thaigov.go.th

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. กำหนดบทนิยามคำว่า “มูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน” “ผู้ก่อกำเนิดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน” “คัดแยก” “การแยกชิ้นส่วน” และคำว่า “จุดแยกทิ้ง” เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

                   2. กำหนดห้ามดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

                   3. กำหนดให้ผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาตจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน ดำเนินการในการเก็บ การขน การกำจัดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน ต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งคน โดยมีคุณสมบัติตามที่กำหนด รวมทั้ง กรณีที่ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งคน

                   4. กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นหรือผู้ได้รับมอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาต แล้วแต่กรณี ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขด้านสุขลักษณะสำหรับผู้ปฏิบัติงานในการเก็บ ขน และกำจัดหรือแยกชิ้นส่วนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตราย เช่น ต้องจัดให้มีสถานที่ ห้องน้ำ ห้องสุขา จัดให้มีการตรวจสุขภาพ จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและเหตุฉุกเฉิน และสนับสนุนให้มีการฝึกอบรม สำหรับผู้ปฏิบัติงาน

                   5. กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในการเก็บ ขน และกำจัดหรือแยกชิ้นส่วนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขด้านสุขลักษณะตามที่กำหนด

                   6. กำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนต้องคัดแยกใส่ในภาชนะบรรจุตามที่กำหนด ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีจุดแยกทิ้งและสถานที่พักรวม รวมถึงกำหนดสุขลักษณะที่ต้องดำเนินการในสถานที่พักรวม

                   7. กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับมอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาตที่ดำเนินการรับขนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน จากจุดแยกทิ้งที่ราชการส่วนท้องถิ่นจัดไว้ให้หรือจากสถานที่พักรวมมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนเพื่อนำไปกำจัดต้องจัดให้มียานพาหนะสำหรับขนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนที่ถูกสุขลักษณะและดำเนินการขนอย่างถูกสุขลักษณะและปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   8. กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับมอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาตที่ดำเนินการรับทำการกำจัด ต้องจัดให้มีการสถานที่พักรวมเพื่อรอการกำจัดและกำหนดวิธีการกำจัดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน และต้องดำเนินการตามกฎหมายโรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 

เรื่อง การขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรี (Ministerial Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (The 8th World Water Forum)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรี (Ministerial  Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (The 8th  World Water Forum)

                   2. อนุมัติให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย  สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ร่วมรับรองในปฏิญญาดังกล่าว

                   3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาฯ  ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย  ให้เป็นดุลยพินิจของ ทส. เป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดการประชุม

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ทส. รายงานว่า

                   1. การประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (The 8th  World Water Forum) กำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-23 มีนาคม 2561 ณ กรุงบราซิเลีย  สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ภายใต้หัวข้อ “การแบ่งปันน้ำ” (Sharing Water) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงเทคนิค  การเมือง และสถาบัน  ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มประชาสังคมแลกเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อให้การใช้น้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานระหว่างประเทศ  โดยในการประชุมระดับรัฐมนตรีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2561 ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ  2 กิจกรรม คือ

                             1.1 การรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีในการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (Ministerial  Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีของผู้แทนประเทศที่เข้าร่วมการประชุม

                             1.2 การประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี (Ministerial  Roundtable Meeting)  เป็นการประชุมคู่ขนานใน 6 หัวข้อ ได้แก่ (1) สภาพภูมิอากาศ (2) ประชาชน (3) การพัฒนา (4) เมือง (5) ระบบนิเวศ และ (6) การเงิน

                   2. ร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีฯ มีสาระสำคัญประกอบด้วย ข้อเรียกร้องเร่งด่วนให้มีการดำเนินการด้านน้ำอย่างเด็ดขาด ดังนี้

                             2.1 เริ่มต้นใหม่และเสริมสร้างพันธสัญญาทางการเมืองให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อก้าวผ่านความท้าทายที่เกี่ยวข้องด้านน้ำและการสุขาภิบาล และบรรลุเป้าประสงค์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านน้ำ

                             2.2 เรียกร้องให้จัดเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงระหว่างการประชุมเวทีเสวนาระดับสูงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน  ในปี พ.ศ.2561 ณ นครนิวยอร์ก เพื่อกระตุ้นผู้มีบทบาททางการเมือง

                             2.3 เชิญชวนให้เวทีหารือทางการเมืองระดับสูงมีการพิจารณาหรือทบทวนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 6 ในเรื่องผลลัพธ์ของกระบวนการทางการเมืองหัวข้อสำคัญ ภูมิภาค ความยั่งยืน และพลเมืองในการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8

                             2.4 กระตุ้นรัฐบาลให้ก่อตั้งหรือเสริมสร้างนโยบายและแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในระดับชาติและระดับต่ำกว่าตามที่เหมาะสม

                             2.5 สนับสนุนการจัดการองค์กรด้านน้ำระดับชาติและระดับต่ำกว่าตามที่เหมาะสมที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และมีความรับผิดชอบ 

                             2.6 ระดมทุนและจัดสรรทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพอจากแหล่งเงินทุนต่างๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา ส่งเสริมความท้าทายพิเศษเฉพาะด้าน และความเสี่ยงของประเทศเหล่านั้น

                             2.7 พัฒนาและแบ่งปันวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของความท้าทายด้านน้ำและการสุขาภิบาล รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                             2.8 ใช้ประโยชน์จากการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 ภายใต้กระบวนการที่มีความหลากหลายเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามปฏิญญาฉบับนี้ในระยะยาว 

เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการมะลิลาเพื่อต่อยอดการดำเนินการตามปฏิญญากรุงพนมเปญว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการพัฒนาภายใต้การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (พ.ศ. 2561 - 2565)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการมะลิลาเพื่อต่อยอดการดำเนินการตามปฏิญญากรุงพนมเปญว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการพัฒนาภายใต้การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit : EAS) (พ.ศ. 2561 -2565)

                   2. ให้ กต. มีหนังสือแจ้งยืนยันการเห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าว

                   สาระสำคัญของร่างแผนปฏิบัติการมะลิลาเพื่อต่อยอดการดำเนินการตามปฏิญญากรุงพนมเปญฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนากิจกรรมและโครงการภายใต้ถ้อยแถลงและแผนงานที่ได้รับการรับรองแล้วในกรอบการประชุม EAS รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและการเสริมสร้างศักยภาพระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุม EAS ในสาขาความร่วมมือหลัก 6 สาขา ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน การศึกษา การเงิน สาธารณสุขและโรคระบาด การจัดการภัยพิบัติ ความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน และสาขาความร่วมมือที่สำคัญอีก 3 สาขา ได้แก่ การค้าและเศรษฐกิจความมั่นคงทางอาหาร ความร่วมมือทางทะเล

เรื่อง ร่างแผนการปฏิรูปประเทศ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างแผนการปฏิรูประเทศทั้ง 11 ด้าน

                   2. เห็นชอบความเห็นของ สศช. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามร่างแผนปฏิรูปประเทศพิจารณาดำเนินการต่อไป

                   ทั้งนี้ ให้เพิ่มเติมบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้รวมถึงการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศผ่านการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนในทุกภาคส่วนและหน่วยงานรัฐที่จะต้องนำไปปฏิบัติ รวมทั้งมีช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและทั่วถึงด้วย

                   ให้ สศช. เร่งดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ การติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ โดยมุ่งเน้นให้กลไกและวิธีการประเมินสามารถประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและไม่เป็นภาระของหน่วยงานมากจนเกินไป และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางและหลักเกณฑ์เพื่อถือปฏิบัติต่อไป

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   สศช. รายงานว่า สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้สรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และเป้าหมายและการดำเนินงานของร่างแผนการปฏิรูป 11 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการเมือง 2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านกระบวนการยุติธรรม 5) ด้านเศรษฐกิจ 6) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7) ด้านสาธารณสุข 8) ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 9) ด้านสังคม 10) ด้านพลังงาน และ 11) ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ได้ดำเนินการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศในด้านที่รับผิดชอบแล้วเสร็จ รวมถึงได้สอบถามความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอร่างแผนการปฏิรูปประเทศต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาแล้ว

                   ภาพรวมของแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน มีประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ดังนี้

                   1) การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ การส่งเสริมการประกอบอาชีพ และการปรับปรุงกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ผ่านการดำเนินการตามแผนปฏิรูป 4 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และสาธารณสุข

                   2) การพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับชุมชน ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และเชื่อมโยงการผลิตของไทยกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค

                   3) การสร้างสังคมและชุมชนที่เข้มแข็ง มุ่งเน้นให้คนในชุมชนทุกกลุ่มมีความมั่นคงด้านอาชีพ และรายได้ รวมทั้งมีหลักประกันทางรายได้ในวัยเกษียณที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ และได้รับสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสม

                   4) การฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งเน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ เพื่อสร้างฐานทรัพยากรของประเทศไทยในระยะยาวควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน

                   5) การสร้างประสิทธิภาพและความโปร่งในในกระบวนการทำงานภาครัฐ ปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ติดตาม และประเมินผลมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับภาพรวมและระดับพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมาย

                   6) การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

                   ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ การดำเนินการตามประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญ 6 มิติดังกล่าวข้างต้นจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยในภาพรวม 4 ด้าน ได้แก่ 1) ประเทศไทยมีฐานทรัพยากรรองรับการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลในเชิงสังคมและเชิงเศรษฐกิจ 2) ประชาชนมีสวัสดิการของรัฐที่เหมาะสม มีโอกาสในการสร้างอาชีพและได้รับความเป็นธรรมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการยุติธรรม 3) ภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมได้รับการยกระดับ รวมทั้งลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และ 4) การบริหารจัดการภาครัฐมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน จะก่อให้เกิดประโยชน์ในแต่ละระดับของสังคม คือ ระดับประชาชน ชุมชนและท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประเทศ  

เรื่อง ทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ดังนี้

                   1. ภาพรวม ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา  นครนายก  ปราจีนบุรี  และสระแก้ว  มีพื้นที่ร้อยละ 7.1 ของประเทศ และมีประชากรร้อยละ 7.5 ของประเทศ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจร้อยละ 17.6 ของประเทศ เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก นอกจากนี้  ยังเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน  รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ ได้แก่  ผลไม้ สุกร ไก่ กุ้ง ประมง  อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาก่อให้เกิดปัญหาเรื่องมลพิษบางประการ เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศ  ขยะ และน้ำเสีย นอกจากนี้  การขยายตัวของเมือง แหล่งอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก และมีภาวการณ์ขาดแคลนแรงงานทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

                   2. ปัญหาและประเด็นท้าทาย ภาคตะวันออกมีปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองอุตสาหกรรม เช่น มลพิษทางอากาศ ขยะ และน้ำเสีย ปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและทักษะแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่ไม่สอดรับกับการพัฒนาของภาค  ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงต่อการขยายตัวของเมือง รวมถึงการผลิตด้านเกษตรและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังขาดการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังใช้แรงงานเข้มข้น นอกจากนี้   การท่องเที่ยวกระจุกตัวในบางจังหวัด แหล่งท่องเที่ยวรอบนอกไม่เป็นที่รู้จักและขาดความพร้อมในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่สามารถดึงดูนักท่องเที่ยวให้พักค้างในพื้นที่

                   3. ศักยภาพและโอกาส ภาคตะวันออกเป็นศูนย์รวมที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีท่าเรือน้ำลึก และระบบโครงข่ายการขนส่งทางถนนและรถไฟ ที่สนับสนุนการเปิดประตูการขนส่งของประเทศเข้าสู่ระบบโครงข่ายการเดินเรือนนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานานชาติ โดยเฉพาะพัทยา บางแสน เกาะช้าง และเกาะเสม็ด รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติประเภาป่าเขา น้ำตก และอุทยานแห่งชาติ เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้หลักของประเทศโดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เหมาะแก่การทำประมงน้ำลึก และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เป้นแหล่งเจียระไนอัญมณีที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียง รวมทั้งมีพรมแดนติดกับชายแดนกัมพูชาที่ใกล้กรุงเทพ ฯ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                    4. แนวคิดและทิศทาง ภาคตะวันออกมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นพื้นที่ฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลัก (Industrial heartland) และเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกและท่าอากาศยานนานาชาติ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้  ยังเป็นพื้นที่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Southern Economic Corridor และ Southern Coastal Economic corridor) ที่เชื่อมโยงเมียนมา – ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางลัดโลจิสติกส์ (Land bridge) เชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันตกและโลกตะวันออก นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ ได้แก่ สุกร กุ้ง ไก่ ข้าว และผลไม้ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น การพัฒนาภาคตะวันออกระยะต่อไป จะต้องพัฒนาต่อยอดฐานเศรษฐกิจที่มีอยู่ของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษด้านตะวันออก (EEC) และพื้นที่อื่น ๆ ในภาค โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์และการค้าบริการ ควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำและความพร้อมของสถาบันการศึกษาวิจัย ยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการให้มีมูลค่าสูง เพื่อให้ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นกับดับ “ประเทศรายได้ปานกลาง”

                             4.1  วัตถุประสงค์  1) เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงมากขึ้น 2) เพื่อพัฒนพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาในพื้นที่อย่างยั่งยืน 3) เพื่อพัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยมีความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองมีมาตรฐาน บริการสาธารณะมีคุณภาพ และมีระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองอย่างทั่วถึง และ 4) เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ

                             4.2 เป้าหมายและต้วชี้วัด 1) สัดส่วนคนจนภาคตะวันออกลดลง  2) สัมประสิทธิ์การ   กระจายรายได้ลดลง  3) มูลค่าการลงทุนภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มขึ้น  4) จำนวนเมืองศูนย์กลางของจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่เพิ่มขึ้น 5) จำนวนพื้นที่ป่าไม้และป่าชายเลนเพิ่มขึ้น 6) สัดส่วนพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ของระบบชลประทานเพิ่มขึ้น 7) การเข้าถึงระบบประปาเพิ่มขึ้น 8) คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และ 9) ร้อยละของปริมาณขยะที่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพิ่มขึ้น

                             4.3 แนวทางการพัฒนา 5 แนวทาง

                                       1.) พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยพัฒนาโครงข่ายความเชื่อโยงด้านการคมนาคมขนส่งหลักให้เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเมือง ส่งเสริมการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยี พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลนานาชีวิตในจังหวัดชลบุรี-ระยองให้เป็นฐานการกระจายรายได้และการสร้างงานให้แก่ชุมชน พัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองสำคัญของจังหวัดให้เป็นเมืองน่าอยู่

                                       (2) พัฒนาภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยพัฒนาการผลิตและการค้าผลไม้ภาคตะวันออก ให้เป็นศูนย์ผลไม้เมืองร้อนแห่งเอเชียส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ ได้แก่ สุกรและไก่ในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา พัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

                                       (3) ปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว โดยฟื้นฟูและปรับปรุงการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ฟื้นฟูและอนุรักษ์การท่องเที่ยวในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอารยธรรม

                                       (4) พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วให้เป็นประตูและศูนย์กลางทางการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน เชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับจังหวัดเกาะกง กัมพูชา พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนบ้านแหลมและบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรีให้เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนเชื่อมโยงกับจังหวัดพระตะบองและไพลินของกัมพูชา

                                       (5) แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและจัดระบบการบริหารจัดการมลพิษให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมจันทบุรีและตราดฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศ คุ้มครองและฟื้นฟูป่าชายเลน ปะการัง หญ้าทะเล และป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่กัดเซาะรุนแรง ได้แก่ จันทบุรีและฉะเชิงเทราดำเนินการตามมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน โดยเฉพาะในบริเวณแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แม่น้ำระยองตอนบน ตอนล่าง และแม่น้ำพังราดตอนบน พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการรวบรวม ขนย้าย และการกำจัดขยะจังหวัดชลบุรีและระยองให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

                   5. แผนงาน/โครงการ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอแผนงาน/โครงการเบื้องต้นในการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาภาคตะวันวันออก ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) สรุปได้ดังนี้

                             5.1 พัฒนาภาคพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวก บุคลากรเทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาเมืองนวัตกรรมภาคตะวันออก (EEC) โครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ โครงการส่งสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก นิคมอุตสาหกรรม Smart Park โครงการก่อสร้างท่าเรือ ชายฝั่ง A ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 โครงการปรับปรุงทางรถไฟท่าเรือจุกเสม็ด โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand)

                             5.2 พัฒนาภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญของภาคใต้ให้ได้มาตรฐาน อาทิ โครงการศูนย์นวัตกรรมด้านเกษตรอาหาร และ Smart Farm ต้นแบบ โครงการศูนย์นวัตกรรมจากผลิตผลเกษตรภาคตะวันออก โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการสร้างนวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปสู่ตลาดโลก โครงการพัฒนาเกษตรกรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI for Smart Agriculture)

                             5.3 ปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวอารยธรรม อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการพัฒนาเส้นทางจักรยานเพื่อสุขภาพและการท่องเที่ยว “Bike for All” โครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการสุขภาพ (สปา นวดเพื่อสุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุ กายภาพบำบัด) ธุรกิจก่อสร้าง/วิศวกรรม และธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ โครงการบูรณะซ่อมแซมและพัฒนาโบราณสถาน โครงการบูรณะซ่อมแซมและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

                             5.4 พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเชื่องโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ถนนสายแยก ทล.348-บ.ป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ถนนสาย ก1 ข และ ค1 ผังเผืองรวมเมืองตราด จังหวัดตราดโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โครงการขยายการค้าการลงทุนชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมตลาดการค้าชายแดนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก

                             5.5 แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและจัดระบบการบริหารจัดการมลพิษให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อาทิ โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่ตะวันออก โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย พื้นที่พัทยาและนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

                             ทั้งนี้แผนงาน/โครงการยังเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นที่จะนำไปจัดทำเป็นแผนพัฒนาภาคตะวันออกแบบบูรณาการที่สมบูรณ์ ภายใต้กระบวนการและกลไกการพัฒนาพื้นที่เชิงบูรณาการระดับภาค 6 ภาค ต่อไป 

เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Greening Industry through Low Carbon Technology Application for SMEs)

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบให้ อก. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization : UNIDO) ดำเนินโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Greening Industry through Low Carbon Technology Application for SMEs)

                   2. เห็นชอบต่อร่างหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการฯ กับ UNIDO

                   3. เห็นชอบให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ลงนามหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการฯ

                   สาระสำคัญของการดำเนินโครงการ

                   อก. ร่วมกับ ธพว. และ UNIDO จัดทำโครงการ Greening Industry through Low Carbon Technology Application for SMEs โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมรับผิดชอบการกำกับดูแลการดำเนินโครงการฯ ในภาพรวม ธพว. รับผิดชอบให้บริการด้านสินเชื่อแก่ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือที่สนใจเพื่อใช้ในการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ และ UNIDO ทำหน้าที่เป็นหน่วยบริหารโครงการและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อดำเนินโครงการฯ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และติดตามตรวจสอบโครงการเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่                          

                             1. การวิเคราะห์และปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรม SMEs ของไทย โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์อุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อใช้ในการพัฒนาด้านการใช้เทคโนโลยีสะอาดและนำเสนอคำแนะนำนโยบาย การรณรงค์สร้างความตระหนักและเผยแพร่ประโยชน์ในการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนด้านการเงิน

                             2. การเสริมสร้างขีดความสามารถและการดำเนินโครงการเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรม SMEsโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและการจัดการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

                             3.การติดตามและประเมินผล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดตามประเมินผลโครงการและกิจกรรมเป็นระยะตามเกณฑ์ที่กำหนด 

เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ (ผลการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟู อนุรักษ์และพัฒนาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ครั้งที่ 1/2560)

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ กษ. รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป สำหรับวงเงินงบประมาณที่จะดำเนินการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงการคลัง กษ. กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. เพื่อให้บึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นทำเลที่ปลาอาศัยเลี้ยงตัว วางไข่ และแพร่พันธุ์

2. เพื่อให้บึงบอระเพ็ดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่รวมความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยมีการบริหารจัดการเรื่องความหลากหลายและความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

3. เพื่อให้บึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สมบูรณ์ในเขตภาคกลาง

4. เพื่อให้บึงบอระเพ็ดเป็นศูนย์การเรียนรู้ การบริหารจัดการที่เกิดความสมดุลระหว่างการใช้น้ำการเก็บกักน้ำ การสงวนและคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำและสัตว์ป่าที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดในภูมิภาค

5. เพื่อให้บึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดภาวะภัยแล้ง รวมทั้งเป็นแหล่งรับน้ำเมื่อเกิดฤดูน้ำหลาก

6. เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากบึงบอระเพ็ดเกิดความสมดุล รวมทั้งการอนุรักษ์และการพัฒนา

ยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1. ด้านการแก้ไขปัญหาการบุกรุกและการใช้ประโยชน์ในบึงบอระเพ็ด 2. ด้านบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  3. ด้านการบริหาร จัดการน้ำ  และ 4. ด้านการบริหาร ขับเคลื่อนแบบบูรณาการ

เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย  (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย พ.ศ. 2538 เพื่อโอนย้ายองค์การจัดการน้ำเสียจากภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการอันจะเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการน้ำเสียในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้บริเวณหมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้บริเวณหมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                  สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                  1. กำหนดบทนิยามคำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

                  2. กำหนดให้บริเวณหมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่น่านน้ำโดยรอบเกาะดังกล่าว ภายในเส้นล้อมรอบตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวง ณ จุดพิกัดในระบบยูทีเอ็ม WGS 84 หรือระบบพิกัดภูมิศาสตร์ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีมาตรการคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้

                  3. กำหนดให้พื้นที่ดังต่อไปนี้เป็นเขตพื้นที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้

                            (1) บริเวณที่ 1 พื้นที่บนแผ่นดินนับจากแนวชายฝั่งที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดเข้าไปในแผ่นดินของเกาะกระใหญ่ เกาะกระกลาง เกาะกระเล็ก

                            (2) บริเวณที่ 2 พื้นที่ตั้งแต่แนวน้ำขึ้นสูงสุดลงมาจนถึงแนวปะการังธรรมชาติเป็นไปตามแผนที่แนบท้าย

                            (3) บริเวณที่ 3 พื้นที่น่านน้ำทะเลถัดจากบริเวณที่ 2 ออกไปภายในบริเวณพื้นที่ตามจุดพิกัดที่ปรากฏในแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงนี้

                  4. กำหนดให้ภายในพื้นที่ตามข้อ 3. ห้ามกระทำหรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทิ้งขยะ ปล่อยน้ำเสีย การทำประมง การก่อสร้างท่าเทียบเรือ

                  5. กำหนดให้การเดินเรือในพื้นที่ตามข้อ 3. ให้เป็นไปตามเส้นทาง ระเบียบและมาตรฐานที่คณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชกำหนด

                  6. กำหนดให้การท่องเที่ยวในพื้นที่ตามข้อ 3.(1) และ (2) ต้องเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยคำนึงถึงความสามารถในการรองรับ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติเดิม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประกาศกำหนด

                  7. ให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย มีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบ กำกับดูแลและออกหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติอื่นใดเพิ่มเติม เพื่อการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณหมู่เกาะกระ หรือแต่งตั้งคณะทำงานอื่นใดเพื่อปฏิบัติงานตามที่จำเป็น โดยรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช 

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบดังนี้

                  1. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                  2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

                  สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                  1. กำหนดให้ใช้บังคับกับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในราชการทหาร

                  2. กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งซากผลิตภัณฑ์ในที่สาธารณะ ที่รกร้างว่างเปล่า หรือทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอย

                  3. กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดรับคืน จัดเก็บ หรือรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ เว้นแต่จัดทำโดยศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ที่ได้จัดตั้งและขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์อาจจัดตั้งโดยผู้ผลิต ผู้ผลิตร่วมกับผู้ผลิตรายการอื่น หรือให้ผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ใดดำเนินการแทน หรือทำความตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการแทน ทั้งนี้ ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ผลิต หรือบุคคลอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

                  4. กำหนดให้ผู้ผลิตมีหน้าที่รับคืน จัดเก็บ และรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันไม่ว่าจะเป็นของผู้ผลิตรายใด รวมถึงซากของผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือที่ไม่มียี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้าใด ๆ หรือที่ผู้ผลิตเลิกดำเนินกิจการแล้วด้วย และผู้ผลิตต้องจัดทำแผนความรับผิดชอบในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เสนอต่อกรมควบคุมมลพิษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด

                  5. กำหนดให้กรมควบคุมมลพิษจัดทำและเผยแพร่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการซากผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ และจัดให้มีศูนย์ประสานงานและเผยแพร่ความรู้ และข้อมูลซากผลิตภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการซากผลิตภัณฑ์และสถานที่ตั้งของศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์

                  6. กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ หรือเข้าไปในยานพาหนะใด ๆ

ที่ใช้ขนส่งซากผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกผู้ผลิต ผู้จัดตั้งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณา

                  7. กำหนดโทษทางอาญาสำหรับความผิดต่าง ๆ  

by ThaiWebExpert