thaigov.go.th

ร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ....

                  คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   ทส. โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสนอว่า
               1. กรมป่าไม้อนุญาตให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยปุย เมื่อปี พ.ศ.2517 เนื้อที่ 3,158-0-68 ไร่ ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดอยสุเทพ ในท้องที่ตำบลโป่งแยง ตำบลแม่แรม ตำบลแม่สา ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ตำบลบ้านปง ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง และตำบลช้างเผือก ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2524 โดยได้ประกาศทับพื้นที่ที่กรมป่าไม้อนุญาตดังกล่าว
               2. เนื่องจากมีหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษป่าดอยสุเทพมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ศูนย์ผลิตผลโครงการหลวง ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ กรมการข้าว ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (ผึ้ง) และศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร และโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ประกอบกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมทรัพยากรน้ำ มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพื่อจัดตั้งวัดดอยปุย และก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อย ตามลำดับ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามภารกิจของหน่วยงานไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 จึงมีความจำเป็นต้องเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการตามภารกิจได้ ทั้งนี้ จากการดำเนินการสำรวจรังวัด และจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติสามารถคำนวณเนื้อที่ได้ประมาณ 2,349 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา
               3. คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้เพิกถอนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย บางส่วน ในพื้นที่ที่หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จากกรมป่าไม้ และหน่วยงานที่ขอใช้พื้นที่ภายหลัง

                   สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าดอยสุเทพ บางส่วน ในท้องที่ตำบลสุเทพ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ รวมเนื้อที่ 2,349 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติ ภายในแนวเขตที่เพิกถอนตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษป่าดอยสุเทพตามภารกิจได้ 

การดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจหลักด้านการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำ จากคณะกรรมาธิการ แม่น้ำโขงให้แก่ประเทศสมาชิก (Core River Basin Management Functions Decentralization)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการ “การดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจหลัก ด้านการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำ จากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงให้แก่ประเทศสมาชิก (Core River Basin Management Functions Decentralization)”


2. มอบหมายคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ทำหน้าที่พิจารณารายละเอียดการดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจหลักด้านการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงให้แก่ประเทศสมาชิก (Core River Basin Management Functions Decentralization) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง


3. มอบหมาย ทส. โดยกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย เป็นเจ้าภาพหลักรับผิดชอบแผนงบประมาณในเชิงบูรณาการเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณร่วมกันของส่วนราชการที่รับผิดชอบดำเนินกิจกรรม และการจัดสรรงบประมาณตามแผนบูรณาการ ให้มีการจัดสรรตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ดังนี้
          1. ภารกิจด้านเก็บข้อมูล การแลกเปลี่ยนและการตรวจติดตาม
          2. ภารกิจด้านการวิเคราะห์ การจัดทำแบบจำลองและการประเมิน
          3. ภารกิจด้านการสนับสนุนการวางแผนและการพัฒนาลุ่มแม่น้ำ
          4. ภารกิจด้านการพยากรณ์ การเตือนภัยและตอบสนองสภาวะฉุกเฉิน
          5. ภารกิจหลักด้านการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติการใช้น้ำของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

ร่างกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง (ตอนขุน) บางส่วน ในท้องที่ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่จาง บางส่วน ในท้องที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง (ตอนขุน) บางส่วนในท้องที่ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง บางส่วน ในท้องที่ ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง  พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ดำเนินการตามต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง (ตอนขุน) บางส่วน ในท้องที่ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พ.ศ. .... กำหนดให้เพิกถอนพื้นที่บางส่วนของป่าแม่จาง (ตอนขุน) ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 499 (พ.ศ. 2515) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ แนวเขตที่เพิกถอนเป็นไปตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้


2. ร่างกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่จาง บางส่วน ในท้องที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พ.ศ. .... กำหนดให้เพิกถอนพื้นที่บางส่วนของป่าแม่จาง ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎหมาย ฉบับที่ 102 (พ.ศ. 2505) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่าพุทธศักราช 2481 ออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ แนวเขตที่เพิกถอนเป็นไปตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้ 

แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2559


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือปี 2559 เพื่อกำหนดให้เป็นนโยบายรัฐบาล และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติต่อไป

2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 93.8180 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขหมอกควันภาคเหนือ ปี 2559 ในส่วนของการดำเนินงานของ 9 จังหวัด


แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2559

เน้นการป้องกันก่อนเกิดเหตุไม่ให้เกิดการเผาและการลุกลามของไฟจนยากที่จะควบคุม เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด เน้นการระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เครือข่ายอาสาสมัคร อุปกรณ์เครื่องมือ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการเผาและไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงให้ความรู้และเข้าถึงชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในการลดการเผาตลอดช่วงวิกฤต ปี 2559 และในช่วงวิกฤตหมอกควันที่จังหวัดกำหนด จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเผา โดยบูรณาการและสั่งการจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามระบบศูนย์สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command)


พื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) และ 12 กระทรวง ประกอบด้วย
(1) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
(2) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
(3) กระทรวงการคลัง (กค.)
(4) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)
(5) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)
(6) กระทรวงกลาโหม (กห.)
(7) กระทรวงคมนาคม (คค.)
(8) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.)
(9) กระทรวงพลังงาน (พน.)
(10) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
(11) กระทรวงมหาดไทย (มท.)
(12) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)


กลไกกำกับดูแล กำกับและติดตามผลการดำเนินงานโดยศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ศอ.ปกป) 

ร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าแม่แคม ป่าแม่ก๋อน และป่าแม่สาย และป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา ป่าจริม และป่าน้ำปาด บางส่วน ในท้องที่ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และตำบลน้ำหมัน ตำบลจริม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าแม่แคม ป่าแม่ก๋อน และป่าแม่สาย และป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา ป่าจริม และป่าน้ำปาด บางส่วน ในท้องที่ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และตำบลน้ำหมัน ตำบลจริม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

ทส. เสนอว่า

1. กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอใช้พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านในท้องที่ตำบลจริม ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื้อที่ 1,140 ไร่ และในท้องที่ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เนื้อที่ 625 ไร่ รวมเนื้อที่ 1,765 ไร่ เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างโครงการฯ บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่แคม ป่าแม่ก๋อน และป่าแม่สาย ในท้องที่ตำบลสวนเขื่อน ตำบลป่าแดง ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา ป่าจริม และป่าน้ำปาด ในท้องที่ตำบลท่าแฝก ตำบลนางพญา ตำบลน้ำหมัน ตำบลจริม ตำบลท่าปลา ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลาและตำบลแสนตอ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2541 ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเสียก่อน เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวได้


2. คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้พิจารณาในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 มีมติเห็นชอบให้การเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านบางส่วน เพื่อให้กรมชลประทานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ ห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีเงื่อนไขว่า ภายหลังการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จให้คืนพื้นที่ดังกล่าวให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติอีกครั้ง

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

เพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ป่าแม่แคม ป่าแม่ก๋อน และป่าแม่สาย และป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา ป่าจริม และป่าน้ำปาด บางส่วน ในท้องที่ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และ ตำบลน้ำหมัน ตำบลจริม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมเนื้อที่ 1,628 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวาออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่แคม ป่าแม่ก๋อน และป่าแม่สาย ในท้องที่ตำบลสวนเขื่อน ตำบลป่าแดง ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา ป่าจริม และป่าน้ำปาด ในท้องที่ตำบลท่าแฝก ตำบลนางพญา ตำบลน้ำหมัน ตำบลจริม ตำบลท่าปลา ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา และตำบลแสนตอ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2541 ภายในแนวเขตที่เพิกถอนตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา

เรื่อง กฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม ภายใต้กรอบความร่วมมือคณะกรรมมาธิการแม่น้ำโขง


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. เห็นชอบร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้แทนไทยในคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือผู้ได้รับมอบหมาย ร่วมลงนามในกฎระเบียบวิธีปฏิบัติคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม


3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำ หรือสาระสำคัญของร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติทั้งสองฉบับ ที่ไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ให้ทส. ดำเนินการได้ โดยจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง

สาระสำคัญของร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม ดังนี้

1. ร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรี แบ่งออกเป็น 5 ส่วน (รวม 21 ข้อ) ดังนี้
ส่วนที่ 1 โครงสร้างการบริหารงาน ส่วนที่ 2 สมัยประชุม ส่วนที่ 3 การตัดสินใจ ส่วนที่ 4 การสนับสนุนของหุ้นส่วนการพัฒนา ส่วนที่ 5 บททั่วไป

2. ร่างกฎระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการร่วม แบ่งออกเป็น 5 ส่วน (รวม 24 ข้อ) ดังนี้
ส่วนที่ 1 โครงสร้างการบริหารงาน ส่วนที่ 2 สมัยประชุม ส่วนที่ 3 การตัดสินใจ ส่วนที่ 4 การสนับสนุนของหุ้นส่วนการพัฒนา ส่วนที่ 5 บททั่วไป

3. ร่างกฎระเบียบวิธีปฏิบัติทั้งสองฉบับ
มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์เชิงนโยบายและความร่วมมือในการกำหนดกรอบการดำเนินงานและความร่วมมือ ภายใต้พันธกรณีของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538 โดยร่างเอกสารมิได้มีเจตนาหรือใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ใด ๆ ระหว่างรัฐบาลภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มกราคม 2559 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชาและจะมีการเสนอคณะมนตรีพิจารณาเห็นชอบและอนุมัติหลักการลงนามในกฎระเบียบวิธีปฏิบัติทั้งสองฉบับในการประชุมดังกล่าว 

เรื่อง ขออนุมัติกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้


1. อนุมัติกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22

2. เห็นชอบให้คณะผู้แทนไทยหารือกับประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงตามประเด็นในกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานและความร่วมมือเป็นไปตามพันธกรณีของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538

สาระสำคัญของเรื่อง
กรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 สาระสำคัญสรุปได้ 9 ประเด็น ดังนี้
1. การพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงของ สปป. ลาว และโครงการพัฒนาอื่นๆ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง
  1.1 เสนอให้มีความร่วมมือทางวิชาการและสังคมและนำผลการศึกษาของคณะทำงานที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้วในเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนด้านทรัพยากรประมงมาพิจารณาเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  1.2 เสนอการจัดตั้งกองทุนความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำโขง
  1.3 เสนอให้ สปป.ลาว มีการหารือเจรจากับบริษัทผู้รับสัมปทานก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าดอนสะโฮง ให้ดำเนินการปรับปรุง/แก้ไขการออกแบบโครงการเพิ่มเติม เพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  1.4 ผลักดันให้มีการดำเนินการเรื่อง “การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” และประยุกต์ใช้ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง
  1.5 ขอให้ผู้ประกอบการ/ผู้รับสัมปทานโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าได้เข้าร่วมฟังประเด็นและข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคม
  1.6 การพิจารณาข้อเสนอของประธานคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ค.ศ.2014-2015
(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งเวียดนาม) ที่เสนอให้ยกระดับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า กรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลประเทศสมาชิก คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยที่ฝ่ายไทยยังไม่มีความประสงค์ตามข้อเสนอของฝ่ายเวียดนามและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนไทยในคณะมนตรี จะมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานคณะมนตรี ค.ศ.2015-2016 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำและอุตุนิยมวิทยาแห่งกัมพูชา) เพื่อแจ้งความเห็นและข้อเสนอแนะของฝ่ายไทย
2. การจ่ายเงินอุดหนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงสำหรับ ปี ค.ศ.2016 เป็นต้นไป
3. การศึกษาการจัดการและพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน รวมทั้งผลกระทบจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน (Council Study)
4. กฎระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม
5. โครงสร้างองค์กรของสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และการบริหารบุคลากร
6. ยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำ (BDS) บนฐานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ ค.ศ.2016-2020
7. แผนกลยุทธ์คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ค.ศ.2016-2020
8. การถ่ายโอนภารกิจหลักด้านการจัดการลุ่มน้ำจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ให้แก่ประเทศสมาชิก และการจัดสรรงบประมาณภายใต้การถ่ายโอนภารกิจหลัก
9. ความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและประชาคมโลก

ทั้งนี้  ทส. และกระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่พิจารณาประเด็นสารัตถะตามกรอบการหารือดังกล่าว และมีการเจรจาในการประชุมฯ กับประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ทั้งนี้ ทส. และคณะผู้แทนไทยจะใช้ประเด็นตามกรอบการหารือดังกล่าวในการประชุมคณะมนตรี  คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 และจะมีการจัดทำบันทึกการประชุม (โดยการลงนาม) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของไทยและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงต่อการดำเนินงานและความร่วมมือภายใต้พันธกรณีของความตกลงฯ โดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหรือมีเจตนาที่ก่อให้เกิดพันธกรณีระหว่างรัฐบาลภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ  เพื่อมิให้บันทึกการประชุมเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่ง ทส. จะเสนอผลการประชุมฯ ต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

เรื่อง โครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการให้มีการดำเนินโครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการระบบกำจัดขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เพราะจะช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายระยะเร่งด่วนภายใต้ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 โดยเป็นโครงการนำร่องรูปแบบการจัดการ (Model L) สำหรับรองรับปริมาณขยะมูลฝอยขนาด 300 ตันต่อวันขึ้นไป

2. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) และ อบจ.นนทบุรีรับความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปดำเนินการอย่างเคร่งครัด ดังนี้
     1) เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการยื่นคำร้องและข้อเสนอการขายไฟฟ้า เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ซึ่งจะทำให้โครงการฯ มีความชัดเจนในเรื่องรายได้ รวมทั้งภาระการลงทุนในระบบสายส่งเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของ กฟผ. และการไฟฟ้านครหลวงก่อนการเชิญชวนภาคเอกชน
     2) ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) ในรายละเอียดความเป็นไปได้และสิทธิประโยชน์ที่คาดว่าเอกชนจะได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนต่อไป
     3) จัดทำแผนการลดปริมาณและการคัดแยกขยะมูลฝอยจากแหล่งกำเนิดควบคู่ไปพร้อมกับการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งพิจารณาใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย (Polluter Pay Principle) เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอย และภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนต่อไป
     4) ให้หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่อนุญาตให้มีการก่อสร้างและเดินระบบผลิตไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวังผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย
     5) ให้ มท. โดย อบจ.นนทบุรี เสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 พิจารณา เรื่อง ค่าลงทุนและเทคโนโลยีของโครงการฯ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น รวมทั้งผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับจากการส่งเสริมการลงทุน เพื่อกำหนดขอบเขตงาน (Terms of Reference : TOR) สำหรับคัดเลือกเอกชนที่มีความพร้อมด้านเทคนิค บุคลากร ตลอดจนเสนอผลประโยชน์ให้ภาครัฐสูงที่สุด เช่น การลดค่ากำจัดขยะมูลฝอย เป็นต้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อรายรับและรายจ่ายประจำปี ตลอดจนฐานะทางการเงินของ อบจ.นนทบุรี ในระยะยาวต่อไป

เรื่อง ข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Partnership for Market Readiness : PMR)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก (Partnership for Market Readiness : PMR)

2.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้กระทรวงการคลัง โดยนางสาวสุทธิรัตน์  รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลัง รายงานว่า

1.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เห็นว่ากลไกตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกจึงได้หารือกับธนาคารโลกเพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางในการดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนำไปสู่การลดปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ อบก. ได้ร่วมจัดทำร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และธนาคารโลก โดย อบก. จะเป็นหน่วยงานบริหารโครงการ (Executing Agency) และหน่วยงานดำเนินโครงการ (Implementing Agency)

2.โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินสนับสนุนในการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากลไกตลาดภายในประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและลดก๊าซเรือนกระจก โดยจะติดตามข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมการใช้พลังงานของเทศบาลและชุมชนตัวอย่าง รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและนำไปเปรียบเทียบกับเป้าหมายประหยัดพลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจก

3.ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการดังกล่าว คือการมีกลไกตลาดสำหรับก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการผ่าน 2 กลไก ได้แก่ 1) Energy Performance Certificate Scheme (EPC) เป็นแผนงานส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม และ 2) Low Carbon City Program (LCC) เป็นการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกให้กับเทศบาลและชุมชนเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยทั้ง 2 กลไกจะมีการออกใบรับรองปริมาณการใช้พลังงานที่ลดลงและต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจและนำไปสู่กระบวนการกำหนดราคา และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 อบก. มีหนังสือแจ้งกระทรวงการคลังไม่ขัดข้องในร่างหนังสือข้อตกลง (Grant Agreement) และยืนยันการขอรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก

โครงการความช่วยเหลือดังกล่าวมีวงเงินทั้งสิ้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินจากกองทุน Multi-Donor Trust Fund โดยธนาคารโลกเป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ การเบิกจ่ายเงินจะไม่สามารถทำได้สำหรับรายการที่เกิดขึ้นก่อนวันที่มีการลงนามในร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ โดยระยะเวลาเบิกจ่ายสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561

สาระสำคัญของร่างหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขมาตรฐานของการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของธนาคารโลก (Standard Conditions) ซึ่งหน่วยงานดำเนินโครงการได้พิจารณาขอบเขตในการดำเนินกิจกรรมแล้วว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ และวัตถุประสงค์ที่จะสามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ใน Article V Section 5.03 ได้กำหนดเงื่อนไขว่า หากเกิดกรณีพิพาทที่คู่สัญญาไม่สามารถหาข้อยุติได้ให้มีการจัดตั้งคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อเป็นผู้พิจารณาระงับข้อพิพาท ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของธนาคารโลกที่ใช้บังคับกับทุกประเทศ แต่เนื่องจากธนาคารโลกเป็นหน่วยงานประเภทองค์การระหว่างประเทศ การลงนามรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในกรณีนี้จึงไม่ได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนและไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการใช้อนุญาโตตุลาการ 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. ....


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และจัดการให้การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินต้องไม่สูงกว่าเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

2.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินเก็บไว้เพื่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถเรียกตรวจสอบได้ก่อนวันเริ่มประกอบกิจการโรงงาน

3.กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งประกอบกิจการโรงงานอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ต้องจัดให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินครั้งแรกภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และต้องจัดทำและส่งรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันครบกำหนดการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินครั้งแรก

4.กำหนดให้การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน ต้องดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อื่นที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นชอบ 

by ThaiWebExpert