thaigov.go.th

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                  1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

                  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ

                  สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกความร่วมมือทางวิชาการในสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของแต่ละประเทศบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน

                  ขอบเขตของความร่วมมือ ประกอบด้วยสาขาความร่วมมือต่าง ๆ ได้แก่ 1. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน 2. นโยบายและแผนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3. การป้องกันและควบคุมมลพิษ อาทิ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำและดิน รวมถึงการจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย 4. การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 5. การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. การจัดองค์กรและการพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกต่อสังคมและชุมชน 7. ข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และ 8. สาขาอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกัน

                  รูปแบบความร่วมมือ ประกอบด้วย 1. การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีในด้านต่าง ๆ อาทิ การศึกษาค้นคว้าการวิจัยในสาขาความร่วมมือที่หลากหลายภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ 2. การแลกเปลี่ยนการวิจัย สารสนเทศ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบของทั้งสองราชอาณาจักร 3. การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมใด ๆ 4. การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้แทนของผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่าย 5. การจัดสัมมนา การประชุม การประชุมเชิงปฏิบัติการ รวมทั้งการจัดหาหลักสูตรการฝึกอบรม แผนการวิจัยและการศึกษาดูงาน และ 6. การพัฒนาและการปฏิบัติตามแผนงาน และโครงการที่เห็นชอบร่วมกัน

เรื่อง ร่างยุทธศาสตร์ชาติ

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอ ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างยุทธศาสตร์ชาติ และเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอน ก่อนเสนอร่างยุทธศาสตร์ชาติฉบับปรับปรุงเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2561 เพื่อคณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                    สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และร่างยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ซึ่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในนามคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ

2. ร่างยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย

    1) ด้านความมั่นคง “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข” โดยมีเป้าหมายย่อย ได้แก่
        (1) ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข
        (2) บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติและทุกระดับ
        (3) กองทัพ หน่วยงานด้านความมั่นคง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหา
        (4) ประเทศไทยมีบทบาทเป็นที่ชื่นชมและได้รับการยอมรับโดยประชาคมระหว่างประเทศ 
        (5) การบริหารจัดการความมั่นคงมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

    2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมาย ดังนี้  
        (1) ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสรีภาพและยั่งยืน
        (2) ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น

    3) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่  
        (1) ใจ มีจิตสาธารณะ เป็นพลเมืองดีของชาติและมีจิตสำนึกความเป็นไทย
        (2) สติปัญญา มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น การสื่อสารภาษาต่างประเทศ การคิดวิเคราะห์และการพึ่งพาตนเอง
        (3) กาย  มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านตั้งแต่อยู่ในครรภ์ 
        (4) สภาพแวดล้อม ครอบครัวไทยจะต้องมีความสามารถในการเลี้ยงดูเยาวชนในครอบครัวไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน และมีระบบนิเวศที่สนับสนุนครอบครัวในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้ และสังคมที่มีความสุข

    4) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมาย ดังนี้
        (1) สร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ 
        (2) กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังของการพัฒนาประเทศไทยในทุกระดับเพื่อความสมานฉันท์ 
        (3) เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนเองและการจัดการตนเองเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ

     5) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมาย ดังนี้
        (1) อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้อย่างยั่งยืน มีสมดุล
        (2) ฟื้นฟูและสร้างใหม่ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบทางลบจากการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของประเทศในทุกมิติ
        (3) ใช้ประโยชน์และสร้างการเติบโตบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลภายในขีดความสามารถของระบบนิเวศ
        (4) ยกระดับกระบวนทัศน์ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม บนหลักของการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาล

    6) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมาย ดังนี้
        (1) ยกระดับงานบริการประชาชนสู่ความเป็นเลิศ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
        (2) ภาครัฐมีขนาดที่เล็กลง ลดความซ้ำซ้อนและปรับภารกิจของหน่วยงานภาครัฐให้เหมาะสม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกๆ ภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการบริการสาธารณะอย่างเหมาะสม 
        (3) การทำงานมีวัฒนธรรมที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ของส่วนรวม มีความทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า
        (4) ส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการเฝ้าระวังและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในสังคม
        (5) กระบวนการยุติธรรม การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมของประเทส  ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมอย่างถ้วนหน้า มีความเป็นสากล ไม่เลือกปฏิบัติ

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....

 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                   สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                   1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งป่าชุมชน และพื้นที่ป่าที่มีการจัดตั้งเป็นป่าชุมชนแล้ว ให้คงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎกระทรวงว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

                   2. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายในการจัดตั้ง การจัดการป่าชุมชนและเครือข่ายป่าชุมชนหรือพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับป่าชุมชน เสนอแนะในการออกกฎหมาย กำหนดระเบียบ พิจารณาอุทธรณ์ และเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อการกำหนดงบประมาณ มาตรการ หรือกลไกทางการเงิน

                   3. กำหนดให้มีคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและประกาศคำขอ เพิ่ม ลด หรือเพิกถอนป่าชุมชน ตรวจสอบรายละเอียดที่ระบุในคำขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ถอดถอนกรรมการจัดการป่าชุมชน แต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และประเมินผลการจัดการป่าชุมชนในจังหวัดแล้วจัดทำรายงานเสนอคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

                   4. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอจัดตั้งป่าชุมชน โดยในพื้นที่ป่าชุมชนจะต้องกำหนดบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ หรือบริเวณเพื่อการอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน และวัตถุประสงค์ของป่าชุมชน และการจัดตั้งป่าชุมชนมีผลต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

                   5. กำหนดให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและสมาชิกป่าชุมชนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการป่าชุมชน และกำหนดให้มีแผนจัดการป่าชุมชน รวมทั้งกำหนดให้มีหลักเขต ป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าชุมชนบริเวณเพื่อการอนุรักษ์และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ตามสมควร เพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่าเป็นเขตป่าชุมชน

                   6. กำหนดให้มีการควบคุมดูแลป่าชุมชน กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และกำหนดการห้ามกระทำการภายในป่าชุมชน คือ ห้ามทำไม้ในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ ห้ามใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน ห้ามบุคคลใดก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า ขุดหาแร่ ล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าชุมชน เว้นแต่เป็นการกระทำตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้กระทำได้ ทั้งยังกำหนดเกี่ยวกับการอนุญาตให้บุคคลเข้าไปกระทำการใด ๆ เพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ

                   7. กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนป่าชุมชนทั้งแปลงหรือแต่บางส่วนได้โดยคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอให้เพิกถอนป่าชุมชน ทอดทิ้งไม่จัดการฟื้นฟูป่าชุมชนนั้น ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบ หรือข้อบังคับที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ อันจะเป็นเหตุให้ป่าชุมชนได้รับความเสียหายหรือมีเหตุไม่ควรไว้วางใจให้จัดการป่าชุมชนต่อไป และเมื่อมีเหตุผลความจำเป็นทางด้านกิจการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ซึ่งการเพิกถอนป่าชุมชนให้มีผลเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทั้งนี้ ทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนหากเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้กรมป่าไม้เก็บไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมจัดการป่าชุมชน

                   8. กำหนดให้บุคคลชำระเงิน ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ เนื่องในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน โดยเงินที่เก็บได้ดังกล่าว เงินที่มีผู้บริจาค เงินสนับสนุนจากรัฐบาลและเงินรายได้อื่น ๆ ให้เก็บรักษาไว้ใช้จ่ายในกิจกรรมการจัดการป่าชุมชน โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

                   9. กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนและข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน และผู้กระทำการฝ่าฝืนการทำไม้ในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าชุมชน นอกจากนี้ บรรดาไม้หรือของป่าที่ได้มา หรือมีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม

                   10. กำหนดให้มีการออกกฎกระทรวง และระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือสำหรับโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้างระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับสถาบันความร่ว

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือสำหรับโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง ระหว่าง ทส. กับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง ทส. กับสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ทส. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

                   2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับ

                   สาระสำคัญของร่างบันทึกทั้ง 2 ฉบับ มีดังนี้

                   ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือสำหรับโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้างระหว่าง ทส. กับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการงบประมาณของโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากฝ่ายจีนให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง อย่างสูงสุด

                   หลักการเบื้องต้น มุ่งบริหารจัดการกองทุนเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคั่งต่อสมาชิกกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง โดยเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของทั้งจีนและไทย และร่วมกันติดตามประเมินโครงการและการใช้กองทุน

                   ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง ทส. กับสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินความร่วมมือในการสนับสนุนการบริหารจัดการลุ่มน้ำโขง-ล้านช้าง การพัฒนาศักยภาพองค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอณุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

                   ขอบเขตความร่วมมือ ดำเนินโครงการที่ได้รับทุนจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้างภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมทั้งจัดฝึกอบรมร่วม การสัมมนา การประชุมโครงการ วิจัยร่วมการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่เป็นวิทยากรและผู้ช่วยวิจัย การพัฒนาและแบ่งปันเครือข่ายข้อมูล

                   ระยะเวลาของความร่วมมือ มีระยะเวลา 5 ปี จากวันที่มีผลบังคับใช้ (วันที่ลงนาม) และจะขยายระยะเวลาการบังคับใช้โดยอัตโนมัติในทุกๆ 5 ปี เว้นแต่จะมีการยกเลิกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 6 เดือน ไปยังอีกฝ่ายการบอกเลิกข้อตกลงฯ จะไม่มีผลต่อข้อผูกพันทางกฎหมายหรือสัญญาใดๆ ที่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้สร้างขึ้นหรือเข้าร่วมในกิจกรรมที่เกิดขึ้นตามร่างบันทึกความเข้าใจนี้ 

เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. กำหนดบทนิยามคำว่า “มูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน” “ผู้ก่อกำเนิดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน” “คัดแยก” “การแยกชิ้นส่วน” และคำว่า “จุดแยกทิ้ง” เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

                   2. กำหนดห้ามดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

                   3. กำหนดให้ผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาตจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน ดำเนินการในการเก็บ การขน การกำจัดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน ต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งคน โดยมีคุณสมบัติตามที่กำหนด รวมทั้ง กรณีที่ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งคน

                   4. กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นหรือผู้ได้รับมอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาต แล้วแต่กรณี ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขด้านสุขลักษณะสำหรับผู้ปฏิบัติงานในการเก็บ ขน และกำจัดหรือแยกชิ้นส่วนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตราย เช่น ต้องจัดให้มีสถานที่ ห้องน้ำ ห้องสุขา จัดให้มีการตรวจสุขภาพ จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยและเหตุฉุกเฉิน และสนับสนุนให้มีการฝึกอบรม สำหรับผู้ปฏิบัติงาน

                   5. กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในการเก็บ ขน และกำจัดหรือแยกชิ้นส่วนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขด้านสุขลักษณะตามที่กำหนด

                   6. กำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนต้องคัดแยกใส่ในภาชนะบรรจุตามที่กำหนด ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีจุดแยกทิ้งและสถานที่พักรวม รวมถึงกำหนดสุขลักษณะที่ต้องดำเนินการในสถานที่พักรวม

                   7. กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับมอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาตที่ดำเนินการรับขนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน จากจุดแยกทิ้งที่ราชการส่วนท้องถิ่นจัดไว้ให้หรือจากสถานที่พักรวมมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนเพื่อนำไปกำจัดต้องจัดให้มียานพาหนะสำหรับขนมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนที่ถูกสุขลักษณะและดำเนินการขนอย่างถูกสุขลักษณะและปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   8. กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับมอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ได้รับอนุญาตที่ดำเนินการรับทำการกำจัด ต้องจัดให้มีการสถานที่พักรวมเพื่อรอการกำจัดและกำหนดวิธีการกำจัดมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน และต้องดำเนินการตามกฎหมายโรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 

เรื่อง การขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรี (Ministerial Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (The 8th World Water Forum)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรี (Ministerial  Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (The 8th  World Water Forum)

                   2. อนุมัติให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย  สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ร่วมรับรองในปฏิญญาดังกล่าว

                   3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาฯ  ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย  ให้เป็นดุลยพินิจของ ทส. เป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดการประชุม

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ทส. รายงานว่า

                   1. การประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (The 8th  World Water Forum) กำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-23 มีนาคม 2561 ณ กรุงบราซิเลีย  สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ภายใต้หัวข้อ “การแบ่งปันน้ำ” (Sharing Water) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงเทคนิค  การเมือง และสถาบัน  ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มประชาสังคมแลกเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อให้การใช้น้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและแลกเปลี่ยนการดำเนินงานระหว่างประเทศ  โดยในการประชุมระดับรัฐมนตรีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2561 ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ  2 กิจกรรม คือ

                             1.1 การรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีในการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 (Ministerial  Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรีของผู้แทนประเทศที่เข้าร่วมการประชุม

                             1.2 การประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี (Ministerial  Roundtable Meeting)  เป็นการประชุมคู่ขนานใน 6 หัวข้อ ได้แก่ (1) สภาพภูมิอากาศ (2) ประชาชน (3) การพัฒนา (4) เมือง (5) ระบบนิเวศ และ (6) การเงิน

                   2. ร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีฯ มีสาระสำคัญประกอบด้วย ข้อเรียกร้องเร่งด่วนให้มีการดำเนินการด้านน้ำอย่างเด็ดขาด ดังนี้

                             2.1 เริ่มต้นใหม่และเสริมสร้างพันธสัญญาทางการเมืองให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อก้าวผ่านความท้าทายที่เกี่ยวข้องด้านน้ำและการสุขาภิบาล และบรรลุเป้าประสงค์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านน้ำ

                             2.2 เรียกร้องให้จัดเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงระหว่างการประชุมเวทีเสวนาระดับสูงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน  ในปี พ.ศ.2561 ณ นครนิวยอร์ก เพื่อกระตุ้นผู้มีบทบาททางการเมือง

                             2.3 เชิญชวนให้เวทีหารือทางการเมืองระดับสูงมีการพิจารณาหรือทบทวนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 6 ในเรื่องผลลัพธ์ของกระบวนการทางการเมืองหัวข้อสำคัญ ภูมิภาค ความยั่งยืน และพลเมืองในการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8

                             2.4 กระตุ้นรัฐบาลให้ก่อตั้งหรือเสริมสร้างนโยบายและแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในระดับชาติและระดับต่ำกว่าตามที่เหมาะสม

                             2.5 สนับสนุนการจัดการองค์กรด้านน้ำระดับชาติและระดับต่ำกว่าตามที่เหมาะสมที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และมีความรับผิดชอบ 

                             2.6 ระดมทุนและจัดสรรทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพอจากแหล่งเงินทุนต่างๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา ส่งเสริมความท้าทายพิเศษเฉพาะด้าน และความเสี่ยงของประเทศเหล่านั้น

                             2.7 พัฒนาและแบ่งปันวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของความท้าทายด้านน้ำและการสุขาภิบาล รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                             2.8 ใช้ประโยชน์จากการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมน้ำโลก ครั้งที่ 8 ภายใต้กระบวนการที่มีความหลากหลายเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามปฏิญญาฉบับนี้ในระยะยาว 

เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการมะลิลาเพื่อต่อยอดการดำเนินการตามปฏิญญากรุงพนมเปญว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการพัฒนาภายใต้การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (พ.ศ. 2561 - 2565)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการมะลิลาเพื่อต่อยอดการดำเนินการตามปฏิญญากรุงพนมเปญว่าด้วยข้อริเริ่มด้านการพัฒนาภายใต้การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit : EAS) (พ.ศ. 2561 -2565)

                   2. ให้ กต. มีหนังสือแจ้งยืนยันการเห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าว

                   สาระสำคัญของร่างแผนปฏิบัติการมะลิลาเพื่อต่อยอดการดำเนินการตามปฏิญญากรุงพนมเปญฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนากิจกรรมและโครงการภายใต้ถ้อยแถลงและแผนงานที่ได้รับการรับรองแล้วในกรอบการประชุม EAS รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและการเสริมสร้างศักยภาพระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุม EAS ในสาขาความร่วมมือหลัก 6 สาขา ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน การศึกษา การเงิน สาธารณสุขและโรคระบาด การจัดการภัยพิบัติ ความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน และสาขาความร่วมมือที่สำคัญอีก 3 สาขา ได้แก่ การค้าและเศรษฐกิจความมั่นคงทางอาหาร ความร่วมมือทางทะเล

เรื่อง ร่างแผนการปฏิรูปประเทศ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างแผนการปฏิรูประเทศทั้ง 11 ด้าน

                   2. เห็นชอบความเห็นของ สศช. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามร่างแผนปฏิรูปประเทศพิจารณาดำเนินการต่อไป

                   ทั้งนี้ ให้เพิ่มเติมบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้รวมถึงการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศผ่านการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนในทุกภาคส่วนและหน่วยงานรัฐที่จะต้องนำไปปฏิบัติ รวมทั้งมีช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและทั่วถึงด้วย

                   ให้ สศช. เร่งดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ การติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ โดยมุ่งเน้นให้กลไกและวิธีการประเมินสามารถประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและไม่เป็นภาระของหน่วยงานมากจนเกินไป และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางและหลักเกณฑ์เพื่อถือปฏิบัติต่อไป

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   สศช. รายงานว่า สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้สรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และเป้าหมายและการดำเนินงานของร่างแผนการปฏิรูป 11 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการเมือง 2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านกระบวนการยุติธรรม 5) ด้านเศรษฐกิจ 6) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7) ด้านสาธารณสุข 8) ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 9) ด้านสังคม 10) ด้านพลังงาน และ 11) ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ได้ดำเนินการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศในด้านที่รับผิดชอบแล้วเสร็จ รวมถึงได้สอบถามความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอร่างแผนการปฏิรูปประเทศต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาแล้ว

                   ภาพรวมของแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน มีประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ดังนี้

                   1) การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ การส่งเสริมการประกอบอาชีพ และการปรับปรุงกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ผ่านการดำเนินการตามแผนปฏิรูป 4 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และสาธารณสุข

                   2) การพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับชุมชน ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และเชื่อมโยงการผลิตของไทยกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค

                   3) การสร้างสังคมและชุมชนที่เข้มแข็ง มุ่งเน้นให้คนในชุมชนทุกกลุ่มมีความมั่นคงด้านอาชีพ และรายได้ รวมทั้งมีหลักประกันทางรายได้ในวัยเกษียณที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ และได้รับสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสม

                   4) การฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งเน้นการฟื้นฟู อนุรักษ์ เพื่อสร้างฐานทรัพยากรของประเทศไทยในระยะยาวควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน

                   5) การสร้างประสิทธิภาพและความโปร่งในในกระบวนการทำงานภาครัฐ ปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ติดตาม และประเมินผลมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับภาพรวมและระดับพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมาย

                   6) การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

                   ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ การดำเนินการตามประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่สำคัญ 6 มิติดังกล่าวข้างต้นจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยในภาพรวม 4 ด้าน ได้แก่ 1) ประเทศไทยมีฐานทรัพยากรรองรับการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลในเชิงสังคมและเชิงเศรษฐกิจ 2) ประชาชนมีสวัสดิการของรัฐที่เหมาะสม มีโอกาสในการสร้างอาชีพและได้รับความเป็นธรรมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการยุติธรรม 3) ภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมได้รับการยกระดับ รวมทั้งลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และ 4) การบริหารจัดการภาครัฐมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน จะก่อให้เกิดประโยชน์ในแต่ละระดับของสังคม คือ ระดับประชาชน ชุมชนและท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประเทศ  

เรื่อง ทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ดังนี้

                   1. ภาพรวม ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา  นครนายก  ปราจีนบุรี  และสระแก้ว  มีพื้นที่ร้อยละ 7.1 ของประเทศ และมีประชากรร้อยละ 7.5 ของประเทศ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจร้อยละ 17.6 ของประเทศ เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก นอกจากนี้  ยังเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน  รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ ได้แก่  ผลไม้ สุกร ไก่ กุ้ง ประมง  อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาก่อให้เกิดปัญหาเรื่องมลพิษบางประการ เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศ  ขยะ และน้ำเสีย นอกจากนี้  การขยายตัวของเมือง แหล่งอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก และมีภาวการณ์ขาดแคลนแรงงานทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

                   2. ปัญหาและประเด็นท้าทาย ภาคตะวันออกมีปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองอุตสาหกรรม เช่น มลพิษทางอากาศ ขยะ และน้ำเสีย ปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและทักษะแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่ไม่สอดรับกับการพัฒนาของภาค  ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงต่อการขยายตัวของเมือง รวมถึงการผลิตด้านเกษตรและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังขาดการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังใช้แรงงานเข้มข้น นอกจากนี้   การท่องเที่ยวกระจุกตัวในบางจังหวัด แหล่งท่องเที่ยวรอบนอกไม่เป็นที่รู้จักและขาดความพร้อมในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่สามารถดึงดูนักท่องเที่ยวให้พักค้างในพื้นที่

                   3. ศักยภาพและโอกาส ภาคตะวันออกเป็นศูนย์รวมที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีท่าเรือน้ำลึก และระบบโครงข่ายการขนส่งทางถนนและรถไฟ ที่สนับสนุนการเปิดประตูการขนส่งของประเทศเข้าสู่ระบบโครงข่ายการเดินเรือนนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานานชาติ โดยเฉพาะพัทยา บางแสน เกาะช้าง และเกาะเสม็ด รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติประเภาป่าเขา น้ำตก และอุทยานแห่งชาติ เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้หลักของประเทศโดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เหมาะแก่การทำประมงน้ำลึก และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เป้นแหล่งเจียระไนอัญมณีที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียง รวมทั้งมีพรมแดนติดกับชายแดนกัมพูชาที่ใกล้กรุงเทพ ฯ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                    4. แนวคิดและทิศทาง ภาคตะวันออกมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นพื้นที่ฐานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลัก (Industrial heartland) และเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกและท่าอากาศยานนานาชาติ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้  ยังเป็นพื้นที่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Southern Economic Corridor และ Southern Coastal Economic corridor) ที่เชื่อมโยงเมียนมา – ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางลัดโลจิสติกส์ (Land bridge) เชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันตกและโลกตะวันออก นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ ได้แก่ สุกร กุ้ง ไก่ ข้าว และผลไม้ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น การพัฒนาภาคตะวันออกระยะต่อไป จะต้องพัฒนาต่อยอดฐานเศรษฐกิจที่มีอยู่ของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษด้านตะวันออก (EEC) และพื้นที่อื่น ๆ ในภาค โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์และการค้าบริการ ควบคู่ไปกับการใช้ศักยภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำและความพร้อมของสถาบันการศึกษาวิจัย ยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการให้มีมูลค่าสูง เพื่อให้ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นกับดับ “ประเทศรายได้ปานกลาง”

                             4.1  วัตถุประสงค์  1) เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงมากขึ้น 2) เพื่อพัฒนพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาในพื้นที่อย่างยั่งยืน 3) เพื่อพัฒนาเมืองศูนย์กลางของจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยมีความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองมีมาตรฐาน บริการสาธารณะมีคุณภาพ และมีระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองอย่างทั่วถึง และ 4) เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ

                             4.2 เป้าหมายและต้วชี้วัด 1) สัดส่วนคนจนภาคตะวันออกลดลง  2) สัมประสิทธิ์การ   กระจายรายได้ลดลง  3) มูลค่าการลงทุนภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มขึ้น  4) จำนวนเมืองศูนย์กลางของจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่เพิ่มขึ้น 5) จำนวนพื้นที่ป่าไม้และป่าชายเลนเพิ่มขึ้น 6) สัดส่วนพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ของระบบชลประทานเพิ่มขึ้น 7) การเข้าถึงระบบประปาเพิ่มขึ้น 8) คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และ 9) ร้อยละของปริมาณขยะที่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพิ่มขึ้น

                             4.3 แนวทางการพัฒนา 5 แนวทาง

                                       1.) พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยพัฒนาโครงข่ายความเชื่อโยงด้านการคมนาคมขนส่งหลักให้เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเมือง ส่งเสริมการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยี พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลนานาชีวิตในจังหวัดชลบุรี-ระยองให้เป็นฐานการกระจายรายได้และการสร้างงานให้แก่ชุมชน พัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองสำคัญของจังหวัดให้เป็นเมืองน่าอยู่

                                       (2) พัฒนาภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยพัฒนาการผลิตและการค้าผลไม้ภาคตะวันออก ให้เป็นศูนย์ผลไม้เมืองร้อนแห่งเอเชียส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ ได้แก่ สุกรและไก่ในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา พัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

                                       (3) ปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว โดยฟื้นฟูและปรับปรุงการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ฟื้นฟูและอนุรักษ์การท่องเที่ยวในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอารยธรรม

                                       (4) พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วให้เป็นประตูและศูนย์กลางทางการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน เชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชาและเวียดนาม พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับจังหวัดเกาะกง กัมพูชา พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนบ้านแหลมและบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรีให้เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนเชื่อมโยงกับจังหวัดพระตะบองและไพลินของกัมพูชา

                                       (5) แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและจัดระบบการบริหารจัดการมลพิษให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมจันทบุรีและตราดฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศ คุ้มครองและฟื้นฟูป่าชายเลน ปะการัง หญ้าทะเล และป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่กัดเซาะรุนแรง ได้แก่ จันทบุรีและฉะเชิงเทราดำเนินการตามมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน โดยเฉพาะในบริเวณแม่น้ำสายหลักที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แม่น้ำระยองตอนบน ตอนล่าง และแม่น้ำพังราดตอนบน พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการรวบรวม ขนย้าย และการกำจัดขยะจังหวัดชลบุรีและระยองให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

                   5. แผนงาน/โครงการ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอแผนงาน/โครงการเบื้องต้นในการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาภาคตะวันวันออก ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) สรุปได้ดังนี้

                             5.1 พัฒนาภาคพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวก บุคลากรเทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาเมืองนวัตกรรมภาคตะวันออก (EEC) โครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ โครงการส่งสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก นิคมอุตสาหกรรม Smart Park โครงการก่อสร้างท่าเรือ ชายฝั่ง A ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 โครงการปรับปรุงทางรถไฟท่าเรือจุกเสม็ด โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand)

                             5.2 พัฒนาภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญของภาคใต้ให้ได้มาตรฐาน อาทิ โครงการศูนย์นวัตกรรมด้านเกษตรอาหาร และ Smart Farm ต้นแบบ โครงการศูนย์นวัตกรรมจากผลิตผลเกษตรภาคตะวันออก โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการสร้างนวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปสู่ตลาดโลก โครงการพัฒนาเกษตรกรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI for Smart Agriculture)

                             5.3 ปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงเกษตร เชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวอารยธรรม อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการพัฒนาเส้นทางจักรยานเพื่อสุขภาพและการท่องเที่ยว “Bike for All” โครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการสุขภาพ (สปา นวดเพื่อสุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุ กายภาพบำบัด) ธุรกิจก่อสร้าง/วิศวกรรม และธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ โครงการบูรณะซ่อมแซมและพัฒนาโบราณสถาน โครงการบูรณะซ่อมแซมและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

                             5.4 พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเชื่องโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ถนนสายแยก ทล.348-บ.ป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ถนนสาย ก1 ข และ ค1 ผังเผืองรวมเมืองตราด จังหวัดตราดโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โครงการขยายการค้าการลงทุนชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมตลาดการค้าชายแดนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก

                             5.5 แก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและจัดระบบการบริหารจัดการมลพิษให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อาทิ โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่ตะวันออก โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย พื้นที่พัทยาและนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

                             ทั้งนี้แผนงาน/โครงการยังเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นที่จะนำไปจัดทำเป็นแผนพัฒนาภาคตะวันออกแบบบูรณาการที่สมบูรณ์ ภายใต้กระบวนการและกลไกการพัฒนาพื้นที่เชิงบูรณาการระดับภาค 6 ภาค ต่อไป 

เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Greening Industry through Low Carbon Technology Application for SMEs)

 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบให้ อก. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization : UNIDO) ดำเนินโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Greening Industry through Low Carbon Technology Application for SMEs)

                   2. เห็นชอบต่อร่างหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการฯ กับ UNIDO

                   3. เห็นชอบให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ลงนามหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการฯ

                   สาระสำคัญของการดำเนินโครงการ

                   อก. ร่วมกับ ธพว. และ UNIDO จัดทำโครงการ Greening Industry through Low Carbon Technology Application for SMEs โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมรับผิดชอบการกำกับดูแลการดำเนินโครงการฯ ในภาพรวม ธพว. รับผิดชอบให้บริการด้านสินเชื่อแก่ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือที่สนใจเพื่อใช้ในการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ และ UNIDO ทำหน้าที่เป็นหน่วยบริหารโครงการและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อดำเนินโครงการฯ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และติดตามตรวจสอบโครงการเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่                          

                             1. การวิเคราะห์และปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรม SMEs ของไทย โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์อุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อใช้ในการพัฒนาด้านการใช้เทคโนโลยีสะอาดและนำเสนอคำแนะนำนโยบาย การรณรงค์สร้างความตระหนักและเผยแพร่ประโยชน์ในการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนด้านการเงิน

                             2. การเสริมสร้างขีดความสามารถและการดำเนินโครงการเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรม SMEsโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและการจัดการองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

                             3.การติดตามและประเมินผล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดตามประเมินผลโครงการและกิจกรรมเป็นระยะตามเกณฑ์ที่กำหนด 

by ThaiWebExpert