thaigov.go.th

เรื่อง ขอความเห็นชอบและอนุมัติการลงนามในเอกสารโครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asiaฯ


เรื่อง ขอความเห็นชอบและอนุมัติการลงนามในเอกสารโครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia และบันทึกความตกลงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบเอกสารโครงการScaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia และอนุมัติให้ ทส. ดำเนินโครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asiain Thailand (2015-2019) โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในเอกสารโครงการฯ

2.เห็นชอบบันทึกความตกลงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย และให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความตกลงฯ ร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก (Partnerships in Environmental Management for the Seas of East Asia: PEMSEA)

3.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ในการลงนามบันทึกความตกลงฯ ให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนาม

4.ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงถ้อยคำหรือสาระสำคัญของบันทึกความตกลงฯ ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติหรือเห็นชอบไปแล้ว หากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สามารถดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

1.โครงการ Scaling up the Implementation of the Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia เป็นโครงการต่อยอดการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออก โดยขยายพื้นที่ดำเนินโครงการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการไปยังจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก รอบที่ 5 (GEF 5) โดยมีแผนการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทะเลและชายฝั่ง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรการด้านการเงินที่เหมาะสมในการดำเนินกิจกรรมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ในส่วนกิจกรรมมีการวางแผนด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม การควบคุมปัญหามลพิษ และการป้องกันปัญหาจากการขนส่งทางทะเล สำหรับด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรมีโครงการให้ความรู้ ฝึกอบรมด้านการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การตรวจสอบสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรมมชาติ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เผยแพร่ความรู้ และการศึกษาดูงาน โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่หรือส่วนกลางที่เชี่ยวชาญให้การสนับสนุนด้านวิชาการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินงานโครงการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มีการลงพื้นที่เพื่อจัดการประชุมเชิงปฎิบัติการกลุ่มย่อย ณ จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อระดมความคิดเห็นและปรับปรุงแผนการดำเนินงานสำหรับประเทศไทย

2.(ร่าง) บันทึกความตกลงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2557-2562 เป็นบันทึกความตกลงระหว่าง ทส. และ PEMSEAResource Facility (PRF) มีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินงานโครงการขยายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย (2015-2019) ตามกฎหมายภายในประเทศและนโยบายที่เกี่ยวข้อง

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 13ฯ

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 8

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 8

2. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมอาเซียนว่าด้วยการจัดการสารเคมีและของเสีย

3. เห็นชอบต่อท่าทีของไทยสำหรับใช้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 8

4. หากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากท่าทีการเจรจาฯ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Legally Binding) ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับมาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดการประชุมรัฐภาคีฯ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ สมัยที่ 13 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ สมัยที่ 8 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 8 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2560 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมฯรวมทั้งสิ้น 17 คน ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทน (2) อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (3) ประธานและผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการอนุสัญญาฯ (4) ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (5) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และ (6) เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ

ทั้งนี้ องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ. 2524

โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) ในวงเงินลงทุนรวม 33,942.65 ล้านบาท และให้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

2. อนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนประจำปี 2559 สำหรับโครงการฯ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,066.97 ล้านบาท


ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินการ ดังนี้

1. ให้ใช้เงินจากรายได้เป็นลำดับแรกก่อนการใช้เงินกู้และหากจำเป็นต้องใช้เงินกู้ให้กู้ภายในประเทศโดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน


2. ให้มีการบริหารจัดการด้านการเงินและการลงทุนอย่างเหมาะสมและกำหนดแนวทางหรือมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโครงการและคุ้มค่าต่อการลงทุนต่อไป

3. ให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ให้พิจารณากำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการโดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ผลกระทบต่อการนำน้ำในแม่น้ำบางปะกงไปใช้เพื่อการเกษตร การอุปโภค บริโภค


4. ให้ประชาสัมพันธ์ ชี้แจง สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและชุมชนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ เช่น ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย เช่น การจัดหาแรงงานในพื้นที่ เป็นต้น

สาระสำคัญของเรื่อง

พน. รายงานว่า โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่องที่ 1-2) เป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 และแผน PDP 2015 โดยเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนกำลังผลิตที่หายไปในระบบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง เครื่องที่ 1 และ 2 เดิม ขนาด 1,050 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ถูกปลดออกจากระบบไฟฟ้าตามอายุของโรงไฟฟ้าแล้วตั้งแต่ปี 2557 และเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงและมีความสำคัญต่อประเทศ

ที่ตั้งโครงการ ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงไฟฟ้าบางปะกง ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่เดิมของโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 1-2 ทางด้านทิศเหนือของโรงไฟฟ้าบางปะกงติดกับแม่น้ำบางปะกง มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าฐาน มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 1,300 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้า จำนวน 2 หน่วย ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิประมาณ 650 เมกะวัตต์ต่อหน่วย โรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า 25 ปี ประมาณร้อยละ 51.78 

(ร่าง) แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2560 – 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง)  แผนปฏิบัติการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ  พ.ศ. 2560 – 2564  (แผนปฏิบัติการฯ) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบภายใต้ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2560 – 2564 ดำเนินการขอตั้งงบประมาณตามแผนงาน/โครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2564


สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2560 – 2564 เป็นการถ่ายทอดยุทธศาสตร์และเป้าหมายของแผนแม่บทฯ ไปสู่การปฏิบัติ สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และเป้าหมายไอจิด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ประเด็นปฏิรูปตามแผนปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560 – 2564 ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการ 10 เรื่อง ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 บูรณาการคุณค่าและการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโดยการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ 2 อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ  ยุทธศาสตร์ที่ 3 ปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประเทศและบริหารจัดการเพื่อเพิ่มพูนและแบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพโดยสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาองค์ความรู้และระบบฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นมาตรฐานสากล

พาณิชย์เดินหน้าดันเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรไทยทำเกษตรอินทรีย์ รองรับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดยุโรป ที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จัดทำแผน 9++ พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไทย

นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสารเคมีหรือสารพิษตกค้าง จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้มูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่าสูงถึง 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% และจากความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลกดังกล่าว ส่งผลให้ในปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยมีมูลค่า ประมาณ 2,300 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาดต่างประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจปลูกพืชอินทรีย์ เช่น ข้าว และผักผลไม้ ในพื้นที่เกษตรกันมากขึ้น โดยมีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้มีสารเคมีเข้ามาในพื้นที่เกษตรอินทรีย์

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนช่องทางการตลาด ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ ตลอดจนรณรงค์ เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับตรารับรองมาตรฐานสินค้าเป็นอันมาก ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้มีการรณรงค์ในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงส่งเสริมการตลาดสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ มาโดยตลอด และในปี 2560 นี้ กระทรวงฯ มีโครงการที่จะผลักดันและส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยได้จัดทำแผน 9++ ที่จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และให้ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรและผู้ผลิต รวม 9 โครงการ อาทิ การจัดมหกรรมสินค้าอินทรีย์ การสร้างเครือข่ายเยาวชนอินทรีย์ การจัดตลาดนัดสีเขียว การจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนา Organic Village และ Organic Farm Outlet และการจัดงาน Organic & Natural Expo 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น  นอกจากนั้นแล้วเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากระทรวงฯ ก็ได้นำผู้ประกอบการไทยเดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ BIOFACH 2017 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งงานดังกล่าวถือได้ว่าเป็นงานเกษตรอินทรีย์ระดับโลก โดยเป็นเวทีที่สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยได้ใช้โอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้น 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ไปพบปะกับพี่น้องเกษตรกร และผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันสำปะหลังทำให้ทราบว่าในปัจจุบันผู้บริโภคในสหภาพยุโรปเริ่มหันมาให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีของเกษตรกรและผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังของไทย ที่จะหันมาปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์กันให้มากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคในสหภาพยุโรปที่นับวันยิ่งมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น และในเรื่องนี้ กระทรวงฯ ก็จะได้มีนโยบายที่จะสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ นอกเหนือจากการทำมันเส้นสะอาดเพื่อนำมาผลิตแป้งมันสำปะหลังอินทรีย์ส่งออกไปยังยุโรป ต่อไป

 

เรื่อง โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.)  เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ในวงเงินลงทุนรวม 35,400 ล้านบาท  โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการในระยะที่ 1 ก่อน  และเมื่อโครงการโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PPD 2015)  ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จึงจะดำเนินการในระยะที่ 2  ตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ทั้งนี้ ให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยรับความเห็นของหน่วยงานต่างๆ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ตอนล่างเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ตอนล่างต่อไปในระยะยาวให้สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าของภาคที่อยู่อาศัย  ธุรกิจ  อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในภาคใต้  ภายหลังจากเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 ขยายศักยภาพของระบบส่งไฟฟ้าสำหรับรองรับการเชื่อมต่อของโรงไฟฟ้าหลักหรือโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รองรับปัญหาข้อขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของท่อก๊าซธรรมชาติ  รวมทั้งรองรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน  (APG) และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการฯ

1) รักษาระดับ เสริมความมั่นคงเพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งเป็นเขตที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงและเป็นเขตเศรษฐกิจ ในภาคที่อยู่อาศัย ธุรกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวที่สำคัญ

2) รองรับกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง


3) รองรับการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

4) เพิ่มความคล่องตัวในด้านปฏิบัติการควบคุมและการจ่ายไฟฟ้าในภาคใต้ตอนล่าง รวมทั้งกรณีที่ต้องปลดโรงไฟฟ้าเข้า/ออกในการจ่ายไฟฟ้าที่เข้าระบบ  และโรงไฟฟ้าที่หยุดซ่อมบำรุงรักษาหรือปัญหาข้อขัดข้องท่อก๊าซธรรมชาติ 

5) รองรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid : APG) 

เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง กษ. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร


2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก


3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ กษ. ได้รับแจ้งจากกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) 


สาระสำคัญของเรื่อง


กษ. รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการเกษตร ระหว่างไทย-สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือ ด้านการเกษตร รวมทั้งเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคระหว่างกัน


ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การอำนวยความสะดวกทางการค้า การฝึกอบรม และความร่วมมือทางวิชาการและทางวิทยาศาสตร์ในสาขาการเกษตรระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติต่อความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาในอนาคต


รูปแบบความร่วมมือ ประกอบด้วย 1) การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย 2) การวิจัยและการพัฒนาร่วมด้านการเกษตร 3) การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิชาการและทางการเกษตร 4) การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการประชุมในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน 5) การเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และอื่นๆ 7) การส่งเสริมการติดต่อระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ในภาคธุรกิจการเกษตรหรือสาขาอื่นๆ และ 8) รูปแบบความร่วมมืออื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ

เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง และร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบท่าทีไทยสำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 13 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

2. เห็นชอบในการรับรองร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่มีการลงนาม


3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองปฏิญญาแคนคูนฯ

4. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีไทย และร่างปฏิญญาแคนคูนฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่ จนสิ้นสุดการประชุมในวันที่ 17 ธันวาคม 2559 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก


สาระสำคัญของร่างปฏิญญาแคนคูนว่าด้วยการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานในเชิงนโยบายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ซึ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่เน้นเรื่องอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ  ได้แก่ ชนิดพันธุ์ พันธุกรรม และระบบนิเวศ อย่างยั่งยืน และแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม แผนกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 2011 – 2020 และเป้าหมายไอจิ (Aichi Targets) รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวาระการพัฒนาปี ค.ศ. 2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable  Development Goals : SDGs)  ในมิติต่างๆ เช่น การปกป้องคุ้มครองและจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาแคนคูนฯ ระบุแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของประเทศภาคีอนุสัญญาไว้หลายประเด็น เช่น การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน การส่งเสริมงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านความหลากหลายชีวภาพ เป็นต้น

เรื่อง ขอความเห็นชอบในการนำเสนอท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) ในการประชุม UNFCCC COP 22 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองมาร์ราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับการเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) สำหรับการประชุม UNFCCC COP 22 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ณ เมืองมาร์ราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก ทั้งนี้ เนื่องจากการประชุมที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรจะมีขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559

2. มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมในฐานะเป็นตัวแทนหลักของประเทศไทยสำหรับ UNFCCC (UNFCCC Focal Point) นำท่าทีร่วมของอาเซียนในประเด็นเกี่ยวกับการเกษตร (ASEAN Common Position on Issues Related to Agriculture) ผนวกเข้ากับท่าทีของประเทศไทยในภาคเกษตรเพื่อให้คณะผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจเจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา UNFCCC สมัยที่ 22 นำไปใช้ประกอบในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวต่อไป
 

สาระสำคัญของท่าทีร่วมของอาเซียน
เป็นการยืนยันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่ทางประเทศสมาชิกอาเซียนได้เสนอเป็นจุดยืนระดับภูมิภาคไปแล้วในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ SBSTA 44 รวมทั้งยืนยันจุดยืนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่กำหนดไว้สำหรับการประชุม SBSTA 45 และยืนยันจุดยืนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรดังระบุในข้อตกลงปารีส

เรื่อง ความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินระหว่างอาเซียนและอียู ในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป เพิ่มเติม (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE Plus) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่ความคุ้ม


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบต่อร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงิน (Financing Agreement: FA) สำหรับโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรปเพิ่มเติม (ASEAN Regional Integration Support from the EU: ARISE Plus) โครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการพื้นที่ความคุ้มครองในอาเซียน (Biodiversity Conservation and Management of Protected Areas in ASEAN: BCAMP) และโครงการการใช้ป่าพรุที่ยั่งยืนและการบรรเทาหมอกควันในอาเซียน (Sustainable Use of Peatland and   Haze Mitigation in ASEAN: SUPA) รวม 3 ฉบับ โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และหลังจากนั้นให้รายงานผลเพื่อคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

2. อนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนาม และให้ กต. แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่ารัฐบาลไทยเห็นชอบต่อความตกลงฯ ทั้ง 3 ฉบับ และให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างทั้ง 3 ฉบับ มีดังนี้

1. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาเซียนจากสหภาพยุโรป เพิ่มเติม (ARISE Plus) เป็นโครงการสานต่อความร่วมมืออาเซียน - สหภาพยุโรป ภายใต้โครงการ ARISE ที่กำลังจะหมดอายุลง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียน สนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2025 ส่งเสริมขีดความสามารถทางองค์กรของอาเซียน โดยมีเป้าประสงค์เฉพาะ เช่น การปรับปรุงศุลกากร การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการขนส่ง การปรับปรุงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายแข่งขัน การส่งเสริมความร่วมมือด้านอาหารและยา และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดยเฉพาะ SME เป็นต้น

2. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่ความคุ้มครองในอาเซียน (BCAMP)
มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาและบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในอาเซียนอย่างยั่งยืนและมุ่งสร้างชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยมีศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพอาเซียน (ASEAN Centre on Biodiversity: ACB) ที่ฟิลิปปินส์ เป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก

3. ร่างความตกลงให้ความสนับสนุนด้านการเงินในโครงการการใช้ป่าพรุที่ยั่งยืนและบรรเทาหมอกควันในอาเซียน (SUPA) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการป่าพรุในอาเซียนอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบของไฟป่าและหมอกควัน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการตามแผนงานของอาเซียนด้านการจัดการระบบนิเวศป่าพรุอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2014 - 2020 (ASEAN Programme on Sustainable Management of Peatland Ecosystems: 2014 - 2020: APSMPE)

by ThaiWebExpert