่องทำน้ำร้อน และสิ่งที่เป็นหัวใจหลักสำคัญของบ้านอัจฉริยะคือ สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ (Smart e-mix manager) หรือหน่วยจัดการพลังงานอัจฉริยะในบ้าน

ทั้งนี้ ฮอนด้า ได้คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่โดยมีระบบที่เรียกว่าX-Linkซึ่งจะช่วยกระจายพลังงานความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นโดยรวมถึง 92% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ใช้แก๊สในการผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในรูปแบบกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน

สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ จะทำหน้าที่บริหารและจัดสรรพลังงานให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พลังงานแต่ละประเภท นำไปสู่การผลิตพลังงานเพื่อบริโภคเองภายในครัวเรือน เป็นการควบคุมการใช้พลังงานทั้งที่ได้จากองค์การไฟฟ้าและที่ผลิตเองภายในบ้าน โดยอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นของระบบไม่เพียงจัดแสดงตัวเลขและข้อมูลครั้งล่าสุด อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส เครื่องยังสามารถรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพลังงานแต่ละชิ้นได้

จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้เหล่านี้ ระบบจะทำการประมวลภาพรวมและควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมกับการใช้งานของครัวเรือนนั้นๆ ได้โดยใช้ฟังก์ชันการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น เราจะสามารถใช้ค่าไฟฟ้าใช้แก๊สครั้งล่าสุดเป็นเกณฑ์ จากนั้นเลือกโหมดการทำงานที่เน้นการใช้จ่ายค่าพลังงานหรือนำค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงมาอ้างอิง จากนั้นเลือกโหมดในการทำงานที่ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ ยังรวบรวมข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นให้เราสามารถควบคุมได้บนหน้าจอเดียวกัน โดยหน้าจอดังกล่าวสามารถปฏิบัติการได้ แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ไกลด้วยระบบแลนไร้สาย ยิ่งไปกว่านั้น ฮอนด้ายังมีบริการข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เนวี ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ไปยังแท็บเล็ต พีซี หรือสมาร์ตโฟนได้ ไม่ว่าจะอยู่ด้านในหรือนอกอาคาร

นอกเหนือจากการจัดการพลังงานภายในที่พักอาศัยแล้ว การส่งเสริมให้ใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น การใช้รถไฟฟ้า หรือรถไฮบริดปลั๊กอิน ซึ่งในการใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เครื่องสมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ จะช่วยทำให้การชาร์จไฟฟ้าจากบ้านพักอาศัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อต้องการชาร์จไฟให้เสียบปลั๊กเข้ากับตัวเครื่องสามารถใช้กับกระแสไฟได้ทั้ง 100 และ 200 โวลต์

โครงการฮอนด้า สมาร์ต โฮม ซิสเต็ม และการขับเคลื่อนการใช้รถด้วยไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการทดสอบใช้งาน

ทั้งนี้ บ้านพลังงานอัจฉริยะไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังสร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้ด้วยฟรังก์ชันพลังงานสำรอง ซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้จากแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย สร้างความมั่นใจได้ว่าจะมีพลังงานใช้งานในบ้านหากไฟดับหรือเกิดภัยพิบัติ ในสภาพอากาศดี ไฟฟ้าจะถูกผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่หากสภาพอากาศเลวร้ายหรือในเวลากลางคืน เครื่องกำเนิดไฟฟ้ายังสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากแก๊สที่ส่งผ่านมาจากท่อแก๊ส และในขณะเดียวกันจะผลิตพลังงานความร้อนส่งไปยังเครื่องทำความร้อนและอ่างอาบน้ำด้วย ในกรณีที่ท่อส่งแก๊สขัดข้อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็สามารถทำงานได้ โดยเปลี่ยนไปใช้แก๊สโคเคนแทน แม้หากไม่มีแก๊สโคเคน ก็ยังสามารถใช้วิธีถ่ายเทพลังงานจากรถสู่บ้าน โดยส่งกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถไฟฟ้าหรือไฮบริดปลั๊กอินไปยังตัวบ้านได้ ซึ่งฮอนด้ากำลังทำการศึกษาอยู่

รถยนต์-มอเตอร์ไซค์สีเขียว

สำหรับนวัตกรรมที่วิ่งฉิวๆ ไปๆ มาๆ บนท้องถนน ในงานบีโอไอแฟร์ ที่ทุกค่ายกันต่างไม่ยอมพลาดและไม่ยอมตกเทรนด์นวัตกรรมสีเขียวก็คือ การนำรถยนต์และหรือจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษมาโชว์เทคโนโลยีและนวัตกรรมในงาน อาทิ

นิสสัน ลีฟ(NISSAN LEAF) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิดบาง ที่ให้ไฟฟ้าขนาด 90 กิโลวัตต์ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถส่งกำลังออกมาได้ 80 กิโลวัตต์ ซึ่งในกำลังระดับนี้สามารถให้การตอบสนองกับการขับที่ดี และทุกครั้งที่เบรกจะเกิดการชาร์จไฟอัตโนมัติ สามารถนำพลังงานในการเบรกกลับมาใช้ใหม่ รวมเข้ากับกำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำให้นิสสัน ลีฟ มีระยะทำการได้ไกลถึง 160 กม. ในการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว โดยการชาร์จจากควิกชาร์จสเตชันเพียง 30 นาที เพื่อที่จะให้ได้ 80% ของความจุไฟฟ้าทั้งหมด ในขณะที่การใช้ไฟบ้านที่ 200 โวลต์ จะใช้เวลาทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง ในการเติมไฟให้เต็มความจุของแบตเตอรี่ จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมที่นำมาใช้ได้จริงและปราศจากมลพิษสิ้นเชิง

E-Let’sซูซูกิรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบจากซูซูกิ พัฒนาจากรถจักรยานยนต์สกูตเตอร์E-Let’s4Basketที่นิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น เครื่องยนต์AC synchronousโดดเด่นด้วยชาร์จเจอร์ไฟฟ้าในตัว ใช้งานง่าย เพียงแค่เสียบปลั๊กชาร์จไฟในมอเตอร์ด้านล้อ กำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 0.6 กิโลวัตต์ ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ระยะเวลาในการชาร์จ 4 ชม.ต่อ 100 วัตต์ ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ขนาดเล็กกะทัดรัด คล่องตัว และการเร่งเครื่องที่นุ่มนวล จึงใช้งานได้อย่างสบาย ที่สำคัญไม่สร้างมลพิษให้โลก ฯลฯ

เครื่องถ่ายเอกสารโตชิบาE-blueลบหมึกได้

เครื่องถ่ายเอกสารมัลติฟังก์ชันโตชิบารักษาสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่าToshiba e-STUDIO Eco MFPตัวหมึกพิมพ์สีน้ำเงิน (Eco Blue Toner) คุณสมบัติพิเศษเหนือเครื่องถ่ายเอกสารทั่วไปที่สามารถลบหมึกได้ด้วยเครื่องล้างข้อมูล หรือที่เรียกกันว่าPRD(Paper Reuse Device) ให้สามารถนำกระดาษแผ่นเดิมกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 5 ครั้ง คือสามารถลบได้ 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถสแกนข้อมูลสำคัญไว้ในฮาร์ดดิสก์ในรูปแบบไฟล์PDFก่อนจะทำการลบข้อมูลอีกด้วย ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องถ่ายเอกสารที่ลบหมึกได้เครื่องเดียวในโลก ที่สามารถลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการผลิตกระดาษและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

รุ่นนี้เป็นเครื่องต้นแบบ ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนหน่วยงาน หรือองค์กรใดที่อยากใช้ อาจต้องรออีกประมาณ 2 ปี เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง

นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ชีวิต และความเป็นอยู่ของมนุษย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต

เอฟเอโอชี้วิกฤติอาหารประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น

โดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 13 ธันวาคม 2554

เอฟเอโอชี้ ทุจริตการการซื้อขายที่ดินในประเทศกำลังพัฒนากำลังทำลายความมั่นคงทางอาหารและการเจิรญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น

รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(Food and Agriculture Organisation -FAO) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 12 ธ.ค.ว่าปัญหาการทุจริตซื้อขายที่ดิน ในประเทศกำลังพัฒนา กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมุนษยชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ในรายงานระบุโดยอ้างอิงตัวเลขการศึกษาของเครือข่ายต่อต้านการทุจริตเพื่อความโปร่งระหว่างประเทศ (anti-corruption watchdog Transparency International)ว่า ความอ่อนแอในระบบธรรมาภิบาลและการรวจสอบการทุจริตของภาครัฐในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับสิทธิการถือครองและการบริหารที่ดินให้มีเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าใช้สอยประโยชน์ในผืนดินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม

ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้เกิดความต้องการนำเอาที่ดินต่างๆซึ่งเคยใช้ในการทำการเกษตรไปสร้างเป็นอาคารบ้านเรือนของมนุษย์ หรือไม่ก็สร้างเป็นพื้นที่ทางธุรกิจสมัยใหม่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชนเมืองที่มีมากขึ้น

นอกจากนี้ชาวเกษตรกรจำนวนมากก็เริ่มที่จะละทิ้งผืนดินที่เคยใช้ทำการเกษตรเพื่อนำไปขายให้กับบรรดานายทุนมากขึ้น เพราะปัญหาโลกร้อนได้ส่งผลให้พื้นดินที่เคยใช้เพาะปลูกทางการเกษตรเสื่อมคุณภาพลง ซึ่งเมื่อดินเสื่อมคุณภาพลงก็จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรที่จะออกมานั้นไม่สามารถให้ผลผลิตออกมาได้เหมือนเดิม ดังนั้นในมุมมองของเกษตรกรก็คือ การขายที่ดินทิ้งจึงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าการทนทำเกษตรต่อไป ในขณะที่ราคาของที่ดินกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

เอล็กซานเดอร์ มูลเลอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟเอโอ เผยว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาก็คือ ภาครัฐต้องมีมาตรการในการให้ความมั่นใจต่อผู้ที่ต้องการจะเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อใช้สร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆทางการเกษตร หรือ ทางธุรกิจ ว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินต่างๆได้แน่นอนมากขึ้น เพราะปัจจุบันการเข้าถึงที่ดินเพื่อนำไปใช้สอยประโยชน์เป็นไปได้ยากมากขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการทุจริตและการเรียกสินบนในการซื้อขายที่ดินของภาครัฐที่มีอยู่แย่างกว้างขวาง

รายงานยังระบุอีกด้วยว่า ปัญหาทุจริตในการซื้อขายที่ดินจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในประเทศที่มี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายหัวตํ่า(gross domestic product (GDP) per capita)

จากผลสำรวจในรายงานฉบับนี้ที่ได้ไปทำแบบสอบถามประชาชนใน 69 ประเทศเผยว่าโดยเฉลี่ยทุกๆ 10 คน จะตอบว่าตนเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านที่ดินในประเทศตนเอง นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ปัญหาความตึงเครียดในการแย่งชิงที่ดินมีเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันหลายคนได้เริ่มหันมา เพาะปลูกพืชเพื่อนำไปใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกมากขึ้น

ในวันดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(โออีซีดี) เปิดเผยในรายงานประจำเดือนขององค์การว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยมีเพียงแค่บางประเทศเท่านั้นที่มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

รายงานระบุว่า จีน สหรัฐ แคนนาดา ยังคงมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามการชะลอตัวลงในเดือนนี้ของทั้ง สามประเทศนี้ยังถือว่ามีสัดส่วนการถดถอยตํ่ากว่ากาชะลอตัวของเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ในขณะที่ ญี่ปุ่นและรัสเซียนั้น โออีซีดีระบุว่า แม้ว่าจะมีการชะลอตัวลงในทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาวจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนในกลุ่มของประเทศที่ใช้เงินยูโร 17 ชาติ รวมไปถึงอังกฤษ บราซิล และอินเดีย มีแนวโน้มที่ยังคงชะลอตัวอยู่มากในอนาคตระยะยาว

วิกฤตที่ยังห่างไกล เอเชียกับราคาอาหารติดจรวด

สิ่งที่รัฐบาลในเอเชียกำลังหวาดกลัวกันหนักหนา คือโอกาสที่ภาวะราคาอาหารแพงอาจกลายเป็นวิกฤตที่ก่อผลสะเทือนและความเสียหายในมิติต่างๆ ดังเช่นที่ทั่วโลกเคยเผชิญกับวิกฤตนี้ระหว่างปี 2550-2551 สิ่งที่รัฐบาลในเอเชียกำลังหวาดกลัวกันหนักหนา คือโอกาสที่ภาวะราคาอาหารแพงอาจกลายเป็นวิกฤตที่ก่อผลสะเทือนและความเสียหายในมิติต่างๆ ดังเช่นที่ทั่วโลกเคยเผชิญกับวิกฤตนี้ระหว่างปี 2550-2551 ซึ่งครั้งนั้นเหตุการณ์คลี่คลายลงระดับหนึ่ง เนื่องจากทั่วโลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสียก่อน ยังผลให้ระดับความต้องการสินค้าและบริการปรับลดลงมา จึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อตามไปด้วย ในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น สัญญาณของวิกฤตราคาอาหารเริ่มปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ ถึงขั้นที่บางประเทศนอกภูมิภาคเอเชียเผชิญกับวิกฤตราคาอาหารขั้นสาหัส จนเกิดจลาจลนองเลือดมีผู้เสียชีวิตดังเช่นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในแอลจีเรีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย บาดเจ็บอีกนับร้อย จนรัฐบาลต้องประกาศลดราคาอาหารที่จำเป็นลงเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แต่เอเชียอาจไม่ประสบกับชะตากรรมที่เลวร้ายถึงเพียงนั้น เพราะภาวะอาหารแพงในภูมิภาคนี้มีเงื่อนไขที่ต่างออกไป อีกทั้งยังแตกต่างจากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 2550-2551 จึงมีโอกาสสูงที่สถานการณ์ในเอเชียจะไม่ขยายวงจนกลายเป็นความรุนแรง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550-2551 วิกฤตการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนอาหารเป็นหลัก ส่วนมูลเหตุที่ทำให้อาหารขาดแคลนนั้น เกี่ยวเนื่องกับสภาพอากาศโลกที่แปรปรวน ยังผลให้พื้นที่เพาะปลูกถูกทำลายในบางประเทศ เช่น ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวมากที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นหลายระลอกจนพื้นที่เพาะปลูกเสียหายในหลายพื้นที่ ที่พม่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวแถบปากแม่น้ำอิรวดี ถูกทำลายย่อยยับจากพายุไต้ฝุ่นนาร์กิส ยังผลให้แทนที่พม่าจะส่งออกข้าวได้ถึง 6 แสนตัน กลับต้องนำเข้าข้าวอย่างขนานใหญ่ ที่ออสเตรเลีย ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบกับภาวะแห้งแล้งในพื้นที่อื่นๆ พร้อมกัน ยังผลให้ผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ดิ่งลงถึง 98% ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกดขึ้นกับออสเตรเลียในครั้งนั้นกำลังเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้งในขณะนี้ แต่สภาพอากาศแปรปรวนมิใช่ปัจจัยหลักที่ผลักไสราคาอาหารให้สูงขึ้น มูลเหตุที่สำคัญที่สุด สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนยังผลให้เกิดกระแสสนับสนุนให้พัฒนาพลังงานทางเลือกจากพืช จนหลายประเทศนำพืชที่เคยใช้เป็นอาหารมาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพอย่างขนานใหญ่ ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันปาล์ม และราคาอ้อยถีบตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบสำคัญของพลังงานชีวภาพ เมื่อมูลเหตุทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกัน โลกจึงประสบกับภาวะขาดแคลนอย่างเต็มพิกัด เพราะขาดทั้งข้าวเจ้าและข้าวสาลีจากการทำลายล้างโดยภัยธรรมชาติ อีกทั้งยังขาดส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร คือน้ำมันพืชและน้ำตาล แรงบีบคั้นจากรอบด้านมิได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่มีรายได้ดี (แต่กุมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ในอัตราส่วนใหญ่) แต่ส่งแรงบีบคั้นอย่างรวดเร็วไปถึงกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในเอเชีย และตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก แม้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจะควบคุมโดยคนกลุ่มน้อยที่บงการแนวทางทางการเมืองเช่นกัน แต่เสถียรภาพของคนกลุ่มนี้จะสั่นคลอนลงในทันที ประชาชนส่วนใหญ่ต้องอดอยากปากแห้ง ผลที่ติดตามมาคือเหตุจลาจลที่ลุกลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย แทบไม่มีประเทศใดที่หลบพ้นความโกลาหลนี้ ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน พม่า และฟิลิปปินส์ รัฐบาลหลายประเทศได้พยายามงัดมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อลดความโกรธเกรี้ยวของคนในสังคม และเพื่อรักษาสถานะของรัฐบาลมิให้สั่นคลอนลง บางประเทศประสบความสำเร็จ แต่บางประเทศติดตามมากด้วยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี่คือแรงกระเพื่อมที่รุนแรงจากวิกฤตอาหาร! เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เกี่ยวกับราคาอาหารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างแตกต่างจากวิกฤตปี 2550-2551 ประการแรก ภาวะขาดแคลนอาหารยังไม่รุนแรง เพราะอาหารจำเป็นอย่างข้าวและน้ำตาล ยังมีราคาไม่สูงมากนัก แต่ราคาอาหารที่ปรับขึ้นมาส่วนใหญ่มักเป็นพืชผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ประการที่สอง และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด นั่นคือ เอเชียมีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็ว ยังผลให้กระแสทุนนอกไหลบ่า กอปรกับตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน ยังผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ด้วยสาเหตุนี้ วิธีการแก้ปัญหาจึงไม่ยากเย็นไปกว่าการขึ้นดอกเบี้ย หรือปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้น ซึ่งต่างจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมูลเหตุสำคัญอยู่ที่ผลผลิตอาหารอยู่ในระดับต่ำมาก ทั้งนี้ มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ ราคาน้ำมันที่เริ่มร้อนแรงอีกครั้ง แต่หากราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นมาเกิน 100 เหรียญสหรัฐ ดังเช่นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แรงบีบคั้นในตลาดจะยังมีไม่มากนัก หากเกิดปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่เพียงมีอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูงเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพค่อนข้างต่ำในการสลายแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก ทำให้ยากที่จะควบคุมความต้องการสินค้าและบริการ โดยที่จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ขณะที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ เกาหลีใต้และเวียดนาม ซึ่งไม่เพียงผลิตอาหารได้เพียงพอ แต่ยังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ หาก 2 ประเทศนี้เผชิญกับภาวะราคาอาหารแพงอย่างรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเอเชียจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตอย่างเต็มปาก แม้จะยังไม่ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤต แต่การที่โลกกลับมาเผชิญกับภาวะบีบคั้นด้านราคาอาหารอีกครั้ง ในชั่วระยะเวลาเพียง 2 ปี นับเป็นสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่ง อีกทั้งช่วงเวลาเว้นระยะไป 2 ปีนั้น หาใช่เป็นเพราะวิกฤตการณ์คลี่คลายลงด้วยตัวเองไม่ แต่เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยเข้ามาขวางอย่างฉับพลัน หากไม่เกิดวิกฤตการเงินโลกและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกแล้ว ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ภาวะราคาอาหารแพง และอาหารขาดแคลนจะลากยาวมาจนถึงเวลานี้อย่างแน่นอน สัญญาณนี้เท่าเป็นการย้ำว่า บัดนี้โลกกำลังคืบคลานเข้าสู่ฉากแรกของสงครามแย่งชิงอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พลังงานทดแทน

โพสต์ทูเดย์ (8 สิงหาคม พ.ศ. 2550)

รู้สึกตนเองเป็นคนมีสาระขึ้นมาอย่างฉับพลันทันใด เพราะเรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นข่าวดี ตอนนี้สังคมกำลังสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนกับน้ำมันแพงอยู่ใช่มั้ยล่ะ ก็มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งทำวิจัยเพื่อที่จะช่วยทำให้ปัญหานี้เบาบางลง งานวิจัยชิ้นนี้ว่าด้วยเรื่อง “เชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ทดแทนน้ำมัน” ทำให้คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ปีนี้ จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ไปครองได้

นักวิจัยคนนี้ชื่อว่า ผศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ส่วนพลังงานทางเลือกใหม่ที่ว่านี้ ก็สามารถนำไปใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกประการ ง่ายต่อการใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ ไม่เพียงช่วยฝ่าวิกฤตยุคน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลนในอนาคต แต่ยังเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่อาจช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ด้วย

ปัจจุบันนี้ปัญหาน้ำมันแพงสำหรับรถยนต์ก็เบาบางลงได้ด้วยการหันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นในรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวีและก๊าซหุงต้ม แต่เชื้อเพลิงดังกล่าวก็ยังไม่ชัวร์เท่าไหร่ ยังพบว่าสร้างปัญหาให้ผู้ใช้ รวมทั้งในอนาคตไม่แน่ใจว่าจะสร้างปัญหาให้เครื่องยนต์หรือไม่ ที่สำคัญก็คือ หากคิดจะเปลี่ยนมาใช้ก็ต้องมีการปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อให้สามารถใช้กับเชื้อเพลิงชนิดทั้งสองนี้ได้ ซึ่งก็ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการใช้งานเหมือนกัน

ผศ.ดร.นวดล เลยทำวิจัยเรื่องแนวนี้ ซึ่งเชื้อเพลงที่เป็นทางเลือกใหม่ ประกอบด้วย ก๊าซสังเคราะห์ เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และเชื้อเพลิงอื่นๆ อีก ได้แก่ Gas-to-Liquid (GTL) เชื้อเพลิง Dimethyl Ether (DME) เชื้อเพลิง Biomass-to-Liquid (BTL) ล้วนเป็นวัตถุดิบในบ้านเราเองทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

“ที่ผ่านมาเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ที่กล่าวถึงกันมากคือ เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่การใช้จริงยังเป็นไปได้น้อย เนื่องจากต้องใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงที่ยังมีราคาสูง ดังนั้น จึงมีแนวคิดเปลี่ยนเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (หรือก๊าซสังเคราะห์) ให้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ที่มีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน”

“เชื้อเพลงดังกล่าว คือ Gas-to-Liquid (GTL) ได้จากการนำก๊าซสังเคราะห์ที่มีองค์ประกอบของก๊าซไฮโดรเจนกับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งผลิตได้จากสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มาผ่านกระบวนการความร้อนเคมีที่เหมาะสม เพื่อจัดเรียงโมเลกุลใหม่ให้มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำมันดีเซลทุกประการ โดยสามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์”

งานวิจัยครั้งนี้จึงถือเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการพัฒนาการผลิตก๊าซไฮโดรเจน จากวัตถุดิบต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซชีวภาพ ก๊าซหุงต้ม โดยการเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็น GTL อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาต่อไป เพื่อให้เป็นพลังงานทางเลือกพร้อมใช้อย่างแท้จริง

แต่กว่าจะถึงวันนั้น แม้จะรู้ดีว่าเริ่มมีความหวังแล้วในพลังงานทางเลือกทดแทน แต่เราทุกคนก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวด้วย เช่น ไม่ใช้น้ำมันฟุ่มเฟือย รวมทั้งใช้พลังงานอื่นๆ เท่าที่จำเป็น เพียงเท่านี้ก็มีส่วนช่วยทำให้โลกใบนี้ร้อนได้ช้าลง จริงไหมล่ะ

by ThaiWebExpert