thaigov.go.th

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 รวม 6 ฉบับ

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 รวม 6 ฉบับ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตในการนำกากกัมมันตรังสีเข้ามาในราชอาณาจักร และการส่งกากกัมมันตรังสีออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะนำเข้าหรือส่งออกกากกัมมันตรังสีต้องขอรับใบอนุญาตนำเข้ากากกัมมันตรังสี หรือใบอนุญาตส่งออกกากกัมมันตรังสีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

                   2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และปริมาณในการปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสี พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และปริมาณของกากกัมมันตรังสีที่สามารถปล่อยทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมได้

                   3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดการกากกัมมันตรังสีโดยผู้ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีและกากกัมมันตรังสีที่ส่งให้หน่วยงานของรัฐจัดการ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีมีหน้าที่หลักในการจัดการกากกัมมันตรังสีที่เกิดจากการดำเนินการของตน

                   4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การดำเนินการของผู้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสีหรือเครื่องกำเนิดรังสีเป็นไปด้วยความปลอดภัย สามารถป้องกันอันตรายจากผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

                   5. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางรังสี พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการยับยั้ง การป้องกัน การตรวจจับ การหน่วงเวลา และการเผชิญเหตุความมั่นคงปลอดภัย

                   6. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การขอต่ออายุใบอนุญาต การออกใบอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตฯ เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ เพื่อให้การกำกับดูแลวัสดุนิวเคลียร์และสถานประกอบการของผู้รับใบอนุญาตให้มีความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัยและพิทักษ์วัสดุนิวเคลียร์

เรื่อง การดำเนินงานเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ประจำปี 2559

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบ ดังนี้

1. รับทราบผลการดำเนินงานเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนประจำปี 2559 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

2. เห็นชอบในหลักการแนวทางการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและให้ ทส. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดกรอบแนวทางการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนให้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น  เช่น แผนงาน/โครงการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเมืองสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้ครอบคลุมทั่วประเทศได้ภายในปี 2563 ทั้งนี้ กรอบแนวทางการขับเคลื่อนดังกล่าวควรมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

      สาระสำคัญของแนวทางการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานอย่างบูรณาการร่วมกัน และผลักดันให้การดำเนินงานเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนขยายผลและครอบคลุมพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปดังนี้

1. วัตถุประสงค์ : เพื่อผลักดันให้การดำเนินงานเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนขยายผลและครอบคลุมพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เป้าหมาย : พัฒนาให้มีเมืองศูนย์กลางจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่ 1 แห่งต่อจังหวัด และขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมจำนวน 76 จังหวัด ภายในปี 2563 โดยในปี 2564 เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานและพัฒนารูปแบบการพัฒนาเมืองในอนาคต

3. กลยุทธ์การดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) ผลักดันสู่นโยบายระดับชาติและบูรณาการความร่วมมือ โดยกลไกประชารัฐ (2) พัฒนาปรับปรุงเกณฑ์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของเทศบาล (3) พัฒนาศักยภาพภาคีที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ (4) สร้างแรงจูงใจและเชิดชูเกียรติพื้นที่ต้นแบบการดำเนินงาน

4. กลไกการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

 

ระดับ

องค์ประกอบ

กลไกการขับเคลื่อน

จังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ โดยมีองค์ประกอบกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด

มีกลไกในการบูรณาการการทำงานและงบประมาณในระดับจังหวัด การพิจารณาจัดทำตัวชี้วัดระดับจังหวัดและระดับหน่วยงานรวมถึงการ บูรณาการการทำงานระดับพื้นที่

กลุ่มจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัด (หัวหน้ากลุ่มจังหวัด) เป็นประธาน และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคเป็นฝ่ายเลขานุการ โดยมีองค์ประกอบกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับกลุ่มจังหวัดและระดับภาค

มีกลไกในการบูรณาการการทำงานและงบประมาณในระดับกลุ่มจังหวัดพัฒนาระบบกลไกการติดตามและประเมินผลการสร้างเครือข่ายให้เกิดความเข้มแข็งการสื่อสารและประชาสัมพันธ์

ประเทศ

นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นฝ่ายเลขานุการ โดยมีหน่วยงานจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องและองค์กรหรือสมาคมในระดับประเทศเป็นองค์ประกอบกรรมการ

มีกลไกในการบูรณาการนโยบายการทำงานระดับกระทรวง รวมถึงการเพิ่มช่องทางงบประมาณพิเศษ

1. หน่วยงานดำเนินการหลัก ได้แก่  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สถาบันการศึกษา  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

2. ทส. โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ประสานหารือแนวทางการดำเนินงานความร่วมมือในเบื้องต้นกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถึงกรอบแนวทางการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและการผลักดันให้มีการนำเกณฑ์ชี้วัดเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 34 ตัวชี้วัด  ไปเป็นเกณฑ์ในการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment - LPA) ในทุกระดับในปีงบประมาณต่อไป

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารเอชซีเอฟซี – 22 (สารคลอโรไดฟลูออโรมีเทน) ที่มีขนาดทำความเย็นต่ำกว่า 50,000 บีทียูต่อชั่วโมง เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารเอชซีเอฟซี – 22 (สารคลอโรไดฟลูออโรมีเทน)  ที่มีขนาดทำความเย็นต่ำกว่า 50,000 บีทียูต่อชั่วโมง เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฏหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไป

                    พณ. เสนอว่า

                   1. กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม แจ้งว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกตามพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ซึ่งประเทศไทยได้ขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรีออลในการดำเนินโครงการลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ระยะที่ 1 (HCFCs Phase-out Management Plan Stage I) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์กระบวนการผลิต และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการในการใช้สารทดแทน ซึ่งตามเงื่อนไขการขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคีฯ ประเทศไทยจะต้องกำหนดให้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารเอชซีเอฟซี – 22 ที่มีขนาดทำความเย็นต่ำกว่า 50,000 บีทียูต่อชั่วโมง เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อจำหน่ายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

                    2. เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิกมีพันธะผูกพันที่ต้องปฏิบัติตาม จึงสมควรกำหนดมาตรการเพื่อให้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารเอชซีเอฟซี – 22  (สารคลอโรไดฟลูออโรมีเทน) ที่มีขนาดทำความเย็นต่ำกว่า 50,000 บีทียูต่อชั่วโมง เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร

                   สาระสำคัญของร่างประกาศ

                   กำหนดให้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารเอชซีเอฟซี – 22  (สารคลอโรไดฟลูออโรมีเทน) ที่มีขนาดทำความเย็นต่ำกว่า 50,000 บีทียูต่อชั่วโมง เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร และให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 รวม 11 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 รวม 11 ฉบับ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง รวม 11 ฉบับ

                   1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดรายละเอียดรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฉบับเบื้องต้น ประเภทที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงานและวิจัย พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ประเภทที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงานและวิจัย จัดทำเอกสารรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัย โดยมีรายละเอียดตามที่กำหนด

                   2. ร่างกฎกระทรวงกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตการบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ วัสดุนิวเคลียร์ หรือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว การทดสอบการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือการทดสอบการบรรจุวัสดุนิวเคลียร์หรือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว และการรายงานการทดสอบ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้ขออนุญาตต้องยื่นคำขออนุญาตประกอบแผนการเริ่มดำเนินการเพื่อทดสอบโครงสร้าง ระบบและส่วนประกอบของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

                   3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาการขอเลิกดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ประสงค์จะขอเลิกดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ต้องยื่นคำขออนุญาตเลิกดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ และยื่นแผนการเลิกดำเนินการก่อนหยุดดำเนินการไม่น้อยกว่า 3 ปี พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่จำเป็น

                   4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการการจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องมีการจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วในสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ตลอดอายุใบอนุญาตของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ โดยคำนึงถึงขนาดและประเภทของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และวิธีการนั้นต้องเป็นไปตามที่กำหนด

                   5. ร่างกฎกระทรวงกำหนดศักยภาพทางเทคนิคและการเงินของผู้ตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้ประสงค์จะตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ต้องมีศักยภาพทางเทคนิคและการเงินในขณะยื่นคำขอรับใบอนุญาตในแต่ละประเภท และศักยภาพดังกล่าวต้องมีอยู่ตลอดเวลาที่ดำเนินการตามอายุของใบอนุญาตแต่ละประเภท

                   6. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการแจ้งการดำเนินการเพื่อนำวัสดุกัมมันตรังสีขึ้นมาจากหลุมสำรวจปิโตรเลียม และกรณีไม่สามารถนำวัสดุกัมมันตรังสีขึ้นจากหลุมสำรวจปิโตรเลียมได้ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งการดำเนินการในกรณีที่ปรากฏว่ามีการตกค้างของวัสดุกัมมันตรังสีในหลุมสำรวจปิโตรเลียมเพื่อนำวัสดุกัมมันตรังสีขึ้นมาจากหลุมสำรวจปิโตรเลียม

                   7. ร่างกฎกระทรวงกำหนดวิธีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของวัสดุนิวเคลียร์และสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองหรือใช้วัสดุนิวเคลียร์และผู้รับใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ต้องจัดให้มีวิธีการป้องกันการเอาไปซึ่งวัสดุนิวเคลียร์โดยมิชอบในระหว่างการใช้งานและการจัดเก็บ การค้นหาและการเอากลับมาซึ่งวัสดุนิวเคลียร์ที่สูญหายหรือถูกลักไป รวมทั้งจัดให้มีระบบการคุ้มครองทางกายภาพ

                   8. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้ที่จะก่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ต้องได้รับใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ โดยต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์

                   9. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตพื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ประสงค์จะก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ต้องได้รับใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ โดยต้องยื่นเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด

                   10. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต วิธีการขอรับใบอนุญาต และการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามที่กำหนด

                   11. ร่างกฎกระทรวงกำหนดการทบทวนและปรับปรุงรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ต้องทบทวนและปรับปรุงรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ซึ่งต้องทบทวนและปรับปรุงทุก ๆ 10 ปี  

เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ.2553 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุข

คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พ.ศ. .... และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   2. เห็นชอบการจ่ายค่าชดเชยให้แก่บุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานคณะกรรมการองค์การอิสระ โดยใช้งบประมาณจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                   สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

                    1. กำหนดให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ.2553 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

                    2. กำหนดค่าชดเชยให้แก่บุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานคณะกรรมการองค์การอิสระจำนวน 2,369,800 บาท โดยใช้งบประมาณจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่ตำบลบางปะกง ตำบลท่าข้าม ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และท้องที่ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่ตำบลบางปะกง ตำบลท่าข้าม ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และท้องที่ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างประกาศฯ

1. กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และบางส่วนของอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ที่กำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์และเขตควบคุมอาคารตามแผนที่ท้ายประกาศนี้ โดยแบ่งพื้นที่การใช้บังคับออกเป็น 2 บริเวณ คือ พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่และพื้นที่น่านน้ำทะเล โดยกำหนดห้ามกระทำการหรือประกอบกิจกรรม ก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์

2. กำหนดประเภทโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

3. กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ มีอำนาจหน้าที่เห็นชอบแผนคุ้มครอง ฟื้นฟู และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดูแล ติดตาม ตรวจสอบการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

4. กำหนดให้ประกาศนี้มีระยะเวลาการบังคับใช้ห้าปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมติหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับความเห็นกระทรวงพลังงาน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานอัยการสูงสุด และฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และเป็นการขยายขอบเขตการบังคับใช้พระราชบัญญัติไปถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะ เขตไหล่ทวีป และทะเลหลวงที่ประเทศไทยมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือความตกลงที่ทำกับต่างประเทศ และกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนบุคคลเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำ อากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน ดิน ตะกอนดิน และสิ่งแวดล้อมในเรื่องอื่น ๆ เพื่อเป็นเกณฑ์ทั่วไปสำหรับคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงแหล่งที่มาของเงินกองทุนสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียให้สอดคล้องกับมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมให้เจ้าของโครงการหรือกิจการต้องชำระค่าธรรมเนียมการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยให้นำส่งเข้ากองทุนกำหนดให้มีการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด กำหนดค่าธรรมเนียมในการปล่อยมลพิษและการกำหนดอัตราค่าบริการบำบัดหรือจำกัดน้ำเสีย ของเสีย หรือมลพิษอื่น การวางหลักประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปรับปรุงบทกำหนดโทษโดยเพิ่มทบกำหนดโทษให้สอดคล้องกับหลักการที่มีการเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ซึ่ง ทส. ได้นำข้อสังเกตของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) แล้ว 

เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบ

                             (1) ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 35

                             (2) ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน+3 (จีน ญี่ปุ่น

และเกาหลีใต้) ครั้งที่ 14

                             (3) ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมสุดยอดรัฐมนตรีพลังงานเอเซียตะวันออก ครั้งที่ 11

                             (4) ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนกับทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ

                   2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ให้การรับรองในร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ทั้ง 4 ฉบับนี้ร่วมกับรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศสมาชิกดังกล่าวได้

                   3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 35 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ให้ พน. และคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

                    สาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงฯ 4 ฉบับสรุปได้ ดังนี้

                   1.ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 35 เป็นการให้ความสำคัญกับดำเนินงานตามแผน APAEC พ.ศ. 2559 - 2568 ในส่วนเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

                   2. ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน+3 ครั้งที่ 13 เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพัฒนานโยบายด้านน้ำมัน

ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและแนวทางการสำรองน้ำมันในอาเซียน

                   3. ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานแห่งเอเชียตะวันออกครั้งที่ 11 เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียน ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การพัฒนาด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

                   4. ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนกับทบวงพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ IRENA (องค์การระหว่างประเทศ) ในการให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งการดำเนินการตามแผน APAEC พ.ศ. 2559 - 2568 ในส่วนของการพัฒนาพลังงานทดแทนและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการมีบันทึกความตกลงเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในระยะยาวและสอดคล้องกับแผน APAEC พ.ศ. 2559 - 2568 รวมทั้งพิจารณาให้มีการประชุมระหว่างอาเซียนและทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศผ่านการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน 2 ปีครั้ง และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานเป็นประจำทุกปี 

เรื่อง การประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ครั้งที่ 22 (The 22nd GMS Ministerial Conference) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                  1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ครั้งที่ 22 (Joint Ministerial Statement) และร่างกรอบการลงทุนของภูมิภาค ปี 2565 (Regional Investment Framework 2022 : RIF-2022) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และร่างกรอบการลงทุนของภูมิภาค ปี 2565 ให้ สศช. สามารถดำเนินการได้ โดย สศช. จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลังหากมีการปรับปรุงแก้ไขพร้อมด้วยเหตุผลประกอบ

                  2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) ได้ร่วมกับรัฐมนตรีของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีแผนงาน GMS ครั้งที่ 22 และร่างกรอบการลงทุนของภูมิภาค   ปี 2565   โดยไม่มีการลงนามในการประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงาน GMS ครั้งที่ 22

ในวันที่ 20 กันยายน 2560

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                  สศช. รายงานว่า

                  1. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยกระทรวงวางแผนและการลงทุนร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ADB) จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2560 ณ โรงแรมเชอราตัน กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งในวันที่ 20 กันยายน 2560 จะมีการรับรองแถลงการณ์ ร่วมระดับรัฐมนตรีและกรอบการลงทุนของภูมิภาคปี 2565

                  2. ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว มีดังนี้ (1) สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศตามแนวนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) (2) เป็นโอกาสในการเสนอบทบาทความเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคและศูนย์กลางการพัฒนาและการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาในภูมิภาคด้ายการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินและวิชาการ   แก่ประเทศเพื่อนบ้านและอนุภูมิภาค ตลอดจนเป็นโอกาสในการหารือและหาแนวทาง ทางแก้ปัญหาและขจัดข้อจำกัดทางด้านสังคมและร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยประเด็นหารือ ประกอบด้วย ด้านการลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาพื้นที่ชายแดน ด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม

                  สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ฯ มีสาขาความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) คมนาคม 2) การอำนวยความสะดวกทางการค้าและคมนาคมขนส่ง 3) พลังงาน 4) เกษตร 5) สิ่งแวดล้อม 6) ท่องเที่ยว 7) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 8) การพัฒนาเมืองและชายแดน 9) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ 10) การลงทุน

                  สำหรับกรอบการลงทุนภูมิภาค ปี 2565 ประกอบด้วย 1. ภาพรวมของภูมิภาค โดยมีโครงการความร่วมมือจำนวน 226 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุน 149 โครงการ และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการอีก 77 โครงการ โดยโครงการลงทุนยังมุ่งเน้นแผนงานด้ฟฟานคมนาคม รวมถึงสาขาความร่วมมือใหม่ ได้แก่ สาขาการพัฒนา สาขา ICT และสาขาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2.ภาพรวมในส่วนของประเทศไทย มีโครงการความร่วมมือ จำนวน 76 โครงการ โดยมีแผนงานที่ได้รับการลงทุนมากที่สุดเรียงลำดับ ดังนี้ 1. สาขาคมนาคม จำนวน 22 โครงการ 2. สาขาพลังงาน จำนวน 15 โครงการ 3. สาขาท่องเที่ยว จำนวน 8 โครงการ 4. สาขาสิ่งแวดล้อม จำนวน 5 โครงการ และสาขาอื่น ๆ ได้แก่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มทักษะแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอย่างปลอดภัย การคุ้มครองสุขภาพของแรงงานข้ามแดน การลดความซับซ้อนของมาตรการศุลกากร การพัฒนาบุคลากรสาขา ICT และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนกับ สปป.ลาว 

เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1


คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                  1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1

                  2. เห็นชอบต่อท่าทีของไทยสำหรับใช้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1

                    ทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีของไทยดังกล่าว ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว หากไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว ให้สามารถดำเนินการได้โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                  องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1 รวมทั้งสิ้น 37 คน ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยฯ (2) ประธานอนุกรรมการอนุสัญญามินามาตะฯ (3) ผู้แทน ทส. (4) ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (5) ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (6) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ (7) ผู้แทนกระทรวงการคลัง และ (8) ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยแล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560

                  กรอบท่าทีของไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1 มีสาระสำคัญ ดังนี้

                  1. สนับสนุนการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักการและจุดมุ่งหมายของอนุสัญญามินามาตะฯ ในการปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่บรรยากาศและการปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์ให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

                  2. คำนึงถึงสภาพการณ์ต่าง ๆ และความต้องการจำเพาะของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในระดับประเทศ และความร่วมมือในระดับภูมิภาคด้านการจัดการสารเคมีอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจร โดยผ่านการให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและทางด้านการเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะฯ

                  3. คำนึงถึงหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกันตามขีดความสามารถและสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

                  4. สนับสนุนความร่วมมือและการบูรณาการร่วมกันในการดำเนินงานตามพันธกรณี ข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องที่ประเทศไทยเป็นภาคีและข้อตกลงที่สอดคล้องกับศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศ

                  5. สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ทั้งนี้ หากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากท่าทีการเจรจานี้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

                  นอกจากนี้ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 1 ยังจะพิจารณาทางเลือกในการจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวรของอนุสัญญามินามาตะฯ และคัดเลือกคณะกรรมการบังคับใช้และปฏิบัติตาม รวมทั้งการพิจารณาสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอนุสัญญามินามาตะฯ ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ด้านยุทธศาสตร์ ด้านเทคนิควิชาการและวิทยาศาสตร์ ด้านกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแล ความช่วยเหลือด้านเทคนิควิชาการ ทรัพยากรและกลไกการเงิน ด้านการประเมินผลและการรายงานผล และประเด็น อื่น ๆ  

by ThaiWebExpert