thaigov.go.th

เรื่อง ข้อเสนอร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature : IUCN)

สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งเน้นเสริมสร้างความร่วมมือในการทำกิจกรรมเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่มีร่วมกันด้านการอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ดังนี้
1. ให้ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2. แสวงหาความร่วมมือในการกำหนดพื้นที่โครงการนำร่องและพื้นที่สาธิตสำหรับการอนุรักษ์และการจัดทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
3. สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
4. ร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
5. ร่วมมือกันในด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์
6. ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอโครงการต่างๆ เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน
7. จัดการประชุมภาคีตามระยะเวลาที่เหมาะสม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อช่วยให้การดำเนินงานสัมฤกธิ์ผลตามวัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจนี้

การเข้าร่วมรับรองและลงนามในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)


คณะรัฐมนตรีมีมตริเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมรับรองและลงนามในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 ในเดือนธันวาคม 2558 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการตามขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นภาคีในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests) ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า

การประชุม Climate Summit 2014 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ณ สำนักงานสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในที่ประชุมดังกล่าวประมุขและหัวหน้ารัฐบาล 130 ประเทศ ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการสนับสนุนการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2558 โดยหนึ่งในประเด็นที่ประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบจากภาคป่าไม้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สาระสำคัญของปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)

1. เป็นปฏิญญาที่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย (Non-Legally Binding Political Declaration)

2. กำหนดให้ประเทศที่เข้าร่วมลงนามปฏิญญาฯ ลดอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ลงให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020)

3. กำหนดเป้าหมายระดับสูงเพื่อหยุดการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ.2030)

4. ส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพป่าไม้และพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ขนาดพื้นที่ 350 ล้านเฮกเตอร์ (เทียบว่ามีขนาดใหญ่กว่าอินเดีย)

5. เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้กรอบการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า ( Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation : REDD+)

6. แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ฉบับนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบรรเทาความยากจน หลักนิติธรรม ความมั่นคงทางอาหาร ความยืดหยุ่นด้านภูมิศาสตร์ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute –GGGI)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Global Green Growth Institute –GGGI)

2. เห็นชอบสัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI

3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำและส่งมอบตราสารแบบของการเข้าร่วมของสถาบัน GGGI ต่อผู้อำนวยการใหญ่ของสำนักเลขาธิการในฐานะผู้เก็บรักษาสัญญา

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า สถาบัน GGGI เป็นองค์กรระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นจากการผลักดันของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้กำหนดให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นนโยบายหลักที่สำคัญที่สุดของชาติ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) และมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ การขจัดความยากจน การสร้างงานและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  รวมทั้งการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว ความหลากหลายทางชีวภาพและการเข้าถึงแหล่งพลังงานและน้ำ ทั้งนี้ มีแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาสีเขียว การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบันสถาบัน GGGI มีผลบังคับแล้วเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2555 และมีประเทศสมาชิก 24 ประเทศทั่วโลก โดยมี 4 ประเทศจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้แก่  ราชาอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งสถาบัน GGGI มีความสนใจและต้องการให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก

สาระสำคัญของสัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI มีดังนี้

วัตถุประสงค์ : เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยสนับสนุนและเผยแพร่กระบวนทัศน์ใหม่ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การเจริญเติบโตสีเขียว ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม กำหนดเป้าหมายลักษณะสำคัญของประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การลดความยากจน การสร้างงาน การรวมกันทางสังคมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างและปรับปรุงสภาพทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่โดยความร่วมมือกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาและภาครัฐและเอกชน

กิจกรรม : สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ด้วยการสร้างขีดความสามารถในการออกแบบและดำเนินการตามแผนการเจริญเติบโตสีเขียวในระดับชาติ ภูมิภาค หรือท้องถิ่น  อำนวยความสะดวกให้มีความร่วมมือรัฐ – เอกชน  เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่มีประสิทธิภาพทางทรัพยากร นวัตกรรม การผลิตและการบริโภคและการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด

สมาชิกภาพ : รัฐจะเป็นสมาชิกของสถาบัน GGGI โดยการเข้าเป็นคู่สัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI และให้สัตยาบัน โดยการจัดส่งตราสารแบบของการเข้าร่วมของสถาบัน GGGI ให้กับสถาบัน GGGI ทั้งนี้ สัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้วันที่สามสิบหลังจากการฝากตราสารฯ ให้กับผู้อำนวยการใหญ่สำนักเลขาธิการ ในฐานะผู้เก็บรักษาสัญญา (Depositary) 

ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปประกอบการพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

2. กำหนดสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่มีการตัดต่อ ตัดแต่ง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมหรือผสมผสานสารพันธุกรรมใหม่ที่ได้จากวิธีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่หรือวิธีการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

3. กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็นยาสำหรับมนุษย์หรือสัตว์ตามที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่แล้ว

4. กำหนดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกลางในการกำกับดูแลการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมโดยคณะกรรมการประกอบด้วย ปลัด ทส. เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสิบสองคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสิบคน โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการและเลขานุการ

5. กำหนดให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทส. ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ

6. กำหนดให้รัฐมนตรีผู้รักษาการมีอำนาจประกาศกำหนดให้หน่วยงานใดของกระทรวงหรือทบวงในราชการส่วนกลาง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ และกำหนดให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมตามพระราชบัญญัตินี้

7. กำหนดหลักการควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในลักษณะที่ห้ามมิให้มีการปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมใด ๆ สู่สิ่งแวดล้อม เว้นแต่สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมดังกล่าวจะได้ผ่านการใช้ในสภาพควบคุมและการใช้ในภาคสนามเพื่อทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ การประเมินความเสี่ยงอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ และได้มีการขึ้นบัญชีสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่สามารถปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้แล้ว

8. ในกรณีผู้ได้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบมีอำนาจแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งได้กำหนดให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้หากผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานรับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้

9. กำหนดให้มีกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของหน่วยงานผู้รับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ผู้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือเสนอต่อคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สิ้นสุด

10. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นผลมาจากการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ไม่อยู่ในบัญชีปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้เสียหายนั้นเอง

11. กำหนดโทษทางอาญาทั้งโทษจำคุกและโทษปรับมาใช้บังคับแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

12. กำหนดบทเฉพาะกาลให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือบุคคลใดที่ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ต้องขออนุญาต หรือต้องขอรับใบอนุญาต หรือต้องแจ้งตามพระราชบัญญัตินี้อยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจกรรมนั้นต่อไป ให้มายื่นคำขอรับอนุญาตหรือคำขอรับใบอนุญาต หรือแจ้งต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ 

การขอความเห็นชอบต่อการขยายระยะเวลาสำหรับแผนปฏิบัติการอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสหพันธรัฐรัสเซีย ปี ค.ศ. 2005-2015


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อการขยายระยะเวลาของแผนปฏิบัติการอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสหพันธรัฐรัสเซีย ปี ค.ศ. 2005-2015 (พ.ศ. 2548-2558) จนกว่าจะมีการรับรองแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ในปี 2559

2. ให้ กต. มีหนังสือแจ้งยืนยันการขยายระยะเวลาแผนปฏิบัติการดังกล่าวไปยังกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียน)

สาระสำคัญของเรื่อง

แผนปฏิบัติการฯ ฉบับปัจจุบันที่จะเสนอขยายระยะเวลาการบังคับใช้นี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองระหว่างอาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีสาระสำคัญเป็นแผนแม่บทระบุถึงกิจกรรมและมาตรการร่วมกันในสาขาต่าง ๆ ซึ่งอาเซียนและสหพันธรัฐรัสเซียจะดำเนินการเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ (ได้แก่ ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน อุตสาหกรรม พลังงาน การขนส่ง การเงิน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) รวมทั้งความร่วมมือรายสาขา (เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเตือนภัยล่วงหน้าและการบรรเทาภัยพิบัติ การจัดการ การฟื้นฟูและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร และการท่องเที่ยว เป็นต้น)

การขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEAM ครั้งที่ 12


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEAM  (Asia-Europe Meeting)  ครั้งที่ 12 และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก 

2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ของประธานฯ

สาระสำคัญของเรื่อง

ร่างแถลงการณ์ของประธานการประชุมฯ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEM ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่ก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ของประธานการประชุม จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 

ร่างพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. กำหนดให้ในการจัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้มีหนังสือแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่เขตป่าสงวนแห่งชาตินั้นตั้งอยู่ทราบด้วย

2. กำหนดให้คณะกรรมการควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติเป็นคณะกรรมการประจำจังหวัดสำหรับจังหวัดที่มีป่าสงวนแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดมาตรการในการควบคุม ดูแล การส่งเสริมการปลูกป่า และการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติตามที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด

3. กำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติประจำจังหวัดโดยอนุโลม

4. กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ กำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งนอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่กำหนด และให้มีอำนาจหน้าที่เสนอแนะมาตรการและแนวทางในการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

5. กำหนดให้อธิบดีกรมป่าไม้โดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดอัตรา และวางระเบียบเกี่ยวกับการเก็บค่าบริการหรือค่าตอบแทนสำหรับการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ให้บริการหรืออำนวยความสะดวกต่างๆ แก่ประชาชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

6. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดบรรดาไม้ ของป่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใดๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิดไว้ และเมื่อมีการฟ้องคดีก็ให้พนักงานอัยการร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว ในกรณีไม่มีผู้ใดอ้างเป็นเจ้าของก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือมีเจ้าของแต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าตนไม่มีโอกาสทราบ ให้ศาลริบทรัพย์นั้นได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ถ้าเจ้าของมิได้ร้องขอรับทรัพย์สินคืนภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วันทราบ หรือถือว่าได้ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินในกรณีทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้มิได้เป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยอนุมัติรัฐมนตรีคืนทรัพย์สินหรือเงิน แล้วแต่กรณีและถ้าทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะเกินค่าของทรัพย์สิน อธิบดีอาจดำเนินการจัดการขายทรัพย์สิน แล้วยึดเงินไว้แทนทรัพย์สินนั้นหรือถ้าจะเป็นการบรรเทาความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาก็ให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการได้ กำหนดให้ผู้ซึ่งกระทำหรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย

7. แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เพื่อเป็นการป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามที่กำหนด

8. กำหนดให้ผู้ที่ทำให้เสียหาย ทำลาย ซึ่งหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นใดที่จัดให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษ และผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษตามที่กำหนด

9. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาต และผู้รับใบอนุญาตที่ปล่อยปละละเลยให้ผู้อื่นบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง หรือกระทำการฝ่าฝืนในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษ

10. กำหนดให้มีบทเฉพาะกาล

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างประกาศฯ

1. กำหนดให้ยกเลิกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2547 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2547

2. กำหนดพื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตควบคุมมลพิษและเขตอนุรักษ์ของจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวห้ามกระทำการหรือประกอบกิจกรรมบางประการ เช่น ห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร เป็นต้น รวมทั้งกำหนดประเภทและขนาดของโรงงาน อาคารใดๆ

3. กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่จะทำการก่อสร้างอาคารหรือดำเนินการโครงการ หรือประกอบกิจการในพื้นที่ นอกจากต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้แล้ว ให้จัดทำและเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วแต่กรณีต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

4. กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อทำหน้าที่จัดทำแผนคุ้มครอง ฟื้นฟู และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดูแล ติดตาม ตรวจสอบการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

5. กำหนดให้หากมีกฎหมายใดกำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และเป็นมาตรการที่ไม่ต่ำกว่ามาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือมีมาตรการที่ดีกว่า ให้เป็นไปตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น

6. กำหนดข้อยกเว้นสำหรับอาคารที่ไม่ต้องดำเนินการตามประกาศนี้ ได้แก่ อาคารในพื้นที่ที่มีอยู่แล้วก่อนหรือในวันประกาศนี้ใช้บังคับ เป็นต้น และกำหนดให้การกระทำ กิจกรรม หรือกิจการใดที่ต้องห้ามตามประกาศนี้ ถ้าได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต

7. กำหนดให้ประกาศนี้มีระยะเวลาการบังคับใช้ห้าปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

เรื่องการจัดทำความร่วมมือทวิภาคี Joint Crediting Mechanism (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างความร่วมมือทวิภาคี Joint Crediting Mechanism (JCM) ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้ว และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามความร่วมมือฝ่ายไทย

2. เห็นชอบต่อร่างองค์ประกอบคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ฝ่ายไทย

3. เห็นชอบให้จัดตั้งสำนักเลขาธิการกลไก JCM (Thailand JCM Secretariat) เพื่อดำเนินงานดังกล่าวต่อไป โดยมอบหมายให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการกลไก JCM

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า


1. ร่างความร่วมมือทวิภาคี JCM ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้วระบุสาระสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ โดยทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดตั้งกลไก JCM เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในประเทศไทยและดำเนินงานกลไกให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบในประเทศที่เกี่ยวข้อง

2. ในการดำเนินงานกลไก JCM นั้น ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ประกอบด้วยผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายเพื่อทำหน้าที่พัฒนาหลักเกณฑ์และแนวทาง ระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก ข้อจำกัดแต่งตั้งผู้ประเมินภายนอกและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและการบริหารงานกลไก JCM โดยคณะกรรมการร่วมจะจัดการประชุมเป็นประจำเพื่อประเมินผลการดำเนินงานของกลไก JCM นอกจากนี้ร่างความร่วมมือทวิภาคี JCM ระบุให้ปันส่วนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากโครงการภายใต้กลไก JCM ระหว่างสองประเทศ รวมทั้งพัฒนาระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีความน่าเชื่อถือปฏิบัติได้จริง และป้องกันการออกคาร์บอนเครดิตซ้ำซ้อน ตลอดจนสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และเสริมสร้างศักยภาพแก่ฝ่ายไทย ร่างความร่วมมือทวิภาคี JCM ดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดหน้าที่ระหว่างประเทศใด ๆ และจะสิ้นสุดลงเมื่อข้อตกลงระหว่างประเทศใหม่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

รายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการโครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี  (อบจ.นนทบุรี) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 

สาระสำคัญของโครงการฯ

1. วัตถุประสงค์

เพื่อกำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 ตัน ให้เกิดประสิทธิภาพและได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน และพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชนที่อาศัยรอบพื้นที่โครงการฯ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากการใช้พลังงานทดแทน

2. ขอบเขตโครงการฯ

ให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการก่อสร้าง บริหารจัดการและซ่อมบำรุงรักษาระบบกำจัดขยะมูลฝอย เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบไพโรไลซิสและแก๊สซิฟิเคชั่น (Pyrolysis & Gasification) ที่สามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 20 เมกะวัตต์ [โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก (SPP)]

3. ที่ตั้งและระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ

โครงการฯ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่บ่อฝังกลบขยะมูลฝอยปัจจุบันของ อบจ. นนทบุรี เนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการฯ 22 ปี  โดยแบ่งเป็น ระยะเวลาการก่อสร้าง 2 ปี (พ.ศ. 2560-2561) และระยะเวลาเดินระบบ 20 ปี (พ.ศ. 2562-2581)


4.  รูปแบบการร่วมลงทุน

มอบหมายหรือให้สิทธิเอกชนลงทุนก่อสร้าง บริหารจัดการและซ่อมบำรุงรักษาระบบกำจัดขยะมูลฝอย เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการฯ ในรูปแบบ Build-Operate-Transfer (BOT)  และ อบจ. นนทบุรี จะรับผิดชอบการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ดำเนินโครงการฯ และการส่งมอบขยะมูลฝอยให้โครงการฯ 

by ThaiWebExpert