thaigov.go.th

เรื่อง ขอความเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 – 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ดังนี้

1. ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 - 2564

2. มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น รับแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 - 2564 ไปบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน นำไปสู่การทำให้ภาคเกษตรมีความเข้มแข็งและเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงยั่งยืนในอนาคต และให้สภาเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 - 2564 ให้คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการเตรียมการยุทธศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 - 2564 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. กลุ่ม/องค์กรเกษตรกรสามารถพัฒนาดำเนินกิจกรรมตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและดำเนินธุรกิจอเนกประสงค์ เช่น ธุรกิจสินเชื่อ รวมซื้อแปรรูป รวมขาย และกิจกรรมแนะนำงานฟาร์ม ให้บริการตามความต้องการของสมาชิก

2. เกษตรกรยากจนที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความจนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ

3. ทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั่วถึงและเพียงพอ คุณภาพดินได้รับการปรับปรุงเหมาะสมแก่การเกษตร ตลอดจนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูป

4. เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพผลิต รวมทั้งมีการขยายปริมาณแปรรูปและเกษตรอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า

5. เกษตรกรได้รับสวัสดิการเกษตรกร โอกาสเข้าถึงและคุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการมีกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร  ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและคุ้มครองทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 4 การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคเกษตรและการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการด้านกองทุนการเกษตร

เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอที่ประเทศไทย


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เสนอ
 

ทั้งนี้  ศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นควรมีขนาดกะทัดรัด เน้นบทบาทการเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล องค์ความรู้  การส่งเสริม  ประสานและบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนของภารกิจและการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต

สาระสำคัญของการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ  มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคที่เป็นเลิศด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. เพื่อเป็นศูนย์ที่เป็นคลังความรู้และศูนย์กลางด้านข้อมูลในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาว่าด้วยเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  4. เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัย  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการและการประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ในบริบทของประเทศในภูมิภาค 5. เพื่อเป็นศูนย์ประสานและดำเนินการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน  6. เพื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค  และต่อยอดขยายผลสู่ระดับสากล

บทบาทหน้าที่ของศูนย์

1. พัฒนาบุคลากรของภูมิภาคด้านวิธีคิดและแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงที่เหมาะสมกับบริบทของตน

2. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาด้านวิชาการและความรู้ความสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศสมาชิก

3. ขับเคลื่อนนโยบายความร่วมมือด้านการศึกษาในแต่ละด้านของภูมิภาคให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

4. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างภูมิภาค

เรื่อง ขอความเห็นชอบและอนุมัติการลงนามในเอกสารโครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asiaฯ


เรื่อง ขอความเห็นชอบและอนุมัติการลงนามในเอกสารโครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia และบันทึกความตกลงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบเอกสารโครงการScaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia และอนุมัติให้ ทส. ดำเนินโครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asiain Thailand (2015-2019) โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในเอกสารโครงการฯ

2.เห็นชอบบันทึกความตกลงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย และให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความตกลงฯ ร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก (Partnerships in Environmental Management for the Seas of East Asia: PEMSEA)

3.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ในการลงนามบันทึกความตกลงฯ ให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนาม

4.ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงถ้อยคำหรือสาระสำคัญของบันทึกความตกลงฯ ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติหรือเห็นชอบไปแล้ว หากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สามารถดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

1.โครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia เป็นโครงการต่อยอดการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออก โดยขยายพื้นที่ดำเนินโครงการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการไปยังจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก รอบที่ 5 (GEF 5) โดยมีแผนการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทะเลและชายฝั่ง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรการด้านการเงินที่เหมาะสมในการดำเนินกิจกรรมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ในส่วนกิจกรรมมีการวางแผนด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม การควบคุมปัญหามลพิษ และการป้องกันปัญหาจากการขนส่งทางทะเล สำหรับด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรมีโครงการให้ความรู้ ฝึกอบรมด้านการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การตรวจสอบสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรมมชาติ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาดูงาน โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่หรือส่วนกลางที่เชี่ยวชาญให้การสนับสนุนด้านวิชาการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินงานโครงการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มีการลงพื้นที่เพื่อจัดการประชุมเชิงปฎิบัติการกลุ่มย่อย ณ จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อระดมความคิดเห็นและปรับปรุงแผนการดำเนินงานสำหรับประเทศไทย

2.(ร่าง) บันทึกความตกลงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2557-2562 เป็นบันทึกความตกลงระหว่าง ทส. และ PEMSEAResource Facility (PRF) มีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินงานโครงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย (2015-2019) ตามกฎหมายภายในประเทศและนโยบายที่เกี่ยวข้อง

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 13ฯ

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 8

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 8

2. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมอาเซียนว่าด้วยการจัดการสารเคมีและของเสีย

3. เห็นชอบต่อท่าทีของไทยสำหรับใช้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 8

4. หากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากท่าทีการเจรจาฯ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Legally Binding) ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับมาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดการประชุมรัฐภาคีฯ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 8 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2560 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมฯรวมทั้งสิ้น 17 คน ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทน (2) อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (3) ประธานและผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการอนุสัญญาฯ (4) ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (5) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และ (6) เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ

ทั้งนี้ องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ. 2524

โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) ในวงเงินลงทุนรวม 33,942.65 ล้านบาท และให้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

2. อนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนประจำปี 2559 สำหรับโครงการฯ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,066.97 ล้านบาท


ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินการ ดังนี้

1. ให้ใช้เงินจากรายได้เป็นลำดับแรกก่อนการใช้เงินกู้และหากจำเป็นต้องใช้เงินกู้ให้กู้ภายในประเทศโดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน


2. ให้มีการบริหารจัดการด้านการเงินและการลงทุนอย่างเหมาะสมและกำหนดแนวทางหรือมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโครงการและคุ้มค่าต่อการลงทุนต่อไป

3. ให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ให้พิจารณากำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการโดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ผลกระทบต่อการนำน้ำในแม่น้ำบางปะกงไปใช้เพื่อการเกษตร การอุปโภค บริโภค


4. ให้ประชาสัมพันธ์ ชี้แจง สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและชุมชนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ เช่น ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย เช่น การจัดหาแรงงานในพื้นที่ เป็นต้น

สาระสำคัญของเรื่อง

พน. รายงานว่า โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) เป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 และแผน PDP 2015 โดยเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนกำลังผลิตที่หายไปในระบบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง เครื่องที่ 1 และ 2 เดิม ขนาด 1,050 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ถูกปลดออกจากระบบไฟฟ้าตามอายุของโรงไฟฟ้าแล้วตั้งแต่ปี 2557 และเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงและมีความสำคัญต่อประเทศ

ที่ตั้งโครงการ ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงไฟฟ้าบางปะกง ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่เดิมของโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 1-2 ทางด้านทิศเหนือของโรงไฟฟ้าบางปะกงติดกับแม่น้ำบางปะกง มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าฐาน มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 1,300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้า จำนวน 2 หน่วย ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 650 เมกะวัตต์ต่อหน่วย โรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า 25 ปี ประมาณร้อยละ 51.78 

(ร่าง) แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2560 – 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง)  แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ  พ.ศ. 2560 – 2564  (แผนปฏิบัติการฯ) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบภายใต้ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2560 – 2564 ดำเนินการขอตั้งงบประมาณตามแผนงาน/โครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2564


สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2560 – 2564 เป็นการถ่ายทอดยุทธศาสตร์และเป้าหมายของแผนแม่บทฯ ไปสู่การปฏิบัติ สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และเป้าหมายไอจิด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ประเด็นปฏิรูปตามแผนปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560 – 2564 ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการ 10 เรื่อง ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 บูรณาการคุณค่าและการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโดยการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ 2 อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ  ยุทธศาสตร์ที่ 3 ปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประเทศและบริหารจัดการเพื่อเพิ่มพูนและแบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพโดยสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาองค์ความรู้และระบบฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นมาตรฐานสากล

พาณิชย์เดินหน้าดันเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรไทยทำเกษตรอินทรีย์ รองรับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดยุโรป ที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จัดทำแผน 9++ พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไทย

นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสารเคมีหรือสารพิษตกค้าง จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้มูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่าสูงถึง 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% และจากความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลกดังกล่าว ส่งผลให้ในปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยมีมูลค่า ประมาณ 2,300 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาดต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจปลูกพืชอินทรีย์ เช่น ข้าว และผักผลไม้ ในพื้นที่เกษตรกันมากขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้มีสารเคมีเข้ามาในพื้นที่เกษตรอินทรีย์

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนช่องทางการตลาด ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ตลอดจนรณรงค์ เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับตรารับรองมาตรฐานสินค้าเป็นอันมาก ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้มีการรณรงค์ในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงส่งเสริมการตลาดสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ มาโดยตลอด และในปี 2560 นี้ กระทรวงฯ มีโครงการที่จะผลักดันและส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยได้จัดทำแผน 9++ ที่จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และให้ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรและผู้ผลิต รวม 9 โครงการ อาทิ การจัดมหกรรมสินค้าอินทรีย์ การสร้างเครือข่ายเยาวชนอินทรีย์ การจัดตลาดนัดสีเขียว การจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนา Organic Village และ Organic Farm Outlet และการจัดงาน Organic & Natural Expo 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น  นอกจากนั้นแล้วเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากระทรวงฯ ก็ได้นำผู้ประกอบการไทยเดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ BIOFACH 2017 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งงานดังกล่าวถือได้ว่าเป็นงานเกษตรอินทรีย์ระดับโลก โดยเป็นเวทีที่สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยได้ใช้โอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้น 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ไปพบปะกับพี่น้องเกษตรกร และผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันสำปะหลังทำให้ทราบว่าในปัจจุบันผู้บริโภคในสหภาพยุโรปเริ่มหันมาให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีของเกษตรกรและผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังของไทย ที่จะหันมาปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์กันให้มากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคในสหภาพยุโรปที่นับวันยิ่งมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น และในเรื่องนี้ กระทรวงฯ ก็จะได้มีนโยบายที่จะสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ นอกเหนือจากการทำมันเส้นสะอาดเพื่อนำมาผลิตแป้งมันสำปะหลังอินทรีย์ส่งออกไปยังยุโรป ต่อไป