thaigov.go.th

ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ฮังการี ครั้งที่ 2


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ฮังการี ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นกรอบการหารือกับฝ่ายฮังการีในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 2

2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศร่วมลงนามในเอกสารผลลัพธ์การประชุมดังกล่าวร่วมกับ Minister of State for Economic Diplomacy กระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี

3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ ดังกล่าว ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ แต่มิใช่สาระสำคัญหรือกระทบต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. และคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

สาระสำคัญของร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 2 ระบุถึงแนวทางความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจ และการลงทุน ตลอดจนสาขาความร่วมมือทางวิชาการที่ส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์ระหว่างกัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการน้ำ อุตสาหกรรมเกษตร และอาหาร พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาและวัฒนธรรม สาธารณสุขและอุตสาหกรรมสาธารณสุข และการท่องเที่ยว

ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการในสาขาต่าง ๆ ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ ไม่ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างกัน ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญ 

การขอความเห็นชอบต่อร่างแผนงานเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาร่วมอาเซียน – แคนาดา ด้านการค้า และการลงทุน ปี 2016–2020 (2016–2020 Work Plan to Implement the ASEAN – Canada Joint Declaration on Trade and Investment)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อร่างแผนงานเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาร่วมอาเซียน–แคนาดา ด้านการค้า และการลงทุน ปี 2016–2020 (2016–2020 Work Plan to Implement the ASEAN–Canada Joint Declaration on Trade and Investment)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน–แคนาดา ครั้งที่ 4 วันที่ 25 สิงหาคม 2558 เข้าร่วมรับรอง (endorse) ร่างแผนงานเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาร่วมอาเซียน–แคนาดา ด้านการค้าและการลงทุนปี 2016–2020

3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างแผนงานดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ พณ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

พณ. รายงานว่า ร่างแผนงานเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาร่วมอาเซียน–แคนาดา ด้านการค้า และการลงทุน ปี 2016–2020 เป็นแผนงานซึ่งมีขอบเขตการดำเนินกิจกรรมที่สานต่อจากแผนงาน ปี 2012–2015 โดยยกระดับความร่วมมือและปรับแนวทางสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับแคนาดาให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2020 และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการขยายการค้าการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยการดำเนินการตามแผนงานให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบภายในของประเทศสมาชิกอาเซียนและแคนาดา

ร่างแผนงานประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1. การยกระดับการหารือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับแคนาดา (Bolster ASEAN–Canada Dialogue on Trade and Investment) มุ่งเน้นการจัดการประชุมทั้งระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน–แคนาดา รวมทั้งสนับสนุนให้มีการหารือเกี่ยวกับนโยบายการค้าอย่างต่อเนื่องในประเด็นการค้าและการลงทุน

2. การกระตุ้นการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับแคนาดา (Stimulate increased Trade and Investment between ASEAN and Canada) สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและการเชื่อมโยงของ SMEs ในภูมิภาคอาเซียนและแคนาดา

3. การสนับสนุนกิจกรรมของภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าและการลงทุน (Support private initiatives to increase Trade and Investment) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องระหว่างสภาธุรกิจแคนาดา–อาเซียน (Canada–ASEAN Business Council : CABC) และสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council : ABAC) เพื่อขยายการค้าและการลงทุน รวมถึงการจัดกิจกรรมประจำปีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

ขอความเห็นชอบโครงการ Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscape


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. ร่างข้อเสนอโครงการ Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscape

2. ให้ ทส. ดำเนินโครงการ Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscape โดยมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ลงนามร่วมกับผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program : UNDP) ในเอกสารโครงการ

3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างข้อเสนอโครงการดังกล่าวในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ส่งผลกระทบผูกพันเชิงนโยบายให้ ทส. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า


1. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ UNDP ได้ร่วมกันพัฒนาร่างข้อเสนอโครงการ Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscape เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility : GEF) ในรอบที่ 5 ซึ่งโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์ที่มีความสำคัญระดับโลกและอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยให้ความสำคัญกับชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ จำนวนรวม 3 ชนิด ได้แก่ 1) นกชายเลนปากช้อน ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน 2) นกกระเรียน ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และ 3) พลับพลึงธาร ในพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดพังงา ซึ่งนอกจากชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ทั้ง 3 ชนิด จะมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยแล้ว พื้นที่โครงการทั้ง 3 แห่ง ยังจัดอยู่ในพื้นที่ที่เป็นภูมิทัศน์ภาคการผลิต (Production Landscape) ของประเทศไทยอีกด้วย

2. ข้อเสนอโครงการ Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscape ได้รับการรับรองจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานกลางเชิงปฏิบัติเมื่อวันที่ 18 กันยาน 2555 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549  และข้อเสนอโครงการดังกล่าวได้รับการรับรองจากประธานบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GFF Chief Executive Director) พร้อมทั้งได้แจ้งสนับสนุนงบประมาณให้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้อยู่ในรูปที่สมบูรณ์ (Project Preparation Grant : PPG) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2557

3. สาระสำคัญของโครงการ Conserving Habitats for Globally Important Flora and Fauna in Production Landscape มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555- 2557) ในประเด็นยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยจัดให้มีการคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์และระบบนิเวศที่เปราะบาง และเป็นที่อยู่ของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์และในเรื่องการบริหารจัดการที่ดี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการจัดการทรัพยากรธรราชาติและสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงเครื่องมือและกลไก ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนบูรณาการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2558 – 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 2 ปกป้องคุ้มครอง อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ 

ผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ..

เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) ต่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข (Thailand’s Revised National lvory Action Plan - NIAP)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild fauna and Flora : CITES) ต่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข (Thailand’s Revised National lvory Action Plan - NIAP) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินตามที่ ทส. เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. แจ้งว่า

1. คณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES พิจารณารายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไข (Thailand’s Revised National lvory Action Plan - NIAP) แล้วเห็นว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 65 [Standing Committee (SC) 65] ครบถ้วนทั้ง 3 ประเด็นอย่างมีนัยสำคัญและประเมินว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่น่าพอใจในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งทำให้ประเทศไทยไม่ถูกเสนอระงับการค้าซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา CITES จากคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES แต่ยังคงมีสถานะเป็นประเทศที่น่ากังวลอย่างมาก (Primary concern) อยู่ และยังคงต้องดำเนินการตามแผนปฏิบัติการงาช้าง ฯ และส่งรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามแผนฯ ภายในวันที่ 15 กันยายน 2558 ให้สำนักเลขาธิการ CITES เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ครั้งที่ 66 (SC 66) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มกราคม 2559 พิจารณาต่อไป

2. คณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ขอให้ประเทศไทยชี้แจงเพิ่มเติมในรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ครั้งต่อไปภายในวันที่ 15 กันยายน 2558 ซึ่งได้แก่ 1) คำชี้แจงเกี่ยวกับบทลงโทษกรณีครอบครองและค้างาช้างแอฟริกา 2) คำชี้แจงเกี่ยวกับอายุของช้างบ้านที่กำหนดให้ต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย 3) คำชี้แจงเกี่ยวกับการตรวจสอบการแจ้งครอบครองงาช้างบ้าน

3. เพื่อให้การชี้แจงดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อชี้แจงต่อคณะกรรมการบริหารอนุสัญญา CITES ทส. จึงเห็นควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

3.1 ให้กรมการปกครอง มีมาตรการทางกฎหมายในการกำหนดอายุช้างบ้านตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 เดือน ต้องจดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณ และให้มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุมในการป้องกันไม่ให้มีการนำช้างผิดกฎหมายมาแจ้งจดทะเบียนเป็นช้างบ้าน รวมทั้งกำกับดูแลและควบคุมการตัดงาของช้างบ้านด้วย

3.2 ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีมาตรการที่เข้มงวดและรัดกุมในการตรวจสอบการแจ้งครอบครองงาช้างบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำงาช้างแอฟริกามาแจ้งครอบครองเป็นงาช้างบ้าน รวมทั้งมีมาตรการที่เข้มงวดกวดขันในการกำกับดูแลและควบคุมร้านค้างาช้างให้ปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย โดยหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป 

การขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2553...


เรื่อง การขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2553 และประกาศกระทรวงฯ ในบริเวณพื้นที่จังหวัดชลบุรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 รวม 4 ฉบับ ออกไปอีก 1 ปี

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวม 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างประกาศ

ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวม 4 ฉบับ ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

ลำดับที่

ชื่อประกาศ

วันสิ้นสุดการใช้บังคับ

การขยายระยะเวลาวันสิ้นสุดการใช้บังคับ

1.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2553

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559

2.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559

3.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2553

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559

4.

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555

30 กรกฎาคม 2558

30 กรกฎาคม 2559



เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการต่อประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าสำหรับการหารือกับเวียดนาม และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใช้เป็นกรอบการหารือสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2

2. หากในการประชุมดังกล่าว มีผลให้มีการตกลงเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าในประเด็นอื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยไม่มีการจัดทำเป็นความตกลงหรือหนังสือสัญญาขึ้นมา ให้ พณ.และคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายรับรองผลการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2 รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เป็นผลจากการหารือขยายความร่วมมือเฉพาะด้าน (หากมี)

สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า

1. ไทยและเวียดนามมีกลไกสำคัญในการหารือด้านการค้าระดับทวิภาคี คือ การประชุม JTC ไทย-เวียดนาม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทยเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายเวียดนาม การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีการค้า เกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางการปฏิสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย –เวียดนามและแนวทางจัดทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกันหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน อาทิ การตั้งเป้าหมายการค้า ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือในด้านสินค้าเกษตร ความร่วมมือในการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างกัน รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทย –เวียดนาม เป็นต้น ทั้งนี้ ในปี 2557 เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทยในโลก และอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียน

2. การประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และล่าสุด ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2558 ณ กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (นายหวู ฮวี ฮว่าง) เป็นประธานร่วม ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการจัดทำร่างวาระการประชุมและเอกสารสรุปผลประชุมการประชุมดังกล่าว 

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …. (20 มกราคม 2558)

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …. ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
     1. กำหนดให้รัฐมีอำนาจพัฒนาทรัพยากรน้ำ โดยเปลี่ยนรูปร่างของแหล่งน้ำหรือขยายพื้นที่ของแหล่งน้ำ
     2. กำหนดให้บุคคลมีสิทธิใช้น้ำได้เท่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ในกิจกรรมหรือในที่ดินของตน หรือเก็บกักน้ำได้เท่าที่ไม่เป็นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น
     3. กำหนดให้มี'คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ' เรียกโดยย่อว่า'กนช.'ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง ปลัดกระทรวงและอธิบดี ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคเอกชน เป็นกรรมการ โดยให้ กนช. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามที่กำหนด และให้กรมทรัพยากรน้ำทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ กนช.
     4. กำหนดให้การกำหนดลุ่มน้ำให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และให้ กนช. แต่งตั้ง “คณะกรรมการ  ลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำ” ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น ผู้แทนหน่วยงาน ของรัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำนั้น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำและผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ
      5. กำหนดให้บุคคลซึ่งใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงและอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันมีสิทธิรวมตัวก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อประโยชน์ในการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
      6. กำหนดให้การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประเภทที่ 1 เพื่อ การดำรงชีพฯ ประเภทที่ 2 เพื่อการเกษตร อุตสาหกรรมฯ ประเภทที่ 3 เพื่อกิจการขนาดใหญ่ฯ และให้การอนุญาตการใช้น้ำเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด
      7. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งเกี่ยวกับการประกาศกำหนดเขตภาวะน้ำแล้งหรือภาวะน้ำแล้งฉุกเฉิน การจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และกำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขภาวะดังกล่าว เป็นต้น
     8. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ในการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม การจัดทำระบบเตือนภัย และกำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขภาวะดังกล่าว เป็นต้น
     9. กำหนดให้มีการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ โดยการกำหนดให้แหล่งต้นน้ำลำธารเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์ การคุ้มครอง หรือพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ การห้ามทิ้ง หรือระบายสิ่งใด ๆ ที่ส่งผลเสียต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ

     10. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้ามีอำนาจในการควบคุมและการตรวจตราทรัพยากรน้ำ และกำหนดความรับผิดทางอาญาและความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ 

การจัดทำความร่วมมือทวิภาคี Joint Crediting Mechanism (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น (20 มกราคม 2558)

การจัดทำความร่วมมือทวิภาคี Joint Crediting Mechanism (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น
    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการจัดทำข้อตกลงทวิภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (JCM) และมอบหมายให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียดตามกฎหมายและระเบียบ ที่เกี่ยวข้องต่อไปตามที่กระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

    สาระสำคัญของโครงการความร่วมมือทวิภาคี JCM มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยมีการประเมินอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนต่อการลดการปล่อยหรือการดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยประเทศพัฒนาแล้วในเชิงปริมาณผ่านทางการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา และใช้ปริมาณการลดการปล่อยหรือการดูดซับเหล่านั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนต่อวัตถุประสงค์สูงสุดของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยเร่งการดำเนินงานลดการปล่อยหรือการดูดซับก๊าซเรือนกระจกของโลก ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคีนี้ ญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนความรู้ทางเทคนิคและ/หรืองบประมาณบางส่วน (ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ) แก่โครงการที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดจะต้องทำการส่งมอบคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กลไกนี้ในสัดส่วนที่ตกลงกันให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งในการรายงานผลการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของญี่ปุ่นภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2557 มีประเทศกำลังพัฒนาลงนามความร่วมมือในกลไกนี้แล้วทั้งสิ้น 12 ประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย บังคลาเทศ เอธิโอเปีย เคนยา มัลดีฟส์ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย คอสตาริกา ปาเลา กัมพูชา และเม็กซิโก ซึ่งในจำนวนนี้ มีประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย และกัมพูชา ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียที่อยู่ในระหว่างเจรจา ได้แก่ อินเดีย พม่า และไทย 

ขออนุมัติดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง (4 มกราคม 2558)

ขออนุมัติดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง
    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการให้ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
     ทั้งนี้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปจัดทำรายละเอียดของโครงการแล้วนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา อีกครั้ง
สาระสำคัญของเรื่อง
    กษ. รายงานว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและภาวะแห้งแล้งพบว่าทั่วทุกภาคของไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ต้องสำรองปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2558 เพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ ฯลฯ และมีพื้นที่ทำการเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจำนวน 3,456 ตำบล ใน 68 จังหวัด โดยภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกพืช เกิดการว่างงานและขาดรายได้ จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ชุมชนเกษตรสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอันจะเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะยาว กษ. จึงได้จัดทำโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    1. หลักการสำคัญ คือ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งให้มีรายได้และสร้างโอกาสให้ชุมชนเกษตรสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมการดำเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการและเป็นผู้บริหารจัดการโครงการให้เกิดผลสำเร็จ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรของชุมชนอย่างยั่งยืน
    2. วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2557/2558 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชุมชนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาว

    3. เป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ คือชุมชนเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบแล้ง ปี 2557/2558 ในพื้นที่ 3,456 ตำบล 68 จังหวัด ตามบัญชีรายชื่อพื้นที่คาดการณ์ความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตร ปี 2558 ของประกาศแผนเตรียมการรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2558 และประกาศกรมชลประทานเรื่องงดส่งน้ำ เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องและข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง 

เรื่อง โครงการที่จะเป็นของขวัญให้ประชาชนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี “ของขวัญปีใหม่จากใจ ทส.” (23 ธันวาคม 2557)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานการจัดทำโครงการที่จะเป็นของขวัญให้ประชาชนของ ทส. ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี “ของขวัญปีใหม่จากใจ ทส.”
                   สาระสำคัญของเรื่อง
                   ทส. ได้จัดทำโครงการ “ของขวัญปีใหม่จากใจ ทส.” เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ประชาชนของ ทส. ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ของขวัญปีใหม่ตามนโยบายรัฐบาลที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว และ (2) ของชำร่วยปีใหม่แถมให้ประชาชน ซึ่งสรุปได้ดังนี้
                   1. ของขวัญปีใหม่ตามนโยบายรัฐบาลที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว
                             1.1 นโยบายแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
                                      1.1.1 จัดทำโครงการ “คืนคลองให้น้ำไหล คืนความใสให้แม่น้ำทั่วประเทศ” เพื่อบำรุงรักษาขุดลอกคู คลอง แหล่งน้ำธรรมชาติ และประชาสัมพันธ์และสร้างการมีส่วนร่วม ในพื้นที่ 77 จังหวัด จำนวน 77 ลำน้ำ/คลอง ระยะทางรวม (อย่างน้อย) 999 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำ หรือคลองชักน้ำเข้าสู่แหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่มีผลกระทบกับชุมชน
                                      1.1.2 สร้างระบบประปาบาดาลให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จำนวน 10 โรงเรียน ให้บริการเป่าล้างและซ่อมแซมระบบบาดาลเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง 500 พื้นที่ และมอบน้ำดื่มสะอาด จำนวน 240,000 ขวด แก่สถานสงเคราะห์เด็ก คนชรา และผู้ยากไร้
                             1.2 นโยบายบริหารจัดการขยะของประเทศไทย
                                      1.2.1 ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการกำจัดขยะมูลฝอยเก่าที่ตกค้างสะสม จำนวน 3,786,434 ตัน และปรับปรุบฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่วิกฤติ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สระบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี
                                      1.2.2 แจกเตาเผาขยะชีวมวลไร้ควัน 187 เตา ให้กับพื้นที่นำร่องเพื่อให้ประชาชนกำจัดขยะชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาหมอกควันจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่วิกฤติ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน ซึ่งเตาเผาขยะชีวมวลไร้ควันนี้สามารถใช้ประโยชน์เป็นเตาเผาถ่านมลพิษต่ำได้อีกทางหนึ่งด้วย
                             1.3 นโยบายการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้อย่างยั่งยืน
                                      1.3.1 เปิดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดลำดับความเร่วด่วนของพื้นที่ป่าเป้าหมายและวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งจะเริ่มจากการเร่งรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ป่าที่คดีสิ้นสุดแล้ว จำนวน 3,619 ไร่ และนำพื้นที่นี้กลับมาฟื้นฟูสภาพป่าต่อไป โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2558
                                      1.3.2 ส่งเสริมและจัดตั้ง “ป่าชุมชน” เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่าสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากของป่าแลกกับการช่วยดูแลรักษาป่า ให้ประชาชนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน จำนวน 260 แห่ง ใน 64 จังหวัด พื้นที่ 260,000 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 124,800 คน
                             1.4 นโยบายจัดที่ดินให้ราษฎรผู้ไร้ที่ดินทำกิน
                                      1.4.1 ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดหาที่ดิน จำนวน 58,700 ไร่ เพื่อจัดให้ราษฎรผู้ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกินเข้าใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นสิทธิชุมชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมอาชีพ
                                      1.4.2 นำร่องระบบสหกรณ์เพื่อจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวน 6,800 ไร่ และฟื้นฟูป่าชายเลนเสื่อมสภาพให้เป็นป่าชายเลนสมบูรณ์ จำนวน 5,800 ไร่
                             1.5 จัดทำเส้นทางจักรยานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จำนวน 147 แห่ง โดยเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นพื้นที่นำร่อง ระยะทางรวม 44.5 กิโลเมตร
                   2. ของชำร่วยปีใหม่ แถมให้ประชาชน
                             2.1 เปิดให้เข้าเยี่ยมชม ใช้บริการ และร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในช่วงระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ถึง 13 มกราคม 2558 (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำหนดการให้บริการของแต่ละพื้นที่) ในสถานที่ท่องเที่ยวของ ทส. ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ จำนวน 147 แห่ง สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ (Aquarium) จังหวัด ภูเก็ต ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง สวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ทางธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ฯลฯ
                             2.2 ปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ระยะทาง 2 กิโลเมตร
                             2.3 จัดทำ Application คาร์บอนฟุตพรินท์ของกิจกรรมส่วนบุคคลเพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน

                             2.4 จัดทำโครงการรณรงค์รักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะและสร้างวินัยในการจัดการขยะ 

by ThaiWebExpert