thaigov.go.th

เรื่อง การเสนอกรอบท่าทีของไทยในการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบกรอบท่าทีของไทยในการดำเนินงานความร่วมมือด้านดินต่อที่ประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership Plenary Assembly : GSP PA)ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2560 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี พร้อมกันนี้ได้เสนอองค์ประกอบของคณะผู้แทนของ กษ. ที่เข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศมาเพื่อทราบในคราวเดียวกัน

2. เห็นชอบให้คณะผู้แทน (ฝ่ายไทย) เจรจากับผู้แทนประเทศสมาชิก และ GSP บนพื้นฐานของท่าทีของไทยในการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก ครั้งที่ 5

ท่าทีไทยในการประชุม GSP PA ครั้งที่ 5
มีสาระสำคัญมุ่งเน้นการดำเนินงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างความมีส่วนร่วมของของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน และกำหนดแนวทางจัดทำความร่วมมือร่วมกันในระดับภูมิภาคและนานาชาติที่ประเทศสมาชิกมีศักยภาพหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน ดังนี้ 1) การขับเคลื่อนแนวทางตามความสมัครใจสำหรับการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติ (VGSSM) 2) การเข้าร่วมเครือข่าย International Network of Black Soils 3) การเข้าร่วมเครือข่ายการจัดการข้อมูลดิน (International Network of Soil Information Institutions; INSII) 4) การจัดทำแผนที่อินทรีย์คาร์บอนในดินของโลก (Global Soil Organic Carbon Map)และ 5) รายงานความก้าวหน้าของ ASP – การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Center of Excellence on Soil Research )

เรื่อง การให้ภาคยานุวัติเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท


คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท

2. เห็นชอบในการจัดทำภาคยานุวัติสารประกาศว่าการแก้ไขเนื้อหาในภาคผนวกใดๆ ของอนุสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยต่อเมื่อได้มอบภาคยานุวัติสารต่อการแก้ไขภาคผนวกนั้นแล้ว และมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำภาคยานุวัติสารดังกล่าว พร้อมทั้งส่งมอบให้สำนักเลขาธิการสหประชาติภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ต่อไป

3. เห็นชอบให้มีการแจ้ง (1)  ยินยอมให้มีการนำเข้าปรอทจากประเทศภาคี (2) ยินยอมให้มีการนำเข้าปรอทจากประเทศนอกภาคี (3) ขอยกเว้นให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เติมปรอท จำนวน 7 ประเภท (4) ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการเพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และ (5) แต่งตั้งกรมควบคุมมลพิษ ทส. เป็นศูนย์ประสานงานระดับชาติ (National focal point)  ในการประสานการปฏิบัติตามข้อ 17 (4) ของอนุสัญญาฯ โดยให้แจ้งข้อมูลทั้งหมดไปพร้อมกับภาคยานุวัติสาร

4. อนุมัติให้นำวิธีการอนุญาโตตุลาการมาใช้ในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากอนุสัญญาฯ 

5. เห็นชอบกับแผนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบพร้อมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติต่อไป

6. มอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ดำเนินการออกอนุบัญญัติเพื่อรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท  ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดในข้อเสนอในการออกกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อการภาคยานุวัติในอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดตามแผนการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอทต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า

อนุสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสู่บรรยากาศและการปล่อยสู่ดินหรือน้ำของปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยมีประเทศลงนามในอนุสัญญามินามาตะฯ 128 ประเทศ  และมีประเทศที่ให้สัตาบัน  (Ratification)  แล้ว 51 ประเทศ  (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2560)  ซึ่งอนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับใน 90 วัน หลังจากมีประเทศให้สัตยาบัน (Ratification)  หรือภาคยานุวัติ (Accession) ครบ 50 ประเทศ

อนุสัญญาฯ มีสาระสำคัญมุ่งเน้นการควบคุม ลด และเลิก สำหรับการผลิตการนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย การปล่อยปรอทและสารประกอบปรอท จากแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญระดับโลก การบริหารจัดการในประเด็นต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ และภาคผนวกเป็นรายการแหล่งที่มาของปรอทและสารประกอบปรอทที่จะต้องถูกควบคุมภายใต้อนุสัญญาฯ รวมทั้งกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

เรื่อง การขยายระยะเวลาความตกลงทวิภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism : JCM)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาความตกลงทวิภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (Joint  Crediting Mechanism : JCM)  ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอและมอบหมาย ทส. โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)  ประสานกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สาระสำคัญของร่างดังกล่าวเช่นเดียวกับร่างความตกลงฯ ฉบับเดิม คือ เป็นการจัดตั้งกลไก JCM เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำระหว่างกัน โดยเป็นการส่งเสริมการลงทุน และการใช้เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์  ระบบ  บริการ และโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำในการบรรลุการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำในประเทศไทย และมีประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมจากร่างความตกลงฯ ฉบับเดิม โดยแก้ไขข้อ 11 ของความตกลงฯ เพื่อขยายระยะเวลาการดำเนินงานกลไก JCM ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 (ค.ศ. 2030)

ทั้งนี้  ประโยชน์ของการขยายระยะเวลามความตกลงฯ จะเป็นประโยชน์ในหลายด้าน เช่น จะทำให้เกิดการลงทุนในโครงการที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำโดยรวม ประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่ทันสมัย ช่วยลดมลภาวะและช่วยให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะในบางสาขา ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและยังไม่มีเทคโนโลยีนั้นในประเทศไทย โดยมีผลกระทบที่สำคัญคือ การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักรอุปกรณ์ จะทำให้ไทยต้องพึ่งพาฝ่ายญี่ปุ่นเช่นเดียวกับการนำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

เรื่อง การเป็นเจ้าภาพร่วมการจัดประชุมสัมมนาวิชาการในระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสด้าน 3 R ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 9 (The High-level Ninth Regional 3R Forum in Asia and the Pacific)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมสัมมนาวิชาการในระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้ที่อาวุโสด้าน  3 R(Reduce Reuse Recycle : 3R)  ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 9 (The High-level Ninth  Regional 3R Forum in Asia and the Pacific) ตามที่ ทส.เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

วัตถุประสงค์ของการจัดประชุม
ดังกล่าว เพื่อเป็นเวทีสำหรับประเทศสมาชิกภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกร่วมกันแสดงความเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการระดับโลกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ 3R รวมถึงรับทราบและติดตามความก้าวหน้าของประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  ค.ศ. 2030 (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งรูปแบบการประชุมเป็นลักษณะเวทีหารือระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อระดมความคิดเห็นด้านนโยบายและมาตรการ 3 R  รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนวิชาการ ความรู้ประสบการณ์  และการดำเนินงานด้าน 3R ของประเทศต่างๆ (3R best practices)

เรื่อง แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 - 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 -2564 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนยุทธศาสตร์ ฯ ไปสู่การปฏิบัติต่อไป


สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ฯ มีเป้าประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะ และมีส่วนร่วมในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 ป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างความร่วมมือพหุภาคีและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามแนวทางประชารัฐ ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งระบบบริหารจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 4 เสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชน บุคลากรและภาคีเครือข่ายด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้มีความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ 

เรื่อง ท่าทีไทยในการประชุมUnited Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติท่าทีไทยสำหรับการประชุม United Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14

2. เห็นชอบร่างเอกสาร Our Ocean, Our Future: Call for Action

3. เห็นชอบร่างเนื้อหาคำมั่นโดยสมัครใจที่ประเทศไทยจะประกาศ

4. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสาร Our Ocean, Our Future: Call for Action และร่างเนื้อหาคำมั่นโดยสมัครใจที่ประเทศไทยจะประกาศที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่

การประชุม United Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการในการสนับสนุนการอนุวัติเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 14 (เกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเสริมสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือและกระตุ้นนวัตกรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะมีการแสดงท่าทีว่า ประเทศไทยมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรทะเล และทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับประชาคมไทยมีความก้าวหน้าที่ชัดเจนตามเป้าประสงค์ต่าง ๆ มีการดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจะประกาศคำมั่นโดยสมัครใจ 3 หัวข้อ ได้แก่ 1) การประมงยั่งยืน 2) หัวข้อมลพิษทางทะเล และ 3) หัวข้อการบริหารจัดการ ปกป้องและอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งนอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองเอกสาร Our Ocean, Our Future: Call for Action  ซึ่งมีรูปแบบเป็นปฏิญญาระหว่างรัฐบาลโดยเป็นเพียงกรอบกว้างเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 14 ให้ได้ตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ การประชุม United Nations Conference to Support the Implementation of Sustainable Development Goal 14 กำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 - 9 มิถุนายน 2560 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิยอร์ก 

เรื่อง (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564–2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021–2030)


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564–2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021–2030) และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนที่นำทางฯ จะเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อเป็นไปตามเป้าหมานการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่ร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะดำเนินการใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ สาขาพลังงานและขนส่ง สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และสาขาการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นสาขาที่แผนหลักของหน่วยงานมีความพร้อม และมีศักยภาพในการดำเนินงานที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้คิดเป็นศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2573 ทั้งสิ้น 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Mt– CO2e) ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายการลดที่ร้อยละ 20 หรือที่ 111 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ เป็นกรอบการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 โดยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 ที่ร้อยละ 20–25 จากกรณีดำเนินการปกติจึงจำเป็นต้องได้รับการผลักดันจากระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ประกอบกับต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งภาคธุรกิจเพื่อระดมทรัพยากรร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้บังเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมและบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าวได้ 

เรื่อง ขออนุมัติการลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงแห่งประเทศญี่ปุ่น


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงแห่งประเทศญี่ปุ่น

2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขแถลงการณ์ร่วมฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรร์มอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ

สาระสำคัญของแถลงการณ์ฯ เป็นการกำหนดรายละเอียดและแนวทางในการดำเนินความร่วมมือด้านการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย การดำเนินการตามมาตรการรัฐเจ้าของธง รัฐเจ้าของท่า รัฐชายฝั่ง การคงสถานะความเป็นรัฐเจ้าของตลาดและสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมงที่ถูกกฎหมายโดย (1) ส่งเสริมการอนุรักษ์และการแสวงหาประโยชน์ของแหล่งทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน (2) สนับสนุนการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในองค์กรระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (3) เน้นย้ำถึงความสำคัญของเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพซึ่งจำเป็นต่อการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมได้รับประโยชน์จากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของตน (4) พิจารณาระบบสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมการทำประมงที่น่าสงสัยหรือถูกตัดสินว่ากระทำผิดกฎหมาย (5) กระตุ้นให้มีการใช้มาตรการรัฐเจ้าของท่าในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก (6) ทำงานร่วมกันเป็นองค์ประกอบความร่วมมือในการกำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม โดยมุ่งสู่มาตรการการบริหารจัดการในระดับโลก (7) ทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงเอกสารข้อมูลการจับสัตว์น้ำ และการรับรองการจับสัตว์น้ำระดับพหุภาคี รวมทั้งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเสริมสร้างการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ประมงทั่วโลก 

เรื่อง ขอความเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 – 2564


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ดังนี้

1. ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 - 2564

2. มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น รับแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 - 2564 ไปบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน นำไปสู่การทำให้ภาคเกษตรมีความเข้มแข็งและเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงยั่งยืนในอนาคต และให้สภาเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ. 2560 - 2564 ให้คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการเตรียมการยุทธศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 - 2564 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. กลุ่ม/องค์กรเกษตรกรสามารถพัฒนาดำเนินกิจกรรมตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและดำเนินธุรกิจอเนกประสงค์ เช่น ธุรกิจสินเชื่อ รวมซื้อแปรรูป รวมขาย และกิจกรรมแนะนำงานฟาร์ม ให้บริการตามความต้องการของสมาชิก

2. เกษตรกรยากจนที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความจนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ

3. ทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั่วถึงและเพียงพอ คุณภาพดินได้รับการปรับปรุงเหมาะสมแก่การเกษตร ตลอดจนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูป

4. เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพผลิต รวมทั้งมีการขยายปริมาณแปรรูปและเกษตรอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า

5. เกษตรกรได้รับสวัสดิการเกษตรกร โอกาสเข้าถึงและคุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการมีกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร  ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและคุ้มครองทรัพยากรการผลิตทางการเกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร ยุทธศาสตร์ที่ 4 การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคเกษตรและการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการด้านกองทุนการเกษตร

เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอที่ประเทศไทย


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เสนอ
 

ทั้งนี้  ศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นควรมีขนาดกะทัดรัด เน้นบทบาทการเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล องค์ความรู้  การส่งเสริม  ประสานและบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนของภารกิจและการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต

สาระสำคัญของการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ  มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคที่เป็นเลิศด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. เพื่อเป็นศูนย์ที่เป็นคลังความรู้และศูนย์กลางด้านข้อมูลในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาว่าด้วยเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  4. เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัย  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการและการประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ในบริบทของประเทศในภูมิภาค 5. เพื่อเป็นศูนย์ประสานและดำเนินการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน  6. เพื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค  และต่อยอดขยายผลสู่ระดับสากล

บทบาทหน้าที่ของศูนย์

1. พัฒนาบุคลากรของภูมิภาคด้านวิธีคิดและแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงที่เหมาะสมกับบริบทของตน

2. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาด้านวิชาการและความรู้ความสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศสมาชิก

3. ขับเคลื่อนนโยบายความร่วมมือด้านการศึกษาในแต่ละด้านของภูมิภาคให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

4. เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างภูมิภาค

by ThaiWebExpert