thaigov.go.th

เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 14


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                 1. เห็นชอบต่อร่างเอกสารจำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 – 2568 ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน – จีน พ.ศ. 2559 – 2563 และร่างแผนดำเนินงานอาเซียน – สหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2560 – 2563

                 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองเอกสารจำนวน 3 ฉบับดังกล่าว

                 3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างเอกสารจำนวน 3 ฉบับ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

                    สาระสำคัญของร่างเอกสาร 3 ฉบับ มีดังนี้

          1. ร่างแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 – 2568  (ASEAN Strategic Plan on Environment 2016 - 2025) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแผนงานและกรอบดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อไปสู่เป้าหมายแผนงานประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน พ.ศ. 2568 (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint 2025 : ASCC Blueprint 2025) ที่ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนให้การรับรองใน 7 สาขา ได้แก่ 1) การอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลาย 2) สิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง 3) การจัดการทรัพยากรน้ำ 4) สิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน 5) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6) สารเคมีและของเสีย และ7) สิ่งแวดล้อมศึกษา [และการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน]

          2. ร่างแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน –จีน พ.ศ. 2559 -2563 (ASEAN-China Environmental Cooperation Action Plan 2016 - 2020) จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางดำเนินการตามยุทธศาสตร์อาเซียน – จีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559 – 2563 ให้เกิดความต่อเนื่องและสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้แก่ (1) การหารือแลกเปลี่ยนด้านนโยบาย (2) การจัดการข่าวสารและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (3) การเสริมสร้างขีดความสามารถของอาเซียนและจีนในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ (4) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และ (5) อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

          3. ร่างแผนดำเนินงานอาเซียน-สหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2560 – 2563 (ASEAN-UN Action Plan on Environment and Climate Change 2017 – 2020) จัดทำขึ้นเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับสหประชาชาติต่อการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาเซียน และมีสาระสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพพร้อมผลักดันให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผ่านการสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 7 สาขา (ตามร่างข้อ 1) และมุ่งหวังว่าผลลัพธ์ของแผนดำเนินงานดังกล่าวจะผลักดันให้อาเซียนไปสู่การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง รวมถึงร่วมผลักดันการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ร่วมกัน  

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23

 

 

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (ASEAN Joint Statement on Climate Change to COP 23)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการของร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ) (ASEAN Joint Statement on Climate Change to COP 23)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ

3. หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนฯ เป็นการแสดงถึงจุดยืนร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในความร่วมมือการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การสนับสนุนด้านการเงิน การเสริมสร้างศักยภาพ และการพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เพียงพอ คาดการณ์ได้ โปร่งใส และเป็นไปตามความต้องการที่เป็นไปตามพันธกรณีระยะยาวของภาคีประเทศพัฒนาแล้ว ในการเพิ่มความมุ่งมั่นด้านการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล

2. การเข้าถึงการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและการดำเนินงานจากกองทุน Green Climate Fund (GCF) ที่ควรได้รับการอำนวยความสะดวกและเข้าถึงได้จริง

3. การจัดให้มีกลไกการดำเนินงานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน และภาคีประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เพื่อยกระดับการป้องกันและการจัดการอย่างยั่งยืน ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศและภูมิประเทศ รวมทั้งระบบนิเวศที่เปราะบางทั้งทางบก ทางชายฝั่งและทะเล ผ่านแนวปฏิบัติเชิงภูมิทัศน์เพื่อสร้างภูมิต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. การตอบสนองอย่างทันท่วงทีในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดความเสี่ยงจากภับพิบัติในภูมิภาคอาเซียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นผ่านกลไกที่มีอยู่ภายใต้ความตกลงอาเซียนว่าด้วยการบริหารจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองต่อสถานการณ์เหตุฉุกเฉิน รวมทั้งการสนับสนุนการดำเนินมาตรการปรับตัวในภาคเกษตร โดยตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของภาคการเกษตรต่อความมั่นคงทางอาหารและการให้ผลประโยชน์ร่วมด้านการปรับตัว

เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2561-2565 และแผนปฏิบัติการเสียมราฐ (GMS Strategy for Promoting Safe and Environment-Friendly Agro-based Value Chains 2018-2022, and Siem Reap Action Plan หรือ GMS SEAP Strategy and Action Plan) และร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 (Joint Ministerial Statement) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                 2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมรับรองเอกสารในข้อ 1.

             สาระสำคัญของร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ปี 2561-2564 และแผนปฏิบัติการเสียมราฐ มีแนวทางการดำเนินการ 4 ด้าน ดังนี้ 1. นโยบาย นโยบายมาตรฐานและการปฏิบัติที่สอดคล้องกันเพื่อเอื้อต่อการผลิต การค้า และการลงทุนด้านห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (SEAP) 2. โครงสร้างพื้นฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับห่วงโซ่คุณค่า SEAP ที่บูรณาการกันในระดับภูมิภาค 3. ความรู้ ระบบการแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้และนวัตกรรมเกี่ยวกับห่วงโซ่คุณค่า SEAP ที่ดีขึ้น และ 4. การตลาด แนวทางการตลาดที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมชื่อเสียง GMS ในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน SEAP

เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีนฯ


เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (พ.ศ.2560 - 2564)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกวาจาและร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (พ.ศ.2560 – 2564)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกวาจาดังกล่าว

3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกวาจาและร่างแผนปฏิบัติการร่วมดังกล่าว ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยและไม่ขัดหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

สาระสำคัญของร่างบันทึกวาจาและร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ มีดังนี้

1. ร่างบันทึกวาจา (Proces Verbal) เป็นการสรุปเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายที่มุ่งส่งเสริมและกระชับมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างกันในความร่วมมือทุกสาขาและทุกระดับเพื่อนำไปสู่การประกาศใช้แผนปฏิบัติการร่วมฯ (พ.ศ.2560 – 2564)

2. ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ยังคงมีสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการร่วมฯ ฉบับที่ 2 โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายสาขาความร่วมมือเพิ่มเติม 3 สาขา ตามข้อเสนอของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ สาขาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงาน สาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสาขาสื่อและประชาสัมพันธ์ รวมเป็น 20 สาขา ประกอบด้วย  1. ด้านการเมือง 2. ด้านการทหาร 3. ด้านความมั่นคง 4. เศรษฐกิจและการค้า 5. การลงทุน 6. การเงินและการธนาคาร 7. เกษตรกรรม 8. อุตสาหกรรม 9. คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน 10. พลังงาน 11. การท่องเที่ยว 12. วัฒนธรรม 13. การศึกษา 14. สาธารณสุข 15. ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงาน 16. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม 17. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 19. สื่อและประชาสัมพันธ์  20. ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและพหุภาคี

เรื่อง โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียน ระยะที่ 2


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลื่ยนของฝ่ายอาเซียนและร่างความตกลงว่าด้วยการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลื่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียน ระยะที่ 2 (Energy Efficiency and Climate Change Mitigation in the Land Transport Sector of the ASEAN Region Phase II)

2. เห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว

ร่างหนังสือแลกเปลื่ยนโครงการฯ ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวกับการเปลื่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจะจัดหาความช่วยเหลือให้กับโครงการฯ เป็นงินทั้งสิ้น 3,500,000 ยูโร ในรูปของบุคลากร ข้อมูล และความช่วยเหลือทางการเงินถ้าเหมาะสม รัฐบาลจะมอบหมายให้ GIZ ทำหน้าที่ดำเนินการโครงการ ส่วนอาเซียนจะเป็นหุ้นส่วนในการจัดการและการดำเนินการของโครงการฯ สำนักเลขาธิการอาเซียนจะต้องให้การสนับสนุนการดำเนินการของโครงการฯ ภายในอาเซียนโดย LTWG จะรับผิดชอบสำหรับการประสานงานการดำเนินการของโครงการฯ ร่วมกับ GIZ ซึ่งรายละเอียดของการดำเนินการของโครงการฯ และความช่วยเหลือและภาระผูกพันต่าง ๆ จะกำหนดไว้ในความตกลงว่าด้วยการดำเนินโครงการและงบประมาณ ซึ่งจะทำขึ้นระหว่าง GIZ กับอาเซียน และจะอยู่ใต้บังคับของกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้บังคับได้อยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี LTWG กับ GIZ จะร่วมกันร่างแผนงานโดยละเอียด

เรื่อง บันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์กรระหว่างประเทศ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. การจัดทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานฯ) และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา อีกครั้ง

2. ให้อธิบดีกรมอุทยานฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

1. ปัจจุบันมีองค์กรระหว่างประเทศที่มีสาขาประจำอยู่ที่ประเทศไทย ได้แก่ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature: WWF) มูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) และสัตววิทยาสมาคมแห่งลอนดอน (Zoological Society of London: ZSL)  ได้ให้ความสำคัญในการขอดำเนินงานตามโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข็ง กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ ซึ่งทุกองค์กรได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจการปฏิบัติงานของกรมอุทยานฯ มาโดยตลอด เช่น โครงการอนุรักษ์ประชากรจระเข้น้ำจืดในผืนป่าแก่งกระจาน โดย WCS โครงการสำรวจและประเมินประชากรช้างในผืนป่าแก่งกระจาน โดย WWF การสนับสนุนและฝึกสอนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดย Freeland โครงการสำรวจทางนิเวศวิทยากร  การเคลื่อนที่และการทำลายผลผลิตทางการเกษตรของช้างเอเชียภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระและอุทยานแห่งชาติโดยรอบ โดย ZSL เป็นต้น

2. ทส. โดยกรมอุทยานฯ จึงได้ร่วมจัดประชุมและประสานงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวทั้ง 5 องค์กร เพื่อร่วมจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) และปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ภาคีทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกทางธรรมชาติ

เป้าหมาย เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของภาคีทุกฝ่าย สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคี เพื่อให้ได้องค์ความรู้ทางวิชาการ และสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยฯ


เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย  และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่าง ทส. แห่งราชอาณาจักรไทย  และ ทส. แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทั้งนี้ ก่อนการลงนามหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง


2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมายเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ


สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคู่ภาคีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ อยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและได้รับประโยชน์ร่วมกัน


ขอบเขตของความร่วมมือ
1) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 2) นโยบายและแผนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) การป้องกันและควบคุมมลพิษ และการจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย 4) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการดำเนินงานภายใต้ความตกลงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง  5) การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  6) การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม 7) การป้องกันและการแก้ไขข้อขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8) การเตือนภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติ  9) การพัฒนารูปแบบการสำรวจระยะไกล  10) การพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคลในเรื่องการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สังคมและชุมชน  11) ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 12) สาขาอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกัน


รูปแบบความร่วมมือ  1) การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีในด้านต่าง ๆ 2) การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้แทนของคู่ภาคี 3) การจัดสัมมนา การประชุม การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการจัดหาหลักสูตรการฝึกอบรม 4) การแลกเปลี่ยนการวิจัยและหลักการต่าง ๆ  5) การพัฒนาและการปฏิบัติตามแผนงานและโครงการที่เห็นชอบร่วมกัน

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยฯ


เรื่อง  ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบียเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง ทส. แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบียเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ก่อนการลงนามหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมายเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ

สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์คือ คู่สัญญาจะร่วมมือกันภายในกรอบของบันทึกความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค การพึ่งพาซึ่งกันและกันรวมทั้งผลประโยชน์ร่วมกันและคำนึงถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ

รูปแบบความร่วมมือ ได้แก่ (1) การแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดี รวมทั้งข้อมูลในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2) การจัดการประชุมปรึกษาหารือเรื่องการวิจัย และเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ โปรแกรมการฝึกอบรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (3) การเตรียมการจัดให้มีการวิจัยร่วม การทำการทดลอง การแลกเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ/เชิงเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจากสถาบันวิจัยและแลกเปลี่ยนผลการศึกษาและการทดลอง (4) การจัดประชุมร่วม การสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรมและการจัดนิทรรศการ และ (5) ความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ ตามที่ตกลงร่วมกัน

เรื่อง การเสนอกรอบท่าทีของไทยในการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบกรอบท่าทีของไทยในการดำเนินงานความร่วมมือด้านดินต่อที่ประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership Plenary Assembly : GSP PA)ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2560 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี พร้อมกันนี้ได้เสนอองค์ประกอบของคณะผู้แทนของ กษ. ที่เข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศมาเพื่อทราบในคราวเดียวกัน

2. เห็นชอบให้คณะผู้แทน (ฝ่ายไทย) เจรจากับผู้แทนประเทศสมาชิก และ GSP บนพื้นฐานของท่าทีของไทยในการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก ครั้งที่ 5

ท่าทีไทยในการประชุม GSP PA ครั้งที่ 5
มีสาระสำคัญมุ่งเน้นการดำเนินงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างความมีส่วนร่วมของของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน และกำหนดแนวทางจัดทำความร่วมมือร่วมกันในระดับภูมิภาคและนานาชาติที่ประเทศสมาชิกมีศักยภาพหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน ดังนี้ 1) การขับเคลื่อนแนวทางตามความสมัครใจสำหรับการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติ (VGSSM) 2) การเข้าร่วมเครือข่าย International Network of Black Soils 3) การเข้าร่วมเครือข่ายการจัดการข้อมูลดิน (International Network of Soil Information Institutions; INSII) 4) การจัดทำแผนที่อินทรีย์คาร์บอนในดินของโลก (Global Soil Organic Carbon Map)และ 5) รายงานความก้าวหน้าของ ASP – การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Center of Excellence on Soil Research )

เรื่อง การให้ภาคยานุวัติเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท

2. เห็นชอบในการจัดทำภาคยานุวัติสารประกาศว่าการแก้ไขเนื้อหาในภาคผนวกใดๆ ของอนุสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยต่อเมื่อได้มอบภาคยานุวัติสารต่อการแก้ไขภาคผนวกนั้นแล้ว และมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำภาคยานุวัติสารดังกล่าว พร้อมทั้งส่งมอบให้สำนักเลขาธิการสหประชาติภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ต่อไป

3. เห็นชอบให้มีการแจ้ง (1)  ยินยอมให้มีการนำเข้าปรอทจากประเทศภาคี (2) ยินยอมให้มีการนำเข้าปรอทจากประเทศนอกภาคี (3) ขอยกเว้นให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เติมปรอท จำนวน 7 ประเภท (4) ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการเพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และ (5) แต่งตั้งกรมควบคุมมลพิษ ทส. เป็นศูนย์ประสานงานระดับชาติ (National focal point)  ในการประสานการปฏิบัติตามข้อ 17 (4) ของอนุสัญญาฯ โดยให้แจ้งข้อมูลทั้งหมดไปพร้อมกับภาคยานุวัติสาร

4. อนุมัติให้นำวิธีการอนุญาโตตุลาการมาใช้ในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากอนุสัญญาฯ 

5. เห็นชอบกับแผนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบพร้อมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติต่อไป

6. มอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ดำเนินการออกอนุบัญญัติเพื่อรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท  ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดในข้อเสนอในการออกกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อการภาคยานุวัติในอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดตามแผนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอทต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า

อนุสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่บรรยากาศและการปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยมีประเทศลงนามในอนุสัญญามินามาตะฯ 128 ประเทศ  และมีประเทศที่ให้สัตาบัน  (Ratification)  แล้ว 51 ประเทศ  (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2560)  ซึ่งอนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับใน 90 วัน หลังจากมีประเทศให้สัตยาบัน (Ratification)  หรือภาคยานุวัติ (Accession) ครบ 50 ประเทศ

อนุสัญญาฯ มีสาระสำคัญมุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิตการนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารประกอบปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญระดับโลก การบริหารจัดการในประเด็นต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ และภาคผนวกเป็นรายการแหล่งที่มาของปรอทและสารประกอบปรอทที่จะต้องถูกควบคุมภายใต้อนุสัญญาฯ รวมทั้งกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

by ThaiWebExpert