thaigov.go.th

ผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ..

เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) ต่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข (Thailand’s Revised National lvory Action Plan - NIAP)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild fauna and Flora : CITES) ต่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข (Thailand’s Revised National lvory Action Plan - NIAP) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินตามที่ ทส. เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. แจ้งว่า

1. คณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES พิจารณารายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข (Thailand’s Revised National lvory Action Plan - NIAP) แล้วเห็นว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 65 [Standing Committee (SC) 65] ครบถ้วนทั้ง 3 ประเด็นอย่างมีนัยสำคัญและประเมินว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่น่าพอใจในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งทำให้ประเทศไทยไม่ถูกเสนอระงับการค้าซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา CITES จากคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES แต่ยังคงมีสถานะเป็นประเทศที่น่ากังวลอย่างมาก (Primary concern) อยู่ และยังคงต้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการงาช้าง ฯ และส่งรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามแผนฯ ภายในวันที่ 15 กันยายน 2558 ให้สำนักเลขาธิการ CITES เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ครั้งที่ 66 (SC 66) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มกราคม 2559 พิจารณาต่อไป

2. คณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ขอให้ประเทศไทยชี้แจงเพิ่มเติมในรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ครั้งต่อไปภายในวันที่ 15 กันยายน 2558 ซึ่งได้แก่ 1) คำชี้แจงเกี่ยวกับบทลงโทษกรณีครอบครองและค้างาช้างแอฟริกา 2) คำชี้แจงเกี่ยวกับอายุของช้างบ้านที่กำหนดให้ต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย 3) คำชี้แจงเกี่ยวกับการตรวจสอบการแจ้งครอบครองงาช้างบ้าน

3. เพื่อให้การชี้แจงดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อชี้แจงต่อคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ทส. จึงเห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

3.1 ให้กรมการปกครอง มีมาตรการทางกฎหมายในการกำหนดอายุช้างบ้านตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 เดือน ต้องจดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณ และให้มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุมในการป้องกันไม่ให้มีการนำช้างผิดกฎหมายมาแจ้งจดทะเบียนเป็นช้างบ้าน รวมทั้งกำกับดูแลและควบคุมการตัดงาของช้างบ้านด้วย

3.2 ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีมาตรการที่เข้มงวดและรัดกุมในการตรวจสอบการแจ้งครอบครองงาช้างบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำงาช้างแอฟริกามาแจ้งครอบครองเป็นงาช้างบ้าน รวมทั้งมีมาตรการที่เข้มงวดกวดขันในการกำกับดูแลและควบคุมร้านค้างาช้างให้ปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย โดยหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป 

การขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2553...

เรื่อง การขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2553 และประกาศกระทรวงฯ ในบริเวณพื้นที่จังหวัดชลบุรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 รวม 4 ฉบับ ออกไปอีก 1 ปี

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวม 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างประกาศ

ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวม 4 ฉบับ ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

ลำดับที่

ชื่อประกาศ

วันสิ้นสุดการใช้บังคับ

การขยายระยะเวลาวันสิ้นสุดการใช้บังคับ

1.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการ

 

คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559

2.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559

3.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2553

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559

4.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559



เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการต่อประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าสำหรับการหารือกับเวียดนาม และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใช้เป็นกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2

2. หากในการประชุมดังกล่าว มีผลให้มีการตกลงเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าในประเด็นอื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยไม่มีการจัดทำเป็นความตกลงหรือหนังสือสัญญาขึ้นมา ให้ พณ.และคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายรับรองผลการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2 รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เป็นผลจากการหารือขยายความร่วมมือเฉพาะด้าน (หากมี)

สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า

1. ไทยและเวียดนามมีกลไกสำคัญในการหารือด้านการค้าระดับทวิภาคี คือ การประชุม JTC ไทย-เวียดนาม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทยเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายเวียดนาม การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีการค้า เกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางการปฏิสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย –เวียดนามและแนวทางจัดทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกันหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน อาทิ การตั้งเป้าหมายการค้า ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือในด้านสินค้าเกษตร ความร่วมมือในการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างกัน รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทย –เวียดนาม เป็นต้น ทั้งนี้ ในปี 2557 เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทยในโลก และอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียน

2. การประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และล่าสุด ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2558 ณ กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (นายหวู ฮวี ฮว่าง) เป็นประธานร่วม ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการจัดทำร่างวาระการประชุมและเอกสารสรุปผลประชุมการประชุมดังกล่าว 

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …. (20 มกราคม 2558)

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …. ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
     1. กำหนดให้รัฐมีอำนาจพัฒนาทรัพยากรน้ำ โดยเปลี่ยนรูปร่างของแหล่งน้ำหรือขยายพื้นที่ของแหล่งน้ำ
     2. กำหนดให้บุคคลมีสิทธิใช้น้ำได้เท่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ในกิจกรรมหรือในที่ดินของตน หรือเก็บกักน้ำได้เท่าที่ไม่เป็นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น
     3. กำหนดให้มี'คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ' เรียกโดยย่อว่า'กนช.'ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง ปลัดกระทรวงและอธิบดี ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคเอกชน เป็นกรรมการ โดยให้ กนช. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามที่กำหนด และให้กรมทรัพยากรน้ำทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ กนช.
     4. กำหนดให้การกำหนดลุ่มน้ำให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และให้ กนช. แต่งตั้ง “คณะกรรมการ  ลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำ” ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น ผู้แทนหน่วยงาน ของรัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำนั้น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำและผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ
      5. กำหนดให้บุคคลซึ่งใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงและอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันมีสิทธิรวมตัวก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อประโยชน์ในการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
      6. กำหนดให้การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประเภทที่ 1 เพื่อ การดำรงชีพฯ ประเภทที่ 2 เพื่อการเกษตร อุตสาหกรรมฯ ประเภทที่ 3 เพื่อกิจการขนาดใหญ่ฯ และให้การอนุญาตการใช้น้ำเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด
      7. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งเกี่ยวกับการประกาศกำหนดเขตภาวะน้ำแล้งหรือภาวะน้ำแล้งฉุกเฉิน การจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และกำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขภาวะดังกล่าว เป็นต้น
     8. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ในการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม การจัดทำระบบเตือนภัย และกำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขภาวะดังกล่าว เป็นต้น
     9. กำหนดให้มีการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ โดยการกำหนดให้แหล่งต้นน้ำลำธารเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์ การคุ้มครอง หรือพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ การห้ามทิ้ง หรือระบายสิ่งใด ๆ ที่ส่งผลเสียต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ

     10. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้ามีอำนาจในการควบคุมและการตรวจตราทรัพยากรน้ำ และกำหนดความรับผิดทางอาญาและความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ 

การจัดทำความร่วมมือทวิภาคี Joint Crediting Mechanism (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น (20 มกราคม 2558)

การจัดทำความร่วมมือทวิภาคี Joint Crediting Mechanism (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น
    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดทำข้อตกลงทวิภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (JCM) และมอบหมายให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียดตามกฎหมายและระเบียบ ที่เกี่ยวข้องต่อไปตามที่กระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

    สาระสำคัญของโครงการความร่วมมือทวิภาคี JCM มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยมีการประเมินอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนต่อการลดการปล่อยหรือการดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยประเทศพัฒนาแล้วในเชิงปริมาณผ่านทางการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา และใช้ปริมาณการลดการปล่อยหรือการดูดซับเหล่านั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนต่อวัตถุประสงค์สูงสุดของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยเร่งการดำเนินงานลดการปล่อยหรือการดูดซับก๊าซเรือนกระจกของโลก ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคีนี้ ญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนความรู้ทางเทคนิคและ/หรืองบประมาณบางส่วน (ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ) แก่โครงการที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดจะต้องทำการส่งมอบคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กลไกนี้ในสัดส่วนที่ตกลงกันให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งในการรายงานผลการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของญี่ปุ่นภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2557 มีประเทศกำลังพัฒนาลงนามความร่วมมือในกลไกนี้แล้วทั้งสิ้น 12 ประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย บังคลาเทศ เอธิโอเปีย เคนยา มัลดีฟส์ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย คอสตาริกา ปาเลา กัมพูชา และเม็กซิโก ซึ่งในจำนวนนี้ มีประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย และกัมพูชา ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียที่อยู่ในระหว่างเจรจา ได้แก่ อินเดีย พม่า และไทย 

ขออนุมัติดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง (4 มกราคม 2558)

ขออนุมัติดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการให้ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
     ทั้งนี้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปจัดทำรายละเอียดของโครงการแล้วนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา อีกครั้ง
สาระสำคัญของเรื่อง
    กษ. รายงานว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและภาวะแห้งแล้งพบว่าทั่วทุกภาคของไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ต้องสำรองปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2558 เพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ ฯลฯ และมีพื้นที่ทำการเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจำนวน 3,456 ตำบล ใน 68 จังหวัด โดยภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกพืช เกิดการว่างงานและขาดรายได้ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ชุมชนเกษตรสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอันจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะยาว กษ. จึงได้จัดทำโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    1. หลักการสำคัญ คือ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งให้มีรายได้และสร้างโอกาสให้ชุมชนเกษตรสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมการดำเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการและเป็นผู้บริหารจัดการโครงการให้เกิดผลสำเร็จ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรของชุมชนอย่างยั่งยืน
    2. วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2557/2558 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชุมชนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาว

    3. เป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ คือชุมชนเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบแล้ง ปี 2557/2558 ในพื้นที่ 3,456 ตำบล 68 จังหวัด ตามบัญชีรายชื่อพื้นที่คาดการณ์ความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตร ปี 2558 ของประกาศแผนเตรียมการรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2558 และประกาศกรมชลประทานเรื่องงดส่งน้ำ เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องและข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง 

เรื่อง โครงการที่จะเป็นของขวัญให้ประชาชนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี “ของขวัญปีใหม่จากใจ ทส.” (23 ธันวาคม 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานการจัดทำโครงการที่จะเป็นของขวัญให้ประชาชนของ ทส. ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี “ของขวัญปีใหม่จากใจ ทส.”
                   สาระสำคัญของเรื่อง
                   ทส. ได้จัดทำโครงการ “ของขวัญปีใหม่จากใจ ทส.” เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ประชาชนของ ทส. ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ของขวัญปีใหม่ตามนโยบายรัฐบาลที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว และ (2) ของชำร่วยปีใหม่แถมให้ประชาชน ซึ่งสรุปได้ดังนี้
                   1. ของขวัญปีใหม่ตามนโยบายรัฐบาลที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว
                             1.1 นโยบายแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
                                      1.1.1 จัดทำโครงการ “คืนคลองให้น้ำไหล คืนความใสให้แม่น้ำทั่วประเทศ” เพื่อบำรุงรักษาขุดลอกคู คลอง แหล่งน้ำธรรมชาติ และประชาสัมพันธ์และสร้างการมีส่วนร่วม ในพื้นที่ 77 จังหวัด จำนวน 77 ลำน้ำ/คลอง ระยะทางรวม (อย่างน้อย) 999 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำ หรือคลองชักน้ำเข้าสู่แหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่มีผลกระทบกับชุมชน
                                      1.1.2 สร้างระบบประปาบาดาลให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จำนวน 10 โรงเรียน ให้บริการเป่าล้างและซ่อมแซมระบบบาดาลเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง 500 พื้นที่ และมอบน้ำดื่มสะอาด จำนวน 240,000 ขวด แก่สถานสงเคราะห์เด็ก คนชรา และผู้ยากไร้
                             1.2 นโยบายบริหารจัดการขยะของประเทศไทย
                                      1.2.1 ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการกำจัดขยะมูลฝอยเก่าที่ตกค้างสะสม จำนวน 3,786,434 ตัน และปรับปรุบฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่วิกฤติ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สระบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี
                                      1.2.2 แจกเตาเผาขยะชีวมวลไร้ควัน 187 เตา ให้กับพื้นที่นำร่องเพื่อให้ประชาชนกำจัดขยะชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาหมอกควันจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่วิกฤติ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน ซึ่งเตาเผาขยะชีวมวลไร้ควันนี้สามารถใช้ประโยชน์เป็นเตาเผาถ่านมลพิษต่ำได้อีกทางหนึ่งด้วย
                             1.3 นโยบายการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้อย่างยั่งยืน
                                      1.3.1 เปิดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดลำดับความเร่วด่วนของพื้นที่ป่าเป้าหมายและวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งจะเริ่มจากการเร่งรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่าที่คดีสิ้นสุดแล้ว จำนวน 3,619 ไร่ และนำพื้นที่นี้กลับมาฟื้นฟูสภาพป่าต่อไป โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2558
                                      1.3.2 ส่งเสริมและจัดตั้ง “ป่าชุมชน” เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่าสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากของป่าแลกกับการช่วยดูแลรักษาป่า ให้ประชาชนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน จำนวน 260 แห่ง ใน 64 จังหวัด พื้นที่ 260,000 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 124,800 คน
                             1.4 นโยบายจัดที่ดินให้ราษฎรผู้ไร้ที่ดินทำกิน
                                      1.4.1 ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดหาที่ดิน จำนวน 58,700 ไร่ เพื่อจัดให้ราษฎรผู้ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกินเข้าใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นสิทธิชุมชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมอาชีพ
                                      1.4.2 นำร่องระบบสหกรณ์เพื่อจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวน 6,800 ไร่ และฟื้นฟูป่าชายเลนเสื่อมสภาพให้เป็นป่าชายเลนสมบูรณ์ จำนวน 5,800 ไร่
                             1.5 จัดทำเส้นทางจักรยานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จำนวน 147 แห่ง โดยเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นพื้นที่นำร่อง ระยะทางรวม 44.5 กิโลเมตร
                   2. ของชำร่วยปีใหม่ แถมให้ประชาชน
                             2.1 เปิดให้เข้าเยี่ยมชม ใช้บริการ และร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในช่วงระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ถึง 13 มกราคม 2558 (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำหนดการให้บริการของแต่ละพื้นที่) ในสถานที่ท่องเที่ยวของ ทส. ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ จำนวน 147 แห่ง สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ (Aquarium) จังหวัด ภูเก็ต ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง สวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ทางธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ฯลฯ
                             2.2 ปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ระยะทาง 2 กิโลเมตร
                             2.3 จัดทำ Application คาร์บอนฟุตพรินท์ของกิจกรรมส่วนบุคคลเพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน

                             2.4 จัดทำโครงการรณรงค์รักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะและสร้างวินัยในการจัดการขยะ 

การแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) (16 ธันวาคม 2557)

การแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS)
    เรื่อง  การแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) เอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 (the 5 th GMS Summit) และงบประมาณค่าใช้จ่ายจัดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศครั้งที่ 5 (the 5th GMS Summit)
   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้
                1. เห็นชอบในการแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) เป็นรัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS (GMS Minister) เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้แผนงานความร่วมมือ GMS รวมทั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับรัฐมนตรีตามกำหนดการประชุมที่สำคัญดังกล่าว
                2. เห็นชอบต่อเอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 (the 5 th GMS Summit) ได้แก่ (1) ร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 (the 5 th GMS Summit Joint Summit Declaration : JSD) และ (2) แผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค (Regional Investment Framework- Implementation Plan : RIF-IP) ที่จะได้มีการรับรองโดยไม่มีการลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 (the 5 th GMS Summit) ในระหว่างวันที่ 19 - 20 ธันวาคม 2557 ณ โรงแรมแชงกรี ลา กรุงเทพมหานคร โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สามารถปรับปรุงถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ในกรณีที่มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบอีก
                3. เห็นชอบการอนุมัติงบประมาณจากงบกลาง ปี 2558 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 เพื่อการผลักดันการดำเนินงานภายใต้แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ประจำปีงบประมาณ 2558 เพิ่มเติม โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ
                4. เห็นชอบการกำหนดองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 (the 5 th GMS Summit) ในระหว่างวันที่ 19 - 20 ธันวาคม 2557 ณ โรงแรมแชงกรี ลา กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำฯ อย่างไม่เป็นทางการ (Summit Retreat) ประกอบด้วย (1) นายกรัฐมนตรี (2) รองนายกรัฐมนตรี (หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล) (3) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร) (4) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS (5) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ (6) รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายปรเมธี วิมลศิริ) ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่อาวุโส
                สาระสำคัญแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค (Regional Investment Framework-Implementation Plan : RIF-IP)
                1. แผนปฏิบัติการของกรอบการลงทุนของภูมิภาค (RIF-IP) อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กำหนดโครงการที่มีความสำคัญสูง เพื่อดำเนินการในช่วงปี พ.ศ. 2557 - 2561 ประกอบด้วย โครงการในลำดับความสำคัญสูงจำนวน 92 โครงการ เป็นโครงการลงทุนจำนวน 60 โครงการ และโครงการความช่วยเหลือทางเทคนิคจำนวน 32 โครงการ โดยมีงบประมาณทั้งหมดเป็นเงิน 30,100 ล้านเหรียญดอลลาร์ สรอ. โดยงบที่ประมาณลงทุนในสาขาคมนาคมเป็นสัดส่วนสูงที่สุด (ร้อยละ 89.0) ของโครงการลงทุนทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศสมาชิก GMS มีความต้องการในการพัฒนาเครือข่ายการคมนาคม โดยเฉพาะตามแนวระเบียงเศรษฐกิจอย่างมาก
                2. มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดในการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการของกรอบการลงทุนของภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน (1) การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (2) การศึกษาความเป็นไปได้ (3) กำหนดงบประมาณ (4) การอนุมัติโครงการ และ (5) การเริ่มดำเนินงานโครงการ
                3. มีการรายงานขั้นตอนและความก้าวหน้า โดยได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินงานและการติดตามความก้าวหน้าภายใต้แผนปฏิบัติการของกรอบการลงทุนของภูมิภาคซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน (1) การรายงานสถานะของโครงการ (2) รายงานความก้าวหน้าในแต่ละภาคส่วน (3) การรายงานความก้าวหน้าของแผนปฏิบัติการของกรอบการลงทุนของภูมิภาค และ (4) การทบทวนแผนปฏิบัติการของกรอบการลงทุนของภูมิภาค
                4. มีการจัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการรายงานความก้าวหน้าและทบทวนการดำเนินงานของแผนปฏิบัติการของกรอบการลงทุนของภูมิภาค
                5. การระดมทุน ประกอบด้วย
                1) แหล่งเงินทุนหลักที่สนับสนุนการดำเนินโครงการของ GMS

                2) การเพิ่มแหล่งเงินทุนสามารถกระทำได้โดยการพัฒนาเครือข่ายความเชื่อมโยงและพัฒนาความร่วมมือกับโครงการอื่น ๆ ในภูมิภาคและอนุภูมิภาค 

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ (16 ธันวาคม 2557)

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ
  เรื่อง  ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน
   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
                1. การจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย  และกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
                2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
                3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

  สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ และการชลประทานไทย – สาธารณรัฐประชาชนจีน  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นการป้องกันและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและมาตรการรับมือ การควบคุมภาวะอุทกภัยและการบรรเทาภัยพิบัติ การอนุรักษ์ดินและน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำในระดับนานาชาติและความร่วมมือในด้านอื่นๆ  ที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวแล้ว 

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (25 พฤศจิกายน 2557)

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. ... และร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภอ คุระบุรี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง อำเภอทับปุด อำเภอเมืองพังงา อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
   สาระสำคัญของร่างประกาศ ฯ  รวม 2 ฉบับ ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้
     1. กำหนดพื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์และเขตควบคุมอาคารของจังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา เป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศนี้ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวห้ามกระทำการ หรือประกอบกิจกรรมบางประการ เช่น ห้ามก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า รวมทั้งการเก็บหา นำออกไป หรือทำให้เสื่อมสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ห้ามใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด ห้ามกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรณีสัณฐาน สภาพทางธรรมชาติของชายหาดไปจากเดิม หรือทำให้ทัศนียภาพเสียไป รวมทั้งกำหนดประเภทและขนาดของโรงงานอาคารใด ๆ  เป็นต้น
     2. กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่จะทำการก่อสร้างอาคารหรือดำเนินการโครงการ หรือประกอบกิจการในพื้นที่ นอกจากต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้แล้ว ให้จัดทำและเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วแต่กรณี ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
     3. กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อทำหน้าที่จัดทำแผนคุ้มครอง ฟื้นฟู และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดูแล ติดตาม ตรวจสอบการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
    4. กำหนดให้หากมีกฎหมายใดกำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และเป็นมาตรการที่ไม่ต่ำกว่ามาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือมีมาตรการที่ดีกว่าให้เป็นไปตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น
    5. กำหนดข้อยกเว้นสำหรับอาคารที่ไม่ต้องดำเนินการตามประกาศนี้ ได้แก่ อาคารในพื้นที่ที่มีอยู่แล้วก่อนหรือในวันประกาศนี้ใช้บังคับ เป็นต้น และกำหนดให้การกระทำ กิจกรรม หรือกิจการใดที่ต้องห้ามตามประกาศนี้ ถ้าได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต

   6. กำหนดให้ประกาศนี้มีระยะเวลาการบังคับใช้ห้าปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 

by ThaiWebExpert