thaigov.go.th

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (25 พฤศจิกายน 2557)

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา พ.ศ. .... รวม 4 ฉบับ
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. ... และร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภอ คุระบุรี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอท้ายเหมือง อำเภอทับปุด อำเภอเมืองพังงา อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
   สาระสำคัญของร่างประกาศ ฯ  รวม 2 ฉบับ ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้
     1. กำหนดพื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์และเขตควบคุมอาคารของจังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา เป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศนี้ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวห้ามกระทำการ หรือประกอบกิจกรรมบางประการ เช่น ห้ามก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า รวมทั้งการเก็บหา นำออกไป หรือทำให้เสื่อมสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ห้ามใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด ห้ามกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรณีสัณฐาน สภาพทางธรรมชาติของชายหาดไปจากเดิม หรือทำให้ทัศนียภาพเสียไป รวมทั้งกำหนดประเภทและขนาดของโรงงานอาคารใด ๆ  เป็นต้น
     2. กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่จะทำการก่อสร้างอาคารหรือดำเนินการโครงการ หรือประกอบกิจการในพื้นที่ นอกจากต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้แล้ว ให้จัดทำและเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วแต่กรณี ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
     3. กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อทำหน้าที่จัดทำแผนคุ้มครอง ฟื้นฟู และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดูแล ติดตาม ตรวจสอบการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
    4. กำหนดให้หากมีกฎหมายใดกำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และเป็นมาตรการที่ไม่ต่ำกว่ามาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือมีมาตรการที่ดีกว่าให้เป็นไปตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น
    5. กำหนดข้อยกเว้นสำหรับอาคารที่ไม่ต้องดำเนินการตามประกาศนี้ ได้แก่ อาคารในพื้นที่ที่มีอยู่แล้วก่อนหรือในวันประกาศนี้ใช้บังคับ เป็นต้น และกำหนดให้การกระทำ กิจกรรม หรือกิจการใดที่ต้องห้ามตามประกาศนี้ ถ้าได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต

   6. กำหนดให้ประกาศนี้มีระยะเวลาการบังคับใช้ห้าปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 

ขอความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยกลไกความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียนสำหรับการเตรียมการ และการจัดการน้ำมันรั่วไหล (25 พฤศจิกายน 2557)

 คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.)เสนอ ดังนี้

   1. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยกลไกความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียนสำหรับการเตรียมการ และการจัดการน้ำมันรั่วไหลร่วมกัน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนการลงนามและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้ คค. สามารถดำเนินการได้โดยประสานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)
    2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม
    3. มอบหมายให้ กต. ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้แทนสำหรับการลงนามดังกล่าว
สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฯ มีดังนี้
   1. วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเซียนในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและขจัดมลพิษทางทะเลเนื่องจากน้ำมัน พร้อมทั้งสนับสนุนความร่วมมือและความช่วยเหลือในการควบคุมและขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยประเทศผู้ขอรับความช่วยเหลือเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
   2. ประเทศสมาชิกตกลงที่จะร่วมกันพัฒนากลยุทธ์และแผนการปฏิบัติการเพื่อสร้างความสามารถและขีดความสามารถของสมาชิกประชาคมอาเซียน รวมถึงการเริ่มการอบรมร่วมหรือการฝึกร่วมเพื่อยกระดับการเตรียมการความร่วมมือและการประสานงานระหว่างบุคลากรผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ในการขจัดคราบน้ำมันของภาคีทั้งหมด การแบ่งปันข้อมูลเพิ่อเพิ่มระดับของการเตรียมการกรณีอุบัติการณ์น้ำมันรั่วไหล และสร้างความเข้มแข็งในการปฏิบัติงานจริง

สรุปผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพสมัยที่ 12(COP 12) (25 พฤศจิกายน 2557)

เรื่อง สรุปผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพสมัยที่12(COP 12) ณ เมืองพยองชาง สาธารณรัฐเกาหลี
    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
    1. รับทราบสรุปผลการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพสมัยที่ 12 และการประชุมระดับสูงหรือระดับรัฐมนตรีระหว่างสมัยการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 12 และมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการต่อไป เพื่อให้สัตยาบันต่อพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม
    2. เห็นชอบให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานประสานการดำเนินงานตามอนุสัญญา ฯ ประสานการดำเนินงานตามข้อตัดสินใจจากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญา ฯ ต่อไป

    3. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณากำหนดแนวทางและเงื่อนไขของการส่งเสริมการลงทุนจากเอกชนที่มาลงทุนในประเทศไทย ในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป 

การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2558 (18 พฤศจิกายน 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2558 ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
    มท. รายงานว่า ได้คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งจากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่น พบว่ามีแนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วงในปี 2558 จะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยอาจเกิดเร็วขึ้น มีห้วงเวลาที่ยาวนานขึ้น และมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2558 มท. จึงจัดทำคำชี้แจง ดังนี้
   1. การกำหนดพื้นที่เป้าหมายซึ่งคาดว่าจะประสบปัญหาภัยแล้ง มีการพิจารณาหลักเกณฑ์พื้นที่ซึ่งคาดว่าจะประสบปัญหาภัยแล้ง ดังนี้
   1.1 ข้อมูลปริมาณน้ำฝนสะสมเฉลี่ย พบว่าปริมาณฝนสะสมเฉลี่ย ปี 2557 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30ปี
   1.2 ข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนห้วง 3 และ 6 เดือน พบว่า เกณฑ์ปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นภาคใต้
   1.3 ข้อมูลน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ พบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ ปี2557 ต่ำกว่าปี 2556 ถึง 8,579 ล้านลูกบาศก์เมตร
  1.4 ข้อมูลระบบประปาทุกระบบ ประเทศไทยมี 23 ล้านครัวเรือน มีครัวเรือนที่ไม่มีระบบประปาใช้ จำนวนร้อยละ 17 มีระบบประปาใช้ร้อยละ 83 ประกอบด้วย การประปานครหลวงร้อยละ 9การประปาส่วนภูมิภาคร้อยละ 16 การใช้ระบบประปาท้องถิ่นร้อยละ 58
  1.5 ข้อมูลหมู่บ้านที่มีการประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติจากการขาดแคลนน้ำอุปโภค ย้อนหลัง 3 ปี (2555 - 2557) จำนวน 74,963 หมู่บ้าน ปรากฏว่ามีหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งขาดแคลนน้ำอุโภคบริโภคต่อเนื่อง 3 ปี จำนวน 9,535 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ12.72 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังและติดตาม
   2. การเตรียมการเพื่อให้มีน้ำอุปโภคบริโภคใช้
   2.1 การขุดลอกคูคลอง ได้ดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง 31 จังหวัด จำนวน 259 โครงการ
   2.2 การผลิตน้ำประปา
   2.2.1 สนับสนุนการจัดสรรน้ำดิบเพื่อการผลิตให้กับการประปาส่วนภูมิภาคและการประปาท้องถิ่นได้ตลอดฤดูแล้ง โดยประสานกรมชลประทานให้จ่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง ขุดลอกแหล่งน้ำดิบและซ่อมบ่อบาดาลที่เป็นแหล่งน้ำดิบ
   2.2.2 สนับสนุนน้ำประปาท้องถิ่นให้สามารถแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งได้อย่างเพียงพอ
   2.2.3 เร่งรัดการก่อสร้างระบบประปาท้องถิ่นเพิ่มเติมในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะประสบภัยแล้ง31 จังหวัด จำนวน 929 โครงการ
   2.2.4 วางระบบการกระจายน้ำ โดยรถบรรทุกน้ำไปยังหมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา จำนวน 482หมู่บ้าน และหมู่บ้านที่มีระบบประปาแล้วแต่ชำรุด จำนวน 1,183 หมู่บ้าน
   2.3 การจัดการระบบน้ำบาดาล
   2.3.1 ข้อมูลบ่อบาดาล มีจำนวนบ่อบาดาล 152,849 บ่อ
   2.3.2 อยู่ในพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง 31 จังหวัด จำนวน 79,595 บ่อ ชำรุด19,410 บ่อ สามารถซ่อมแซมให้ทันใช้งานในฤดูแล้งนี้ 14,623 บ่อ
   3. แผนเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
   3.1 สำรวจพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง
   3.2 จัดเตรียมบุคลากร เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติงาน
   3.3 สำรวจภาชนะรองรับน้ำ และจุดแจกจ่ายน้ำกลางประจำหมู่บ้านพร้อมทำแผนแจกจ่าย
   4. แผนปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ
   4.1 บูรณาการร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการกำหนดจุดจ่ายท่อธารน้ำ ซึ่งเป็นจุดบริการน้ำอุปโภคบริโภคของสำนักงานประปาส่วนภูมิภาคทุกสาขาทั่วประเทศ 234 แห่ง รวมถึงระบบประปาของท้องถิ่น
   4.2 นำรถราชการบรรทุกน้ำสะอาดไปยังจุดจ่ายน้ำกลางโดยกำหนดรอบเวลาและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง
   4.3 บูรณาการร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแบ่งหน้าที่และพื้นที่ความรับผิดชอบ โดยประสานกระทรวงสาธารณสุขให้ดูแลรักษาสุขภาพประชาชน ให้ความรู้กรณีโรคระบาดในช่วงฤดูแล้ง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับจากอาชญากรรมในช่วงฤดูแล้ง ให้กระทรวงกลาโหมและศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของทุกเหล่าทัพบูรณาการแผนปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยแล้ง ส่วน มท. จะบูรณาการส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมรายได้แก่ประชาชน ผู้ประสบความเดือดร้อนจากการว่างงาน ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร โดยการจ้างแรงงานเพื่อทำงานในโครงการของส่วนราชการที่จัดสรรงบประมาณลงในพื้นที่
   5. แผนการสร้างความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน
   5.1 นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี มาตรการและแผนปฏิบัติการของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอประชุมร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปชี้แจงทำความเข้าใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยให้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องในนโยบายการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ตลอดจนสร้างความตระหนักและขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัด

   5.2 การปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ เพื่อรับข้อมูลปัญหาและข้อเรียกร้องจากประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน ให้นำเสนอให้รัฐบาลเพื่อพิจารณาแนวทางให้การช่วยเหลือต่อไป 

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการ วิจัย และอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติ (12 พฤศจิกายน 2557)

เรื่อง  บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการ วิจัย และอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
   กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกรมบริการอุทยานแห่งชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
    1. อนุมัติการจัดทำและให้ความเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการ วิจัย และอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติ ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกรมบริการอุทยานแห่งชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
     2. มอบหมายให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการ วิจัย และอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติ ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย และกรมบริการอุทยานแห่งชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี มีสาระสำคัญ ดังนี้
    1. บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุทยานแห่งชาติทั้งสองประเทศ และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคลเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ โดยแบ่งปันประสบการณ์ การทำกิจกรรมร่วมกัน การฝึกอบรม แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และการหารือในประเด็นที่สนใจร่วมกันเพื่อพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติ
    2. สาขาความร่วมมือ เกี่ยวข้องกับ
    2.1 ส่งเสริมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการในการจัดการพื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติที่มีความสนใจร่วมกัน
    2.2 ส่งเสริมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการในการจัดการนักท่องเที่ยวและการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด รวมถึงประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านพื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติ
    2.3 สนับสนุนการพบปะเยี่ยมเยือนกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อพัฒนาบุคลากรหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    2.4 ส่งเสริมและพัฒนาการติดต่อสื่อสารทางวิชาชีพระหว่างเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองและอุทยานแห่งชาติ เพื่อความก้าวหน้าในการจัดการอุทยานแห่งชาติ
    2.5 สนับสนุนแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการระหว่างหน่วยงาน
    2.6 แสวงหาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศของตนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการฟื้นฟูระบบนิเวศ
    2.7 ส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการวางแผนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
    3. หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทส. และกรมบริการอุทยานแห่งชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี
     4. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมบริการอุทยานแห่งชาติ เกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการตามความสัมพันธ์ในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางด้านการเงินของแต่ละฝ่าย
     5. การทบทวนหรือการแก้ไข สามารถดำเนินการได้โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบและตกลงร่วมกัน บันทึกความเข้าใจฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ลงนาม และจะมีผลบังคับใช้ 5 ปี แต่ฝ่ายหนึ่งอาจยุติข้อตกลงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฯ นี้ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีระหว่างรัฐของคู่ภาคี และไม่กระทบถึงพันธกรณีที่ทั้งสองประเทศมีอยู่แล้ว

   ทส. เห็นว่า บันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวเป็นข้อตกลงทางวิชาการ ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง รวมทั้งไม่เกี่ยวข้องกับการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการอื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่เข้าข่ายประเด็นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 23 วรรคสอง 

ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Chage 2014) (28 ตุลาคม 2557)

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Chage 2014)
    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
    1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เป็นผู้ให้การรับรองในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ นี้
   3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ขอให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดกระบวนการกล่าวถ้อยแถลง ณ ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสมัยที่ 20 ในเดือนธันวาคม 2557 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู
สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ สรุปได้ดังนี้
    1. ประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นความสำคัญอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ เช่น การร้องขอ การสนับสนุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ในบริบทตามวรรค 2 (d) ของข้อตัดสินใจที่ 1/C.19 ในการเตรียม Interded Nationally Determined Contributions (INDC) และเพื่อดำเนินการให้เกิดโอกาสในการพัฒนาแนวทางคาร์บอนต่ำที่จะช่วยสนับสนุนความพยายามในการลดก๊าซรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการมุ่งไปยังการพัฒนาพลังงานทดแทน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และภาคป่าไม้ ซึ่งควรรวมไว้ใน INDC และการเพิ่มความร่วมมือในการปรับปรุงขีดความสามารถร่วมกันในการจัดการสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศ รวมทั้งการทำวิจัยร่วมเพื่อให้เข้าใจดีขึ้นว่า สภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลต่อระบบสภาพอากาศในภูมิอาเซียน และการพัฒนาเทคโนโลยีว่าด้วยการคาดการณ์และพยากรณ์สภาพภูมิอากาศจะช่วยให้จัดการกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้มีอำนาจตัดสินใจจากภาคส่วนต่าง ๆ และจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่าง เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับกิจกรรมของมนุษย์และการพัฒนา และพัฒนาขยายสู่ระดับภูมิภาค สู่การจัดทำแบบจำลองภูมิอากาศที่มีรายละเอียดสูงสำหรับภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะทำให้บรรลุผลในเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาคอาเซียนด้วย โดยส่งเสริมความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมิให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้หลักการของการรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน
   2. การสนับสนุน Warsaw Framework of Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation (REDD+) พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เกิดการรักษาและจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนเพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนรวมทั้งเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจชุมชน
   3. ผลักดันประเทศพัฒนาแล้วเพื่อให้จัดลำดับความสำคัญในการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีในระยะยาวแก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
   4. มีความเห็นสอดคล้องกับการดำเนินการตามข้อตกลง Decision 1/CP.17 ในอันดับที่จะดำเนินการเพื่อให้บรรลุข้อตกลงใหม่ภายในปี 2558 เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในปี 2563 อาทิ การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวรวมถึงเน้นย้ำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเสริมสร้างศักยภาพและการช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ และการสนับสนุนที่กำหนดอย่างมุ่งมั่นระดับชาติ

   5. บทบาทในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคอาเซียน ควรเป็นการดำเนินการที่ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือกันตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก 

ร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (28 ตุลาคม 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจาณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

       สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...เป็นการปรับปรุงอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการอนุญาต การออกใบอนุญาต ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การมีคำสั่งไม่อนุญาต และการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ไปเป็นอำนาจของเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และแก้ไขเพิ่มเติมให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการยกเว้นค่าธรรมเนียม 

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.แร่ พร้อมตั้งกองทุนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ทำเหมือง (21 ตุลาคม 2557)

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.... เนื่องจาก พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ.2509 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่เหมาะสมกับภาวะในปัจจุบัน อีกทั้งมีกระบวนการขั้นตอนการอนุญาตที่มากเกินจำเป็น การจัดสรรผลประโยชน์ การเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบไม่มีความชัดเจน การจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
    "สาระสำคัญคือ การนำกฎหมายว่าด้วยแร่ และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่มาบัญญัติไว้ในฉบับเดียวกันและปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุ
    ทั้งนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาต และการควบคุม กำกับดูแลการทำเหมือง และกิจกรรมที่เกี่ยวกับการทำเหมืองที่เหมาะสมกับขนาดของเหมือง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแร่ และการแก้ไขผู้มีอำนาจออกประทานบัตรเหมืองแร่ในแต่ละประเภท โดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี และปลัดกระทรวงแล้วแต่กรณี เป็นผู้ได้รับอนุญาตแทนรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี

    พร้อมกับกำหนดให้จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ทำเหมือง เพื่อเยียวยาสิ่งแวดล้อมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลแร่ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือการส่งออกแร่ไปนอกราชอาณาจักร กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐ โดยคำนึงถึงหลักการที่ต้องทดแทนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดกลไกของกฎหมายให้รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขคุณสมบัติของบุคคลในกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียนที่จะเข้ามาประกอบกิจการลงทุนหรือรับจ้างทำงานเกี่ยวกับแร่ในไทย 

ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... (21 ตุลาคม 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป
     สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
    1. ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยแร่ และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ทุกฉบับ
    2. ปรับปรุงบทนิยามคำว่า'แร่'ให้รวมถึง 'ลูกรัง'ที่ใช้ประโยชน์เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าเป็นไปตามหลักวิชาการธรณีวิทยาและวิศวกรรมเหมืองแร่ ส่วนการขุดเจาะน้ำเกลือใต้ดินนั้นมีกฎหมายว่าด้วยโรงงานกำกับดูแลอยู่แล้ว จึงไม่ได้กำหนดให้การขุดเจาะน้ำเกลือใต้ดินอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายแร่อีกต่อไป
    3. กำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตและการควบคุมกำกับดูแลการทำเหมืองและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองที่เหมาะสมกับขนาดของเหมือง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแร่ จัดสรรแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรแร่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนอันเป็นที่ตั้งของพื้นที่ทำเหมืองและพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองเพิ่มมากขึ้น
    4. ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการแร่ โดยกำหนดให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ทรงคุณวุฒิให้พิจารณาแต่งตั้งจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเหมืองแร่ ด้านสิ่งแวดล้อมด้านสังคมศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการเหมืองแร่ และให้มีคณะกรรมการจังหวัด เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในการพิจารณาอนุญาตประทานบัตร รวมถึงการบริหารจัดการแร่ในจังหวัดนั้น
    5. แบ่งประเภทและการออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
พระราชบัญญัติแร่                          ร่างพระราชบัญญัติแร่
รัฐมนตรีเป็นผู้ออกประทานบัตร     (1)  การทำเหมืองประเภทที่ 1 ได้แก่ การทำเหมืองในเนื้อที่ไม่เกินหนึ่งร้อยไร่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตจังหวัดที่มีการทำเหมืองเป็นผู้ออกประทานบัตร
   (2)  การทำเหมืองประเภทที่ 2 ได้แก่ การทำเหมืองในเนื้อที่ไม่เกินหกร้อยยี่สิบห้าไร่ ให้อธิบดีเป็นผู้ออกประทานบัตร
   (3)  การทำเหมืองประเภทที่ 3 ได้แก่ การทำเหมืองในทะเลการทำเหมืองใต้ดินตามที่กำหนดในหมวด 5 การทำเหมืองที่ไม่ใช่การทำเหมืองประเภทที่ 1 หรือการทำเหมืองประเภทที่ 2 ให้
    ปลัดกระทรวงเป็นผู้ออกประทานบัตร
   6. กำหนดหลักการใหม่เกี่ยวกับการคืนสิทธิและสวมสิทธิการทำเหมืองตามประทานบัตร โดยกำหนดให้ผู้ถือประทานบัตรสามารถคืนสิทธิตามประทานบัตรทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนของพื้นที่ประทานบัตรได้ หากไม่มีหน้าที่และข้อผูกพันตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติหรือได้ฟื้นฟูพื้นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพพื้นที่การทำเหมือง การพัฒนา การใช้ประโยชน์ การเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งภายหลังการทำเหมืองและการปิดเหมือง ทั้งนี้ แผนฟื้นฟูพื้นที่ถือเป็นเงื่อนไขในการออกประทานบัตร
    7. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนพื้นฟูสภาพพื้นที่ทำเหมืองเพื่อเยียวยาสิ่งแวดล้อมและผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง
    8. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำกับดูแลแร่นำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือการส่งออกแร่ออกนอกราชอาณาจักร เพื่อให้สามารถควบคุมกำกับดูแลแร่นำเข้าในราชอาณาจักรทั้งชนิด สภาพ หรือคุณภาพของแร่ที่นำเข้ามา เพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้สามารถกำกับดูแลการส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักรไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
   9. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่พิเศษ
   10. กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐ เงินบำรุงพิเศษ ค่าสิทธิสำรวจ โดยการเรียกเก็บเงินดังกล่าวได้คำนึงถึงหลักการที่ต้องทดแทนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหลักประกันการเยียวยาความเสียหาย และเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยอันเกิดจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินการตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)
   11. กำหนดกลไกของกฎหมายให้รองรับการที่ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลในกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียนที่จะเข้ามาประกอบกิจการลงทุน หรือรับจ้างทำงานเกี่ยวกับแร่ในประเทศไทย
   12. ปรับปรุงบัญชีอัตราธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติให้เหมาะสมกับสภาวการณ์

มาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2557/2558(14 ตุลาคม 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำอื่น ๆ
2. เห็นชอบการงดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่
กลอง โดยให้มีการออกประกาศทางราชการแจ้งพื้นที่ที่ให้งดการส่งน้ำและงดการทำนาปรังในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ รวม 26 จังหวัด ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยในพื้นที่งดส่งน้ำและงดทำนาปรังให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556
3. เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
ปี 2557/2558 ดังนี้
1. เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองจะไม่ได้รับการช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติด้านการเกาตร
2. เกษตรกรทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานได้รับมาตรการช่วยเหลือเหมือนกัน
3. มาตรการหลัก โดยกรมชลประทานดำเนินการจ้างแรงงานเพื่อซ่อมคูคลองในฤดูแล้ง จำนวน 7.54 ล้านคนต่อวัน
4. มาตรการเสริม จะดำเนินการโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 และขอ
สนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ 2558 ดังนี้
4.1 การอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านประมง
3,574 ราย แบ่งเป็นเรื่องการเลี้ยงปลา 2,702 ราย (ราบละ 2,250 ราย) และกบ 872 ราย (รายละ 2,900 ราย)
4.2 การอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ 13,389 ราย แบ่งเป็นเรื่องการเลี้ยงเป็ด 4,407 ราย (รายละ 4,000 บาท และไก่ 8,982 ราย (รายละ 4,000 บาท)
4.3 การฝึกอาชีพในภาคเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรฝึกอาชีพเกษตรกร จำนวน 17,804 ราย แบ่งเป็น 9 หลักสูตร ได้แก่ ปุ๋ยหมัก (รายละ 800 บาท) สารชีวินทรีย์ (รายละ 800 บาท) ถั่วงอก (รายละ 500 บาท) เพาะเห็ด (รายละ 800 บาท) ขยายพันธุ์ไม้ผล (รายละ 500 บาท) ผึ้ง (รายละ 2,950 บาท) แมลงเศรษฐกิจ (รายละ 1,200 บาทป ซ่อมเครื่องจักรกล (รายละ 3,000 บาท) และการแปรรูป/ถนอมอาหาร (รายละ 1,000 บาท)
4.4 การสนับสนุเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วแก่เกษตรกรในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ จำนวน 150,000 ไร่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือถั่วลิสง แก่เกษตรกรที่มีความประสงค์จะปลูกพืชตระกูลถั่ว
4.5 การฝึกอาชีพนอกภาคเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จำนวน 1,385 ราย แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชย์และบริหาร ความคิดสร้างสรรค์ และเฉพาะทาง (รายละ 900 บาท)
4.6 การสนับสนุนให้ปลูกพืชปุ๋ยสด ในพื้นที่พักนาที่มีความชื้นเพียงพอ 150,000 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดิน
5. เกษตรกรเลือกมาตรการช่วยเหลือตามความสมัครใจ
5.1 ได้รับมาตรการหลักแล้ว สามารถเลือกมาตรการเสริมเพิ่มเติมได้ หรือจะไม่เลือกมาตรการหลัก ก็ยังมีสิทธิ์เลือกมาตรการเสริม
5.2 มาตรการเสริมเลือกได้เพียงมาตรการเดียวเพื่อกระจายการช่วยเหลือไปให้เกษตรกรรายอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ การประชาสัมพันธ์และติดตาม กำกับ การขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมเกษตร
6. มาตรการสนับสนุนอื่น ๆ ประกอบด้วย การแจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด สภาเกษตรกรแห่งชาติ รวมถึงกลไกระดับพื้นที่ อาทิ องค์กรผู้ใช้น้ำของแต่ละโครงการ การกำหนดแผนปฏิบัติการฝนหลวง การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำ การเร่งรัดขุดลอกคลองระบายน้ำการจัดทำแก้มลิง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ รวมถึงการเตรียมสำรองเมล็ดพันธุ์พืชและการสนับสนุนเสบียงสัตว์และเวชภัณฑ์ นอกจากนี้เห็นควรให้จังหวัดกำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก รณรงค์ให้งดเลี้ยงปลา ในกระชังเขตลุ่มน้ำปิงและน่าน ทั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำน้อยในช่วงเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2557/58 ที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ให้มีรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบจากภัยแล้งที่จะเกิดแก่เกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทันต่อฤดูเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2557/58 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึง 30 เมษายน 2558

by ThaiWebExpert