thaigov.go.th

โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) ในวงเงินลงทุนรวม 33,942.65 ล้านบาท และให้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

2. อนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนประจำปี 2559 สำหรับโครงการฯ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,066.97 ล้านบาท


ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินการ ดังนี้

1. ให้ใช้เงินจากรายได้เป็นลำดับแรกก่อนการใช้เงินกู้และหากจำเป็นต้องใช้เงินกู้ให้กู้ภายในประเทศโดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน


2. ให้มีการบริหารจัดการด้านการเงินและการลงทุนอย่างเหมาะสมและกำหนดแนวทางหรือมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโครงการและคุ้มค่าต่อการลงทุนต่อไป

3. ให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ให้พิจารณากำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการโดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ผลกระทบต่อการนำน้ำในแม่น้ำบางปะกงไปใช้เพื่อการเกษตร การอุปโภค บริโภค


4. ให้ประชาสัมพันธ์ ชี้แจง สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและชุมชนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ เช่น ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย เช่น การจัดหาแรงงานในพื้นที่ เป็นต้น

สาระสำคัญของเรื่อง

พน. รายงานว่า โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) เป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 และแผน PDP 2015 โดยเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนกำลังผลิตที่หายไปในระบบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง เครื่องที่ 1 และ 2 เดิม ขนาด 1,050 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ถูกปลดออกจากระบบไฟฟ้าตามอายุของโรงไฟฟ้าแล้วตั้งแต่ปี 2557 และเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงและมีความสำคัญต่อประเทศ

ที่ตั้งโครงการ ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงไฟฟ้าบางปะกง ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่เดิมของโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 1-2 ทางด้านทิศเหนือของโรงไฟฟ้าบางปะกงติดกับแม่น้ำบางปะกง มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าฐาน มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 1,300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้า จำนวน 2 หน่วย ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 650 เมกะวัตต์ต่อหน่วย โรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า 25 ปี ประมาณร้อยละ 51.78 

(ร่าง) แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2560 – 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง)  แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ  พ.ศ. 2560 – 2564  (แผนปฏิบัติการฯ) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบภายใต้ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2560 – 2564 ดำเนินการขอตั้งงบประมาณตามแผนงาน/โครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2564


สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2560 – 2564 เป็นการถ่ายทอดยุทธศาสตร์และเป้าหมายของแผนแม่บทฯ ไปสู่การปฏิบัติ สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และเป้าหมายไอจิด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ประเด็นปฏิรูปตามแผนปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560 – 2564 ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการ 10 เรื่อง ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 บูรณาการคุณค่าและการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโดยการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ 2 อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ  ยุทธศาสตร์ที่ 3 ปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประเทศและบริหารจัดการเพื่อเพิ่มพูนและแบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพโดยสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาองค์ความรู้และระบบฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นมาตรฐานสากล

พาณิชย์เดินหน้าดันเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรไทยทำเกษตรอินทรีย์ รองรับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดยุโรป ที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จัดทำแผน 9++ พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไทย

นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสารเคมีหรือสารพิษตกค้าง จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้มูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่าสูงถึง 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% และจากความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลกดังกล่าว ส่งผลให้ในปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยมีมูลค่า ประมาณ 2,300 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาดต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจปลูกพืชอินทรีย์ เช่น ข้าว และผักผลไม้ ในพื้นที่เกษตรกันมากขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้มีสารเคมีเข้ามาในพื้นที่เกษตรอินทรีย์

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนช่องทางการตลาด ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ตลอดจนรณรงค์ เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับตรารับรองมาตรฐานสินค้าเป็นอันมาก ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้มีการรณรงค์ในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงส่งเสริมการตลาดสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ มาโดยตลอด และในปี 2560 นี้ กระทรวงฯ มีโครงการที่จะผลักดันและส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยได้จัดทำแผน 9++ ที่จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และให้ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรและผู้ผลิต รวม 9 โครงการ อาทิ การจัดมหกรรมสินค้าอินทรีย์ การสร้างเครือข่ายเยาวชนอินทรีย์ การจัดตลาดนัดสีเขียว การจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนา Organic Village และ Organic Farm Outlet และการจัดงาน Organic & Natural Expo 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น  นอกจากนั้นแล้วเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากระทรวงฯ ก็ได้นำผู้ประกอบการไทยเดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ BIOFACH 2017 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งงานดังกล่าวถือได้ว่าเป็นงานเกษตรอินทรีย์ระดับโลก โดยเป็นเวทีที่สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยได้ใช้โอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้น 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ไปพบปะกับพี่น้องเกษตรกร และผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันสำปะหลังทำให้ทราบว่าในปัจจุบันผู้บริโภคในสหภาพยุโรปเริ่มหันมาให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีของเกษตรกรและผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังของไทย ที่จะหันมาปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์กันให้มากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคในสหภาพยุโรปที่นับวันยิ่งมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น และในเรื่องนี้ กระทรวงฯ ก็จะได้มีนโยบายที่จะสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ นอกเหนือจากการทำมันเส้นสะอาดเพื่อนำมาผลิตแป้งมันสำปะหลังอินทรีย์ส่งออกไปยังยุโรป ต่อไป

 

เรื่อง โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.)  เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ในวงเงินลงทุนรวม 35,400 ล้านบาท  โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการในระยะที่ 1 ก่อน  และเมื่อโครงการโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PPD 2015)  ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงจะดำเนินการในระยะที่ 2  ตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ทั้งนี้ ให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยรับความเห็นของหน่วยงานต่างๆ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ตอนล่างต่อไปในระยะยาวให้สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าของภาคที่อยู่อาศัย  ธุรกิจ  อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในภาคใต้  ภายหลังจากเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 ขยายศักยภาพของระบบส่งไฟฟ้าสำหรับรองรับการเชื่อมต่อของโรงไฟฟ้าหลักหรือโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รองรับปัญหาข้อขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของท่อก๊าซธรรมชาติ  รวมทั้งรองรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน  (APG) และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการฯ

1) รักษาระดับ เสริมความมั่นคงเพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเป็นเขตที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงและเป็นเขตเศรษฐกิจ ในภาคที่อยู่อาศัย ธุรกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวที่สำคัญ

2) รองรับกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง


3) รองรับการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

4) เพิ่มความคล่องตัวในด้านปฏิบัติการควบคุมและการจ่ายไฟฟ้าในภาคใต้ตอนล่าง รวมทั้งกรณีที่ต้องปลดโรงไฟฟ้าเข้า/ออกในการจ่ายไฟฟ้าที่เข้าระบบ  และโรงไฟฟ้าที่หยุดซ่อมบำรุงรักษาหรือปัญหาข้อขัดข้องท่อก๊าซธรรมชาติ 

5) รองรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid : APG) 

เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง กษ. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร


2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก


3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ กษ. ได้รับแจ้งจากกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) 


สาระสำคัญของเรื่อง


กษ. รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการเกษตร ระหว่างไทย-สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือ ด้านการเกษตร รวมทั้งเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคระหว่างกัน


ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การอำนวยความสะดวกทางการค้า การฝึกอบรม และความร่วมมือทางวิชาการและทางวิทยาศาสตร์ในสาขาการเกษตรระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาในอนาคต


รูปแบบความร่วมมือ ประกอบด้วย 1) การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย 2) การวิจัยและการพัฒนาร่วมด้านการเกษตร 3) การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิชาการและทางการเกษตร 4) การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการประชุมในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน 5) การเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และอื่นๆ 7) การส่งเสริมการติดต่อระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ในภาคธุรกิจการเกษตรหรือสาขาอื่นๆ และ 8) รูปแบบความร่วมมืออื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ

เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง และร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

2. เห็นชอบในการรับรองร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่มีการลงนาม


3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองปฏิญญาแคนคูนฯ

4. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีไทย และร่างปฏิญญาแคนคูนฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่ จนสิ้นสุดการประชุมในวันที่ 17 ธันวาคม 2559 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก


สาระสำคัญของร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานในเชิงนโยบายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ซึ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่เน้นเรื่องอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ  ได้แก่ ชนิดพันธุ์ พันธุกรรม และระบบนิเวศ อย่างยั่งยืน และแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม แผนกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 2011 – 2020 และเป้าหมายไอจิ (Aichi Targets) รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวาระการพัฒนาปี ค.ศ. 2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable  Development Goals : SDGs)  ในมิติต่างๆ เช่น การปกป้องคุ้มครองและจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาแคนคูนฯ ระบุแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของประเทศภาคีอนุสัญญาไว้หลายประเด็น เช่น การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน การส่งเสริมงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านความหลากหลายชีวภาพ เป็นต้น

เรื่อง ขอความเห็นชอบในการนำเสนอท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) ในการประชุม UNFCCC COP 22 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองมาร์ราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับการเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) สำหรับการประชุม UNFCCC COP 22 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองมาร์ราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก ทั้งนี้ เนื่องจากการประชุมที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรจะมีขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559

2. มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมในฐานะเป็นตัวแทนหลักของประเทศไทยสำหรับ UNFCCC (UNFCCC Focal Point) นำท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับการเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) ผนวกเข้ากับท่าทีของประเทศไทยในภาคเกษตรเพื่อให้คณะผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจเจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา UNFCCC สมัยที่ 22 นำไปใช้ประกอบในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวต่อไป
 

สาระสำคัญของท่าทีร่วมของอาเซียน
เป็นการยืนยันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่ทางประเทศสมาชิกอาเซียนได้เสนอเป็นจุดยืนระดับภูมิภาคไปแล้วในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ SBSTA 44 รวมทั้งยืนยันจุดยืนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่กำหนดไว้สำหรับการประชุม SBSTA 45 และยืนยันจุดยืนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรดังระบุในข้อตกลงปารีส

เรื่อง ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินระหว่างอาเซียนและอียู ในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป เพิ่มเติม (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE Plus) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่ความคุ้ม


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบต่อร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงิน (Financing Agreement: FA) สำหรับโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรปเพิ่มเติม (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE Plus) โครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการพื้นที่ความคุ้มครองในอาเซียน (Biodiversity Conservation and Management of Protected Areas in ASEAN: BCAMP) และโครงการการใช้ป่าพรุที่ยั่งยืนและการบรรเทาหมอกควันในอาเซียน (Sustainable Use of Peatland and   Haze Mitigation in ASEAN: SUPA) รวม 3 ฉบับ โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และหลังจากนั้นให้รายงานผลเพื่อคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

2. อนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนาม และให้ กต. แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่ารัฐบาลไทยเห็นชอบต่อความตกลงฯ ทั้ง 3 ฉบับ และให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างทั้ง 3 ฉบับ มีดังนี้

1. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป เพิ่มเติม (ARISE Plus) เป็นโครงการสานต่อความร่วมมืออาเซียน - สหภาพยุโรป ภายใต้โครงการ ARISE ที่กำลังจะหมดอายุลง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียน สนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2025 ส่งเสริมขีดความสามารถทางองค์กรของอาเซียน โดยมีเป้าประสงค์เฉพาะ เช่น การปรับปรุงศุลกากร การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการขนส่ง การปรับปรุงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายแข่งขัน การส่งเสริมความร่วมมือด้านอาหารและยา และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดยเฉพาะ SME เป็นต้น

2. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่ความคุ้มครองในอาเซียน (BCAMP)
มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาและบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียนอย่างยั่งยืนและมุ่งสร้างชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยมีศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพอาเซียน (ASEAN Centre on Biodiversity: ACB) ที่ฟิลิปปินส์ เป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก

3. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการใช้ป่าพรุที่ยั่งยืนและบรรเทาหมอกควันในอาเซียน (SUPA) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการป่าพรุในอาเซียนอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบของไฟป่าและหมอกควัน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานของอาเซียนด้านการจัดการระบบนิเวศป่าพรุอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2014 - 2020 (ASEAN Programme on Sustainable Management of Peatland Ecosystems: 2014 - 2020: APSMPE)

เรื่อง การรับรองเอกสารผลการประชุม World Culture Forum ครั้งที่ 2 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาบาหลีสำหรับการประชุม World Culture Forum ครั้งที่ 2


2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม World Culture Forum ครั้งที่ 2 รับรองในร่างปฏิญญาบาหลีสำหรับการประชุมดังกล่าว


3. หากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของร่างปฏิญญาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ หรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ก่อนจะมีการรับรองและเห็นชอบเอกสารดังกล่าว ให้ วธ. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง


ร่างปฏิญญาบาหลี มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของวัฒนธรรมในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสงวนรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมสอดคล้องกับวาระพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยเน้นย้ำถึงการตอบสนองทางนโยบายต่อประเด็นทางวัฒนธรรมซึ่งจะสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์การพัฒนาที่เป็นธรรม ครอบคลุมยั่งยืน และดียิ่งขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการบูรณาการทางด้านวัฒนธรรมที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ ผ่านข้อเสนอในการทำงานร่วมกัน อาทิ การดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 การส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพในสังคม การขับเคลื่อนงานทางด้านวัฒนธรรมรูปแบบใหม่จากการพัฒนาด้านดิจิทัล และการเพิ่มพูนบทบาทของเยาวชนในกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมในทางบวก รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เรื่อง การประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบไม่เป็นทางการของผู้นำ BIMSTEC (BIMSTEC Leader’s Retreat Outcome Document) และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารผลลัพธ์ดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยให้ กต. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016 เป็นผู้ร่วมให้การรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กต. รายงานว่า


1. สาธารณรัฐอินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016 ในวันที่ 16 ตุลาคม 2559 ที่รัฐกัว สาธารณรัฐอินเดีย โดยที่ประชุมจะพิจารณารับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบไม่เป็นทางการของผู้นำ BIMSTEC (BIMSTEC Leader’s Retreat Outcome Document)


2. ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบไม่เป็นทางการของผู้นำ BIMSTEC เป็นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิก เกี่ยวกับความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ทั้งหมด 13 สาขา ภายใต้กรอบความร่วมมือ BIMSTEC ได้แก่ 1.สำนักเลขาธิการ 2.การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 3.สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4.การบริหารจัดการภัยพิบัติ 5.การคมนาคมและการสื่อสาร 6.การประมงและเศรษฐกิจสีฟ้า 7.พลังงาน 8.การค้า 9.เทคโนโลยี 10.การท่องเที่ยว 11.วัฒนธรรม 12.สาธารณสุข 13.ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน


3. การประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016 เป็นเวทีการประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้พบปะและแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้นำ BIMSTEC และกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญต่อไทยและศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง (BRICS) รวมทั้งเป็นการย้ำบทบาทของไทยที่ส่งเสริมการดำเนินนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) และดำเนินบทบาทที่สร้างสรรค์มาโดยตลอด

by ThaiWebExpert