thaigov.go.th

เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาทรัพยากรน้ำระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบและอนุมัติการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาทรัพยากรน้ำระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับผลประโยชน์ของไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ


ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาทรัพยากรน้ำระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับนโยบายด้านน้ำ กฎหมายและองค์กร เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการดำเนินงานในสาขาทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับทวิภาคี โดยเน้นย้ำความร่วมมือในสาขาดังต่อไปนี้

(1) การพัฒนานโยบายด้านน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการบริหารจัดการน้ำ
(2) การออกแบบและการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management System) โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลด้านน้ำแบบบูรณาการ
(3) การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยใช้ระบบการผลิตน้ำประปาและการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination)
(4) เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำขั้นสูงและการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
(5) การศึกษาหรือการวิจัยร่วม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
(6) ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่ได้มีการตกลงร่วมกัน

บันทึกความเข้าใจฯ จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี และจะขยายเวลาออกไปโดยอัตโนมัติทุก 5 ปี 

เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าลำน้ำภาคและป่าลำแควน้อยฝั่งซ้าย ป่าแดงและป่าชาติตระการ และป่าเนินเพิ่ม ในท้องที่ตำบลน้ำกุ่ม ตำบลนครชุม ตำบลยางโกลน ตำบลนาบัว และตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าลำน้ำภาคและป่าลำแควน้อยฝั่งซ้ายป่าแดงและป่าชาติตระการ และป่าเนินเพิ่ม ในท้องที่ตำบลน้ำกุ่ม ตำบลนครชุม ตำบลยางโกลน ตำบลนาบัว และตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ


สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดบริเวณที่ดินป่าลำน้ำภาคและป่าลำแควน้อยฝั่งซ้าย ป่าแดงและป่าชาติตระการ และป่าเนินเพิ่ม ในท้องที่ตำบลน้ำกุ่ม ตำบลนครชุม ตำบลยางโกลน ตำบลนาบัว และตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

 

เรื่อง การจัดทำสัตยาบันสารความตกลงปารีส


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบให้ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีส และให้เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งมอบสัตยาบันสารความตกลงปารีสต่อเลขาธิการสหประชาชาติในฐานะผู้เก็บรักษาเอกสาร

สาระสำคัญของการให้สัตยาบันสารเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงเป็นปารีส เป็นการแสดงเจตจำนงของไทยในการร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ความตกลงปารีสมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 หลังจากวันที่ภาคีอนุสัญญาอย่างน้อยที่สุด 55 ภาคี ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันอย่างน้อยที่สุดประมาณร้อยละ 55 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ได้มอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ สารการให้ความเห็นชอบ หรือ ภาคยานุวัติสาร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในฐานะประธานกลุ่ม 77 ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา จะได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันภายใต้ความตกลงปารีสเพื่อควบคุมอุณภูมิโลกให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดความรุนแรงลงได้ 

เรื่อง ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)

2. มอบหมายสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำกราบบังคมทูลเกล้าถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ต่อไป ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2564


สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2559 โดย สศช. ได้จัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2539)  โดยหลักการสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ประกอบด้วย (1) ยึดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” (2) ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” (3) ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มาเป็นกรอบของวิสัยทัศน์ประเทศไทยในแผนพํฒนาฯ ฉบับที่ 12 (4) ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579” เป็นกรอบการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน 5 ปีแรก  และเป้าหมายในระดับย่อยลงมา  ควบคู่กับกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน และ (5) ยึดหลักการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปี

วัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ประกอบด้วย (1) เพื่อวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต (2) เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ (3) เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้มีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน (4) เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (5) เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส  และมีการทำงานเชิงบูรณาการ (6) เพื่อให้มีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และ (7) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายรวม ประกอบด้วย (1) คนไทยมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ (2) ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และความยากจนลดลง (3) ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ (4) ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (5) มีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตยและเพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย และ (6) มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ และมีส่วนร่วมจากประชาชน


ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ มี 10 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ 2) ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 3) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน 4) ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 5) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคั่งและยั่งยืน 6) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย 7) ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 8) ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย  และนวัตกรรม 9) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ และ 10) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา

เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 8 (Eight Mekong-Japan Summit)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 8 และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ต่อผลประโยชน์ของไทยให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 8


สาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงร่วมฯ สอดคล้องกับนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยในการส่งเสริมและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และการบูรณาการประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดความเหลื่อมล้ำทางการพัฒนา นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของไทยในการมีบทบาทในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (Development Partner) ของประเทศลุ่มน้ำโขงอีกด้วย 

ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 และร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลาก

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 และร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่ 13

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เป็นผู้ให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ทั้งสองฉบับนี้


3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ทั้งสองฉบับนี้ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้เป็นดุลยพินิจของ ทส. เป็นผู้พิจารณาให้การรับรองต่อไป


สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 ประกอบด้วย

1. การแสดงถึงจุดยืนร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการระบบนิเวศและภูมิทัศน์ที่หลากหลายของภูมิภาคอาเซียน

2. การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความพยายามในการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคภายใต้หลักการของอนุสัญญาฯ ในความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง

3. ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเงิน การพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพ และความโปร่งใสของการสนับสนุนและการดำเนินงานก่อนปี ค.ศ. 2020

4. การสนับสนุนให้ประเทศภาคีอนุสัญญาให้สัตยาบันความตกลงปารีสและการสนับสนุนให้ความ ตกลงปารีสมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

5. การขอรับการสนับสนุนเพื่อช่วยการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวที่จะบรรจุไว้ในข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดตามความเหมาะสม รวมทั้งการผลักดันให้มีการสนับสนุนกลไกทางการเงิน การเสริมสร้างศักยภาพ การพัฒนา และการให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13

เป็นการแสดงถึงความเพิ่มพูนความพยายามที่มุ่งเน้นในเรื่องการอนุรักษ์และการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคอาเซียนเพื่อก้าวไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม-วัฒนธรรมของประชากรในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้กรอบวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025 และส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการตามแผนกลยุทธ์อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 2011-2020 และเป้าหมายไอจิต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความร่วมมือในระดับภูมิภาคในการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
 

การขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553 รวม 3 ฉบับ ออกไปอีก 2 ปี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553 รวม 3 ฉบับ ออกไปอีก 2 ปี นับจากวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจร่างกฎหมายและร่าง


อนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาโดยให้รับความเห็นของกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ ดังนี้

1. ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2553

2. ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553

3. ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553

( ซึ่งจะหมดอายุการใช้บังคับในวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 และขอขยายบังคับใช้ต่อไปอีก 2 ปี ) ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว 

การเข้าร่วมโครงการ The ratification and early implementation of the Minamata Convention on Mercury


เรื่อง  การเข้าร่วมโครงการ The ratification and early implementation of the Minamata Convention on Mercury   

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการของบันทึกข้อตกลงโครงการ The ratification and early implementation of the Minamata Convention on Mercury


2. เห็นชอบให้ ทส. เข้าร่วมดำเนินโครงการฯ และมอบหมายให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในบันทึกข้อตกลงโครงการดังกล่าว


3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ ทส. ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ)

สาระสำคัญของโครงการ The ratification and early implementation of the Minamata Convention on Mercury มีดังนี้


1. กิจกรรมสำคัญที่โครงการฯ จะดำเนินการ ประกอบด้วย

(1) การประเมินกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปรอทและการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ
(2) การประเมินผลกระทบและผลประโยชน์ รวมทั้งการวิเคราะห์กฎหมายที่จำเป็นสำหรับการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ
(3) จัดเตรียมแผนการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ
(4) จัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ

2. หน่วยงานดำเนินการ คือ กรมควบคุมมลพิษ

3. งบประมาณในการดำเนินโครงการฯ ได้รับจากหน่วยงาน UNITAR 20,000 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ไม่มีข้อกำหนดให้ประเทศไทยต้องให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ ทั้งในรูปแบบ in-kind หรือ in-cash

4. ระยะเวลาในการดำเนินโครงการฯ จะเริ่มต้น ในวันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงโครงการฯ และสิ้นสุดลง ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2559 อย่างไรก็ตามสามารถขอขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ออกไปได้ แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2559 

ร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ....

                  คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   ทส. โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสนอว่า
               1. กรมป่าไม้อนุญาตให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยปุย เมื่อปี พ.ศ.2517 เนื้อที่ 3,158-0-68 ไร่ ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยสุเทพ ในท้องที่ตำบลโป่งแยง ตำบลแม่แรม ตำบลแม่สา ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ตำบลบ้านปง ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง และตำบลช้างเผือก ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2524 โดยได้ประกาศทับพื้นที่ที่กรมป่าไม้อนุญาตดังกล่าว
               2. เนื่องจากมีหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษป่าดอยสุเทพมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ศูนย์ผลิตผลโครงการหลวง ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ กรมการข้าว ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (ผึ้ง) และศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร และโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ประกอบกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมทรัพยากรน้ำ มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพื่อจัดตั้งวัดดอยปุย และก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อย ตามลำดับ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามภารกิจของหน่วยงานไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 จึงมีความจำเป็นต้องเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการตามภารกิจได้ ทั้งนี้ จากการดำเนินการสำรวจรังวัด และจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติสามารถคำนวณเนื้อที่ได้ประมาณ 2,349 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา
               3. คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้เพิกถอนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย บางส่วน ในพื้นที่ที่หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จากกรมป่าไม้ และหน่วยงานที่ขอใช้พื้นที่ภายหลัง

                   สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ รวมเนื้อที่ 2,349 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติ ภายในแนวเขตที่เพิกถอนตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษป่าดอยสุเทพตามภารกิจได้ 

การดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจหลักด้านการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำ จากคณะกรรมาธิการ แม่น้ำโขงให้แก่ประเทศสมาชิก (Core River Basin Management Functions Decentralization)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการ “การดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจหลัก ด้านการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำ จากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงให้แก่ประเทศสมาชิก (Core River Basin Management Functions Decentralization)”


2. มอบหมายคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ทำหน้าที่พิจารณารายละเอียดการดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจหลักด้านการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงให้แก่ประเทศสมาชิก (Core River Basin Management Functions Decentralization) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง


3. มอบหมาย ทส. โดยกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย เป็นเจ้าภาพหลักรับผิดชอบแผนงบประมาณในเชิงบูรณาการเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณร่วมกันของส่วนราชการที่รับผิดชอบดำเนินกิจกรรม และการจัดสรรงบประมาณตามแผนบูรณาการ ให้มีการจัดสรรตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ดังนี้
          1. ภารกิจด้านเก็บข้อมูล การแลกเปลี่ยนและการตรวจติดตาม
          2. ภารกิจด้านการวิเคราะห์ การจัดทำแบบจำลองและการประเมิน
          3. ภารกิจด้านการสนับสนุนการวางแผนและการพัฒนาลุ่มแม่น้ำ
          4. ภารกิจด้านการพยากรณ์ การเตือนภัยและตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน
          5. ภารกิจหลักด้านการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้น้ำของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

by ThaiWebExpert