thaigov.go.th

เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบ

                             (1) ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 35

                             (2) ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน+3 (จีน ญี่ปุ่น

และเกาหลีใต้) ครั้งที่ 14

                             (3) ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมสุดยอดรัฐมนตรีพลังงานเอเซียตะวันออก ครั้งที่ 11

                             (4) ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนกับทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ

                   2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ให้การรับรองในร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ทั้ง 4 ฉบับนี้ร่วมกับรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศสมาชิกดังกล่าวได้

                   3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 35 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ให้ พน. และคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

                    สาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงฯ 4 ฉบับสรุปได้ ดังนี้

                   1.ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 35 เป็นการให้ความสำคัญกับดำเนินงานตามแผน APAEC พ.ศ. 2559 - 2568 ในส่วนเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

                   2. ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน+3 ครั้งที่ 13 เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพัฒนานโยบายด้านน้ำมัน

ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและแนวทางการสำรองน้ำมันในอาเซียน

                   3. ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชียตะวันออกครั้งที่ 11 เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียน ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การพัฒนาด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

                   4. ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนกับทบวงพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ IRENA (องค์การระหว่างประเทศ) ในการให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งการดำเนินการตามแผน APAEC พ.ศ. 2559 - 2568 ในส่วนของการพัฒนาพลังงานทดแทนและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการมีบันทึกความตกลงเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในระยะยาวและสอดคล้องกับแผน APAEC พ.ศ. 2559 - 2568 รวมทั้งพิจารณาให้มีการประชุมระหว่างอาเซียนและทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศผ่านการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน 2 ปีครั้ง และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานเป็นประจำทุกปี 

เรื่อง การประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ครั้งที่ 22 (The 22nd GMS Ministerial Conference) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                  1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ครั้งที่ 22 (Joint Ministerial Statement) และร่างกรอบการลงทุนของภูมิภาค ปี 2565 (Regional Investment Framework 2022 : RIF-2022) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และร่างกรอบการลงทุนของภูมิภาค ปี 2565 ให้ สศช. สามารถดำเนินการได้ โดย สศช. จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลังหากมีการปรับปรุงแก้ไขพร้อมด้วยเหตุผลประกอบ

                  2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) ได้ร่วมกับรัฐมนตรีของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีแผนงาน GMS ครั้งที่ 22 และร่างกรอบการลงทุนของภูมิภาค   ปี 2565   โดยไม่มีการลงนามในการประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงาน GMS ครั้งที่ 22

ในวันที่ 20 กันยายน 2560

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                  สศช. รายงานว่า

                  1. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยกระทรวงวางแผนและการลงทุนร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ADB) จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2560 ณ โรงแรมเชอราตัน กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งในวันที่ 20 กันยายน 2560 จะมีการรับรองแถลงการณ์ ร่วมระดับรัฐมนตรีและกรอบการลงทุนของภูมิภาคปี 2565

                  2. ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว มีดังนี้ (1) สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศตามแนวนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) (2) เป็นโอกาสในการเสนอบทบาทความเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคและศูนย์กลางการพัฒนาและการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาในภูมิภาคด้ายการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินและวิชาการ   แก่ประเทศเพื่อนบ้านและอนุภูมิภาค ตลอดจนเป็นโอกาสในการหารือและหาแนวทาง ทางแก้ปัญหาและขจัดข้อจำกัดทางด้านสังคมและร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยประเด็นหารือ ประกอบด้วย ด้านการลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาพื้นที่ชายแดน ด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม

                  สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ฯ มีสาขาความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) คมนาคม 2) การอำนวยความสะดวกทางการค้าและคมนาคมขนส่ง 3) พลังงาน 4) เกษตร 5) สิ่งแวดล้อม 6) ท่องเที่ยว 7) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 8) การพัฒนาเมืองและชายแดน 9) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ 10) การลงทุน

                  สำหรับกรอบการลงทุนภูมิภาค ปี 2565 ประกอบด้วย 1. ภาพรวมของภูมิภาค โดยมีโครงการความร่วมมือจำนวน 226 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุน 149 โครงการ และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการอีก 77 โครงการ โดยโครงการลงทุนยังมุ่งเน้นแผนงานด้ฟฟานคมนาคม รวมถึงสาขาความร่วมมือใหม่ ได้แก่ สาขาการพัฒนา สาขา ICT และสาขาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2.ภาพรวมในส่วนของประเทศไทย มีโครงการความร่วมมือ จำนวน 76 โครงการ โดยมีแผนงานที่ได้รับการลงทุนมากที่สุดเรียงลำดับ ดังนี้ 1. สาขาคมนาคม จำนวน 22 โครงการ 2. สาขาพลังงาน จำนวน 15 โครงการ 3. สาขาท่องเที่ยว จำนวน 8 โครงการ 4. สาขาสิ่งแวดล้อม จำนวน 5 โครงการ และสาขาอื่น ๆ ได้แก่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มทักษะแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอย่างปลอดภัย การคุ้มครองสุขภาพของแรงงานข้ามแดน การลดความซับซ้อนของมาตรการศุลกากร การพัฒนาบุคลากรสาขา ICT และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนกับ สปป.ลาว 

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1


คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                  1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1

                  2. เห็นชอบต่อท่าทีของไทยสำหรับใช้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1

                    ทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีของไทยดังกล่าว ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว หากไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว ให้สามารถดำเนินการได้โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                  องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1 รวมทั้งสิ้น 37 คน ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยฯ (2) ประธานอนุกรรมการอนุสัญญามินามาตะฯ (3) ผู้แทน ทส. (4) ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (5) ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (6) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ (7) ผู้แทนกระทรวงการคลัง และ (8) ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยแล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560

                  กรอบท่าทีของไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1 มีสาระสำคัญ ดังนี้

                  1. สนับสนุนการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักการและจุดมุ่งหมายของอนุสัญญามินามาตะฯ ในการปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่บรรยากาศและการปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์ให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

                  2. คำนึงถึงสภาพการณ์ต่าง ๆ และความต้องการจำเพาะของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในระดับประเทศ และความร่วมมือในระดับภูมิภาคด้านการจัดการสารเคมีอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจร โดยผ่านการให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและทางด้านการเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ

                  3. คำนึงถึงหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกันตามขีดความสามารถและสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

                  4. สนับสนุนความร่วมมือและการบูรณาการร่วมกันในการดำเนินงานตามพันธกรณี ข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องที่ประเทศไทยเป็นภาคีและข้อตกลงที่สอดคล้องกับศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศ

                  5. สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ทั้งนี้ หากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากท่าทีการเจรจานี้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

                  นอกจากนี้ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1 ยังจะพิจารณาทางเลือกในการจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวรของอนุสัญญามินามาตะฯ และคัดเลือกคณะกรรมการบังคับใช้และปฏิบัติตาม รวมทั้งการพิจารณาสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอนุสัญญามินามาตะฯ ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ด้านยุทธศาสตร์ ด้านเทคนิควิชาการและวิทยาศาสตร์ ด้านกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแล ความช่วยเหลือด้านเทคนิควิชาการ ทรัพยากรและกลไกการเงิน ด้านการประเมินผลและการรายงานผล และประเด็น อื่น ๆ  

เรื่อง ร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาแห่งเอเชียและแปซิฟิก


คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ เห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการเข้าร่วมประชุม Asia-Pacific Ministerial Summit on the Environment ระหว่างวันที่ 5 – 8 กันยายน 2560 ณ กรุงเทพมหานคร

2. เห็นชอบร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาแห่งเอเชียและแปซิฟิก

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้การรับรองในร่างปฏิญญาฯ ดังกล่าว

4. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดการประชุมในวันที่ 8 กันยายน 2560  ณ กรุงเทพมหานคร


สาระสำคัญของร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยสิ่งแวดล้อมแลการพัฒนาแห่งเอเชียและแปซิฟิก
เป็นเอกสารที่แสดงแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการยืนยันคำมั่นที่จะดำเนินการตามพันธกรณีระดับโลกที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคที่เป็นประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นต้น และยังพยายามร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งและประสานงานขององค์กรสหประชาชาติของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก


องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุม
Asia-Pacific Ministerial Summit on the Environmentประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทน เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย (2) ผู้แทน ทส. (3) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ(4) ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข

เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 14


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                 1. เห็นชอบต่อร่างเอกสารจำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 – 2568 ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน – จีน พ.ศ. 2559 – 2563 และร่างแผนดำเนินงานอาเซียน – สหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2560 – 2563

                 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองเอกสารจำนวน 3 ฉบับดังกล่าว

                 3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างเอกสารจำนวน 3 ฉบับ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

                    สาระสำคัญของร่างเอกสาร 3 ฉบับ มีดังนี้

          1. ร่างแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 – 2568  (ASEAN Strategic Plan on Environment 2016 - 2025) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแผนงานและกรอบดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อไปสู่เป้าหมายแผนงานประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน พ.ศ. 2568 (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint 2025 : ASCC Blueprint 2025) ที่ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนให้การรับรองใน 7 สาขา ได้แก่ 1) การอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลาย 2) สิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง 3) การจัดการทรัพยากรน้ำ 4) สิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน 5) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6) สารเคมีและของเสีย และ7) สิ่งแวดล้อมศึกษา [และการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน]

          2. ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน –จีน พ.ศ. 2559 -2563 (ASEAN-China Environmental Cooperation Action Plan 2016 - 2020) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางดำเนินการตามยุทธศาสตร์อาเซียน – จีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 – 2563 ให้เกิดความต่อเนื่องและสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้แก่ (1) การหารือแลกเปลี่ยนด้านนโยบาย (2) การจัดการข่าวสารและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (3) การเสริมสร้างขีดความสามารถของอาเซียนและจีนในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ (4) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และ (5) อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

          3. ร่างแผนดำเนินงานอาเซียน-สหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2560 – 2563 (ASEAN-UN Action Plan on Environment and Climate Change 2017 – 2020) จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับสหประชาชาติต่อการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาเซียน และมีสาระสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพพร้อมผลักดันให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผ่านการสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 7 สาขา (ตามร่างข้อ 1) และมุ่งหวังว่าผลลัพธ์ของแผนดำเนินงานดังกล่าวจะผลักดันให้อาเซียนไปสู่การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง รวมถึงร่วมผลักดันการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ร่วมกัน  

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23

 

 

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (ASEAN Joint Statement on Climate Change to COP 23)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการของร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ) (ASEAN Joint Statement on Climate Change to COP 23)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ

3. หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ เป็นการแสดงถึงจุดยืนร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในความร่วมมือการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การสนับสนุนด้านการเงิน การเสริมสร้างศักยภาพ และการพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เพียงพอ คาดการณ์ได้ โปร่งใส และเป็นไปตามความต้องการที่เป็นไปตามพันธกรณีระยะยาวของภาคีประเทศพัฒนาแล้ว ในการเพิ่มความมุ่งมั่นด้านการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล

2. การเข้าถึงการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและการดำเนินงานจากกองทุน Green Climate Fund (GCF) ที่ควรได้รับการอำนวยความสะดวกและเข้าถึงได้จริง

3. การจัดให้มีกลไกการดำเนินงานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน และภาคีประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เพื่อยกระดับการป้องกันและการจัดการอย่างยั่งยืน ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศและภูมิประเทศ รวมทั้งระบบนิเวศที่เปราะบางทั้งทางบก ทางชายฝั่งและทะเล ผ่านแนวปฏิบัติเชิงภูมิทัศน์เพื่อสร้างภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. การตอบสนองอย่างทันท่วงทีในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดความเสี่ยงจากภับพิบัติในภูมิภาคอาเซียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นผ่านกลไกที่มีอยู่ภายใต้ความตกลงอาเซียนว่าด้วยการบริหารจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองต่อสถานการณ์เหตุฉุกเฉิน รวมทั้งการสนับสนุนการดำเนินมาตรการปรับตัวในภาคเกษตร โดยตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของภาคการเกษตรต่อความมั่นคงทางอาหารและการให้ผลประโยชน์ร่วมด้านการปรับตัว

เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2561-2565 และแผนปฏิบัติการเสียมราฐ (GMS Strategy for Promoting Safe and Environment-Friendly Agro-based Value Chains 2018-2022, and Siem Reap Action Plan หรือ GMS SEAP Strategy and Action Plan) และร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 (Joint Ministerial Statement) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมรับรองเอกสารในข้อ 1.

             สาระสำคัญของร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2561-2564 และแผนปฏิบัติการเสียมราฐ มีแนวทางการดำเนินการ 4 ด้าน ดังนี้ 1. นโยบาย นโยบายมาตรฐานและการปฏิบัติที่สอดคล้องกันเพื่อเอื้อต่อการผลิต การค้า และการลงทุนด้านห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (SEAP) 2. โครงสร้างพื้นฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับห่วงโซ่คุณค่า SEAP ที่บูรณาการกันในระดับภูมิภาค 3. ความรู้ ระบบการแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้และนวัตกรรมเกี่ยวกับห่วงโซ่คุณค่า SEAP ที่ดีขึ้น และ 4. การตลาด แนวทางการตลาดที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมชื่อเสียง GMS ในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน SEAP

เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีนฯ


เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (พ.ศ.2560 - 2564)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกวาจาและร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (พ.ศ.2560 – 2564)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกวาจาดังกล่าว

3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกวาจาและร่างแผนปฏิบัติการร่วมดังกล่าว ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยและไม่ขัดหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

สาระสำคัญของร่างบันทึกวาจาและร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ มีดังนี้

1. ร่างบันทึกวาจา (Proces Verbal) เป็นการสรุปเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายที่มุ่งส่งเสริมและกระชับมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างกันในความร่วมมือทุกสาขาและทุกระดับเพื่อนำไปสู่การประกาศใช้แผนปฏิบัติการร่วมฯ (พ.ศ.2560 – 2564)

2. ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ยังคงมีสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการร่วมฯ ฉบับที่ 2 โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายสาขาความร่วมมือเพิ่มเติม 3 สาขา ตามข้อเสนอของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ สาขาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงาน สาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสาขาสื่อและประชาสัมพันธ์ รวมเป็น 20 สาขา ประกอบด้วย  1. ด้านการเมือง 2. ด้านการทหาร 3. ด้านความมั่นคง 4. เศรษฐกิจและการค้า 5. การลงทุน 6. การเงินและการธนาคาร 7. เกษตรกรรม 8. อุตสาหกรรม 9. คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน 10. พลังงาน 11. การท่องเที่ยว 12. วัฒนธรรม 13. การศึกษา 14. สาธารณสุข 15. ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงาน 16. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม 17. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 19. สื่อและประชาสัมพันธ์  20. ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและพหุภาคี

เรื่อง โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียน ระยะที่ 2


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลื่ยนของฝ่ายอาเซียนและร่างความตกลงว่าด้วยการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลื่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียน ระยะที่ 2 (Energy Efficiency and Climate Change Mitigation in the Land Transport Sector of the ASEAN Region Phase II)

2. เห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว

ร่างหนังสือแลกเปลื่ยนโครงการฯ ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวกับการเปลื่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจะจัดหาความช่วยเหลือให้กับโครงการฯ เป็นงินทั้งสิ้น 3,500,000 ยูโร ในรูปของบุคลากร ข้อมูล และความช่วยเหลือทางการเงินถ้าเหมาะสม รัฐบาลจะมอบหมายให้ GIZ ทำหน้าที่ดำเนินการโครงการ ส่วนอาเซียนจะเป็นหุ้นส่วนในการจัดการและการดำเนินการของโครงการฯ สำนักเลขาธิการอาเซียนจะต้องให้การสนับสนุนการดำเนินการของโครงการฯ ภายในอาเซียนโดย LTWG จะรับผิดชอบสำหรับการประสานงานการดำเนินการของโครงการฯ ร่วมกับ GIZ ซึ่งรายละเอียดของการดำเนินการของโครงการฯ และความช่วยเหลือและภาระผูกพันต่าง ๆ จะกำหนดไว้ในความตกลงว่าด้วยการดำเนินโครงการและงบประมาณ ซึ่งจะทำขึ้นระหว่าง GIZ กับอาเซียน และจะอยู่ใต้บังคับของกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้บังคับได้อยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี LTWG กับ GIZ จะร่วมกันร่างแผนงานโดยละเอียด

เรื่อง บันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์กรระหว่างประเทศ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. การจัดทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานฯ) และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา อีกครั้ง

2. ให้อธิบดีกรมอุทยานฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

1. ปัจจุบันมีองค์กรระหว่างประเทศที่มีสาขาประจำอยู่ที่ประเทศไทย ได้แก่ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature: WWF) มูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) และสัตววิทยาสมาคมแห่งลอนดอน (Zoological Society of London: ZSL)  ได้ให้ความสำคัญในการขอดำเนินงานตามโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข็ง กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ ซึ่งทุกองค์กรได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจการปฏิบัติงานของกรมอุทยานฯ มาโดยตลอด เช่น โครงการอนุรักษ์ประชากรจระเข้น้ำจืดในผืนป่าแก่งกระจาน โดย WCS โครงการสำรวจและประเมินประชากรช้างในผืนป่าแก่งกระจาน โดย WWF การสนับสนุนและฝึกสอนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดย Freeland โครงการสำรวจทางนิเวศวิทยากร  การเคลื่อนที่และการทำลายผลผลิตทางการเกษตรของช้างเอเชียภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระและอุทยานแห่งชาติโดยรอบ โดย ZSL เป็นต้น

2. ทส. โดยกรมอุทยานฯ จึงได้ร่วมจัดประชุมและประสานงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวทั้ง 5 องค์กร เพื่อร่วมจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) และปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ภาคีทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกทางธรรมชาติ

เป้าหมาย เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของภาคีทุกฝ่าย สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคี เพื่อให้ได้องค์ความรู้ทางวิชาการ และสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

by ThaiWebExpert