thaigov.go.th

เรื่อง กฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม ภายใต้กรอบความร่วมมือคณะกรรมมาธิการแม่น้ำโขง


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้แทนไทยในคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือผู้ได้รับมอบหมาย ร่วมลงนามในกฎระเบียบวิธีปฏิบัติคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม


3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำ หรือสาระสำคัญของร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติทั้งสองฉบับ ที่ไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ให้ทส. ดำเนินการได้ โดยจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง

สาระสำคัญของร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม ดังนี้

1. ร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรี แบ่งออกเป็น 5 ส่วน (รวม 21 ข้อ) ดังนี้
ส่วนที่ 1 โครงสร้างการบริหารงาน ส่วนที่ 2 สมัยประชุม ส่วนที่ 3 การตัดสินใจ ส่วนที่ 4 การสนับสนุนของหุ้นส่วนการพัฒนา ส่วนที่ 5 บททั่วไป

2. ร่างกฎระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการร่วม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน (รวม 24 ข้อ) ดังนี้
ส่วนที่ 1 โครงสร้างการบริหารงาน ส่วนที่ 2 สมัยประชุม ส่วนที่ 3 การตัดสินใจ ส่วนที่ 4 การสนับสนุนของหุ้นส่วนการพัฒนา ส่วนที่ 5 บททั่วไป

3. ร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติทั้งสองฉบับ
มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์เชิงนโยบายและความร่วมมือในการกำหนดกรอบการดำเนินงานและความร่วมมือ ภายใต้พันธกรณีของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538 โดยร่างเอกสารมิได้มีเจตนาหรือใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ใด ๆ ระหว่างรัฐบาลภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มกราคม 2559 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชาและจะมีการเสนอคณะมนตรีพิจารณาเห็นชอบและอนุมัติหลักการลงนามในกฎระเบียบวิธีปฏิบัติทั้งสองฉบับในการประชุมดังกล่าว 

เรื่อง ขออนุมัติกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. อนุมัติกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22

2. เห็นชอบให้คณะผู้แทนไทยหารือกับประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงตามประเด็นในกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานและความร่วมมือเป็นไปตามพันธกรณีของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538

สาระสำคัญของเรื่อง
กรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 สาระสำคัญสรุปได้ 9 ประเด็น ดังนี้
1. การพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงของ สปป. ลาว และโครงการพัฒนาอื่นๆ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง
  1.1 เสนอให้มีความร่วมมือทางวิชาการและสังคมและนำผลการศึกษาของคณะทำงานที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้วในเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนด้านทรัพยากรประมงมาพิจารณาเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  1.2 เสนอการจัดตั้งกองทุนความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำโขง
  1.3 เสนอให้ สปป.ลาว มีการหารือเจรจากับบริษัทผู้รับสัมปทานก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าดอนสะโฮง ให้ดำเนินการปรับปรุง/แก้ไขการออกแบบโครงการเพิ่มเติม เพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  1.4 ผลักดันให้มีการดำเนินการเรื่อง “การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” และประยุกต์ใช้ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง
  1.5 ขอให้ผู้ประกอบการ/ผู้รับสัมปทานโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าได้เข้าร่วมฟังประเด็นและข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคม
  1.6 การพิจารณาข้อเสนอของประธานคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ค.ศ.2014-2015
(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งเวียดนาม) ที่เสนอให้ยกระดับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลประเทศสมาชิก คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยที่ฝ่ายไทยยังไม่มีความประสงค์ตามข้อเสนอของฝ่ายเวียดนามและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนไทยในคณะมนตรี จะมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานคณะมนตรี ค.ศ.2015-2016 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำและอุตุนิยมวิทยาแห่งกัมพูชา) เพื่อแจ้งความเห็นและข้อเสนอแนะของฝ่ายไทย
2. การจ่ายเงินอุดหนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงสำหรับ ปี ค.ศ.2016 เป็นต้นไป
3. การศึกษาการจัดการและพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน รวมทั้งผลกระทบจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน (Council Study)
4. กฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม
5. โครงสร้างองค์กรของสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และการบริหารบุคลากร
6. ยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำ (BDS) บนฐานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ ค.ศ.2016-2020
7. แผนกลยุทธ์คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ค.ศ.2016-2020
8. การถ่ายโอนภารกิจหลักด้านการจัดการลุ่มน้ำจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ให้แก่ประเทศสมาชิก และการจัดสรรงบประมาณภายใต้การถ่ายโอนภารกิจหลัก
9. ความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและประชาคมโลก

ทั้งนี้  ทส. และกระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่พิจารณาประเด็นสารัตถะตามกรอบการหารือดังกล่าว และมีการเจรจาในการประชุมฯ กับประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ทั้งนี้ ทส. และคณะผู้แทนไทยจะใช้ประเด็นตามกรอบการหารือดังกล่าวในการประชุมคณะมนตรี  คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 และจะมีการจัดทำบันทึกการประชุม (โดยการลงนาม) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของไทยและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงต่อการดำเนินงานและความร่วมมือภายใต้พันธกรณีของความตกลงฯ โดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหรือมีเจตนาที่ก่อให้เกิดพันธกรณีระหว่างรัฐบาลภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ  เพื่อมิให้บันทึกการประชุมเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่ง ทส. จะเสนอผลการประชุมฯ ต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

เรื่อง โครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการให้มีการดำเนินโครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เพราะจะช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายระยะเร่งด่วนภายใต้ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 โดยเป็นโครงการนำร่องรูปแบบการจัดการ (Model L) สำหรับรองรับปริมาณขยะมูลฝอยขนาด 300 ตันต่อวันขึ้นไป

2. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) และ อบจ.นนทบุรีรับความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปดำเนินการอย่างเคร่งครัด ดังนี้
     1) เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการยื่นคำร้องและข้อเสนอการขายไฟฟ้า เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ซึ่งจะทำให้โครงการฯ มีความชัดเจนในเรื่องรายได้ รวมทั้งภาระการลงทุนในระบบสายส่งเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของ กฟผ. และการไฟฟ้านครหลวงก่อนการเชิญชวนภาคเอกชน
     2) ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) ในรายละเอียดความเป็นไปได้และสิทธิประโยชน์ที่คาดว่าเอกชนจะได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนต่อไป
     3) จัดทำแผนการลดปริมาณและการคัดแยกขยะมูลฝอยจากแหล่งกำเนิดควบคู่ไปพร้อมกับการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งพิจารณาใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย (Polluter Pay Principle) เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอย และภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนต่อไป
     4) ให้หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่อนุญาตให้มีการก่อสร้างและเดินระบบผลิตไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวังผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย
     5) ให้ มท. โดย อบจ.นนทบุรี เสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 พิจารณา เรื่อง ค่าลงทุนและเทคโนโลยีของโครงการฯ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น รวมทั้งผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับจากการส่งเสริมการลงทุน เพื่อกำหนดขอบเขตงาน (Terms of Reference : TOR) สำหรับคัดเลือกเอกชนที่มีความพร้อมด้านเทคนิค บุคลากร ตลอดจนเสนอผลประโยชน์ให้ภาครัฐสูงที่สุด เช่น การลดค่ากำจัดขยะมูลฝอย เป็นต้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อรายรับและรายจ่ายประจำปี ตลอดจนฐานะทางการเงินของ อบจ.นนทบุรี ในระยะยาวต่อไป

เรื่อง ข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Partnership for Market Readiness : PMR)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Partnership for Market Readiness : PMR)

2.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้กระทรวงการคลัง โดยนางสาวสุทธิรัตน์  รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง รายงานว่า

1.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เห็นว่ากลไกตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกจึงได้หารือกับธนาคารโลกเพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางในการดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนำไปสู่การลดปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ อบก. ได้ร่วมจัดทำร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และธนาคารโลก โดย อบก. จะเป็นหน่วยงานบริหารโครงการ (Executing Agency) และหน่วยงานดำเนินโครงการ (Implementing Agency)

2.โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินสนับสนุนในการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากลไกตลาดภายในประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและลดก๊าซเรือนกระจก โดยจะติดตามข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมการใช้พลังงานของเทศบาลและชุมชนตัวอย่าง รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและนำไปเปรียบเทียบกับเป้าหมายประหยัดพลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจก

3.ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการดังกล่าว คือการมีกลไกตลาดสำหรับก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการผ่าน 2 กลไก ได้แก่ 1) Energy Performance Certificate Scheme (EPC) เป็นแผนงานส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม และ 2) Low Carbon City Program (LCC) เป็นการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกให้กับเทศบาลและชุมชนเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยทั้ง 2 กลไกจะมีการออกใบรับรองปริมาณการใช้พลังงานที่ลดลงและต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจและนำไปสู่กระบวนการกำหนดราคา และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 อบก. มีหนังสือแจ้งกระทรวงการคลังไม่ขัดข้องในร่างหนังสือข้อตกลง (Grant Agreement) และยืนยันการขอรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก

โครงการความช่วยเหลือดังกล่าวมีวงเงินทั้งสิ้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินจากกองทุน Multi-Donor Trust Fund โดยธนาคารโลกเป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ การเบิกจ่ายเงินจะไม่สามารถทำได้สำหรับรายการที่เกิดขึ้นก่อนวันที่มีการลงนามในร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ โดยระยะเวลาเบิกจ่ายสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561

สาระสำคัญของร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขมาตรฐานของการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของธนาคารโลก (Standard Conditions) ซึ่งหน่วยงานดำเนินโครงการได้พิจารณาขอบเขตในการดำเนินกิจกรรมแล้วว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ และวัตถุประสงค์ที่จะสามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ใน Article V Section 5.03 ได้กำหนดเงื่อนไขว่า หากเกิดกรณีพิพาทที่คู่สัญญาไม่สามารถหาข้อยุติได้ให้มีการจัดตั้งคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อเป็นผู้พิจารณาระงับข้อพิพาท ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของธนาคารโลกที่ใช้บังคับกับทุกประเทศ แต่เนื่องจากธนาคารโลกเป็นหน่วยงานประเภทองค์การระหว่างประเทศ การลงนามรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในกรณีนี้จึงไม่ได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนและไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการใช้อนุญาโตตุลาการ 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และจัดการให้การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินต้องไม่สูงกว่าเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

2.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินเก็บไว้เพื่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถเรียกตรวจสอบได้ก่อนวันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน

3.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งประกอบกิจการโรงงานอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินครั้งแรกภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และต้องจัดทำและส่งรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินครั้งแรก

4.กำหนดให้การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน ต้องดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อื่นที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นชอบ 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 จำนวน 3 ฉบับ


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงจำนวน 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า พ.ศ. ....

1.1 กำหนดที่ดินที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่า ต้องเป็นที่ดินประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น ที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน ที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่มีหนังสือรับรองของทางราชการรับรองว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในระยะเวลาที่อาจขอรับโฉนดที่ดิน เป็นต้น

1.2 กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินประสงค์จะใช้ที่ดินนั้นทำสวนป่าเพื่อการค้ายื่นคำขอต่อนายทะเบียนตามสถานที่กำหนด

1.3 กำหนดคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า ทะเบียนรับคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าและเงื่อนไขแนบท้าย และทะเบียนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด

1.4 กำหนดชนิดของพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการทำสวนป่าในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามบัญชีรายชื่อชนิดของพันธุ์ไม้ท้ายกฎกระทรวง

1.5 กำหนดให้นายทะเบียนพิจารณาและแจ้งการสั่งรับหรือไม่รับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับคำขอ กรณีนายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า ให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าว  คำสั่งวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

1.6 กำหนดเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าแล้ว ให้ผู้ทำสวนป่าดำเนินการจัดทำบัญชีแสดงชนิดและจำนวนไม้ที่ได้ทำการปลูกและบำรุงรักษา จัดทำป้ายถาวรแสดงการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าตามกฎหมาย จัดทำหลักเขตหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า ยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บข้อมูลทางวิชาการและตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ และก่อนตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าให้ผู้ทำสวนป่าแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขว่าด้วยการรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน พ.ศ. ....

2.1 กำหนดนิยาม “การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน” “ใบสำคัญ รับรอง” “หน่วยรับรอง” และ “หน่วยรับรองระบบงาน”


2.2 กำหนดให้ผู้ทำสวนป่าที่มีความประสงค์จะขอใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ยื่น ณ สถานที่กำหนด

2.3 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากไม่ครบถ้วนถูกต้องให้แจ้งผู้ขอเพื่อให้ส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนถูกต้องภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง กรณีเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ให้นายทะเบียนออกหนังสือตอบรับใบคำขอและมอบให้ผู้ยื่นคำขอนำไปประสานกับหน่วยรับรอง และให้หน่วยรับรองรายงานผลการประเมินให้กรมป่าไม้ทราบ

2.4 กำหนดหลักเกณฑ์ของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรฐานระบบการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน มอก. 14061 หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า

2.5 กำหนดเมื่อกรมป่าไม้ได้รับรายงานผลการตรวจประเมินให้ดำเนินการออกใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการประเมิน และแจ้งให้นายทะเบียนทราบ ทั้งนี้ใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนให้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี

2.6 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยรับรองตรวจพบว่าผู้รับใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ให้รายงานนายทะเบียนทราบภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ตรวจพบ และให้นายทะเบียนสั่งให้ผู้รับใบสำคัญฯ ปฏิบัติหรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการ ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนฉบับนั้น

3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า พ.ศ. ....

3.1 กำหนดให้ผู้ทำสวนป่าประสงค์จะขอใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าของตนเอง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยหลักฐาน ณ สถานที่ที่กำหนด

3.2 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำขออนุญาตใช้สถานที่ เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้จากการทำสวนป่าดำเนินการตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบคำขอ และเสนอผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่าหรือผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท้องที่หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมป่าไม้มอบหมายเพื่อสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปทำการตรวจสอบ โดยผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมป่าไม้มอบหมายเสนอความเห็นเพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาออกใบอนุญาตให้ใช้สถานที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ และเมื่อนายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ใช้สถานที่แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลไว้ในทะเบียน

3.3 กำหนดใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า เพื่อการใช้สอยหรือจำหน่าย มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน เพื่อสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน

3.4 กำหนดผู้รับใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าของตนต้องดำเนินการทำหลักเขตแสดงบริเวณที่ทำการแปรรูปไม้ตามที่ระบุในใบอนุญาต แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ทำบัญชีไม้ท่อน บัญชีไม้แปรรูป หรือบัญชีสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าและเก็บรักษาบัญชีไว้ไม่น้อยกว่าสองปีนับจากวันอนุญาต

3.5 กำหนดคำขอ ใบอนุญาตและทะเบียนใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า บัญชีไม้ท่อน บัญชีไม้แปรรูป หรือบัญชีสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด

เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขากะทูน และป่าปลายกะเบียด ในท้องที่ตำบลกะทูน และตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขากะทูน และป่าปลายกะเบียด ในท้องที่ตำบลกะทูน และตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

กำหนดให้บริเวณที่ดินป่าเขากะทูน และป่าปลายกะเบียด ในท้องที่ตำบลกะทูนและตำบลเขาพระ อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 

 

เรื่อง ข้อเสนอร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature : IUCN)

สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งเน้นเสริมสร้างความร่วมมือในการทำกิจกรรมเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่มีร่วมกันด้านการอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ดังนี้
1. ให้ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2. แสวงหาความร่วมมือในการกำหนดพื้นที่โครงการนำร่องและพื้นที่สาธิตสำหรับการอนุรักษ์และการจัดทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
3. สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
4. ร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
5. ร่วมมือกันในด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์
6. ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอโครงการต่างๆ เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน
7. จัดการประชุมภาคีตามระยะเวลาที่เหมาะสม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อช่วยให้การดำเนินงานสัมฤกธิ์ผลตามวัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจนี้

การเข้าร่วมรับรองและลงนามในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)


คณะรัฐมนตรีมีมตริเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมรับรองและลงนามในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 ในเดือนธันวาคม 2558 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการตามขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นภาคีในปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests) ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า

การประชุม Climate Summit 2014 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ณ สำนักงานสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในที่ประชุมดังกล่าวประมุขและหัวหน้ารัฐบาล 130 ประเทศ ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการสนับสนุนการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2558 โดยหนึ่งในประเด็นที่ประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบจากภาคป่าไม้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สาระสำคัญของปฏิญญานครนิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ (New York Declaration on Forests)

1. เป็นปฏิญญาที่ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย (Non-Legally Binding Political Declaration)

2. กำหนดให้ประเทศที่เข้าร่วมลงนามปฏิญญาฯ ลดอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ลงให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020)

3. กำหนดเป้าหมายระดับสูงเพื่อหยุดการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ.2030)

4. ส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพป่าไม้และพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ขนาดพื้นที่ 350 ล้านเฮกเตอร์ (เทียบว่ามีขนาดใหญ่กว่าอินเดีย)

5. เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ภายใต้กรอบการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า ( Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation : REDD+)

6. แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ฉบับนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบรรเทาความยากจน หลักนิติธรรม ความมั่นคงทางอาหาร ความยืดหยุ่นด้านภูมิศาสตร์ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute –GGGI)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Global Green Growth Institute –GGGI)

2. เห็นชอบสัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI

3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำและส่งมอบตราสารแบบของการเข้าร่วมของสถาบัน GGGI ต่อผู้อำนวยการใหญ่ของสำนักเลขาธิการในฐานะผู้เก็บรักษาสัญญา

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า สถาบัน GGGI เป็นองค์กรระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นจากการผลักดันของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้กำหนดให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นนโยบายหลักที่สำคัญที่สุดของชาติ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) และมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ การขจัดความยากจน การสร้างงานและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  รวมทั้งการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว ความหลากหลายทางชีวภาพและการเข้าถึงแหล่งพลังงานและน้ำ ทั้งนี้ มีแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาสีเขียว การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบันสถาบัน GGGI มีผลบังคับแล้วเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2555 และมีประเทศสมาชิก 24 ประเทศทั่วโลก โดยมี 4 ประเทศจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้แก่  ราชาอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งสถาบัน GGGI มีความสนใจและต้องการให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก

สาระสำคัญของสัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI มีดังนี้

วัตถุประสงค์ : เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยสนับสนุนและเผยแพร่กระบวนทัศน์ใหม่ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การเจริญเติบโตสีเขียว ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม กำหนดเป้าหมายลักษณะสำคัญของประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การลดความยากจน การสร้างงาน การรวมกันทางสังคมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างและปรับปรุงสภาพทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่โดยความร่วมมือกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาและภาครัฐและเอกชน

กิจกรรม : สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ด้วยการสร้างขีดความสามารถในการออกแบบและดำเนินการตามแผนการเจริญเติบโตสีเขียวในระดับชาติ ภูมิภาค หรือท้องถิ่น  อำนวยความสะดวกให้มีความร่วมมือรัฐ – เอกชน  เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่มีประสิทธิภาพทางทรัพยากร นวัตกรรม การผลิตและการบริโภคและการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด

สมาชิกภาพ : รัฐจะเป็นสมาชิกของสถาบัน GGGI โดยการเข้าเป็นคู่สัญญาในการจัดตั้งสถาบัน GGGI และให้สัตยาบัน โดยการจัดส่งตราสารแบบของการเข้าร่วมของสถาบัน GGGI ให้กับสถาบัน GGGI ทั้งนี้ สัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้วันที่สามสิบหลังจากการฝากตราสารฯ ให้กับผู้อำนวยการใหญ่สำนักเลขาธิการ ในฐานะผู้เก็บรักษาสัญญา (Depositary) 

by ThaiWebExpert