thaigov.go.th

เรื่อง บันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์กรระหว่างประเทศ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. การจัดทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานฯ) และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา อีกครั้ง

2. ให้อธิบดีกรมอุทยานฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

1. ปัจจุบันมีองค์กรระหว่างประเทศที่มีสาขาประจำอยู่ที่ประเทศไทย ได้แก่ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature: WWF) มูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) และสัตววิทยาสมาคมแห่งลอนดอน (Zoological Society of London: ZSL)  ได้ให้ความสำคัญในการขอดำเนินงานตามโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข็ง กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ ซึ่งทุกองค์กรได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจการปฏิบัติงานของกรมอุทยานฯ มาโดยตลอด เช่น โครงการอนุรักษ์ประชากรจระเข้น้ำจืดในผืนป่าแก่งกระจาน โดย WCS โครงการสำรวจและประเมินประชากรช้างในผืนป่าแก่งกระจาน โดย WWF การสนับสนุนและฝึกสอนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดย Freeland โครงการสำรวจทางนิเวศวิทยากร  การเคลื่อนที่และการทำลายผลผลิตทางการเกษตรของช้างเอเชียภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระและอุทยานแห่งชาติโดยรอบ โดย ZSL เป็นต้น

2. ทส. โดยกรมอุทยานฯ จึงได้ร่วมจัดประชุมและประสานงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวทั้ง 5 องค์กร เพื่อร่วมจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการอนุรักษ์และจัดการกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) และปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ภาคีทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า และการจัดการพื้นที่คุ้มครอง เพื่อการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกทางธรรมชาติ

เป้าหมาย เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของภาคีทุกฝ่าย สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคี เพื่อให้ได้องค์ความรู้ทางวิชาการ และสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยฯ


เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย  และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่าง ทส. แห่งราชอาณาจักรไทย  และ ทส. แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทั้งนี้ ก่อนการลงนามหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง


2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมายเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ


สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคู่ภาคีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ อยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและได้รับประโยชน์ร่วมกัน


ขอบเขตของความร่วมมือ
1) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 2) นโยบายและแผนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) การป้องกันและควบคุมมลพิษ และการจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย 4) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการดำเนินงานภายใต้ความตกลงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง  5) การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  6) การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม 7) การป้องกันและการแก้ไขข้อขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8) การเตือนภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติ  9) การพัฒนารูปแบบการสำรวจระยะไกล  10) การพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคลในเรื่องการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สังคมและชุมชน  11) ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 12) สาขาอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกัน


รูปแบบความร่วมมือ  1) การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีในด้านต่าง ๆ 2) การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้แทนของคู่ภาคี 3) การจัดสัมมนา การประชุม การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการจัดหาหลักสูตรการฝึกอบรม 4) การแลกเปลี่ยนการวิจัยและหลักการต่าง ๆ  5) การพัฒนาและการปฏิบัติตามแผนงานและโครงการที่เห็นชอบร่วมกัน

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยฯ


เรื่อง  ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบียเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง ทส. แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบียเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ก่อนการลงนามหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้ที่รัฐมนตรีฯ มอบหมายเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ

สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์คือ คู่สัญญาจะร่วมมือกันภายในกรอบของบันทึกความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค การพึ่งพาซึ่งกันและกันรวมทั้งผลประโยชน์ร่วมกันและคำนึงถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ

รูปแบบความร่วมมือ ได้แก่ (1) การแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดี รวมทั้งข้อมูลในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2) การจัดการประชุมปรึกษาหารือเรื่องการวิจัย และเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ โปรแกรมการฝึกอบรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (3) การเตรียมการจัดให้มีการวิจัยร่วม การทำการทดลอง การแลกเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ/เชิงเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจากสถาบันวิจัยและแลกเปลี่ยนผลการศึกษาและการทดลอง (4) การจัดประชุมร่วม การสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรมและการจัดนิทรรศการ และ (5) ความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ ตามที่ตกลงร่วมกัน

เรื่อง การเสนอกรอบท่าทีของไทยในการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบกรอบท่าทีของไทยในการดำเนินงานความร่วมมือด้านดินต่อที่ประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership Plenary Assembly : GSP PA)ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2560 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี พร้อมกันนี้ได้เสนอองค์ประกอบของคณะผู้แทนของ กษ. ที่เข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศมาเพื่อทราบในคราวเดียวกัน

2. เห็นชอบให้คณะผู้แทน (ฝ่ายไทย) เจรจากับผู้แทนประเทศสมาชิก และ GSP บนพื้นฐานของท่าทีของไทยในการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก ครั้งที่ 5

ท่าทีไทยในการประชุม GSP PA ครั้งที่ 5
มีสาระสำคัญมุ่งเน้นการดำเนินงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างความมีส่วนร่วมของของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน และกำหนดแนวทางจัดทำความร่วมมือร่วมกันในระดับภูมิภาคและนานาชาติที่ประเทศสมาชิกมีศักยภาพหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน ดังนี้ 1) การขับเคลื่อนแนวทางตามความสมัครใจสำหรับการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติ (VGSSM) 2) การเข้าร่วมเครือข่าย International Network of Black Soils 3) การเข้าร่วมเครือข่ายการจัดการข้อมูลดิน (International Network of Soil Information Institutions; INSII) 4) การจัดทำแผนที่อินทรีย์คาร์บอนในดินของโลก (Global Soil Organic Carbon Map)และ 5) รายงานความก้าวหน้าของ ASP – การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Center of Excellence on Soil Research )

เรื่อง การให้ภาคยานุวัติเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท

2. เห็นชอบในการจัดทำภาคยานุวัติสารประกาศว่าการแก้ไขเนื้อหาในภาคผนวกใดๆ ของอนุสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยต่อเมื่อได้มอบภาคยานุวัติสารต่อการแก้ไขภาคผนวกนั้นแล้ว และมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำภาคยานุวัติสารดังกล่าว พร้อมทั้งส่งมอบให้สำนักเลขาธิการสหประชาติภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ต่อไป

3. เห็นชอบให้มีการแจ้ง (1)  ยินยอมให้มีการนำเข้าปรอทจากประเทศภาคี (2) ยินยอมให้มีการนำเข้าปรอทจากประเทศนอกภาคี (3) ขอยกเว้นให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เติมปรอท จำนวน 7 ประเภท (4) ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการเพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และ (5) แต่งตั้งกรมควบคุมมลพิษ ทส. เป็นศูนย์ประสานงานระดับชาติ (National focal point)  ในการประสานการปฏิบัติตามข้อ 17 (4) ของอนุสัญญาฯ โดยให้แจ้งข้อมูลทั้งหมดไปพร้อมกับภาคยานุวัติสาร

4. อนุมัติให้นำวิธีการอนุญาโตตุลาการมาใช้ในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากอนุสัญญาฯ 

5. เห็นชอบกับแผนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบพร้อมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติต่อไป

6. มอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ดำเนินการออกอนุบัญญัติเพื่อรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท  ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดในข้อเสนอในการออกกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อการภาคยานุวัติในอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดตามแผนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอทต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า

อนุสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่บรรยากาศและการปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยมีประเทศลงนามในอนุสัญญามินามาตะฯ 128 ประเทศ  และมีประเทศที่ให้สัตาบัน  (Ratification)  แล้ว 51 ประเทศ  (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2560)  ซึ่งอนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับใน 90 วัน หลังจากมีประเทศให้สัตยาบัน (Ratification)  หรือภาคยานุวัติ (Accession) ครบ 50 ประเทศ

อนุสัญญาฯ มีสาระสำคัญมุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิตการนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารประกอบปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญระดับโลก การบริหารจัดการในประเด็นต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ และภาคผนวกเป็นรายการแหล่งที่มาของปรอทและสารประกอบปรอทที่จะต้องถูกควบคุมภายใต้อนุสัญญาฯ รวมทั้งกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

เรื่อง การขยายระยะเวลาความตกลงทวิภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism : JCM)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาความตกลงทวิภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (Joint  Crediting Mechanism : JCM)  ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอและมอบหมาย ทส. โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)  ประสานกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สาระสำคัญของร่างดังกล่าวเช่นเดียวกับร่างความตกลงฯ ฉบับเดิม คือ เป็นการจัดตั้งกลไก JCM เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำระหว่างกัน โดยเป็นการส่งเสริมการลงทุน และการใช้เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์  ระบบ  บริการ และโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำในการบรรลุการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำในประเทศไทย และมีประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมจากร่างความตกลงฯ ฉบับเดิม โดยแก้ไขข้อ 11 ของความตกลงฯ เพื่อขยายระยะเวลาการดำเนินงานกลไก JCM ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 (ค.ศ. 2030)

ทั้งนี้  ประโยชน์ของการขยายระยะเวลามความตกลงฯ จะเป็นประโยชน์ในหลายด้าน เช่น จะทำให้เกิดการลงทุนในโครงการที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำโดยรวม ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่ทันสมัย ช่วยลดมลภาวะและช่วยให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะในบางสาขา ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและยังไม่มีเทคโนโลยีนั้นในประเทศไทย โดยมีผลกระทบที่สำคัญคือ การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักรอุปกรณ์ จะทำให้ไทยต้องพึ่งพาฝ่ายญี่ปุ่นเช่นเดียวกับการนำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

เรื่อง การเป็นเจ้าภาพร่วมการจัดประชุมสัมมนาวิชาการในระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสด้าน 3 R ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 9 (The High-level Ninth Regional 3R Forum in Asia and the Pacific)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมสัมมนาวิชาการในระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้ที่อาวุโสด้าน  3 R(Reduce Reuse Recycle : 3R)  ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 9 (The High-level Ninth  Regional 3R Forum in Asia and the Pacific) ตามที่ ทส.เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

วัตถุประสงค์ของการจัดประชุม
ดังกล่าว เพื่อเป็นเวทีสำหรับประเทศสมาชิกภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกร่วมกันแสดงความเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการระดับโลกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ 3R รวมถึงรับทราบและติดตามความก้าวหน้าของประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  ค.ศ. 2030 (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งรูปแบบการประชุมเป็นลักษณะเวทีหารือระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อระดมความคิดเห็นด้านนโยบายและมาตรการ 3 R  รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนวิชาการ ความรู้ประสบการณ์  และการดำเนินงานด้าน 3R ของประเทศต่างๆ (3R best practices)

เรื่อง แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 - 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 -2564 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนยุทธศาสตร์ ฯ ไปสู่การปฏิบัติต่อไป


สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ฯ มีเป้าประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะ และมีส่วนร่วมในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 ป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างความร่วมมือพหุภาคีและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามแนวทางประชารัฐ ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งระบบบริหารจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชน บุคลากรและภาคีเครือข่ายด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้มีความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ 

เรื่อง ท่าทีไทยในการประชุมUnited Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติท่าทีไทยสำหรับการประชุม United Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14

2. เห็นชอบร่างเอกสาร Our Ocean, Our Future: Call for Action

3. เห็นชอบร่างเนื้อหาคำมั่นโดยสมัครใจที่ประเทศไทยจะประกาศ

4. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสาร Our Ocean, Our Future: Call for Action และร่างเนื้อหาคำมั่นโดยสมัครใจที่ประเทศไทยจะประกาศที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่

การประชุม United Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการในการสนับสนุนการอนุวัติเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 14 (เกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเสริมสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือและกระตุ้นนวัตกรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะมีการแสดงท่าทีว่า ประเทศไทยมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรทะเล และทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับประชาคมไทยมีความก้าวหน้าที่ชัดเจนตามเป้าประสงค์ต่าง ๆ มีการดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจะประกาศคำมั่นโดยสมัครใจ 3 หัวข้อ ได้แก่ 1) การประมงยั่งยืน 2) หัวข้อมลพิษทางทะเล และ 3) หัวข้อการบริหารจัดการ ปกป้องและอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งนอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองเอกสาร Our Ocean, Our Future: Call for Action  ซึ่งมีรูปแบบเป็นปฏิญญาระหว่างรัฐบาลโดยเป็นเพียงกรอบกว้างเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 14 ให้ได้ตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ การประชุม United Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14 กำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 - 9 มิถุนายน 2560 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิยอร์ก 

เรื่อง (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564–2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021–2030)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564–2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021–2030) และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนที่นำทางฯ จะเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อเป็นไปตามเป้าหมานการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่ร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะดำเนินการใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ สาขาพลังงานและขนส่ง สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และสาขาการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นสาขาที่แผนหลักของหน่วยงานมีความพร้อม และมีศักยภาพในการดำเนินงานที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้คิดเป็นศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2573 ทั้งสิ้น 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Mt– CO2e) ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายการลดที่ร้อยละ 20 หรือที่ 111 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ เป็นกรอบการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 โดยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 ที่ร้อยละ 20–25 จากกรณีดำเนินการปกติจึงจำเป็นต้องได้รับการผลักดันจากระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ประกอบกับต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งภาคธุรกิจเพื่อระดมทรัพยากรร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้บังเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมและบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าวได้ 

by ThaiWebExpert