thaigov.go.th

การรับรองวันดินโลกขององค์การสหประชาชาติ (7 มกราคม 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการรับรองวันดินโลกขององค์การสหประชาชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กษ. รายงานว่า
        1. กษ. โดยกรมพัฒนาที่ดินได้จัดกิจกรรมวันดินโลกในวันที่ 5 ธันวาคม 2556  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรดินต่อการพัฒนาด้านการเกษตร โภชนาการ และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตามที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญและได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน และเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและนานาประเทศโดยได้จัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ถึงการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรดิน พร้อมทั้งพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขดินที่มีปัญหา การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน
        2. เมื่อวันที่ 
20 ธันวาคม 2556  ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 68 (UNGeneral Assembly : UNGA 68th) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ได้พิจารณาให้การรับรองวันดินโลก (World Soil DAY) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีและในปี 2558 เป็นปีดินสากล (International Year of Soil in 2015)
        3. ผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่มีการยอมรับในระดับสหประชาชาติให้วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันดินโลกนั้น จากปี2014 เป็นต้นไป ทุกวันที่5 ธันวาคมของทุกปี ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติกว่า 200 ประเทศจะจัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลก เนื่องจากองค์การสหประชาชาติได้มีมติรับรองซึ่งจะส่งผลให้วันดินโลกอยู่ในปฏิทินปฏิบัติงานขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ สำหรับประเทศไทย กษ. โดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงโรม จะได้เตรียมกิจกรรมเฉลิมฉลองวันดินโลกในวันที่ 5 ธันวาคมทุกปี และปีดินสากลในปี 2558 

แถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 19 และแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค (Regional Investment Framework: RIF)(3 ธันวาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) ได้ร่วมกับรัฐมนตรีของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้การรับรองแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีฯ โดยไม่มีการลงนามในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 19 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2556
2. เห็นชอบต่อแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค เพื่อให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) ได้ร่วมกับรัฐมนตรีของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้การรับรองแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการลงทุนในภูมิภาค โดยไม่มีการลงนามในการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 19 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2556
3. เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สามารถปรับปรุงถ้อยคำในการแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีฯ ได้ในกรณีที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ในการหารือในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ในวันที่ 10 ธันวาคม 2556 โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ อีกครั้ง

การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนากฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3 ธันวาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนากฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
2. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำกรอบแนวทางการพัฒนากฎหมาย 3 ด้านที่ ยธ. เสนอ ไปใช้เป็นแนวทางการปฏิรูปกฎหมายในกรอบยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy)
3. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาจัดช่องทางพิเศษสำหรับการพิจารณาและผลักดันร่างกฎหมายทั้งในกรอบของรัฐบาลและกรอบของรัฐสภา โดยในกรอบของรัฐบาลควรจัดช่องทางพิเศษสำหรับร่างกฎหมายที่จะได้รับการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และขอความร่วมมือให้มีการพิจารณาโดยคณะพิเศษของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ร่างกฎหมายผ่านไปตามวัตถุประสงค์และทันตามระยะเวลาที่กำหนด และพิจารณาแนวทางร่วมมือเพื่อให้รัฐสภากำหนดเป็นวาระเร่งด่วน และจัดกลไกเฉพาะในการดูแลให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายตามแผนงานโดยเร็ว
สาระสำคัญของกรอบแนวทางการพัฒนากฎหมายที่ประกอบด้วยการดำเนินงานใน 3 ด้าน มีดังนี้
กรอบที่ 1 การพัฒนากฎหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอันเป็นการทั่วไป มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนากฎหมายอันมีลักษณะเป็นการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นการทั่วไป
กรอบที่ 2 การพัฒนากฎหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจ / อุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นกฎหมาย / ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายจากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการพัฒนากฎหมาย ส่งเสริมการค้าการลงทุนและเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรายสาขา ตามกรอบยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) และข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
กรอบที่ 3 การพัฒนาองคาพยพ / ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง รวมถึงส่งเสริมให้กฎหมายของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และได้ดำเนินการผลักดันการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามกรอบดังกล่าว รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่ ยธ. รับผิดชอบ
คณะกรรมการนโยบายพัฒนากฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน มีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้
องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็น รองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย อธิบดีกรมอาเซียน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ประธานสมาคมธนาคารไทยหรือผู้แทน ศาสตราจารย์กำชัย จงจักรพันธ์ ศาสตราจารย์ศักดา ธนิตกุล รองศาสตราจารย์ธวัชชัย สุวรรณพานิช รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม นายคณิศ แสงสุพรรณ นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายอวยชัย คูหากาญจน์ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็น กรรมการและเลขานุการ นายวัลลภ นาคบัว และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
1. จัดทำแผนพัฒนากฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ แนวโน้มและพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศในกรอบของประชาคมอาเซียนหรือสหประชาชาติโดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
2. เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ รวมทั้งการจัดให้มีกฎหมายหรือกฎระเบียบขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
3. ติดตาม และเร่งรัดการดำเนินงานพัฒนากฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อจัดทำรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานทุกรอบหกเดือนและรายงานสรุปผลเมื่อสิ้นสุดภารกิจต่อคณะรัฐมนตรี
4. ขอให้ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐจัดส่งเอกสาร ข้อเท็จจริง หรือความเห็นตลอดจนขอให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้น
5. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน หรือมอบหมายหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ให้
ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบการปฏิบัติงาน ธุรการ งานวิชาการ งานประชุม และงานเลขานุการของคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้น
6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

การรับรองร่างปฏิญญาลิมาว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม (25 พฤศจิกายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาลิมาว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม
2. อนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยหรือผู้แทน ที่เข้าร่วมการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 15 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization- UNIDO) ให้การรับรองร่างปฏิญญาลิมาว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม
3. หากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของร่างปฏิญญาลิมาว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศ ก่อนที่จะมีการรับรองเอกสารดังกล่าว ให้คณะผู้แทนไทยสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญ
ร่างปฏิญญาลิมาว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม มีสาระสำคัญดังนี้
1. ตั้งแต่การรับรองปฏิญญาลิมา (Lima Declaration) ในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งมีหลักการว่าอุตสาหกรรม (Industrialization) เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานและรายได้ ซึ่งนำไปสู่การขจัดความยากจนและสร้างโอกาสในการเข้าร่วมทางสังคม ต่อมาได้มีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ซึ่ง UNIDO ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินการของประเทศสมาชิกเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย MDGs ดังกล่าว และได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด สำหรับวาระการพัฒนาภายหลังปี พ.ศ. 2558 (Post 2015 Development Agenda) นั้น ประชาคมโลกควรให้คำมั่นที่จะสนับสนุนการขจัดความยากจนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2. ประเทศสมาชิก UNIDO จะส่งเสริมให้มีการจัดทำเป้าหมายสากลในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและครอบคลุม เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในวาระการพัฒนาภายหลังปี พ.ศ. 2558 (Post 2015 Development Agenda) รวมทั้งการส่งเสริมให้ UNIDO เข้าไปมีบทบาทร่วมในการจัดทำวาระการพัฒนาภายหลังปี พ.ศ. 2558 ของสหประชาชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการบรรจุประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุมไว้ในวาระการพัฒนาดังกล่าว
3. UNIDO มีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุม โดยการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค การฝึกอบรม การเสนอแนะนโยบายและข้อแนะนำ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้และการปฏิบัติการที่เป็นเลิศให้แก่บรรดาประเทศสมาชิก เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครอบคลุมดังกล่าว
4. ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุผลในการพัฒนาอุตสาหกรรม การประกาศปฏิญญาลิมาในปี ค.ศ. 1975 เป็นการสร้างกลไกการให้คำปรึกษาระดับโลกในระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับประเทศต่าง ๆ ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และสร้างหุ้นส่วนใหม่ที่มีความหลากหลาย
5. เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกให้ความมั่นใจว่า UNIDO จะมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน โดยขอให้ประเทศสมาชิกชำระค่าบำรุงองค์การฯ ทั้งหมดและตามกำหนดเวลา รวมทั้งพิจารณาบริจาคเงินโดยสมัครใจให้กับ UNIDO เพื่อให้สมดุลกับขีดความสามารถและการปฏิบัติงานของ UNIDO ที่เพิ่มขึ้น โดยพิจารณาจากความต้องการของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือและประเทศผู้รับความช่วยเหลือเป็นสำคัญ

ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งเติร์กเมนิสถานและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน(25 พฤศจิกายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งเติร์กเมนิสถานและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่ผู้ลงนามในข้อ 2
4. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้กระทรวงพลังงาน หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ระบุถึงความร่วมมือด้านพลังงานในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และความร่วมมืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านนโยบาย ด้านโอกาสการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาบุคคลากรด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ
บันทึกความเข้าใจฯ จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการลงนามและจะต่ออายุโดยอัตโนมัติเป็นระยะเวลาเดียวกัน เว้นแต่ว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบถึงความตั้งใจที่จะไม่ขอต่ออายุบันทึกความเข้าใจฯ การสิ้นสุดบันทึกความเข้าใจที่จะไม่มีผลต่อกิจกรรมและโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หรือที่กำลังดำเนินการอยู่ตามบันทึกความเข้าใจนี้ จนกว่ากิจกรรมและโครงการนั้น ๆ จะเสร็จสิ้น หรือแล้วแต่ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

ขอบริจาคข้าวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Haiyan) (25 พฤศจิกายน 2556)

ขอบริจาคข้าวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Haiyan) ในประเทศฟิลิปปินส์ผ่านองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอดังนี้
1. เห็นชอบบริจาคข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 5,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือประเทศฟิลิปปินส์ผ่านแอปเทอร์ รวมค่าข้าวและค่าดำเนินการ เป็นเงินทั้งสิ้น 73.6 ล้านบาท (คิดจากราคา CIF ข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ ตันละ 460 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32 บาท ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556)
2. อนุมัติวงเงิน 73.6 ล้านบาท จากเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปี 2557
3. มอบหมายให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมบรรจุถุง และส่งมอบข้าวไปถึงท่าเรือประเทศฟิลิปปินส์
4. มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในคณะมนตรีแอปเทอร์ ประสานงานกับสำนักเลขานุการแอปเทอร์ นำข้าวที่บริจาคนี้ไปดำเนินการงานตามขั้นตอนการช่วยเหลือของแอปเทอร์ และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการให้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

มาตรการเร่งด่วนรองรับสถานการณ์พายุและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้(25 พฤศจิกายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนรองรับสถานการณ์พายุและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เสนอดังนี้
1. ให้กรมอุตุนิยมวิทยาขยายการประกาศเตือนภัยล่วงหน้าเป็น 7-10 วัน (แทน 3 วัน)
2. ให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเพิ่มประเภทการเตือนภัยขึ้นอีกหนึ่งระดับ คือ ประกาศเตือน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยเน้นให้สื่อสารมวลชนทุกแขนงทราบ
3. ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มประกาศเตือนขึ้นอีกหนึ่งระดับ คือ ประกาศเตือนประชาชนเพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์เพื่อเตรียมความพร้อม
4. ให้หน่วยงานภาคปฏิบัติในการเผชิญเหตุ สามารถตัดสินใจออกปฏิบัติงานในพื้นที่ทันทีโดยไม่ต้องรอการสั่งการ
5. ให้จังหวัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอพยพประชาชนล่วงหน้า ในกรณีที่มั่นใจว่าจะเกิดเหตุซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง
6. ให้จังหวัดฯ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าประจำพื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม
7. มอบหมายสื่อของรัฐทุกแขนง เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ให้ข่าวสารการเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง และให้แถลงในโอกาสแรกก่อนข่าวประเภทอื่น ๆ (ยกเว้นข่าวในพระราชสำนักฯ)
8. ให้กระทรวงกลาโหมสั่งการเตรียมความพร้อม (Stand by) กำลังพลในช่วงระหว่าง 2 เดือนนี้ (พ.ย. – ธ.ค. 56)
9. ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าระดับภาค (Forward Command) ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ณ จังหวัดสงขลา โดยให้ผู้ตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าและให้มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าประจำการ

การบริหารโครงการลงทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552(25 พฤศจิกายน 2556)

การบริหารโครงการลงทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 และเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติการขยายระยะเวลาการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (พ.ร.ก.) ภายหลังปีงบประมาณ 2556 ดังนี้
1.1 โครงการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการและมีการผูกพันสัญญาแล้ว จำนวน 9 รายการ วงเงิน 292.7295 ล้านบาท สำหรับรายการที่ต้องขอรับจัดสรรวงเงินเพิ่มขอให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งรัดทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
1.2 โครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สำหรับรายการที่มีการผูกพันสัญญาของกรมทรัพยากรน้ำ วงเงิน 86,423,557.9700 บาท
1.3 โครงการพัฒนาการเรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาชีพด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วงเงิน 629,629,280.0000 บาท
1.4 โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยบริการ จำนวน 50 แห่ง ของ สอศ. ศธ. โดยขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายตามความเห็นของ กค. สำหรับรายการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการและหรือขอรับจัดสรรเงินเพิ่มขอให้ สอศ. เร่งรัดขอทำความตกลงกับ สงป. ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2556 เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
2. อนุมัติการยกเลิกโครงการเงินกู้ พ.ร.ก. และนำวงเงินกู้ดังกล่าวรวมเป็นวงเงินเหลือจ่ายในสาขาเศรษฐกิจนั้นต่อไป ดังนี้
2.1 อนุมัติการยกเลิกโครงการที่ยังไม่มีข้อผูกพันสัญญา และยังไม่ได้เริ่มการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการอาคารพักพยาบาล 20 ห้อง โรงพยาบาลนายายอาม (จังหวัดจันทบุรี) วงเงิน 5.5230 ล้านบาท และโครงการระบบบำบัดน้ำเสีย โรงพยาบาลยุพราชฉวาง (จังหวัดนครศรีธรรมราช) วงเงิน 7.7130 ล้านบาท ของ สธ
2.2 อนุมัติการยกเลิกการดำเนินโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ รายการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยภูนก ช่วง 2 ห้วยภูนก หมู่ที่ 1 ตำบลท่าปลา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ วงเงิน 1,903,400.00 บาท เนื่องจากไม่สามารถเข้าพื้นที่ดำเนินการได้ และรายการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองน้ำบางดี หมู่ที่ 4 ตำบล
พ่วงพรหมคร อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี วงเงิน 4,280,490.0000 บาท ของกรมทรัพยากรน้ำ ทส.
3. อนุมัติจัดสรรเงินสำรองจ่ายเพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้
(ค่า K) ดังนี้
3.1 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จำนวน 2 รายการ วงเงิน 2,119,610.0400 บาท
3.2 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม (คค.) จำนวน 18 รายการ วงเงิน 31,185,986.0000 บาท
3.3 กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย (มท.) จำนวน 1 รายการ วงเงิน 1,325,311.7000 บาท
4. อนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยหน่วยงานจะต้องส่งข้อมูลให้ สงป. พิจารณาเพื่อขอจัดสรรเงิน ซึ่งรวมถึงแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ และอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินเป็นภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2557
5. รับทราบวงเงินเหลือจ่ายของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี วงเงิน 42,884,333.0000 บาท และ อนุมัติดำเนินโครงการพัฒนางานห้องผ่าตัด ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน และห้องปฏิบัติการกลาง จำนวน 30 รายการ และ อนุมัติจัดสรรเงินเหลือจ่ายตามวงเงินที่คงเหลือให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี วงเงิน 42,884,300.0000 บาท

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106(25 พฤศจิกายน 2556)

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลวัดเกต ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหนองผึ้ง ตำบลยางเนิ้งและตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และในพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลวัดเกต ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหนองผึ้ง ตำบลยางเนิ้งและตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และในพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทก.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติ ที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
ข้อเท็จจริง
ทส. รายงานว่า
1. เนื่องจากพื้นที่บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ในตำบลวัดเกต ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหนองผึ้ง ตำบลยางเนิ้ง ตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นถนนสายที่มีคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาเกือบ 200 ปี มีลักษณะที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงได้แบบอย่างมาจากยุโรป ในการปลูกต้นไม้ตามแนวถนนทั้งสองข้างทางโดยปลูกต้นยางนาในจังหวัดเชียงใหม่และต้นขี้เหล็กในจังหวัดลำพูน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมโยงและแบ่งเขตเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ต้นยางนามีจำนวนลดลงอย่างมากจากที่เคยปลูกไว้ 2,000 ต้น เหลือในปัจจุบันเพียง 995 ต้น และต้นขี้เหล็กเหลืออยู่เพียง 138 ต้น และในอนาคตมีแนวโน้มว่าต้นยางนาและต้นขี้เหล็กจะมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากปล่อยปัญหาเหล่านี้ไว้โดยไม่มีมาตรการคุ้มครองย่อมส่งผลกระทบต่อต้นยางนาและต้นขี้เหล็กรวมทั้งมีการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบไม่เอื้อต่อการอนุรักษ์ให้เป็นถนนสายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเข้ามาเสริมมาตรการทางกฎหมายที่มีและใช้บังคับในพื้นที่
2. ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2556 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวและให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
สาระสำคัญของร่างประกาศกระทรวงฯ
1. กำหนดให้พื้นที่ภายในบริเวณที่วัดจากจุดกึ่งกลางของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ในระยะ 40 เมตร ออกไปทั้งสองฟาก ในท้องที่ตำบลวัดเกต ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหนองผึ้ง ตำบลยางเนิ้ง และตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่และในท้องที่ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
2. กำหนดให้ในเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ห้ามการกระทำหรือการประกอบกิจกรรม ได้แก่ การตัด ฟัน โค่นต้นยางนาและต้นขี้เหล็ก การกระทำอันตรายต่อระบบรากหรือลำต้นของต้นยางนาและต้นขี้เหล็ก เป็นต้น รวมทั้งการห้ามก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารให้มีลักษณะบางประการหรือให้เป็นอาคารบางประเภท ตลอดจนการกำกับควบคุมการใช้ยานพาหนะและการเจรจา
3. กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการสงวนรักษา การอนุรักษ์ การปกป้องและการฟื้นฟูบูรณะและการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. กำหนดให้ร่างประกาศนี้ใช้บังคับมีกำหนดระยะเวลาห้าปี

ร่างปฏิญญามานามาสำหรับการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 12(19 พฤศจิกายน 56)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญามานามาสำหรับการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 12
2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าว
3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญของร่างปฏิญญามานามาเป็นเอกสารที่ระบุความคืบหน้าในการดำเนินงานที่ผ่านมาและแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของกรอบความร่วมมือ ACD
ร่างปฏิญญาดังกล่าวเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวภายในเอเชียและในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมโยงในระดับประชาชนตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพด้านการท่องเที่ยวโดยการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม และเทคโนโลยีในภูมิภาค ร่างปฏิญญาดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการค้าเสรีและการลงทุนระหว่างประเทศในเอเชีย ตลอดจนการพัฒนากลไกเพื่อคุ้มครองการลงทุน และความร่วมมือในการแบ่งปันความรู้ความเชี่ยวชาญระหว่างศูนย์กลางทางการเงินในเอเชีย เพื่อขยายตลาดทุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเงินในเอเชีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และน้ำ ตลอดจนยืนยันความจำเป็นในการต่อต้านการก่อการร้ายในทุกรูปแบบ โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมกันส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกลุ่มอารยธรรม วัฒนธรรม และศาสนาต่าง ๆ และร่วมกันต่อต้านการกระทำอันเป็นโจรสลัด
ร่างปฏิญญามานามาไม่ใช่สนธิสัญญาและไม่มีประเด็นพิจารณาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 เนื่องจากเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศสมาชิก ACD เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือภายใต้กรอบ ACD ในด้านการท่องเที่ยวและอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมิได้มีเจตนาหรือใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดพันธกรณีระหว่างรัฐบาลภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ

by ThaiWebExpert