thaigov.go.th

เรื่อง ข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Partnership for Market Readiness : PMR)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Partnership for Market Readiness : PMR)

2.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้กระทรวงการคลัง โดยนางสาวสุทธิรัตน์  รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง รายงานว่า

1.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เห็นว่ากลไกตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกจึงได้หารือกับธนาคารโลกเพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางในการดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนำไปสู่การลดปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ อบก. ได้ร่วมจัดทำร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และธนาคารโลก โดย อบก. จะเป็นหน่วยงานบริหารโครงการ (Executing Agency) และหน่วยงานดำเนินโครงการ (Implementing Agency)

2.โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินสนับสนุนในการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากลไกตลาดภายในประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและลดก๊าซเรือนกระจก โดยจะติดตามข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมการใช้พลังงานของเทศบาลและชุมชนตัวอย่าง รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและนำไปเปรียบเทียบกับเป้าหมายประหยัดพลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจก

3.ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการดังกล่าว คือการมีกลไกตลาดสำหรับก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการผ่าน 2 กลไก ได้แก่ 1) Energy Performance Certificate Scheme (EPC) เป็นแผนงานส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม และ 2) Low Carbon City Program (LCC) เป็นการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกให้กับเทศบาลและชุมชนเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยทั้ง 2 กลไกจะมีการออกใบรับรองปริมาณการใช้พลังงานที่ลดลงและต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจและนำไปสู่กระบวนการกำหนดราคา และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 อบก. มีหนังสือแจ้งกระทรวงการคลังไม่ขัดข้องในร่างหนังสือข้อตกลง (Grant Agreement) และยืนยันการขอรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก

โครงการความช่วยเหลือดังกล่าวมีวงเงินทั้งสิ้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินจากกองทุน Multi-Donor Trust Fund โดยธนาคารโลกเป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ การเบิกจ่ายเงินจะไม่สามารถทำได้สำหรับรายการที่เกิดขึ้นก่อนวันที่มีการลงนามในร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ โดยระยะเวลาเบิกจ่ายสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561

สาระสำคัญของร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขมาตรฐานของการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของธนาคารโลก (Standard Conditions) ซึ่งหน่วยงานดำเนินโครงการได้พิจารณาขอบเขตในการดำเนินกิจกรรมแล้วว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ และวัตถุประสงค์ที่จะสามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ใน Article V Section 5.03 ได้กำหนดเงื่อนไขว่า หากเกิดกรณีพิพาทที่คู่สัญญาไม่สามารถหาข้อยุติได้ให้มีการจัดตั้งคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อเป็นผู้พิจารณาระงับข้อพิพาท ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของธนาคารโลกที่ใช้บังคับกับทุกประเทศ แต่เนื่องจากธนาคารโลกเป็นหน่วยงานประเภทองค์การระหว่างประเทศ การลงนามรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในกรณีนี้จึงไม่ได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนและไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการใช้อนุญาโตตุลาการ 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และจัดการให้การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินต้องไม่สูงกว่าเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

2.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินเก็บไว้เพื่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถเรียกตรวจสอบได้ก่อนวันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน

3.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งประกอบกิจการโรงงานอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินครั้งแรกภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และต้องจัดทำและส่งรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินครั้งแรก

4.กำหนดให้การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน ต้องดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อื่นที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นชอบ 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 จำนวน 3 ฉบับ


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงจำนวน 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า พ.ศ. ....

1.1 กำหนดที่ดินที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่า ต้องเป็นที่ดินประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น ที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน ที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่มีหนังสือรับรองของทางราชการรับรองว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในระยะเวลาที่อาจขอรับโฉนดที่ดิน เป็นต้น

1.2 กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินประสงค์จะใช้ที่ดินนั้นทำสวนป่าเพื่อการค้ายื่นคำขอต่อนายทะเบียนตามสถานที่กำหนด

1.3 กำหนดคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า ทะเบียนรับคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าและเงื่อนไขแนบท้าย และทะเบียนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด

1.4 กำหนดชนิดของพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการทำสวนป่าในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามบัญชีรายชื่อชนิดของพันธุ์ไม้ท้ายกฎกระทรวง

1.5 กำหนดให้นายทะเบียนพิจารณาและแจ้งการสั่งรับหรือไม่รับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับคำขอ กรณีนายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า ให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าว  คำสั่งวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

1.6 กำหนดเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าแล้ว ให้ผู้ทำสวนป่าดำเนินการจัดทำบัญชีแสดงชนิดและจำนวนไม้ที่ได้ทำการปลูกและบำรุงรักษา จัดทำป้ายถาวรแสดงการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าตามกฎหมาย จัดทำหลักเขตหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า ยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บข้อมูลทางวิชาการและตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ และก่อนตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าให้ผู้ทำสวนป่าแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขว่าด้วยการรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน พ.ศ. ....

2.1 กำหนดนิยาม “การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน” “ใบสำคัญ รับรอง” “หน่วยรับรอง” และ “หน่วยรับรองระบบงาน”


2.2 กำหนดให้ผู้ทำสวนป่าที่มีความประสงค์จะขอใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ยื่น ณ สถานที่กำหนด

2.3 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากไม่ครบถ้วนถูกต้องให้แจ้งผู้ขอเพื่อให้ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนถูกต้องภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง กรณีเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ให้นายทะเบียนออกหนังสือตอบรับใบคำขอและมอบให้ผู้ยื่นคำขอนำไปประสานกับหน่วยรับรอง และให้หน่วยรับรองรายงานผลการประเมินให้กรมป่าไม้ทราบ

2.4 กำหนดหลักเกณฑ์ของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรฐานระบบการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน มอก. 14061 หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า

2.5 กำหนดเมื่อกรมป่าไม้ได้รับรายงานผลการตรวจประเมินให้ดำเนินการออกใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการประเมิน และแจ้งให้นายทะเบียนทราบ ทั้งนี้ใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนให้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี

2.6 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยรับรองตรวจพบว่าผู้รับใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ให้รายงานนายทะเบียนทราบภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ตรวจพบ และให้นายทะเบียนสั่งให้ผู้รับใบสำคัญฯ ปฏิบัติหรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการ ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนฉบับนั้น

3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า พ.ศ. ....

3.1 กำหนดให้ผู้ทำสวนป่าประสงค์จะขอใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าของตนเอง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยหลักฐาน ณ สถานที่ที่กำหนด

3.2 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำขออนุญาตใช้สถานที่ เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้จากการทำสวนป่าดำเนินการตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบคำขอ และเสนอผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่าหรือผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท้องที่หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมป่าไม้มอบหมายเพื่อสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปทำการตรวจสอบ โดยผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมป่าไม้มอบหมายเสนอความเห็นเพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาออกใบอนุญาตให้ใช้สถานที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ และเมื่อนายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ใช้สถานที่แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลไว้ในทะเบียน

3.3 กำหนดใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า เพื่อการใช้สอยหรือจำหน่าย มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน เพื่อสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน

3.4 กำหนดผู้รับใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าของตนต้องดำเนินการทำหลักเขตแสดงบริเวณที่ทำการแปรรูปไม้ตามที่ระบุในใบอนุญาต แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ทำบัญชีไม้ท่อน บัญชีไม้แปรรูป หรือบัญชีสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าและเก็บรักษาบัญชีไว้ไม่น้อยกว่าสองปีนับจากวันอนุญาต

3.5 กำหนดคำขอ ใบอนุญาตและทะเบียนใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า บัญชีไม้ท่อน บัญชีไม้แปรรูป หรือบัญชีสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด

เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขากะทูน และป่าปลายกะเบียด ในท้องที่ตำบลกะทูน และตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขากะทูน และป่าปลายกะเบียด ในท้องที่ตำบลกะทูน และตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้บริเวณที่ดินป่าเขากะทูน และป่าปลายกะเบียด ในท้องที่ตำบลกะทูนและตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 

 

เรื่อง ข้อเสนอร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature : IUCN)

สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งเน้นเสริมสร้างความร่วมมือในการทำกิจกรรมเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่มีร่วมกันด้านการอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ดังนี้
1. ให้ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2. แสวงหาความร่วมมือในการกำหนดพื้นที่โครงการนำร่องและพื้นที่สาธิตสำหรับการอนุรักษ์และการจัดทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
3. สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
4. ร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
5. ร่วมมือกันในด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์
6. ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอโครงการต่างๆ เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน
7. จัดการประชุมภาคีตามระยะเวลาที่เหมาะสม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อช่วยให้การดำเนินงานสัมฤกธิ์ผลตามวัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจนี้

การเข้าร่วมรับรองและลงนามในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)


คณะรัฐมนตรีมีมตริเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมรับรองและลงนามในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 ในเดือนธันวาคม 2558 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการตามขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นภาคีในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests) ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า

การประชุม Climate Summit 2014 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ณ สำนักงานสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในที่ประชุมดังกล่าวประมุขและหัวหน้ารัฐบาล 130 ประเทศ ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการสนับสนุนการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2558 โดยหนึ่งในประเด็นที่ประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบจากภาคป่าไม้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สาระสำคัญของปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)

1. เป็นปฏิญญาที่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย (Non-Legally Binding Political Declaration)

2. กำหนดให้ประเทศที่เข้าร่วมลงนามปฏิญญาฯ ลดอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ลงให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020)

3. กำหนดเป้าหมายระดับสูงเพื่อหยุดการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ.2030)

4. ส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพป่าไม้และพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ขนาดพื้นที่ 350 ล้านเฮกเตอร์ (เทียบว่ามีขนาดใหญ่กว่าอินเดีย)

5. เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้กรอบการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า ( Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation : REDD+)

6. แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ฉบับนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบรรเทาความยากจน หลักนิติธรรม ความมั่นคงทางอาหาร ความยืดหยุ่นด้านภูมิศาสตร์ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute –GGGI)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Global Green Growth Institute –GGGI)

2. เห็นชอบสัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI

3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำและส่งมอบตราสารแบบของการเข้าร่วมของสถาบัน GGGI ต่อผู้อำนวยการใหญ่ของสำนักเลขาธิการในฐานะผู้เก็บรักษาสัญญา

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า สถาบัน GGGI เป็นองค์กรระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นจากการผลักดันของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้กำหนดให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นนโยบายหลักที่สำคัญที่สุดของชาติ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) และมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ การขจัดความยากจน การสร้างงานและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  รวมทั้งการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว ความหลากหลายทางชีวภาพและการเข้าถึงแหล่งพลังงานและน้ำ ทั้งนี้ มีแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาสีเขียว การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบันสถาบัน GGGI มีผลบังคับแล้วเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2555 และมีประเทศสมาชิก 24 ประเทศทั่วโลก โดยมี 4 ประเทศจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้แก่  ราชาอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งสถาบัน GGGI มีความสนใจและต้องการให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก

สาระสำคัญของสัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI มีดังนี้

วัตถุประสงค์ : เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยสนับสนุนและเผยแพร่กระบวนทัศน์ใหม่ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การเจริญเติบโตสีเขียว ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม กำหนดเป้าหมายลักษณะสำคัญของประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การลดความยากจน การสร้างงาน การรวมกันทางสังคมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างและปรับปรุงสภาพทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่โดยความร่วมมือกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาและภาครัฐและเอกชน

กิจกรรม : สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ด้วยการสร้างขีดความสามารถในการออกแบบและดำเนินการตามแผนการเจริญเติบโตสีเขียวในระดับชาติ ภูมิภาค หรือท้องถิ่น  อำนวยความสะดวกให้มีความร่วมมือรัฐ – เอกชน  เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่มีประสิทธิภาพทางทรัพยากร นวัตกรรม การผลิตและการบริโภคและการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด

สมาชิกภาพ : รัฐจะเป็นสมาชิกของสถาบัน GGGI โดยการเข้าเป็นคู่สัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI และให้สัตยาบัน โดยการจัดส่งตราสารแบบของการเข้าร่วมของสถาบัน GGGI ให้กับสถาบัน GGGI ทั้งนี้ สัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้วันที่สามสิบหลังจากการฝากตราสารฯ ให้กับผู้อำนวยการใหญ่สำนักเลขาธิการ ในฐานะผู้เก็บรักษาสัญญา (Depositary) 

ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปประกอบการพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

2. กำหนดสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่มีการตัดต่อ ตัดแต่ง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมหรือผสมผสานสารพันธุกรรมใหม่ที่ได้จากวิธีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่หรือวิธีการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

3. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นยาสำหรับมนุษย์หรือสัตว์ตามที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่แล้ว

4. กำหนดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกลางในการกำกับดูแลการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมโดยคณะกรรมการประกอบด้วย ปลัด ทส. เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสิบสองคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสิบคน โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการและเลขานุการ

5. กำหนดให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทส. ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ

6. กำหนดให้รัฐมนตรีผู้รักษาการมีอำนาจประกาศกำหนดให้หน่วยงานใดของกระทรวงหรือทบวงในราชการส่วนกลาง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ และกำหนดให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมตามพระราชบัญญัตินี้

7. กำหนดหลักการควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในลักษณะที่ห้ามมิให้มีการปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมใด ๆ สู่สิ่งแวดล้อม เว้นแต่สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมดังกล่าวจะได้ผ่านการใช้ในสภาพควบคุมและการใช้ในภาคสนามเพื่อทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ การประเมินความเสี่ยงอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ และได้มีการขึ้นบัญชีสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่สามารถปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้แล้ว

8. ในกรณีผู้ได้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบมีอำนาจแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งได้กำหนดให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้หากผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานรับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้

9. กำหนดให้มีกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของหน่วยงานผู้รับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ผู้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือเสนอต่อคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สิ้นสุด

10. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นผลมาจากการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ไม่อยู่ในบัญชีปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้เสียหายนั้นเอง

11. กำหนดโทษทางอาญาทั้งโทษจำคุกและโทษปรับมาใช้บังคับแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

12. กำหนดบทเฉพาะกาลให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือบุคคลใดที่ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ต้องขออนุญาต หรือต้องขอรับใบอนุญาต หรือต้องแจ้งตามพระราชบัญญัตินี้อยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจกรรมนั้นต่อไป ให้มายื่นคำขอรับอนุญาตหรือคำขอรับใบอนุญาต หรือแจ้งต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ 

การขอความเห็นชอบต่อการขยายระยะเวลาสำหรับแผนปฏิบัติการอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสหพันธรัฐรัสเซีย ปี ค.ศ. 2005-2015


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อการขยายระยะเวลาของแผนปฏิบัติการอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสหพันธรัฐรัสเซีย ปี ค.ศ. 2005-2015 (พ.ศ. 2548-2558) จนกว่าจะมีการรับรองแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ในปี 2559

2. ให้ กต. มีหนังสือแจ้งยืนยันการขยายระยะเวลาแผนปฏิบัติการดังกล่าวไปยังกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียน)

สาระสำคัญของเรื่อง

แผนปฏิบัติการฯ ฉบับปัจจุบันที่จะเสนอขยายระยะเวลาการบังคับใช้นี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองระหว่างอาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีสาระสำคัญเป็นแผนแม่บทระบุถึงกิจกรรมและมาตรการร่วมกันในสาขาต่าง ๆ ซึ่งอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียจะดำเนินการเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ (ได้แก่ ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน อุตสาหกรรม พลังงาน การขนส่ง การเงิน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) รวมทั้งความร่วมมือรายสาขา (เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเตือนภัยล่วงหน้าและการบรรเทาภัยพิบัติ การจัดการ การฟื้นฟูและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร และการท่องเที่ยว เป็นต้น)

การขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEAM ครั้งที่ 12


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEAM  (Asia-Europe Meeting)  ครั้งที่ 12 และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก 

2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ของประธานฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

ร่างแถลงการณ์ของประธานการประชุมฯ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEM ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่ก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ของประธานการประชุม จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 

by ThaiWebExpert