thaigov.go.th

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้บริเวณหมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้บริเวณหมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                  สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                  1. กำหนดบทนิยามคำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

                  2. กำหนดให้บริเวณหมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่น่านน้ำโดยรอบเกาะดังกล่าว ภายในเส้นล้อมรอบตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวง ณ จุดพิกัดในระบบยูทีเอ็ม WGS 84 หรือระบบพิกัดภูมิศาสตร์ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีมาตรการคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้

                  3. กำหนดให้พื้นที่ดังต่อไปนี้เป็นเขตพื้นที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้

                            (1) บริเวณที่ 1 พื้นที่บนแผ่นดินนับจากแนวชายฝั่งที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดเข้าไปในแผ่นดินของเกาะกระใหญ่ เกาะกระกลาง เกาะกระเล็ก

                            (2) บริเวณที่ 2 พื้นที่ตั้งแต่แนวน้ำขึ้นสูงสุดลงมาจนถึงแนวปะการังธรรมชาติเป็นไปตามแผนที่แนบท้าย

                            (3) บริเวณที่ 3 พื้นที่น่านน้ำทะเลถัดจากบริเวณที่ 2 ออกไปภายในบริเวณพื้นที่ตามจุดพิกัดที่ปรากฏในแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงนี้

                  4. กำหนดให้ภายในพื้นที่ตามข้อ 3. ห้ามกระทำหรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทิ้งขยะ ปล่อยน้ำเสีย การทำประมง การก่อสร้างท่าเทียบเรือ

                  5. กำหนดให้การเดินเรือในพื้นที่ตามข้อ 3. ให้เป็นไปตามเส้นทาง ระเบียบและมาตรฐานที่คณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชกำหนด

                  6. กำหนดให้การท่องเที่ยวในพื้นที่ตามข้อ 3.(1) และ (2) ต้องเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยคำนึงถึงความสามารถในการรองรับ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติเดิม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประกาศกำหนด

                  7. ให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย มีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบ กำกับดูแลและออกหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติอื่นใดเพิ่มเติม เพื่อการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณหมู่เกาะกระ หรือแต่งตั้งคณะทำงานอื่นใดเพื่อปฏิบัติงานตามที่จำเป็น โดยรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช 

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบดังนี้

                  1. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                  2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

                  สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                  1. กำหนดให้ใช้บังคับกับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในราชการทหาร

                  2. กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งซากผลิตภัณฑ์ในที่สาธารณะ ที่รกร้างว่างเปล่า หรือทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอย

                  3. กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดรับคืน จัดเก็บ หรือรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ เว้นแต่จัดทำโดยศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ที่ได้จัดตั้งและขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์อาจจัดตั้งโดยผู้ผลิต ผู้ผลิตร่วมกับผู้ผลิตรายการอื่น หรือให้ผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ใดดำเนินการแทน หรือทำความตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการแทน ทั้งนี้ ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ผลิต หรือบุคคลอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

                  4. กำหนดให้ผู้ผลิตมีหน้าที่รับคืน จัดเก็บ และรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันไม่ว่าจะเป็นของผู้ผลิตรายใด รวมถึงซากของผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือที่ไม่มียี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้าใด ๆ หรือที่ผู้ผลิตเลิกดำเนินกิจการแล้วด้วย และผู้ผลิตต้องจัดทำแผนความรับผิดชอบในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เสนอต่อกรมควบคุมมลพิษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด

                  5. กำหนดให้กรมควบคุมมลพิษจัดทำและเผยแพร่ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการซากผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ และจัดให้มีศูนย์ประสานงานและเผยแพร่ความรู้ และข้อมูลซากผลิตภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการซากผลิตภัณฑ์และสถานที่ตั้งของศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์

                  6. กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ หรือเข้าไปในยานพาหนะใด ๆ

ที่ใช้ขนส่งซากผลิตภัณฑ์เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกผู้ผลิต ผู้จัดตั้งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณา

                  7. กำหนดโทษทางอาญาสำหรับความผิดต่าง ๆ  

เรื่อง การขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาย่างกุ้ง (Yangon Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิกฟิก ครั้งที่ 3 (3rd Asia-Pacific Water Summit)

 

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างปฏิญญาย่างกุ้ง (Yangon Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิกฟิก ครั้งที่ 3 (3rd Asia-Pacific Water Summit)

                   2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองในปฏิญญาดังกล่าว

                   3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้เป็นดุลยพินิจของ ทส. เป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่

จนสิ้นสุดการประชุม

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ทส. รายงานว่า การประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิกฟิก ครั้งที่ 3 (3rd Asia-Pacific Water Summit) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคม 2560 ณ นครย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ภายใต้หัวข้อ “Water Security for Sustainable Development” โดยในการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองร่างปฏิญญาย่างกุ้ง (Yangon Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมดังกล่าว ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาการประชุมเป็นการให้ความสำคัญกับเส้นทางที่จะนำไปสู่การยกระดับนวัตกรรมและการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่นการดำเนินการเพื่อการจัดการวัฏจักรน้ำที่ดี การเสริมสร้างธรรมาภิบาลสำหรับข้อแก้ไขปัญหาที่เป็นที่ยอมรับของสังคมและการเจริญเติบโตในทุกด้านเพื่อให้มั่นใจว่า “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” การเชื่อมโยงช่องว่างทางการเงินระหว่างการเจริญเติบโตอย่างมีพลวัตและการดำเนินการตามมาตรการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านน้ำ และการส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับ

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. .... (การกำหนดหน้าที่และอำนาจในร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี้

                   1. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้
                   2. เห็นชอบให้ยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 เรื่อง การซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. กำหนดให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจเกี่ยวกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ แผนงาน โครงการ งบประมาณบริหารจัดการ การติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ
                   2. กำหนดให้แบ่งส่วนราชการในสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ (1) สำนักงานเลขานุการกรม (2) สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (3) กองนโยบายและยุทธศาสตร์ (4) กองบริหารจัดการลุ่มน้ำ (5) กองวิเคราะห์โครงการและงบประมาณ (6) ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รวมทั้งให้มี กลุ่มกฎหมาย กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต เพื่อปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่

เรื่อง ร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีของการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 3

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ เห็นชอบ และอนุมัติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 3 (The third session of the United Nations Environment Assembly: UNEA 3)ระหว่างวันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2560 ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา (โดยมีเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย)

                   2. เห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีของ UNEA 3

                   3. เห็นชอบกรอบคำมั่นโดยสมัครใจที่ประเทศไทยจะประกาศ

                   4. อนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองในร่างปฏิญญาฯ ดังกล่าว

                   5. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีใหม่จนสิ้นสุดการประชุม

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วม UNEA 3ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา หัวหน้าคณะผู้แทนไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 5 หน่วยงาน ได้แก่ ผู้แทนกรบควบคุมมลพิษ ผู้แทนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

                   2. ร่างปฏิญญาฯ เป็นเอกสารที่แสดงถึงการตระหนักว่ามลพิษที่เกิดขึ้นในทุกรูปแบบทั้งทางอากาศ ดิน และน้ำ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความอยู่รอดของมนุษย์ และยังเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นและเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งการแก้ไขปัญหามลพิษเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ ทั้งการต่อสู้ความยากจน การปรับปรุงให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น การสร้างงานที่เหมาะสม การปรับปรุงให้สิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในน้ำให้ดีขึ้น และการลดภาวะโลกร้อน ในการนี้รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมร่วมกันให้คำมั่นว่าจะดำเนินงานเพื่อป้องกัน บรรเทาและจัดการแก้ไขปัญหามลพิษ โดยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลเชิงประจักษ์มาเป็นพื้นฐานและให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมในการตัดสินใจดำเนินงานตามข้อตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ โดยประเทศไทยจะประกาศคำมั่นโดยสมัครใจเพื่อให้นานาชาติทราบว่าประเทศไทยมีความตื่นตัวในการแก้ปัญหามลพิษ โดยมีกรอบคำมั่นโดยสมัครใจที่ยึดตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ 20 ปี และยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษ 20 ปี โดยจะนำเสนอผลการดำเนินงานของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ทั้งนี้ การประชุมฯ ได้กำหนดให้มีการรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีในช่วงการประชุมระดับสูง  

เรื่อง ร่างกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างไทยกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบร่างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างกรอบความร่วมมือฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้กระทรวงอุตสาหกรรมสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างกรอบความร่วมมือฯ ดังกล่าว

(ทั้งนี้ จะมีการลงนามในกรอบความร่วมมือฯ ดังกล่าว ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ในการประชุมใหญ่สามัญ (General Conference : GC)  สมัยที่ 17 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2560 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย)

สาระสำคัญของร่างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในระยะ 4 ปี (พ.ศ.2561 – 2564) ด้านอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับ UNIDO โดยมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม (ISID) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

การดำเนินการ 

ดำเนินความร่วมมือในสาขาที่ดำนินการอยู่ในปัจจุบัน อาทิ

1) การดำเนินการของความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม

2) ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกัมพูชา  ลาว เมียนมา เวียนนาม

3) การจัดการสารเคมีอย่างเหมาะสม

4) การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการลดปริมาณคาร์บอนและส่งเสริมเทคโนโลยีการใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น

สร้างความร่วมมือเพิ่มเติม โดยใช้กลไกความร่วมมือรูปแบบใหม่ในการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของ UNIDO ในสาขาที่จะริเริ่มดำเนินการร่วมกัน ดังนี้

1) ความร่วมมือกับ สกรศ.

2) เทคโนโลยีแกนหลักใหม่ และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

3) โรงงาน 4.0

4) การเสริมสร้างขีดความสามารถของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

5) ฐานข้อมูลขนาดใหญ่

6) การแสวงหาโอกาสในการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเทคโนโลยีและการลงทุน (Investment and Technology Promotion Office : ITPO) ในประเทศไทย

ประโยชน์ที่จะได้รับ

1. ไทยและ UNIDO จะร่วมมือกันในการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

2. ไทยและ UNIDO จะเพิ่มความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล รวมทั้งจะพัฒนาความร่วมมือต่อไปกับ UNIDO ในการจัดตั้ง ITPO เพื่อสนับสนุนการลงทุนภายในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC   

เรื่อง ขออนุมัติกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 24

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 24

2. เห็นชอบให้คณะผู้แทนไทยหารือกับประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงตามประเด็นในกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 24 เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานและความร่วมมือเป็นไปตามพันธกรณีของความตกลงฯ 

สาระสำคัญของกรอบการหารือดังกล่าว เกี่ยวกับการดำเนินงานและความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ภายใต้พันธกรณีของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 ในประเด็นที่สำคัญได้แก่

1) แผนการดำเนินงานประจำปี 2561

2) แผนยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มแม่น้ำโขงและแผนปฏิบัติการ (Mekong Adaptation Strategy and Action Plan : MASAP)

3) แผนกลยุทธ์การบริหารจัดการและการพัฒนาการประมงในระดับลุ่มน้ำ (Draft Proposal on Basin wide Fisheries Management and Development Strategy : BFMS)

4) คำบรรยายลักษณะงาน (Job Description) และอำนาจหน้าที่ (Term of Reference)  ของหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

5) การเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา (จีน-เมียนมา) หุ้นส่วนการพัฒนาและความร่วมมือในภูมิภาค

6) ประเด็นอื่นๆ ตามที่ประเทศสมาชิกเห็นชอบให้มีการหารือร่วมกัน (หากมี)

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว และให้เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                    สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1.กำหนดให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจประกาศกำหนดให้โครงการหรือกิจการหรือการดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ เป็นโครงการหรือกิจการหรือการดำเนินการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

2.กำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เพื่อทำหน้าที่พิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

3.กำหนดให้ผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาตที่ได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแล้ว จัดทำรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการที่ได้แสดงความยินยอมนำไปปฏิบัติแล้วแต่กรณี เพื่อเสนอต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจอนุญาตอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบและพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

4.กำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบในเขตกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาคได้ตามความเหมาะสม และกำหนดให้บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือเป็นความผิดที่มีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินสองปีให้คณะกรรมการเปรียบเทียบมีอำนาจเปรียบเทียบได้

5.กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการขอใบอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาต

6.กำหนดให้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการ และบรรดาคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ให้ถือว่าเป็นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ 

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP 23) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) การประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ 1.2 (CMA 1.2) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบองค์ประกอบของคณะผู้แทนประเทศไทยในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP 23) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) การประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ 1.2 (CMA 1.2) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง

2. เห็นชอบต่อกรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต การประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีสและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ประจำปี พ.ศ. 2560 และ พ.ศ. 2561

3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีการเจรจาฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. พิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

    สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า

1. ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 และวันที่ 21 กันยายน 2559 ตามลำดับ และได้ดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ และพิธีสารเกียวโตตลอดมา โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ

2. สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 23 (COP 23) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) การประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ 1.2 (CMA 1.2) และการประชุมคู่ขนานขององค์กรย่อยต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ในระหว่างวันที่ 6-17 พฤศจิกายน 2560 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ซึ่งประเทศต่าง ๆ ที่เป็นภาคีของอนุสัญญาฯ พิธีสาร และความตกลงดังกล่าว จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ โดยมีสาระของการเจรจา ได้แก่ การกำหนดทิศทางการดำเนินงานของประชาคมโลกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในประเด็นภายใต้พิธีสารเกียวโต ประเด็นด้านเทคนิค ประเด็นด้านการดำเนินงาน และการดำเนินงานเพื่อเตรียมการมีผลใช้บังคับของความตกลงปารีส

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่ตำบลปากคลอง ตำบลชุมโค ตำบลบางสน และตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติดังนี้

                   1. อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่ตำบลปากคลอง ตำบลชุมโค ตำบลบางสน และตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงพลังงานไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   2. มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาวิเคราะห์ถึงเหตุจำเป็นหรือสภาพความรุนแรงเข้าขั้นวิกฤตที่จำเป็นจะต้องออกประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเรื่องนี้ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และมาตรการคุ้มครองที่จะกำหนดบทพื้นฐานทางวิชาการต่อไป

                   3. มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                   สาระสำคัญของร่างประกาศ

                   1. กำหนดคำนิยาม คำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” “ชายหาด” “ประมงพื้นบ้าน” “ประมงพาณิชย์” “การถมที่ดินในทะเล” เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันการเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

                   2. กำหนดขอบเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมพื้นที่ของตำบลปากคลอง ตำบลชุมโค ตำบลบางสน และตำบลสะพลี และพื้นที่น่านน้ำในเขตอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

                   3. กำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เรื่อง การห้ามกระทำหรือกิจการใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดผลกระทบ ในทางเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของพื้นที่นั้นจากลักษณะตามธรรมชาติในพื้นที่น่านน้ำทะเล พื้นที่สันทราย พื้นที่ในแผ่นดิน และพื้นที่เกาะ

                   4. กำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชน ที่จะทำการก่อสร้างหรือดำเนินการในพื้นที่ ให้ทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

                   5. กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การสงวนรักษา การอนุรักษ์ การปกป้อง การฟื้นฟูบูรณะ และการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ในการร่วมมือและประสานงานให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                   6. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับกรณีต่าง ๆ ที่มีหรือเกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ

                   7. กำหนดระยะเวลาใช้บังคับ 5 ปี 

by ThaiWebExpert