thaigov.go.th

เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง กษ. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร


2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก


3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ กษ. ได้รับแจ้งจากกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) 


สาระสำคัญของเรื่อง


กษ. รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการเกษตร ระหว่างไทย-สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือ ด้านการเกษตร รวมทั้งเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคระหว่างกัน


ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การอำนวยความสะดวกทางการค้า การฝึกอบรม และความร่วมมือทางวิชาการและทางวิทยาศาสตร์ในสาขาการเกษตรระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาในอนาคต


รูปแบบความร่วมมือ ประกอบด้วย 1) การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย 2) การวิจัยและการพัฒนาร่วมด้านการเกษตร 3) การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิชาการและทางการเกษตร 4) การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการประชุมในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน 5) การเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และอื่นๆ 7) การส่งเสริมการติดต่อระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ในภาคธุรกิจการเกษตรหรือสาขาอื่นๆ และ 8) รูปแบบความร่วมมืออื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ

เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง และร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

2. เห็นชอบในการรับรองร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่มีการลงนาม


3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองปฏิญญาแคนคูนฯ

4. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีไทย และร่างปฏิญญาแคนคูนฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่ จนสิ้นสุดการประชุมในวันที่ 17 ธันวาคม 2559 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก


สาระสำคัญของร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานในเชิงนโยบายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ซึ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่เน้นเรื่องอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ  ได้แก่ ชนิดพันธุ์ พันธุกรรม และระบบนิเวศ อย่างยั่งยืน และแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม แผนกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 2011 – 2020 และเป้าหมายไอจิ (Aichi Targets) รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวาระการพัฒนาปี ค.ศ. 2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable  Development Goals : SDGs)  ในมิติต่างๆ เช่น การปกป้องคุ้มครองและจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาแคนคูนฯ ระบุแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของประเทศภาคีอนุสัญญาไว้หลายประเด็น เช่น การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน การส่งเสริมงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านความหลากหลายชีวภาพ เป็นต้น

เรื่อง ขอความเห็นชอบในการนำเสนอท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) ในการประชุม UNFCCC COP 22 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองมาร์ราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับการเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) สำหรับการประชุม UNFCCC COP 22 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองมาร์ราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก ทั้งนี้ เนื่องจากการประชุมที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรจะมีขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559

2. มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมในฐานะเป็นตัวแทนหลักของประเทศไทยสำหรับ UNFCCC (UNFCCC Focal Point) นำท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับการเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) ผนวกเข้ากับท่าทีของประเทศไทยในภาคเกษตรเพื่อให้คณะผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจเจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา UNFCCC สมัยที่ 22 นำไปใช้ประกอบในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวต่อไป
 

สาระสำคัญของท่าทีร่วมของอาเซียน
เป็นการยืนยันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่ทางประเทศสมาชิกอาเซียนได้เสนอเป็นจุดยืนระดับภูมิภาคไปแล้วในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ SBSTA 44 รวมทั้งยืนยันจุดยืนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่กำหนดไว้สำหรับการประชุม SBSTA 45 และยืนยันจุดยืนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรดังระบุในข้อตกลงปารีส

เรื่อง ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินระหว่างอาเซียนและอียู ในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป เพิ่มเติม (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE Plus) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่ความคุ้ม


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบต่อร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงิน (Financing Agreement: FA) สำหรับโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรปเพิ่มเติม (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE Plus) โครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการพื้นที่ความคุ้มครองในอาเซียน (Biodiversity Conservation and Management of Protected Areas in ASEAN: BCAMP) และโครงการการใช้ป่าพรุที่ยั่งยืนและการบรรเทาหมอกควันในอาเซียน (Sustainable Use of Peatland and   Haze Mitigation in ASEAN: SUPA) รวม 3 ฉบับ โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และหลังจากนั้นให้รายงานผลเพื่อคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

2. อนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนาม และให้ กต. แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่ารัฐบาลไทยเห็นชอบต่อความตกลงฯ ทั้ง 3 ฉบับ และให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างทั้ง 3 ฉบับ มีดังนี้

1. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป เพิ่มเติม (ARISE Plus) เป็นโครงการสานต่อความร่วมมืออาเซียน - สหภาพยุโรป ภายใต้โครงการ ARISE ที่กำลังจะหมดอายุลง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียน สนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2025 ส่งเสริมขีดความสามารถทางองค์กรของอาเซียน โดยมีเป้าประสงค์เฉพาะ เช่น การปรับปรุงศุลกากร การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการขนส่ง การปรับปรุงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายแข่งขัน การส่งเสริมความร่วมมือด้านอาหารและยา และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดยเฉพาะ SME เป็นต้น

2. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่ความคุ้มครองในอาเซียน (BCAMP)
มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาและบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียนอย่างยั่งยืนและมุ่งสร้างชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยมีศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพอาเซียน (ASEAN Centre on Biodiversity: ACB) ที่ฟิลิปปินส์ เป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก

3. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการใช้ป่าพรุที่ยั่งยืนและบรรเทาหมอกควันในอาเซียน (SUPA) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการป่าพรุในอาเซียนอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบของไฟป่าและหมอกควัน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานของอาเซียนด้านการจัดการระบบนิเวศป่าพรุอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2014 - 2020 (ASEAN Programme on Sustainable Management of Peatland Ecosystems: 2014 - 2020: APSMPE)

เรื่อง การรับรองเอกสารผลการประชุม World Culture Forum ครั้งที่ 2 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาบาหลีสำหรับการประชุม World Culture Forum ครั้งที่ 2


2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม World Culture Forum ครั้งที่ 2 รับรองในร่างปฏิญญาบาหลีสำหรับการประชุมดังกล่าว


3. หากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของร่างปฏิญญาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ หรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ก่อนจะมีการรับรองและเห็นชอบเอกสารดังกล่าว ให้ วธ. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง


ร่างปฏิญญาบาหลี มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของวัฒนธรรมในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสงวนรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมสอดคล้องกับวาระพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยเน้นย้ำถึงการตอบสนองทางนโยบายต่อประเด็นทางวัฒนธรรมซึ่งจะสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์การพัฒนาที่เป็นธรรม ครอบคลุมยั่งยืน และดียิ่งขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการบูรณาการทางด้านวัฒนธรรมที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ ผ่านข้อเสนอในการทำงานร่วมกัน อาทิ การดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 การส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพในสังคม การขับเคลื่อนงานทางด้านวัฒนธรรมรูปแบบใหม่จากการพัฒนาด้านดิจิทัล และการเพิ่มพูนบทบาทของเยาวชนในกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมในทางบวก รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เรื่อง การประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบไม่เป็นทางการของผู้นำ BIMSTEC (BIMSTEC Leader’s Retreat Outcome Document) และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารผลลัพธ์ดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยให้ กต. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016 เป็นผู้ร่วมให้การรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กต. รายงานว่า


1. สาธารณรัฐอินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016 ในวันที่ 16 ตุลาคม 2559 ที่รัฐกัว สาธารณรัฐอินเดีย โดยที่ประชุมจะพิจารณารับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบไม่เป็นทางการของผู้นำ BIMSTEC (BIMSTEC Leader’s Retreat Outcome Document)


2. ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบไม่เป็นทางการของผู้นำ BIMSTEC เป็นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิก เกี่ยวกับความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ทั้งหมด 13 สาขา ภายใต้กรอบความร่วมมือ BIMSTEC ได้แก่ 1.สำนักเลขาธิการ 2.การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 3.สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4.การบริหารจัดการภัยพิบัติ 5.การคมนาคมและการสื่อสาร 6.การประมงและเศรษฐกิจสีฟ้า 7.พลังงาน 8.การค้า 9.เทคโนโลยี 10.การท่องเที่ยว 11.วัฒนธรรม 12.สาธารณสุข 13.ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน


3. การประชุมผู้นำ BIMSTEC Outreach at BRICS Summit 2016 เป็นเวทีการประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้พบปะและแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้นำ BIMSTEC และกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญต่อไทยและศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง (BRICS) รวมทั้งเป็นการย้ำบทบาทของไทยที่ส่งเสริมการดำเนินนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) และดำเนินบทบาทที่สร้างสรรค์มาโดยตลอด

เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาทรัพยากรน้ำระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบและอนุมัติการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาทรัพยากรน้ำระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับผลประโยชน์ของไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ


ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาทรัพยากรน้ำระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับนโยบายด้านน้ำ กฎหมายและองค์กร เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการดำเนินงานในสาขาทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับทวิภาคี โดยเน้นย้ำความร่วมมือในสาขาดังต่อไปนี้

(1) การพัฒนานโยบายด้านน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการบริหารจัดการน้ำ
(2) การออกแบบและการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management System) โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลด้านน้ำแบบบูรณาการ
(3) การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยใช้ระบบการผลิตน้ำประปาและการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination)
(4) เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำขั้นสูงและการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
(5) การศึกษาหรือการวิจัยร่วม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
(6) ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่ได้มีการตกลงร่วมกัน

บันทึกความเข้าใจฯ จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี และจะขยายเวลาออกไปโดยอัตโนมัติทุก 5 ปี 

เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าลำน้ำภาคและป่าลำแควน้อยฝั่งซ้าย ป่าแดงและป่าชาติตระการ และป่าเนินเพิ่ม ในท้องที่ตำบลน้ำกุ่ม ตำบลนครชุม ตำบลยางโกลน ตำบลนาบัว และตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าลำน้ำภาคและป่าลำแควน้อยฝั่งซ้ายป่าแดงและป่าชาติตระการ และป่าเนินเพิ่ม ในท้องที่ตำบลน้ำกุ่ม ตำบลนครชุม ตำบลยางโกลน ตำบลนาบัว และตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ


สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดบริเวณที่ดินป่าลำน้ำภาคและป่าลำแควน้อยฝั่งซ้าย ป่าแดงและป่าชาติตระการ และป่าเนินเพิ่ม ในท้องที่ตำบลน้ำกุ่ม ตำบลนครชุม ตำบลยางโกลน ตำบลนาบัว และตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

 

เรื่อง การจัดทำสัตยาบันสารความตกลงปารีส


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบให้ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีส และให้เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งมอบสัตยาบันสารความตกลงปารีสต่อเลขาธิการสหประชาชาติในฐานะผู้เก็บรักษาเอกสาร

สาระสำคัญของการให้สัตยาบันสารเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงเป็นปารีส เป็นการแสดงเจตจำนงของไทยในการร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ความตกลงปารีสมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 หลังจากวันที่ภาคีอนุสัญญาอย่างน้อยที่สุด 55 ภาคี ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันอย่างน้อยที่สุดประมาณร้อยละ 55 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ได้มอบสัตยาบันสาร สารการยอมรับ สารการให้ความเห็นชอบ หรือ ภาคยานุวัติสาร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในฐานะประธานกลุ่ม 77 ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา จะได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันภายใต้ความตกลงปารีสเพื่อควบคุมอุณภูมิโลกให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดความรุนแรงลงได้ 

เรื่อง ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)

2. มอบหมายสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำกราบบังคมทูลเกล้าถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ต่อไป ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2564


สาระสำคัญของเรื่อง

สศช. รายงานว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2559 โดย สศช. ได้จัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2539)  โดยหลักการสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ประกอบด้วย (1) ยึดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” (2) ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” (3) ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มาเป็นกรอบของวิสัยทัศน์ประเทศไทยในแผนพํฒนาฯ ฉบับที่ 12 (4) ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579” เป็นกรอบการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน 5 ปีแรก  และเป้าหมายในระดับย่อยลงมา  ควบคู่กับกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน และ (5) ยึดหลักการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปี

วัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ประกอบด้วย (1) เพื่อวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต (2) เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ (3) เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้มีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน (4) เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (5) เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส  และมีการทำงานเชิงบูรณาการ (6) เพื่อให้มีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และ (7) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายรวม ประกอบด้วย (1) คนไทยมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ (2) ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และความยากจนลดลง (3) ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ (4) ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (5) มีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตยและเพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย และ (6) มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ และมีส่วนร่วมจากประชาชน


ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ มี 10 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ 2) ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 3) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน 4) ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 5) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคั่งและยั่งยืน 6) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย 7) ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 8) ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย  และนวัตกรรม 9) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ และ 10) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา

by ThaiWebExpert